ทรัมป์โวสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุดีลกรีนแลนด์แล้ว เพิ่มกำลังทหาร-กันจีนรัสเซียตั้งฐาน

ทรัมป์โวสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุดีลกรีนแลนด์แล้ว เพิ่มกำลังทหาร-กันจีนรัสเซียตั้งฐาน

19 ก.ย. 2569 09:00 น.

ทรัมป์โวสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุดีลกรีนแลนด์แล้ว เพิ่มกำลังทหาร-กันจีนรัสเซียตั้งฐาน

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสหรัฐฯ-เดนมาร์กบรรลุข้อตกลงกรีนแลนด์แล้ว โดยจะเปิดทางสหรัฐฯ เข้าถึงพื้นที่ ตั้งฐานที่มั่น และบินผ่านกรีนแลนด์ถาวร อ้างเดนมาร์กเตรียมลงนามสัปดาห์หน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ทางโซเชียล ยืนยันว่า สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ บรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงครั้งสำคัญ ซึ่งจะเปิดทางให้สหรัฐฯ เพิ่มการประจำการทางทหารบนเกาะ พร้อมสกัดกั้นจีนและรัสเซียไม่ให้เข้ามาตั้งฐานหรือส่งกำลังทหารในกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อตกลงยังไม่เปิดเผยทั้งหมด และยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ

ทรัมป์เปิดเผยเรื่องดังกล่าวผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 18 กันยายน โดยระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงที่เขาอ้างว่าบรรลุร่วมกับตัวแทนของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ สหรัฐฯ จะมีความสามารถอย่างเต็มที่และถาวรในการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องกรีนแลนด์ รวมถึงความมั่นคงของสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังระบุว่า ต่อจากนี้ศัตรูของสหรัฐฯ จะไม่สามารถตั้งฐานทัพ มีทหารประจำการ หรือทำการลงทุนที่มีความอ่อนไหวในกรีนแลนด์ได้ หากไม่ได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่มีวันหมดอายุ และสหรัฐฯ จะเดินหน้าเพิ่มกำลังทหารขนาดใหญ่บนเกาะในเร็วๆ นี้

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯ และกรีนแลนด์กำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงที่จะเพิ่มบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ไปถึงขั้นที่ทรัมป์เคยผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองกรีนแลนด์

ด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กออกแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเสริมความมั่นคงในภูมิภาคแอตแลนติกเหนือและอาร์กติก ขณะที่นางมิตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวว่า เดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะรับประกันว่าสหรัฐฯ มีสิทธิ์เข้าถึงกรีนแลนด์ รวมถึงสิทธิ์ในการตั้งฐานทัพและบินผ่านอย่างถาวร พร้อมระบุว่าจีนและรัสเซียจะไม่สามารถตั้งฐาน ส่งกำลังทหาร หรือเข้าลงทุนในภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวของกรีนแลนด์ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดสำคัญที่ไม่ชัดเจน รวมถึงจะมีการสร้างฐานทัพสหรัฐฯ แห่งใหม่ในกรีนแลนด์หรือไม่ โดยปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะอยู่แล้ว และมีสิทธิ์ด้านการบินผ่านและการใช้ฐานทัพในวงกว้างจากสนธิสัญญาที่ทำกับเดนมาร์กตั้งแต่ปี 1951

ขณะที่ท่าทีของกรีนแลนด์ต่อข้อตกลงยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เนื่องจากกรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และประชาชนจำนวนหนึ่งต้องการเอกราช โดยที่ผ่านมาได้แสดงความไม่พอใจต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการเพิ่มอิทธิพลเหนือเกาะแห่งนี้

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวแยกในอีกแถลงการณ์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยแก้ไขข้อกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรีนแลนด์อย่างถาวร โดยระบุว่ากรีนแลนด์จะยังคงอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของอเมริกาเหนือ และจะไม่เปิดทางให้ประเทศคู่แข่งเข้ามามีบทบาท

ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทรัมป์ประกาศไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะได้กรีนแลนด์มาเป็นดินแดนของตนเอง โดยกรีนแลนด์ยังคงเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ขณะที่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามรายละเอียดที่เปิดเผยในขณะนี้ คือการเปิดทางให้สหรัฐฯ มีบทบาทด้านความมั่นคง การเข้าถึงพื้นที่ การตั้งฐาน และการบินผ่านในกรีนแลนด์มากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลกปี 2026 เป็นครั้งที่ 6

Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลกปี 2026 เป็นครั้งที่ 6

19 ก.ย. 2569 08:16 น.

Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลกปี 2026 เป็นครั้งที่ 6

สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส คว้ารางวัลสายการบินดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 จากเวที Skytrax World Airline Awards ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ นับเป็นครั้งที่ 6 ที่สายการบินแห่งชาติสิงคโปร์ได้รับรางวัลนี้ 

รางวัลดังกล่าวพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางทั่วโลกมากกว่า 24.8 ล้านคน ซึ่งร่วมประเมินสายการบินกว่า 300 แห่ง ระหว่างเดือนกันยายน 2025 ถึงสิงหาคม 2026 โดย Skytrax ผู้จัดงานระบุว่า รางวัลนี้ซึ่งจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1999 ได้รับการขนานนามว่าเป็นรางวัลออสการ์แห่งอุตสาหกรรมการบิน

โก๊ะ ชุน พง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Singapore Airlines กล่าวว่า บริษัทขอบคุณลูกค้าสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้ามอบประสบการณ์การเดินทางระดับโลกให้แก่ผู้โดยสาร ขณะที่รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความทุ่มเทและความเป็นมืออาชีพของพนักงานในการรักษามาตรฐานด้านการบริการและการดำเนินงาน

ด้านสกู๊ต (Scoot) สายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Singapore Airlines คว้ารางวัล “สายการบินต้นทุนต่ำระยะไกลยอดเยี่ยม” เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน นอกจากนี้ยังคว้าอันดับ 2 ในประเภทสายการบินต้นทุนต่ำยอดเยี่ยมของโลก รองจากแอร์เอเชีย (AirAsia) ของมาเลเซีย และเหนือกว่าวูเอลิง แอร์ไลน์ส (Vueling Airlines) ของสเปน

เลสลี ทัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Scoot ระบุว่า รางวัลดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของสายการบินในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย เชื่อถือได้ และราบรื่นแก่ผู้โดยสาร พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ Singapore Airlines และ Scoot มีผู้โดยสารรวมกันทำสถิติสูงสุดที่ 42.4 ล้านคนในปีงบการเงิน 2025-2026 เพิ่มขึ้น 7.7% จาก 39.4 ล้านคนในปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของกลุ่มสายการบินยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุน โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 Singapore Airlines รายงานขาดทุนสุทธิ 76 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หลังต้นทุนเชื้อเพลิงสุทธิเพิ่มขึ้น 78.5% ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงผลขาดทุนจาก Air India ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานยังส่งผลให้ Singapore Airlines ต้องเลื่อนแผนติดตั้งที่นั่งชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจรุ่นใหม่บนเครื่องบิน Airbus A350 ออกไปเป็นไตรมาสแรกของปี 2027 จากเดิมที่วางแผนไว้ในไตรมาส 2 ของปี 2026.

ที่มา : channelnewsasia

น้ำท่วมเวียดนามยังน่าห่วง ดับแล้ว 4 ศพ บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังได้รับผลกระทบ

น้ำท่วมเวียดนามยังน่าห่วง ดับแล้ว 4 ศพ บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังได้รับผลกระทบ

19 ก.ย. 2569 08:02 น.

น้ำท่วมเวียดนามยังน่าห่วง ดับแล้ว 4 ศพ บ้านเรือนกว่า 16,000 หลังได้รับผลกระทบ

น้ำท่วมในเวียดนามเหนือล่าสุด มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย หลังฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ขณะที่หลายเส้นทางถูกตัดขาด

ทางการเวียดนามและสื่อของรัฐรายงานว่า ฝนที่ตกหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 50 เซนติเมตร โดยจังหวัดนิญบิ่ญ และจังหวัดแทงฮว้า ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงฮานอย เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

มีรายงานบ้านเรือนถูกน้ำท่วมแล้วมากกว่า 2,000 หลัง ขณะที่เส้นทางคมนาคมสายสำคัญหลายแห่งไม่สามารถใช้การได้ และประชาชนมากกว่า 1,000 ครัวเรือนถูกตัดขาดจากพื้นที่ภายนอก

สถานการณ์น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกราว 10,014 เฮกตาร์ หรือประมาณ 24,745 เอเคอร์ โดยเฉพาะนาข้าวและพืชผลทางการเกษตรในจังหวัดนิญบิ่ญ แทงฮว้า และเหงะอาน รวมถึงมีปศุสัตว์และสัตว์ปีกล้มตายเป็นจำนวนมาก

ที่จังหวัดแทงฮว้า ทางการประกาศให้นักเรียนหยุดเรียนและอยู่บ้าน เนื่องจากระดับน้ำท่วมทำให้การเดินทางไปโรงเรียนเป็นอันตราย ขณะที่ประชาชนในจังหวัดนิญบิ่ญระบุว่า แม้น้ำท่วมจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ครั้งนี้ชาวบ้านได้เตรียมน้ำดื่ม อาหาร และสิ่งของจำเป็นไว้รับมือแล้ว

ส่วนในกรุงฮานอย หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมสูงในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดยบางจุดมีน้ำลึกเกือบ 1 เมตร ส่งผลกระทบต่อการจราจรและการเดินทางของประชาชน ขณะที่โรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังคงปิดเรียนหรือปรับเป็นการเรียนออนไลน์ในช่วงบ่าย เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่

บริเวณชานเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงฮานอย ระดับน้ำในแม่น้ำบุ่ยเพิ่มสูง จนเสี่ยงเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน ทางการได้ส่งทหารหลายร้อยนายเข้าช่วยเหลือประชาชน เพื่อขนย้ายสิ่งของขึ้นไปไว้ในพื้นที่สูงป้องกันความเสียหาย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาภาคใต้ของเวียดนามเตือนว่า มวลอากาศเย็นที่เคลื่อนตัวลงทางใต้จะทำให้พื้นที่ภาคใต้ รวมถึงนครโฮจิมินห์ เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องราว 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน และคาดว่าฝนจะตกในหลายพื้นที่ไปจนถึงวันที่ 21 กันยายน

