รมว.ต่างประเทศเมียนมาเยือนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646242

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 13:35 น.รมว.ต่างประเทศเมียนมาเยือนไทยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาหารือทางการทูตกับไทยหลังรัฐประหาร  

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยว่า วัณณะ หม่อง ลวิง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา เดินทางมาถึงไทยในวันนี้ เพื่อหารือความพยายามที่จะร่วมมือกับประชาคมอาเซียนเพื่อหาทางแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร

การเยือนไทยครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังนายพลมินอ่องหล่ายยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

คาดว่า ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเข้าหารือกับ วัณณะ หม่อง ลวิง 

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า เรตโน มาร์ซูดิ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในประเทศไทยด้วย อาจพบกับ วัณณะ หม่อง ลวิง ด้วย

Sinovac ปลอดภัยแต่ทำไมไม่แนะนำให้หมอฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646229

วันที่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 12:10 น.Sinovac ปลอดภัยแต่ทำไมไม่แนะนำให้หมอฉีดฟิลิปปินส์ยังไม่แนะนำให้ใช้ Sinovac กับบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ไทยประเดิมล็อตแรกกับบุคลากรแพทย์ด่านหน้า

ย้อนกลับไปในช่วงสัปดาห์ก่อนโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ออกมายืนยันว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของซิโนแวคที่ผลิตโดยจีนนั้น “ปลอดภัย ไร้กังวล และเชื่อถือได้” เทียบเท่ากับวัคซีนที่ผลิตโดยสหรัฐและยุโรป พร้อมแสดงความไว้วางใจในวัคซีนดังกล่าว

แต่เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาเอริก โดมิงโก ผู้อำนวยการองค์การอาหารและยาของฟิลิปปินส์เผยว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 และสามารถใช้ได้กับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุ 18 ถึง 59 ปี แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสกับเชื้อไวรัสจำนวนมาก เนื่องจากตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 50.4% เท่านั้น

แฮร์รี โรกค์ โฆษกรัฐบาลระบุว่าประชาชนกลุ่มแรกที่จะได้รับวัคซีนคือทหารและบุคลากรแนวหน้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ พนักงานประจำซูเปอร์มาร์เก็ต

เช่นเดียวกับเฮเลน หยาง ผู้จัดการบริษัทซิโนแวค ไบโอเทคเผยว่าวัคซีนดังกล่าวไม่เหมาะกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุ แต่เคารพรัฐบาลในการตัดสินใจว่าจะใช้วัคซีนอย่างไร

ทั้งนี้ องค์การอาหารและยาของฟิลิปปินส์อนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ของซิโนแวค (Sinovac) จากจีนเป็นกรณีฉุกเฉินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้สั่งซื้อวัคซีนทั้งหมด 25 ล้านโดสจากซิโนแวค และตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้กับประชาชน 70% ภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับวัคซีนล็อตแรกจำนวน 600,000 โดสภายในไม่กี่วันข้างหน้า

การประกาศดังกล่าวของฟิลิปปินส์ทำให้เป็นที่ถกเถียงเมื่อกระทรวงสาธารณสุขของไทยเผยว่าจะทดลองฉีดวัคซีนซิโนแวคล็อตแรกซึ่งมาถึงไทยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.พ.) ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า เช่น แพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ภาคสนามในพื้นที่ความเสี่ยงสูง

โดยได้รวบรวมบุคลากรที่สมัครใจทดลองฉีดวัคซีนล็อตแรกราว 3.2 หมื่นคน ซึ่งจะจัดฉีดวัคซีนในวันที่ 28 ก.พ. นี้

รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยส่วนที่เหลือก็จะได้รับวัคซีนดังกล่าวในล็อตต่อๆ ไปเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ วัคซีนซิโนแวคใช้ได้กับผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 59 ปี เท่านั้น สำหรับสตรีมีครรภ์และผู้ที่มีประวัติการแพ้วัคซีนห้ามฉีด

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

รัฐบาลต้องนั่งไม่ติดเพราะ Clubhouse #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646162

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 21:00 น.รัฐบาลต้องนั่งไม่ติดเพราะ Clubhouse Clubhouse ได้สร้างสังคมแห่งการพูดคุยที่สร้างสรรค์แบบใหม่ขึ้นมา แต่ก็ไปไม่รอดเมื่อรัฐบาลจีนสั่งแบนแอปยอดนิยมไปแล้วเพราะอาจเกี่ยวข้องกับการที่คนจีนไปคุยเรื่องหมิ่นเหม่ จะถึงคิวของประเทศไทยหรือไม่ที่รัฐบาลจะไม่ทนกับ Clubhouse?

