กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

29 เม.ย. 2569 23:43 น.

กลาโหมเผย สหรัฐฯ ทำสงครามอิหร่าน ใช้งบไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า กองทัพใช้งบประมาณในการทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วมากกว่า 8 แสนล้านบาท นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 นาย จูลส์ “เจย์” เฮิร์สต์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายการเงินของ “เพนตากอน” หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันพุธว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้จ่ายงบประมาณในการทำสงครามกับอิหร่านไปแล้วประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.19 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายเฮิร์สต์บอกคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ เครื่องกระสุน นอกจากนี้ยังมีงบประมาณสำหรับการซ่อมบำรุงและการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทดแทนของเดิม

อนึ่ง ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน กลายเป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรง เนื่องจากสภาคองเกรสกำลังพิจารณาคำขออนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมก้อนใหม่มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับปีงบประมาณ 2570 ที่รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอ

ด้าน ส.ส. อดัม สมิธ ผู้นำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวตอบนายเฮิร์สต์ว่า “ผมดีใจที่คุณตอบคำถามนี้ เพราะพวกเราถามหากันมานานมากแล้วแต่ไม่มีใครเคยให้ตัวเลขนี้กับเราเลย”

จนถึงปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิตระหว่างการสู้รบกับอิหร่านแล้ว 13 ศพ โดยขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงของการหยุดยิงที่เปราะบางอย่างมาก และกำลังหาทางเจรจากันเพื่อยุติสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ราคาน้ำมันพุ่ง 117 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขยายเวลาปิดล้อมอิหร่าน

ราคาน้ำมันพุ่ง 117 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขยายเวลาปิดล้อมอิหร่าน

29 เม.ย. 2569 22:53 น.

ราคาน้ำมันพุ่ง 117 ดอลลาร์ หลังมีข่าวสหรัฐฯ เตรียมขยายเวลาปิดล้อมอิหร่าน

ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมการเพื่อขยายระยะเวลาการปิดล้อมอิหร่านออกไปอีก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดติดขัดที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงบ่ายวันพุธ ซึ่งถือเป็นระดับราคาสูงสุดของเดือนนี้ หลังจากที่ปิดตลาดเมื่อเย็นวันอังคารด้วยราคาเพียง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้คณะที่ปรึกษาเตรียมขยายมาตรการปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านออกไปอีก เพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่านให้มากขึ้น

ด้านอิหร่านระบุว่าจะตอบโต้ด้วยการขัดขวางการจราจรของเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันอิหร่านจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด ซึ่งตามปกติแล้วช่องแคบนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลก โดยความตึงเครียดนี้เริ่มปะทุขึ้นหลังจากสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.

สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านเมื่อ 13 เม.ย. โดยระบุว่า กองทัพเรือของพวกเขาจะสกัดกั้นหรือขับไล่เรือทุกลำที่เดินทางเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จาก BBC Verify พบว่ามีเรืออย่างน้อย 4 ลำที่เดินทางออกจากท่าเรืออิหร่านและสามารถฝ่าด่านปิดล้อมของสหรัฐฯ ไปได้

แม้ราคาจะมีความผันผวนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งอย่างมาก โดยราคาเคยลดลงไปอยู่ที่ 90 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 17 เมษายน หลังมีการประกาศหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ราคาได้กลับมาพุ่งสูงขึ้นตลอด 12 วันที่ผ่านมาเนื่องจากการปิดล้อมยังคงดำเนินอยู่

เศรษฐกิจของอิหร่านกำลังเผชิญกับวิกฤตรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว, ค่าเงินที่อ่อนตัวลงอย่างหนัก และแนวโน้มที่การส่งออกน้ำมันอาจต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง

ศูนย์สถิติแห่งอิหร่านระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งสูงถึง 53.7% ส่วนสกุลเงินเรียล (Rial) ของอิหร่านร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และมีชาวอิหร่านประมาณ 2 ล้านคน ต้องตกงานทั้งทางตรงและทางอ้อมอันเป็นผลมาจากสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวยิว 2 คน ถูกแทงบาดเจ็บในลอนดอน สาเหตุจากความเกลียดชัง

ชาวยิว 2 คน ถูกแทงบาดเจ็บในลอนดอน สาเหตุจากความเกลียดชัง

29 เม.ย. 2569 21:54 น.

