อิสราเอลเผย โดรนฮิซบอลเลาะห์โจมตีโดนทหารเสียชีวิต 1 นาย

อิสราเอลเผย โดรนฮิซบอลเลาะห์โจมตีโดนทหารเสียชีวิต 1 นาย

1 พ.ค. 2569 01:35 น.

อิสราเอลเผย โดรนฮิซบอลเลาะห์โจมตีโดนทหารเสียชีวิต 1 นาย

กองทัพอิสราเอลเผยว่า การโจมตีด้วยโดรนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทำให้ทหารของพวกเขาเสียชีวิต 1 นาย ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กันไปมามากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมื่อ 30 เม.ย. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) แถลงว่า ทหารอิสราเอลนายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากถูกโดรนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้ของเลบานอน โดยทั้งสองฝ่ายกลับมาโจมตีกันอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการประกาศมาตรการหยุดยิงก็ตาม

IDF ระบุว่า ทหารที่เสียชีวิตคือ สิบเอก เลียม เบน ฮาโม อายุเพียง 19 ปี เป็นทหารหน่วยรบในกองพันที่ 13 กองพลน้อยโกลานี (Golani Brigade) โดยกองทัพระบุว่าได้แจ้งข่าวให้ครอบครัวของทหารผู้ล่วงลับทราบแล้ว

“ในเหตุการณ์ที่สิบเอก เลียม เบน ฮาโม เสียชีวิตนั้น มีทหาร IDF อีกนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บระดับปานกลาง” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม และเสริมว่า “ทหารที่ได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว และครอบครัวของเขาก็ได้รับแจ้งเรื่องนี้แล้วเช่นกัน”

ก่อนหน้านี้ กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง โดรนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์พุ่งชนยานพาหนะของกองทัพ ในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 12 นาย

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา การโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน สังหารผู้คนไปอย่างน้อย 9 ศพ รวมเด็ก 2 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลสกัดขบวนเรือขนเสบียงไปกาซา รวบนักเคลื่อนไหว 175 คน

อิสราเอลสกัดขบวนเรือขนเสบียงไปกาซา รวบนักเคลื่อนไหว 175 คน

30 เม.ย. 2569 23:50 น.

อิสราเอลสกัดขบวนเรือขนเสบียงไปกาซา รวบนักเคลื่อนไหว 175 คน

กองทัพเรืออิสราเอลสกัดกองเรือของนักเคลื่อนไหวที่พยายามจะขนเสบียงไปยังฉนวนกาซา พร้อมกับกุมตัวนักกิจกรรมกว่า 175 คนในน่านน้ำสากล ใกล้เกาะครีต ของกรีซ

เมื่อ 30 เม.ย. 2569 กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อปาเลสไตน์ระบุว่า เรือ 22 ลำจากขบวนเรือขนส่งความช่วยเหลือไปยังฉนวนกาซา ถูกกองทัพอิสราเอลสกัดกั้นในน่านน้ำสากลใกล้กับเกาะครีตของประเทศกรีซ และมีนักเคลื่อนไหวถูกจับกุมตัวกว่า 175 คน

ผู้จัดตั้งขบวนเรือ Global Sumud Flotilla (GSF) ซึ่งต้องการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ และต่อต้านการปิดล้อมฉนวนกาซาของอิสราเอล ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการปล้นสะดมทางทะเล โดยระบุว่าผู้ที่อยู่บนเรือถูกควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมาย ณ จุดที่ห่างจากฉนวนกาซากว่า 965 กิโลเมตร

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลระบุว่า มีนักเคลื่อนไหวประมาณ 175 รายถูกควบคุมตัว และอ้างว่าขบวนเรือนี้เป็นเพียง “การสร้างกระแสเพื่อประชาสัมพันธ์” ขณะที่นายกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าคนเหล่านี้จะถูก “นำไปขึ้นฝั่งที่ชายหาดของกรีซ” ภายในวันพฤหัสบดีนี้

ข้อมูลจาก GSF แสดงให้เห็นว่าเรือที่เหลืออีก 36 ลำในขบวน ส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะครีตในขณะนี้