ตอนนี้ชื่อของ Clubhouse คงเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างแล้ว แม้แต่นายกรัฐมนตรีพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาก็เอ่ยถึง รวมถึงนายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ก็เพิ่งจะหันมาใช้แอพนี้เพื่อเข้าถึงประชาชน หรือแม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือทักษิณ ชินวัตรก็ปรากฎตัวในแอปนี้ในชื่อ Tony จนเป็นที่ฮือฮา

“ความกังวล” ของรัฐบาลไทยเหมือนกับอาการของรัฐบาลจีนที่สั่งแบน Clubhouse หลังจากที่มันเฟื่องฟูในหมู่คนจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ

เป็นที่รู้กันว่าตั้งแต่ปี 2019 ความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนฮ่องกง และคนไต้หวันเลวร้ายลงมาก เพราะความขัดแย้งพัวพันดินแดนทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นท่าทีคุกคามของจีนต่อไต้หวัน (หรือที่ฝ่ายจีนโทษว่าไต้หวันแสดงท่าทีจะเป็นเอกราช) ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ซึ่งผู้ร้ายตัวการเป็นชาวไต้หวัน) เพราะกลัวว่ารัฐบาลจีนจะใช้กฎหมายนี้ล้ำเส้นสิทธิเสรีภาพของชาวฮ่องกง การประท้วงนี้ลุกลามเป็นการต่อต้านคนจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนคนจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตอบโต้ด้วยการไม่ไปเที่ยวฮ่องกงและแบนสินค้าฮ่องกง

ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดก็เพื่อแสดงให้เห็นทั้งสามดินแดนไม่ถูกกันอย่างแรง ไม่ใช่แค่รัฐบาลไม่ถูกกันแต่ยังลามไปถึงประชาชคนทั่วไป คนจีนแผ่นดินใหญ่ที่รักชาติจนเลือดขึ้นหน้ายิ่งชิงชังฮ่องกงบางคนที่เรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง มันคือสถานการณ์ที่ “คนพูดภาษาจีน” คุยด้วยกันไม่รู้เรื่อง

จนกระทั่ง Clubhouse ถือกำเนิดขึ้นมา

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ คนจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเข้ารมาร่วม Clubhouse กับคนไต้หวันและฮ่องกง ทั้ง 3 ฝ่ายพูดคุยกันหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความเห็นต่างทางการเมือง เรื่องกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่ใช้ในฮ่องกง ประเด็นเปราะบางอย่างกรณีซินเจียง เรื่องทิเบต และเรื่องเอกราชของไต้หวัน ซึ่งห้ามพูดถึงเด็ดขาดในจีน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าแทนที่คนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน และคนฮ่องกงจะเชือดเฉือนและตอบโต้กัน ทั้งสามฝ่ายกลับโอภาปราศัยกัน ทำให้ Clubhouse เต็มไปด้วยบรรยากาศที่คนสามฝ่ายแทบไม่เคยพบมาก่อน (อย่างน้อยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) หลายคนเชื่อว่า Clubhouse ทำให้ผู้คนที่เห็นต่างมาเชื่อมโยงเข้าหากัน

นักเขียนขององค์กรสื่ออิสระฮ่องกง คือ Hilton Yip ที่ทำงานทั้งในปักกิ่งและไทเปและฮ่องบอกว่า Clubhouse ทำให้เกิดภาวะ detente ซึ่งเป็นศัพท์แสงทางการเมืองระหว่างประเทศที่แปลว่า “การผ่อนคลายความตึงเครียด” เป็นสถานการณ์ที่ปรเะทศที่ขัดแย้งกันจนหวิดจะก่อสงครามกัน เริ่มหันเข้าหากันและหาทางประนีประนอมกัน แอปนี้ก็ทำหน้าที่แบบเดียวกัน

เขาเขียนว่าแอปนี้ทำให้คนจีนแผนดินใหญ่ “ดูเป็นมนุษย์มนา” (humanised) ในสายตาคนไต้หวันและฮ่องกง ไม่ได้หมายความคนแผนดินใหญ่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เพราะความขัดแย้งทำให้แต่ละฝ่ายต่างมองไม่เห้นความเป็นคนของกันและกัน และโอกาสนี้ยังช่วยให้คนจีนเข้าใจว่าคนไต้หวันและคนฮ่องกงมีความคิดอย่างไร ไม่ใช่ว่าฟังแต่ข่าวของรัฐบาลจนหัวร้อน

แชทรูมที่ได้รับความนิยมเช่น “แชทรูมคนรุ่นใหม่ข้ามฝั่งช่องแคบ” (Cross-strait youth chat) ซึ่งเป็นห้องที่ใช้แชร์เรื่องราวของคนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันที่ถูกแบ่งแยกด้วยช่องแคบไต้หวัน ห้องนี้แต่แรกมีคไม่กี่สิบคนมาแบ่งปันเรื่องราววิถีชีวิตที่แตกต่างของพวกเขา แต่มันป๊อปปูลาร์จนกระทั่งมีคนมาเข้ารวมถึง 4,000 คน (ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์) และคุยกันหลากหลายมากขึ้นรวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับฮ่องกง

แน่นอนว่าเมื่อมันป๊อปปูลาร์ความต้องการที่จะเข้าร่วมก็สูงตามไปด้วย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการขายคำเชิญ (Invitation) ในแพลตฟอร์มค้าขายของจีนในราคา 50 – 400 หยวน (ราวๆ 250 – 2,000 บาท)

