เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 “อองซาน ซูจี” ได้อานิสงส์ด้วย

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 "อองซาน ซูจี" ได้อานิสงส์ด้วย

30 เม.ย. 2569 12:53 น.

เมียนมาลดโทษนักโทษทั่วประเทศ 1 ใน 6 “อองซาน ซูจี” ได้อานิสงส์ด้วย

รัฐบาลทหารเมียนมา ประกาศลดโทษให้นักโทษทั่วประเทศลงอีก 1 ใน 6 เนื่องในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่งผลให้ “อองซาน ซูจี” ได้รับการลดหย่อนโทษเพิ่มเติมเป็นครั้งที่สองในรอบ 1 เดือน ท่ามกลางความกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพ

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำการรัฐประหารที่เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ออกประกาศลดโทษให้กับนักโทษทุกคนทั่วประเทศลง 1 ใน 6 ในวันนี้ (30 เม.ย.) เนื่องในโอกาสวันหยุดราชการ ซึ่งมาตรการนี้ครอบคลุมถึงนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกคุมขังอยู่อีกด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยขอสงวนนามว่า แม้จะมีการประกาศลดโทษครั้งล่าสุด แต่เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของเมียนมาไม่มีความโปร่งใส ทำให้ยากจะระบุได้ว่าปัจจุบันนางซูจี วัย 80 ปี เหลือระยะเวลาต้องโทษจริงอีกกี่ปี

แหล่งข่าวระบุว่า “เราทราบเพียงว่าเธอจะได้รับการลดโทษ 1 ใน 6 จากส่วนที่เหลือ แต่เราไม่รู้แน่ชัดว่าจริง ๆ แล้วเธอเหลือโทษจำคุกอีกกี่ปีกันแน่” 

ย้อนกลับไปในปี 2023 นางซูจีเคยได้รับอภัยโทษในบางข้อหา ทำให้โทษจำคุกรวมกว่า 30 ปีถูกลดเหลือ 27 ปี และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็ได้ออกคำสั่งลดโทษในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รวมถึงมีการอภัยโทษให้นายวิน มินต์ อดีตประธานาธิบดีและคนสนิทของนางซูจีด้วย

นักสังเกตการณ์ด้านประชาธิปไตยวิเคราะห์ว่า การประกาศลดโทษแบบหว่านแหครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามในการ “ปรับภาพลักษณ์” ของรัฐบาลทหารเมียนมา หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย พยายามเปลี่ยนผ่านตัวเองจากผู้นำทหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือน ผ่านการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่ามีการควบคุมอย่างเข้มงวดและกีดกันพรรค NLD ออกจากการเมือง

นอกจากนี้ การผ่อนปรนมาตรการคุมขังบางส่วนถูกมองว่าเป็นเพียง “การสร้างภาพ” ในขณะที่กองทัพเมียนมายังคงเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองทั่วประเทศ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564

ปัจจุบัน นางอองซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขังโดยถูกตัดขาดจากการสื่อสารกับโลกภายนอกเกือบจะโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางรายงานข่าวจากครอบครัวของเธอที่ออกมาแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมลงตามวัย ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนยืนยันว่า ข้อหาทั้งหมดที่เธอได้รับนั้นเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อกันเธอออกจากการเมืองอย่างถาวร.

ที่มา AFP

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กจี้ “คิงชาร์ลส์” คืนเพชร “โคอินัวร์” ถูกขโมยยุคอาณานิคมคืนอินเดีย

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กจี้ "คิงชาร์ลส์" คืนเพชร "โคอินัวร์" ถูกขโมยยุคอาณานิคมคืนอินเดีย

30 เม.ย. 2569 12:07 น.

