“ปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่” สำหรับ…เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“ปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่” สำหรับ…เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย (1)

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ดังนั้น หนึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ลมหายใจของเรา ก็พร้อมที่จะไปจากเราได้ทุกวินาทีเช่นกัน เพราะนี่คือเป็นความจริงของชีวิต เราสามารถมีได้แค่เพียงชีวิตเดียวที่มีลมหายใจอยู่ พร้อมกับเวลาเหลืออยู่เท่านั้น

ชีวิตคนเรานั้นจะเดินคู่กันไปกับกาลเวลาเสมอ พร้อมกับมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย สังเกตไหมว่า ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น เมื่อเกิดขึ้นตัวเราเท่านั้นที่ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง และจะมีจุดเริ่มต้นเสมอ จงใช้คุณค่าของเวลาเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ให้ได้มากที่สุดของชีวิต เพราะเวลานั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปซื้อหาจากที่ไหน

ก่อนอื่น ขอเขียนด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียนเป็นเบื้องแรก สำหรับแฟนๆ ที่มีพระคุณอย่างล้นเหลือที่ให้กำลังใจ ผมย้ำอยู่เสมอว่า หากมีท่านอ่านคอลัมน์นี้อยู่ก็คงมีผมอยู่เช่นกัน แม้ว่าทุกเรื่องราวจะมีแต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 ก็ตาม หากผมไปเขียนเรื่องอื่น แฟนๆ จะส่งเสียงไปหาทันที เขียนเรื่องอื่นบ้างไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเรื่องชะอมไม้เค็ด 2009 เพราะรออยู่

ฉบับนี้เช่นกัน ผมคิดไม่ถึงว่ามีคำถามเช่นนี้ไปถึงผม แรกๆ ก็ยังเฉยอยู่ เพียงแค่รอว่าจะมีเพิ่มมาอีกหรือไม่กับคำถามเช่นนี้ ปรากฏว่าเป็นปลื้มจริงๆ ครับ มีมาเยอะจนผมต้องรีบตอบในฉบับนี้ทันที เพราะคำถามเช่นนี้ทำให้ผมมีแฟนๆ ที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง

จะไม่ให้ผมสุดปลื้มได้เช่นไร ในเมื่อคอลัมน์นี้ขอเรียนยืนยันได้เลยว่า มีแฟนๆ ที่เป็นคนหนุ่มสาวติดตามอ่านกันเยอะเป็นอันดับแรก เนื่องจากการตอบรับ ไม่ว่าจากการไปเยี่ยมหาถึงสวนในระยะหลายปีที่ผ่านมา หรือจากเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร คำถามจึงมีแต่เป็นคำถามจากหนุ่มสาวที่ต้องการนำชะอมไม้เค็ด 2009 เพื่อไป เดินห่าง…จากความจน กันทั้งสิ้น

แต่ฉบับนี้ เป็นคำถามเกิดจากผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 กว่าปี ขึ้นไป ที่ทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากแต่ละคำถามนั้นจะแตกต่างจากคำถามที่เคยได้รับเป็นประจำ ผมขอสรุปได้อย่างนี้นะครับ ต้องการจะใช้เวลาหลังเกษียณให้มีความสุขจากการทำสวน ที่สามารถนำผลผลิตมากินได้ หรือเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปให้มีเวลาที่ดีที่สุดด้วยการทำเกษตรแบบสวนผสม เป้าหมายหลักคือ ต้องการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เหลือทุกอย่างเพื่อแจกเพื่อนฝูง แต่เน้นแบบชัดๆ ลงไปว่า ต้องเป็นรูปแบบสามารถลงมือปฏิบัติเองได้ชนิดง่ายๆ แถมต้องไม่เหงาอีกต่างหาก

ที่ชื่นใจอย่างมากๆ คือมีข้อแม้ต่อไปอีกว่า ต้องมีชะอมไม้เค็ด 2009 บรรจุลงที่สวนด้วย เนื่องจากติดตามอ่านทุกฉบับจนมีความสนใจในชะอมไม้เค็ด 2009 อย่างมาก สุดยอดจริงๆ ครับ จากได้พูดคุยกับบางท่านที่ได้ส่งเสียงไปหา จึงพอทราบว่าอยู่ในช่วงอายุใกล้เคียงกับผู้เขียน เลยสนุกกันไปตามที่คนสูงวัยคุยกัน บุคคลที่มีอายุในระดับนี้ ต่อไปนี้ผมขอเรียกว่า “เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย” นะครับ เนื่องจากผมมีแฟนๆ อีกระดับหนึ่งที่เขียนถึงอยู่เป็นประจำ คือเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ จะเรียกว่า “เกษตรกรสายพันธุ์เก่า” ฟังแล้วไม่สนิทหูจริงๆ นะครับ

แฟนๆ เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยที่อยู่ในวัยนี้ทุกท่านโปรดทราบ ผมรู้ดีว่า คนในวัยนี้ส่วนมากจะเป็นคนดื้อ ไม่เช่นนั้นเขาจะพูดกันได้อย่างไรว่า คนแก่ดื้อสุดๆ อย่าเถียงผมนะครับ เพราะผมก็อยู่ในวัยนี้เช่นกัน ดังนั้น คำตอบฉบับนี้ผมจึงขอเรียนเป็นเบื้องต้นเสียก่อนว่า เป็นแค่การนำเสนอที่เกิดขึ้นจากผมคนสูงวัยคนหนึ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติแล้วเท่านั้น หากไม่เห็นด้วยกรุณาเว้นการยกมือให้กำลังใจ หากเห็นดีด้วยโปรดให้กำลังใจไปด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ฉบับนี้ ได้เวลาเหมาะกับการวางแผงในปักษ์ที่ 1 ตุลาคม พอดี เป็นวันแรกสำหรับผู้เกษียณอายุที่เริ่มทำใจ ว่าต่อไปนี้ในทุกๆ วัน จะดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไรให้มีความสุขมากที่สุดสำหรับตัวเอง ผู้เกษียณทุกคนย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันไป สำหรับข้อเขียนนี้อาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวจะเริ่มเกษียณอีกไม่นาน เตรียมตัวเอาไว้อีกด้วย หรือเหมาะเช่นกันกับใครก็ตามที่ต้องการทำสวนผสมเล็กๆ ภายในบริเวณบ้านพักอาศัยที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย เมื่ออ่านแล้วสนใจ โปรดทราบว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้ ผมไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องแรกที่สำคัญอย่างที่สุดของที่สุดคือ ขอให้สำรวจตัวเราเองเสียก่อนว่าชอบงานเช่นนี้อยู่หรือไม่ งานอย่างนี้จะเป็นการออกกำลังได้เช่นกัน ต่อมาหากชอบ สำรวจตัวเองต่อไปอีกว่า ชอบปลูกไม้ดอกที่สวยงามหรือชอบปลูกผักที่กินได้ แค่นี้เป็นคำถามแรกที่แฟนๆ ต้องถามตัวเราเองเสียก่อน เนื่องจากผมมีประสบการณ์มาแล้ว เพราะว่าคนใกล้ชิดผมนิยมปลูกเฉพาะไม้ดอกสวยงามลูกเดียวครับ

หากไม่สามารถตอบคำถามแรกได้ หรือความคิดปฏิเสธคำถามดังกล่าว แต่มีใจไปชอบอย่างอื่น เช่น ขี่จักรยาน เล่นกอล์ฟ หรืออย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน บอกแล้วไงว่าความคิดใครก็ของคนนั้น จะไปเหมือนกันได้อย่างไร แต่หากได้อ่านคำตอบในฉบับนี้ อาจเปลี่ยนใจก็เป็นไปได้ครับ เนื่องจากคำถามที่ถามไปส่วนมากล้วนเป็นเสียงท่านสุภาพสตรีผู้สูงวัยมากกว่าสุภาพบุรุษสูงวัย ที่หัวใจอาจจะยังคงมีความกระชุ่มกระชวยอยู่ และมีกำลัง มีความคิดเป็นอย่างอื่นอยู่ก็เป็นได้ แต่หากได้อ่านแล้วจะสามารถสละเวลาก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น มาลงมือกับงานที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเมื่อมีผลผลิตออกมา เราไม่ต้องไปซื้อหา เพราะผลผลิตบางอย่างมีอยู่ในสวนของเรา ไม่ใช่แค่สามารถ เดินห่าง…จากความจน เหมือนชื่อคอลัมน์เท่านั้น แต่จะสามารถ เดินห่าง…จากความตาย ได้อีกด้วย ทำไมเขียนอย่างนี้ ลองติดตามอ่านกันครับ

ต่อไปนี้คือคำตอบที่เป็นการนำเสนอจากผม ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำถามดีๆ เช่นนี้ แต่ก่อนอื่นขอเน้นย้ำอีกครั้งให้ผู้อ่านทุกท่านโปรดทราบเสียก่อนว่า ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นเหมือนแค่ข้อเสนอแนะนำสำหรับเป็นทางให้เลือกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อทฤษฎีตายตัวที่แฟนๆ จำเป็นต้องนำไปปฏิบัติหากไม่เห็นด้วย แต่หากเห็นด้วยจากข้อเขียน ยินดีอย่างมาก พร้อมขอเรียนเชิญนำไปใช้ได้ตามต้องการ

คำถามประเด็นแรกที่ถามไปมาก ว่าสมควรจะมีเนื้อที่มากน้อยแค่ไหนถึงจะเพียงพอและเหมาะสมตามวัย ข้อนี้ขอเรียนว่าตอบค่อนข้างยากมากครับ แต่ผมจะขอสรุปลงไปให้ได้ชัดๆ เลยว่า เอาแค่เนื้อที่บริเวณภายในที่เหลือของบ้านพักอาศัย สำหรับที่ว่างที่เหลืออยู่แบบว่าเป็นพื้นดิน ชนิดหากลงมือปลูกพืชได้หลายชนิดแค่นี้เป็นพอ เพราะผมจะนำเสนอเน้นปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่ เหมือนหัวข้อ

ส่วนที่ถามไปว่าต้องใช้เนื้อที่แค่ไหนถึงพอ ที่หากต้องการปลูกแบบที่ว่า เหลือจากกินและแจกแล้วสามารถนำไปขายพอเป็นรายได้บ้างนั้น คำตอบที่ผมจะเขียนนำเสนออีกไม่นาน ขอเวลาสรุปประเด็นต่างๆ ให้ลงตัวเสียก่อน ติดตามกันนะครับ แต่ฉบับนี้ขอเน้นทำเกษตรแบบให้มีความสุข พร้อมกับการได้ออกกำลังไปด้วย ผมจะมีตัวอย่างซึ่งผมได้ใช้บริเวณบ้านพักอาศัยของผมเองลงมือปฏิบัติ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับเอบวก เชียวนะครับ

เริ่มแรก ขอให้แฟนๆ ผู้สูงวัยทั้งหลาย นำเอากระดาษและปากกามาได้เลยครับ พร้อมกับเขียนลงไปว่า เราต้องการพวกพืชหรือผักอะไรบ้าง เอาแบบที่เราชอบกินเป็นอันดับแรกเสียก่อน จดลงไปให้หมดทุกชนิดที่ต้องการ ยกตัวอย่าง อาจจะเป็น พริก ตะไคร้ ใบชะพลู มะละกอ ใบย่านาง กะเพรา เป็นต้น นี่คือคำแนะนำ แต่สุดท้าย กรุณาอย่าลืม ชะอมไม้เค็ด 2009 นะครับ ที่สำคัญมากคือ อย่าเพิ่งกำหนดจำนวนต้นนะครับ เพราะจะทำให้ได้พืชหรือผักน้อยชนิดที่มีในสวนเรา ให้คิดว่าเราปลูกเพื่อกินภายในครอบครัวเราเท่านั้น ทุกอย่างจะดูง่ายขึ้น

ขั้นตอนต่อมา เมื่อได้ชื่อพืชหรือผักที่ต้องการจะปลูกเรียบร้อยแล้ว หากเราจะต้องการพืชหรือผักชนิดอื่นเพิ่มขึ้นอีกค่อยว่ากันต่อไป ขั้นต่อมาลงมือปรับปรุงพื้นที่บริเวณที่เป็นดิน เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อที่จะลงมือปลูกพืชหรือผักที่ต้องการไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยๆ ลงมือทำไปนะครับ หากต้องการแสดงฝีมือด้วยตัวเองช้าหน่อยก็ช่างปะไร เมื่อเรามีความต้องการเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย ไม่จำเป็นต้องไปให้ความเดือดร้อนกับคนอื่นให้มาช่วยเหลือ จะรีบไปทำไม ในเมื่อมาถึงเวลานี้คือเวลาที่เหลือของชีวิตที่เราต้องการ มีเวลาว่างหรือมีอารมณ์ตอนไหนก็ทำตอนนั้น ตามสบาย เพราะเราคือคนไทย ที่นี่ประเทศไทย และนี่คือนิสัยของพี่ไทย

ข้อแนะนำ พยายามลงมือปฏิบัติงานในตอนเช้า จะได้บรรยากาศสุดยอดไปเลยครับ เพราะคนอื่นเขาออกไปทำงาน เราก็ออกไปทำงานเหมือนกัน แต่ทำในบ้านครับ ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ได้ออกกำลังด้วย ไม่ต้องออกเดินหรือวิ่ง หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น อย่างนี้ก็ออกกำลังเหมือนกันครับพี่น้องผู้สูงวัยทั้งหลาย อย่าลืมนะครับ การอยู่เฉยๆ ไม่ออกกำลัง จะมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิดจะมาเข้าสิงในร่างกาย จะทำให้ยิ่งเหนื่อยกับชีวิตมากขึ้น เพราะว่าบางท่านอาจจะมีโรคประจำตัวสถิตอยู่แล้ว จะทำให้อุดมโรคเพิ่มขึ้นไปอีก พยายามออกกำลังกายให้ได้วันละนิด จิตไม่หดหู่อีกด้วย

เมื่อเตรียมเรื่องดินเรียบร้อยโรงเรียนคนสูงวัยแล้ว ต่อมาก็เริ่มศึกษาเรื่องของพืชและผักที่เราต้องการนำมาปลูกในสวน เพียงแค่ทราบคุณสมบัติเฉพาะตัวพอสังเขปเท่านั้น ไม่ต้องไปลงรายละเอียดมากนัก เช่น เมื่อนำลงปลูกแล้วจะเป็นลักษณะเช่นใด หรือสมควรลงปลูกบริเวณไหนถึงเหมาะสม แต่หากว่าต้องการจะเจาะลงไปถึงเมื่อได้ผลผลิตแล้วนำมาทำเมนูอะไรได้บ้าง จะเยี่ยมมากขึ้นไปอีกครับ เพราะเมื่อได้ผลผลิตจะได้นำมาทำเมนูอาหารชนิดรู้คุณค่า พร้อมประโยชน์ที่พืชตัวนั้นๆ เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยว่าเยี่ยมดีไหม เพราะอย่างน้อยเราได้ใช้สมองได้อย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมนะครับ สมองนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย รวมตลอดไปจนถึงการทำงานในระดับสูงของระบบประสาท ไม่ว่าจะเป็นความจำ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ เหล่านี้เป็นต้น อย่างนี้ชีวิตก็ไม่เหงาแล้วครับ สำหรับการใช้ชีวิตเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย กับเวลาที่มีเหลืออยู่ หากไม่นำสมองมาใช้บ่อยๆ ระวังสมองจะฝ่อนะครับ ทุกเรื่องราวรายละเอียดของพืชทุกชนิดล้วนมีอยู่ทั่วไปตามสื่อต่างๆ หากสนใจจริง สมัครเป็นสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับเดียวเท่านั้น ทุกอย่างครบเครื่องเรื่องของความสุขสำหรับผู้สูงวัยครับ

หลังจากได้ชื่อพันธุ์พืชและผักตามที่เราต้องการแล้ว ต้องลองศึกษาก่อนลงมือปลูกทุกชนิด ยกตัวอย่าง ผมเขียนแบบว่าให้เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยรับทราบ เพราะเรานั้นไม่ใช่พวกเกษตรกรมืออาชีพ แค่มือใหม่หัดปลูกเท่านั้น เช่น จะปลูกมะละกอไว้กินสักต้นหรือสองต้น ต้องรู้เป็นเบื้องแรกเสียก่อนว่า มะละกอนั้นเป็นพืชล้มลุก เมื่อออกผลจะมีดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้อยู่แยกคนละต้น และจะไม่สามารถทำให้ติดผลได้ แต่ในระยะเป็นต้นกล้า เราไม่สามารถมองออกได้ว่าเป็นต้นตัวผู้หรือต้นตัวเมีย

หรือต้องการจะปลูกใบย่านาง จำต้องทราบอีกด้วยว่า ต้นย่านางนั้นเป็นไม้เลื้อยคล้ายเถาวัลย์ เมื่อนำมาปลูกต้องมีที่ให้คุณย่านางได้มีที่เลื้อย หรือต้องการปลูกต้นชะพลู เราต้องรู้ก่อนว่า ชะพลู ต้นมีขนาดเล็ก ต้นตั้งตรง มีรากงอกออกตามข้อ ชอบที่ร่ม หรือต้องการปลูกเตยหอมก็เช่นกัน ต้องทราบก่อนว่า เตยหอมเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก เจริญเติบโตได้หลายปี นิยมความชื้น ลำต้นจะเป็นข้อยาว แตกกอเป็นพุ่ม ออกใบบริเวณปลายยอด เหล่านี้เป็นต้น

ที่เขียนมาคือการนำเสนอตามที่แฟนๆ ผู้สูงวัยต้องการ เรื่องราวต่อไปจะนำมาเสนอในปักษ์ที่ 610 วันที่ 1 พฤศจิกายน นี้นะครับ ติดตามกันนะครับ ห้ามพลาด จะเป็นเรื่องราวต่อเนื่องแบบว่ามีการนำเสนอตัวอย่างจริงๆ เพราะผมได้ใช้เวลาในการทำสวนที่บริเวณบ้านพักอาศัยของผมเป็นระยะเวลานานพอสมควร จะนำเสนอให้ท่านที่ต้องการเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยได้เห็นว่า สามารถลงมือปฏิบัติเองได้ชนิดมีความสุขจริงๆ ครับ

หากเกษตรกรสายพันธุ์สูงวัยมีคำถาม หรือสนใจเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ติดต่อผู้เขียน โทร. (081) 846-0652 หรือเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือต้องการกิ่งพันธุ์ที่แท้ โทร. (084) 558-8639 คุณสุพล แสงทอง ด้วยความยินดีมากครับ

สุดท้าย หนึ่งชีวิตที่เรามีอยู่นี้เมื่อเป็นของเรา เราต้องนำมันติดตัวไปด้วย เพราะจะอยู่กับเราจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผมย้ำเสมอ ลืมอะไรจงลืมไปเถิด ขอเพียงแต่อย่าพยายามลืมชีวิตตัวเองเท่านั้นเป็นพอ หาไม่แล้ว เราจะไร้ซึ่งสิทธิ์ในการใช้ชีวิตของเรา การอยู่ให้มีความสุขนั้น ถึงในบางครั้งจะใช้ชีวิตได้ไม่ง่ายก็ตามที แต่ก็ไม่ยากไม่ใช่หรือ ขอเพียงให้พอใจกับชีวิตของเรากับทุกๆ สิ่งที่มีอยู่ พอกันหรือยัง

สำหรับหนึ่งชีวิตที่มีอยู่นี้ พยายามทำให้มีเวลาในทุกวันให้ดีที่สุด คิดเสมอว่า วันนี้คือวันสุดท้ายของอดีตและอนาคตที่มีลมหายใจอยู่ อย่าพยายามไปมองสิ่งที่ขาดหายจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้น มองแต่สิ่งที่มีเหลืออยู่กับเราในเวลานี้ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือความจริงที่เป็นชีวิตของเรา ขอให้มีอยู่ จงทะนุถนอมดูแลรักษาไว้ให้ดี อย่าให้หายไปไหนอีก

ผู้สูงวัยที่รักเคารพอย่างสูง ทุกวันนี้มองหาอะไรกันอยู่อีก สิ่งที่มีอยู่ไม่พอกันอีกหรือ รู้ไหมว่า สิ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตนั้น ล้วนแต่นำความทุกข์มาให้ทั้งสิ้น ปลงเสียบ้างเถิด มาเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยให้มีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่ดีไหม? สวัสดี

“แมงดา”…พระเอกในอาหารจานแมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

“แมงดา”…พระเอกในอาหารจานแมลง

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจและหลังเวลาเลิกงาน ตามตลาดนัด ตลาดสด คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ต่างเตรียมหาอาหาร มีซื้ออาหารสดไปทำกินที่บ้านบ้าง หรือซื้ออาหารปรุงสำเร็จเพื่อแลกกับความสะดวก ซึ่งที่เห็นมีผู้คนหนาแน่นถามหากันมาก เชื่อว่าร้านสารพัดน้ำพริกน่าจะเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอนค่ะ?และที่ขายดีไม่แพ้น้ำพริกทุกชนิด คือ น้ำพริกแมงดา ด้วยกลิ่นหอมอบอวลแบบเข้มข้น และด้วยรสเผ็ดร้อนพอให้เม็ดเหงื่อผุดออกมาได้

น้ำพริก หากเป็นที่เขาตำเองสดๆ รับรองอร่อยจัดจ้านสะท้านลิ้นแน่นอนค่ะ?เพียงแค่พริกขี้หนู กะปิ กระเทียม มะนาว หรือมะอึก น้ำปลา ที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเท่านั้น ทำให้คนติดอกติดใจกับรสชาติของน้ำพริกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู น้ำพริกปลาร้า เป็นต้น

เมื่อพูดถึง?น้ำพริกแมงดา ที่เราคุ้นหู คุ้นปาก และอาจคุ้นลิ้น มีจุดเด่นด้วยกลิ่นหอมยั่วยวนของน้ำพริกที่พอได้กลิ่นโชยมาก็เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี…

เมื่อแมงดาคงความเป็นหนึ่งในบรรดาแมลงยอดนิยมมานาน ก็เพราะน้ำพริก ถือเป็นแกนหลักของอาหารไทยเป็นตัวนำพา ซึ่งในตัวน้ำพริกแมงดามิได้มีเพียงความร้อนแรงของรสชาติเท่านั้น หากยังบรรจุเรื่องราวการกินอยู่ของคนไทยในอดีตอันมีชีวิตชีวาอยู่ข้างใน

สมัยก่อนแมงดานาตามธรรมชาติหากินได้ไม่ยาก พอหน้าฝน แค่มีแสงไฟส่อง แมงดานาเป็นฝูงจะบินว่อนกระทบหลังคาบ้าน กึกกัก กึกกัก ราวกับฝนตกลงมาสักสิบห่า…ทำให้หวนนึกถึงอดีตขึ้นมาค่ะ?ว่าต้องรีบตะลีตะลานคว้าถังออกมาเก็บแมงดาใส่ ซึ่งภาพเรื่องราวเก่าๆ ทำนองนี้ คนชนบททางภาคอีสานที่กินแมลงนานาชนิดกันมาแต่รุ่นบรรพบุรุษเมื่อ 40 กว่าปีก่อน หลายๆ คนคงจำได้ดีค่ะ?

ความอุดมสมบูรณ์ของแมงดานาในอดีต เห็นได้จากที่ทุกครัวเรือนจะมีแมงดาในจานอาหาร ไม่จานใดก็จานหนึ่งอยู่เสมอๆ และบ่อยครั้งที่สุดจะอยู่ในถ้วยน้ำพริกที่เป็นกับข้าวคู่ครัวของคนไทย พูดได้ว่า ไม่แมงดาชูรสน้ำพริก น้ำพริกก็โอบอุ้มแมงดา สองสิ่งเข้ากันผูกพันจนไม่อยากแยกจาก

ในตำราอาหารเมื่อ 40 ปีก่อน ก็มีแมงดาอยู่เคียงคู่กับน้ำพริกเช่นกัน จึงพอสรุปได้ว่าผู้คนชื่นชอบแมงดามานาน หนำซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นอาหารยอดนิยม ถึงขนาดที่มีกลิ่นแมงดาเทียมขาย ซึ่งโดยมากไม่ได้มาจากแมงดา แต่เป็นกลิ่นจากสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทาง สคบ. ตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสารเคมี ที่กินแล้วมีอาการปวดท้อง และเมื่อสัมผัสโดนผิวหนังจะเกิดอาการผื่นคัน มีการทดสอบสารแต่งกลิ่นชนิดนี้ โดยเมื่อหยดลงบนกล่องโฟมแล้ว สารเคมีจะทำปฏิกิริยาสามารถละลายโฟมได้ ซึ่งหากเรากินบ่อยๆ คงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแน่นอนค่ะ?

ปัจจุบัน มีอุตสาหกรรมน้ำพริกแมงดาสำเร็จรูปบรรจุขวดขาย จนเป็นอาหารส่งออกไปขายต่างประเทศ และความนิยมแมงดาสำเร็จรูปสังเคราะห์เริ่มมีมากขึ้น อาจทำให้คนเก่าๆ ลืมนึกถึงแมงดาตามคันนาในอดีต หรือคนรุ่นหลังๆ ก็อาจนึกไม่ออกว่า แมงดามีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ มันคงไม่ได้มีหน้าตาป่นปี้แบบที่อยู่ในขวดน้ำพริกแน่ๆ

แล้วจะเรียก…แมงดา หรือ แมลงดา กันแน่?

ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ถ้ามี 6 ขา ต้องเรียกว่า “แมลง” ไม่ใช่ แมง?

สำหรับ “แมลงดา” ชื่อแมลงพวกมวน ตัวผู้ มีต่อมกลิ่น นิยมนำไปผสมอาหาร เช่น น้ำพริก “แมงดา” หรือ ชื่อสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายจานคว่ำ ใช้ปรุงเป็นอาหาร เช่น ยำไข่แมงดา

ส่วนที่ถูกต้องก็คือ…แมลงดานา เพราะเป็นแมลงชนิดหนึ่ง มี 6 ขา ดังนั้น หากเราจะเรียก “แมงดา” ให้ถูกหลักภาษาไทย ต้องเรียกว่า?”แมลงดานา” เพราะพวกนี้หากินเหมือนแมลงทั่วไป

น้ำพริกแมลงดานา…มีน้อยคนที่จะเรียก หรือแทบจะไม่มีเลยค่ะ?ก็เอาเป็นว่ายอมรับคำว่า “แมงดา” ก็แล้วกันนะ…

แมงดานั้นมี 2 ชนิด คือ แมงดานา กับ แมงดาสวน แมงดาสวนจะตัวเล็กกว่าแมงดานามาก หรือบางคนเรียกว่า แมลงก้าน มวนตะพาบน้ำ หรือมวนหลังไข่ แมงดาสวนอาศัยอยู่ในน้ำ ตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่มติดอยู่บนหลังของตัวผู้ และตัวผู้มีหน้าที่ดูแลไข่จนฟักออกเป็นตัว ทั้งตัวผู้และตัวเมียกินได้ทั้งคู่เหมือนแมงดานา

แมงดา ลักษณะตัวสีน้ำตาลเข้มจนดูผาดๆ เป็นสีดำ อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ หนอง บึง และท้องนา มักวางไข่ในฤดูฝน ยิ่งหลังฝนตกจะชอบวางไข่ เห็นได้ตามกอหญ้า กอกก กอข้าว หรือตามต้นไม้ขนาดเล็กๆ พอถึงฤดูแล้งมันจะหมกตัวอยู่ในโคลนตม หรือที่มีน้ำขัง

ตัวผู้ ตัวเล็กกว่าตัวเมีย มีกลิ่นฉุน นำมาตำน้ำพริก ส่วนตัวเมียไม่มีกลิ่นจึงนำมาปิ้ง หรือทอดกินได้ รสชาติหอม มัน หากนึ่งใส่น้ำปลาด้วยจะออกรสเค็มๆ มันๆ คลุกข้าวกินยิ่งอร่อยเด็ดไปเลย

แมงดาตัวผู้พอเอามาตำน้ำพริกก็จะออกกลิ่นหอมเข้ากัน ติดอกติดใจหลายต่อหลายคน จนน้ำพริกแมงดากลายเป็นอาหารขึ้นชื่อ และยิ่งรวมกับรสหอม มัน ของแมงดาตัวเมียที่ปิ้ง ทอดจนสุกแล้วล่ะก็…แม้ได้ลิ้มรสเพียงครั้งเดียวรับรองว่าติดอกติดใจแน่นอน จึงไม่น่าแปลกที่ผู้คนยังคงหลงใหลในกลิ่น รสของแมงดาโดยไม่รู้เบื่อค่ะ?

น้ำพริกแมงดา (สูตรคนใต้)

1. แมงดา

2. พริกสด ถ้าได้พริกขี้หนูสวนดอกเล็กๆ ยิ่งดีค่ะ เพราะตำน้ำพริกจะหอม

3. กระเทียม

4. กุ้งแห้ง หรือปลาทูนึ่งก็ได้ค่ะ

5. กะปิน้ำพริกอย่างดี (สำคัญมาก รองลงมาจากแมงดาเลยค่ะ)

นำแมงดาย่างไฟจนหอม เด็ดปีกกับหัวออก ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปโขลกกับกุ้งแห้งจนละเอียด ใส่กระเทียม กะปิ พริกขี้หนู โขลกพอแหลก แล้วชิม…เผ็ด เค็ม นำ (คนที่ติดรสหวานจะปรุงรสด้วยน้ำตาลได้นิดหน่อย…แต่ส่วนมากแล้วจะไม่นิยมใส่น้ำตาลและมะนาว)

เมื่อได้สูตรมาแล้ว ลองทำดูนะคะ ยังไงก็อย่าใช้แมงดาสังเคราะห์มาตำน้ำพริก เพราะคงไม่ปลอดภัยกับสุขภาพท่านแน่ค่ะ?

คุณค่าทางโภชนาการของแมงดานั้น พบว่า แมงดา 1 ตัว มีธาตุอาหารหลายชนิด ตั้งแต่ โปรตีน 19.8 กรัม ไขมัน 1.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.9 กรัม และที่เหลือเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 บี 2 และไนอะซิน ซึ่งถือว่ามีคุณค่าของโปรตีนสูงกว่าไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อวัว อีกทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่ในอันดับต้นๆ ของแมลงกินได้ด้วยกัน

แมงดานา ทุกวันนี้หายาก แต่ก่อนตามชนบทแมงดานายังพอหาได้บ้างตามนาข้าว ช่วงหน้าน้ำหลาก น้ำท่วมต้นข้าวโผล่แค่ยอดข้าว ถ้าพบว่าบนยอดข้าวมีแผงไข่แมงดาเกาะอยู่ ก็แสดงว่าบริเวณนั้นมีแมงดาแน่นอน บางตัวก็จะเกาะอยู่ตามยอดข้าวหนีน้ำ ด้วยความนิยมอาหารจานแมลงที่ไม่เสื่อมถอย ทั้งในครัวเรือนหรือตามร้านอาหารต่างๆ ทำให้เกิดการเพาะเลี้ยงแมงดาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนกินจนมีการทำฟาร์มแมงดา แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการของผู้คนที่ชื่นชอบกลิ่น รสของแมงดา จนปัจจุบันต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก

เมื่อผู้คนยังคงหลงใหลในกลิ่น และรสชาติของแมงดา จนทำให้มีพ่อค้าหัวใสฉีดกลิ่นสังเคราะห์เข้าไปในตัวแมงดา หากเราไม่ระมัดระวังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพท่านได้ ยังไงก่อนเลือกซื้อแมงดามาตำน้ำพริกต้องดูให้ดีๆ หากเป็นไปได้ ลองเลือกหาซื้อแมงดาจากฟาร์ม หรือจากแหล่งที่เชื่อถือได้ น่าจะทำให้อาหารจานแมลงมื้อนั้นของท่านมีน้ำพริกแมงดาอร่อยๆ เป็นพระเอกบนโต๊ะอาหารอีกเมนูนะคะ?

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

กรมสรรพากร จะเข้าตรวจสอบกิจการต่างๆ หมุนเวียนกันไป บางครั้งเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีการยื่นแบบขอคืนภาษีไว้ บางครั้งเข้าตรวจสอบเพื่อยืนยันรายการจากผู้ประกอบการรายอื่น บางครั้งเข้าตรวจสอบเนื่องจากกิจการเข้าเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรตั้งไว้ เช่น มีผลขาดทุนต่อเนื่องทุกปี ทั้งที่มีตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ากิจการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้น เป็นต้น บางกิจการถูกตรวจสอบทุก 2-3 ปี หรือกิจการบางแห่งอาจจะยังไม่เคยถูกตรวจสอบภาษีก็มี

อย่างไรก็ตาม กิจการพึงตระหนักว่า การที่กรมสรรพากรส่งจดหมายขอข้อมูล หรือส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบนั้น ส่วนใหญ่แล้วต้องมีต้นสายปลายเหตุเสมอ เมื่อถูกตรวจสอบภาษี กิจการจึงควรทำความเข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆ จากจดหมายแจ้งจากกรมสรรพากรเป็นจุดแรก และควรพยายามอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์

โดยปกติกรมสรรพากรจะเกริ่นนำในจดหมาย ในลักษณะคล้ายๆ กัน โดยใช้ถ้อยคำว่า เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการของกรมสรรพากรจะขอให้กิจการให้ข้อมูลดังต่อไปนี้ และตามด้วยรายการเอกสารที่จะขอตรวจสอบจากกิจการ เราอาจจะไม่สามารถทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงจากถ้อยคำในจดหมาย แต่เราอาจจะต้องใช้วิธีคิดระหว่างบรรทัดและคาดเดาจุดประสงค์ของการตรวจสอบจาก LIST ของข้อมูลที่กรมสรรพากรร้องขอ

เอกสารในเบื้องต้นที่กรมสรรพากรมักจะขอ ได้แก่ งบการเงิน งบทดลอง แบบนำส่งภาษี รายละเอียดประกอบรายการบัญชีต่างๆ รายละเอียดทรัพย์สิน รายงานการขาย รายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย หนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัท ฯลฯ ตามมาด้วยกำหนดนัดหมายให้กิจการเข้าพบ เพื่อนำส่งเอกสารและให้ข้อมูลเพิ่มเติม (กรมสรรพากร เรียกว่า “ให้ปากคำ”)

โดยทั่วไป กิจการควรวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ เพื่อทราบแนวทางและวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและเตรียมตัวในการชี้แจงให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากร ดังต่อไปนี้

1. จับประเด็นว่า กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบภาษีประเภทใด ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นการเข้าตรวจสอบสภาพกิจการโดยทั่วไป

2. การตรวจสอบสภาพกิจการโดยทั่วไปนั้น กรมสรรพากรต้องการทราบว่า กิจการมีตัวตนจริง มีการดำเนินธุรกิจและมีสถานประกอบการอย่างไร มีจำนวนพนักงานเท่าใด ดำเนินธุรกิจอะไรบ้าง นำส่งภาษีอย่างไร งบการเงินของกิจการมีหน้าตาอย่างไร กิจการมีการเสียภาษีหรือมีผลขาดทุน ข้อมูลเหล่านี้คือ ข้อมูลเบื้องต้นที่กรมสรรพากรจะทำความรู้จักกิจการ และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์ประเด็นการเสียภาษีในขั้นตอนต่อไป

3. หากเป็นการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม การตรวจสภาพกิจการจะทำให้กรมสรรพากรทราบว่า กิจการนั้นมีตัวตนและประกอบกิจการจริง ไม่ใช่กิจการที่ตั้งขึ้นลอยๆ หรือเป็นกิจการที่ตั้งขึ้นเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น หากกิจการประกอบธุรกิจโดยสุจริต ก็ย่อมไม่ต้องกังวลและควรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร

4. กรณีตรวจสอบภาษีเงินได้ โดยส่วนใหญ่ กรมสรรพากรจะขอข้อมูลเบื้องต้นคือ แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี หรือ ภ.ง.ด. 50 ประกอบกับงบการเงิน งบทดลอง ของปีเดียวกัน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดของแบบภาษีที่กิจการนำส่งว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ กิจการมีการขอคืนภาษีหรือไม่ กิจการมีผลกำไรหรือขาดทุนและมีผลการดำเนินงานเปรียบเทียบย้อนหลังอย่างไร

5. หลักการเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ใช้หลักการประเมินภาษีด้วยตนเอง (Self Assessment) ดังนั้น กิจการจะเป็นผู้ปิดบัญชีและกรอกแบบเพื่อเสียภาษีและนำส่งต่อกรมสรรพากร การที่กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบและนำตัวเลขไปตรวจวิเคราะห์ก็เพื่อสอบยันว่า การประเมินตัวเลขของกิจการเพื่อเสียภาษีเงินได้นั้น สมเหตุสมผลและถูกต้อง และเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่

6. ผู้มีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่กรมสรรพากรควรประกอบด้วย ผู้ที่ทราบการดำเนินการทางธุรกิจของกิจการเป็นอย่างดี และผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจตัวเลขทางบัญชีของกิจการ โดยทั่วไปกิจการอาจต้องมีผู้ให้ข้อมูล 2 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่ทราบกิจกรรมทางธุรกิจของกิจการเป็นอย่างดี และอีกคนหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีของกิจการ

7. การไปพบเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ควรมีการเตรียมข้อมูลก่อนไปพบ ดังนั้น หากกำหนดนัดกระชั้นมาก กิจการสามารถขอเลื่อนเวลานัดหมายได้ ไม่ควรไปพบเจ้าหน้าที่โดยข้อมูลไม่พร้อม นอกจากนี้ ในช่วงเวลาปกติที่ยังไม่ถูกตรวจสอบภาษี กิจการควรมี LIST ข้อมูลที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากถูกนัดหมายหรือขอข้อมูลจากกรมสรรพากร โดยจัดทำไปพร้อมๆ กับการปิดบัญชีปกติ เช่น กิจการควรทำรายงานกระทบยอดขายตามภาษีเงินได้ กับยอดขายตามเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งยอดขายของสองแหล่งข้อมูลนี้อาจแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากเงื่อนไขการรับรู้รายได้ทางบัญชีกับการรับรู้รายได้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น การทำข้อมูลเตรียมไว้เลย จะช่วยให้ไม่ต้องย้อนกลับมารื้อฟื้นข้อมูลในอดีต ซึ่งผู้จัดทำข้อมูลอาจหลงลืมไปแล้วได้

8. กิจการควรวิเคราะห์ประเด็นข้อสงสัยของกรมสรรพากรในประเด็นต่างๆ ไว้บ้าง เพื่อที่จะได้ทราบว่า หากกิจการมีประเด็นความเสี่ยงในเรื่องใด จะได้วางแผนขจัดความเสี่ยงเหล่านั้นออกไป ก่อนที่จะเกิดปัญหา จะช่วยให้ลดภาระและประเด็นความผิดที่จะเกิดขึ้นเวลาถูกตรวจสอบได้ เช่น หากกิจการมีการขายแบบ CONSIGNMENT หรือฝากขาย โดยรูปแบบการออกเอกสารอาจจะยังไม่ออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งมอบสินค้าไปยังผู้รับฝากขาย (ซึ่งกฎหมายภาษีระบุว่าต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการส่งของ) แต่กิจการจะออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าให้ลูกค้าแล้ว (ไม่ใช่ออกตอนส่งของให้ผู้รับฝากขาย) กิจการจะมีความเสี่ยง เรื่อง TAX POINT ที่ไม่ถูกต้อง กิจการอาจวางแผนปรับเปลี่ยนขั้นตอนเพื่อรองรับระบบการขายที่ไม่ทำให้เกิดประเด็นความผิดในการรับรู้รายได้ หรืออาจแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ โดยส่งมอบสัญญาฝากขายให้กรมสรรพากร เพื่อขออนุมัติรายการฝากขายไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะทำให้ TAX POINT เกิดขึ้นตามลักษณะการประกอบธุรกิจฝากขาย ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งของให้ผู้รับฝากขายได้ เป็นต้น

นโยบายการเสียภาษีโดยสุจริต เป็นสิ่งที่จะช่วยให้กิจการสามารถชี้แจงและขออนุโลมเรื่องเบี้ยปรับเงินเพิ่มได้ ในกรณีมีข้อผิดพลาดที่สุดวิสัย เนื่องจากเป็นเรื่องปกติในการประกอบกิจการที่อาจมีประเด็นข้อผิดพลาดในการรับรู้รายการเพื่อเสียภาษี แต่หากกรมสรรพากรตรวจพบว่า กิจการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี หรือมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ขายใบกำกับภาษี หรือออกใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยเจตนาแล้ว เป็นการยากที่จะเจรจาขอประนีประนอมกับเจ้าหน้าที่ และยังมีโทษทางกฎหมาย ทั้งโทษปรับและอาญาอีกด้วย และตั้งแต่มีกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากรถูกพิพากษาโทษฐานปล่อยปละละเลยให้มีการโกงภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น

หน้าที่การเสียภาษีของกิจการนั้นมาพร้อมกับการทำธุรกิจ เป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง และในยุคที่ระบบข้อมูลการตรวจสอบภาษีอากรพัฒนาก้าวหน้า สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยปลายนิ้ว การทำบัญชีสองชุดหรือการพยายามหลีกเลี่ยงภาษีเป็นสิ่งที่ตกยุคไปแล้ว และให้ผลร้ายที่ไม่คุ้มค่า และเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง การประกอบธุรกิจในยุคนี้ผู้ประกอบการควรดำเนินการโดยชัดเจน โปร่งใส และพยายามปฏิบัติโดยสุจริต การปรึกษาผู้รู้ทางภาษีอากรเพื่อช่วยให้การดำเนินการทางภาษีถูกต้อง จะช่วยเป็นเกราะคุ้มกันแก่กิจการได้ดีที่สุด

คนมะริด ไม่คิดสั้น (ตอน 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

คนมะริด ไม่คิดสั้น (ตอน 1)

ชื่อ มะริด ติดหูฉันมานานเน โดยเฉพาะเมื่อราวสิบปีก่อนที่ลงไปถ่ายทำสารคดี ชุด “ผู้มาจากดินแดนที่เสียไป” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่น หรือคนไทยที่อยู่ในเขตแดนอันเคยเป็นของไทยก่อนที่กลายเป็นดินแดนของพม่า ในยุคอังกฤษเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมประเทศพม่า และมีการปักปันเขตแดนกันใหม่ ทำให้หลายเมืองในขอบเขตที่ชนแดนกับพม่า ต้องกลายเป็นเขตประเทศพม่าไป

ประชาชนไทยที่อยู่ในเขตนั้นจึงหมดสภาพความเป็นคนไทยไปโดยปริยาย อีกทั้งยังไม่สามารถเป็นพลเมืองพม่าเต็มขั้น คิดย้อนไปก็เศร้า เมื่อนึกถึงคนที่เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองกลายเป็นพลเมืองอื่นในแผ่นดินเกิด

มะริด เป็นชื่อหนึ่งที่ฉันได้ยินคนไทยพลัดถิ่นเอ่ยถึง นอกนั้นยังมีชื่อ สิงขร เกาะสอง ปกเปี้ยน ตะนาวศรี ที่เล่ากันว่ามีคนไทยติดแผ่นดินอยู่

ตามประวัติศาสตร์บอกว่า ก่อนที่จะเกิดอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะ สุโขทัย และอยุธยา ตะนาวศรีเคยเป็นรัฐอิสระมาก่อน สยามประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่แผ่อาณาจักรไปกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมถึงตะนาวศรีนั้น มีมะริดและภูเก็ตเป็นเมืองท่าสำคัญ ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอดีตกาลมะริดจะเป็นที่หมายปองของเหล่านักล่าอาณานิคมมากแค่ไหน

ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พม่ายกกองทัพมาตีเมืองทวาย ซึ่งขณะนั้นแข็งเมืองอยู่ และได้ยกพลตามมาตีเมืองมะริดและตะนาวศรี หลังจากนั้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้พยายามยกทัพไปตีเมืองทวายคืนจากพม่า แต่ไม่สำเร็จ ทว่าในอีก 4 ปีต่อมา เมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ก็มาขอขึ้นกับไทย

ยุคนี้เองที่มีคำกล่าวว่า มะริด กับทวาย นั้น คล้ายกับถูกพม่ากับไทยชักลากกันไปมา

กระทั่งถึงยุคนักล่าอาณานิคมที่อังกฤษเริ่มเข้ายึดหัวเมืองชายฝั่งทะเลของพม่า รวมทั้งตะนาวศรี มะริด และทวาย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภาคตะนาวศรี อันตรงกับยุคสมัยของไทยในรัชกาลที่ 3 อังกฤษได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจทำแผนที่ เพื่อจะได้รู้จักสภาพภูมิประเทศ ทรัพยากร และขอบเขตของเมืองที่ตนยึดได้ เมื่อมาถึงทิวเขาตะนาวศรีจึงได้ทราบว่า ฝั่งตะวันออกของทิวเขาตะนาวศรีเป็นอาณาเขตของประเทศไทย ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 4 อังกฤษได้ส่งข้าหลวงใหญ่ประจำอินเดียมาติดต่อกับรัฐบาลไทย เพื่อขอให้มีการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าเป็นการถาวร

นับแต่นั้น ชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ในตะนาวศรีมาแต่เดิม จึงเปลี่ยนแปลงอย่างเจ็บปวดเรียกคืนไม่ได้

หลังห่างจากเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่นไปนาน ฉันก็เริ่มเลือนๆ ชื่อมะริด ด้วยว่ามีเมืองอื่นๆ อีกมากที่รอให้เดินทางไปเทียวหา กระทั่งแว่วข่าวว่า มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นที่มะริด ประจวบเหมาะกับข่าวที่ว่ามีการเปิดด่านสิงขรให้ข้ามไปฝั่งพม่าได้ และสามารถเดินทางไปถึงมะริดโดยทางรถ ฉันจึงคิดถึงมะริดขึ้นมาอีกครั้ง

เหมือนจะเป็นคนมีโชคอยู่บ้าง ที่เมื่อคิดก็ได้สมใจนึก เมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมา “โครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารสุขภาวะชุมชนข้ามพรมแดน” ได้ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปกับทริปนักข่าว ลงพื้นที่ชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฉันรีบรับปากอย่างไม่อิดเอื้อน จากนั้นก็นับเวลารอ

หนนี้เราไม่ได้เดินทางด้านด่านสิงขร เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน ไม่แน่ใจว่าสภาพถนนจะทุลักทุเลแค่ไหน และการเดินทางอาจใช้เวลานานเกินไป เราจึงเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงย่างกุ้ง นอนเล่นที่ย่างกุ้งเสียคืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงบินต่อไปลงมะริด แรกฉันออกจะหวาดเสียวกับสายการบินภายในของพม่า แต่ปรากฏว่าเขาเหินฟ้าได้นุ่มนวลเลยทีเดียว

เที่ยวบินนี้ไม่ได้บินตรงจากย่างกุ้งไปมะริด ทว่าเป็นเที่ยวบินที่แวะส่งและรับคนที่ทวายก่อน จากนั้นจึงบินไปจอดมะริดและบินต่อไปจบเที่ยวบินที่เกาะสอง ขากลับก็เช่นเดียวกัน จากเกาะสองจอดมะริด ทวาย ก่อนไปย่างกุ้ง พวกเราคุยเล่นกันว่า จอดรับคนตลอดเหมือนรถโดยสารบ้านเรา ที่เรียกกันว่า รถแดง หนำซ้ำถ้าโบกระหว่างทางได้ก็คงโบกกันมาตลอดทางซินะ

เที่ยวบินขากลับไม่มีเลขที่นั่ง เจ้าหน้าที่สายการบินบอกว่า เลือกเอาตามสะดวก ฉันว่าน่ารักดี มันทำให้ดูเหมือนว่าการเดินทางโดยเครื่องบินไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดารสักเท่าไหร่ มีเงินก็ซื้อตั๋วบินได้ ต่างกับสายการบินแพงๆ บางสายที่เชิดหยิ่ง ราวกับวิเศษเสียเต็มประดา ทั้งที่ข้างในกลวงใกล้ล้มละลายอยู่ไม่กี่วัน

ช่วงที่เหินอยู่เหนือน่านฟ้ามะริดและเครื่องบินลดระดับ พวกเราต่างตื่นตากับทิวทัศน์เบื้องล่าง ผืนน้ำทะเลเขียวสดใสกับหมู่เกาะเรียงรายอยู่ใต้หมู่เมฆ แว่วเสียงอุทานว่า อยากมาเที่ยวเกาะข้างล่าง บางคนถึงกับจินตนาการเห็นก่าบาง เรือของชาวมอแกนจอดอยู่เป็นกลุ่ม ด้วยว่าทะเลมะริดยังมีชาวมอแกนอาศัยอยู่ไม่น้อย บางข้อมูลบอกว่า พวกเขายังอยู่ในเรือที่เรียกว่า ก่าบาง คือเรือมอแกนแบบเดิมที่ใช้ล่องไปในเวิ้งทะเลคราม ในเรือจะเป็นทั้งที่กิน อยู่หลับนอน ทำมาหากิน และจะแวะพักหลบลมตามเกาะต่างๆ ในช่วงมรสุม

ช่างเป็นวิถีในอุดมคติที่พวกเราหลายคนใฝ่ฝันอย่างได้ยลสักครั้งสองครั้ง ในชีวิตนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะฝันกระเจิดกระเจิงตามภาพทะเลที่เห็นเบื้องล่าง ก็ต้องดึงมาสู่ภาพปัจจุบันว่า เรากำลังถึงมะริด และสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อไปคือ การลงพื้นที่ฟังเสียงชาวบ้าน และหาข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โครงการที่เป็นทุนจากประเทศไทยเรานี่เอง

การละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” กีฬาพื้นเมืองของนักเลงวัวเมืองเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร. บุญยงค์ เกศเทศ

การละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” กีฬาพื้นเมืองของนักเลงวัวเมืองเพชร

ผมจำได้ว่า เมื่อสมัยเป็นเด็ก คราลมหนาวโชยมาเอื่อยๆ พ่อ แม่ คุณน้า คุณอา นิยมทำลานนวดข้าวไว้ที่ทุ่งนา ใกล้บริเวณที่วางฟ่อนข้าวซึ่งเรียงลำดับไว้สูงท่วมหัว เรียกกันว่า “ลอมข้าว” เมื่อทำลานเสร็จ แห้งสนิทดีแล้ว จึงนำฟ่อนข้าวมาเรียงจากโคนเสากลาง ซึ่งเรียกว่า “เสาเกียด” ออกมาจนเกือบสุดลาน และทำเช่นนี้เรื่อยไปจนฟ่อนข้าวหนาจากพื้นลานราวครึ่งค่อนเมตร

วิธีการนวดข้าวก็ใช้วัวเป็นเครื่องผ่อนแรงช่วยนวด ซึ่งนิยมปฏิบัติกันในคืนเดือนหงาย จันทร์กระจ่างฟ้า อากาศเย็นสบาย ชาวนาต่างทำลานพื้นเรียบ โดยใช้ดินเหนียวผสมแกลบ น้ำ และมูลวัว คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน ค่อนข้างเหลว ก่อนจะเทฉาบไล้ไปบนผืนดินที่ถากหญ้าปรับแต่งพื้นให้เรียบไว้แล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องขุดหลุมปักเสาไม้เนื้อแข็งไว้ตรงกลาง เป็นจุดศูนย์กลาง มีรัศมีโดยรอบราว 6-10 เมตร จากนั้นจะผูกวัวเรียงเป็นแถวหน้ากระดานไว้กับเสาเกียด นิยมใช้วัวราว 5-7 ตัว ขึ้นอยู่กับความกว้างของพื้นลาน

วัวที่ผูกราวคานอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางไม่ต้องใช้กำลังและฝีเท้ามาก เพราะเดินอยู่ในช่วงหมุนรอบสั้นวนเป็นรอบไปเรื่อยๆ แต่วัวตัวที่อยู่ปลายคานนอกสุด อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลาง ระยะทางที่ต้องเดินจะไกลกว่า จำเป็นต้องเลือกวัวตัวที่มีกำลังและฝีเท้า ด้วยเหตุที่วัวทุกตัวต้องเดินเหยียบย่ำไปบนฟ่อนข้าว หมุนรอบเสาเกียดไปหลายรอบ จนเมล็ดข้าวเปลือกหลุดออกจากรวงข้าว

เมื่อพิจารณาดูเห็นว่า เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าวแล้ว สังเกตจากฟางที่วัวย่ำเหยียบเริ่มปลิวกระจายตามแรงเท้าของวัว แสดงว่า เมล็ดข้าวได้กองอยู่บนพื้นลานเรียบร้อยแล้ว เป็นอันเสร็จภารกิจของวัว จึงแก้เชือกวัวออกจากราวคาน จูงวัวออกมาพัก

จากนั้นจะใช้ไม้ขอฉาย หรือ คันฉาย เป็นไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะมือ มีตาหรือกิ่งติดอยู่ปลายไม้ยาวสักคืบหนึ่งมาเกี่ยวโยงฟางกวัดเหวี่ยงสลัดเมล็ดข้าวที่ติดค้างอยู่ให้หลุดร่วงอีกครั้ง ก่อนจะโกยฟางไปกองไว้ด้านนอกลาน ก็จะเห็นเมล็ดข้าวนอนเรียงอยู่บนพื้นลาน สะดวกในการเก็บเอามาฝัด จนเศษฟางร่วงออกหมด กวาดเก็บเฉพาะเมล็ดข้าวใส่กระบุง หรือกองไว้สำหรับใส่เกวียนบรรทุกกลับสู่เหย้าเรือน

จากวิถีการนวดข้าวอันเป็นปกติวิสัยของพี่น้องชาวเพชรบุรี ได้พัฒนามาสู่กีฬาการละเล่น “วัวลาน” หรือ “วัวระดอก” ด้วยเห็นว่าเสร็จหน้านาแล้ว กว่าจะถึงฤดูกาลเพาะปลูกหว่านดำก็ต้องรอให้เข้าหน้าฝนเดือนหก เดือนเจ็ด วัวอาจต้องพักนานเกินไป

สนามแข่งขันวัวลานนั้นต้องเป็นลานดิน มีลักษณะทรงกลม ขุดหลุมฝัง “เสาเกียด” ไว้ตรงกลางลาน ใช้เชือกห่วงและเชือกพวนคล้องไว้ที่เสาเกียด สำหรับผูกวัว ปัจจุบัน นิยมใช้ยางนอกรถยนต์เป็นเชือกห่วง ส่วนเชือกพวนคือ เชือกคานที่ทาบคอวัวผูกติดกันไว้เป็นราว ซึ่งต้องนำไปผูกกับเชือกห่วงอีกทีหนึ่ง จากเสาเกียดวัดเส้นรัศมี ราว 20-25 เมตร นั่นหมายถึง เส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 40-50 เมตร บริเวณริมสนามด้านใดด้านหนึ่งต้องสร้างหอคอย สูงประมาณ 3-5 เมตร เพื่อให้คณะกรรมการและโฆษก จำนวน 3-5 คน นั่ง

สำหรับวัวที่ใช้วิ่งแข่งขันวัวลานมีอยู่ 3 ส่วน แต่ละส่วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ส่วนแรก เป็นวัวที่ต้องเพ่งมองไม่กะพริบตา คือ “วัวนอก” เป็นวัวตัวที่ 19 หรือตัวสุดท้าย ที่ผูกอยู่ปลายเชือกพวน จะต้องคัดเลือกวัวที่มีพละกำลัง มีความแคล่วคล่องว่องไวและฉลาดปราดเปรียวเป็นเลิศ เพราะจะต้องวิ่งชนะบรรดาวัวในทั้งราวคานให้ได้

ส่วนที่สอง เป็น “วัวใน” คือกลุ่มวัวที่อยู่ถัดจากวัวนอกเข้ามาในราวคาน 3 ตัว (ตัวที่ 16, 17 และ 18) จะต้องเลือกวัวตัวที่มีฝีเท้าดี มีพละกำลังดีเช่นกัน และ

ส่วนที่สาม เป็น “วัวคาน” คือวัวที่อยู่เรียงชิดติดอยู่กับวัวใน ตัวที่ 15 เข้าไปถึง ตัวที่ 1 ซึ่งอยู่ชิดกับเสาเกียด วัวกลุ่มนี้มีหน้าที่ช่วยพยุงวัวนอกและวัวในให้แข่งขันกันเต็มกำลัง อย่างไรก็ดี ทั้งวัวนอกและวัวใน ตลอดจนวัวคาน ต้องเป็นวัวพันธุ์ไทยเพศผู้เท่านั้น นักเลงวัวตัวจริงต้องดูจากสายเลือดทั้งพ่อและแม่ก่อนจะผสมกัน

ครั้งถึงเวลาแข่งขันก็มีอยู่เพียง 2 ฝ่าย คือ “ฝ่ายวัวรอง” หรือ “วัวใน” คือวัวลำดับที่ 15-18 นับจากเสาเกียด และ “ฝ่ายวัวนอก” คือตัวที่ 19 หรือตัวสุดท้าย หากฝ่ายใดล้มหรือถูกลาก ฝ่ายนั้นจะถูกจับแพ้ทันที ในบางคราววิ่งกันไม่กี่รอบก็ถูกจับแพ้ แต่บางคราวอาจวิ่งได้นับเป็นร้อยๆ รอบก็มี

องค์ประกอบของการแข่งขันวิ่งวัวลาน จำเป็นต้องมี “ราวผูกวัว” เป็นเรือนโรงขนาดใหญ่รอบๆ “ลานวัว” เป็นบริเวณพื้นที่ที่ผูกวัวสำหรับเตรียมตัวจะเข้าแข่งขันวัวลาน เมื่อเจ้าของวัวนำวัวขึ้นรถไปถึงลานวัวเป็นเวลาที่พลบค่ำ เจ้าของวัวจะนำวัวลงจากรถบรรทุก นำไปผูกไว้ยัง “ราวผูกวัว” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้จัดให้มีการเล่นวัวลานเป็นผู้จัดเตรียมไว้ ซึ่งก็จะอยู่ติดกับ “ลานวัว” นั่นเอง

ในวงการนักเลงวัวเมืองเพชร มีวงศัพท์ในการพูดถึงวัวแต่ละประเภท ดังนี้ “วัวผูก” หรือ “วัวพวง” ต้องมี 19 ตัว จึงจะครบชุดของการละเล่นในแต่ละครั้ง

ภายในกลุ่มวัวพวง จะมี “วัวสาม” เป็นวัวตัวที่ 17 คือ “วัวยืน” ตัวที่ 18 “วัวติด” ตัวที่ 19 อยู่นอกสุด วัวทั้ง 3 ตัว นี้ถือเป็นวัวแข่งขัน จำเป็นต้องเลือกวัวที่มีฝีเท้าและพละกำลังพอๆ กัน

วัวใครจะชนะหรือแพ้นั้น ต้องดูที่พฤติกรรมการวิ่งของวัวรอง หรือวัวคาน ซึ่งนับตั้งแต่ ตัวที่ 18 มาหาตัวที่ 1 ซึ่งอยู่ใกล้เสาเกียด มักเน้นเฉพาะ ตัวที่ 17 (วัวสาม) ตัวที่ 18 (วัวยืน) เพื่อแข่งขันกับวัวนอก (วัวติด) ตัวที่ 19 ถ้าวัวนอกวิ่งแซงวัวรองโดยสามารถลากวัวรองไปได้อย่างไม่เป็นขบวน ทำให้วัวรองดิ้นหลุดจากระดับแถว หรือตัวใดตัวหนึ่งล้มลง แสดงว่าวัวนอกชนะ แต่ถ้าวัวรองสามารถวิ่งแซงหรือลากวัวติดไปสุดช่วงตัว วัวติดล้ม หรือวิ่งไม่ทัน ถือว่าฝ่ายวัวรองชนะ

การแข่งขันวัวลานแต่ละครั้ง (คืน) มักมีวัวหลายร้อยตัวจากผู้เข้าร่วมหลายหมู่บ้าน ตำบล และจังหวัด ซึ่งแต่เดิมเล่นกันอยู่ในวงจำกัด เฉพาะในเขตอำเภอบ้านลาด อำเภอท่ายาง และอำเภอเมือง เท่านั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันมักมีการเล่นพนันแอบแฝงอยู่ด้วย แต่ละคราวมีวงเงินหมุนเวียนนับล้านบาททีเดียว ขณะวัวที่เข้าแข่งขันก็มักถูกปฏักทิ่มแทงอย่างไม่ยั้งมือ บาดเจ็บเลือดโทรมร่าง แต่ละฝ่ายน่าจะต้องหันมาทบทวนในเรื่องนี้บ้างก็จะเป็นการดีที่ยังสามารถสืบทอดการละเล่นไว้ได้โดยไม่ผิดเพี้ยนเจตนารมณ์ของบรรพชน

ปลูกเองกินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ปลูกเองกินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง

การลอบวางระเบิดบริเวณศาลพระพรหม หน้าโรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ถือเป็นการกระทำของผู้ที่ไม่น่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์

เพราะมนุษย์ นั้นหมายถึง สัตว์ที่มีจิตใจสูง

แต่พฤติกรรมการกระทำครั้งนี้ นับว่าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรกระทำ

การขาดความรัก ความเมตตาต่อกัน สังคมนั้นนั้นก็จะวุ่นวาย และอยู่กันยาก

ความเชื่อและความเห็นต่าง เป็นความคิดของแต่ละคนที่จะเชื่อ และมองเห็นต่าง ซึ่งเป็นสิทธิของผู้นั้น

การทำร้ายคนที่เชื่อ และเห็นต่าง ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ถ้าหากมองในด้านกลับว่า ถ้าเราเป็นเขา เราจะเชื่อ จะมองเห็นต่างแบบนั้นหรือไม่

การสร้างความเข้าใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เข้าใจยอมรับในความเป็นเขา เป็นเรา

จะให้คนอื่นคิดอย่างเรา มันมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องรู้จักรอ

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ จะชวนอ่าน และให้ลองทำดู จาก “ปลูกเองกินเอง เมนูอร่อยจากสวนครัวคนเมือง”

เขียนเล่าจากการลงมือทำจริง โดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

เธอทำงานส่วนตัว แต่ก็เพื่อส่วนรวม ด้วยการชักชวนให้ผู้ที่ใจพร้อมจะทำ

การปลูกผักสวนครัวไว้กินเองนั้น แน่นอนที่สุดว่าปลอดสารพิษ

ทุกวันนี้ ผู้คนพยายามที่จะหาพืชผักไว้กินเพื่อสุขภาพ ห่างไกลจากโรคภัย

จากงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า ปีหนึ่งหนึ่งค่ารักษาพยาบาลโดยรวม นับหมื่นล้านบาท

การทำการเกษตรด้วยการใช้สารเคมีนั้น นอกจากจะทำร้ายผู้อื่นแล้ว ยังทำร้ายตัวผู้ปลูกเองด้วย

อยากรวยจึงต้องรู้จักทำ รู้จักอดทน และรู้จักรอ

มีที่ดิน ถ้ารู้จักเรียนรู้ที่จะทำการเกษตรที่เหมาะสม วันหนึ่งรายได้ก็จะตามมา

แต่หากทำการเกษตรตามกระแส เห็นคนอื่นปลูกแล้วได้ผลดีก็ปลูกตามนั้น มักมีผลเสีย เพราะดินแต่ละท้องที่อุดมสมบูรณ์ไม่เหมือนกัน

ลองปลูกเองกินเอง ตามที่คุณนันทนา เขียนให้ความรู้ เป็นทางหนึ่งห่างไกลจากโรค แถมเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ ปลูกความรักให้เกิดจากใจให้ได้เสียก่อน เชื่อว่าทุกคนปลูกผักได้ และเป็น

ความรู้เรื่อง ปลูกเองกินเอง นี้ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคา เล่มละ 290 บาท พิมพ์ 4 สี ทั้งเล่ม

ช่วงนี้ ข้าราชการก็จะมีงานเลี้ยงลากันแล้ว ก็ขอให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

ประการหนึ่ง พึ่งตัวเองให้มากที่สุด อย่าเป็นภาระคนอื่น

ขอให้เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม อย่าให้เป็นอย่างที่คนโบราณท่านว่า

แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน

เรื่อง – หอข่าวของชาวบ้าน

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – อนุวัฒน์ แก้วลอย

แว่วเสียงคลอหอข่าวของชาวบ้าน

เป็นเพลงหวานขานรับกับวันใหม่

เช้าวันนี้คงมีเรื่องเปิดเครื่องไฟ

โฆษกมาปราศรัยให้รอฟัง

คำทักทายสายสัมพันธ์ไม่ผันเปลี่ยน

บ้านวัดและโรงเรียนเพียรเติมหวัง

ออ บอ ตอ. ขอร่วมรวมพลัง

เป็นอีกครั้งตั้งผ้าป่าสามัคคี

ถัดมาเป็นเสียงขอพ่อผู้ใหญ่

ถึงข่าวใหม่จากในเมืองเรื่องภาษี

งบฯ ภัยแล้งแจ้งเจ้านาอย่าช้าที

ผ่อนผันมีเวลาอายุความ

นโยบายหลายหลากมากความรู้

ให้ช่วยดูช่วยแก้ไขช่วยไถ่ถาม

ผู้นำดี บ้านมีสุขในทุกยาม

คงวิถีดีงามตามครรลอง

เอนตัวนอนถอนหายใจบ้านไม่เปลี่ยน

ไร้อำนาจวนเวียนให้มัวหมอง

มีแต่ข่าวชาวบ้านสานปรองดอง

เชื่อมพี่น้องท้องถิ่นรินน้ำใจ

จบเสียงแจ้งแถลงข่าวของชาวบ้าน

ยิ่งประสานเชื่อมโยงความโปร่งใส

มิต้องแข่งแย่งชิงเพื่อสิ่งใด

เมื่อเมืองใหม่ยังไม่โหมโถมบ้านเรา

อารักขกัมมัฏฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

อารักขกัมมัฏฐาน

พระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทย เจริญสมาธิภาวนามานาน แม้วิธีการเจริญสมาธิภาวนาหลักๆ ที่ใช้กันอยู่คือ สติปัฏฐาน และอานาปานสติก็ตาม แต่ด้วยความที่พระภิกษุสงฆ์แต่โบราณกาลมีความเชี่ยวชาญด้านการเจริญสมาธิภาวนา ท่านโบราณจารย์เหล่านั้นจึงได้รวบรวมวิธีการพิเศษที่จะเข้าถึงอานาปานสติและสติปัฏฐาน จากคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือท่านจะคิดวิธีการลัดของท่านให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงความสะอาด สว่าง และสงบ โดยง่ายขึ้น

อารักขกัมมัฏฐาน แปลตรงตัวว่า กัมมัฏฐานที่ควรรักษา ท่านใช้ คำว่า อารักขา แปลว่า ต้องดูแลอย่างดี มีอยู่ 4 ประการ คือ

1. พุทธานุสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า เวลาจิตว่างจากความคิดการงานเรื่องอื่นถ้าได้คิดเรื่องพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพศรัทธา จิตใจจะมีความอบอุ่นมั่นคง เพราะนำใจไปวางไว้กับสิ่งบริสุทธิ์คือ ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน หรือมีชาวพุทธอีกจำนวนมากทั้งสายเถรวาท มหายาน วัชรยาน ล้วนนิยมนับลูกประคำโดยการนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นก่อนเข้านอน หรือยามว่างจากคิดการงานอื่นๆ เช่น ชาวพุทธสายเถรวาทจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า พุทโธ มาท่องบ่นและนับลูกประคำไปด้วย หรือชาวพุทธจำนวนมาก นิยมนำ คำว่า พุทโธ มาใช้เป็นที่พักใจ ทุกขณะที่หายใจ ในวิธีว่า พุทธ หายใจเข้า โธ หายใจออก หรือสอนกันง่ายๆ ว่า พุท เข้า โธ ออก

พุทธ เข้า โธ ออก

สติคอยบอกว่า รู้ ตื่น เบิก บาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ ตื่น เบิกบาน ทุกลมหายใจ

หรือ เมื่อถึงเวลาขึ้นปีใหม่ชาวพุทธไทยจะพากันรวมตัวที่วัดใกล้บ้าน หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่รวมคนได้ง่ายและสะดวก เช่น ท้องสนามหลวง เพื่อสวดอิติปิโสข้ามวัน ข้ามเดือน และข้ามปี แม้อย่างนี้ก็จัดว่าเป็นการเจริญพุทธานุสติ คือรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ชาวพุทธมหายาน นำเอาพระนามของพระพุทธเจ้าที่ว่า อมิตาภพุทธะ ซึ่งแปลว่า พระองค์ผู้ทรงอมตะรุ่งเรืองสว่างไสวยิ่งนัก มาท่องบ่นบริกรรมเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง เพื่อเป็นที่พักพิงใจที่อบอุ่นและมั่นคง ส่วนชาวพุทธฝ่ายวัชรยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวทิเบต มักจะนำเอาพระนามของพระพุทธเจ้ามาท่องบ่นบริกรรมว่า โอม ปัทเมหุม ซึ่งแปลว่า พระผู้เบิกบาน คือดอกบัว ชาวทิเบตจะท่องพระนามนี้จนขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาว่างจากงานหรือเวลาทำงานก็จะบริกรรมพระนามนี้ไปด้วย เป็นการทำงานพร้อมกันไปทั้งงานกายและจิตใจ จึงเห็นได้ว่าแม้ชาวทิเบตจะบ้านแตกสาแหรกขาด แต่จิตใจเข้มแข็ง อดทน ต่อสู้ พลัดบ้านพลัดเมืองไปอยู่ที่ใด ไม่ช้าไม่นานสามารถสร้างชุมชนและสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้เขาจะสูญเสียทุกอย่างแม้แต่แผ่นดิน แต่พวกเขาไม่เคยสูญเสียพลังใจที่เติมเต็มด้วยพุทธะที่เบ่งบานคือ ดอกบัว อย่างสม่ำเสมอ

2. เมตตาพรหมวิหาร คือความเมตตาที่แผ่ไปสู่เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเงื่อนไข แผ่ความรักให้เพราะรักไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ประดุจบิดามารดาที่มอบความรักและทุกสิ่งแม้แต่ชีวิตแก่ลูกได้ ความรักของคนทั่วไปที่มีต่อกันย่อมมีวันหมดรัก ถ้าเงื่อนไขใดๆ เข้ามาทำให้ความรักหมดอายุสะดุดหยุดลง แต่ความรักของบิดา มารดา ไม่มีวันหมดอายุ แม้อายุขัยสิ้นแล้ว แต่ยังรักกันได้ข้ามภพข้ามชาติต่อไป

3. อสุภกัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานสำคัญ ที่เป็นเครื่องมือถอดถอนราคะ คือความรักปักใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส การถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์ อันได้แก่ การนำรูป เสียง กลิ่น รส และการถูกต้องสัมผัส มาน้อมนึก จนหลงรักปักใจอย่างลึกล้ำยากแก่การถอดถอน พระโบราณจารย์มองเห็นโทษแห่งราคะที่กลัดกลุ้มรุมเร้าใจอันเป็นเหตุให้ ลุ่มหลง ห่วง หวง และหึง ถึงกับฆ่าทำลายล้าง คนที่มาชิงของหรือคนรักของตน หรือหากไม่สมปรารถนาในรักก็มักเจ็บปวดถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมีให้เห็นตามข่าวจากสื่อต่างๆ บ่อยๆ

จึงได้แนะนำให้เจริญอสุภกัมมัฏฐานเพื่อเห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่มองอย่างผิวเผินว่างดงาม น่าใคร่ น่าพอใจ น่าจับต้องสัมผัส แต่เมื่อมองลึกเข้าไปถึงที่ตั้ง สีสัณฐาน แต่ละอย่างล้วนเปลี่ยนเป็นของปฏิกูลได้ในเวลาไม่นาน ผมที่ขึ้นตามศีรษะดูสลวยสวยงาม เพราะอยู่ถูกสถานที่ แต่ถ้าเปลี่ยนมาอยู่ในถ้วยหรือชามแกงจืด หรือโรยบนข้าวสวย แกงจืด หรือข้าวสวยจานนั้น จะดูเป็นปฏิกูลทันที จมูกที่โด่งโดยธรรมชาติหรือผ่าตัดตกแต่งเสริมดูดี แต่ถ้ามีน้ำมูกเขียวๆ ออกมาเกาะอยู่เป็นประจำ ความงามของจมูกจะหายไปทันที ผมและขนถ้าอยู่ถูกที่ถูกทางจะดูดี แต่ถ้าอยู่ผิดที่จะปฏิกูลทันที เล็บที่ตกแต่งทาสีอย่างงาม แต่ถ้านำมาประดับประดาในจานข้าวมันไก่หรือข้าวหมูแดงจะรู้สึกปฏิกูลทันที ฟันที่งามวาวแววเหมือนไข่มุก แต่เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วมีเศษเนื้อเศษผักติดตามซอกฟันจะนำออกมาใส่จานรับประทานใหม่ก็จะรู้สึกได้ถึงความปฏิกูล ผิวหนังที่มีสีขาวหรือเหลืองตามชาติพันธุ์น่ารัก น่าลูบไล้ น่าใคร่ น่าดู ถ้าไม่อาบน้ำหรือขัดสีเพียงวันหรือสองวันจะกลายเป็นของปฏิกูลไปทันที การพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยสภาวะปฏิกูลเช่นนี้จะบรรเทาความเร่าร้อนรุนแรงแห่งราคะและตัณหาลงไปได้บ้าง ช่วยให้ใจได้ดำรงอยู่อย่างปกติ ไม่ฟู เพราะได้สิ่งที่น่ายินดี น่ารัก น่าใคร่ ไม่แฟบ เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่น่ายินดี น่าใคร่ น่าพอใจ

4. มรณสติ ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำ การระลึกถึงความตาย เป็นกัมมัฏฐานประเภทหนึ่ง การระลึกถึงความตายจะช่วยให้ผู้ระลึกเกิดความไม่ประมาทในชีวิต ในวัย ในความไม่มีโรคไม่มีภัย เพราะความตายติดตามมนุษย์ทุกคนอยู่ทุกย่างก้าว ความตายไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะมาถึงตอนไหน แต่ความตายติดตามมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดมา ว่าโดยภาษาธรรม เมื่อมีความเกิดก็ต้องมีความแก่ เมื่อมีความแก่ก็ต้องมีความตาย ติดตามมาอย่างใกล้ชิด ชีวิตพร้อมจะยุติลงได้ทุกเมื่อไม่กำหนดตายตัว เพราะชีวิตเป็นอนัตตา ขอร้องไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ จัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นไปตามวิถีที่ควรจะเป็น พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ผู้ไม่ประมาทจะคิดถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในการดำเนินชีวิตประจำวันหากไม่สามารถระลึกถึงความตายได้อยู่ทุกเมื่อ ก็ควรได้พิจารณาไว้บ่อยๆ ไม่ใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนลืมตาย จะได้ไม่ลืมตัวและลืมตาย จะได้เร่งรีบทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า คุ้มเวลา ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

เข้าพรรษาผ่านไปได้ 1 เดือนแล้ว คิดว่าท่านสาธุชนผู้อ่านทั้งหลายคงขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ ให้ทาน สมาทานศีล และเจริญภาวนา อาตมาเลยนำเรื่องภาวนาวิธีแบบนี้มาฝาก หากอ่านแล้วเข้าใจถูกจริตทดลองทำแล้วเจริญก้าวหน้าดีขอมอบเป็นของขวัญในวาระเข้าพรรษาก็แล้วกัน แต่หากอ่านแล้วไม่ถูกจริต ทดลองทำดูแล้วไม่ช่วยให้ภาวนาก้าวหน้าก็เพียงอ่านผ่านๆ ไป อาตมาก็ปลื้มใจยิ่งนักแล้ว สุขสันต์ฤดูกาลเข้าพรรษาทั่วหน้าทุกท่านเทอญ

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) และโครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัย (แปลงใหญ่) เป็นหนึ่งกิจกรรมที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหารความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยมุ่งบูรณาการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้บริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ปี 2558-2559 นี้ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแผนเร่งบูรณาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เน้นกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม และใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา (Area-Based) โดยผนึกพื้นที่-คน-สินค้า เข้าด้วยกัน มีเป้าหมาย จำนวน 219 จุด 13 ชนิดพืช รวมพื้นที่ 366,463 ไร่ เกษตรกร 26,265 ราย ประกอบด้วย ข้าว 139 จุด พื้นที่ 264,736 ไร่ มันสำปะหลัง 21 จุด พื้นที่ 41,616 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 จุด พื้นที่ 8,150 ไร่ ทุเรียน 10 จุด พื้นที่ 8,743 ไร่ ลำไย 10 จุด พื้นที่ 18,832 ไร่ เงาะ 1 จุด พื้นที่ 1,000 ไร่ นอกจากนั้น ยังมีมะม่วง 4 จุด พื้นที่ 4,985 ไร่ มังคุด 12 จุด พื้นที่ 7,238 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5 จุด พื้นที่ 3,063 ไร่ สับปะรด 3 จุด พื้นที่ 3,300 ไร่ ส้มโอ 1 จุด พื้นที่ 300 ไร่ มะพร้าวน้ำหอม 1 จุด พื้นที่ 500 ไร่ และ ผัก 4 จุด พื้นที่ 4,000 ไร่

เบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงาน ได้นำร่องส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยแปลงใหญ่ ในแหล่งผลิตผักสำคัญของประเทศ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ เกษตรกร ประมาณ 1,000 ราย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตผักแปลงใหญ่ พร้อมจัดหาจัดซื้อและใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรร่วมกัน เน้นให้ใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืชเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี และลดปริมาณการใช้สารเคมีลง ทั้งยังใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันยังมุ่งผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอพี (GAP) ด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชผักที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เกษตรอำเภอในพื้นที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการแปลง โดยมีการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรพร้อมเชื่อมโยงการตลาด ซึ่งจากความร่วมมือระหว่างวิชาการเกษตรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดและมีเป้าหมายในการผลิตผักปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน นอกจากช่วยเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้สามารถผลิตผักปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยสร้างอำนาจต่อรองราคาและช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยด้วย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) ว่าในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารวิชาการ รวมถึงผลงานวิจัยด้านพืชที่ประสบผลสำเร็จแล้ว ทั้งพันธุ์พืชใหม่ ด้านเขตกรรม การจัดการแปลง โรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวและการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว และแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ส่งมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในแปลงใหญ่ ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรยังจะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชไปสู่เกษตรกร ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ลำไย ทุเรียน มังคุด มะม่วง สับปะรด เงาะ ปาล์มน้ำมัน ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และพืชผัก เป็นต้น ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการผลิตพืชแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรด้วย

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังสนับสนุนการวิเคราะห์ตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิต เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมจำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ผิดกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตาม มาตรฐาน GAP โดย ปี 2559 ตั้งเป้าส่งเสริม GAP ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ 80 จุด (ไม่รวมข้าว) 12 ชนิดพืช เกษตรกรไม่น้อยกว่า 9,121 ราย เน้นการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP แบบกลุ่ม (Group Certification) และมุ่งให้เกษตรกรสามารถเชื่อมโยงการผลิตกับตลาดได้

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นอกจากค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีการเกษตร รวมถึงค่าแรงงาน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรคือ ต้องรวมกลุ่มกันผลิตในรูปแบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแผนร่วมขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่กับกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดขยายผลไปสู่เกษตรกรเครือข่ายในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และต้องมีการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดด้วย

ทีมเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร จะลงพื้นที่แปลงใหญ่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่รับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และการผลักดันแปลงใหญ่เข้าสู่มาตรฐาน ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดล่วงหน้าได้

เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรรายย่อย สามารถแข่งขันได้เมื่อเปิดตลาด เออีซี (AEC)?

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)

“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง โดยหน่อไม้ฝรั่งเกรดดี หรือเกรดเอ คนในประเทศมักจะไม่ค่อยได้รับประทาน เพราะส่วนใหญ่จะถูกส่งออกขายไปยังต่างประเทศทั้งหมด ประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยนั้นได้เปรียบ ซึ่งสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี เราจึงควรใช้ความได้เปรียบนี้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออกในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ อันเนื่องมาจากฤดูกาลไม่เหมาะสม

เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม แต่วิธีการปลูก พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาวหรือเขียวนี้ เรียกว่า “สเปียร์” ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นหน่อไม้ฝรั่ง

เกษตรกรส่วนใหญ่ในบ้านเราจะอยู่ในระบบการรับประกันราคาจากบริษัทผู้ส่งออกที่ราคามักจะคงที่ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงต่อราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในการรับซื้อเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ แต่มีเงื่อนไขสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี ดังนั้น การปลูก และการดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่งของเกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นการใช้สารชีวภัณฑ์ หรือสารอินทรีย์ต่างๆ มากำจัดหรือป้องกันโรคและแมลงศัตรูของหน่อไม้ฝรั่ง

ซึ่งปัจจุบัน ทางกรมวิชาการเกษตรมีความก้าวหน้าทางด้านสารชีวภัณฑ์มากขึ้นเป็นลำดับ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวจากความคุ้นเคยที่เคยปลูกพืชชนิดอื่นที่เคยใช้สารเคมีมา เช่น นาข้าว ยาสูบ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ แต่พอนานวันเกษตรกรที่หันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบปลอดสารพิษ ก็พบว่าไม่ต้องเสียสุขภาพในการที่จะต้องใช้สารเคมีเลย เพราะต้องปลอดสารพิษเท่านั้นจึงจะขายได้ เพราะบริษัทมีการตรวจสอบสารพิษตกค้าง หากตรวจสอบพบสารพิษ ทางบริษัทรับซื้อจะเลิกซื้อเกษตรกรรายนั้นโดยเด็ดขาด ซึ่งเคยมีกรณีแบบนี้มาแล้ว โดยกรณีแบบนี้ส่งผลกระทบทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่ตัวเกษตรกรเองที่จะไม่สามารถนำผลผลิตมาขายให้ยังกลุ่มอีกได้ต่อไป สอง ผู้ส่งออกก็ต้องเสียหาย หากสินค้าเล็ดลอดผ่านการสุ่มตรวจไปได้ เมื่อปลายทางตรวจพบ สินค้าจะถูกตีกลับเลยทีเดียว และส่งผลถึงชื่อเสียงของบริษัทผู้ส่งออกอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของหน่อไม้ฝรั่งนั้น เป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากจากเกษตรกร ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เป็นพืชที่มีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ดังนั้น เกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้นๆ หน่อไม้ฝรั่งที่พบเห็นอยู่ทั่วๆ ไป มีทั้งชนิด “หน่อสีขาว” ซึ่งใช้สำหรับแปรรูป มีปลูกกันมากที่แถวๆ จังหวัดสุพรรณบุรี และชนิด “หน่อสีเขียว” ซึ่งใช้รับประทานสด มีปลูกกันมากที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา

ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกจะมาจากหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์เดียวกัน หรืออาจจะปลูกจากต่างพันธุ์กันก็ได้ แต่เป็นการใช้เทคนิคจะทำให้ผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งเป็นสีขาว หรือสีเขียว ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติเท่านั้นเอง หรือกล่าวได้ว่า หน่อไม้ฝรั่งที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย มี 2 ลักษณะ คือ ปลูกแบบหน่อเขียว และปลูกแบบหน่อขาว

1. หน่อเขียว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการปล่อยให้หน่ออ่อนงอกพ้นเหนือดิน และได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ จึงทำให้ได้หน่อที่มีสีเขียว ปกติจะใช้บริโภคสดหรือแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบหน่อเขียวนี้ จะยุ่งยากกว่าหน่อขาว เนื่องจากผู้ปลูกต้องควบคุมคุณภาพของหน่อให้ได้มาตรฐาน คือต้องให้หน่อมีความยาว ประมาณ 25-30 เซนติเมตร และให้มีความเขียวของหน่อไม่ต่ำกว่าปลายยอดลงมา 18 เซนติเมตร นอกจากนี้ ปลายของหน่อซึ่งมีก้านใบเล็กๆ จะต้องไม่บาน หน่อไม่โค้ง หรือคดงอ และมีขนาดเล็กผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร จึงจะขายได้ราคาดี

2. หน่อขาว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการใช้ดินหรืออินทรียวัตถุกลบ หรือคลุมโคนต้น เพื่อไม่ให้หน่ออ่อนถูกแสงแดด จึงทำให้หน่อที่ได้เมื่อถอนออกมามีสีขาว หน่อขาวไม่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพในเรื่องรูปร่างและขนาดมากเหมือนกับหน่อเขียว เนื่องจากหน่อขาวจะต้องนำมาลอกเปลือก หรือตัดส่วนที่มีตำหนิออกก่อนที่จะนำไปบรรจุลงในกระป๋อง ดังนั้น หน่อขาวจึงจะขายได้ราคาถูกกว่าหน่อเขียว

คุณประจัก มีลาบ เลขที่ 120/1 หมู่ที่ 8 บ้านทางข้าม ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (080) 030-1904 อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่เปลี่ยนพื้นนามาเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าว่า ตนเองเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง วันที่ 18 สิงหาคม 2556 หรือประมาณ 2 ปี ได้เกิดจากความสนใจ ได้ไปดูงานที่บ้านญาติ ที่อำเภอหล่มสัก คือที่นั่นถือเป็นแหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งแหล่งใหญ่ เห็นว่าปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 7-10 ปี ก็เริ่มจากซื้อเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจาก อำเภอหล่มสัก ซึ่งเขาเรียกว่า พันธุ์จัมโบ้ แล้วก็เข้าไปสมัครเป็นลูกกลุ่ม ที่บ้านเขาเครือ อำเภอวังโป่ง ซึ่งที่กลุ่มก็จะให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท คือ บริษัท สวิฟท์ จำกัด เข้ามาตรวจแปลง สอนวิธีการปลูกให้ เราก็เริ่มปรับพื้นที่ขึ้นแปลงตามคำแนะนำ โดยเริ่มต้นในพื้นที่ 2 ไร่ โดยขึ้นแปลงสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร ปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้ต้นห่างกัน 50 เซนติเมตร

ซึ่งระยะปลูกนี้ คุณประจัก แนะนำว่า ปลูกห่างไป ได้จำนวนต้นน้อย ซึ่งแปลงที่ปลูกใหม่อีก 2 ไร่ ได้เปลี่ยนเป็นปลูกแบบแถวคู่ ซึ่งได้จำนวนต้นมากกว่าเดิมเท่าตัว โดยในครั้งแรกที่ปลูก ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก จำนวน 300 กรัม ตอนแรกที่เอาเมล็ดมาเพาะ โดยนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน แล้วนำเมล็ดขึ้นมาผึ่งไว้ให้แห้ง เพื่อจะให้เมล็ดหว่านได้ง่ายไม่ติดมือ จากนั้นเอาไปหว่านในแปลงเพาะกล้าที่เตรียมไว้

การเตรียมแปลงเพาะกล้า ควรเป็นที่โล่งแจ้ง เป็นที่ที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือปรับปรุงให้ร่วนซุย โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่า (เมื่อเอามือซุกเข้าไปในกองปุ๋ยจะไม่รู้สึกร้อน) เมื่อเลือกที่ได้แล้ว ขุดหรือไถดินให้ลึก เก็บวัชพืชออกให้หมด และตากดินไว้ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึงย่อยดินให้ละเอียดและใส่วัสดุปรับปรุงดิน

วัสดุปรับปรุงดิน ใช้ต่อพื้นที่เพาะกล้า 1 ตารางเมตร ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 ประมาณ 30 กรัม (10 ช้อนแกง) ปูนขาว 10 กรัม (3-4 ช้อนชา) คลุกเคล้าวัสดุปรับปรุงดิน ยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 1.5 เมตร เกลี่ยดินบนแปลงให้เรียบ ใช้ไม้ไผ่หรือไม้ระแนงทำร่องในแนวขวางแปลง โดยใช้ไม้ชักร่อง กดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ให้แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร นำเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาหยอดลงในร่องที่เตรียมไว้ หยอดเมล็ดเป็นจุด จุดละ 1 เมล็ด ห่างกันจุดละ 10 เซนติเมตร (1 คืบมือ)

จากนั้นกลบเมล็ดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เขี่ยดินรอบร่องลงกลบในร่องบางๆ แล้วใช้ฟางคลุมทับบนแปลงหนาพอประมาณ ละลายยาป้องกันเชื้อรา เช่น เมอร์แพน อัตรา 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วแปลง รดน้ำตามให้ชุ่ม ระยะแรกๆ จะต้องรดน้ำให้บ่อยครั้ง อย่าให้แปลงแห้ง หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก เปิดฟางออกบ้าง ให้เหลือฟางเพียงบางๆ เพื่อให้ต้นกล้างอกได้สะดวก

หน่อไม้ฝรั่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่แฉะหรือแห้งจนเกินไป และอย่าให้น้ำฉีดโดนต้นอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย เลี้ยงกล้านาน 6-8 เดือน ให้กล้ามีความแข็งแรง ก็จะเหมาะต่อการย้ายกล้าไปปลูก

การเตรียมกล้าก่อนการย้ายปลูก จะต้องงดให้น้ำในแปลงกล้า ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะทำให้รากมีความเหนียว ไม่เปราะ หรือขาดง่าย ก่อนถึงวันกำหนดย้ายกล้า 2-3 วัน ควรให้น้ำเพื่อให้ดินอ่อนตัว จะได้ขุดต้นได้ง่าย และควรตัดลำต้นเหนือดินออกให้หมด โดยตัดให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดิน ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ควรตัดด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นใต้ดิน การใช้กรรไกรตัดหญ้าที่คมๆ จะทำให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นที่อยู่ใต้ดินน้อยกว่าการตัดด้วยมีดหรือวิธีอื่นๆ

การขุดต้นกล้า ควรใช้จอบขุดดินให้ห่างจากบริเวณรากให้มากที่สุด แล้วแยกเอาดินที่ติดรากออกด้วยความนุ่มนวล หากมีการเตรียมดินในแปลงเพาะกล้าเป็นอย่างดี คือมีความร่วนซุยดี ดินที่เกาะติดรากอยู่จะหลุดร่วงโดยง่าย หรืออาจจะทำความสะอาดรากโดยการนำไปล้างน้ำก็ได้ เมื่อรากสะอาดดีแล้วนำต้นกล้าไปแช่ไว้ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท หรือ แคปแทน ฯลฯ อย่างน้อย 10 นาที จากนั้นจึงนำมาผึ่งให้แห้งก่อนที่จะนำมาปลูกในแปลงได้

คุณประจัก แนะนำว่า ควรย้ายกล้าในช่วงเย็นจะดี เพราะแดดไม่ร้อนมากนัก แต่ก่อนจะปลูก แปลงปลูกจะต้องพร้อม ระบบน้ำจะต้องสมบูรณ์ อย่างระบบน้ำจะเดินเป็นสายน้ำหยด โดยติดตั้งหัวน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ที่จะให้น้ำแบบรูปพัดหรือรูปตัววี (V) ขนานไปกับแนวปลูกของต้นโดยไม่ให้น้ำกระจายทั้งแปลง เพื่อลดปริมาณของหญ้าวัชพืชที่จะขึ้นบนแปลงปลูก การวางสายน้ำจะยกลอยให้สูงขึ้นจากพื้น ราว 50 เซนติเมตร ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ สายน้ำหยดที่จะใช้สำหรับให้ปุ๋ยโดยเฉพาะ จะแยกเส้นออกจากระบบน้ำเพื่อลดปัญหาการอุดตันของท่อน้ำหยด โดยการให้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักผ่านท่อน้ำหยด อาจจะมีตะกอนที่ทำให้สายยางอุดตันได้ โดยจะวางสายยกลอยจากพื้นแปลงขึ้นมา ราว 15 เซนติเมตร

สรุปว่า แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะใช้วิธีการเดินสายให้น้ำและให้ปุ๋ยแยกเส้นกัน เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการจัดการ เพราะต้องทำกันสองคนกับภรรยา โดยไม่ได้จ้างแรงงานเข้ามาช่วย

การเตรียมดินปลูก จะใช้รถแทรกเตอร์ผ่าน 3 ไถดะ ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 15-30 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและโรคแมลงในดิน ใส่วัตถุปรับโครงสร้างดิน เช่น เปลือกถั่วต่างๆ ซังข้าวโพด แกลบ อัตรา 3-4 ตัน/ไร่ หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในดินร่วนและดินทราย อัตรา 3 ตัน/ไร่ ไถพรวนหว่านพืชตระกูลถั่ว กรณีใช้แกลบดิน ควรหมักในดินไม่ต่ำกว่า 4 เดือน เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ระบายน้ำดี แล้วจึงไถยกร่องแปลงปลูก ขนาดกว้าง 1.20 เมตร ตามแนวพื้นที่ แต่ไม่ควรยาวเกิน 50 เมตร เพราะจัดการแปลงได้ยาก

การทำราวเชือก ถือเป็นสิ่งจำเป็นหลังจากปลูกได้ 3-4 เดือน ควรทำราวเชือกเพื่อค้ำทรงต้น โดยปักเสาตำแหน่งหัวท้ายแปลงตรงกับแถวที่ปลูก ขึงเชือกไนล่อนเป็นระยะ ยาว 2-3 แถว เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้ม หรือส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจัก มีลาบ จะใช้การคุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

จากแดนไกลในหล้ามาต่างถิ่น

ได้ยลยินทั่วไปในไพรสณฑ์

กระจายพันธุ์ทั่วป่ากล้าผจญ

แล้วผู้คนก็ขยายเป็นไม้งาม

เธอคือผู้มาเยือนเป็นเพื่อนพ้อง

กลายเป็นน้อง เป็นพี่ แม้มีหนาม

ทั้งมีดอก ออกใบ เรียกชื่อนาม

มีคำถาม พืชพรรณนี้ ดีหรือเลว

บ้างรุกรานบ้านเรือนเหมือนเจ้าของ

เข้าครอบครองหนองบึงถึงก้นเหว

คลุมเนินเขาเนืองนองเหมือนทองเปลว

เติบโตเร็ว เต็มลำน้ำ ยามขึ้นลง

มีหลากสีหลายพันธุ์นั้นนำเข้า

ด้วยคนเราเห็นงามตามประสงค์

ครั้นแพร่พันธุ์มากไปไม่ตกลง

เกินจำนงหรือควรกำจัดไป

เป็นข้อคิดอิสระน่าวิเคราะห์

ปลูกพอเหมาะหรือขยายได้แค่ไหน

เป็นผู้เยือนเหมือนแขกแตกดอกใบ

แต่ทำไม รุกรานหว่านเหล่ากอ

หากเปรียบเทียบเป็นเหมือนเพื่อนใกล้ชิด

ให้ชวนคิดมุมมองใหม่ดีไหมหนอ

หรือจะเรียก ผู้บุกรุก ขอหยุดพอ

แล้วสานต่อ ก่อประโยชน์ ไม่โทษใคร

ได้เกิดแรงบันดาลใจจากการได้อ่านรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” จัดพิมพ์โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประชุมที่โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2549 แม้ว่าเวลาของสถานการณ์ระดมสมองร่วมกันวิเคราะห์ จะล่วงเลยมาจนเกือบ 10 ปี แต่สถานการณ์จริงของแขกผู้มาเยือนต่างชนิดพันธุ์นั้น แพร่หลายมานานมากแล้ว เพราะมีพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ที่เป็นหน่วยงานในกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จึงอนุมานได้ว่า “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” น่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการเขียนบทกลอนสะท้อนความรู้สึกกับรายงานการประชุมในครั้งนั้น

ในรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ฉบับนี้ มีเรื่องราวทั้งชนิดพันธุ์ของพืชต่างถิ่น สัตว์น้ำต่างถิ่น ทั้งพืช สัตว์ ต่างถิ่นนี้ มีทั้งสัตว์ต่างถิ่นที่นำเข้ามาเพื่อการค้า และวัชพืชต่างถิ่นที่รุกรานเข้ามา ทั้งให้ประโยชน์และโทษด้านต่างๆ ด้วย สำหรับในครั้งนี้ ขออนุญาตนำเสนอชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เฉพาะเกี่ยวกับพันธุ์พืชหลากหลาย ซึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เป็นสมาชิกในท้องถิ่น ในภูมิภาคต่างๆ จนคิดว่าเป็นพันธุ์พืชในบ้านเมืองเราไปแล้ว โดยขอนำข้อมูลจากการประชุมทางวิชาการดังกล่าวมาเสนอให้ได้ทราบถึงพืชพรรณชนิดต่างๆ ที่เราน่าจะคุ้นเคยได้ทราบที่มา

สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ ได้จัดพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลวิชาการผ่านสื่อออนไลน์ต่อเนื่อง ถ้าติดตามทางเว็บไซต์ปัจจุบัน จะได้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมากมาย และในปัจจุบัน มีหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านี้ คือผลงานจาก “กลุ่มงานความมั่นคงทางชีวภาพ” และ “ฝ่ายความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ไว้มากมาย หากติดตามก็จะได้รับทราบความเคลื่อนไหวถึงพัฒนาการ หรือวิวัฒนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งตัว รับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เพื่อจะได้สอดคล้องกับระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะได้เป็นช่องทางเพื่อนำความรู้ ความเข้าใจนั้นมาแปรเปลี่ยน เป็นประโยชน์ในพื้นฐานทางธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่เราน่าจะรู้จัก หรือรู้จักคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยคิดไม่ถึงว่า สายพันธุ์เดิมมาจากแห่งหนตำบลใด ประเทศใดนั้น ในรายงานการประชุมที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าว ได้กล่าวไว้โดยละเอียดน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาสรุปบอกกล่าว เพื่อเป็นกรอบพื้นฐานที่จะติดตามรายละเอียดในเรื่องราวแห่งความมั่นคง และความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ทั้งพืช และสัตว์ ซึ่งมีมาเป็นเวลานาน บางพื้นที่ภูมิภาค ปัจจุบันได้กลายเป็นปัญหาคุกคามต่อระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของโลกอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกษตร มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของผู้คนมากขึ้น เช่น อาจจะแพร่ระบาดเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้าง และองค์ประกอบชนิดต่างๆ ของระบบนิเวศหนึ่งๆ โดยการแข่งขัน และทำลายชนิดพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น แย่งแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่ หรือแปรเปลี่ยนวงจรสารอาหารในระบบนิเวศนั้น โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการค้า การเดินทางคมนาคมขนส่งสะดวก รวดเร็ว กลายเป็นปัจจัยเอื้อต่อการแพร่ระบาดได้ดี

การแพร่ระบาดของสายพันธุ์บางชนิด จะกลายพันธุ์เป็นชนิดพันธุ์ที่เด่นขึ้นมาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จนทำให้ระบบนิเวศเดิมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หรือมีชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น เปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะเหมือนกันหมดทุกภาคถิ่น ดังนั้น การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จึงเป็นปัญหาท้าทาย ซึ่งคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ธรรมชาติข้ามพรมแดน หรือกระจายทุกภูมิภาคทั่วโลก เพียงแต่ว่าเหตุผลในการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการค้าหลายกรณี พบว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ก็ได้สร้างรายได้มากมายให้แก่เกษตรกร หรือท้องถิ่นนั้นๆ ถ้าหากมีการบริหารจัดการดี ไม่ให้มีปัญหากับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม แต่บางครั้งหากนำเข้ามา หรือแพร่ระบาดมาโดยบังเอิญ หรือปล่อยปละละเลยชนิดพันธุ์ใด ให้ดำรงชีวิตและสร้างผลผลิตประชากรสายพันธุ์อยู่ในสิ่งแวดล้อมมากมาย จนส่งผลต่อชนิดพันธุ์ท้องถิ่น และระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์เหล่านั้นจะกลายเป็นแขกต่างถิ่นที่รุกรานให้เสียหาย

การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน เป็นประเด็นปัญหาการกำจัด หากเป็นวัชพืชในไร่นา ก็ต้องใช้เงินทุน แรงงานจำนวนมาก หากมีเชื้อโรคติดมาแพร่ระบาดด้วย ก็ยิ่งสร้างความเสียหายยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องลงทุนในระบบป้องกันอีก รัฐบาลบางประเทศต้องใช้หรือสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการป้องกัน และกำจัดสถานการณ์เลวร้ายเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ หรือสถานภาพของพืชพรรณแต่ละสายพันธุ์ หลายชนิดมิได้เป็นพืชรุกรานในประเทศไทยเสมอไป หลายชนิดเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ เป็นพืชสมุนไพร ไม้ผล ไม้ประดับ ไม้ดอก พืชผัก ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งด้านโภชนาการ และด้านอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น หัตถกรรมจักสาน หรือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งด้านการเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้อง

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โดย ดร. ศิริพร ซึงสนธิพร ได้กล่าวถึง วัชพืชกับชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 โดยการดำเนินงานโครงการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ด้วยการเริ่มสำรวจ ในปี พ.ศ. 2542 เพื่อหาข้อมูล และแนวทางป้องกันการเกิดวัชพืชร้ายแรงชนิดใหม่ รวมทั้งให้เกิดความระมัดระวังการนำเข้าพืชต่างถิ่นที่อาจจะกลายเป็นพืชที่รุกราน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการจำแนกหรือจัดชนิดพืชว่าเป็นวัชพืชนั้นขึ้นอยู่กับพืชที่ต้องการหรือไม่ต้องการ หรือประโยชน์การใช้สอย ดังนั้น พืชชนิดเดียวกันอาจจะเป็นวัชพืชถิ่นหนึ่ง หรือประโยชน์อีกถิ่นหนึ่ง หรืออาจจะเป็นสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น การปลูกถั่วหลังทำนาข้าว เมล็ดข้าวตกหล่นงอกในแปลงถั่ว ก็เป็นวัชพืช ฟางข้าวคลุมแปลงผัก ต้นข้าวงอกก็เป็นวัชพืชได้ จึงต้องพิจารณาจากคุณสมบัติ ผลกระทบ วงจรชีวิต และการกระจายของผู้รุกรานนั้นๆ เพราะวัชพืชมีผลกระทบได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ดร. ดอกรัก มารอด อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่น ที่รุกรานที่สุดในประเทศไทย มีการสำรวจไว้ ได้ศึกษาประเมิน เปรียบเทียบกับทะเบียนร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก สำหรับที่รุกรานในประเทศไทย (พ.ศ. 2549) มี 14 ชนิด ที่คาดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานประเทศไทย โดยจัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ กระถินยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ หญ้าคา ขี้ไก่ย่าน อ้อ และอีก 6 ชนิด ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก ได้แก่ สาบหมา บัวตอง หญ้าขจรจบ ธูปฤๅษี ผักเป็ดน้ำ และ จอก

กระถินยักษ์ ถิ่นเดิมคือ ประเทศเม็กซิโก และประเทศแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาเพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์ และฟื้นฟูป่า แต่มีการละเลยจัดการ จึงทำให้แพร่กระจาย

สาบเสือ มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้และกลาง ขึ้นเป็นกลุ่มแน่นในป่าที่ถูกทำลาย แต่จะตายเมื่อมีร่มเงามากขึ้น ปกติจะมีอายุประมาณ 3 ปี มีรายงานว่า สาบเสืออาจมีสารยับยั้งการเจริญของพืชชนิดอื่น และทำให้ดินชุ่มชื้น มีผลให้ดินดี

ผกากรอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก เจริญในทุกสภาพดิน ระบาดไม่รุนแรง แต่ส่งผลกระทบต่อการลดความหลากหลายทางชีวภาพท้องถิ่น เพราะเติบโตหนาแน่น

ไมยราบยักษ์ ถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ตอนเหนือ นำเข้าประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2490 โดยนำเมล็ดจากอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดไร่ยาสูบ

ขี้ไก่ย่าน มีถิ่นกำเนิดทางอเมริกาใต้ ไม่มีหลักฐานนำเข้า แพร่กระจายตามริมน้ำ เกษตรกรเชื่อว่า ขี้ไก่ย่าน จะแก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำกับพืชที่ปลูก

หญ้าคา ถิ่นเดิมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจายตั้งแต่พื้นที่แล้งถึงน้ำขัง ขึ้นปกคลุมหนาแน่น พบทุกจังหวัด ทำลายยาก มักจะต้องใช้สารเคมี เชื่อกันว่า ปล่อยสารยับยั้งพืชอื่น มีรากแผ่หนาแน่นจนพืชอื่นเจริญไม่ได้ เป็นเชื้อเพลิงต่อไฟป่าหน้าแล้ง

อ้อ มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พบตามริมน้ำที่ชุ่มน้ำ กระจายกีดขวางเส้นทางเดินน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมริมตลิ่งได้ง่าย อ้อ เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่สร้างปัญหาในประเทศสหรัฐอเมริกามาก ในประเทศไทยอาจมีปัญหาในอนาคต

สาบหมา มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง ไม่มีหลักฐานการนำเข้า แต่คาดว่าระบาดมาเป็นเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา โดยเข้ามาทางประเทศพม่า และจีนตอนใต้ ชอบที่ราบสูง และอาจจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลต่อระบบนิเวศเฉพาะถิ่น

บัวตอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกรานของโลก แต่ระบาดในไทยทางภาคเหนือ ทำความเสียหายต่อต้นน้ำ แต่ในพื้นถิ่นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการจัดการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยตัดบัวตองเมื่อถึงช่วงที่หมดฤดูออกดอก ให้มีดอกใหญ่ กิ่งที่ถูกตัดจะแตกกิ่งใหม่ และให้ดอกทุกกิ่ง กำลังศึกษากันว่า ปล่อยสารยับยั้งการเจริญของพืชอื่นหรือไม่ แต่พบว่าเจริญได้เร็วมาก

หญ้าขจรจบ ถิ่นเดิมมาจากประเทศแอฟริกา นำเข้าไทย พ.ศ. 2495 เป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ผล จึงปล่อยสู่ธรรมชาติ ระบาดมากทางแถบตะวันตก และภาคเหนือ

ธูปฤๅษี ถิ่นเดิมทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขึ้นที่ชื้นทุกภูมิภาค แต่ระบาดในภาคกลาง ทำให้น้ำเน่าเสีย ตื้นเขิน จัดเป็นวัชพืชดัชนีชี้ความเสียหาย ทำลายระบบนิเวศ

ผักเป็ดน้ำ ไม่มีหลักฐานการนำเข้า ขึ้นตามแหล่งน้ำชื้นแฉะ ในแหล่งปลูกพืชยืนต้น ระบาดในภาคกลาง และเริ่มพบในภาคเหนือ แก่งแย่งธาตุอาหารพืช

จอก เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกากลาง ลอยอิสระอยู่บนผิวน้ำนิ่ง ปกคลุมหนาแน่นผิวน้ำ ขยายพันธุ์รวดเร็ว และทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำ

สำหรับพืชน้ำชื่อดังที่ยึดพื้นที่ในแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ ได้รับความหวาดผวาทั้งหน้าแล้ง และหน้าน้ำหลาก คือ ผักตบชวา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 จากประเทศอินโดนีเซีย ปลูกครั้งแรกในประเทศไทย ที่วังสระปทุม เมื่อเกิดน้ำท่วม จึงแพร่กระจายกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุกรานรุนแรง เจริญปกคลุมผิวน้ำ ทำให้ออกซิเจนต่ำ น้ำเน่าเสีย สิ่งมีชีวิตตาย ระบาดมากรุนแรงในภาคกลาง แต่อีกมุมมองบางท้องถิ่น ก็เป็นวัตถุดิบงานหัตถกรรม และในเชิงวิชาการควบคุม ก็ทำให้แหล่งน้ำสะอาดได้ และสามารถนำมาใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ก็ถือว่าพันธุ์ไม้ต่างๆ เหมือนชีวิตคนเรา ที่กระจายต่างถิ่น ต่างเหล่าตระกูล ทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน ต่างกันที่ใครจะสร้างความดีมีประโยชน์ชื่อเสียงสืบไป

เพลง อยู่เพื่อความดี

สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง

ไม้พันธุ์ล้วนมีต่างกันอยู่มากมาย ลับล่อพระพายกระจายประทิน ชื่นเชยล้วนกลิ่นมาลี สดสีมีอยู่เกลื่อนไป อันมาลีนี้เหมือนคนเรา มีแต่จะอับจะเฉา เฝ้าวันลับโรยลงไป สิ้นอินทรีย์คงอยู่แต่ที่ทำไว้ หากดีฝังตรึงดวงใจ คนอยู่ต่อไปได้ชื่นได้ชม เหมือนไม้กลิ่นเลิศเลอประทินทวนลม ร่วงโรยลับไปยังพรม หอมตามลมไปไกล (ซ้ำทั้งหมดอีก 1 ครั้ง)

บทเพลงเนื้อร้องสั้นๆ แต่อุปมาชีวิตคนกับบุปผามาลีได้อย่างเห็นภาพ และแทบจะได้กลิ่นหอมในบทเพลง ท่วงทำนองที่บอกอารมณ์ ให้ตระหนักถึงพฤติกรรมที่พึงปฏิบัติ เพื่อคงอยู่กับความดีที่ตนควรจะสร้างสมไว้

พันธุ์ไม้ต่างพรรณ ทั้งสวย สีสดอิ่ม และกลิ่นหอมที่กระจายตัวผ่านสายตา หรือชื่นนาสิก ทุกคนชื่นชม แต่ก็ย่อมถึงวันที่โรยรา แม้จะหอมหวนทวนลมได้ไกล ส่วนชื่อเสียงคนเราก็กระจายได้ทั้ง “หอมและหึ่ง” ต้นไม้น้อยค่า แต่ไม่ไร้คุณประโยชน์ คนเราก็ต้องไม่ให้สูญค่าเพราะสวยเพียงหน้าตาก็ไม่ยั่งยืน พันธุ์ไม้รุกรานกระจายพันธุ์ ก็ยังไม่เรียกว่า อันธพาล เพราะนำมาสืบสานประโยชน์อื่นๆ ได้ คนเราที่กลับตัวกลับใจทำความดีลบล้างความชั่ว ยังชื่อได้ว่า “โจรกลับใจ”