Apple Daily สื่อของฮ่องกงที่ต่อต้านรัฐบาลจีนรายงานเรื่องนี้และอ้างว่ามีชาวเน็ตจีนที่เรียก Clubhouse ว่าเป็น “เศษเสี้ยวหนึ่งของดินแดนสุขาวดี” มันเหมือนแดนสวรรค์ที่ผู้คนจากดินแดนที่ขัดแย้งกันมาพูดคุย แลกเปลี่ยน หารืออย่างเป็นอารยะ และไม่ต้องกังวลเพราะมันไม่เหลือหลักฐานเอาไว้ให้รัฐบาลมาตามแกะรอยในตอนหลัง

Apple Daily (ซึ่งไม่ชอบพวกชาตินิยมจีน) ยังบอกด้วยว่า Clubhouse ช่วยกันไม่ให้พวกคลั่งชาติชาวจีนแผ่นดินใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “พวกยุวชนชมพู” (ภาษาจีนเรียกว่า เสียวเฝิ่นหง) เข้ามามีปากมีเสียงได้

พวก “พวกยุวชนชมพู” เป็นคำที่ใช้เรียกคนหนุ่มสาวแผ่นดินใหญ่ที่จะโจมตีใครก็ตามที่พูดถึงประเทศจีนในทางไม่ได้ เป็นการเรียกที่เลียนแบบพวก “ยุวชนทหารแดง” (ภาษาจีนเรียกว่า หงเว่ยปิง) ที่ออกอาละวาดพวกที่ต่อต้านเหมาเจ๋อตงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ในยุคนี้ยุวชนหัวร้อนลดกรีลงจาก “แดง” เหลือเพียง “ชมพู”

รายงานของ Apple Daily ยังมีน้ำเสียงของการ “เหยียด” พวกที่เห็นต่างอยู่บ้างต่างจากทัศนะของ Hilton Yip ที่บอกว่าแอปนี้ช่วยทำให้แต่ละฝ่ายเห็นกันและกันเป็นมนุษย์มากขึ้น มันอาจเป็นช่องทางที่ทำให้สามฝ่ายเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นก็เป็นได้ แทนที่จะถูกปั่นหัวโดยชาตินิยและความเห็นต่างทางการเมือง

หลังจากที่คนหนุ่มสาวคุยกันอย่างอารยะได้ช่วงสั้นๆ รัฐบาลจีนก็สั่งแบน Clubhouse ตามคาด ยุติช่วงเวลาอันชื่นมื่นของสามฝ่ายในดินแดนสุขาวดีที่พวกเขาสร้างขึ้นมา

นอกจากจะแบนแล้ว สื่อของทางการจีนอย่าง Global Times ยังมี “รายงานเชิงลึก” แต่ออกมาในทำนองวิจารณ์ Clubhouse โดยอ้างว่า “ผู้ใช้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่หลายคนกล่าวว่าการอภิปรายทางการเมืองบน Clubhouse มักจะเป็นการพูดฝ่ายเดียวและเสียงสนับสนุนจีนมักจะถูกแบนได้อย่างง่ายดาย” พร้อมกับยกตัวอย่างชาวจีนที่ใช้แอปนี้แล้วบ่นอุบ

เช่น คนจีนที่ชื่อจ้าวบอกว่าเรื่องการเมืองน่าเบื่อ เพราะแต่ละฝ่ายได้แต่ตอกย้ำความเชื่อของตัวเองโดยไม่หารือหรือดีเบตกันอย่างจริงจัง ส่วนสาวจีนที่ชื่อจางบอกว่าไปเข้าแชทรูมเรื่องซินเจียงแล้วออกมาเพราะรับไม่ได้กับความเห็นฝ่ายเดียวและไม่เชื่อข่าวลือเรื่องซินเจียงที่พูดกันในห้องแชท

เรื่องนี้เป็นประเด็นปัญหาที่น่าจับตาเหมือนกันว่า Clubhouse มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหนเพราะเป็นแอปที่เน้นพูด แม้ว่าจะมีการอ้างอิงได้แต่ก็คงไม่สะดวกเท่ากับการเขียน และยังมีความกังวลว่าแชทรูมบางห้องอาจจะพูดสิ่งที่หมิ่นเหม่ทางกฎหมาย จนเปิดทางให้รัฐบาลสั่งแบนเหมือนกรณีจีน

ความสนใจเรื่อง Clubhouse ในไทยมีมาระยะหนึ่งแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลเริ่มที่จะขยับเมื่อเห็นว่าแชทรูมบางห้องพูดประเด็นหมิ่นเหม่แต่ก็ยังทำได้แค่ “เตือน” (หรือขู่) โดยก่อนหน้านี้นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ออกมาเตือนว่าการแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน สร้างความเสียหาย และละเมิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่พร้อมดำเนินการตามกฎหมายทันทีเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

จนกระทั่งคนระดับนายกรัฐมนตรีต้องออกมาขยับเองหลังจากการปรากฎตัวของ “Tony”

เมื่อคืนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ปรากฏตัวในห้องสนทนา “ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองกันตรงเน้!” ในชื่อ Tony บนแอปพลิเคชัน Clubhouse ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม CARE คิด เคลื่อนไทย พร้อมด้วยนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาสนั่นโซเชียล