อนึ่ง ขบวนเรือของ GSF ออกเดินเรือเมื่อสองสัปดาห์ก่อน โดยมีเรือทั้งหมด 58 ลำเข้าร่วมจากสเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี มีเป้าหมายเพื่อฝ่าฟันการปิดล้อมฉนวนกาซาของอิสราเอล

เมื่อวันพฤหัสบดี GSF ระบุว่า กองทัพเรือของอิสราเอลได้ “สกัดกั้น ขึ้นไปบนเรือ และทำลายระบบรวมถึงสร้างความเสียหายให้กับเรือหลายลำ” ในขบวน ระหว่างการ “บุกจู่โจมอย่างรุนแรงในน่านน้ำสากล” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะครีตเมื่อคืนที่ผ่านมา

“หลังจากควบคุมตัวผู้เข้าร่วม ทุบทำลายเครื่องยนต์ และรบกวนสัญญาณสื่อสาร [กองทัพอิสราเอล] ได้ถอนกำลังออกไป พร้อมกับลักพาตัวผู้เข้าร่วม หรือจงใจทิ้งพลเรือนให้ติดค้างอยู่บนเรือที่ไร้กำลังไฟและพังเสียหาย ซึ่งอยู่ในเส้นทางที่พายุลูกใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาโดยตรง” GSF ระบุ

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลระบุว่า “เนื่องจากมีเรือจำนวนมากเข้าร่วมในขบวนเรือครั้งนี้ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการลุกลามของสถานการณ์ รวมถึงความจำเป็นในการป้องกันการฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการล่วงหน้า”

“ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในน่านน้ำสากลอย่างสันติและไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ จากการตรวจสอบเรือในเบื้องต้นพบวัสดุที่ดูเหมือนจะเป็นยาเสพติดและอุปกรณ์คุมกำเนิด” กระทรวงฯ ระบุเสริม

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้กล่าวหาผู้จัดตั้งขบวนเรือว่า “ร่วมมือ” กับกลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของปาเลสไตน์ “โดยมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางแผนสันติภาพ [ฉนวนกาซา] ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะที่สอง และตั้งใจที่จะเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่กลุ่มฮามาสปฏิเสธที่จะวางอาวุธ”

ในเวลาต่อมา ทางกระทรวงฯ ยังระบุด้วยว่าขบวนเรือดังกล่าวยังจงใจ พยายามขวางเรือสินค้าของอิสราเอลอีกด้วย

ด้านนายพาฟลอส มารินาคิส โฆษกรัฐบาลกรีซ แถลงข่าวก่อนหน้านี้ว่า เรือรบของอิสราเอลอยู่นอกเขตน่านน้ำของกรีซในขณะที่เกิดการสกัดกั้น และไม่มีการปรึกษาหารือล่วงหน้าระหว่างทางการอิสราเอลและกรีซแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านประหารชีวิตผู้เห็นต่าง 21 ราย จับอีก 4,000 นับตั้งแต่สงครามเริ่ม

อิหร่านประหารชีวิตผู้เห็นต่าง 21 ราย จับอีก 4,000 นับตั้งแต่สงครามเริ่ม

30 เม.ย. 2569 22:47 น.

อิหร่านประหารชีวิตผู้เห็นต่าง 21 ราย จับอีก 4,000 นับตั้งแต่สงครามเริ่ม

สหประชาชาติเผยว่า อิหร่านประหารชีวิตผู้เห็นต่างไปแล้ว 21 ราย และจับกุมอีก 4,000 คน นับตั้งแต่สงครามเริ่ม ขณะที่ฝ่ายอิหร่านอ้างความชอบธรรมในการสำเร็จโทษดังกล่าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 29 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เปิดเผยว่า ทางการอิหร่านประหารชีวิตผู้เห็นต่างไปแล้วอย่างน้อย 21 ศพ และจับกุมตัวไว้อีกกว่า 4,000 คน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มทิ้งระเบิดถล่มประเทศเมื่อกว่าสองเดือนก่อน

นาย โวลเคอร์ เติร์ก ผู้อำนวยการด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ประณามมาตรการเหล่านี้ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของชาวอิหร่าน “ด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดร้าย”