ชาวยิว 2 คน ถูกแทงบาดเจ็บในลอนดอน สาเหตุจากความเกลียดชัง

เกิดเหตุคนร้ายไล่แทงชาวยิวในย่านทางเหนือของกรุงลอนดอน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยคาดว่าสาเหตุมาจากความเกลียดชังชาวยิว ซึ่งนายกเทศมนตรีซาดิก ข่าน ประณามว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อวันพุธที่ 29 เม.ย. 2569 เกิดเหตุชายคนหนึ่งใช้อาวุธมีดไล่แทงผู้คนในย่านโกลเดอร์ส กรีน (Golders Green) ซึ่งเป็นชุมชนชาวยิวทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน โดยพุ่งเป้าไปที่ชาวยิวและทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คาดแรงจูงใจมาจากความเกลียดชังชาวยิว

กลุ่มอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยชาวยิวชื่อว่า “โชมริม” (Shomrim) สามารถควบคุมตัวคนร้ายไว้ได้ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง หลังจากพบเห็นชายคนดังกล่าวถือมีดวิ่งไล่แทงผู้คนในพื้นที่ โดยผู้บาดเจ็บทั้งสองรายมีอาการสาหัส และกำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีเหตุลอบวางเพลิงโดยมุ่งเป้าไปที่ชาวยิวหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุไล่แทงผู้คนที่โบสถ์ยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ เมื่อ 2 ต.ค.ปีก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย

นายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ออกมาประณามการโจมตีครั้งล่าสุดนี้อย่างรุนแรงผ่านทางแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า

“เกิดการโจมตีที่น่าหวาดกลัวต่อชาวลอนดอนเชื้อสายยิว 2 รายในย่านโกลเดอร์ส กรีน… ชุมชนชาวยิวในลอนดอนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีที่น่าตกใจอย่างต่อเนื่อง สังคมของเราต้องไม่มีที่ยืนให้กับการเหยียดเชื้อชาติและการเกลียดชังชาวยิวโดยเด็ดขาด”

นายข่านยังได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินและอาสาสมัครผู้กล้าหาญที่เข้าไประงับเหตุได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตำรวจลอนดอนจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้วกว่า 20 ราย โดยเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสวนคดีโจมตีสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงกับชาวยิว รวมถึงเหตุการณ์เผารถพยาบาลและความพยายามลอบวางเพลิงโบสถ์ยิวหลายแห่ง

เหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กำลังถูกสืบสวนว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับ ประเทศอิหร่าน ท่ามกลางคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า อิหร่านพยายามใช้ตัวแทนที่เป็นกลุ่มอาชญากรท้องถิ่น เพื่อทำกิจกรรมที่เป็นภัยในสหราชอาณาจักร

กลุ่มฝักใฝ่อิหร่านที่ชื่อว่า Harakat Ashab al-Yamin al-Islamiyya ออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีบางครั้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อังกฤษเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบ เพื่อประท้วงการแสดงความเห็นที่ “ยั่วยุและไม่อาจยอมรับได้” หลังสถานทูตอิหร่านโพสต์ออนไลน์เรียกร้องให้อิหร่านในอังกฤษอาสาเข้าร่วมแคมเปญประกาศความพร้อมที่จะสละชีพเพื่อชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

"อียู" ตั้งข้อหา "เมตา" ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

29 เม.ย. 2569 16:42 น.

“อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

คณะกรรมาธิการยุโรปตั้งข้อหา “เมตา” ล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายบริการดิจิทัล ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปี เล่นเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรม เสี่ยงเผชิญเนื้อหาไม่เหมาะสม เผยระบบแจ้งรายงานใช้งานยาก ต้องคลิกถึง 7 ครั้งกว่าจะส่งเรื่องได้ และบริษัทอาจถูกปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั่วโลก

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศตั้งข้อหาต่อบริษัทเมตา (Meta) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีผู้ให้บริการ เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ในข้อหาละเมิดกฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act หรือ DSA) หลังจากผลการสอบสวนที่ยาวนานกว่า 2 ปี พบว่าบริษัทล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม

เฮนนา เวิร์คคูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของอียู ระบุว่า ข้อกำหนดและเงื่อนไขของเมตา ที่ระบุว่าผู้ใช้ต้องมีอายุ 13 ปีขึ้นไปนั้น เป็นเพียง “ตัวอักษรบนกระดาษ” แต่ขาดการปฏิบัติที่เห็นผลจริง โดยผลการตรวจสอบพบว่าไร้ระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพ โดยพบว่าเด็กสามารถสร้างบัญชีได้ง่ายๆ เพียงแค่กรอกวันเดือนปีเกิดปลอม

นอกจากนั้นยังพบว่าเครื่องมือสำหรับรายงานเมื่อพบเด็กใช้งานถูกวิจารณ์ว่าใช้งานยากมาก โดยผู้ใช้ต้องคลิกถึง 7 ครั้งกว่าจะเข้าถึงแบบฟอร์มการรายงานได้ รวมถึงเมตาประเมินความเสี่ยงต่อเด็กต่ำเกินไป ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานทั่วยุโรปที่พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี แอบเข้าใช้งานสูงถึง 10-12%

