ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ "กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5" ครั้งสุดท้าย

10 ก.ย. 2569 08:46 น.

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนร่วมส่งพระบรมศพ “กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5” ครั้งสุดท้าย

กรุงออสโลแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง เพื่อร่วมส่งพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 ขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้นำทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพ 

ชาวนอร์เวย์หลายพันคนออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงออสโล เพื่อร่วมส่งพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เป็นครั้งสุดท้าย ในพระราชพิธีพระบรมศพเมื่อวันที่ 9 กันยายน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและความอาลัย หลังพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พระชนมพรรษา 89 พรรษา

ขบวนพระบรมศพเคลื่อนออกจากพระราชวังไปยังมหาวิหารออสโล ท่ามกลางประชาชนที่ยืนเรียงรายสองข้างทาง โดยหลายคนโบกธงชาตินอร์เวย์เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ขณะที่มีการยิงสลุต 21 นัดเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์

สมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 พระราชโอรส ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา ทรงร่วมขบวนเสด็จพระราชดำเนินตามพระบรมศพ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีซอนยา พระราชชนนี และสมเด็จพระราชินีเมตเต-มาริต พระมเหสี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง

พระราชพิธีครั้งนี้มีพระบรมวงศานุวงศ์จากหลายประเทศเข้าร่วม ทั้งกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์จากสวีเดน เดนมาร์ก สเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โมนาโก และจอร์แดน รวมถึงเจ้าชายวิลเลียมแห่งเวลส์ และเจ้าชายอากิชิโนะแห่งญี่ปุ่น ตลอดจนผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ

ช่วงเริ่มต้นพิธีพระบรมศพ ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมและสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัย ขณะที่สถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น โบสถ์ ห้องสมุด ศูนย์วัฒนธรรม และศาลากลาง เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมรับชมพระราชพิธีผ่านจอขนาดใหญ่

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์ยาวนาน 35 ปี โดยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่รักของปวงชน ด้วยภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด

หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีที่มหาวิหารออสโล พระบรมศพถูกเคลื่อนต่อไปยังป้อมปราการอาเคอร์ชูส เพื่อประกอบพิธีในขั้นต่อไป โดยสมเด็จพระราชาธิบดีฮากอนที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน และสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก.

ที่มา : AP

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

10 ก.ย. 2569 08:34 น.

เรือเฟอร์รี่ไฟไหม้กลางทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 5 สูญหาย 87 คน เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

เรือเฟอร์รี่ฟิลิปปินส์ เกิดไฟไหม้กลางทะเลใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในปาลาวัน เจ้าหน้าที่ช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งแล้ว 42 คน พบผู้เสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ยังสูญหายอีก 87 คน

เกิดเหตุระทึกในฟิลิปปินส์ หลังเรือเฟอร์รี่ M/V June Aster เกิดไฟไหม้กลางทะเลนอกชายฝั่งจังหวัดปาลาวัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และยังสูญหายอีก 87 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือที่อาจติดอยู่บนเรือ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ขณะเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 2.2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่สามารถช่วยผู้โดยสารและลูกเรือขึ้นฝั่งได้แล้ว 42 คน แบ่งเป็นผู้โดยสาร 38 คน และลูกเรือ 4 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

ภาพจากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นเรือทั้งลำถูกเปลวไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย พร้อมพยายามควบคุมเพลิงที่ยังคงลุกไหม้

กัปตันโนเอมี คายาบับ จากหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้น เรือมีรายชื่อผู้โดยสารและลูกเรือรวม 134 คน เมื่อนับจำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือและผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ที่ไม่สามารถติดต่อหรือระบุตำแหน่งได้อีก 87 คน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้รอดชีวิตทั้งหมดได้

ข้อมูลติดตามการเดินเรือจาก MarineTraffic ระบุว่าเรือ M/V June Aster ออกเดินทางจากกรุงมะนิลา ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้กลางทะเลใกล้จังหวัดปาลาวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

10 ก.ย. 2569 08:04 น.