โดยนายทักษิณได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งคำถามในหลากหลายประเด็น โดยเริ่มจากการพูดถึงนโยบายในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP), 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS), นโยบายแจกแล็ปท็อปให้แก่เด็กนักเรียน และอาจสามารถโมเดล เป็นต้น โดยภาพรวมแล้วนายทักษิณได้แสดงวิสัยทัศน์โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจของประเทศและการศึกษา

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมกรือเซะ-ตากใบ นายทักษิณระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความควบคุมของทหาร ตนเองก็จำไม่ค่อยได้แต่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

พร้อมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ว่าเด็กรุ่นใหม่เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี โลกเปลี่ยนไปมาก เมื่อเขามองไม่เห็นอนาคตเขาก็ต้องหา โดยชี้ว่าตนไม่ได้มองในทางการเมืองแต่มองเรื่องความก้าวหน้าของชีวิต ทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามนายทักษิณมองว่าต้องแก้ปัญหาโดยการพูดคุยกัน การเมืองจะดีหรือไม่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ การปรับแก้กฎหมายให้ทันสมัยเป็นเรื่องสมควร แต่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทยมายาวนานและเราต้องเคารพ โดยเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112

การปรากฏตัวของนายทักษิณครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะสร้างความไม่พอใจให้แก่รัฐบาลไม่มากก็น้อย โดยล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเผยว่าได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามแอปพลิแคชันดังกล่าวเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย

การที่แอปพลิเคชันดังกล่าวเปิดพื้นที่เสรี (Free Speech) ให้ผู้ใช้ได้ถกเถียงกันอย่างเปิดกว้างและตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะมีการพูดถึงประเด็นอ่อนไหวบางประเด็น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้ฟัง คนผิดกฎหมายอยู่ต่างประเทศจะฟังทำไม ชอบฟังนักนะคนผิดกฎหมายเนี่ย ทำลายกฎหมาย ให้เครดิตกันอยู่ได้”

คำพูดของนายกฯ ส่งผลให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันหลายคนเริ่มกังวลว่าในอนาคตรัฐบาลจะแบนแอปพลิเคชันดังกล่าวเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศจีนหรือไม่

อย่างไรก็ดีในทางกลับกันแอปดังกล่าวเป็นเหมือนตัวช่วยประสานให้คนที่มีความเห็นต่างกันมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกัน อย่างกรณีการสนทนาบน Clubhouse ระหว่างนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และวู้ดดี้ วุฒิธร ซึ่งหลายคนไม่เชื่อว่าจะเกิดภาพนี้ขึ้นได้เนื่องจากทั้งคู่มีจุดยืนที่ไม่เหมือนกัน

แต่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาทั้งคู่ได้มีโอกาสพูดคุยกันประเด็นต่างๆตั้งแต่การเมือง งานอดิเรก ไปจนถึงเรื่องความรัก โดยนายปวินเล่าถึงประสบการณ์ครั้งนั้นว่า “มันก็เป็นอะไรที่พอผ่านไปได้ ในเรื่องการเปิดการสนทนากับคนที่อยู่คนละขั้วทางการเมือง ดิชั้นไม่เคยตั้งเป้าไปไกลว่า ดิชั้นจะต้องเอาคนเห็นต่างมาเป็นพวก ดิชั้นมิบังอาจ แต่อย่างน้อย การเปิดให้มีการพูดคุยกันอย่างมนุษย์มีอารยะ ดิชั้นคิดว่า เท่านั้น สังคมเรามันอาจจะเดินหน้าต่อไปได้บ้าง และการพูดคุยกับวู้ดดี้เช้านี้ ดิชั้นคิดว่า ดิชั้นได้บรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว”

กรณีที่เกิดขึ้นปวินและวู้ดดี้เป็นสิ่งที่คล้ายกับปรากฎการณ์ “แชทรูมคนรุ่นใหม่ข้ามฝั่งช่องแคบ” ที่เกิดขึ้นระหว่างคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวัน และคนฮ่องกง ซึ่ง Clubhouse ทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมโยงกลุ่มที่เห็นต่างให้มาพูดคุยกันอย่างมีอารยะ ไม่บูลลี่ และไม่มีเฮทสปีช เหมือนกับที่บางคนยกให้มันเป็นแดนสุขาวดีที่ทุกคนใช้พื้นที่พูดคุยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

ในแง่หนึ่งหาก Clubhouse ทำให้คนอย่างปวินและวู้ดดี้หันมาคุยกันได้ มันก็ช่วยทำลาย Echo chamber หรือการที่แต่ละฝ่ายสุมหัวคบหากันเอง สนใจแต่ข้อมูลพวกเดียวกันเอง จนเหมือนถูกขังในห้องที่ได้ยินแต่เสียงพวกเดียวกันเองก้องไปก้องมา ผลของมันคือการดื้อรั้นไม่ยอมฟังเสียงของคนอื่น

แต่สิ่งที่จะทำลาย “แดนสุขาวดีของกลุ่มคนเห็นต่าง” หรือ “พื้นที่เสรีในการแสดงความเห็น” คือการเปิดพื้นที่ให้เฟคนิวส์

ตัวเฟคนิวส์เองมีพลังในตัวมันเองในการทำลายบรรยากาศการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์อยู่แล้ว แต่มันยังอาจเป็นเหตุผลให้รัฐบาลสั่งแบน Clubhouse ไปทั้งหมดด้วยข้อหาเป็นสถานที่ยุยงปลุกปั่น