นครโฮจิมินห์อาจมีฝนสะสมประมาณ 10-20 เซนติเมตร และบางพื้นที่อาจมีฝนมากกว่านั้น ทางการจึงเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณริมทางน้ำเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

เวียดนามเผชิญน้ำท่วมรุนแรงหลายครั้งในปี 2025 โดยพายุโซนร้อนวิภา ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในเดือนกรกฎาคม ก่อนเกิดน้ำท่วมและดินถล่มอีกระลอกในเดือนสิงหาคมจากพายุโซนร้อนกาจิกิ และในเดือนกันยายน พายุไต้ฝุ่นบัวลอย คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 26 ราย.

ที่มา : AP

ทรัมป์ประกาศแบน CNN-MS NOW-Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหารายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง

ทรัมป์ประกาศแบน CNN-MS NOW-Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหารายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง

19 ก.ย. 2569 05:57 น.

ทรัมป์ประกาศแบน CNN-MS NOW-Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหารายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแบน CNN, MS NOW และ Politico จากทำเนียบขาวทันที กล่าวหาสื่อรายงานข่าวปลอมและเรื่องแต่ง พร้อมขู่แบนสำนักข่าวอื่นเพิ่ม

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศห้ามสำนักข่าวใหญ่อย่าง CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาว โดยมีผลทันที พร้อมกล่าวหาสื่อทั้ง 3 แห่งว่าเผยแพร่ข่าวปลอมและนำเสนอข้อมูลที่เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับตัวเขา รัฐบาล และสหรัฐฯ

โดยทรัมป์ประกาศเรื่องนี้ผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ ระบุว่าได้ตัดสินใจแบนสื่อทั้ง 3 แห่งจากการรายงานข่าวปลอม จงใจนำเสนอข่าวในแง่ลบ มีเป้าหมายทำให้พรรครีพับลิกันและรัฐบาลของเขาได้รับความเสียหาย พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากการสะสมของการรายงานข่าวตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากข่าวหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ พร้อมเตือนว่าอาจมีสำนักข่าวอื่นถูกแบนเพิ่มเติม

ด้านโฆษก CNN ยืนยันว่า ยังยืนหยัดในความถูกต้องของการรายงานข่าว พร้อมระบุว่า สื่อมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในการทำหน้าที่โดยปราศจากการขัดขวางหรือแทรกแซงจากรัฐบาล และหากมีการแบนตามที่ทรัมป์ประกาศจริง ก็อาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุดระบุว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำสั่งแบนจะถูกบังคับใช้อย่างไร โดยในช่วงบ่ายวันศุกร์ ผู้สื่อข่าว CNN ยังคงทำงานอยู่ในพื้นที่ทำเนียบขาว และยังไม่มีสัญญาณว่ามีการขับไล่ผู้สื่อข่าวออกจากพื้นที่ทันที. 

ที่มา CNN 

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 40 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงสาวที่เสียชีวิตหลังถูกคนขับไล่ลงบนทางด่วน

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 40 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงสาวที่เสียชีวิตหลังถูกคนขับไล่ลงบนทางด่วน

19 ก.ย. 2569 02:00 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 40 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงสาวที่เสียชีวิตหลังถูกคนขับไล่ลงบนทางด่วน

ศาลสหรัฐฯ สั่ง Uber จ่าย 1,400 ล้านดอลลาร์ให้ครอบครัวหญิงวัย 23 ปีที่เสียชีวิต หลังถูกคนขับรถไล่ลงบนทางด่วน

วันที่ 19 กันยายน 2569 ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ สั่งให้บริษัท Uber จ่ายเงินชดเชย 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,400 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวของนางสาวเอมิลี นอร์มองแด็ง-ปาร์กเกอร์ หญิงชาวอเมริกันวัย 23 ปี หลังเธอถูกรถยนต์อีกคันชนเสียชีวิตบนทางหลวงในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 จากเหตุคนขับ Uber จอดรถและให้เธอกับเพื่อนลงจากรถบริเวณริมทาง

เอกสารในคดีระบุว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2566 เอมิลีเรียกรถ Uber เพื่อเดินทางกลับบ้านพร้อมเพื่อน แต่ระหว่างทางเพื่อนของเธอมีอาการป่วยและอาเจียนภายในรถ เนื่องจากทั้งคู่มีอาการมึนเมา จากนั้นคนขับได้จอดรถบริเวณริมทางหลวงและบังคับให้หญิงสาวทั้งสองลงจากรถ ก่อนที่เอมิลีจะถูกรถอีกคันพุ่งชนจนเสียชีวิต