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดปีแรกรองรับผู้โดยสารต่างชาติเกือบ 2 ล้านคน

กัมพูชาเผย สนามบินนานาชาติเตโช เปิดให้บริการครบปี มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเกือบ 2 ล้านคน ช่วยหนุนเศรษฐกิจกัมพูชาราว 5% พร้อมเร่งขยายศักยภาพขนส่งสินค้าและซ่อมบำรุงเครื่องบิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายซิน จันเซเรยวุฒา เลขาธิการรัฐและโฆษกสำนักงานเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐของกัมพูชา เปิดเผยว่า สนามบินนานาชาติเตโช (Techo International Airport) หรือ TIA ของกัมพูชา มีผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางผ่านเกือบ 2 ล้านคนในปีแรกของการเปิดให้บริการ ขณะที่สนามบินมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาประมาณ 5%  

พร้อมกันนี้ระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารโดยรวมยังคงทรงตัว แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งขาเข้าและขาออกจากกัมพูชายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางการกำลังขยายพื้นที่รองรับการขนส่งสินค้า รวมถึงพัฒนาโรงเก็บเครื่องบินสำหรับงานซ่อมบำรุง โดยร่วมมือกับพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงบริษัทจากสิงคโปร์

ทั้งนี้ สนามบินนานาชาติเตโชมีพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ข้อมูลจากหน่วยงานการบินพลเรือนของกัมพูชาระบุว่า สนามบินนานาชาติเตโชอยู่ในอันดับ 9 ของโลกในกลุ่มสนามบินระดับ 4F.

ที่มา  Freshnews

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

10 ก.ย. 2569 06:56 น.

ยูเอ็นจี้ส่งสถานการณ์เมียนมาขึ้นศาลอาญาโลก ชี้วิกฤติสิทธิฯ ร้ายแรงระดับนานาชาติ

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นเรียกร้องชาติสมาชิกส่งสถานการณ์เมียนมาให้ศาลอาญาระหว่างประเทศพิจารณาผ่านคณะมนตรีความมั่นคงฯ พร้อมยุติส่งอาวุธให้รัฐบาลทหาร

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2569 นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวระหว่างการประชุมสมัยที่ 63 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกยูเอ็นส่งสถานการณ์ในเมียนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC)  โดยระบุว่า วิกฤติสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคมีความชัดเจนมากขึ้นทุกวัน

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นยังเรียกร้องให้ยุติการส่งมอบสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทหาร รวมถึงสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน หรือสินค้าซอฟต์แวร์เทคโนโลยี ให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเตือนว่าการส่งมอบสิ่งของเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างชัดเจนที่จะเอื้อให้เกิดการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พร้อมกันนี้ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาและกองทัพอาระกันต่างละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบ  ต่อชุมชนชาวโรฮิงญา พร้อมเตือนว่า การส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นการละเมิดหลักการไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) อย่างชัดแจ้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ศาลในอาร์เจนตินาออกหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนของเมียนมา 25 คน รวมถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำต่อชาวโรฮิงญา ขณะที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจในปี 2564 เมื่อรัฐบาลทหารเดินหน้าปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง พร้อมเพิ่มปฏิบัติการทางทหารทั่วประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

10 ก.ย. 2569 06:14 น.

รัสเซีย-ยูเครน ยกระดับโจมตีทางอากาศ ดับ 2 ที่ชายแดนมอลโดวา

รัสเซียกับยูเครนยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงที่ชายแดนยูเครนติดกับมอลโดวา ซึ่งมีผู้เคราะห์ร้าย 2 ศพ

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย จากเหตุโดรนรัสเซียโจมตีจุดข้ามแดน “สตารอโคซาเช” (Starokozache) บริเวณชายแดนยูเครนและมอลโดวา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดด่านตรวจดังกล่าวทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างยกระดับการโจมตีทางอากาศระยะไกลใส่กันอย่างหนัก แม้จะมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามก็ตาม

สำหรับการโจมตีในฝั่งยูเครน เหตุโจมตีที่ด่านสตารอโคซาเช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยหนึ่งในผู้บาดเจ็บเป็นคนขับรถชายมอลโดวา ขณะที่นายกรัฐมนตรีมอลโดวาออกมาระบุว่า ในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว มีโดรนของรัสเซียรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนประเทศของเขาถึง 17 ลำ