เพื่อตอบโต้คำวิจารณ์ดังกล่าว นายโกลัมฮอสเซน มอห์เซนี เอเจอี หัวหน้าฝ่ายตุลาการของอิหร่าน ผู้มีแนวคิดสายเหยี่ยวและที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามผู้เห็นต่าง กล่าวอ้างว่าการประหารชีวิตในวงกว้างนั้นสะท้อนถึง “ความต้องการอันชอบด้วยกฎหมายของประชาชน”

“ฝ่ายตุลาการของอิหร่านจะไม่มีความประมาทเลินเล่อหรือผ่อนปรนอย่างแน่นอน ในการไต่สวนและการลงโทษตามกฎหมายต่ออาชญากรคนใดก็ตามที่มือเปื้อนเลือดของประชาชนของเรา” นายเอเจอีกล่าว “เราไม่ให้ความสนใจกับวาทกรรมของมหาอำนาจที่หยิ่งยโสและสื่อโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขา”

การประหารชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากเหตุการณ์ปราบปรามการชุมนุมอย่างรุนแรงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านสังหารผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลไปหลายพันคน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักข่าว Mizan ซึ่งสังกัดฝ่ายตุลาการของอิหร่านรายงานว่า ทางการได้ประหารชีวิตผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงดังกล่าวอีกราย ขณะที่สำนักข่าวนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานในสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตคือ ซาซาน อาซัดวาร์ จอนกานี นักกีฬาคาราเต้วัย 21 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ แพ้ยับในสงคราม โวยปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ แพ้ยับในสงคราม โวยปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

30 เม.ย. 2569 21:59 น.

ผู้นำอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ แพ้ยับในสงคราม โวยปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาอ้างว่า สหรัฐฯ ประสบความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในสงคราม ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านเตือนสหรัฐฯ ว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลจะจบลงด้วยความล้มเหลว

เมื่อ 30 เม.ย. 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศว่า สหรัฐอเมริกาประสบกับความพ่ายแพ้อันน่าอัปยศ พร้อมปฏิเสธคำขู่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐฯ บังคับใช้เพื่อลงโทษทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน อาจดำเนินต่อไปอีกหลายเดือน

“วันนี้ 2 เดือนหลังจากที่กลุ่มผู้ระรานโลกได้วางกำลังทหารและรุกรานภูมิภาคครั้งใหญ่ที่สุด และความพ่ายแพ้อันน่าอัปยศของสหรัฐฯ ในแผนการต่าง ๆ ของพวกเขา หน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น” โมจตาบา คาเมเนอี ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ

โมจตาบา คาเมเนอี ระบุอีกว่า ขณะนี้อิหร่านเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ พร้อมยกย่องกองทัพอิหร่านที่สามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบดังกล่าวเอาไว้ได้

อนึ่ง โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีระลอกแรกโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี บิดาของเขาเสียชีวิต และเขายังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา

สหรัฐฯ เริ่มมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ในขณะที่สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ไว้อย่างเหนียวแน่น นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

“ความพยายามใดๆ ในการปิดล้อมทางทะเลหรือข้อจำกัดต่างๆ ถือว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ… และมีชะตากรรมที่ต้องล้มเหลว” นาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวเตือน และเสริมว่า การปิดล้อมของสหรัฐฯ ถือเป็นการขัดขวางเสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซียอย่างไม่มีกำหนด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“ปตท.-บางจาก” ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน มีผลตี 5 พรุ่งนี้ 1 พฤษภาคม 2569

"ปตท.-บางจาก" ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน มีผลตี 5 พรุ่งนี้ 1 พฤษภาคม 2569

30 เม.ย. 2569 21:22 น.

“ปตท.-บางจาก” ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน มีผลตี 5 พรุ่งนี้ 1 พฤษภาคม 2569

“ปตท.-บางจาก” ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 0.85 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันกลุ่มดีเซลปรับขึ้น 0.60 บาทต่อลิตร มีผลตี 5 พรุ่งนี้ (1 พฤษภาคม 2569)

วันที่ 30 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี 7) 0.94 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 3.12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 0.60 บาทต่อลิตร เป็น 40.80 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เพิ่มการชดเชย 0.74 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 9.18 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 0.60 บาทต่อลิตร เป็น 33.80 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 

ล่าสุด “พีทีที สเตชั่น” และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล 0.60 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.85 บาทต่อลิตร มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.80 บาท/ลิตร
  • ดีเซล อยู่ที่ 40.80 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.24 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.30 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.93 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.30 บาท/ลิตร
  • เบนซิน อยู่ที่ 52.89 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 62.10 บาท/ลิตร
  • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 52.39 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมัน “ปั๊มบางจาก” วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

  • ดีเซล B20 อยู่ที่ 33.80 บาท/ลิตร
  • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.80 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 62.10 บาท/ลิตร
  • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
  • GSH E85S EVO อยู่ที่ 32.24 บาท/ลิตร
  • GSH E20S EVO อยู่ที่ 36.30 บาท/ลิตร
  • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.93 บาท/ลิตร
  • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.30 บาท/ลิตร

ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

ปักกิ่งสั่งแบน "ขายโดรน" ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค.  คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

30 เม.ย. 2569 16:58 น.

ปักกิ่งสั่งแบน “ขายโดรน” ทั่วเมือง เริ่ม 1 พ.ค. คุมเข้มความมั่นคง-ต้องมีใบอนุญาตก่อนบิน

ทางการกรุงปักกิ่งของจีน ประกาศมาตรการเข้มงวดใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม โดยสั่งห้ามจำหน่าย ให้เช่า หรือนำโดรนและชิ้นส่วนสำคัญเข้าสู่เมืองหลวง ขณะเดียวกันผู้ครอบครองโดรนต้องลงทะเบียนกับตำรวจ และต้องขออนุญาตล่วงหน้าก่อนการบินทุกครั้ง

ทางการกรุงปักกิ่งเตรียมบังคับใช้ระเบียบใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดยสั่งห้ามการจำหน่ายและเช่าโดรน รวมถึงส่วนประกอบสำคัญภายในเขตเมืองหลวงทั้งหมด เพื่อยกระดับความปลอดภัยในน่านฟ้าระดับต่ำ (Low-altitude airspace) หลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อวงจรธุรกิจแล้ว โดยแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Taobao ได้ระงับการสั่งซื้อโดรนสำหรับที่อยู่ที่จัดส่งในปักกิ่ง ขณะที่ร้านค้าของ DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลกในปักกิ่ง จำเป็นต้องนำสินค้าลงจากชั้นวางและระบายสต็อกออกให้หมดภายในวันนี้ (30 พ.ค.)

ภายใต้กฎระเบียบใหม่ ผู้ใช้งานโดรนในปักกิ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวด ได้แก่ เจ้าของโดรนทุกคนต้องลงทะเบียนอุปกรณ์ด้วยชื่อจริงผ่านระบบออนไลน์ของตำรวจ ส่วนการบินโดรนกลางแจ้งทุกครั้งต้องได้รับการอนุมัติล่วงหน้า และผู้บินต้องผ่านการอบรมรวมถึงทดสอบความรู้ด้านกฎระเบียบออนไลน์และหากส่งโดรนออกไปซ่อมนอกเมือง เจ้าของต้องไปรับเครื่องกลับด้วยตนเอง ห้ามใช้บริการส่งพัสดุเข้าเมือง โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 500 หยวน (ประมาณ 2,500 บาท) และอาจถูกยึดเครื่อง

อย่างไรก็ตาม ทางการยังอนุญาตให้มีการซื้อหรือครอบครองโดรนได้ในกรณีเฉพาะ เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย การบรรเทาสาธารณภัย หรืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย แต่ต้องได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

Xiong Jinghua เจ้าหน้าที่อาวุโสสภาประชาชนเทศบาลกรุงปักกิ่ง ระบุว่าเป้าหมายของกฎหมายนี้คือการหา “จุดสมดุลที่ดีที่สุด” ระหว่างความปลอดภัยสาธารณะ กับการผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