ทนายความของครอบครัวระบุว่า หลังจากทิ้งหญิงสาวทั้งสองไว้ริมทางหลวง คนขับไม่ได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือให้พวกเธอ แต่กลับขับรถออกไปโทรหา Uber เพื่อเรียกเก็บค่าทำความสะอาดจากเอมิลี โดยผู้พิพากษาริชาร์ด สโตน ระบุว่า คนขับให้ความสำคัญกับรถยนต์คันใหม่ของตัวเองมากกว่าความปลอดภัยของผู้โดยสาร และสามารถขับออกจากทางหลวงเพื่อไปส่งหญิงสาวทั้งสองในจุดที่ปลอดภัยได้

ก่อนหน้านี้ Uber ระบุว่า บริษัทได้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเทคโนโลยี นโยบาย และมาตรการป้องกันใหม่ๆ มาใช้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย รวมถึงการให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่คนขับเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการส่งผู้โดยสารในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย

ทั้งนี้ สำนักงานกฎหมายของครอบครัวเอมิลี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ Uber เคยเสนอเงินชดเชย 10 ล้านดอลลาร์ให้แก่พ่อแม่ของเธอ พร้อมเงื่อนไขว่าทั้งคู่ต้องไม่เปิดเผยหรือพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ครอบครัวปฏิเสธข้อเสนอนี้.

ที่มา BBC

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” วัย 96 ปี ประกาศวางมือประธานบ.เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังนั่งเก้าอี้มากว่า 50 ปี

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" วัย 96 ปี ประกาศวางมือประธานบ.เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังนั่งเก้าอี้มากว่า 50 ปี

18 ก.ย. 2569 22:23 น.

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” วัย 96 ปี ประกาศวางมือประธานบ.เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังนั่งเก้าอี้มากว่า 50 ปี

วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 96 ปี วางมือจากตำแหน่งประธานเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังดำรงตำแหน่งมานานกว่า 50 ปี ให้ลูกชายรับช่วงต่อ

วันที่ 18 กันยายน 2569 นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดังวัย 96 ปี ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งประธานบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ หลังดำรงตำแหน่งมานานกว่า 50 ปี โดยจะขึ้นเป็นประธานกิตติมศักดิ์ และยังคงเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทต่อไป มีผลทันที โดยมีนายฮาวเวิร์ด บัฟเฟตต์ บุตรชายของนายวอร์เรน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนสืบทอดตำแหน่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้า หลังจากที่นายฮาวเวิร์ดดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ปี 2536

โดยนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ดำรงตำแหน่งประธานเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ตั้งแต่ปี 2513 และเข้าร่วมบริษัทตั้งแต่ปี 2508 ขณะที่เกร็ก อาเบล เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ตั้งแต่ต้นปี 2569 แทนบัฟเฟตต์ ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์ระบุว่า ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่ทำงานกับเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ เขายังคงรู้สึกว่านี่เป็นงานที่ดีที่สุดในโลก พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของนายอาเบลและนายฮาวเวิร์ด โดยอธิบายว่าอาเบลจะเป็นผู้บริหารบริษัท ส่วนฮาวเวิร์ดจะทำหน้าที่ดูแลวัฒนธรรมและค่านิยมของเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์

ทั้งนี้ เบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ เดิมเป็นบริษัทสิ่งทอในนิวอิงแลนด์ ก่อนที่บัฟเฟตต์จะพัฒนาให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทด้านการลงทุนขนาดใหญ่และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของวอลล์สตรีท โดยในปี 2567 บริษัทมีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33 ล้านล้านบาท.

ที่มา AFP

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” จ่อญี่ปุ่น เตือนฝนตกหนัก ลมแรงคลื่นสูง 7 เมตร

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” จ่อญี่ปุ่น เตือนฝนตกหนัก ลมแรงคลื่นสูง 7 เมตร

18 ก.ย. 2569 22:05 น.

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” จ่อญี่ปุ่น เตือนฝนตกหนัก ลมแรงคลื่นสูง 7 เมตร

พายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” เคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะโอกาซาวาระ เตือนฝนตกหนัก ลมแรง คลื่นสูง ก่อนมุ่งหน้าเข้าใกล้ชายฝั่งตะวันออกญี่ปุ่น

วันที่ 18 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนประชาชนเฝ้าระวังผลกระทบจากพายุโซนร้อนกำลังแรง “ตู้เจวียน” (Dujuan) ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้หมู่เกาะโอกาซาวาระ ของกรุงโตเกียวในมหาสมุทรแปซิฟิก จนถึงวันเสาร์ที่ 19 กันยายน โดยอาจทำให้เกิดคลื่นสูง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก และดินถล่ม

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริเวณน่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะชิจิจิมะ โดยพายุมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความเร็วลมกระโชกสูงสุด 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

คาดว่าพายุจะเคลื่อนเข้าใกล้หมู่เกาะโอกาซาวาระด้วยความเร็วลมสูงสุดประมาณ 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ทะเลมีคลื่นสูงถึง 7 เมตร พร้อมคาดว่าจะมีฝนตกหนักและฟ้าคะนอง โดยอาจมีฝนสะสมสูงสุด 150 มิลลิเมตรในช่วง 24 ชั่วโมงถึงเช้าวันเสาร์

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังเตือนให้ระวังฟ้าผ่าและลมกระโชกแรง ก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือ เข้าใกล้หมู่เกาะอิซุในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน จากนั้นคาดว่าจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของญี่ปุ่น รวมถึงภูมิภาคคันโต ในช่วงประมาณวันจันทร์ที่ 21 กันยายน

ทางการญี่ปุ่นเตือนว่า กลุ่มเมฆฝนจะขยายตัวไปทางเหนือของพายุ ทำให้พื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งแต่ภูมิภาคโทไก ถึงโทโฮคุ ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักตั้งแต่วันอาทิตย์ไปจนถึงราววันจันทร์ แม้พายุจะยังเคลื่อนตัวมาไม่ถึงพื้นที่นี้ก็ตาม โดยระบุว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง ทางการจึงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยล่าสุดอย่างใกล้ชิด.

ที่มา NHK

รถบรรทุกระเบิดพุ่งถล่มมัสยิดปากีสถาน ดับอย่างน้อย 27 ศพ

รถบรรทุกระเบิดพุ่งถล่มมัสยิดปากีสถาน ดับอย่างน้อย 27 ศพ

18 ก.ย. 2569 21:51 น.

รถบรรทุกระเบิดพุ่งถล่มมัสยิดปากีสถาน ดับอย่างน้อย 27 ศพ

คนร้ายขับรถบรรทุกระเบิดพุ่งชนทางเข้ามัสยิดในกองบัญชาการตำรวจปากีสถาน ก่อนยิงปะทะเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ศพ บาดเจ็บกว่า 50 ราย

วันที่ 18 กันยายน 2569 เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายและยิงปะทะกันอย่างรุนแรงที่มัสยิดภายในกองบัญชาการตำรวจในเมืองโคฮัต จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ใกล้ชายแดนอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ศพ ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 6 ศพ และตำรวจ 15 นาย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เหตุเกิดขณะประชาชนกำลังรวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์ โดยคนร้ายขับรถที่บรรทุกวัตถุระเบิดพุ่งชนทางเข้ามัสยิด ก่อนเกิดระเบิดอย่างรุนแรง จากนั้นกลุ่มมือปืนพยายามบุกเข้าไปในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจ และเกิดการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่

ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการโจมตีด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย ขณะที่มีรายงานว่ามือปืนอย่างน้อย 6 คนถูกเจ้าหน้าที่สังหารระหว่างการปะทะ ทางด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยระดับสูง เปิดเผยว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มาประกอบพิธีละหมาด โดยระบุว่า มีการนำร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ และผู้บาดเจ็บมากกว่า 50 คนส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีกแหล่งข่าวรายงานว่า จำนวนผู้บาดเจ็บอาจสูงถึงอย่างน้อย 75 คน

หลังเกิดเหตุ ทางกลุ่มอิตเตฮาดุล มูจาฮิดีน (Ittehadul Mujahideen) ซึ่งหมายถึง “พันธมิตรมูจาฮิดีน” และมีความเชื่อมโยงกับฮาฟิซ กุล บาฮาดูร์ ผู้บัญชาการกลุ่มตาลีบัน ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตี โดยระบุว่าเป็นการโจมตีด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน โดยรัฐบาลปากีสถานกล่าวหาว่ากลุ่มตาลีบัน ในอัฟกานิสถานเปิดทางให้กลุ่มตาลีบันปากีสถาน หรือ TTP และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นฐานวางแผนและก่อเหตุโจมตี แต่เจ้าหน้าที่ในกรุงคาบูลปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ที่มา Aljazeera

ฉลามโจมตีนักว่ายน้ำดับ 1 ศพ ที่ชายหาดดังใกล้เมืองเพิร์ธ

ฉลามโจมตีนักว่ายน้ำดับ 1 ศพ ที่ชายหาดดังใกล้เมืองเพิร์ธ

18 ก.ย. 2569 15:55 น.

ฉลามโจมตีนักว่ายน้ำดับ 1 ศพ ที่ชายหาดดังใกล้เมืองเพิร์ธ

เกิดเหตุฉลามโจมตีนักว่ายน้ำชายที่ชายหาดซอร์เรนโต ทางตอนเหนือของเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้เสียชีวิต 1 คน โดยทางการสั่งปิดชายหาด ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและตรวจสอบพื้นที่ พร้อมเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงบริเวณดังกล่าว

เกิดเหตุฉลามโจมตีนักว่ายน้ำชายจนเสียชีวิตที่ชายหาดซอร์เรนโต ทางตอนเหนือของเมืองเพิร์ธ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (18 ก.ย.) ตามการยืนยันของตำรวจท้องถิ่น

หน่วยบริการฉุกเฉินเซนต์จอห์น เวสเทิร์นออสเตรเลีย ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 10.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังมีรายงานเหตุฉลามโจมตีในทะเล โดยตำรวจระบุว่า นักว่ายน้ำชายเสียชีวิตจากการถูกฉลามโจมตี แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตหรือเหตุการณ์

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า พบเห็นเลือดจำนวนมากในน้ำหลังเกิดเหตุ โดยหญิงเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์เอบีซีว่า เธอกำลังเดินอยู่บนชายหาดกับเพื่อน ขณะเกิดเหตุเพื่อนของเธอเตือนว่าอาจมีฉลามโจมตี และเมื่อมองออกไปในทะเล เธอเห็นน้ำเป็นแอ่งเลือด เธอระบุว่า เธอเชื่อว่ามีชาย 2 คนกำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเล แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับขึ้นฝั่งได้ พร้อมบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก

รัสเซลล์ เจมส์ พยานอีกคน กล่าวว่า เขาอยู่ในพื้นที่ขณะที่สัญญาณเตือนฉลามดังขึ้น และพบตำรวจ รถพยาบาล รวมถึงผู้คนหลายคนยืนอยู่บริเวณริมน้ำใกล้เขื่อนกันคลื่น โดยเห็นกระดานโต้คลื่นหรือกระดานพายอยู่บริเวณชายหาด

หลังเกิดเหตุ ทางการสั่งปิดชายหาดตั้งแต่หาดมาร์เมียน ไปจนถึงอิลูกา  อย่างน้อยจนถึงเที่ยงวันเสาร์ที่ 19 กันยายน พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ เมืองจูนดาลัป ยังสั่งปิดชายหาดฮิลลารีส์, วิทฟอร์ดส์ และมัลลาลู ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ SharkSmart ของรัฐบาลรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

มีรายงานจากประชาชนว่า พบเห็นฉลามยาวประมาณ 2.5 เมตรบริเวณนอกชายหาดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงลาดตระเวนตามแนวชายฝั่ง

ชายหาดซอร์เรนโตเป็นสถานที่ว่ายน้ำยอดนิยม อยู่ห่างจากย่านศูนย์กลางธุรกิจของเมืองเพิร์ธราว 20 กิโลเมตร และอยู่ทางใต้ของท่าจอดเรือฮิลลารีส์ ซึ่งเป็นแหล่งร้านอาหารและคาเฟ่หลายแห่ง

ก่อนหน้านี้ บางส่วนของชายหาดซอร์เรนโตเคยติดตั้งแนวกั้นฉลาม แต่ถูกรื้อถอนออกในปี 2020 ปัจจุบันรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียมีแนวกั้นฉลามที่ชายหาดคอตเทสโล, โคจี, ควินส์บีช ในเมืองวันเนอรู และบาเธอร์สบีช ในเมืองฟรีแมนเทิล โดยแนวกั้นบางแห่งติดตั้งเฉพาะตามฤดูกาลและจะเริ่มติดตั้งในเดือนตุลาคม

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุฉลามโจมตีในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียครั้งที่ 2 ภายในสัปดาห์เดียวกัน หลังเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมล อิสมาอิล นักดับเพลิงจากเมืองเจอรัลด์ตัน ถูกฉลามกัดและยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีอาการทรงตัว

เหตุฉลามโจมตีเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากหน่วยกู้ภัยทางน้ำ Surf Life Saving WA เริ่มออกลาดตระเวนตรวจหาฉลามด้วยเฮลิคอปเตอร์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อเตรียมรับฤดูร้อน ขณะที่การลาดตระเวนทุกวันมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 26 กันยายน

ข้อมูลระบุว่า การเสียชีวิตครั้งนี้เป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุฉลามโจมตีรายที่ 24 ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย นับตั้งแต่ปี 2000 โดย 10 รายเกิดขึ้นในเขตเมืองเพิร์ธ และในจำนวนนี้มี 3 รายเกิดขึ้นในปีนี้

ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม สตีเวน แมตตาโบนี นักตกปลาด้วยฉมวก เสียชีวิตหลังถูกฉลามโจมตีบริเวณนอกเกาะรอตต์เนสต์ และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา แดเนียล เทอร์ปิน นักตกปลาด้วยฉมวกอีกราย เสียชีวิตจากเหตุฉลามโจมตีใกล้เมืองออลบานี

เหตุฉลามโจมตีในออสเตรเลียเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงกรณีเด็กชายวัย 12 ปีถูกฉลามโจมตีในนครซิดนีย์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่ประกาศปิด และติดตามคำเตือนจากทางการอย่างใกล้ชิด ขณะที่การสอบสวนและค้นหาพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป.

ที่มา ABC News / BBC

ค้นพบ “แมวป่า” สายพันธุ์ใหม่ของโลกในรอบ 100 ปี ในโบลิเวีย เหลือรอดในศูนย์พักพิงเพียงตัวเดียว

ค้นพบ "แมวป่า" สายพันธุ์ใหม่ของโลกในรอบ 100 ปี ในโบลิเวีย เหลือรอดในศูนย์พักพิงเพียงตัวเดียว

18 ก.ย. 2569 14:23 น.

ค้นพบ “แมวป่า” สายพันธุ์ใหม่ของโลกในรอบ 100 ปี ในโบลิเวีย เหลือรอดในศูนย์พักพิงเพียงตัวเดียว

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันการค้นพบแมวป่าสายพันธุ์ใหม่ของโลก ในรอบกว่า 103 ปี ในโบลิเวีย หลังการวิเคราะห์พันธุกรรมพบว่าแตกต่างจากแมวป่าชนิดอื่นอย่างชัดเจน โดยตั้งชื่อว่า Leopardus tilcayo หรือ “แมวทิลคาโย” ขณะที่ปัจจุบันพบตัวอย่างที่มีชีวิตและยืนยันสายพันธุ์แล้วเพียง 1 ตัว

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันการค้นพบแมวป่าสายพันธุ์ใหม่ในป่าภูมิภาคยูงกัส ทางตะวันออกของเทือกเขาแอนดีสในโบลิเวีย โดยตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Leopardus tilcayo ถือเป็นการค้นพบสัตว์ในวงศ์แมว ชนิดใหม่ที่ไม่เคยได้รับการบรรยายทางวิทยาศาสตร์มาก่อนในรอบกว่า 103 ปี 

โดยแมวชนิดนี้ ซึ่งเป็นแมวป่าสายพันธุ์ใหม่ชนิดแรกที่ถูกค้นพบนับตั้งแต่มีการค้นพบแมวปัมปัสแห่งอุรุกวัย ในปี 1923 มีขนาดใกล้เคียงกับแมวบ้าน มีลายจุดคล้ายเสือดาว และรูปร่างโดยรวมคล้ายแมวป่าขนาดเล็กชนิดอื่นในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ จึงทำให้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์แยกความแตกต่างได้ยาก และเข้าใจว่าเป็นแมวป่าชนิดที่มีอยู่แล้ว

จุดเริ่มต้นของการค้นพบเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อนักชีววิทยาชาวโบลิเวีย เปาลา โนกาเลส-อัสการ์รุนซ์ ได้รับแจ้งจากศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า Senda Verde ว่ามีแมวป่าตัวหนึ่งที่มีลักษณะผิดแปลกไปจากที่พบทั่วไป

แมวตัวดังกล่าวมีชื่อเล่นว่า “ทิกริโน” (Tigrino) ปัจจุบันมีอายุประมาณ 10 ปี โดยชาวบ้านพบมันเมื่อยังเป็นลูกแมวอยู่บนถนนใกล้ป่า และนำกลับไปเลี้ยงเพราะเข้าใจว่าเป็นแมวบ้าน แต่เมื่อเลี้ยงไปประมาณ 1 ปี เจ้าของพบว่ามันมีพฤติกรรมแบบสัตว์ป่า จึงนำไปฝากไว้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า

โนกาเลส-อัสการ์รุนซ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโครงการวิจัยแมวป่าโบลิเวีย สนใจลักษณะของมันเป็นพิเศษ เนื่องจากมีใบหน้าขนาดเล็ก หูสั้นและกลม หนวดยาว และมีลวดลายเป็นจุดคล้ายเสือดาว เธอถ่ายภาพแมวดังกล่าวไว้จำนวนมาก แต่ในเวลานั้นยังเชื่อว่ามันน่าจะเป็นสมาชิกของชนิด Leopardus tigrinus ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ไทกรินา” หรือ “แมวลายจุดขนาดเล็ก”

ต่อมาในปี 2019 ระหว่างที่โนกาเลส-อัสการ์รุนซ์กำลังจัดทำคู่มือเกี่ยวกับแมวป่าของโบลิเวีย เธอสังเกตว่าแมวตัวดังกล่าวมีลักษณะไม่ตรงกับภาพอ้างอิงของ L. tigrinus จากประเทศบราซิล โดยเฉพาะลายวงแหวนหรือจุดบนลำตัวที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแมวตัวนี้อาจเป็นสัตว์คนละชนิด

นักวิจัยจึงร่วมมือกับนักพันธุศาสตร์จากหลายประเทศ ศึกษาดีเอ็นเอจากทั้งสัตว์ที่มีชีวิตและตัวอย่างที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของแมวป่ากลุ่มนี้

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology พบว่า Leopardus tilcayo มีความแตกต่างทางพันธุกรรมอย่างชัดเจนจากแมวไทกรินาชนิดอื่น และแยกสายวิวัฒนาการออกจากกลุ่มดังกล่าวเมื่อประมาณ 1.4 ล้านปีก่อน นักวิจัยยังเสนอว่าเดิมทีแมวไทกรินาซึ่งเชื่อว่ามีอยู่เพียง 3 ชนิด อาจประกอบด้วย 5 ชนิด รวมถึงแมวทิลคาโยที่เพิ่งค้นพบในโบลิเวีย

ชื่อ “tilcayo” มาจากคำที่ชาวท้องถิ่นใช้เรียกแมวชนิดนี้ โดยเมื่อโนกาเลส-อัสการ์รุนซ์สอบถามถึงที่มาของชื่อ ชาวบ้านระบุว่าเป็นชื่อที่สืบทอดกันมาจากคนรุ่นก่อน แม้ยังไม่พบความหมายเฉพาะในภาษาสเปนหรือภาษาเกชัวที่ใช้ในโบลิเวีย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับ L. tilcayo ยังมีอยู่น้อยมาก ปัจจุบันมีเพียง “ทิกริโน” ซึ่งอาศัยอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า เป็นสมาชิกของสายพันธุ์ที่ได้รับการยืนยันว่ามีชีวิตอยู่เพียงตัวเดียว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าน่าจะมีแมวชนิดนี้อยู่ในธรรมชาติอีก แต่ยังไม่ทราบจำนวนประชากรที่แท้จริง รวมถึงยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับอาหาร การสืบพันธุ์ หรือพฤติกรรมในธรรมชาติ

นักวิจัยระบุว่า แมวป่ากลุ่มไทกรินาเป็นสัตว์ที่ศึกษายาก เนื่องจากมีรูปร่างและลวดลายคล้ายคลึงกันอย่างมาก อีกทั้งมีตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์จำนวนน้อย ทำให้แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังเคยจำแนกชนิดผิดพลาด

เอ็ดดูอาร์โด ไอซิริก นักพันธุศาสตร์ด้านการอนุรักษ์จากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งรีโอกรันดีดูซูลของบราซิล กล่าวว่า แมวกลุ่มนี้เคยเป็นปัญหาสำคัญด้านอนุกรมวิธาน เพราะลักษณะภายนอกคล้ายกันมาก ขณะที่การตรวจพันธุกรรมกำลังเผยให้เห็นความแตกต่างที่ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า

การศึกษาครั้งใหม่นี้วิเคราะห์จีโนมทั้งหมดของแมว 38 ตัวจากสกุล Leopardus และพบว่าไม่เพียง L. tilcayo จะแตกต่างจากแมวไทกรินาชนิดอื่น แต่ยังมีความแตกต่างทางวิวัฒนาการมากพอที่จะได้รับการยอมรับเป็นสายพันธุ์ใหม่

นักวิทยาศาสตร์ยังพบหลักฐานที่อาจบ่งชี้ว่าแมวไทกรินาในเปรูอาจมีชนิดย่อยใหม่ คือ Leopardus tigrinus antisuyo ขณะที่นักวิจัยบางคนเสนอว่าแมวมาร์เกย์ (margay) ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อว่าเป็นสายพันธุ์เดียวที่กระจายตั้งแต่เม็กซิโกถึงอาร์เจนตินา อาจประกอบด้วยมากกว่าหนึ่งสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่าจำเป็นต้องศึกษาพันธุกรรมเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

การค้นพบครั้งนี้อาจส่งผลโดยตรงต่อการอนุรักษ์ เพราะการประเมินสถานะของสัตว์แต่ละชนิดจำเป็นต้องทราบก่อนว่ามีประชากรอยู่ที่ใดและมีจำนวนเท่าใด หากแมวที่เคยถูกมองว่าเป็นสายพันธุ์เดียวแท้จริงแล้วประกอบด้วยหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็อาจมีประชากรน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินสถานะการอนุรักษ์แยกจากกัน

แมวป่ากลุ่มไทกรินาถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และการลักลอบล่า ขณะที่ L. tilcayo ยังไม่เคยถูกรวมอยู่ในการประเมินสถานะการอนุรักษ์ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเพิ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่

แคโรไลน์ ซาร์ทอร์ จากหน่วยวิจัยเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ระบุว่า การค้นพบนี้มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ เพราะเป็นเรื่องยากที่จะปกป้องสัตว์ชนิดหนึ่ง หากยังไม่รู้แน่ชัดว่าสัตว์นั้นคือชนิดใดและอาศัยอยู่ที่ไหน

ในปัจจุบันมีแมวที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในวงศ์ Felidae 41 ชนิด แต่การค้นพบ L. tilcayo และหลักฐานที่ชี้ว่าแมวไทกรินาอาจมีหลายชนิด ทำให้จำนวนที่อาจได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 44 ชนิด หากการจำแนกใหม่ได้รับการยืนยันทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเทคนิคการวิเคราะห์จีโนมที่มีความแม่นยำมากขึ้นอาจนำไปสู่การค้นพบแมวป่าขนาดเล็กชนิดอื่นในแอฟริกาและเอเชีย รวมถึงช่วยให้การประเมินประชากรและการวางแผนอนุรักษ์มีความแม่นยำมากขึ้น

โนกาเลส-อัสการ์รุนซ์กล่าวว่า การค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกธรรมชาติยังมีสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้จักอีกมาก แม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใกล้เคียงกับแมวบ้าน ซึ่งดูเหมือนเป็นสัตว์ที่น่าจะได้รับการศึกษามาอย่างละเอียดแล้ว ก็ยังสามารถซ่อนสายพันธุ์ใหม่จากสายตาของนักวิทยาศาสตร์ได้

เธอกล่าวว่า การค้นพบ Leopardus tilcayo จึงไม่เพียงเพิ่มแมวอีกหนึ่งชนิดให้กับโลก แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การสำรวจและศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพยังมีอีกมาก และสิ่งที่ค้นพบใหม่เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปกป้องควบคู่กันไป.

ที่มา National Geographic / BBC