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กจี้ “คิงชาร์ลส์” คืนเพชร “โคอินัวร์” ถูกขโมยยุคอาณานิคมคืนอินเดีย

นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กซึ่งมีเชื้อสายอินเดีย กล่าวเรียกร้องให้สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงพิจารณาคืนเพชร “โค-อิ-นัวร์” ขนาด 105.6 กะรัต เพชรล้ำค่าที่ถูกจักรวรรดิอังกฤษยึดไปจากอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 19

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเสด็จเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา โดยนายมัมดานี ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวก่อนร่วมพิธีรำลึกเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน โดยกล่าวว่า “หากผมได้พูดคุยกับพระเจ้าชาร์ลส์ นอกเหนือจากเรื่องพิธีรำลึกแล้ว ผมคงจะสนับสนุนให้พระองค์คืนเพชรโคอินัวร์” พร้อมเสริมว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้าย

แม้ภาพข่าวจะปรากฏว่าพระเจ้าชาร์ลส์ทรงสรวลและทักทายกับนายมัมดานีอย่างเป็นกันเองในพิธีรำลึก แต่ไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่านายกเทศมนตรีนิวยอร์กได้ยกประเด็นที่อ่อนไหวนี้ขึ้นมาสนทนาโดยตรงหรือไม่ ขณะที่สำนักพระราชวังบัคกิงแฮมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว

เพชร “โคอินัวร์” ขนาด 105.6 กะรัต ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) และเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ชิ้นสำคัญของอังกฤษ โดยประดับอยู่บนพระมหามงกุฎของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี

ประวัติของเพชรเม็ดนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยผ่านมือทั้งจักรพรรดิโมกุล, ชาห์แห่งอิหร่าน และมหาราชาแห่งจักรวรรดิซิกข์ ก่อนที่จะตกเป็นของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในปี ค.ศ. 1849 ภายหลังบริษัทอินเดียตะวันออกเข้ายึดครองภูมิภาคปัญจาบ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการบังคับมอบให้ภายใต้เงื่อนไขสนธิสัญญาสันติภาพที่ไม่มีความยุติธรรม

สำหรับชาวอินเดีย เพชรโกอินูร์เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความสูญเสียและรอยร้าวจากการถูกปกครองโดยอังกฤษ โดยทางการอินเดียพยายามเรียกร้องขอคืนสมบัติชิ้นนี้หลายครั้งแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ นอกจากอินเดียแล้ว ประเทศอย่างอัฟกานิสถาน อิหร่าน และปากีสถาน ต่างก็เคยอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเพชรดังกล่าวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของมัมดานีถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักการเมืองสายอนุรักษนิยมในอังกฤษ โดยเซีย ยูซุฟ โฆษกพรรครีฟอร์ม ยูเค ที่ระบุว่าข้อเสนอนี้เป็นการดูหมิ่นกษัตริย์และยืนยันว่า “เพชรล้ำค่านี้จัดแสดงอยู่ที่หอคอยแห่งลอนดอน และมันจะอยู่ที่นั่นตลอดไป”

ที่มา AFP / Reuters

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 27 ปี “เขม โสกา” ผู้นำฝ่ายค้าน ข้อหากบฏ-สมคบคิดต่างชาติ

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 27 ปี "เขม โสกา" ผู้นำฝ่ายค้าน ข้อหากบฏ-สมคบคิดต่างชาติ

30 เม.ย. 2569 11:30 น.

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 27 ปี “เขม โสกา” ผู้นำฝ่ายค้าน ข้อหากบฏ-สมคบคิดต่างชาติ

ศาลอุทธรณ์กรุงพนมเปญมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกนายเขม โสกา ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตประธานพรรคสงเคราะห์ชาติ เป็นเวลา 27 ปี ในข้อหากบฏและสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อโค่นล้มรัฐบาล โดยศาลยังคงคำสั่งเดิมให้รับโทษด้วยการกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพัก และสั่งเพิ่มโทษห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 ปี

นายเพ็ง เฮง ทนายความของนายเขม โสกา เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ผลการตัดสินตรงข้ามกับความคาดหวังของฝ่ายจำเลยที่หวังจะเห็นความปรองดองและการสร้างความสามัคคีในชาติ โดยหลังจากนี้จะหารือกับลูกความว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาต่อไปหรือไม่

นายเขม โสกา ถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2017  โดยหน่วยอารักขาของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน และถูกตัดสินโทษในปี 2023 ให้จำคุกเป็นเวลา 27 ปี ในข้อหาพยายามโค่นล้มรัฐบาลของอดีตนายกฯ ฮุน เซน  อย่างไรก็ตาม ศาลได้อนุญาตให้เขาชดใช้โทษด้วยการถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพักในกรุงพนมเปญแทนการเข้าคุก