เจ้าหน้าที่อียูย้ำว่าการปล่อยให้เด็กเล็กเข้าใช้งานทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์, การล่วงละเมิด และการเข้าถึงเนื้อหาที่รุนแรง ซึ่งหากข้อกล่าวหานี้ได้รับการยืนยัน เมตาอาจเผชิญโทษปรับสูงสุดถึง 6% ของรายได้รวมทั่วโลกประจำปี ซึ่งเมตารายงานรายได้รวม 201,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) สำหรับปี 2025

ด้านโฆษกของเมตาได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับผลการสอบสวน โดยยืนยันว่าบริษัทมีมาตรการตรวจจับและลบบัญชีผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะเดินหน้าชี้แจงต่ออียูต่อไป

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการกดดันทั่วโลกให้นำแบบอย่างจากออสเตรเลียที่สั่งแบนโซเชียลมีเดียในเด็กต่ำกว่า 16 ปีมาใช้ โดยปัจจุบันหลายประเทศในยุโรปกำลังพิจารณามาตรการที่เข้มงวดขึ้น โดยอียูเตรียมเริ่มใช้งานแอปตรวจสอบอายุที่พัฒนาขึ้นเองภายในสิ้นปี 2026

นอกจากการตรวจสอบเรื่องอายุแล้วอียูยังอยู่ระหว่างสอบสวนว่าเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม มีการออกแบบที่ทำให้ผู้ใช้เสพติดจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตหรือไม่ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาอียูได้ตรวจสอบแพลตฟอร์มลามกอนาจารรวมถึงเว็บไซต์ Pornhub และกำลังสอบสวน Snapchat ในประเด็นความบกพร่องด้านการคุ้มครองเด็กเช่นกัน

แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่อียูยืนยันว่านี่คือ “อาวุธทางกฎหมาย” ที่จำเป็นในการควบคุมอิทธิพลที่ล้นเกินของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองเยาวชนในอนาคต.

ที่มา The Guardian / Reuters

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอกยอล” เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก "ยุน ซอกยอล" เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

29 เม.ย. 2569 15:47 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งเพิ่มโทษจำคุก “ยุน ซอกยอล” เป็น 7 ปี คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลอุทธรณ์กรุงโซลพิพากษาเพิ่มโทษอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เป็นจำคุก 7 ปี ในความผิดฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จากกรณีใช้อำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี เพื่อขัดขวางการจับกุมตนเอง ชี้เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจที่ใช้ข้าราชการเป็นเหมือน “การ์ดส่วนตัว”

ศาลอุทธรณ์ของเกาหลีใต้มีคำพิพากษาเพิ่มโทษจำคุก นายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดี จากเดิม 5 ปี เป็น 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากศาลชั้นต้นเคยมีคำตัดสินไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายยุนถูกพบว่าใช้อำนาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี เข้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะเข้าจับกุมเขาตามหมายศาล

ผู้พิพากษาศาลกรุงโซลระบุในคำวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่ “น่ารังเกียจอย่างยิ่ง” โดยระบุว่า “จำเลยไม่เพียงแต่ขัดขวางการบังคับใช้หมายจับที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังออกคำสั่งมิชอบแก่เจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนของชาติ โดยพยายามใช้คนเหล่านี้ราวกับเป็น ‘การ์ดส่วนตัว’ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นในบางประเด็น โดยสั่งให้เขามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ จากการสั่งให้เผยแพร่เอกสารแก้ต่างการประกาศกฎอัยการศึกแก่สื่อต่างชาติ และยืนหยัดความผิดฐานกีดกันคณะรัฐมนตรีไม่ให้เข้าร่วมประชุมเพื่อวางแผนประกาศกฎอัยการศึก

ปัจจุบัน นายยุน ซอกยอล กำลังรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในอีกคดีหนึ่งซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรงกว่าคือ “ข้อหากบฏ” จากความล้มเหลวในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งในครั้งนั้นเขาได้ประกาศยุติการปกครองระบอบพลเรือนโดยอ้างเรื่องภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ แต่กฎอัยการศึกดังกล่าวคงอยู่เพียง 6 ชั่วโมงก่อนจะถูกรัฐสภาลงมติคัดค้าน นำมาสู่การถูกถอดถอนและดำเนินคดีในที่สุด

นอกจากนี้ อดีตผู้นำเกาหลีใต้ยังต้องเผชิญกับอีกหนึ่งคดีใหญ่ คือข้อหา “ช่วยเหลือศัตรู” จากการส่งโดรนทหารเข้าไปในน่านฟ้าเกาหลีเหนือในช่วงต้นปี 2024 ซึ่งอัยการพิเศษกำลังเสนอโทษจำคุกสูงสุดถึง 30 ปี โดยเชื่อว่ายุนพยายามยั่วยุให้เกาหลีเหนือตอบโต้เพื่อสร้างเงื่อนไขในการประกาศกฎอัยการศึก

ด้าน นางคิม กอนฮี อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ภริยาของนายยุน ก็กำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำเช่นกัน โดยศาลอุทธรณ์ได้สั่งเพิ่มโทษจำคุกเธอจาก 20 เดือน เป็น 4 ปี ในคดีคอร์รัปชัน หลังจากศาลพิพากษากลับคำตัดสินในข้อหาปั่นหุ้นที่เธอเคยได้รับการยกฟ้องในชั้นต้น

ทั้งทีมกฎหมายของนายยุน ซอกยอล และนางคิม กอนฮี ได้ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อศาลฎีกาต่อไป.

ที่มา AFP / Yonhap

ศาลทหารอินโดฯ สั่งฟ้อง 4 ทหาร คดีสาดน้ำกรดใส่ “นักสิทธิมนุษยชน”

ศาลทหารอินโดฯ สั่งฟ้อง 4 ทหาร คดีสาดน้ำกรดใส่ "นักสิทธิมนุษยชน"

29 เม.ย. 2569 15:01 น.

ศาลทหารอินโดฯ สั่งฟ้อง 4 ทหาร คดีสาดน้ำกรดใส่ “นักสิทธิมนุษยชน”

อัยการทหารอินโดนีเซียสั่งฟ้อง 4 นายทหารสังกัดหน่วยข่าวกรองกรองยุทธศาสตร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  หลังก่อเหตุสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน จนตาบอดและบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกวิจารณ์เรื่องการขยายอำนาจทหารในรัฐบาลยุค ปธน.ปราโบโว

อัยการทหารอินโดนีเซียได้ยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่ทหาร 4 นาย ในข้อหาร่วมกันวางแผนทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากกรณีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส วัย 27 ปี นักเคลื่อนไหวและรองประสานงานกลุ่มสิทธิมนุษยชน KontraS ด้วยการสาดน้ำกรดจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียการมองเห็น

นายโมฮัมหมัด อิสวดี อัยการทหาร ระบุในคำฟ้องว่า จำเลยทั้ง 4 นาย ซึ่งสังกัดหน่วยข่าวกรองยุทธศาสตร์ทหาร มีความโกรธแค้นนายอันดรี เนื่องจากเขาเป็นแกนนำในการวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ทหารประจำการเข้าไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงและหน่วยงานพลเรือนได้มากขึ้น

อัยการระบุว่ากลุ่มทหารมองว่าการกระทำของนายอันดรีเป็นการ “เหยียบย่ำและดูหมิ่นสถาบันทหาร” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเพิ่งบันทึกรายการพอดแคสต์ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “การทำให้รัฐบาลเป็นทหาร” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลชื่อดัง

ในชั้นศาล อัยการเปิดเผยว่าจำเลยได้ร่วมกันวางแผนที่บ้านพักทหารในจาการ์ตา โดยหนึ่งในจำเลยได้นำ “น้ำยาล้างสนิม” จากเวิร์กช็อปทหารมาผสมกับ “น้ำกรดแบตเตอรี่รถยนต์” ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ติดตามนายอันดรีและสาดสารเคมีใส่เขาในขณะที่เขากำลังขี่มอเตอร์ไซค์

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัส ผิวหนังไหม้กว่า 20-24% บริเวณใบหน้า คอ และลำตัว รวมถึงทำให้ดวงตาข้างขวาบอดสนิท

แม้ว่าจำเลยทั้ง 4 นาย ได้แก่ เอดี สุดาร์โก, บูดี ฮาริยันโต, นันดาลา ดวี ปราเซเตีย และ ซามี ลักกา จะไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและตัวนายอันดรีเองได้ออกมาเรียกร้องให้ย้ายคดีนี้ไปพิจารณาใน “ศาลพลเรือน”

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอินโดนีเซีย แสดงความกังวลว่า การขึ้นศาลทหารอาจส่งผลให้จำเลยได้รับบทลงโทษที่เบากว่าความเป็นจริงและขาดการตรวจสอบจากภาคประชาชน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ตำรวจสืบสวนบุคคลอื่นอีกอย่างน้อย 10 รายที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตามรายงานการสืบสวนลับ

คดีนี้กลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว แม้ว่าตัวประธานาธิบดีจะออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การก่อการร้าย” และสัญญาว่าจะสืบสวนอย่างถ่องแท้ แต่การขยายอำนาจทหารเข้าไปในงานบริหารพลเรือนยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลเรื่องการถดถอยของประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง จำเลยทั้ง 4 นายอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 12 ปี โดยการพิจารณาคดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เพื่อทำการสืบพยานต่อไป.