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มที่แสดงอาการฮึ่มๆ ออกมาแล้ว แต่นิสัยคนไทยยิ่งขู่ยิ่งไม่กลัว ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เราต้องจับตากันต่อไปว่ารัฐบาลจะเล่นงานแอปนี้หรือไม่ และผู้ใช้ชาวไทยจะสามารถพัฒนามันจนกลายเป็นสถานที่ศิวิไลซ์ในการพูดคุยเหมือนที่เกิดขึ้นกับคนจีน ไต้หวัน และฮ่องกงหรือไม่

หมายเหตุ – การสนทนาบน Clubhouse เป็นการสนทนารูปแบบเรียลไทม์ ไม่สามารถย้อนกลับมาฟังซ้ำได้ และไม่มีการบันทึกเก็บไว้ ส่งผลให้ผู้ใช้ในห้องสนทนาบางรายแอบบันทึกเสียงเหล่านั้นไว้สำหรับผู้ใช้ที่เข้าฟังไม่ทันหรือผู้ที่ไม่ได้ใช้แอปพลิเคชัน Clubhouse

โดยอันที่จริงแล้วผู้ใช้สามารถบันทึกได้แต่ต้องได้รับอนุญาตจากทุกคนในห้องสนทนา การแอบบันทึกเสียงโดยผู้ร่วมสนทนาไม่ทราบถือเป็นการละเมิดข้อกำหนดในการให้บริการของ Clubhouse

เปิดประวัติ 2 หนุ่มผู้ก่อตั้ง Clubhouse แอพยอดฮิตแห่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646172

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 20:00 น.เปิดประวัติ 2 หนุ่มผู้ก่อตั้ง Clubhouse แอพยอดฮิตแห่งปีClubhouse ดังชั่วข้ามคืน แต่ความสำเร็จของสองผู้ก่อตั้งไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน

เพียงชั่วข้ามคืนหลังจาก อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งเทสลาและสเปซเอ็กซ์ เปิดห้องใน Clubhouse พูดคุยกับ วลาด เทเนฟ ซีอีโอแอพพลิเคชั่นซื้อขายหุ้นชื่อดัง Robinhood แอพพลิเคชั่นที่มีผู้ใช้งานเพียง 1,500 คน ก็มียอดดาวน์โหลดพุ่งไปถึง 2 ล้านคน ส่วนตัวบริษัทมีมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพไปอีก 1 บริษัท

แต่ความสำเร็จของสองผู้ร่วมก่อตั้งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน โรฮาน เซ็ธ และพอล เดวิสัน ผ่านการพัฒนาแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียมากว่า 10 ปี

โรฮาน เซ็ธ หนุ่มเชื้อสายอินเดียจบปริญญาโทสาขาวิทยาการจัดการและวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐเมื่อปี 2008

ข้อมูลในเว็บไซต์ LinkedIn ระบุว่า ก่อนจบการศึกษา 2 ปี เซ็ธได้เริ่มอาชีพวิศวกรที่กูเกิลและอยู่ที่นั่น 5 ปี 9 เดือน โดยระหว่างนั้นเขารับผิดชอบทีม machine learning และโทรศัพท์มือถือ และยังมีส่วนในการก่อตั้งแพลตฟอร์ม Google Location ที่บอกให้ทราบว่าใครอยู่ที่ไหนผ่านสมาร์ทโฟนในเวอร์ชั่นแอนดรอยด์

หลังออกจากกูเกิลเซ็ธก่อตั้งสตาร์ทอัพเทคโนโลยีชื่อ Memry Labs ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มช่วยบันทึกความจำคล้ายการเขียนไดอะรีในปี 2014 ก่อนที่ Open Doors จะขอซื้อกิจการในปี 2017 โดยเซ็ธยังทำงานอยู่ที่ Memry Labs ไปอีก 2 ปีจนถึงปี 2019 ระหว่างนั้นเขาระดมทุนให้ Memry Labs ได้ถึง 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากจะสนใจเรื่องเทคโนโลยีแล้ว เซ็ธยังเป็นแฟนคลัตัวยงของ บรูซ สปริงทีน นักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังชาวอเมริกัน ในทวิตเตอร์ของเจ้าตัวมีการทวีตเพลง หรือหน้าปกนิตยสารที่นักร้องคนดังกล่าวขึ้นปก ไปจนถึงการแต่งตัวเป็นสปริงทีนในวันฮัลโลวีน

ส่วน พอล เดวิสัน ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งในซิลิคอนวัลเลย์ เดวิสันจบปริญญาตรีคณะวิศวกรรมอุตสาหกรรม และปริญญาโทสาขาการบริหารธุรกิจจากกมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเช่นเดียวกับเซ็ธ

เดวิสันเริ่มงานแรกด้วยการเป็นผู้ช่วยที่ปรึกษาระดับสูงของบริษัท Bain & Company ในบอสตัน เมื่อปี 2007 หลังจากนั้นจึงเข้าฝึกงานในแผนกปฏิบัติการกับกูเกิล ก่อนลาออกและเข้าทำงานที่ Metaweb Technologies ที่ถูกกูเกิลซื้อไปเมื่อปี 2010

เดวิสันยังร่วมลงทุนกับบริษัทกู้ยืมสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพและก่อตั้ง Highlight ขึ้นในปี 2012 พร้อมด้วยไอเดียการสร้างพื้นที่โซเชียลที่เชื่อมโยงกับโลเคชั่นของผู้ใช้งานเข้ากับผู้ใช้งานคนอื่นๆ และทำให้ผู้ใช้ค้นหาและสนทนากับผู้คนที่อยู่รอบๆ ได้ 

ต่อมาในปี 2016 Pinterest ซื้อ Highlight ทำให้เดวิสันได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเนื้อหาและฟีเจอร์ต่างๆ บน Pinterest ด้วย

หลังจากนั้น 2 ปีเดวิสันเบนเข็มไปทางสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่า Crypto coins และเริ่มงานในฐานะผู้บริหาร Coinlist เมื่อปี 2018 

ทั้งเดวิสันและเซ็ธเคยร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่น Talkshow สำหรับสตรีมมิ่งรายการที่คล้ายกับการจัดรายการวิทยุมาก่อนก่อนที่จะเริ่ม Clubhouse ด้วยกัน

เดวิสันและเซ็ธเริ่มก่อตั้งบริษัท Alpha Exploration เมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว  อีก 1 เดือนหลังจากนั้นมีผู้ใช้งานเพียง 1,500 คน  แต่หลังจากที่ อีลอน มัสก์ เข้าไปใช้งาน ผู้คนทั่วโลกก็ให้ความสนใจ Clubhouse เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงเมื่อเดือนที่แล้ว ตัวเลขผู้ดาวน์โหลดอยู่ที่กว่า 4 ล้านคน และล่าสุดในเดือนนี้ผู้ใช้เพิ่มเป็นกว่า 10.1 ล้านคน

มูลค่าบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากเดือน พ.ค.ปีที่แล้วที่อยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยระดมทุนได้กว่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

เฟซบุ๊คอย่างไวพัฒนาแอพคล้าย Clubhouse มาแข่งแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646154

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 18:21 น.เฟซบุ๊คอย่างไวพัฒนาแอพคล้าย Clubhouse มาแข่งแล้ว เฟซบุ๊คกำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นคล้ายกับ Clubhouse หลัง Clubhouse ฮิตไปทั่วโลก 

สำนักข่าว The New York Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน 2 คนที่มีความรู้ในเรื่องนี้เผยว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก สนใจแพลตฟอร์มการพูดคุยแบบเสียง และเฟซบุ๊คกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มแชทด้วยเสียงที่คล้ายคลึงกับแอพพลิเคชั่น Clubhouse ที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้   

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า ผู้บริหารเฟซบุ๊คมีคำสั่งให้พนักงานคิดค้นแพลตฟอร์มที่คล้ายคลึงกับ Clubhouse โดยขณะนี้การพัฒนาของเฟซบุ๊คอยู่ในขั้นเริ่มแรก  

ขณะที่ตัวซักเคอร์เบิร์กเองเข้าร่วมแอพพลิเคชั่น Clubhouse เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) และความเป็นจริงเสมือน (VR)   

The New York Time ระบุว่า ที่ผ่านมาเฟซบุ๊คพยายามเจาะเข้าไปในเทคโนโลยีใหม่ๆ และไล่ตามแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ดึงดูดผู้ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ อาทิ การซื้อแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม วอทส์แอพ และบริษัทเทคโนโลยี VR โอคิวลัส ตั้งแต่บริษัทสตาร์ทอัพเหล่านี้ยังมีขนาดเล็ก

นอกจากนี้ เฟซบุ๊คยังขึ้นชื่อเรื่องการลอกเลียนแบบคู่แข่ง โดยเมื่อปี 2016 อินสตาแกรมเพิ่มฟีเจอร์ Story ที่คล้ายกับของ สแนปแชทที่ให้ผู้ใช้แชร์คลิปวิดีโอและภาพที่จะคงอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หรือเมื่อปีที่แล้วที่อินสตาแกรมออกฟีเจอร์ Reels ซึ่งคล้ายกับคลิปของติ๊กต๊อก

และเมื่อแพลตฟอร์มประชุมทางไกลซูมเป็นที่นิยมเมื่อปีที่แล้ว เฟซบุ๊คก็รีบปล่อย Rooms และล่าสุดเฟซบุ๊คกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาแข่งกับแพลตฟอร์มจดหมายข่าวทางอีเมล Substack

ขณะที่ทวิตเตอร์ก็กำลังทดสอบแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Spaces ที่คล้ายคลึงกับ Clubhouse เช่นกัน

ไต้หวันขายเซมิคอนดักเตอร์จนรวย จีดีพีพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646137

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 16:00 น.ไต้หวันขายเซมิคอนดักเตอร์จนรวย จีดีพีพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปีจีดีพีไต้หวันโตเร็วสุดในรอบ 7 ปีเพราะได้อานิสงส์จากการขายเซมิคอนดักเตอร์ที่ทั่วโลกกำลังต้องการ  

สำนักงานสถิติไต้หวันเปิดเผยคาดการณ์จีดีพีของปี 2021 ว่า จีดีพีจะขยายตัว 4.64% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ปีที่แล้วที่ 3.83% รวมทั้งยังปรับตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 4 ว่าชยายตัวถึง 5.09% และปรับคาดการณ์การส่งออกจาก 4.59% เป็น 9.58%

รัฐบาลไต้หวันยังเผยว่าปีนี้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จากทั่วโลก อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป  

ไปจนถึงความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของ Covid-19 ที่ทำให้ไม่ต้องบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด และการท่องเที่ยวในประเทศที่คึกคัก เนื่องจากชาวไต้หวันเลือกท่องเที่ยวอยู่ในบ้านตัวเองมากกว่าเที่ยวต่างประเทศ

ตะวันตกร่วมบีบรัฐบาลทหารเมียนมา ด้านสหรัฐแบนอีก 2 นายพล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646132

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 14:30 น.ตะวันตกร่วมบีบรัฐบาลทหารเมียนมา ด้านสหรัฐแบนอีก 2 นายพลสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำนายพลเมียนมาเพิ่มอีก 2 นาย ขณะที่ชาติตะวันตกร่วมกดดัน

ประเทศตะวันตกกำลังพยายามกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาให้หยุดใช้ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมหลังการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อนานหลายสัปดาห์ โดยสหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตรนายพลระดับสูงของเมียนมาอีก 2 นายสืบเนื่องจากการรัฐประหาร ขณะที่สหภาพยุโรปเตือนว่ากำลังพิจารณามาตรการคว่ำบาตรประเทศเมียนมา

ทั้งนี้ สหรัฐกำหนดมาตรการคว่ำบาตร พลอากาศเอก หม่อง หม่อง จอ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ และพลโท โม มยินต์ ตุน โดยระงับการเข้าถึงทรัพย์สินในสหรัฐและห้ามเข้าประเทศ พร้อมระบุว่าอาจมีการดำเนินการเช่นเดียวกันต่อบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติม

โดยแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่าสหรัฐไม่ลังเลที่จะดำเนินการต่อผู้ที่ใช้ความรุนแรงและปราบปรามเจตจำนงของประชาชน และไม่ลังเลที่จะสนับสนุนประชาชนชาวเมียนมา

พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารยุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมทันที รวมถึงหยุดข่มขู่คุกคามนักเคลื่อนไหวและสื่อมวลชน ตลอดจนเร่งดำเนินการเพื่อให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมาหลายนายรวมถึงรักษาการประธานาธิบดีเมียมาและบริษัทของกองทัพเมียนมาอีก 3 แห่ง

นอกจากนี้อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้กองทัพเมียนมายุติการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงสหราชอาณาจักรและเยอรมนีได้ออกมาประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร่นกัน ขณะที่รัฐบาลเมียนมากล่าวว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ

นายกเกาหลีใต้เปิดเวที Clubhouse เข้าถึงประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646124

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 13:00 น.นายกเกาหลีใต้เปิดเวที Clubhouse เข้าถึงประชาชนนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เชื่อ Clubhouse เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับพูดคุยแลกเปลี่ยนกับประชาชน

หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโดนจี้ถามถึงโอกาสในการเข้าร่วมเล่นแอปพลิเคชัน Clubhouse ซึ่งก็ได้คำตอบว่ายังไม่เล่นเพราะไม่มีเวลา ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวมีดีอย่างไรและทำไมจึงต้องเล่น

แอปพลิเคชัน Clubhouse ยังคงได้รับความนิยมจากทั่วโลกด้วยยอดดาวน์โหลดทะลุ 10 ล้านครั้งรวมถึงคนดังในแวดวงต่างๆ ก็เข้าร่วมพูดคุยในแอปพลิเคชันดังกล่าวกันอย่างคับคั่ง ไม่นานมานี้สื่อท้องถิ่นเกาหลีใต้รายงานว่านายกรัฐมนตรีช็อง เซ-กยุน ของเกาหลีใต้ได้ร่วมพบปะพูดคุยกับประชาชนผ่าน Clubhouse ด้วยเช่นกัน

โดยนายกรัฐมนตรีช็อง เซ-กยุน เปิดบัญชีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาภายใต้ชื่อผู้ใช้ @gyunvely ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามแล้วกว่า 800 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเขาได้พูดคุยกับประชาชนกว่าชั่วโมงร่วมกับสมาชิกพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีคนอื่นๆ ในหลากหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทำร้ายร่างกายไปจนถึงปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์

พร้อมเผยประสบการณ์หลังได้เข้าร่วมว่า “ผมตกใจเล็กน้อยกับคำถามต่างๆ ที่ไม่คาดคิด แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่สนุก มันพูดคุยผ่านเสียงเท่านั้นและทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ ผมคิดว่ามันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจุบันเราอยู่ในยุคของการสื่อสารแบบไม่เห็นหน้า”

นอกจากนี้ยังมีผู้นำจากอีกหลายประเทศที่เล่นแอปดังกล่าว อาทิ นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และฟรานซิส เอ็กซ์. ซัวเรส นายกเทศมนตรีเมืองไมอามี

รวมถึงเมื่อคืนที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ปรากฏตัวบน Clubhouse พร้อมเข้าในห้องสนทนา “ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองกันตรงเน้” โดยมีการพูดคุยตอบคำถามในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา ตลอดจนการแก้รัฐธรรมนูญ

อาจกล่าวได้ว่า Clubhouse ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้ทุกคนสามารถพูดคุยถกเถียงในประเด็นต่างๆ อย่างเปิดกว้าง เสรี และเป็นกันเอง ทำให้ผู้คนจากหลากหลายแวดวงเลือกที่จะใช้พื้นที่นี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดและทำความเข้าใจกันในประเด็นต่างๆ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpeopleinside2012%2Fposts%2F5938105316215743&width=500&show_text=true&height=517&appId

ดูกันชัดๆ นาซาเผยคลิปวินาทีลงจอดดาวอังคาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646107

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 11:30 น.ดูกันชัดๆ นาซาเผยคลิปวินาทีลงจอดดาวอังคารครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นาซาเก็บทั้งภาพและเสียงขณะลงจอดบนดาวอังคาร

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซาเผยคลิปวิดีโอขณะที่ยานสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance)” ลงจอดบนดาวอังคารภายใต้ภารกิจค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาวประมาณ 3 นาที 25 วินาที ถูกบันทึกไว้โดยกล้องและไมโครโฟนที่ติดอยู่กับยานสำรวจ แสดงให้เห็นขณะที่ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ร่อนลงจากท้องฟ้าและก่อนที่จะสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร

ไมเคิล วัตคินส์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่นาซาสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะยานสำรวจลงจอดบนดาวอังคาร

เดฟ กรูเอล หัวหน้าวิศวกรระบบกล้องและไมโครโฟนของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ระบุว่าเสียงที่เราได้ยินในคลิปดังกล่าวเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจริงบนพื้นผิวของดาวอังคารที่ไมโครโฟนสามารถบันทึกไว้ได้และส่งกลับมายังโลก

ทั้งนี้ ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2020 และลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยนาซาเผยว่าในอนาคตประมาณ 10 ปีข้างหน้าจะพยายามในยานดังกล่าวรวบรวมตัวอย่างหินและดินบนดาวอังคารและส่งกลับมายังโลกเพื่อวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

Photo by Lizabeth MENZIES / NASA / AFP

เวียดนามเสริมแนวป้องกันทะเลจีนใต้ตั้งรับจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646070

วันที่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 09:00 น.เวียดนามเสริมแนวป้องกันทะเลจีนใต้ตั้งรับจีนองค์กรสหรัฐเผยเวียดนามคุ้มกันหมู่เกาะสแปรตลีย์แน่นหนาตั้งรับภัยคุกคามจากจีน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าองค์กรริเริ่มเพื่อความโปร่งใสด้านการเดินเรือในเอเชียของสหรัฐอเมริกา (Asia Maritime Transparency Initiative หรือ AMTI) เผยว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเวียดนามได้สร้างแนวป้องกันในหมู่เกาะสแปรตลีย์เพื่อตั้งรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

องค์กรดังกล่าวอ้างถึงภาพถ่ายทางดาวเทียมพร้อมชี้ว่าเมื่อปลายปีที่แล้วเวียดนามได้เสร็จสิ้นการติดตั้งระบบป้องกันทั้งทางอากาศและชายฝั่งบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนใต้ โดยมีการติดตั้งเสาสัญญาณและอาคารบริหารบนพื้นที่ 70 เอเคอร์บริเวณแนวปะการังทางตะวันตก และยังสร้างชุดป้องกันตามแนวชายฝั่งทางตอนเหนือของเกาะซินคาว บนพื้นที่ 26 เอเคอร์

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่าเวียดนามได้ดำเนินการครั้งล่าสุดบริเวณแนวปะการังเพียร์สันและเกาะนามยิต โดยติดตั้งโดมเพื่อป้องกันเสาอากาศเรดาร์ และอาคารบริหารหลายแห่งบนแนวปะการังเกียร์สันและแนวปะการังกลาง รวมถึงติดตั้งระบบขีปนาวุธและปืนใหญ่ยิงจรวดที่ได้มาจากอิสราเอลบริเวณหน้าด่านของเวียดนาม

ข้อพิพาทด้านอาณาเขตระหว่างเวียดนามและจีนบนพื้นที่ทะเลจีนใต้มีมายาวนาน โดยก่อนหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศมีการเผชิญหน้ากัน 2 ครั้งในปี 1974 และ 1988

ล่าสุดเวียดนามประท้วงต่อจีนเมื่อเดือนเมษายนโดยระบุว่าเรือยามฝั่งของจีนพุ่งชนเรือประมงของเวียดนามบริเวณหมู่เกาะพาราเซล ขณะที่จีนกล่าวว่าเรือประมงของเวียดนามเปลี่ยนเส้นทางกระทันหันจนชนกับเรือยามฝั่งของจีน

ทั้งนี้ เวียดนามและจีนต่างอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ และยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับอีกหลายประเทศอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน

โดยจีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ประกอบกับการแสดงออกที่คุกคามมากขึ้นในภูมิภาคส่งผลให้ความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

Photo by TED ALJIBE / AFP