นายเพ็ง เฮง ทนายความของนายเก็ม โสขา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหน้าอาคารศาลว่า นอกจากศาลจะยืนโทษจำคุกเดิมแล้ว ผู้พิพากษายังได้สั่งเพิ่มบทลงโทษ “ห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 ปี” เพิ่มเติมเข้าไปในคำพิพากษาอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ นายเขม โสกา ได้ร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง โดยทนายระบุว่าลูกความของเขาพร้อมที่จะหา “ข้อยุติทางการเมือง” เพื่อจบคดีนี้ แต่ศาลอุทธรณ์กลับใช้เวลาพิจารณาเพียง 3 สัปดาห์หลังจากกระบวนการหยุดชะงักไปนานกว่า 18 เดือน ก่อนจะมีคำตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการพิจารณาคดีของเขาถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการประวิงเวลาอย่างผิดปกติ โดยเขาถูกกักขังทั้งในเรือนจำและกักบริเวณในบ้านพัก รวมถึงถูกจำกัดสิทธิอย่างเข้มงวด ห้ามติดต่อกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวทั้งในชีวิตจริงและในโลกออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการ

แม้กัมพูชาจะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากนายฮุน เซน ไปสู่ลูกชายคือ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อปี 2023 แต่สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าย่ำแย่ลง

ปัจจุบันกัมพูชาถูกมองว่าเป็นรัฐพรรคเดียว หลังจากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของรัฐบาลคว้าที่นั่งในสภาได้ทั้งหมดจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักถูกตัดสิทธิไม่ให้ลงแข่งขัน

ด้านองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ วอตช์” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายกเลิกคำตัดสินที่ “จอมปลอม” นี้ทันที โดยระบุว่าคดีดังกล่าวมีแรงจูงใจทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้นำฝ่ายค้านมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2028 ขาดความชอบธรรม

ไบรโอนี ลอ รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวแมน ไรท์ วอตช์ กล่าวว่า รัฐบาลต่างชาติและประเทศผู้บริจาคควรแสดงท่าทีที่ชัดเจน โดยเฉพาะการระงับการสนับสนุนทางเทคนิคสำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จนกว่าทางการกัมพูชาจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองอย่างแท้จริงและคืนสิทธิให้กับคู่แข่งทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข.

ที่มา AFP / Human Rights Watch

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

30 เม.ย. 2569 11:27 น.

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

เกาหลีเหนือ กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงผิดปกติในปีนี้ โดยสื่อทางการรายงานว่ารัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องพืชผล ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของรัฐบาลเปียงยาง ระบุว่า ภัยแล้งครั้งนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และถือเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แรงงานในหลายภูมิภาคต้องระดมกำลังเพื่อปกป้องพืชผลฤดูกาลแรกอย่างเร่งด่วน

ด้าน เอลิซาเบธ แซลมอน ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประจำเกาหลีเหนือ เปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ปัญหาการขาดแคลนอาหารในประเทศถือเป็นประเด็นหลักที่น่ากังวลหลักอยู่แล้ว ก่อนที่จะเกิดภัยแล้งซ้ำเติมสถานการณ์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือ มักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงกว่าประเทศอื่น เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ รวมถึงการถูกโดดเดี่ยวทางการทูต

รายงานอีกฉบับของ KCNA ระบุว่า พัค แท ซอง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มในจังหวัดพยองอันใต้ และฮวังแฮเหนือ เพื่อหารือมาตรการลดความเสียหายจากภัยแล้ง

โดยเขาเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและใช้แหล่งน้ำทุกแห่งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้ว่าความสำเร็จของฤดูกาลเก็บเกี่ยวในปีนี้ขึ้นอยู่กับการรับมือภัยแล้งรุนแรงให้ได้