ที่กรุงเคียฟ โดรนรัสเซียพุ่งชนอาคารสูง 9 ชั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 14 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 คน ส่วนที่เมืองซูมี โดรนโจมตีห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า สามารถยิงโดรนยูเครนตกได้ถึง 596 ลำในคืนเดียว อย่างไรก็ตาม หลายเมืองในรัสเซียยังได้รับความเสียหายจากโดรน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

เมืองท่าโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ของรัสเซีย ถูกโดรนของยูเครนโจมตีอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ รวมเด็ก 1 ราย บาดเจ็บอีก 29 ราย นอกจากนั้น ยังมีอาคารที่พักอาศัย, โบสถ์ และ โรงเรียนอนุบาลได้รับความเสียหายด้วย

ขณะเดียวกัน ยูเครนอ้างว่า ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่เมืองโนวี อูเรนกอย (Novy Urengoy) ในเขตอาร์กติกของรัสเซีย และอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อตัดกำลังบำรุงในสงครามของรัสเซีย

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวทางการยุติสงคราม

และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะตัวแทนของทรัมป์เดินทางไปเยือนทั้งรัสเซียกับยูเครน เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาโดยตรงระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งยูเครนคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ แต่ทางมอสโกแย้งว่ายังเร็วเกินไปที่จะหารือเรื่องวันและสถานที่จัดเจรจา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

10 ก.ย. 2569 05:16 น.

CSIS ชี้ อิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่ม สหรัฐฯ เร่งพัฒนาอาวุธทำลาย

(ภาพจาก AFP PHOTO / SATELLITE IMAGE ©2026 VANTOR)

สถาบันวิจัยในสหรัฐฯ เผยว่า อิหร่านกำลังสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่ที่ภูเขาพิกแอ็กซ์ ขณะที่สหรัฐฯ ก็กำลังพัฒนาอาวุธเจาะทะลวงรุ่นใหม่ เพื่อเจาะทะลวงฐานลับใต้ดินของอิหร่านให้ได้

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เมื่อ 9 ก.ย. 2569 ศูนย์เพื่อการศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) เปิดเผยว่า ผลการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าอิหร่านสร้างศูนย์นิวเคลียร์ลับเพิ่มขึ้น ใต้ภูเขาหินแกรนิต “พิกแอ็กซ์” (Pickaxe Mountain) ขณะเดียวกันมีหลักฐานชี้ว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเร่งทดสอบและพัฒนาอาวุธชนิดใหม่เพื่อโจมตีเป้าหมายใต้ดินลึกที่ระเบิดทำลายบังเกอร์แบบเดิมทำไม่ได้

CSIS ระบุว่า ศูนย์นิวเคลียร์ลับแห่งใหม่นี้ กำลังมีการปรับเปลี่ยนการก่อสร้างไปเน้นการตกแต่งหรือก่อสร้างภายใน การเสริมความแข็งแกร่งของปากอุโมงค์ และปรับเส้นทางคมนาคม คาดว่าออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประกอบเครื่องเหวี่ยงสาร (Centrifuge) หรือเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

อย่างไรก็ตาม CSIS ประเมินว่าสถานที่แห่งนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ด้านท่าทีของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะโจมตีศูนย์นิวเคลียร์แห่งนี้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่เป็นชั้นหินแกรนิตหนาทำให้เป็นเป้าหมายที่ทำลายได้ยาก แม้จะใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ที่หนักที่สุดในปัจจุบัน (MOP)

จากการโจมตีในยุทธการ Operation Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ ทำได้เพียงถล่มปิดทางเข้าศูนย์นิวเคลียร์อิสฟาฮาน (Isfahan) เท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถเจาะทะลวงโครงสร้างชั้นใต้ดินได้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน ได้อนุมัติสัญญาเร่งด่วนมูลค่า 1.2 ล้านดอลลาร์ก่อนเริ่มสงครามอิหร่าน เพื่อซ่อมแซมและเตรียมพื้นที่ทดสอบใต้ดินชั้นหินแกรนิต ที่เขตทดสอบขีปนาวุธไวท์แซนด์ส ในรัฐนิวเม็กซิโก

แหล่งข่าวระบุว่า การทดสอบดังกล่าวจะเป็นการใช้อาวุธจริง เพื่อจำลองการโจมตีใส่ศูนย์นิวเคลียร์ใต้ดินลึกของอิหร่านโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น กองทัพสหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนา “ระเบิดเจาะทะลวงรุ่นถัดไป” เพื่อมาแทนที่ระเบิด MOP รุ่นเดิมสำหรับใช้ทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกใต้ดินมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

10 ก.ย. 2569 03:56 น.

ทรัมป์อ้าง สงครามอิหร่านจะจบทันทีหลังเลือกตั้งกลางเทอม

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สงครามกับอิหร่านจะจบทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และอ้างอีกว่า ที่อิหร่านยกระดับการโจมตีในช่วงนี้ ก็เพื่อทำลายความนิยมของพรรครีพับลิกันให้แพ้เลือกตั้ง

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาอ้างว่า สงครามกับอิหร่านจะยุติลงและราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว “ทันที” หลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ผ่านพ้นไป นับเป็นการเลื่อนกำหนดเวลายุติสงครามอีกครั้ง หลังเวลาล่วงเลยมากว่า 6 เดือน ทั้งที่ทรัมป์เคยสัญญาว่า สงครามจะใช้เวลาไม่นาน

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิหร่านกำลังยกระดับความขัดแย้งในขณะนี้เพื่อส่งผลกระทบเชิงลบต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน

“ผมคิดว่าสงครามจะจบลงทันทีหลังการเลือกตั้ง” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบริเวณลานจอดเครื่องบิน ขณะเดินทางไปยังรัฐเทกซัสเพื่อร่วมงานประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรครีพับลิกันสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม

“พวกเขาไม่สามารถอดทนได้นานกว่านี้อีกแล้ว พวกเขาสิ้นหวังที่จะพยายามส่งผลต่อการเลือกตั้ง เพื่อให้เราได้กลุ่มคนที่อ่อนแอเข้าไปบริหาร แล้วปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามลำพังและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้”

คำคาดการณ์ของทรัมป์ที่ว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีก 2 เดือน หลังจากยืดเยื้อมานานแล้ว 6 เดือน ทำให้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันต้องรับมือกับปัจจัยลบของความขัดแย้งและผลกระทบต่อค่าครองชีพต่อไป โดยพรรครีพับลิกันกังวลมานานแล้วว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามจะทำให้พวกเขาเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

คำพูดล่าสุดของทรัมป์มีขึ้นในขณะที่สงครามส่งผลให้ราคาพลังงานในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยตามข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยเกือบ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ส่วนน้ำมันเบนซินธรรมดาขณะนี้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4.22 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นจาก 4.01 ดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน

ต้นทุนพลังงานยังดันราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารสด ให้สูงขึ้น ทั้งยังส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความไม่พอใจของผู้ลงคะแนนเสียง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างว่าราคาน้ำมันจะลดลงต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีตอบโต้กัน โดยมีการผลัดกันโจมตีเรือรบและเรือบรรทุกน้ำมันของอีกฝ่าย ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่ได้มองหาการเจรจากับผู้นำอิหร่านเพื่อยุติการสู้รบอีกต่อไปแล้ว

“เดิมทีผมต้องการทำข้อตกลง” เขากล่าว “แต่ตอนนี้เราถลำลึกมาไกลมากแล้ว ตอนนี้ประเทศของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที ดังนั้นเราจึงไม่ได้แสวงหาการเจรจา แน่นอนว่าการเจรจาอาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : politico

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

10 ก.ย. 2569 02:55 น.

ชาวเกาหลีใต้ประท้วง ต้านรัฐบาลส่งทหารเข้าร่วมสงครามอิหร่าน

ชาวเกาหลีใต้กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งออกมารวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลของพวกเขา ส่งทหารไปเข้าร่วมในสงครามกับอิหร่านตามแรงกดดันของ โดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพุธที่ 9 ก.ย. 2569 กลุ่มผู้ประท้วงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คน ชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิเสธการส่งกองกำลังทหารไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ขนส่งน้ำมันสำคัญ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมากดดันประเทศพันธมิตรให้เข้าร่วมในความขัดแย้งกับอิหร่าน

กลุ่มผู้ประท้วงและองค์กรภาคประชาสังคมมองว่า สงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 6 เดือนก่อนเป็น “สงครามที่ผิดกฎหมาย” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การส่งทหารเกาหลีใต้ไปจึงเท่ากับการส่งเยาวชนไปสู่ความเสี่ยง และจะนำไปสู่ความสูญเสียโดยไม่จำเป็น

ก่อนหน้านี้กองทัพเกาหลีใต้ได้ส่งคณะทำงานไปประเมินสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แต่ย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจส่งกำลังทหาร ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทาง “การมีส่วนร่วม” เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยร่วมกับสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทบต่อความพร้อมทางทหารของตนเอง

ด้านรัฐบาลอิหร่านเตือนอย่างชัดเจนว่า หากเกาหลีใต้ส่งทหารเข้ามา จะถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือฝ่ายรุกรานโดยตรง และจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเกาหลีใต้ตัดสินใจส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ดังกล่าวจริง จะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากรัฐสภาเสียก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

10 ก.ย. 2569 00:55 น.

ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรีย เสียชีวิตแล้วด้วยวัยเพียง 22 ปี

ลูเซีย ซีซิช ผู้ครองตำแหน่งมิสออสเตรียคนปัจจุบัน เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 22 ปี โดยเธอมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด

กองประกวด Mission Austria ซึ่งเป็นผู้จัดงานประกวดมิสออสเตรียและมิสเตอร์ออสเตรีย แจ้งข่าวเศร้าผ่านโพสต์ไว้อาลัยบนเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) โดยระบุว่า “พวกเราตกใจและเสียใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบข่าวการจากไปของ ลูเซีย ซีซิช มิสออสเตรียประจำปี 2567”

ซีซิชคว้ามงกุฏมิสออสเตรียได้ในปี 2567 และยังคงครองตำแหน่งอยู่นับตั้งแต่นั้นเนื่องจากยังไม่มีการจัดประกวดครั้งใหม่

ทางกองประกวด Mission Austria ได้ระบุในโพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาษาเยอรมันว่า “พวกเราจะจดจำลูเซียในฐานะหญิงสาวที่แสนงดงาม พวกเราขอส่งความห่วงใยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งของเราไปถึง ครอบครัว เพื่อนฝูง และทุกคนที่ใกล้ชิดกับเธอในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้”

ข้อความดังกล่าวลงชื่อโดย เคิร์สติน ริกเกอร์ ซีอีโอของ Mission Austria และ ยอร์ก สามีของเธอ พร้อมเสริมว่า “ลูเซียจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมิสออสเตรียของเราตลอดไป”

ทั้งนี้ ในฐานะบุคคลสาธารณะ ซีซิชเคยเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเธออย่างตรงไปตรงมา โดยในปี 2567 เธอโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมเพื่อขอบคุณทีมแพทย์แผนกกุมารเวชที่เคยดูแลเธอในวัยเด็ก

“ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และคุณหมอผู้เสียสละ ซึ่งช่วยชีวิตฉันไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด ทำให้ฉันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากมาย และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปี่ยมสุข” เธอระบุไว้ในเวลานั้น

นอกจากนี้ ซีซิชเคยให้สัมภาษณ์กับ Heute สำนักข่าวของออสเตรียในปี 2567 ว่า เธอเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกทันทีหลังคลอด และได้เล่าถึงผลกระทบจากสุขภาพที่มีต่อวัยเด็กของเธอ

“งานสัปดาห์กีฬาจัดขึ้นโดยไม่มีฉัน วัยเด็กของฉันแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง แต่มันก็ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น”

ด้าน Herzkinder Österreich องค์กรการกุศลในออสเตรียที่ช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ ก็ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของซีซิชเช่นกัน โดยโพสต์เฟซบุ๊กว่า พวกเขาเสียใจอย่างที่สุดต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของซีซิช พร้อมเสริมว่า “ด้วยวัยเพียง 22 ปี เธอจากพวกเราเร็วเกินไปอย่างยิ่ง”

ข้อความไว้อาลัยระบุอีกว่า “ลูเซียเองเป็นผู้มีหัวใจแห่งความหวังอย่างแท้จริง เธอคือหญิงสาวที่เข้าใจดีว่าการเติบโตมาพร้อมกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การต้องอดทนต่อการผ่าตัด และการก้าวไปตามเส้นทางของตัวเองด้วยความกล้าหาญและร่าเริงนั้นเป็นอย่างไร”

“เราจะจดจำเธอในฐานะหญิงสาวที่มีจิตใจอบอุ่น อบอวลด้วยความสุข น่าประทับใจ — และในฐานะเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วและปรารถนาจะมอบพลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

9 ก.ย. 2569 23:51 น.

นักวิจัย Anthropic เชื่อมีโอกาสเกิน 10% ที่ AI จะล้างบางมนุษย์ทุกคน

นักวิจัยด้านความปลอดภัยระดับสูงของบริษัท Anthropic โพสต์ข้อความเตือนว่า มีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI จะสังหารมนุษย์ทุกคนภายในทศวรรษหน้า หากยังพัฒนาโดยไม่มีการควบคุม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 9 ก.ย. 2569 ว่า เอแวน ฮูบิงเกอร์ (Evan Hubinger) นักวิจัยด้านความปลอดภัยคนสำคัญของบริษัท “แอนโทรปิก” (Anthropic) หนึ่งในผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่ของโลก โพสต์ข้อความเตือนว่า การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI อาจส่งผลให้มีโอกาสมากกว่า 10% ที่เทคโนโลยีนี้จะ “ฆ่ามนุษย์ทุกคนบนโลก” ภายในทศวรรษหน้า

ฮูบิงเกอร์ยืนยันว่า โมเดล AI ในปัจจุบันยังคงมีความเสี่ยงต่ำ แต่เขากังวลว่า AI อาจพัฒนาและปรับปรุงตนเองจนควบคุมไม่ได้ในเร็วๆ นี้

การออกมาเตือนของฮูบิงเกอร์เกิดขึ้นหลังจาก เจคอบ ค็อกซอน (Jacob Coxon) นักวิจัย AI ที่เพิ่งลาออกจาก Anthropic (และเคยทำงานกับ OpenAI) ได้โพสต์ว่า ทั้งสองบริษัทไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ พร้อมเตือนว่าระบบ AI ขั้นสูง (Superintelligence) จะสามารถแฮ็กระบบทุกอย่าง ปฏิวัติทุกวงการ และครอบครองทรัพยากรจริงได้ในไม่ช้า

ฮูบิงเกอร์ ซึ่งทำงานด้านการปรับแต่ง AI ให้สอดคล้องกับจริยธรรมมนุษย์ ยอมรับว่า Anthropic รวมถึงอุตสาหกรรมโดยรวมยังไม่มีแผนรับมือหรือวิธีแก้ปัญหาความเสี่ยงจาก Superintelligence ที่ชัดเจน สะท้อนจากเหตุการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนก่อน ที่เครื่องมือ AI ของบริษัทชั้นนำทั้ง Anthropic, OpenAI และ Meta หลุดออกไปแฮ็กระบบต่างๆ

ด้าน เดม เวนดี ฮอลล์ ที่ปรึกษาด้าน AI ขององค์การสหประชาชาติ (UN) แสดงความตระหนกต่อโพสต์ดังกล่าว แต่อีกมุมหนึ่งก็ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อสร้างกระแสก่อนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO)

ส่วน ดาร์เรน โจนส์ อดีตรัฐมนตรีของอังกฤษ ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้มีการทำ “สนธิสัญญาระหว่างประเทศ” เพื่อกำกับดูแลและกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ร่วมกันก่อนที่จะสายเกินไป

ทั้งนี้ รายงานจาก Financial Times ระบุว่า Anthropic ปฏิเสธที่จะส่งมอบโมเดล AI รุ่นล่าสุดให้แก่สถาบันความปลอดภัย AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI) ตรวจสอบ ซึ่งทางบริษัทปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้นำในวงการ AI รวมถึงผู้บริหารของ Anthropic และบุคลากรกว่า 1,300 คน ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามระดับนานาชาติในการชะลอและควบคุมจังหวะการพัฒนา AI เพื่อให้มนุษย์ยังคงสามารถควบคุมอนาคตได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc