สงครามที่ฆ่านายพลรัสเซียหนักสุด ทำไมผู้บัญชาการของปูตินถึงตายคนแล้วคนเล่า?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679163

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.สงครามที่ฆ่านายพลรัสเซียหนักสุด ทำไมผู้บัญชาการของปูตินถึงตายคนแล้วคนเล่า?

สำรวจตัวเลขยอดนายทหารระดับบัญชาการของรัสเซียที่เสียชีวิตในการรุกรานยูเครน (หรือที่รัสเซียเรียว่าปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร)

จากการรายงานของกระทรวงกลาโหมของยูเครนกล่าวว่า ยาคอฟ วลาดิมีโรวิช เรซานเซฟ (Yakov Vladimirovich Rezantsev) พลโทชาวรัสเซีย (ยศ 2 ดาว) ผู้บังคับบัญชากองทัพที่ 49 แห่งเขตการทหารภาคใต้ เป็นนายพลคนล่าสุดของรัสเซียที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน โดยถูกกสังหารในการโจมตีใกล้กับเมืองเคอร์ซอน ทางตอนใต้ (จากการรายงานข่าวของ BBC) ตอกย้ำถึงความสุญเสียของฝ่ายรัสเซียที่หนักหน่วง และอาจตรงกับการรายงานข่าวของฝ่ายตรงข้ามของรัสเซีย (เช่น รัฐบาลยูเครนและชาติตะวันตก) ที่ระบุว่ารัสเซียสูญเสียทหารเป็นจำนวนหลายพันหรือนับหมื่นนายแล้ว 

จากการรายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า นายทหารชาวรัสเซียที่มียศสูงสุดที่เสียชีวิตในสงครามคือนายพลโท (สองดาว) เทียบเท่ากับพลตรีในกองทัพสหรัฐฯ คนอื่นๆ เป็นนายพลตรี (หนึ่งดาว) เทียบเท่านายพลจัตวาในกองทัพสหรัฐ

BBC รายงงานอ้างนักวิเคราะห์ที่เชื่อว่ากองกำลังติดอาวุธของยูเครนจงใจมุ่งเป้าไปที่นายทหารที่ระดับสูงของรัสเซีย เจ้าหน้าที่ในสำนักงานของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนบอกกับ Wall Street Journal ว่าหน่วยข่าวกรองทางทหารของยูเครนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย เช่น นายพล ผู้บังคับกองปืนใหญ่ และนักบิน

รายงานของ BBC News และ New York Times รวมถึง Foreign Policy ระบุว่า การเสียชีวิตของนายทหารรัสเซียในแนวหน้าเกิดจากช่องโหว่ของรัสเซียจำนวนหนึ่งในยูเครน รวมถึงการใช้การสื่อสารที่ไม่ปลอดภัยและการเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ไปยังแนวหน้าเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจและการแก้ไขปัญหาด้านวินัย เช่น การชิงทรัพย์ของทหารรัสเซีย

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐสองคนบอกกับ New York Times ว่านายพลรัสเซียในยูเครนมักสนทนากันทางโทรศัพท์และวิทยุโดยใช้ระบบที่ไม่ปลอดภัย และอย่างน้อยก็มีนายพลและเจ้าหน้าที่ของเขาเสียชีวิตหลังจากถูกยูเครนดักฟัง จนสามารถระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และโจมตีที่ตั้ง

ต่อไปนี้เป็นรายชื่อนายพลรัสซียที่ “คาดว่า” หรือ “น่าจะ” เสียชีวิตจนถึง ณ วันที่ 27 มีนาคม 2022 ตามการรายงานของยูเครนและสื่อตะวันตก แต่ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธโดยฝ่ายรัสเซีย

1. มาโกเม็ด ตูชาเยฟ (Magomed Tushayev) พลตรี ผู้บัญชาการหน่วยเชเชนของหน่วยรักษาดินแดนแห่งชาติของรัสเซีย กองทัพยูเครนและ Daily Mail ในอังกฤษอ้างว่าเขาเสียชีวิตวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2022 แต่ผู้นำชาวเชเชน คือ รัมซา คาดีรอฟ (Ramzan Kadyrov) โพสต์วิดีโอที่ระบุว่าตูชาเยฟ ยังมีชีวิตอยู่ และสื่อของเชชเนียซึ่งโพสต์วิดีโอกล่าวว่าตูชาเยฟปฏิเสธการเสียชีวิตของเขาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2022

2. อันเดรย์ ซูคอเวตสกี (Andrey Sukhovetsky) พลตรี รองผู้บัญชาการกองทัพบกที่ 41 ก่อนหน้านี้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการแทรกแซงทางทหารของรัสเซียในสงครามกลางเมืองในซีเรียและการผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014  เขาถูกลอบยิงที่เมืองฮอสโตเม เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 เสียชีวิต 1 มีนาคม 2022 การเสียชีวิตของเขาถูกรายงานโดยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองชาวรัสเซียที่เกษียณอายุแล้วทาง Twitter เมื่อวันที่ 1 มีนาคม และโดยแหล่งข่าวของรัสเซีย Pravda.ru เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2022

3. วิตาลี เกราซิมอฟ (Vitaly Gerasimov) พลตรี เสนาธิการกองทัพรวมอาวุธที่ 41 ก่อนหน้านี้เคยมีส่วนร่วมในสงครามเชเชนครั้งที่สอง การแทรกแซงทางทหารของรัสเซียในสงครามกลางเมืองในซีเรีย และการผนวกดินแดนไครเมียของรัสเซียในปี 2014 มีรายงานโดย BBC News อ้างหาว่าถูกฆ่าตายนอกเมืองคาร์คิฟ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2022 แต่ CNN ระบุว่า ไม่สามารถตรวจสอบการเสียชีวิตของเกราซิมอฟได้และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก็ไม่ยืนยันเช่นกัน

4. อันเดรย์ โคเลนซินอฟ (Andrei Kolesnikov) พลตรี ผู้บัญชาการกองผสมเหล่าที่ 29 มีรายงานจาก BBC News ว่าเสียชีวิต 11 มีนาคม 2022 

5. โอเลก มิตยาเอฟ (Oleg Mityaev) พลตรี ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 150 ของกองทัพรัสเซีย จากการายงานของ BBC News ถูกฆ่าที่ไหนสักแห่งใกล้เมืองมาริอูปอล เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2022

6. อันเดรย์ มอร์ดวิเชฟ (Andrey Mordvichev) พลโท ผู้บัญชาการกองผสมเหล่าที่ 8 ของรัสเซีย ถูกสังหารในการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของยูเครนที่สนามบินชอร์โนบายิฟกา ในเขตเคอร์ซอน 18 มีนาคม 2022 ตาม “ข้อมูลเบื้องต้น” จากทางการยูเครน

7. ยาคอฟ  เรซานเซฟ (Yakov Rezantsev) พลโท ผู้บัญชาการกองผสมเหล่าที่ 49 ของรัสเซีย เจ้าหน้าที่ยูเครนอ้างว่าเขาเสียชีวิตจากการโจมตีของยูเครนที่กองบัญชาการกองทัพรัสเซียที่ 49 ในสนามบินชอร์โนบายิฟกา ในเขตเคอร์ซอน วันที่ 25 มีนาคม 2022

TOPSHOT – เจ้าหน้าที่ยูเครนยืนเฝ้าใกล้กับโกดังที่ถูกไฟไหม้ซึ่งโดนกระสุนของรัสเซียในเขตชานเมืองเคียฟ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย FADEL SENNA / AFP)

อีลอน มัสก์ยังยอม ‘ปูตินรวยกว่าผมเยอะ’ แต่ว่าปูตินรวยแค่ไหน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679183

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 16:08 น.อีลอน มัสก์ยังยอม 'ปูตินรวยกว่าผมเยอะ' แต่ว่าปูตินรวยแค่ไหน?

เศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกให้สัมภาษณ์กับบอสใหญ่ของInsider บอกว่าเขาคิดว่า ‘ปูตินรวยกว่าผมเยอะ’

มาเทียส เดิปฟ์เนอร์ (Mathias Döpfner) ซีอีโอของบริษัท Axel Springer ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเครือสื่อ Insider ถามอีลอน มัสก์ ระหว่างการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “คุณรู้สึกอย่างไรที่ถูกมองว่าเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จาการที่มี (ทรัพย์สิน) มูลค่าสุทธิ 260,000 ล้านดอลลาร์?” 

แต่มัสค์ตอบว่า “ผมคิดว่าปูตินรวยกว่าผมเยอะ” 

มัสก์อาจจะพูดเล่น แต่เขาซีเรียสเรื่องการแสดงท่าที “ต่อต้าน” กับปูติน เขาบอกในการสัมภาษณ์ด้วยว่า “ผมคิดว่ารัฐบาลอเมริกันได้ทำมากกว่าที่ผู้คนจะรับรู้ แต่มันไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำบางสิ่งที่จริงจัง เราไม่สามารถปล่อยให้ปูตินยึดครองยูเครนได้ มันบ้าไปแล้ว”

คำามก็คือปูตินรวยกว่ามัสก์จริงหรือเปล่า? 

แม้แต่ Forbes ที่เชี่ยวชาญในการค้นหาและจัดอันดับทรัพย์สินของคนดังและเศรษฐี เมื่อพวกเขาตั้งคำถามว่ “ปูตินรวยแค่ไหน?” คำตอบที่พวกเขาให้ก็คือ “ไม่มีใครรู้จริงๆ” 

ทำเนียบเครมลินอ้างว่าปูตินได้รับเงินเดือน 140,000 ดอลลาร์ต่อปี ทรัพย์สินที่เปิดเผยต่อสาธารณะของเขา ได้แก่ อพาร์ตเมนต์ขนาด 800 ตารางฟุต รถพ่วง และรถยนต์สามคัน

แต่แต่ตามคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญบางคน เขาอาจจะเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยบิล บราวเดอร์ (Bill Browder) ซีอีโอของ Hermitage Capital Management ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนและบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่เชี่ยวชาญในตลาดรัสเซียและเคยมีเรื่องขัดแย้งกับปูตินระบุเมื่อปี 2017 ว่าเขาอาจมีทรัพย์สินมูลค่ารวมสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์

ตามคำให้การของบราวเดอร์ ปูตินสั่งสมความมั่งคั่งมหาศาลของเขาโดยใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อบีบบังคับชาวรัสเซียให้มอบทรัพย์สินจำนวนมหาศาลให้กับเขา และย้ำว่า ปูตินเป็น “คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” ซึ่งเป็นผลมาจาก “อาชญากรรมร้ายแรง” ที่รัฐบาลของเขาก่อขึ้น

ปูตินยังแสดงความร่ำรวยของเขาออกมาในบางครั้งเช่น ปูตินมักสวมนาฬิกาหรูระดับไฮเอนด์ เช่น Patek Philippe ที่แพงกว่าเงินเดือนของเขา คือ 60,000 ดอลลาร์ และเชื่อว่าเป็นเจ้าของ Lange & Sohne Toubograph มูลค่า 500,000 ดอลลาร์จากกรายงานของ Forbes

เมื่อเร็วๆ นี้ ปูตินสวมเสื้อแจ็คเก็ตดีไซเนอร์มูลค่า 14,000 ดอลลาร์ ที่การชุมนุมในกรุงมอสโก Moneycontrol รายงานว่ามันทำด้วยผ้าแคชเมียร์ ขนห่านสีขาวสำหรับบุนวม หนังนิ่มแพะ และผ้าขนสัตว์บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ 

Fortune รายงานว่าปูตินเป็นเจ้าของบ้านอีก 19 หลังและรถยนต์ 700 คัน นอกจากนี้ เขายังคาดว่าจะมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์รวม 58 ลำ รวมถึงเครื่องบินมูลค่า 716 ล้านดอลลาร์ที่เรียกว่า “The Flying Kremlin” ที่มีห้องน้ำทำด้วยทองคำ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ปูตินยังอาจเป็นเจ้าของคฤหาสน์มูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ ขนาด 1,90,000 ตารางฟุตตั้งอยู่บนหน้าผาที่มองเห็นทะเลดำและได้รับการขนานนามว่าเป็น “กระท่อมชนบทของปูติน”

Fortune รายงานว่า คฤหาสน์หลังนี้มีเพดานภาพจิตรกรรมเฟรสโก สระว่ายน้ำหินอ่อนที่เรียงรายไปด้วยรูปปั้นเทพเจ้ากรีก เกสต์เฮาส์ขนาด 27,000 ตารางฟุต สปาพร้อมฮัมมัม (โรงอาบน้ำแบบอาหรับ) แบบดั้งเดิม ห้องแสดงดนตรี ห้องแต่งตัวสำหรับพนักงาน อัฒจันทร์  ลานฮ็อกกี้น้ำแข็ง, คาสิโน, ไนท์คลับ, ไวน์และสุรามากกว่า 1 แสนเหรียญในบาร์, ห้องชิมไวน์ใต้ดิน และอีกมากมาย

แต่ อาร์กาดี โรเทนแบร์ก (Arkady Rotenberg) ผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจชาวรัสเซีย  อ้างว่าคฤหาสน์เป็นของเขา

นอกจากนี้ The Guardian ยังรายงานว่าปูตินยังเป็นเจ้าของซูเปอร์ยอทช์สูง 6 ชั้นยาว 140 เมตร ชื่อ “The Scheherazade” ซึ่งมีมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์จอดเทียบท่าที่มารีนา ดิ คาร์รารา เมืองบนชายฝั่งทัสคานีของอิตาลี แม้ว่าจะยังยืนยันชัวร์ไม่ได้ว่าเป็นของปูติน แต่ประธานาธิบดียูเครนก็ยังเรียกร้องให้รัฐสภาอิตาลียึดเรือซูเปอร์ยอทช์ดังกล่าว

Photo – RIA Novosti Host Photo Agency/Alexander Vilf via REUTERS

จีนพบกล่องดำที่สองแล้ว แต่ไม่พบ ‘ส่วนประกอบระเบิด’ ที่จุดเครื่องบินตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679165

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 10:56 น.จีนพบกล่องดำที่สองแล้ว แต่ไม่พบ ‘ส่วนประกอบระเบิด’ ที่จุดเครื่องบินตก

ล่าสุดมีรายงานในวันอาทิตย์ (27 มี.ค.) ว่าเจ้าหน้าที่พบกล่องดำกล่องที่สองแล้ว พร้อมเปิดเผยรายละเเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บหลักฐาน

หนานหนิง, 27 มี.ค. (ซินหัว) — เจิ้งซี หัวหน้าเจ้าหน้าหน่วยดับเพลิงกว่างซี กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ (26 มี.ค.) ว่าไม่พบสารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ที่เป็นส่วนประกอบของระเบิด บริเวณจุดเกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบินไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 132 รายพุ่งตกในอำเภอเถิงเซี่ยน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์และเคมีของหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะของจีน ได้ทำการตรวจสอบตัวอย่าง 41 ชิ้น จากตัวอย่าง 66 ชิ้น ที่ได้จากจุดเกิดเหตุ และไม่พบสารประกอบไอออนสำคัญที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิดอนินทรีย์ทั่วไป ทั้งยังไม่พบสารอินทรีย์ที่ใช้ประกอบระเบิดทั่วไปเช่นกัน

เจิ้งกล่าวว่ามีการยืนยันตัวตนของผู้ที่อยู่บนเครื่องบินแล้ว 120 ราย โดยเป็นผู้โดยสาร 114 ราย และลูกเรือ 6 ราย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหน่วยดับเพลิงได้ทำการค้นหาเป็นพื้นที่รวมกว่า 240,000 ตารางเมตร (ราว 150 ไร่) แล้ว นับตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.

นอกจากนี้ ทีมค้นหาในพื้นที่รอบนอกจำนวน 4 ทีม ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ตลอดเส้นทางบินแล้วประมาณ 50 เฮกตาร์  (ราว 312 ไร่) โดยยึดจุดเกิดเหตุเป็นจุดเริ่มต้น

จูเทา หัวหน้าสำนักงานความปลอดภัยทางการบิน สังกัดสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนกล่าวว่า อุปกรณ์ส่งสัญญาณบอกตำแหน่งฉุกเฉิน (Emergency Locator Transmitter) ที่ติดตั้งไว้ใกล้กับกล่องดำกล่องที่สอง ได้รับการกู้คืนแล้ว อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ประกาศเมื่อวันเสาร์ว่าไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุดังกล่าว

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ไบเดนลั่นปูตินไม่อาจอยู่ในอำนาจ รัสเซียโต้ไม่ใช่กงการอะไรของไบเดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679162

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 10:06 น.ไบเดนลั่นปูตินไม่อาจอยู่ในอำนาจ รัสเซียโต้ไม่ใช่กงการอะไรของไบเดน

แต่ในเวลาต่อมาทำเนียบขาวต้องชี้แจ้งงว่าไบเดนไม่ได้มีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซีย

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ระหว่างการเยือนโปแลนด์ว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูตินไม่สามารถคงอยู่ในอำนาจได้ และการทำสงครามกับยูเครนของเขาเป็นความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์สำหรับรัสซีย 

“เพื่อเห็นแก่พระเจ้า ชายผู้นี้ไม่สามารถคงอยู่ในอำนาจได้” ไบเดน บอกกับฝูงชนในวอร์ซอ ไบเดนยังกล่าวอีกว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งขณะนี้เข้าเดือนที่สองแล้ว ได้รวมชาติตะวันตกเข้าด้วยกัน โดยเสริมว่า นาโตเป็นพันธมิตรในแนวทางการป้องกันที่ไม่เคยต้องการให้รัสเซียล่มสลาย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนไม่ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในรัสเซีย เมื่อเขากล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย “ไม่สามารถอยู่ในอำนาจได้” 

“ประเด็นของประธานาธิบดีคือไม่อนุญาตให้ปูตินใช้อำนาจเหนือเพื่อนบ้านหรือภูมิภาคของเขา เขาไม่ได้พูดเกี่ยวกับอำนาจของปูตินในรัสเซีย หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง” เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวหลังคำปราศรัยของไบเดนในกรุงวอร์ซอ

ด้านทำเนียบเครมลินปฏิเสธคำกล่าวของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐเมื่อวันเสาร์ว่า วลาดิมีร์ ปูติน “ไม่สามารถคงอยู่ในอำนาจได้” โดยกล่าวว่ารัสเซียจะเลือกประธานาธิบดีของตนเอง

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของไบเดน โฆษกเครมลิน ดมิทรี เปสคอฟ บอกกับรอยเตอร์ว่า “นั่นไม่ใช่เรื่องที่ไบเดนที่จะตัดสินใจ ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียได้รับเลือกจากรัสเซีย”

ไบเดนได้โจมตีปูตินเป็นการส่วนตัวมากขึ้นตั้งแต่ประธานาธิบดีรัสเซียสั่งบุกยูเครนเมื่อเดือนที่แล้ว และเครมลินได้ตอบกลับด้วยการตั้งคำถามถึงสภาพจิตใจของผู้นำสหรัฐฯ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลรัสเซียกล่าวหาไบเดนว่า “ดูหมิ่นเป็นการส่วนตัว” ต่อปูติน หลังจากที่ไบเดนระบุว่าปูตินเป็น “อาชญากรสงคราม” และ “เผด็จการสังหาร” และทางเครมลินกล่าวว่าคำพูดของไบเดนดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ความเหนื่อยล้า และการหลงลืม

ดมิทรี โรโกซินหัวหน้าหน่วยงานอวกาศของรัสเซีย Roscosmos กล่าวในโซเชียลมีเดียโดยล้อเลียนว่าคำชี้แจงล่าสุดเกี่ยวคำพูดล่าสุดของไบเดนว่ามาจากหน่วยแพทย์ของทำเนียบขาว

ก่อนหน้านี้ โรโกซินเคยเย้ยหยันไบเดนโดยเรียกว่าเป็น “การคว่ำบาตรอัลไซเมอร์” ที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับรัสเซียเกี่ยวกับสงครามในยูเครน ซึ่งมอสโกเรียกว่าปฏิบัติการพิเศษทางทหาร

Source – Reuters 

Photo –  AFP / Angela WEISS AND Alexey DRUZHININ

อดีตทหารอเมริกันโผล่ร่วมรบแนวหน้ายูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679146

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 17:00 น.อดีตทหารอเมริกันโผล่ร่วมรบแนวหน้ายูเครน

อดีตทหารอเมริกันโชว์คลิประหว่างเดินทางไปร่วมรบในแนวหน้าของยูเครน โวทำลายรถถังรัสเซียไป 7 คัน

The Guardian รายงานว่า มีคลิปอาสมัครชาวอเมริกันเดินทางไปร่วมสู้รบกับรัสเซียที่แนวหน้าในยูเครนเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 2 คลิป

คลิปแรกเป็นชายชาวอเมริกันในชุดเครื่องแบบทหารพร้อมแว่นตากันแดดเรย์แบนสีดำยืนอยู่ด้านหน้ารถถังของกองทัพรัสเซียที่ถูกไฟลุกไหม้จนกลายเป็นซากสีดำ โดยนอกเฟรมกล้องมีเสียงชาวยูเครนตะโกนว่า “ยินดีต้อนรับสู่อเมริกา!” ซึ่งชายชาวอมริกันคนดังกล่าวตอบกลับไปด้วยประโยคเดียวกัน

อีกคลิปหนึ่งเป็นทหารอีกคนหนึ่งที่พูดด้วยสำเนียงอเมริกัน ในคลิปทหารกลุ่มหนึ่งกำลังหาที่กำบังใกล้กับกำแพงบนถนนของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ผู้พูดอ้างว่าเพิ่งยึดกลับคืนมาจากรัสเซีย

คลิปแรกโพสต์โดย เจมส์ วาสเกซ อดีตทหารอเมริกันซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการรับเหมาก่อสร้างในรัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งในทวีตของเขาระบุว่าเดินทางถึงโปแลนด์เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ก่อนจะข้ามพรมแดนเข้ายูเครนในวันถัดมา โดยมีโดรนสอดแนมติดตัวไปด้วยจำนวนหนึ่ง และเขาถูกส่งไปแนวหน้าจากเมืองลวิฟเมื่อวันที่ 18 มี.ค.

“ผมรู้สึกเหมือนเป็นพักร้อนที่อันตรายมากแต่เยี่ยมสุดๆ เลย” วาสเกซทวีต

วาสเกซได้รับมอบหมายให้ลาดตระเวนในยูเครนโดยต้องผ่านจุดตรวจหลายจุดและแสดงพาสปอร์ต เขาเล่าว่า “พวกเขา…ช็อกมากที่เห็นพาสปอร์ตสหรัฐตอนที่ผมแสดงตัวที่จุดตรวจ พวกเขาปล่อยให้ผมผ่านทันทีเพราะพวกเขาคิดว่ามันเจ๋งมากที่มีทหารอเมริกันมาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วย”

อีกทวีตหนึ่งวาสเกซระบุว่า “หมู่บ้านนี้ถูกรัสเซียยึดมาเป็นเดือนแล้ว พวกเขาทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวแล้วเอาอาหารของชาวบ้านไป วันนี้เราเข้ามา ทำลายรถถังรัสเซียไป 7 คันและคนรัสเซียอีกนับไม่ถ้วน เพื่อคืนอิสรภาพให้ชาวบ้านพวกนี้”

This village has been Russian occupied for a month, they terrorized the people and took their food. Today we entered, took out 7 tanks and countless Russians thus liberating these people pic.twitter.com/0Fm3qHdepB— James Vasquez (@jmvasquez1974) March 24, 2022

ทั้งนี้ สถานทูตยูเครนในกรุงวอชิงตันดีซีของสหรัฐเผยกับ Newsweek ว่า พลเมืองสหรัฐกว่า 7,000 คนสมัครเข้าร่วมกองกำลังต่างชาติของยูเครน “แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับการอนุมัติ และไม่ใช่ทุกคนจะได้ไปยูเครน”

อย่างไรก็ดี คอมเม้นต์บางส่วนไม่เห็นด้วยที่ชาวอเมริกันจะไปร่วมรบในยูเครน อาทิ เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @YouMayCallMeJay บอกว่า “คนอเมริกันไปรบใน/เพื่อยูเครน…หวังว่าคนพวกนี้จะไปแบบอาสาสมัครนะ ไม่ใช่ไปในนามทหารสหรัฐ ผมว่าพวกเขาพลาด เชื่อคนง่าย และกล้าหาญ ผมอยากให้พวกเขานึกกลัวขึ้นมาแล้วกลับบ้าน เพราะมันค่อนข้างโง่ที่จะไปร่วมสงครามของคนอื่น”

ส่วนผู้ใช้ชื่อ @coinboots บอกว่า “พลเมืองอเมริกันน่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเนื่องจากอันตรายที่มันจะนำมาสู่คนอเมริกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ของประเทศอื่นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น (รับรู้ว่าเป็นการกระทำของสงคราม) แม้ว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐ แต่ก็ไม่ใช่สงครามสำหรับชาวอเมริกัน”

7 สัมผัสนวัตกรรมหมอนไฮบริด ตัวช่วยให้การนอนหลับยากเป็นเรื่องง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679140

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 15:05 น.7 สัมผัสนวัตกรรมหมอนไฮบริด ตัวช่วยให้การนอนหลับยากเป็นเรื่องง่าย

‘แค่เปลี่ยนหมอน ชีวิตก็เปลี่ยน’ มาร่วมเฉลิมฉลองวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) กับ 7 เคล็ดลับจากนวัตกรรมหมอนไฮบริด ‘DREAMIA’ ที่จะช่วยให้การนอนหลับยากของคุณเป็นเรื่องจิ๊บๆ

จากตัวเลข Super Poll ที่บ่งชี้การนอนหลับของคนไทยโดยการเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ (1,109  ตัวอย่าง) พบว่า 30-40% ของประชากรไทยหรือ 19 ล้านคน เผชิญปัญหานอนไม่หลับ โดยระบุสาเหตุมาจากที่รองนอน ฟูก หมอน ทำให้เกิดปัญหาการนอนมากถึง 96.5%  และปัญหาการทำงาน การเดินทาง และใช้โทรศัพท์มือถือ 45.2%

เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการนอนหลับที่ดี และเนื่องในวาระ ‘วันนอนหลับโลก’ (World Sleep Day) 18 มีนาคมที่ผ่านมา อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ โดย คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน ของตกแต่งบ้านครบวงจร สร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญ  ร่วมกับ วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา  เปิดผลิตภัณฑ์ใหม่แบรนด์ DREAMIA หมอน 7 สัมผัส นวัตกรรมจากอเมริกา หมอนที่ทุกบ้านต้องมี ครั้งแรกในประเทศไทยกับการสร้างมิติใหม่แห่งการนอนเพื่อสุขภาพ ที่มาพร้อมกับ TRICKS การเลือกหมอน แค่เปลี่ยนหมอน ชีวิตก็เปลี่ยน แก้ทุกปัญหาในการนอนอย่างไรตามมาดูกันเลย 

หลับฝันดี…สัมผัสแรกต้องนุ่มสบาย

ทริคง่ายๆ สำหรับการเลือกหมอนสัมผัสแรก ต้องมอบความรู้สึกที่นุ่มสบาย มีความแน่นของเส้นใยไม่แบนหรือยุบหนอแล้วไม่พองหนอ  ที่สำคัญต้องรองรับทุกส่วนสรีระของร่างกายได้ดี  ควรใช้หมอนที่มีความนุ่มแน่นและไม่สูงมาก เพื่อหนุนให้ศีรษะอยู่เหนือระดับเดียวกับลำตัว ซึ่งนวัตกรรมของหมอน ‘DREAMIA’ แถมภายในบรรจุด้วยเส้นใยขนเป็ดเทียม ให้สัมผัสนุ่มสบายช่วยผ่อนคลายหลับสบายตลอดคืน  

เลือกหมอนที่ใช่…สุขภาพจะดีเอง

เพราะการนอนเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดี กว่าจะหาหมอนเริ่ดๆ เหมาะกับสรีระจะอ้วนหรือผอมต้องรองรับศีรษะ คอ และไหล่ได้อย่างลงตัวกับทุกท่วงท่าการนอน ซึ่งหมอน ‘DREAMIA’ ถูกออกแบบโครงสร้างแบบSOFTCELL® ที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตร เป็นช่องเล็กๆที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับศีรษะ คอ และไหล่ได้อย่างลงตัว ช่วยลดอาการปวดต้นคอและรองรับน้ำหนักได้ดี จะตรากตำทำงานหนักแค่ไหน อาการออฟฟิศซินโดรมยังไงก็เอาอยู่

บอกลา…หน้ายับได้เลยหลังตื่นนอน

นอกจากโบ๊ะครีมทาหน้าแล้วหรือจะเลือกนอนหงาย เพื่อป้องกันหน้ายับหลังตื่นนอน การเลือกผ้าหุ้มหมอนก็สำคัญ ซึ่งหมอน ‘DREAMIA’ ถูกรังสรรค์มาด้วยผ้าจากTencel  ทำจากเซลลูโลสของเปลือกไม้ ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียด นุ่ม เรียบลื่นตลอดทั้งใบ เงางามดุจผ้าไหมให้เนื้อสัมผัสละเอียด นุ่ม ไม่ทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย  เรียกว่า ตื่นเช้ามาก็หน้าใสเด้ง ไร้รอยยับใดๆ แน่นอน

จะหลับทั้งที… หัวต้องไม่ร้อน…!!

หมอนเมมโมรี่โฟม ถูกออกแบบสำหรับคนที่รักสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยในขณะนอนหลับและโลหิตไหลเวียนไม่ดี เพราะคุณสมบัติของเมมโมรี่โฟม ที่มีความแน่นและยืดหยุ่นสูง แต่หากนอนอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน แรงกดทับจากหมอนอาจจะทำให้รู้สึกร้อนที่ศีรษะหรือมีเหงื่อท่วมกลายเป็นปัญหาหัวร้อนซะงั้น แต่ด้วยนวัตกรรมหมอน ‘DREAMIA’ ที่ถูกออกแบบรองรับการกระจายน้ำหนักของศีรษะ และช่วยปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ช่วยตอบสนองการนอนหลับให้สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยปลุกพลังตอนเช้าพร้อมรับวันใหม่อย่างสดใส

ตัวผ้าหุ้มหมอนสำคัญ

จริงๆ แล้ว เส้นใยแต่ก็ชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเส้นใยที่ถักถอจากธรรมชาติจะไม่  ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว มีความโปร่งสบาย ระบายอากาศได้ดี แต่หากเส้นใยสังเคราะห์ อาจก่อให้เกิดความร้อนเพราะการระบายอากาศได้น้อย นวัตกรรมของหมอน ‘DREAMIA’ เป็นผ้าเส้นใย Celliant ช่วยฟื้นฟูร่างกายและข้อกระดูกระหว่างหลับ ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นหลังตื่น โดยเส้นใยพิเศษที่มีคุณสมบัติช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อต่างๆ เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้นนั่นเอง

จะดีแค่ไหนเมื่อหมอนปรับระดับได้เอง

เพราะความต้องการหมอนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จะสูงหรือจะต่ำก็ปรับได้ขึ้นอยู่สไตล์ของแต่ละคน โดยหมอน‘DREAMIA’ สามารถถอดหมอนใบเล็กที่แทรกอยู่ตรงกลางด้านในออกได้ ทำให้ผู้นอนสามารถปรับระดับสูง-ต่ำของหมอนได้อย่างง่ายดาย หากต้องการความรู้สึกที่แน่นขึ้นและรองรับน้ำหนักได้ดีสามารถใช้หมอนด้านที่มีลักษณะเป็นแถวยาว Elongated SOFTCELL จะช่วยรองรับน้ำหนักของต้นคอได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่จริงๆ แล้วหมอนที่ดีความสูงควรอยู่ 4-6 นิ้ว หากนอนหมอนเตี้ยเมื่อตื่นขึ้นมาจะเกิดอาการมึนศีรษะ หน้าและหนังตาบวม ส่วนหมอนที่สูงเกินไปส่งผลให้เลือกไหลเวียนไม่สะดวก

ซักหมอนทีไร…ปวดใจทุกที

ปัญหาปวดใจแม่บ้านกับการซักหมอนแล้วบางทีก็เป็นขุย  แต่ด้วยนวัตกรรม หมอน‘DREAMIA’ ที่ผ่านขั้นตอน Antimicrobial Silver Chloride Treatment ป้องกันแบคทีเรีย เชื้อรา กลิ่นและรอยคราบต่างๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าหมอนสะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ และไม่มีกลิ่นอับชื้น ช่วยลดอาการภูมิแพ้และผื่นคัน แม้จะผ่านการซักทำความสะอาดหลายครั้ง แถมยังโยนใส่เครื่องซักผ้าแล้วเลือกโปรแกรมถนอมผ้าเพียงเท่านี้ แล้วนำไปผึ่งให้แห้ง รับรองไม่ยับเยินแน่นอน

เมื่อได้ TRICKS และรู้ว่าหมอนไฮบริด DREAMIA นวัตกรรมจากอเมริกา ดีต่อสุขภาพหลับฝันดี ตื่นมาไม่ปวดคอ แถมช่วยฟื้นพลังชีพให้พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส ควรค่าแก่การนอนหนุนกันแล้ว สามารถช้อปได้ที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ หรือช้อปง่ายๆ ผ่านช่องทาง Online ที่ www.indexlivingmall.com สอบถามโทร 1379

MIDO เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679130

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 12:07 น.MIDO เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022

งดงามสมการรอคอย! “มิโด” (MIDO) เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022 ในงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” ที่ส่งตรงให้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในรูปแบบออนไลน์

เผยโฉมเรือนเวลาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมกับ “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ล่าสุดได้จัดงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” อวดโฉมสุดยอด 5 เรือนเวลาหรู ประจำปี 2022 ซึ่งประกอบไปด้วย มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้ (Multifort Skeleton Vertigo), คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น (Commander Chronograph Special Edition), เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม (Rainflower Blossom), โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม (Ocean Star Titanium) และมัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Multifort Powerwind Limited Edition) ในรูปแบบออนไลน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้รับเกียรติจากประธานแบรนด์ “มิโด” (MIDO) มร.ฟรานซ์ ลินเดอร์ (Mr.Franz Linder) เป็นผู้แนะนำ 5 เรือนเวลาหรูด้วยตนเอง

“มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (Georges Schaeren) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน 

สำหรับสุดยอด 5 เรือนเวลาหรูนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก ที่ยังคงคอนเซ็ปต์การดีไซน์ตามแบบฉบับของ “มิโด” (MIDO) ซึ่งโดดเด่นในด้านนวัตกรรม ฟังก์ชันการทำงาน และความงาดงามเหนือกาลเวลา โดยทั้ง 5 รุ่นนี้จะทยอยเปิดตัวให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้ยลโฉมกันตลอดทั้งปี 2022 เริ่มจาก “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” (Multifort Skeleton Vertigo) เรือนเวลาหรูจากตระกูล มัลติฟอร์ต (Multifort) ที่ถูกพัฒนาดีไซน์ขึ้นใหม่ด้วยหน้าปัดที่เผยให้เห็นกลไกการทำงานด้านใน ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยลวดลายเจนีวา สไตรป์ (Geneva Stripes) ที่ภายในบรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอน (Nivachron) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี

ถัดมาที่คอลเลกชั่นที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “มิโด” (MIDO) อย่าง คอมมานเดอร์ (Commander) ที่ปีนี้ได้สร้างสรรค์รุ่นพิเศษ “คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น” (Commander Chronograph Special Edition) ด้วยดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลากว่าที่ผ่านมา โดยการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตเอาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวด้วยดีไซน์ของตัวเรือนที่เป็นสีโรสโกลด์ และสายหนังแท้สีน้ำตาล ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 60 ที่มาพร้อมกับสายสำรอง และกล่องดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น

ต่อมาที่ “เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม” (Rainflower Blossom) เรือนเวลารุ่นพิเศษสำหรับสุภาพสตรีจากคอลเลกชั่น เรนฟลาวเวอร์ (Rainflower) สะท้อนความงดงามชวนให้หลงใหล ที่มาพร้อมการดีไซน์ลวดลายแบบใหม่บนหน้าปัดที่มีความโค้งมนอ่อนช้อย เฉกเช่นความงดงามของดอกไม้ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างปราณีตบรรจง ถ่ายทอดความหรูหราให้กับเหล่าสุภาพสตรีโดยเฉพาะ พร้อมกลไกคาลิเบอร์ 80 ที่สามารถสำรองพลังงานได้นาน 80 ชั่วโมง และบาลานซ์สปริงนิวาครอน (Nivachron)

ถัดมาที่นาฬิกาจากตระกูล โอเชี่ยน สตาร์ (Ocean Star) กับรุ่น “โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม” (Ocean Star Titanium) ที่ทางทีมดีไซน์ได้หยิบยกลวดลายอันเป็นเอกลัษณ์อย่างลายเส้นรูปทรงคลื่นมาดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับหน้าปัดสีดำบนตัวเรือนไทเทเนียม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดีไซน์อันแข็งแกร่งที่ผสานความคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมาพร้อมฟังก์ชันของนาฬิกาดำน้ำประสิทธิภาพสูงพิเศษด้านความแม่นยำ และเที่ยงตรงพร้อมที่สามารถดำน้ำลึกได้ในระดับ 200 เมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 80 ที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งทนทานในทุกสภาพแวดล้อม

และสุดท้ายกับ “มัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” (Multifort Powerwind Limited Edition) เรือนเวลาหรูที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรำลึกถึงรุ่น พาวเวอร์วินด์ (Powerwind) ที่โดดเด่นด้วยตัวกลไกการขึ้นลานอัตโนมัติ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1954 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิกจากการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความทนทาน โดยเรือนรุ่นพิเศษนี้จะถูกผลิตขึ้นเพียง 1,954 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเรือนไฮไลท์ที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญประจำปีนี้คือการที่ “มิโด” (MIDO) ได้ประกาศต่อสัญญากับแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” (Kim Soo-Hyun) ซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเกาหลีต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นตัวแทนถ่ายทอดความงดงามเหนือกาลเวลาผ่านเรือนเวลาหรูของ “มิโด” (MIDO) ให้เหล่าแฟนคลับแบรนด์ได้ติดตามกันตลอดปีนี้

นอกจากนี้ทาง “มิโด” (MIDO) ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเก็บรักษานาฬิกาเรือนโปรดให้คงสภาพเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลาว่า สำหรับนาฬิกาที่เป็นลายเหล็ก หรือสายโลหะ ควรถอดสายออกมาเพื่อทำความสะอาดแยก โดยใช้แปรงขนนุ่มพิเศษขัดไปที่บริเวณตัวสายเพื่อกำจัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามซอก แต่หากเป็นสายที่ทำจากหนัง ควรระวังไม่ให้โดนน้ำ หรือเหงื่อมากเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดเชื้อราจากการอับชื้น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งส่งผลให้หนังเสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนสีได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดสายหนังนั้นสามารถทำได้โดยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดให้หมาด และเช็ดไปที่บริเวณสายเบาๆ ส่วนบริเวณหน้าปัดนาฬิกา สามารถใช้ผ้าสะอาดเนื้อนิ่ม ไม่มีขุย ชุบน้ำหมาดๆ และเช็ดบริเวณหน้าปัด และด้านหลังให้ทั่วอย่างเบามือ เพื่อขจัดคราบเหงื่อ หรือน้ำมันที่เกาะติดอยู่ ให้สะอาด และเงางาม เพียงเท่านี้ก็สามารถเก็บรักษานาฬิกาให้คงสภาพเหมือนใหม่ และสวยงามอยู่เสมอได้

เตรียมพบกับ 5 เรือนเวลาสุดพิเศษแห่งปี 2022 จากเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ “มิโด” (MIDO) นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่เคาน์เตอร์ “มิโด” (MIDO) เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์  www.midowatches.com, LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

เปิดมุมมองธรรมะแบบคนรุ่นใหม่ กับว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678977

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 11:55 น.เปิดมุมมองธรรมะแบบคนรุ่นใหม่ กับว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล

ส่องเส้นทางธรรมของเยาวรุ่นยุคใหม่ เขาเรียกผมว่า “Buddhist-Hero” คุยกับ “ไวยาวัจกร” กับภารกิจเพื่อศาสนา สุวรรณภูมิ สู่พุทธภูมิ

พระพุทธศาสนาสร้างชีวิต

ผมโตมากับบ้านที่มักจะพาผมเข้าวัดทำบุญ ก็เลยผูกพันกับศาสนาพุทธมาโดยตลอด เวลาเห็นวัดสวยๆ ก็อยากเข้าไปไหว้พระประธาน อยากไปกราบหลวงพ่อ  ส่วนวัดธาตุทอง  เป็นวัดที่ผมเข้าไปตั้งแต่เด็ก คุณป้าพามาบ้าง คุณแม่พามาบ้าง ผมก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ท่านยังไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องมาวัด ต้องมาทำบุญกับหลวงพ่อชุบ (หลวงพ่อชุบ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง) คนส่วนใหญ่โตแล้วก็จะบวชตามประเพณี แต่ของผมด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่าง  พอจบแล้วก็เลยต้องทำงานเลย ตอนแรกได้ทุนฝึกงานที่มองโกเลีย เพราะผมไม่รู้จักประเทศมองโกเลียเลยอยากไป  พอไปฝึกงาน ถือเป็นความโดดเด่นของรุ่น ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเลยขอคุย บอกให้ผมไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกแล้วกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง

ซึ่งตอนนั้นปริญญาตรีผมเรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย นอร์ท กรุงเทพฯ ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งชาติมองโกเลีย โดยเขาได้เทคโนโลยีต่างๆ จากเยอรมันและรัสเซีย เขาเลยมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเรา  (จบมาปี 42) กลับมาผมก็ทำโปรเจคต์จบ ซึ่งเป็นการฝังอุปกรณ์ตัวหนึ่งเข้าไป สมมุติขับผ่านวัดธาตุทอง มันก็จะมีเสียงบอกว่า วัดธาตุทอง จริงๆ แล้วมันก็คือ ระบบ จีพีเอส (ระบบแสดงผลนำทางผ่านดาวเทียม) ตอนส่งโปรเจคต์จบ เนคเทค เรียกคุย เพื่อที่จะพัฒนาต่อยอดระบบนี้ ในขณะที่ทางมหาวิทยาลัย ก็มอบทุนเรียนต่อให้จนจบปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยอิลินอยด์ สเตท  เพื่อที่จะให้กลับมาเป็นอาจารย์ที่นี่ บวกลบคูณหารต้องใช้เวลากว่า 15 ปีถึงจะคืนทุน และตอนที่ผมทำงานอยู่ 1 เทอม ผมไม่มีอิสระในชีวิตเลย ผมเดินลงมาเพื่อที่จะขับรถไปซื้อหมากฝรั่งกิน พอขับรถออกไป ฝ่ายบุคคลก็โทรมาทันที แล้วบอกว่า ระหว่างทำงานห้ามขับรถออกข้างนอกนะคะ ผมอึดอัดมาก และรู้สึกว่าถ้าอยู่ในวงการวิชาการ น่าจะแคบ ระหว่างนั้นคือจุดเปลี่ยนของชีวิต อาทิตย์ถัดไปต้องเซ็นสัญญาเพื่อเรียนต่อ แต่สุดท้ายผมก็ทิ้งทุนนั้นไป เพราะมีนักการเมืองมาทาบทามให้ไปช่วยงาน ในตำแหน่ง ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำงานทางการเมืองเหนื่อยแต่สนุก  มันทำอะไรก็ได้ มันคือความท้าทายใหม่ ๆ แต่ก็อยู่ได้แป๊บเดียว เพราะว่าสุดท้ายก็มีแอคซิเดนทางการเมือง การเมืองก็ล่มสลายไป 

ว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล

มีทางเลือกหลายทางแต่สุดท้ายก็เลือกทางธรรมเพราะอะไร?

ถึงจุดหนึ่ง คนเราอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำอะไรตามตัวเอง ทำตามความฝัน บางคนเปิดร้านกาแฟ บางคนเปิดร้านอาหาร ผมไปชอบดื่มเบียร์ก็เลยตามฝันไปเปิดร้านอาหาร และมีขายเบียร์อย่างที่เราชอบ ก็ขายดี แต่พอมีรัฐประหารทำให้มีกฎระเบียบมาก ผู้บริโภคก็น้อยลง และด้วยความที่เป็นคนไปซื้อของเอง ทำให้ผมไม่มีอิสระในชีวิต ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนมาช่วงที่ ในหลวงเสด็จสวรรคต ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กลับมาเข้าวัด ทำบุญ และมีการพูดคุยกับหลวงพ่อ  หลวงพ่อก็บอกว่าวัดอย่างไรก็ห้ามทิ้ง ช่วงนั้นก็ติดๆ ขัดๆ เรียกได้ว่า เส้นทางทางโลกไม่สะดวก แต่พอประสานงานทางธรรม โล่งไปหมด ก็เลยคิดว่าเราอาจจะเกิดมาเพื่อทำงานให้พระพุทธศาสนา  หลังจากที่หลวงพ่อบอกมาว่าให้ช่วยงานวัดเถอะ  ผมก็ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมด ได้เงินมาก้อนหนึ่ง อยู่กับเงินก้อนนี้สักพักใหญ่ กระทั่งได้ไปอินเดีย ผมก็เลยตั้งใจว่าทำอะไรก็ตามที่มีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่น มีเงินมีอะไรใช้ ไม่หวือหวา ตอนนี้ก็ผ่านมา 6 ปีแล้วก็มีความสุขดี

ธรรมะกับคนรุ่นใหม่ ธรรมะล่มสลาย ความคลาสสิคของหลักธรรมคำสอน

ผมได้เรียนรู้ในสิ่งที่น้อยคนจะได้เรียนรู้ คือบทเรียนการล่มสลายของศาสนาในประเทศอินเดีย ถามว่าศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองมากๆ ทำไมถึงล่มสลายไป มันเกิดจากการล่าอาณาจักรโดยชนชาติศาสนาอื่น จนศาสนาพุทธได้เสื่อมสลายหายไปจากประเทศอันเป็นต้นกำเนิด

ประเด็นที่สองคือยุคหลังของศาสนาพุทธในอินเดีย  พระภิกษุเริ่มกลับมาค้นหาตัวเองมากขึ้น มุ่งนิพพาน ทั้งที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลักการนี้ยุคสุดท้ายของอินเดีย ไม่ได้ถูกใช้ เหล่านักบวชเริ่มมุ่งเน้นเรื่องนิพพาน  ปิดช่องทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ทำให้ศาสนาเล็กลง ๆ  เรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งคือการรับเอาศาสนาอื่นมาผสมกับศาสนาพุทธ เกิด ตันตระวัชรญาณ (คือมุ่งเน้นอย่างอื่นด้วยไม่ใช่แค่หลักธรรม) ขึ้นมา ซึ่งมีอะไรหลายๆ อย่างมามิกซ์กัน แต่เราไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนั้น เราก็เลยไม่รู้ แต่นั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้สุดท้าย ศาสนาพุทธล่มสลายลง ซึ่งผมมองว่าถ้าวันนี้ไม่มีการเผยแพร่ศาสนาออกไป ต่อไปมันก็จะน้อยลงๆ และเสื่อมสลายไปในที่สุด

ตอนนี้กำลังจะถึงจุดนั้น เพราะศาสนามันน้อยลง เยาวชนห่างธรรมะมากขึ้น ถามว่าธรรมะเข้าใจยาก หรือการถ่ายทอดวิชาพุทธศาสนามันน่าเบื่อมากหรือเปล่า อย่างผมตอนนั้นเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ได้อะไรบ้าง หลับ เพราะวิชา พุทธศาสนา คือวิชาที่ง่วงนอนที่สุด การเรียนพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องสนุก หรือน่าสนใจอีกต่อไป เป็นสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างเหินศาสนา

ทั้งที่ความคลาสสิคสุดๆ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สองพันหกร้อยปี สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันได้หมด ถ้าไปเปิดพระไตรปิฎกมีคำตอบทั้งหมด ไปอ่านได้เลยพระพุทธเจ้าท่านได้มอบแนวทางไว้ให้หมดแล้ว และยังใช้ได้ถึงทุกวันนี้   เพียงแค่เปลี่ยนบริบท อย่างเช่น หลักอริยสัจ4 เอาเข้าจริงทุกอย่างที่เราจะแก้ไขปัญหาได้ เราสามารถใช้หลักอริยสัจสี่ไปใช้ได้หมด โดยการนำไปประยุกต์ใช้ สามารถใช้ได้หมด

เป็นไปได้ไหมว่า พุทธพาณิชย์ที่มากขึ้น ทำให้ศาสนาเสื่อมลง?

ถ้าพูดกันตามหลักการ ศาสนาพุทธในประเทศไทย ไม่ใช่ศาสนาพุทธเพียว100 เปอร์เซ็นต์ ยุคแรกของประเทศไทยไม่มีศาสนา สมัยก่อนเขานับถือผี ผีปู่ ผีย่า ผีบรรพชน นับถือดินฟ้าอากาศ ยุคต่อมาของสุวรรณภูมิ ก็คือซึมซับเอาฮินดูเข้ามา  อินดูคือเทพเจ้า พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ การปกครองก็เป็นแบบให้องค์กษัตริย์คือองค์สมมติเทพ ที่เรียกกษัตริย์พระรามาธิบดีที่ 1  ก็คือ พระราม นั่นเอง ต่อมาศาสนาพุทธก็ได้แผ่กระจายเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งสุดท้ายทั้ง 3 ความเชื่อก็ถูกเบรนด์ ผสมรวมกันเป็นวิถีพุทธแบบที่ไม่เหมือนใคร คือปนกันไปหมด กลายเป็นว่า วันนี้ในบ้านชาวพุทธ ก็จะมี 2 ศาลคือ ศาลพระภูมิ เป็นศาสนาอินดู มีศาลตายาย ซึ่งป็นความเชื่อศาสนาผี

ส่วนคำว่าพุทธพาณิชย์นั้น ถ้าหมายถึงเหล่าบรรดาวัตถุมงคลนั้น ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งเหล่านี้คืองานศิลปะ เป็นพุทธศิลป์ ที่บอกเล่าเรื่องราว วิถี วัฒนธรรม ของแต่ละยุคแต่ละสมัย บ้างก็สะสมเก็บเพราะความเพื่อในพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อรำลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ และมีแม้กระทั่งที่ทำเป็นธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนี้มีหลายมุมมอง อยู่ที่เราจะมองด้านไหนมากกว่าครับ

การได้รับรางวัล “ผู้นำโลกรุ่นใหม่ สาขาสันติภาพ” ที่เนปาล

หลังจากที่ผมเปิดตัวว่าเป็นนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางพุทธศาสนา คือคำว่า นักกิจกรรมทางพุทธศาสนา นั้นมันกว้างมากเพราะรวมถึงการเคลื่อนไหว การฟื้นฟู กิจกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งหมดโดยไม่มีวาระแอบแฝงนั่นคืองานที่ผมอยากทำ แต่ต้องทำด้วยการเต็มใจ อย่างเช่นไปทำกิจกรรมที่อินเดีย ทางอินเดียก็ต้องเต็มใจ ไม่ใช่เป็นการยัดเยียด หรือไปหลอกใคร ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้สึกแฮปปี้   ซึ่งคนอินเดียเขาต้องรู้สึกแฮปปี้  เขาต้องได้ประโยชน์และอยากให้เรากลับไปทำอีก ตอนหลังกลับมา คนอินเดียก็เรียกร้องให้ผมไปทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก  มีพระองค์หนึ่งในอินเดียถามว่า ณัฏฐกิตติ์เป็นใคร มีคนตอบว่าณัฏฐกิตติ์ คือฮีโร่ของพวกเรา เขาเรียกว่าผมเป็น Buddhist-Hero  ซึ่งผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนตอบแบบนี้ แต่คนไทยที่ไปกับผมกลับมาพูดต่อว่าณัฏฐกิตติ์ เป็นฮีโร่ของชาวพุทธในอินเดียเลยนะ ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกลึกๆ ที่เราภูมิใจ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ต่อมาซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสาเหตุ คือ โดยปกติเวลาทำกิจกรรมอะไรผมก็จะโพสต์ไปเรื่อยๆ ก็ทำให้มีเครือข่ายคนพุทธมากขึ้นทั้งเมืองไทย เนปาล ศรีลังกา ฯลฯ  ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ก็จะรู้จักกัน จนมันเชื่อมโยงไปกับสภาเยาวชนโลก ซึ่งที่เนปาลเขาก็จัดฟอรัมนี้ขึ้นมา เกี่ยวกับการประชุมผู้นำรุ่นใหม่ โดยให้แต่ละประเทศส่งรายชื่อไป ซึ่งก็จะมีหลายคน ปรากฎว่าตัวแทนจากประเทศไทย เพื่อนผมบอกว่า ไอเห็นยูเด่นมาก มันก็แล้วแต่ยูว่าจะอยู่หัวข้อไหน ซึ่งผมก็เป็นหัวข้อ สันติภาพ ศาสนาพุทธคือศาสนาของสันติ ปรากฎว่าก็ได้รับเลือกมา

มิตรสหายเครือข่ายสหายธรรมในประเทศไทย มันเริ่มต้นอย่างไร?

จริงๆ ผมมีความผูกพันกับศาสนาพุทธมาตั้งแต่เด็ก ผมเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสตั้งแต่เด็ก  ตอนหลังผมก็หันมาทำธุรกิจส่วนตัว พอพักจากงานธุรกิจส่วนตัว ผมก็ไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านพุทธศาสนา(วิชาสันติศึกษา) และด้วยความที่เราชอบทำกิจกรรมทางด้านศาสนาพุทธอยู่แล้ว ประกอบกับการมาเรียนปริญญาโท ต่อด้วยปริญญาเอกที่ มจร. ตรงนี้   ทำให้เรามีเครือข่ายคนที่ใจบุญ เกี่ยวข้องเยอะ ทั้งพระและฆราวาส  ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกัน ระหว่างเครือข่ายเรา ซึ่งเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ และก่อนที่ผมจะเรียนทางด้านพุทธศาสนา ผมก็เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาโทไม่นาน ผมก็ได้รู้จัก พระอโสโกภิกฺขุ (กากัน มาลิค) จึงได้เข้าไปสัมผัสพุทธศาสนาที่ไม่ใช่พุทธศาสนาในเมืองไทย ไปดูวิถีของคนอินเดีย

ได้รับการขนามนามให้เป็น Buddhist-Hero  ?

เริ่มแรกผมไปกับกากัน ที่อินเดียก็จะเริ่มจำผมได้ ว่า กัปตันณัฏฐกิตติ์ อยู่ประเทศไทย เป็นชาวพุทธที่เลื่อมใสในศาสนาพุทธมาก แต่ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง เราแค่รู้สึกว่าเราเป็นนักกิจกรรมมาโดยตลอด อย่างพระท่านอยากได้ผ้าไตรจีวรเพื่อนำไปบรรพชาสามเณรสัก 100 ชุด  กลับมาเมืองไทยเราก็เป็นสะพานบุญคุยกับเพื่อนที่ไทยว่า  ที่อินเดียเขาจะบรรพชาเณรไม่ทราบว่าคนไทยสนใจไหม?  ปรากฎว่าในเวลาอันรวดเร็วเราสามารถรวบรวมผ้าไตรร้อยผืนได้ตามที่เขาต้องการ และเราก็สามารถส่งให้เขาได้เลย เขารู้สึกว่านี่คือสะพานบุญที่ดีมาก และนี่คือวัฒนธรรมของคนอินเดียคือมองคนต่างชาติที่เป็นคนพุทธ หลายๆ ประเทศที่เป็นพุทธ เขาสามารถขอความช่วยเหลือได้ ตอนหลังก็มีการทำพระพุทธรูปไปมอบให้เขาเป็นที่ระลึกบ้าง ครั้งแรกผมนำพระพุทธรูปนำไปมอบให้พระที่อินเดีย 200 องค์ ปรากฏว่ามันเป็นความนิยมของเขาด้วย และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าประเทศไทย ช่วยเหลือทางศาสนาให้เขา เพราะพระพุทธรูปที่เราส่งไป เป็นพุทธศิลป์แบบไทย แจกไปสักพักคนจำภาพผมว่าผมมอบพระพุทธรูป บังเอิญมีโครงการกำลังใจขององค์ภาฯ (โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ) สอนให้นักโทษที่มีโทษสูง มีกิจกรรมทำ หนึ่งในนั้นคืองานปั้นพระพุทธรูปเป็นโครงการฯ ปั้นพระพุทธรูปจากนักโทษอุกฉกรรจ์ โดยมีนัยยะเพื่อช่วยขัดเกลาจิตใจพวกเขาด้วย บางคนปั้นไปน้ำตาไหลไป บางคนได้รับโทษประหารชีวิตแต่ปั้นพระพุทธรูปออกมาได้สวยงาม  ชื่อโครงการว่า “ปั้นดินให้เป็นบุญ” โดยการนำของ อาจารย์อรสม สุทธิสาคร นักเขียน และศิลปินแห่งชาติ ซึ่งนักโทษจะปั้นพระพุทธรูปขึ้นมา ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีการประกวดกันว่า พระพุทธรูปองค์ไหนที่สวยที่สุด  แล้วเอาองค์นั้นมาหล่อเพื่อที่จะให้ประชาชนร่วมบุญ ทำบุญ สร้างพระพุทธรูปองค์นี้เพื่อนำไประดิษฐานตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ บังเอิญมีรุ่นพิเศษที่ทำไว้ 51 องค์เพื่อที่จะส่งให้ดินแดนพุทธภูมิ หรือ อินเดีย ซึ่งรุ่นก่อนหน้านี้ส่งมอบให้เนปาล ซึ่ง อาจารย์ อรสม สุทธิสาคร ท่านมีที่ปรึกษาคือ พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์  ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้สืบทอดเชื้อสาย ศากยะ จากสายพระอานนท์ ท่านก็แนะนำว่าถ้าจะส่งพระพุทธรูปไปประเทศอินเดีย ไปที่ๆ เป็นชุมชนของชาวพุทธคนอินเดียจริงๆ ท่านแนะนำให้คุยกับผม อาจารย์อรสม เลยมาคุยกับผม ว่าโปรเจคต์นี้เป็นแบบนี้จะมีการส่งมอบส่วนหนึ่งไปประเทศอินเดีย

ความตั้งใจอันแรงกล้า บวกกับแนวคิดที่อยากส่งเสริมพระพุทธศาสนา นำมาสู่การตั้ง  “มูลนิธิไตรรัตนภูมิ” ซึ่งผู้สนใจ มีอุดมการณ์เดียวกัน สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/triratnabhoomi/ และที่เว็บไซต์ http://www.worldofbuddhist.com/

Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกสีสันถนนวัฒนธรรม ชมงานศิลป์ผ่านแสงสีเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679127

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 11:46 น.Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกสีสันถนนวัฒนธรรม ชมงานศิลป์ผ่านแสงสีเสียง

ได้เวลาฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนด้วยศิลปะสีสันและแสงไฟ ในเทศกาล Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกสีสันถนนวัฒนธรรมย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง-ตลาดน้อย เชื่อมต่อนานา-เยาวราช

Time Out Bangkok ผู้จัดงาน Awakening Bangkok ผนึกพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เนรมิตเทศกาลแสงไฟประจำปีกรุงเทพฯ Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกคนกรุงเทพฯให้กลับมามีสีสัน เร่งฟื้นคืนชีวิต และเศรษฐกิจให้กับชุมชน ผ่านงานแสดงศิลปะผ่านแสง สี และเสียง ณ ย่านสร้างสรรค์ เจริญกรุง-ตลาดน้อย พร้อมขยับสู่ ย่านนานา เยาวราช ตั้งแต่ 25 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ก่อนยกระดับสู่เทศกาลนานาชาติระดับประเทศ เตรียมขยายพื้นที่การจัดงานสู่พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในขอนแก่น และเชียงใหม่ ปลายปีนี้ เพื่อร่วมฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

นายพงศ์สิริ เหตระกูล กรรมการบริหาร Time Out Bangkok (ไทม์เอาต์ กรุงเทพฯ) และ Festival Director งานเทศกาล Awakening Bangkok กล่าวว่า การจัดงาน Awakening Bangkok หรืองานแสดงศิลปกรรมไฟประจำปี มีการเติบโตขึ้นมาก โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทุกครั้งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีจากทั้งศิลปิน นักออกแบบ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมชมงาน เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น มีการขยายตัวของชุมชนศิลปินและนักออกแบบไทยได้กว้างขวางมากขึ้น การจัดงานในปี 2563 มีผู้เข้าร่วมชมงาน 126,681 คน จากการจัดงานทั้ง 10 วัน โดยในวันที่มีผู้เข้าชมสูงสุดนั้นมีมากถึง 21,865 คน เกิดการแฮชแทคชื่องานผ่านทางช่องทางต่างๆ ของโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economy Impact) ได้ถึง 158.16 ล้านบาท

“งาน Awakening Bangkok ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “RE:VIVE”  ฟื้นคืนชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนด้วยสีสันและแสงไฟ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 เป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนโลเคชันถึง 31 จุด จำนวนชิ้นงานถึง 52 ชิ้นงาน โดยขยายพื้นที่จัดแสดงที่ครอบคลุมย่านเก่าของกรุงเทพฯ มากขึ้น ตั้งแต่เจริญกรุง – ตลาดน้อย ซึ่งเป็นลักษณะของ Creative Neighborhood ไปจนถึงซอยนานา เยาวราช ที่จะเป็น Cultural Neighborhood ร่วมกับการจัดกิจกรรมน่าสนใจรูปแบบใหม่ๆ จากพันธมิตร โดยกิจกรรมประกอบด้วย งานแสดงแสงไฟ (Lights) ดนตรี (Music) และการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ (Economy)

“ขณะเดียวกัน การเดินเท้าชมงานตลอดทางยังเปิดโอกาสให้เกิดการจับจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดเส้นทางที่เชื่อมต่อย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย-ซอยนานา นอกจากนั้นยังมีมีรถตุ๊กๆ ให้บริการการเดินทางเพื่อให้ได้ชมงานได้ครบทุกจุดอีกด้วย งานปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราจะมีโปรแกรม Walk Tour ตอนกลางวันในหลากหลายธีม ไม่ว่าจะเป็นทริปชิมของว่างสูตรลับที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเล ทริปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 5 วัฒนธรรมจีนในย่านตลาดน้อย และทริปถ่ายรูปสถาปัตยกรรมเก่าอายุกว่าร้อยปีที่ซ่อนตัวในตรอกเล็กย่านทรงวาด เดินอุ่นเครื่องก่อนไปต่องานไฟกันในตอนค่ำ ซึ่งคาดหวังให้การขยายพื้นที่และมีกิจกรรมจากพันธมิตรมากขึ้นในครั้งนี้่ จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของชุมชนในย่านเก่าเหล่านี้ ให้คึกคักมากขึ้นหลังจากซบเซามานานจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้งาน Awakening Bangkok ที่เดิมทีต้องจัดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต้องเลื่อนการจัดงานมาในปีนี้ด้วยเช่นกัน” 

นอกจากกิจกรรมที่น่าสนใจแล้ว การยกระดับอีเวนต์ยังเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานให้ความสำคัญในปีนี้ โดย Time Out Bangkok ต้องการพัฒนางาน Awakening Bangkok ให้เป็นงานระดับสากลมากขึ้น และก้าวไปสู่งานระดับประเทศ ตั้งเป้าหมายให้กลายเป็น งานเทศกาลนานาชาติระดับประเทศ ประจำปีของชาวไทย และเป็นเป้าหมายการเดินทางของชาวต่างชาติในอนาคต จึงได้เริ่มทำ 3 สิ่งใหม่ ได้แก่

1. เว็บแอปพลิเคชัน Awakening Bangkok เพื่อให้รายละเอียดของศิลปินและแรงบันดาลใจในแต่ละชิ้นงาน พร้อมทั้งบอกระยะทางของจุดแสดงจากตำแหน่งที่อยู่ ข้อมูลร้านอาหารและบาร์ในบริเวณใกล้เคียง และที่สำคัญมีการแสดงให้เห็นถึงปริมาณคนชมงาน (Capacity) ในจุดต่างๆ เพื่อพิจารณาถึงการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ด้วย

2. การจดลิขสิทธิ์ชื่องาน Awakening เพื่อให้เกิดเป็นสิทธิบัตรทางปัญญา ที่จะช่วยยกระดับงานเทศกาลนานาชาติของเมืองไทยให้เติบโตไปได้ในระดับโลก และ 

3. การจัดทำออนไลน์คอมมูนิตี้ของศิลปินไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่สนใจผลงาน เข้ามาชม และสามารถตัดสินใจในการว่าจ้างหรือใช้บริการต่อไปได้

สำหรับพันธมิตรด้านกลยุทธ์ (Strategic Partners) ของการจัดงานทั้ง 2 หน่วยงานนั้น นายฉัตรชัย ชินคำ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่ต้องเตรียมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้กลับสู่ขาขึ้นโดยเร็วที่สุด จึงได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน Awakening Bangkok เพื่อช่วยฟื้นคืนชีวิตท่องเที่ยวและเศรษฐกิจต่างๆ ของชุมชน และต้องการสนับสนุนให้ภาคเอกชนตอบรับการเปิดประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยอย่าง SHA ซึ่งงานครั้งนี้ได้ผ่านมาตรฐานดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และภายในงานก็จะมีมาตรการการป้องกันในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ตามหลักเกณฑ์ COVID-Free Setting ขณะเดียวกันอยากขอให้ผู้เข้าชมงานปฏิบัติตัวตามหลัก Universal Prevention ด้วยเช่นกัน” 

นางสาวศิวะภรณ์ ปิยะพรพันธ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติ TCEB หรือทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บ มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนางานเทศกาลของไทย เพื่อขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้แนวคิด “Festival Economy” หรือ “การสร้างเศรษฐกิจเมืองด้วยงานเทศกาล” โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การสร้างงานเทศกาลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอัตลักษณ์กับเมือง และเกิดการพัฒนาต่อยอดเป็น “หนึ่งเมือง หนึ่งสิทธิบัตรงานเทศกาล” ภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับ และส่งออกงานเทศกาลที่เกิดจากสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ผ่านการสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างเมือง ชุมชน และหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ มุ่งสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งเสริมให้เมืองเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานเทศกาล และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งงาน Awakening Bangkok เป็นงานที่มีเอกลักษณ์และนำเสนอถึงอัตลักษณ์ของย่านเก่าในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าหลังจากนี้เมื่อมีการจดลิขสิทธิ์แล้ว จะได้รับการสนับสนุนให้เติบโตเป็นงานเทศกาลในระดับนานาชาติที่สำคัญของประเทศต่อไป”

ด้านผู้สนับสนุนหลักอีก 2 ราย ก็ได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าชมงาน โดย นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แกร็บ ประเทศไทย ในฐานะผู้นำธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ กล่าวว่า “แกร็บฟู้ด มุ่งมั่นที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการฟู้ดเดลิเวอรี่เสมอมาและเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์ด้านอาหาร จึงได้ร่วมมือกับ ไทม์เอาต์ กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ทางอาหารที่แปลกใหม่ผ่านงาน Awakening Bangkok ภายใต้แนวคิด “งานศิลป์กินได้ (Edible Art)” โดยมีไฮไลต์จากแกร็บฟู้ดภายในงาน อาทิ Immersive Digital Mapping Chef’s Table รังสรรค์เมนูพิเศษโดยเชฟแถวหน้าของเมืองไทย Foodie Night Market รวมสุดยอดร้านอาหารบนแกร็บฟู้ดจากร้านดังทั่วประเทศไทย และ Fooditude Art Installations งานแสดงแสงไฟที่สะท้อนเรื่องราวการเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาอาหารอร่อย อีกทั้งในปีนี้ยังได้มีการประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2022 อย่างเป็นทางการครั้งแรกภายในงานนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของแกร็บฟู้ดที่สนับสนุนให้พาร์ตเนอร์ร้านอาหารที่มีคุณภาพได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับไทม์เอาต์ กรุงเทพฯ จะช่วยสร้างความคึกคักให้แก่ธุรกิจร้านอาหารและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น”

ส่วน นางสาวจรินี วงศ์กำทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ (Johnnie Walker) กลับมาภายใต้ธีม Awaken The Street ที่มาปลุกเสน่ห์และดึงเอกลักษณ์ของท้องถนนเมืองไทยผ่านการแสดงแสงสีเสียงที่หลากหลาย เชิญชวนให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน และเพื่อตอกย้ำปรัชญา KEEP WALKING ของแบรนด์ ในการฟื้นคืนชีวิตให้กับถนนทุกสายที่เคยคึกคักแต่ต้องซบเซาไปด้วยผลกระทบจากโควิด-19 โดยร่วมมือกับศิลปินชื่อดังในการสร้างสรรค์ผลงาน และร่วมกับผู้ประกอบการต่างๆ ในการคิดค้นเมนูเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงาน โดยเริ่มจาก หน้าอาคารไปรษณีย์กลาง กับงานแสดงไฟที่ดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละท้องถนนออกมาได้อย่างชัดเจนและแปลกใหม่ ต่อเนื่องไปยังโกดัง Warehouse 30 ที่จะพาทุกคนเข้าสู่แสงสีที่สะท้อนภาพพหุวัฒนธรรมของของถนนสายสำคัญแห่งย่านการค้าและประวัติศาสตร์ให้กลับมาสว่างไสว ส่วนโซนสุดท้ายคือ บริเวณตึกแถวเก่าสีเหลืองปากทางเข้า ซอยนานา เยาวราช ที่ได้รับการสร้างสรรค์ภายใต้ธีม Modern Chinese ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากเสน่ห์ของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน ตลอดจนจุดเชื่อมการเดินเท้าที่ทำให้การท่องเที่ยวภายในงานสนุกมากยิ่งขึ้น”

“งาน Awakening Bangkok ครั้งนี้ นอกจากพันธมิตรด้านกลยุทธ์และผู้สนับสนุนหลักแล้ว เรายังได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน), โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน, เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ และโรงภาพยนตร์ปรินซ์ ปี 2565 ยังถือเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้จัดงานและพันธมิตรทั้งหมด เพราะเป็นการปักหมุดขยายสถานที่จัดงานไปตลอดทั้งปี หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัด Awakening Samyan ที่ย่านสามย่าน-สวนหลวงไปเมื่อเดือนธันวาคม 2564 โดยเริ่มต้นกับ Awakening Bangkok ในย่านเจริญกรุง-ซอยนานาในเดือนมีนาคมนี้ ก่อนจะก้าวไปสู่ Awakening Khaosan ที่ย่านข้าวสารในเดือนเมษายน และเราพร้อมขยายการจัดงานไปยังต่างจังหวัดเป็นปีแรก ได้แก่ Awakening Khon Kaen จังหวัดขอนแก่นในช่วงเดือนพฤษภาคม และ Awakening Chiang Mai ที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อร่วมกันฟื้นคืนเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ และยังสร้างความเข้มแข็งของคอมมูนิตี้ศิลปินไทยในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น” นายพงศ์สิริ กล่าวทิ้งท้าย

เช็กอิน Courtyard by Marriott Phuket Town ที่พักใหม่ใกล้ที่เที่ยว ทำเลเมืองเก่าภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679056

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 15:45 น.เช็กอิน Courtyard by Marriott Phuket Town ที่พักใหม่ใกล้ที่เที่ยว ทำเลเมืองเก่าภูเก็ต

กิน-เที่ยว-พัก ตอบโจทย์คนรักการเดินทาง Courtyard by Marriott Phuket Town ที่พักทันสมัยใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเคล้ากลิ่นอายเสน่ห์ของภาคใต้ พร้อมทีเด็ดของห้องอาหาร หลากความสำราญที่ควรค่าแก่การมาพักผ่อน

โดย : วารุณี มณีคำ

คุณพาเมล่า ออง ผู้จัดการโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยว ปักหมุดเที่ยวเมืองภูเก็ต ชื่นชมเสน่ห์เมืองเก่าอันทรงคุณค่าและยังคงมีชีวิตชีวาน่าสัมผัส พร้อมเช็กอินที่พักใหม่ใจกลางเมืองเก่า อย่าง Courtyard by Marriott Phuket Town (โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์) ที่พักอันสมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อน พร้อมดื่มด่ำไปกับมรดกทางวัฒนธรรมภาคใต้ของประเทศไทย ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และสถานบันเทิงมากมาย ซึ่งหากใครอยากเดินเล่นชายหาดจากจุดที่ตั้งของโรงแรมก็ยังสามารถเดินทางไปยังชายหาดที่สวยงามของภูเก็ตได้อย่างง่ายดาย

การออกแบบ

สำหรับ Courtyard by Marriott Phuket Town สวยงามโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและเอกลักษณ์งานฝีมือของไทยผสานความร่วมสมัย ต้อนรับทุกคนด้วยประตูบานใหญ่อลังการ ทอดสายตากว้างกับบริเวณล็อบบี้ที่ดูโอ่โถง และ Centerpiece ผลงานที่เชื่อมโยงศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งเป็นที่โจษจันในสายตาชาวโลกอย่าง มโนราห์ โดยการใช้ลูกปัดสีสันสดใจจากชุดนางรำมโนราห์ บรรจบด้านบนด้วยปลายเล็บงามชดช้อย

ห้องพัก 

Courtyard by Marriott Phuket Town มีห้องพักและห้องสวีท จำนวน 248 ห้อง แบ่งประเภทตามขนาดและสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์ผู้เข้าพักทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ห้องพักประเภทดีลักซ์รูม ขนาด 30 ตร.ม., แฟมิลี่รูม, จูเนียร์สวีท 40 ตร.ม., เอ็กเซ็คคิวทีฟสวีท 60 ตร.ม. และเพรสซิเดนท์เชียลสวีท 2 ห้องนอน ขนาด 140 ตร.ม.

3 ห้องอาหารและบาร์

ครัวตลาดใหญ่

ลิ้มรสอาหารไทยภาคใต้ตำรับดั้งเดิมและอาหารนานาชาติหลากหลายเมนูที่ครัวตลาดใหญ่ ที่พร้อมเปิดให้บริการตลอดวัน นอกจากนี้ ยังมีบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยอย่างตระการตาให้ทุกท่านได้เลือกสรร ภายในร้านอาหารเป็นครัวแบบเปิดทำให้ร้านอาหารมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังมีที่นั่งทั้งภายในห้องอาหารและบริเวณระเบียงด้านนอก

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.30 – 22.00 น. มื้อเช้า 06.30 – 10.30 น. มื้อกลางวันและเย็น 12.00 – 22.00 น. 

ตะลุง เลานจ์

ชวนเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่คุณรักมานั่งพบปะพูดคุยกันที่ตะลุงเล้านจ์ ที่เปลี่ยนจากคาเฟ่สไตล์แกร็บแอนด์โก ไปเป็นบาร์สุดชิคในยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีเซ็ตน้ำชายามบ่ายสไตล์ไทยให้บริการ เหมาะสำหรับการแบ่งปันกับคนที่คุณรัก เติมความสดชื่นให้ช่วงเวลายามบ่ายกลางสัปดาห์ของคุณ ด้วยเซต Afternoon Tea ที่มีให้เลือกลิ้มลองสไตล์ไทยและสไตล์ตะวันตก

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น.

กอและ พูลบาร์

คลายร้อนและพักผ่อนที่กอและ พูลบาร์ บาร์ริมสระว่ายน้ำชั้น 4 พร้อมจิบเครื่องดื่มอันสดชื่นมากมาย ทั้งค็อกเทล คราฟต์เบียร์ และอิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารกลางวันแบบสบายๆ ตลอดทั้งวัน พร้อมดื่มดำกับบรรยากาศวิวเมืองอันตระการตาของภูเก็ต

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น.

สถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ หรืองานประชุมสัมนา

สถานที่จัดงานประชุมและอีเวนท์ โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ มีพื้นที่อเนกประสงค์มากถึง 10 ห้อง บนพื้นที่มากกว่า 900 ตารางเมตร รวมถึงห้องบอลรูมที่สามารถจุแขกได้สูงสุด 600 ท่าน เหมาะสำหรับงานทุกประเภท ตั้งแต่การประชุมทางธุรกิจ งานแต่งงานสุดประทับใจ ไปจนถึงการพบปะทางสังคม

สิ่งอำนวยความสะดวก

ฟิตเนส เซ็นเตอร์ มีอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน ทั้งอุปกรณ์ยกน้ำหนักและเครื่องออกกำลังกายแบบต่างๆ รวมไปถึงคลาสสอนออกกำลังกาย ให้คุณได้ใช้เวลาพักผ่อนในโรงแรมไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 – 20.00 น.

สระว่ายน้ำ คลายร้อนที่สระว่ายน้ำกลางแจ้งบริเวณชั้น 4 ของโรงแรม พร้อมพักผ่อนอย่างมีสไตล์บริเวณเตียงอาบแดดและสามารถชมวิวเมืองภูเก็ตไปพร้อมๆ กัน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.

คิดส์คลับ คิดส์คลับมีกิจกรรมมากมายให้น้องๆ หนูๆ ได้มาเพลิดเพลินอีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างทักษะในด้านต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้อีกด้วย เปิดให้บริการเร็วๆ นี้

เที่ยวภูเก็ตทริปหน้า ต้องมาพัก Courtyard by Marriott Phuket Town สอบถามโทร. +66 76 643 555 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.courtyardphukettown.com หรือ  Facebook : Courtyard by Marriott Phuket Town