ที่มา Reuters / AFP

“กูเกิล” ทำข้อตกลงลับ “เพนตากอน” ส่งโมเดล AI หนุนภารกิจความมั่นคงสหรัฐฯ

"กูเกิล" ทำข้อตกลงลับ "เพนตากอน" ส่งโมเดล AI หนุนภารกิจความมั่นคงสหรัฐฯ

29 เม.ย. 2569 14:10 น.

“กูเกิล” ทำข้อตกลงลับ “เพนตากอน” ส่งโมเดล AI หนุนภารกิจความมั่นคงสหรัฐฯ

รายงานชี้ “กูเกิล” เข้าร่วมพันธมิตรเทคโนโลยีที่ทำข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยอมให้ใช้โมเดล AI ในภารกิจความมั่นคงลับที่ครอบคลุม “ทุกวัตถุประสงค์ที่ถูกกฎหมาย” ท่ามกลางการจับตามองเรื่องจริยธรรมและการควบคุมอาวุธ

สำนักข่าว The Information รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงในระบุว่า “กูเกิล” ภายใต้บริษัทแม่ “อัลฟาเบต”  ได้บรรลุข้อตกลงลับกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในการอนุญาตให้หน่วยงานรัฐใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับงานในเครือข่ายชั้นความลับ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กูเกิลเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ OpenAI และ xAI ของอีลอน มัสก์ ที่มีข้อตกลงในลักษณะเดียวกันก่อนหน้านี้

ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า เพนตากอนสามารถใช้ AI ของกูเกิล เพื่อ “วัตถุประสงค์ใด ๆ ของรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยเครือข่ายชั้นความลับเหล่านี้ถูกใช้เพื่อจัดการงานที่ละเอียดอ่อนสูง ตั้งแต่การวางแผนภารกิจไปจนถึงการกำหนดเป้าหมายอาวุธ

ก่อนหน้านี้ในปี 2025 เพนตากอนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่าสูงถึง 200 ล้านดอลลาร์กับห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำหลายแห่ง รวมถึง Anthropic, OpenAI และกูเกิล เพื่อผลักดันให้บริษัทเหล่านี้เปิดระบบ AI บนเครือข่ายลับโดยไม่มีข้อจำกัดมาตรฐานแบบที่ใช้กับผู้ใช้ทั่วไป

สัญญาของกูเกิลระบุเงื่อนไขสำคัญว่า บริษัทจะต้องให้ความช่วยเหลือในการปรับแต่งการตั้งค่าความปลอดภัยและฟิลเตอร์กรองข้อมูลของ AI ตามคำขอของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในสัญญามีการระบุข้อความชัดเจนว่า “คู่สัญญาเห็นพ้องว่าระบบ AI นี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ และไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อการสอดแนมมวลชนในประเทศ หรือใช้เป็นอาวุธอัตโนมัติ (รวมถึงการเลือกเป้าหมาย) โดยปราศจากการกำกับดูแลและการควบคุมโดยมนุษย์ที่เหมาะสม” แต่ในทางกลับกัน สัญญาดังกล่าวยังระบุด้วยว่า กูเกิลไม่มีสิทธิ์ในการควบคุมหรือวีโต้การตัดสินใจด้านปฏิบัติการของรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย

โฆษกของกูเกิลแถลงยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐทั้งในโครงการลับและโครงการทั่วไป และยังคงยึดมั่นในฉันทามติที่ว่า AI ไม่ควรถูกใช้ในการสอดแนมหรืออาวุธอัตโนมัติที่ขาดการควบคุมจากมนุษย์ โดยมองว่าการให้สิทธิ์เข้าถึง API ของโมเดลเชิงพาณิชย์ผ่านโครงสร้างพื้นฐานของกูเกิล เป็นแนวทางที่รับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงสงคราม” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าไม่มีความสนใจในการใช้ AI สอดแนมชาวอเมริกัน หรือสร้างอาวุธที่ทำงานเองโดยไม่มีมนุษย์เกี่ยวข้อง แต่ต้องการให้ AI สามารถใช้งานได้ใน “ทุกรูปแบบที่ถูกกฎหมาย”

ความเคลื่อนไหวของกูเกิลเกิดขึ้นหลังจากที่สตาร์ทอัพอย่าง Anthropic (ผู้สร้าง Claude) เผชิญกับปัญหาขัดแย้งกับเพนตากอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะปลดล็อกระบบป้องกัน ที่ห้ามนำ AI ไปใช้ในอาวุธอัตโนมัติหรือการสอดแนม ส่งผลให้กระทรวงฯ ระบุว่าบริษัทเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในขณะนั้น.

ที่มา Reuters

ทำเนียบขาวขึ้นแคปชัน “สองกษัตริย์” หลังทรัมป์รับเสด็จ “คิงชาร์ลส์”

ทำเนียบขาวขึ้นแคปชัน "สองกษัตริย์" หลังทรัมป์รับเสด็จ "คิงชาร์ลส์"

29 เม.ย. 2569 12:21 น.

ทำเนียบขาวขึ้นแคปชัน “สองกษัตริย์” หลังทรัมป์รับเสด็จ “คิงชาร์ลส์”

ทำเนียบขาวเผยภาพโดนัลด์ ทรัมป์ และสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมคำบรรยาย “TWO KINGS” หรือ “สองกษัตริย์” สร้างกระแสถกเถียงเรื่องภาพลักษณ์เชิงราชาธิปไตย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการพร้อมบรรยากาศผ่อนคลายด้วยมุกตลก

บรรยากาศการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมกล่าวสดุดีความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่าเป็น “การปฏิวัติแองโกล-อเมริกันเพื่อเสรีภาพของมนุษย์” ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางคือการที่โซเชียลมีเดียของทำเนียบขาว เผยแพร่ภาพขณะทรัมป์เช็กแฮนด์กับกษัตริย์ชาร์ลส์ พร้อมแคปชันว่า “TWO KINGS” (สองกษัตริย์) ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ทรัมป์มักเปรียบตนเองกับระบอบกษัตริย์บ่อยครั้งในช่วงวาระที่สอง

อย่างไรก็ตาม การใช้ถ้อยคำดังกล่าวจุดกระแสวิจารณ์ เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีระบบการปกครองที่ประชาชนเป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตย แตกต่างจากระบอบกษัตริย์

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม 2025 ทรัมป์เคยโพสต์วิดีโอที่สร้างจาก AI เป็นภาพเขาสวมมงกุฎขับเครื่องบินรบเหนือนักประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาล รวมถึงวิดีโอที่นักการเมืองพรรคเดโมแครตคุกเข่าต่อหน้าเขาในชุดคลุมและมงกุฎกษัตริย์ ทำให้ สส. โจ โมเรลล์ จากพรรคเดโมแครต ออกมาวิจารณ์ว่า “ทรัมป์อาจไม่เข้าใจความแตกต่างที่ว่า ในอเมริกาประชาชนคือผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ปฏิเสธข้อหาพฤติกรรมเลียนแบบกษัตริย์ผ่านรายการ “60 Minutes” โดยกล่าวติดตลกหลังรอดชีวิตจากเหตุพยายามลอบสังหารเมื่อวันเสาร์ว่า “ผมไม่ใช่กษัตริย์หรอก เพราะถ้าผมเป็น ผมคงไม่ต้องมานั่งคุยกับคุณแบบนี้”

ในงานเลี้ยงช่วงค่ำ ทั้งสองผู้นำได้สลับกันกล่าวสุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างสองชาติ โดยทรัมป์กล่าวชมกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ทรงกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสว่า “ท่านเก่งมากที่ทำให้พวกเดโมแครตยอมลุกขึ้นยืนปรบมือให้ได้ ซึ่งผมทำแบบนั้นไม่ได้เลย”

กษัตริย์ชาร์ลส์ยังทรงเรียกเสียงหัวเราะด้วยการตรัสถึงเหตุการณ์ปี 1814 ที่กองทัพอังกฤษเคยเผาทำเนียบขาว โดยระบุว่า “ต้องขออภัยที่บรรพบุรุษชาวอังกฤษของข้าพเจ้าเคยพยายาม ‘ปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์’ ที่ทำเนียบขาวแห่งนี้แบบรุนแรงไปนิด”

นอกจากนั้น หลังจากทรัมป์เคยกล่าวว่าถ้าไม่มีอเมริกา ยุโรปคงพูดภาษาเยอรมันไปแล้ว กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “ข้าพเจ้าขอกล่าวบ้างว่า ถ้าไม่มีพวกเรา (อังกฤษ) ป่านนี้ท่านก็คงพูดภาษาฝรั่งเศสไปแล้วเหมือนกัน!”

ในตอนท้าย กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงขอบคุณสำหรับอาหารค่ำมื้อสุดพิเศษ และตรัสติดตลกว่า “นี่เป็นการพัฒนาขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์บอสตันทีปาร์ตี้” หรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่กลุ่มกบฏอเมริกันเทใบชาอังกฤษทิ้งลงทะเล

แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยมุกตลก แต่กษัตริย์ชาร์ลส์ทรงเน้นย้ำถึงหลักการปกครองที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยอ้างถึง “กฎบัตรแมกนา คาร์ตา” (Magna Carta) และร่างกฎหมายสิทธิ (Bill of Rights) เพื่อยืนยันว่า “อำนาจบริหารต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ทั้งสองชาติยึดถือมาอย่างยาวนาน.

ที่มา Reuters / BBC

“อีลอน มัสก์” ขึ้นศาลซัด OpenAI คือไอเดียของตน ก่อนถูกผู้บริหาร “ปล้น” ไปทำกำไร

"อีลอน มัสก์" ขึ้นศาลซัด OpenAI คือไอเดียของตน ก่อนถูกผู้บริหาร "ปล้น" ไปทำกำไร

29 เม.ย. 2569 11:52 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นศาลซัด OpenAI คือไอเดียของตน ก่อนถูกผู้บริหาร “ปล้น” ไปทำกำไร

“อีลอน มัสก์” ขึ้นให้การนัดแรกในคดีฟ้องร้อง OpenAI แฉตนคือผู้คิดค้นชื่อและวางรากฐานทั้งหมด แต่กลับถูก “แซม อัลต์แมน” และพวก ทรยศอุดมการณ์ด้วยการเปลี่ยนองค์กรการกุศลให้เป็นเครื่องจักรผลิตเงินแสนล้านดอลลาร์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ขึ้นให้การต่อศาลในคดีที่เขาฟ้องร้อง OpenAI รวมถึง แซม อัลต์แมน ซีอีโอ และ เกร็ก บร็อกแมน ประธานบริษัท โดยมัสก์ระบุว่านี่คือการต่อสู้เพื่อปกป้องรากฐานของการบริจาคเพื่อการกุศลในอเมริกา

มัสก์ให้การต่อคณะลูกขุนว่า OpenAI คือผลผลิตจากความคิดของเขาเอง “ผมเป็นคนคิดไอเดีย คิดชื่อบริษัท สรรหาบุคลากรหลัก สอนทุกอย่างที่ผมรู้ และเป็นคนให้เงินทุนเริ่มต้นทั้งหมด” มัสก์ย้ำว่าเขาตั้งใจให้องค์กรนี้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพื่อดูแลการพัฒนา AI ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มัสก์ระบุถึงสาเหตุที่เขาเลือกฟ้องร้อง แทนที่จะปล่อยผ่านไปว่า “ถ้าเรายอมให้ใครมาปล้นองค์กรการกุศลได้ รากฐานของการบริจาคเพื่อการกุศลในอเมริกาจะพังทลายลง นั่นคือสิ่งที่ผมกังวล” 

ด้าน วิลเลียม ซาวิตต์ ทนายความของ OpenAI และอัลต์แมน ได้แถลงต่อคณะลูกขุนว่า แท้จริงแล้วมัสก์นั่นเองที่เป็นคนผลักดันให้ OpenAI เปลี่ยนเป็นธุรกิจแสวงหากำไรตั้งแต่ช่วงแรกเพราะหวังผลตอบแทน และที่เขาฟ้องร้องในตอนนี้ก็เพียงเพราะ “ไม่ได้ดั่งใจ” และต้องการ “กุญแจสู่อาณาจักร” แต่เมื่อทำไม่สำเร็จจึงแยกไปตั้งบริษัท xAI ของตัวเอง

นอกจากนี้ ทนายของ OpenAI ยังยืนยันว่าการตัดสินใจตั้งบริษัทแสวงหากำไรในปี 2019 เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อระดมทุนมหาศาลมาซื้อกำลังประมวลผลและดึงตัวนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เพื่อให้แข่งขันกับ Google ได้ ในการฟ้องร้องครั้งนี้ มัสก์เรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.88 ล้านล้านบาท) จาก OpenAI และไมโครซอฟท์ โดยระบุว่าเงินทั้งหมดจะถูกนำกลับคืนสู่ภาคการกุศลของ OpenAI นอกจากนี้เขายังต้องการให้ศาลสั่งให้ OpenAI กลับไปเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงสั่งปลด แซม อัลต์แมน และเกร็ก บร็อกแมน ออกจากตำแหน่งบริหาร และถอดถอนอัลต์แมนออกจากบอร์ดบริหาร

ก่อนเริ่มพิจารณาคดี ผู้พิพากษา อีวอน กอนซาเลซ โรเจอร์ส ได้ตำหนิมัสก์อย่างรุนแรงกรณีที่เขาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เรียกแซม อัลต์แมนว่า “Scam Altman” (แซมจอมลวงโลก) โดยผู้พิพากษาเตือนมัสก์ให้พยายามควบคุมนิสัยการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อโจมตีผู้อื่นนอกห้องพิจารณาคดี ซึ่งมัสก์รับปากว่าจะลดกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียลงในช่วงนี้

มัสก์เผยว่าความกังวลเรื่องความปลอดภัยของ AI คือเหตุผลหลักที่เขาตั้ง OpenAI ขึ้นมา โดยเขาเคยหารือเรื่องนี้กับ แลร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล จนตระหนักได้ว่ากูเกิลไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของ AI มากพอ เขาจึงต้องสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อเป็นคานอำนาจ

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของตัวเงิน แต่นับเป็นการเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการเทคโนโลยี และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของ OpenAI ที่อาจมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต.

ที่มา Reuters

สหรัฐฯ ตั้งข้อหา “เจมส์ โคมีย์” อดีต ผอ. FBI ขู่เอาชีวิต “ทรัมป์” ในอินสตาแกรม

สหรัฐฯ ตั้งข้อหา "เจมส์ โคมีย์" อดีต ผอ. FBI ขู่เอาชีวิต "ทรัมป์" ในอินสตาแกรม

29 เม.ย. 2569 11:22 น.

สหรัฐฯ ตั้งข้อหา “เจมส์ โคมีย์” อดีต ผอ. FBI ขู่เอาชีวิต “ทรัมป์” ในอินสตาแกรม

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งฟ้อง “เจมส์ โคมีย์” อดีตผู้อำนวยการ FBI ในข้อหาข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากกรณีโพสต์ภาพเปลือกหอย ที่มีตัวเลข “86 47” บนอินสตาแกรม ด้านเจ้าตัวยืนกรานบริสุทธิ์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นความพยายามกำจัดศัตรูทางการเมือง

เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการในความผิดฐานข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ โดยมีชนวนเหตุมาจากภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียที่เขาเคยโพสต์ไว้เมื่อปีที่ผ่านมา

หลักฐานสำคัญในคดีนี้คือภาพถ่ายเปลือกหอยบนชายหาดในรัฐนอร์ทแคโรไลนาที่เรียงกันเป็นตัวเลข “86 47” ซึ่งทางรัฐบาลทรัมป์ตีความว่าเป็นการข่มขู่ โดยระบุว่ารหัส “86” เป็นคำแสลงที่หมายถึงการ “กำจัด” หรือ “ไล่ออก” ส่วนเลข “47” หมายถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ

ด้านนายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI คนปัจจุบัน แถลงว่า ในฐานะที่โคมีย์เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงาน ย่อมทราบดีถึงผลกระทบและการตีความที่จะตามมาจากการโพสต์ภาพดังกล่าว “เจมส์ โคมีย์ สนับสนุนการข่มขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีอย่างน่าอับอายผ่านอินสตาแกรมให้โลกได้เห็น” พาเทลกล่าว

ด้านเจมส์ โคมีย์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันทีว่าเขายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่เกรงกลัวต่อการตั้งข้อหาครั้งนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นความพยายามอีกครั้งของรัฐบาลที่จะเล่นงานเขา “พวกเขากลับมาอีกแล้ว ครั้งนี้อ้างเรื่องรูปเปลือกหอยบนหาดนอร์ทแคโรไลนาเมื่อปีที่แล้ว ผมเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ และจุดยืนของผมยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

ก่อนหน้านี้ โคมีย์เคยชี้แจงกับหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ว่าเขาไม่ได้เจตนาสื่อสารรหัสความรุนแรงใดๆ เพียงแค่คิดว่าเป็นข้อความทางการเมืองทั่วไป และได้ลบโพสต์ทันทีเมื่อทราบว่ามีการตีความไปในทางลบ

คดีนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไมเคิล เกอร์ฮาร์ดท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่า หลักฐานในคดีนี้ “เบาบางมาก” และโพสต์ดังกล่าวควรได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะที่ จิมมี กูรูเล อดีตอัยการรัฐบาลกลาง แสดงความเห็นว่าการสั่งฟ้องครั้งนี้คือ “ความอับอายของระบบยุติธรรมอเมริกัน” และเป็นความพยายามที่ชัดเจนในการข่มขู่ศัตรูทางการเมืองของประธานาธิบดี เนื่องจากแทบไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่าโคมีย์มีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายประธานาธิบดีจริงๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โคมีย์ถูกรัฐบาลทรัมป์ตั้งเป้าดำเนินคดี เขาเคยถูกสั่งฟ้องในข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ผู้พิพากษาได้ยกฟ้องไปเนื่องจากปัญหาเรื่องขั้นตอนการแต่งตั้งอัยการที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับคดีล่าสุดนี้ โคมีย์ถูกตั้งข้อหาข่มขู่ประธานาธิบดีและการส่งคำข่มขู่ผ่านการสื่อสารระหว่างรัฐ ซึ่งแต่ละข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง.

ที่มา BBC