KCNA ระบุเพิ่มเติมว่า เมืองและเขตต่าง ๆ ทั่วประเทศกำลังเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำและระบบชลประทาน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เกษตรยังนำมาตรการทางเทคนิคมาใช้เพื่อเพิ่มความทนทานต่อภัยแล้งให้กับพืชหลักอย่างข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานเรื้อรัง โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องปรับอากาศได้ ทำให้ความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อนยิ่งทวีความรุนแรง

ย้อนกลับไปในปี 2024 ประเทศเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ทางตอนเหนือใกล้ชายแดนจีน โดยสื่อเกาหลีใต้ รายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายอาจสูงถึง 1,500 คน แม้ทางการเกาหลีเหนือจะออกมาปฏิเสธตัวเลขดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้วในภูมิภาคเอเชีย โดยเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย ก็เคยเผชิญภัยแล้งยาวนานในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมืองชายฝั่งอย่างคังนึงที่ต้องใช้มาตรการจำกัดการใช้น้ำ นอกจากนี้ปีที่แล้ว ทั้งเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ยังเผชิญเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้คลื่นความร้อนและภัยแล้งเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มกลับมาในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้หลายพื้นที่ในเอเชียเผชิญทั้งความร้อนจัด ภัยแล้ง และฝนตกหนัก.

ที่มา : channelnewsasia

อัยการเผยนักร้องดัง “D4vd” ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 ปี ซื้ออุปกรณ์รวมถึงเลื่อยไฟฟ้าทางออนไลน์

อัยการเผยนักร้องดัง "D4vd" ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 ปี ซื้ออุปกรณ์รวมถึงเลื่อยไฟฟ้าทางออนไลน์

30 เม.ย. 2569 09:10 น.

อัยการเผยนักร้องดัง “D4vd” ฆ่าหั่นศพเด็กหญิงวัย 14 ปี ซื้ออุปกรณ์รวมถึงเลื่อยไฟฟ้าทางออนไลน์

อัยการสหรัฐฯ เผยรายละเอียดคดีสะเทือนวงการเพลง “D4vd” นักร้องหนุ่มชื่อดัง ฆาตกรรมอำพรางศพเด็กหญิงวัย 14 ปี สั่งซื้อเลื่อยยนต์ ถุงใส่ศพ เลื่อยไฟฟ้า และอุปกรณ์เผาทำลายศพผ่านออนไลน์

วันที่ 30 เมษายน 2569 อัยการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายเดวิด แอนโธนี เบิร์ก หรือ “D4vd” นักร้องดังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศเด็กต่อเนื่อง และทำลายอำพรางศพ โดยผู้ต้องหารู้จักกับผู้ตาย เซเลสต์ ริวาส เอร์นานเดซ ตั้งแต่เธอเป็นเด็กหญิงอายุ 11 ปี และเริ่มมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวตอนเธออายุ 13 ปี ขณะที่เขาอายุ 18 ปี

เอกสารของอัยการระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิงส่งข้อความขู่ว่าจะเปิดเผยความสัมพันธ์ลับและทำลายชีวิตของนักร้องหนุ่ม ก่อนที่เธอจะถูกฆาตกรรมในเวลาต่อมา โดยอัยการเชื่อว่า เหตุสังหารเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 ภายในบ้านพักของ D4vd ในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ นครลอสแอนเจลิส 

อัยการระบุว่า นายเดวิด แอนโธนี เบิร์ก นักร้องดังจากเพลงไวรัลบน TikTok อย่าง Romantic Homicide และ Here With Me ได้ใช้มีดแทงเด็กหญิงหลายครั้ง และหลังเกิดเหตุผู้ต้องหาได้สั่งซื้อเลื่อยยนต์ 2 เครื่อง สระน้ำเป่าลมสีฟ้า พลั่ว ถุงใส่ศพ และกรงเผา ผ่านบัญชีปลอม เพื่อใช้ทำลายศพและหลักฐานพร้อมระบุว่า ศพของเด็กหญิงถูกแยกชิ้นส่วนภายในโรงรถบ้านพัก ก่อนถูกนำไปซ่อนไว้ในรถยนต์เทสลาของผู้ต้องหา

รายงานข่าวระบุว่า ศพของเซเลสต์ถูกพบในสภาพเน่าเปื่อยอยู่ภายในรถเมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังครอบครัวแจ้งความคนหายมาหลายเดือน จนกระทั่งตำรวจนครลอสแอนเจลิสประกาศจับกุม D4vd เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าตัวยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยทนายยืนยันว่าจะต่อสู้คดีเต็มที่ และเชื่อว่าหลักฐานจะพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่า

ด้านครอบครัวของเด็กหญิงออกแถลงการณ์เรียกร้องความยุติธรรม พร้อมระบุว่ายังคงโศกเศร้ากับการสูญเสียครั้งนี้อย่างหนัก.

ที่มา BBC

เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่น ฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปี

 เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่น ฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปี

30 เม.ย. 2569 08:29 น.

เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เผยภาพครอบครัวสุดอบอุ่น ฉลองครบรอบแต่งงาน 15 ปี

เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงเผยแพร่ภาพถ่ายครอบครัวสุดอบอุ่น เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งการเสกสมรส สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับแฟนราชวงศ์ทั่วโลก

ในภาพดังกล่าวเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงแคเธอรีน ทรงประทับนอนบนสนามหญ้าพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จ, เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ โดยทุกพระองค์ฉลองพระองค์สบายๆ ในบรรยากาศฤดูร้อนที่ดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความสุขของครอบครัว

ข้อความประกอบภาพที่เผยแพร่ผ่านบัญชี X ของพระราชวังเคนซิงตัน ระบุว่า “Celebrating 15 years of marriage” หรือ “เฉลิมฉลอง 15 ปีแห่งชีวิตคู่” ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในปี 2011 ทั้งสองพระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร โดยมีประชาชนจำนวนมากออกมาโบกมือแสดงความยินดี ขณะที่บ่าวสาวเสด็จโดยรถม้าจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ไปยังพระราชวังบักกิ้งแฮม หลังเสร็จสิ้นพิธี

สำหรับพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ประสูติในช่วงปีต่อมา ได้แก่ เจ้าชายจอร์จในเดือนกรกฎาคม 2013 เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ในเดือนพฤษภาคม 2015 และเจ้าชายหลุยส์ในเดือนเมษายน 2018

ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียมทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 ในการสืบราชบัลลังก์อังกฤษ ส่งผลให้เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ อยู่ในลำดับที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ.

ที่มา : CNN

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

30 เม.ย. 2569 05:21 น.

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

พนักงานสวนสัตว์ชื่อดังของญี่ปุ่น ก่อเหตุนำศพของภรรยาตัวเองไปเผาในเตาเผาซากสัตว์ ซึ่งปกติแล้วเอาไว้กำจัดซากสัตว์ โดยตำรวจกำลังสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 เม.ย. 2569 ว่า สวนสัตว์อาซาฮิยามะในเมืองอาซาฮิกาวะ หนึ่งในสวนสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของญี่ปุ่นยังคงปิดให้บริการ ในขณะที่ตำรวจกำลังเร่งค้นหาศพของหญิงที่สูญหาย หลังจากสามีของเธออ้างว่าเขาได้โยนศพของเธอเข้าไปในเตาเผาภายในสวนสัตว์ ซึ่งปกติใช้สำหรับกำจัดซากสัตว์ที่ตายแล้ว

นักข่าว BBC, The Japan Times และหนังสือพิมพ์รายวัน The Asahi Shimbun ของญี่ปุ่นรายงานตรงกันว่า พนักงานของสวนสัตว์อาซาฮิยามะรายนี้ รับสารภาพว่าเผาศพภรรยาของตนเอง หลังจากตำรวจท้องที่เริ่มสอบปากคำเขาเกี่ยวกับการหายตัวไปของเธอในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

Japan Times รายงานว่าภรรยาของชายคนดังกล่าวหายตัวไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่ทางตำรวจเพิ่งได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากเพื่อนของเธอเข้าแจ้งความคนหาย

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ Hokkaido Television Broadcasting รายงานว่า ชายคนดังกล่าวได้ให้ปากคำกับตำรวจด้วยความสมัครใจเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่าเขา “นำศพไปทิ้งในเตาเผาขยะของสวนสัตว์และเผาเป็นเวลาหลายชั่วโมง”

หนังสือพิมพ์ The Asahi Shimbun รายงานว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุในช่วง 30 ปี โดยยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่า หญิงรายนี้เสียชีวิตอย่างไร และชายคนนี้เป็นผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมหรือไม่

ด้านสำนักข่าว BBC รายงานเพิ่มเติมว่า สวนสัตว์แห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2510 และถือเป็นหนึ่งในสวนสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากมีโครงสร้างและการจัดแสดงที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

รายงานระบุว่า สวนสัตว์มีกำหนดเปิดให้บริการสำหรับฤดูร้อนในสัปดาห์นี้ แต่กลับต้องปิดทำการต่อไปในขณะที่ตำรวจยังคงค้นหาร่างของหญิงที่หายตัวไป ซึ่ง The Asahi Shimbun ระบุว่าสวนสัตว์จะยังคงปิดให้บริการต่อไปจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคมเป็นอย่างน้อย

นายฮิโรสุเกะ อิมาซุ นายกเทศมนตรีเมืองอาซาฮิกาวะกล่าวในการแถลงข่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น “วิกฤตการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” สำหรับเจ้าหน้าที่และรัฐบาลท้องถิ่น

“ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก และตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตที่มีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” นายอิมาซุกล่าว “เรากำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรอต้อนรับทุกท่าน และหวังว่าจะมีผู้คนมาเยี่ยมชมสวนสัตว์แห่งนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : people

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่าน-ยูเครน อาจจบในเวลาใกล้เคียงกัน

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่าน-ยูเครน อาจจบในเวลาใกล้เคียงกัน

30 เม.ย. 2569 03:32 น.

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่าน-ยูเครน อาจจบในเวลาใกล้เคียงกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สงครามอิหร่านกับสงครามในยูเครนอาจจบลงในเวลาใกล้เคียงกัน หลังจากเขาโทรคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวของ CNN ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ว่า สงครามในอิหร่านและยูเครนอาจสิ้นสุดลงใน “กรอบเวลาที่ใกล้เคียงกัน” หลังจากเขาหารือทางโทรศัพท์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเป็นเวลานานกว่า 1.5 ชั่วโมง

เคตแลน คอลลินส์ จาก CNN ถามนายทรัมป์ว่า สงครามใดจะจบก่อนกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “สงครามไหนจะจบก่อนน่ะหรือ? บางทีพวกมันอาจจะจบลงในกรอบเวลาที่ใกล้เคียงกันก็ได้”

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมคิดว่ายูเครนพ่ายแพ้แล้วในทางทหาร” แต่ CNN ตั้งข้อสังเกตว่า ดูเหมือนนายทรัมป์จะพูดผิดโดยเชื่อว่าเขาตั้งใจจะสื่อถึง อิหร่าน มากกว่า เนื่องจากทรัมป์พูดขยายความต่อด้วยเรื่องกองทัพเรือของอิหร่าน

“คุณไม่มีทางรู้เรื่องนี้หรอกถ้ามัวแต่อ่านข่าวลวง แต่ในทางทหารน่ะ ดูสิ มีเรือ 159 ลำ—ตอนนี้เรือทุกลำจมอยู่ใต้น้ำหมดแล้ว ซึ่งนับว่าดีทีเดียว… ตอนนี้มันยากที่พวกเขาจะกลับมามีกองทัพเรือได้อีกครั้ง คุณคิดว่าพวกเขาจะไปได้สวยหรือ ในเมื่อไม่มีทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือแม้แต่ระบบต่อต้านอากาศยาน?”

ทรัมป์ระบุว่าเขาได้คุยกับปูตินเกี่ยวกับเรื่องอิหร่าน “นิดหน่อย” แต่ประเด็นหลักของการสนทนาดังกล่าวคือเรื่องยูเครน โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมคิดว่าเราจะหาทางออกได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผมหวังและผมคิดว่าเราอยากเห็นทางออกที่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

30 เม.ย. 2569 02:19 น.

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผ่านทางโทรศัพท์ โดยหารือกันในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องสงครามกับอิหร่าน ซึ่งปูตินเสนอจะช่วยดูแลแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 นายยูริ อูชาคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้หารือกันทางโทรศัพท์เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงครึ่งในวันนี้ โดยมีประเด็นหลักคือสถานการณ์การหยุดยิงกับอิหร่านและหัวข้อสำคัญอื่นๆ

ตามการเปิดเผยของนายอูชาคอฟ รัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนาในครั้งนี้ โดยปูตินแสดงความเห็นว่าการตัดสินใจของทรัมป์ในการขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านนั้นเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง” เนื่องจากจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาและช่วยสร้างเสถียรภาพในภาพรวม

ผู้นำรัสเซียยังเน้นย้ำถึง “ผลกระทบที่เลวร้ายอย่างยิ่งและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” ซึ่งจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับอิหร่านและประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อประชาคมโลกทั้งหมด หากสหรัฐฯ และอิสราเอลตัดสินใจกลับไปใช้กำลังทางทหารอีกครั้ง

นอกจากเรื่องอิหร่านแล้ว ผู้นำทั้งสองคนยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยปูตินได้หยิบยกความเป็นไปได้ในการประกาศหยุดยิงให้ตรงกับวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นวันที่รัสเซียเฉลิมฉลองชัยชนะของสหภาพโซเวียตที่มีเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า นายปูตินเสนอตัวเข้าช่วยเหลือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการแร่ยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะ

“เขา (ปูติน) อยากจะช่วย เขาบอกผมว่าอยากจะมีส่วนร่วมกับเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เขาช่วยเราจัดการเรื่องนี้ได้” ทรัมป์เผย และตอบกลับไปว่า “ก่อนที่คุณจะช่วยผม ผมต้องการให้สงครามของคุณ (ในยูเครน) ยุติลงก่อน”

ทั้งนี้ รัสเซียเคยเสนอตัวเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านมาก่อน ซึ่งคล้ายกับบทบาทที่รัสเซียเคยทำในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558

ทรัมป์กล่าวว่าการสนทนากับปูตินเป็นไปอย่าง “ดีมาก” และเชื่อว่าทางออกของความขัดแย้งในยูเครนจะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว “ผมรู้จักเขา (ปูติน) มานาน ผมคิดว่าเขาพร้อมจะทำข้อตกลงตั้งนานแล้ว แต่ผมคิดว่ามีคนบางกลุ่มทำให้การทำข้อตกลงเป็นเรื่องยากสำหรับเขา”

แม้ทรัมป์จะไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการส่งยูเรเนียมของอิหร่านไปยังรัสเซียอย่างชัดเจน แต่เขาส่งสัญญาณว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การยุติสงครามในยูเครนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยืนยัน ไม่เลิกปิดล้อมจนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจานิวเคลียร์

ทรัมป์ยืนยัน ไม่เลิกปิดล้อมจนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจานิวเคลียร์

30 เม.ย. 2569 00:37 น.

ทรัมป์ยืนยัน ไม่เลิกปิดล้อมจนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจานิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน จนกว่าอิหร่านจะยอมเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา

เมื่อ 29 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่ให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซก่อน แล้วค่อยเจรจากันเรื่องโครงการนิวเคลียร์แล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย และยังไม่แน่ชัดว่าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อใด

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเว็บไซต์ข่าว Axios ว่า เขาต้องการคำมั่นสัญญาในการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านก่อน มิเช่นนั้นเขาจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน พร้อมย้ำว่าอิหร่าน “จะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เด็ดขาด”

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “การปิดล้อมนั้นได้ผลดีกว่าการทิ้งระเบิดเสียอีก ตอนนี้พวกเขากำลังสำลักเหมือนหมูที่ถูกยัดไส้ และสถานการณ์จะแย่ลงไปอีกสำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้”

แม้ทรัมป์จะชื่นชมประสิทธิภาพของการปิดล้อม แต่เขาปฏิเสธที่จะหารือเกี่ยวกับแผนการทางทหารในระหว่างการสัมภาษณ์ โดยระบุเพียงว่า “พวกเขาอยากจะสงบศึก พวกเขาไม่อยากให้ผมปิดล้อมต่อไป แต่ผมยังไม่อยากยกเลิก (การปิดล้อม) เพราะผมไม่อยากให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn