ฝนตกหนัก น้ำท่วมดินถล่มภาคเหนือ-ภาคกลางตอนบนของเวียดนาม ดับ 3 ศพ

ฝนตกหนัก น้ำท่วมดินถล่มภาคเหนือ-ภาคกลางตอนบนของเวียดนาม ดับ 3 ศพ

18 ก.ย. 2569 08:13 น.

ฝนตกหนัก น้ำท่วมดินถล่มภาคเหนือ-ภาคกลางตอนบนของเวียดนาม ดับ 3 ศพ

ฝนตกหนักทำให้หลายพื้นที่ทางภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนของเวียดนามเผชิญน้ำท่วม บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังจมเสียหาย ดินถล่มคร่าชีวิตประชาชนไป 3 ศพ ขณะเส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด

วันที่ 18 กันยายน 2569 สำนักงานจัดการภัยพิบัติและเขื่อนของเวียดนาม รายงานว่า ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำเพิ่มสูงจนอยู่ในระดับอันตราย ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ จากเหตุดินถล่มในจังหวัดฟู้เถาะ  

รายงานข่าวระบุว่า บ้านเรือนถูกน้ำท่วมทั้งหมด 16,310 หลัง ในจังหวัดแทงฮวา นิงห์บิ่ง  กรุงฮานอย  เหงะอาน  และฟู้เถาะ  นอกจากนี้ยังเกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรกว่า 140,000 ไร่  โดยสถานการณ์น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อกรุงฮานอย โดยระดับน้ำในบางพื้นที่ลึกเกือบ 1 เมตร ทำให้การจราจรติดขัด โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปิดเรียนหรือเปลี่ยนเป็นการเรียนออนไลน์ ขณะที่ทางการระดมกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ขณะที่บางพื้นที่มีการอพยพประชาชนออกจากจุดเสี่ยง

สำหรับเส้นทางรถไฟสายฮานอย-นครโฮจิมินห์ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร ส่งผลให้ต้องขนส่งผู้โดยสารทางถนนเพื่อข้ามพื้นที่น้ำท่วม ขณะเดียวกัน ทางการเวียดนามสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามระดับน้ำในแม่น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก โดยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ทางด้านศูนย์พยากรณ์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติ เตือนว่า หลายพื้นที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง และบางจังหวัดทางตอนกลางอย่างดั๊กลักและคั้ญฮหว่า อาจมีฝน 20-50 มิลลิเมตร และบางจุดมากกว่า 80 มิลลิเมตร เสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม.

ที่มา AP

ระทึก! เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกกลางทุ่งขณะฝึกบิน นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด

ระทึก! เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกกลางทุ่งขณะฝึกบิน นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด

18 ก.ย. 2569 08:04 น.

ระทึก! เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกกลางทุ่งขณะฝึกบิน นักบินดีดตัวรอดหวุดหวิด

เครื่องบินขับไล่ F-16 ของสหรัฐฯ ตกระหว่างการฝึกบินในรัฐมิชิแกน นักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้ทัน ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ชาวบ้านได้ยินเสียงระเบิดสนั่นและมีกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ปกคลุมท้องฟ้า

เหตุระทึกเกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทของรัฐมิชิแกน ระหว่างการฝึกบินตามปกติเมื่อวันพฤหัสบดี เคราะห์ดีที่นักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อรับการรักษา

จ่าสิบเอกเดเร็ก กูเทียร์เรซ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองบินขับไล่ที่ 149 เปิดเผยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมาจากรัฐเท็กซัส และกำลังเข้าร่วมการฝึกที่ฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ชาติ ในเมืองอัลพีนา ทางตอนเหนือของรัฐมิชิแกน ห่างจากเมืองดีทรอยต์ประมาณ 305 กิโลเมตร

กองทัพยังไม่เปิดเผยชื่อของนักบิน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ โดยระบุว่าเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามนโยบายของกองทัพ

หลังเกิดเหตุมีภาพและคลิปที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จากจุดเกิดเหตุ

เวนดี โซเบ็ก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เล่าว่า เธอและสามีได้ยินเสียงดังสนั่นจากบริเวณถนนใกล้บ้าน จนตอนแรกคิดว่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก่อนจะเห็นกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ จึงให้สามีขับรถกระบะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ จึงพบเศษซากเครื่องบินกระจายอยู่ในทุ่ง และยังได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา : AP 

ราคาน้ำมันลง 1% แต่ยังเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เฝ้าระวังปัญหาอุปทาน

ราคาน้ำมันลง 1% แต่ยังเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เฝ้าระวังปัญหาอุปทาน

18 ก.ย. 2569 06:05 น.

ราคาน้ำมันลง 1% แต่ยังเกิน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เฝ้าระวังปัญหาอุปทาน

ราคาน้ำมันโลกลดลงเล็กน้อยที่ราว 1% หลังซาอุดีอาระเบียเตรียมส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาภาวะสินค้าขาดแคลน แต่ราคายังคงอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพราะสงครามยังคงคุกรุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดซื้อขายในวันพฤหัสบดีโดยลดลง 1.01 ดอลลาร์ (0.95%) ปิดที่ 104.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ลดลง 52 เซนต์ (0.5%) ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันลดลงเล็กน้อยหลังจากตลาดรับข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเสนอขายน้ำมันดิบเพิ่มเติมแก่โรงกลั่นในเอเชียผ่านการถ่ายโอนเรือสู่เรือนอกชายฝั่งโอมาน และกำลังเร่งซ่อมแซมท่อส่งน้ำมัน East-West ที่ถูกกลุ่มฮูตีในเยเมนโจมตี ให้กลับมาใช้งานได้ครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วัน

อย่างไรก็ตาม ราคายังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างเหนียวแน่นเนื่องจากตลาดจริงยังคงตึงตัว ขณะที่ตลาดน้ำมันดีเซลกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดีเซลในยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นจนทำสถิติสูงสุดใหม่

แม้การขนส่งน้ำมันผ่านโอมานจะช่วยคลายความกังวลชั่วคราว แต่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ลดลงและความตึงเครียดในทะเลแดงยังเป็นปัจจัยจำกัดไม่ให้ราคาน้ำมันปรับลดลงไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินต่างๆ เช่น JPMorgan และ EIA ประเมินว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีข้อยุติทางทหารหรือทางการทูต ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในกรอบ 90 – 100+ ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : euronext

สหรัฐฯ ยืนยัน อนุญาตให้ผู้แทนอิหร่าน ร่วมประชุม UN ในนิวยอร์กได้

สหรัฐฯ ยืนยัน อนุญาตให้ผู้แทนอิหร่าน ร่วมประชุม UN ในนิวยอร์กได้

18 ก.ย. 2569 05:37 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน อนุญาตให้ผู้แทนอิหร่าน ร่วมประชุม UN ในนิวยอร์กได้

ทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่า คณะผู้แทนจากอิหร่านจะได้รับอนุญาตให้เดินทางมาร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์กได้ แต่ผู้แทนปาเลสไตน์จะถูกห้ามเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกายินยอมให้คณะผู้แทนจากประเทศอิหร่านเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งจะจัดขึ้นที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์หน้าได้ แม้ว่าสงครามจะดำเนินเข้าสู่เดือนที่เจ็ดแล้วก็ตาม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ยืนยันว่า การอนุญาตดังกล่าวครอบคลุมถึง นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านด้วย

“เพื่อให้สอดคล้องกับพันธะในฐานะประเทศเจ้าภาพ คณะผู้แทนหลักจากรัฐบาลอิหร่านจะสามารถเข้าร่วมการประชุมระดับสูงประจำปีของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า คณะผู้แทนในปีนี้จะมีขนาดเล็กกว่าปีที่แล้ว รวมถึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเดินทาง และถูกห้ามซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การเดินเรือสินค้ายังคงถูกจำกัดทั้งในช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบาบเอลมันเดบ นอกชายฝั่งเยเมน ซึ่งกลุ่มกบฏฮูตีได้เข้ายึดครองพื้นที่ไว้

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากแหล่งข่าวยืนยันเมื่อวันพุธว่า วอชิงตันปฏิเสธการออกวีซ่าเข้าเมืองให้แก่ นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ UN ซึ่งนับเป็นปีที่สองติดต่อกันที่สหรัฐฯ ดำเนินการเช่นนี้

มาตรการดังกล่าวซึ่งเริ่มนำมาใช้โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ผู้นำปาเลสไตน์ ซึ่งมักเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่ UN เป็นประจำ ต้องกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำโลกผ่านทางวิดีโอแทน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์โดยไม่ได้เอ่ยชื่อนายอับบาสโดยตรงว่า ทางการจะปฏิเสธการออกวีซ่าแก่สมาชิกองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) และเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA)

แถลงการณ์ระบุว่า สาเหตุเกิดจาก “ความล้มเหลวในการปฏิรูปองค์กร ซึ่งขัดต่อข้อตกลงที่ให้ไว้กับสหรัฐฯ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมที่บ่อนทำลายโอกาสในการบรรลุสันติภาพอย่างต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำแคนาดาตอบรับเป็น “สมาชิกสมทบ” ของ EU ลั่นไม่ได้สร้างขั้วอำนาจที่ 3

ผู้นำแคนาดาตอบรับเป็น “สมาชิกสมทบ” ของ EU ลั่นไม่ได้สร้างขั้วอำนาจที่ 3

18 ก.ย. 2569 02:36 น.

ผู้นำแคนาดาตอบรับเป็น “สมาชิกสมทบ” ของ EU ลั่นไม่ได้สร้างขั้วอำนาจที่ 3

ผู้นำแคนาดายืนยันว่า ไม่ได้ต้องการสร้างขั้วอำนาจที่สาม กรณีตอบรับคำชวนเป็นสมาชิกสมทบของ EU ขณะที่การเข้าเป็นสมาชิกจริงๆ อาจเผชิญอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งทางกฎหมายและเสียงต่อต้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีของประเทศแคนาดา ได้ตอบรับข้อเสนอจากนาง เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่เสนอให้แคนาดาเข้ามาเป็น “สมาชิกสมทบ” ประเทศแรกของสหภาพยุโรป (EU)

ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ วัตถุดิบขั้นวิชาการ เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ผู้นำแคนาดาย้ำว่าความร่วมมือนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมหาอำนาจขั้วที่สามหรือต่อต้านใคร แต่เป็นการสร้างระบบพหุภาคีรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศที่มีอุดมการณ์ตรงกัน โดยย้ำว่า “เราไม่ได้แสวงหาข้อตกลงแบบ zero-sum (ที่มีผู้ชนะและผู้แพ้)”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ ทั้งแคนาดาและ EU กำลังเผชิญกับสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

แคนาดาต้องการสร้างความเข้มแข็งและปกป้องอธิปไตยท่ามกลางกระแสการเมืองแบบชาตินิยมที่กำลังเติบโตทั้งในสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความต่อต้านแผนการของแคนาดากับ EU อย่างรุนแรง โดยขู่ว่าจะลงโทษด้วยการเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงมาก และอาจมองว่าความร่วมมือนี้เป็น “การกระทำที่เป็นปรปักษ์”

นอกจากนั้น แคนาดาอาจจะต้องเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากการเป็นสมาชิกสมทบยังไม่มีแบบแผนทางกฎหมายที่ชัดเจน และจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งคาดว่าการเจรจาจะใช้เวลานานและอาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เช่น เรื่องภาษีเหล็กกล้า

บางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส กังวลว่าการมอบสิทธิประโยชน์แก่ประเทศนอกกลุ่มมากเกินไป อาจกระตุ้นให้กลุ่มต่อต้าน EU ในประเทศตนเองใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องให้ถอนตัวออกจาก EU ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนวางแผน เพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570

ยูเครนวางแผน เพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570

18 ก.ย. 2569 02:10 น.

ยูเครนวางแผน เพิ่มงบประมาณกลาโหมทุบสถิติในปี 2570

รัฐบาลยูเครนวางแผนทุ่มงบประมาณสูงถึง 2 ใน 3 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดเพื่อการป้องกันประเทศในปี 2570 ท่ามกลางสงครามกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปีครึ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า ยูเครนวางงบประมาณด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศไว้ที่ระดับสถิติใหม่ 4.9 ล้านล้านฮริฟเนีย (ราว 3.65 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนราว 44% ของ GDP ประเทศ โดยประมาณ 1 ใน 3 ของงบป้องกันประเทศจะใช้เป็นเงินเดือนทหาร ส่วนที่เหลือจะเน้นนำไปจัดซื้อจัดหาจัดยุทโธปกรณ์และอาวุธ

รมว.กระทรวงการคลัง เซอร์กีย์ มาร์เชนโก ระบุว่า การจัดทำร่างงบประมาณนี้มุ่งใช้ทรัพยากรภายในทั้งหมดของรัฐเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับผู้รุกรานเป็นอันดับแรก

อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังคงต้องการความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตร โดยรัฐบาลกรุงเคียฟยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)

นับตั้งแต่เริ่มถูกรุกรานในปี 2565 ยูเครนได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากพันธมิตรต่างชาติไปแล้วราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากความช่วยเหลือทางทหาร

ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กล่าวเตือนในรัฐสภาว่า จำเป็นต้องอนุมัติมาตรการที่ “ไม่อภิรมย์และไม่เป็นที่นิยม” เพื่อดึงดูดการเงินจากต่างชาติ เช่น การจัดเก็บภาษีพัสดุจากต่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ

ด้านรัสเซียมีการวางแผนใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศในปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 13.6 ล้านล้านรูเบิล (ราว 5.39 ล้านล้านบาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ สวีเดนลาออก หลังแพ้เลือกตั้งฝ่ายค้าน คะแนนห่างแค่ 50,000

นายกฯ สวีเดนลาออก หลังแพ้เลือกตั้งฝ่ายค้าน คะแนนห่างแค่ 50,000

18 ก.ย. 2569 01:46 น.

นายกฯ สวีเดนลาออก หลังแพ้เลือกตั้งฝ่ายค้าน คะแนนห่างแค่ 50,000

นายกรัฐมนตรีสวีเดนประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งทั่วไปชี้ว่า กลุ่มการเมืองของเขาพ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มฝ่ายค้านไปอย่างฉิวเฉียด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย. 2569 นายอูล์ฟ คริสเตอร์ซอน นายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดนประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาของเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป ให้แก่กลุ่มการเมืองฝ่ายกลางซ้าย ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน อย่างฉิวเฉียด

ผลคะแนนเบื้องต้นระบุว่า กลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดยนาง มักดาเลนา อันเดอร์ซอน จากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (SDP) คาดว่าจะได้ที่นั่ง 176 ที่นั่ง จากทั้งหมด 349 ที่นั่งในรัฐสภาสวีเดน

ส่วนกลุ่มการเมืองฝั่งขวาของคริสเตอร์ซอนคาดว่าจะได้ 173 ที่นั่ง โดยมีผลต่างคะแนนเสียงรวมทั่วประเทศห่างกันเพียงประมาณ 50,000 คะแนนเท่านั้น จากจำนวนประชากรราว 10 ล้านคน ขณะที่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะได้รับการประกาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ มักดาเลนา อันเดอร์ซอน หัวหน้าพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย มีแนวโน้มที่จะได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และเริ่มเปิดการเจรจากับพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านอย่าง พรรคเลฟต์, พรรคเซนเตอร์ และพรรคกรีน เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

แต่การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานาน เนื่องจากพรรคร่วมยังมีจุดยืนและความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในหลายประเด็น เช่น นโยบายภาษี โดยในอดีต สวีเดนเคยใช้เวลาเจรจาจัดตั้งรัฐบาลนานถึง 37 วันในปี 2568 และ 134 วันในปี 2561

ก่อนการเลือกตั้ง นายคริสเตอร์ซอนเคยสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีแก่พรรคประชาธิปไตยสวีเดน (SD) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ หากเขาสามารถชนะการเลือกตั้งได้

อย่างไรก็ตาม พรรค SD กลับเสียคะแนนนิยมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าสู่รัฐสภาเมื่อปี 2553 โดยมีคะแนนลดลงประมาณ 3% เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนปาลเล็งใช้ผลวิจัยใหม่ เบิกเงินเยียวยาจากกองทุนโลกร้อน UN

เนปาลเล็งใช้ผลวิจัยใหม่ เบิกเงินเยียวยาจากกองทุนโลกร้อน UN

17 ก.ย. 2569 23:10 น.

เนปาลเล็งใช้ผลวิจัยใหม่ เบิกเงินเยียวยาจากกองทุนโลกร้อน UN

เนปาลเตรียมใช้ผลการศึกษาใหม่เกี่ยวกับเหตุน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มเมื่อเดือนสิงหาคม เพื่อขอเงินเยียวยาหลายสิบล้านดอลลาร์จากกองทุนความเสียหายจากโลกร้อนของสหประชาชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า เนปาลเตรียมใช้รายงานวิจัยใหม่เป็นหลักฐานสำคัญในการขอรับเงินเยียวยาประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนเพื่อการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund – LDF) ของสหประชาชาติ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ธิเบตส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,400 ศพ และยังคงสูญหายอีกกว่า 6,150 ราย บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเป็นจำนวนมาก

ผู้นำเนปาลประเมินว่าต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูประเทศสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ เตรียมนำเรื่องนี้เข้าสู่วาระประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ในสัปดาห์หน้าเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางภูมิอากาศ

งานวิจัยจากกลุ่ม World Weather Attribution (WWA) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากฝีมือมนุษย์เป็นปัจจัยร่วมสำคัญที่ทำให้เกิดหินและน้ำแข็งพังทลายจากยอดเขา “ลังตัง-ลิรุง” (Langtang Lirung) บนเทือกเขาหิมาลัย

รายงานชี้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน ทั้งอุณหภูมิในพื้นที่ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่สูงขึ้นราว 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่ธารน้ำแข็งบางลงเฉลี่ยปีละ 0.5 เมตร รวมถึงมีหิมะตกหนักสะสมในปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้ชั้นหินและธารน้ำแข็งขาดความมั่นคง

นอกจากนี้ แผ่นดินไหวขนาด 7.8 เมื่อปี 2558 ก็อาจมีส่วนทำให้โครงสร้างหินในพื้นที่อ่อนแอลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การขอเงินเยียวยาของเนปาลอาจเผชิญข้อจำกัดของกองทุน LDF เนื่องจากปัจจุบันมีเกือบ 120 ประเทศที่ยื่นขอเงินเยียวยารวมมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กองทุนมีเงินพร้อมจัดสรรจริงไม่ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่กองทุนจะประชุมตัดสินใจว่าจะอนุมัติคำขอของเนปาลหรือไม่ในเดือนธันวาคมนี้

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้รายงานของ WWA จะแสดงหลักฐานชัดเจนมากว่า ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภัยพิบัติดังกล่าว แต่กระบวนการทางธรรมชาติในพื้นที่ภูเขาสูงยังมีความซับซ้อน และยังไม่สามารถระบุกลไกการเกิดเหตุได้อย่างสมบูรณ์ 100% ทำให้อาจขออนุมัติงบประมาณไม่สำเร็จ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บังกลาเทศอ่วม โรคหัดระบาดหนัก เด็กดับแล้วกว่า 1,000 ราย

บังกลาเทศอ่วม โรคหัดระบาดหนัก เด็กดับแล้วกว่า 1,000 ราย

17 ก.ย. 2569 22:12 น.

บังกลาเทศอ่วม โรคหัดระบาดหนัก เด็กดับแล้วกว่า 1,000 ราย

จำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากโรคหัดที่กำลังระบาดในบังกลาเทศ เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1,000 ศพแล้ว ขณะที่ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งทางการกำลังเร่งแคมเปญฉีดวัคซีนให้เด็ก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ว่า บังกลาเทศกำลังเผชิญการระบาดอย่างหนักของโรคหัด โดยมีเด็กเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 1,000 ศพ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อรายใหม่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินแคมเปญฉีดวัคซีนฉุกเฉินแล้วก็ตาม

ปัจจุบันมีเด็กในบังกลาเทศมากกว่า 19.8 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดไปแล้ว แต่ยังมีรายงานผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นวันละกว่า 1,000 ราย ขณะที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการของรัฐบาลชี้ว่า มีผู้ติดเชื้อโรคหัดแล้วมากกว่า 194,000 ราย นับตั้งแต่เดือนมีนาคม

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า บังกลาเทศกลายเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยโรคหัดสูงที่สุดในโลกในปีนี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการกำจัดโรคก็ตาม

ด้านสาเหตุและปัจจัยเร่งการระบาด รายงานระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีน และ 10% เป็นเด็กทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน โดยความหนาแน่นของประชากรสูงถึง 178 ล้านคน ร่วมกับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ทำให้เด็กเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้ง่าย

องค์การยูนิเซฟ (Unicef) ชี้ว่ารัฐบาลชั่วคราวชุดก่อนสั่งซื้อวัคซีนล่าช้าจากการเปลี่ยนคู่ค้า ส่งผลให้เกิดภาวะวัคซีนขาดแคลน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขติงว่าการฉีดวัคซีนฉุกเฉินรอบแรกยังไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกช่วงอายุ

นอกจากนั้น โรงพยาบาลหลายแห่งมีผู้ป่วยแน่นจนต้องนอนตามพื้น และบางแห่งรับผู้ป่วยเกินความจุมากกว่าสองเท่า เพิ่มความเสี่ยงที่โรคจะแพร่กระจาย

ยูนิเซฟกับรัฐบาลบังกลาเทศเตรียมยกระดับการรณรงค์ฉีดวัคซีนเชิงรุกในวันที่ 26 ก.ย.นี้ เพื่อเข้าถึงเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ โรคหัดเริ่มกลับมาระบาดอีกครั้งในหลายประเทศไม่ใช่แค่ในบังกลาเทศ เช่น สหราชอาณาจักรซึ่งสูญเสียสถานะประเทศที่กำจัดโรคหัดได้ไปแล้วในปีนี้ และสหรัฐอเมริกาที่มีรายงานจำนวนผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อียูเสนอจำกัดเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ห้ามอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

อียูเสนอจำกัดเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ห้ามอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

17 ก.ย. 2569 16:07 น.

อียูเสนอจำกัดเด็กใช้โซเชียลมีเดีย ห้ามอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎหมาย “EU Kids Act” จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กทั่วทั้งกลุ่ม โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และกำหนดให้ผู้มีอายุ 13–14 ปีใช้บัญชีที่ผู้ปกครองควบคุมได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ขณะที่เด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปจึงจะสามารถเปิดบัญชีส่วนตัวได้เอง พร้อมกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มมีความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศแผนจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู โดยมีเป้าหมายยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ผ่านข้อเสนอร่างกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายเด็กอียู” (EU Kids Act)

ข้อเสนอดังกล่าวกำหนดแนวทางการเข้าถึงโซเชียลมีเดียแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่สามารถใช้บริการแชร์วิดีโอที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ ผ่านบัญชีที่ผู้ปกครองเป็นผู้ดูแล และจำกัดเวลาใช้งานไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง

ส่วนเด็กอายุ 13 ปี แต่ยังไม่ถึง 15 ปี สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มแชร์วิดีโอที่เหมาะสมกับวัยผ่าน “บัญชีขนาดย่อม” ซึ่งตั้งค่าผ่านบัญชีของผู้ปกครอง โดยจำกัดเวลาใช้งานไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และมีการจำกัดจำนวนผู้ติดต่อทางสังคม ส่วนเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียของตนเองได้โดยอิสระ

นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ความปลอดภัยจากผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการ โดยบริษัทเทคโนโลยีต้องแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของตนมีความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ และช่วยให้ผู้ปกครองมีเครื่องมือในการดูแลบุตรหลานบนโลกออนไลน์

เธอกล่าวว่า เด็กในปัจจุบันกำลังใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กเป็นหลัก พร้อมระบุว่า EU Kids Act จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมและสนับสนุนบุตรหลานให้ใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

ภายใต้ร่างกฎหมาย EU Kids Act บริการออนไลน์ที่ให้บริการโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอ เกมออนไลน์ ตลอดจนผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์และแชตบอตสำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยหลายประการ ได้แก่ ห้ามใช้ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการเสพติด รวมถึงระบบแนะนำเนื้อหาที่อาศัยการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้และนำเด็กเข้าสู่วงจรการรับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายอย่างต่อเนื่อง และการห้ามใช้ระบบเลื่อนดูเนื้อหาแบบไม่สิ้นสุดโดยไม่มีจุดหยุดพัก รวมถึงกลไกให้รางวัลที่จูงใจให้ใช้งานต่อเนื่อง รวมถึงห้ามส่งการแจ้งเตือนในช่วงเวลานอนหลับ และห้ามบุคคลแปลกหน้าติดต่อเด็กโดยไม่ได้รับการร้องขอ

ขณะที่ผู้ช่วย AI และแชตบอตต้องถูกปิดการใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น และห้ามจำลองความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในลักษณะที่อาจสร้างการพึ่งพาทางอารมณ์ โดยบัญชีของผู้เยาว์ต้องตั้งค่าเป็นส่วนตัวโดยอัตโนมัติ พร้อมปิดการเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง กล้อง และไมโครโฟนเป็นค่าเริ่มต้น รวมถึงต้องมีเครื่องมือที่ใช้งานง่ายสำหรับบล็อกและปิดเสียงผู้ใช้ รวมถึงเครื่องมือจัดการเวลาใช้งาน และระบบแนะนำเนื้อหาที่เด็กสามารถควบคุม ปรับแต่ง และรีเซ็ตได้

ร่างกฎหมายกำหนดให้บริการออนไลน์และร้านค้าแอปพลิเคชันใช้เครื่องมือยืนยันอายุผู้ใช้งาน โดยอาจใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบอายุของอียูซึ่งออกแบบมาให้ไม่เก็บเอกสารระบุตัวตนหรือข้อมูลชีวมิติ เพื่อยกระดับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว

ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มแชร์วิดีโอจะต้องตรวจสอบอายุเมื่อผู้ใช้เปิดบัญชีใหม่ ส่วนบัญชีที่มีอยู่แล้ว ผู้ให้บริการต้องประเมินอายุของผู้ใช้จากข้อมูลหรือปัจจัยที่สมเหตุสมผล เช่น วันที่สร้างบัญชีและข้อมูลบัตรเครดิต ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอียูจะมีส่วนร่วมในการจัดตั้งระบบนิเวศการยืนยันอายุ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อเสนอ EU Kids Act ยังปรับเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่า บริการของตนมีความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

ผู้ให้บริการจะต้องส่งแผนการปฏิบัติตามกฎหมายต่อคณะกรรมาธิการยุโรปและผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งจะประเมินบริการ ฟีเจอร์ หรือฟังก์ชันใหม่อย่างละเอียด หากคณะกรรมาธิการเห็นว่าแผนดังกล่าวมีข้อบกพร่อง ก็สามารถขอให้ผู้ให้บริการเสนอแนวทางแก้ไขได้

กรอบการบังคับใช้กฎหมายจะอาศัยโครงสร้างที่มีอยู่แล้วภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล หรือ Digital Services Act และกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence Act พร้อมเสนอขั้นตอนเร่งรัดในการดำเนินการกับผู้ให้บริการที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยคณะกรรมาธิการควรสรุปการสอบสวนภายใน 90 วัน

ข้อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้รัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปพิจารณา เพื่อเริ่มกระบวนการนิติบัญญัติและการรับรองกฎหมาย โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากมีความต้องการมาตรการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์อย่างครอบคลุมในระดับสหภาพ

ก่อนหน้านี้ ฟอน แดร์ ไลเอินเคยเสนอแนวคิดให้มีการชะลอการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กในยุโรป โดยกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า การหารือเรื่องอายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภายุโรปเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน

ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและสเปน ได้ประกาศแผนจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กในประเทศของตนเองแล้ว แต่ข้อเสนอ EU Kids Act จะเป็นแนวทางร่วมในระดับสหภาพยุโรป หากได้รับการรับรอง

ข้อเสนอนี้จัดทำขึ้นโดยอาศัยรายงานและคำแนะนำของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเด็กบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 60 คนจากภาคประชาสังคม ตัวแทนเยาวชน ผู้ปกครอง นักการศึกษา จิตแพทย์เด็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นักประสาทวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

คณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเริ่มประชุมครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2026 และประชุมรวม 3 ครั้ง ก่อนส่งมอบรายงานในเดือนกรกฎาคม 2026

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจ Eurobarometer ในหัวข้อ “ทศวรรษแห่งดิจิทัล 2026” ระบุว่า ชาวยุโรป 92% มองว่าการยกระดับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนบนโลกออนไลน์เป็นหนึ่งในประเด็นนโยบายสำคัญ โดยครอบคลุมความเสี่ยงจากการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย การออกแบบแพลตฟอร์มที่สร้างการเสพติด และภัยคุกคามรูปแบบอื่น ๆ บนโลกดิจิทัล.

ที่มา European Commission / BBC