มาตรการคุมเข้มนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low-altitude economy) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของจีนที่คาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2035 แม้ปัจจุบันโดรนจะถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายเมืองของจีน ทั้งการส่งอาหาร การเกษตร และการทำความสะอาดอาคาร แต่กรุงปักกิ่งยังคงรักษามาตรการความมั่นคงที่เข้มงวดกว่าพื้นที่อื่นเสมอมา

ก่อนหน้านี้ กรุงปักกิ่งเคยประกาศสั่งห้ามรถยนต์เทสลา เข้าไปจอดในพื้นที่หน่วยงานรัฐและสนามบินบางแห่ง เนื่องจากกังวลเรื่องการจารกรรมข้อมูลผ่านกล้องหน้ารถ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายความมั่นคงขั้นสูงสุดของเมืองหลวงแห่งนี้.

ที่มา BBC / Associated Press

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

30 เม.ย. 2569 16:25 น.

ศาลสูงสิงคโปร์กลับคำพิพากษา สั่งปรับ 3 แกนนำหญิงจัดเดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์พิพากษากลับคำพิพากษา สั่งปรับหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 76,500 บาท ฐานจัดขบวนเดินสนับสนุนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเสรีภาพการชุมนุม

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาอนุญาตตามคำอุทธรณ์ของฝ่ายอัยการ โดยให้กลับคำตัดสินเดิม และตัดสินให้หญิง 3 รายมีความผิดฐานจัดกิจกรรมเดินขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมสั่งปรับเป็นเงินรายละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 76,500 บาท)

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2024 นางสาวโมซัมมัด โซบิคุน นาฮาร์ อายุ 26 ปี, นางสาวสิติ อามิราห์ โมฮาเหม็ด อัสโรริ อายุ 31 ปี และนางสาวอันนามาลัย โกกิลา ปาร์วาธี อายุ 37 ปี ได้ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 70 คน เดินเท้าจากห้างสรรพสินค้าพลาซ่า สิงคปุระ (Plaza Singapura) ไปยังประตูหลังของ “อิสตานา” (The Istana) ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีและที่ตั้งสำนักงานนายกรัฐมนตรี

วัตถุประสงค์ของการเดินขบวนครั้งนั้น เพื่อนำจดหมายเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์ยุติความสัมพันธ์กับอิสราเอลไปส่งยังกล่องรับจดหมายของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยในภาพเหตุการณ์พบว่าผู้ร่วมกิจกรรมมีการถือร่มลายแตงโม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลในการสนับสนุนปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องหญิงทั้ง 3 รายเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาศาลแขวงเห็นว่าพวกเธอไม่ทราบว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเขตหวงห้ามภายใต้พระราชบัญญัติความสงบเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลสูง ซี กี ออน เห็นพ้องกับฝ่ายอัยการว่าคำตัดสินเดิมมีความผิดพลาดทางกฎหมาย โดยระบุว่าผู้จัดกิจกรรมควรแสวงหาข้อมูลและตรวจสอบข้อห้ามให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการ ซึ่งหากตรวจสอบอย่างสมเหตุสมผลก็จะทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีคำสั่งห้ามชุมนุม และระบุว่าสิงคโปร์มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเรื่องการชุมนุมสาธารณะเพื่อรักษาความสงบสุขและความปรองดอง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกาซาที่ทางการสั่งห้ามกิจกรรมชุมนุมเกือบทั้งหมด

หลังทราบคำตัดสิน นางสาวโกกิลา หนึ่งในจำเลย กล่าวว่า “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในสิงคโปร์ยังอีกยาวไกล และการอารยะขัดขืนเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อน เราควรมีสิทธิที่จะเดินไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อส่งจดหมายจากประชาชน”

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายสิงคโปร์ ความผิดฐานจัดเดินขบวนในพื้นที่หวงห้ามมีโทษสูงสุดคือจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในกรณีนี้อัยการไม่ได้เรียกร้องโทษจำคุก และศาลเห็นสมควรให้ลงโทษสถานเบาเป็นโทษปรับตามที่ทนายจำเลยร้องขอ.

ที่มา CNA / BBC

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี "ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน" รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

30 เม.ย. 2569 15:41 น.

RSF เผยเสรีภาพสื่อดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 25 ปี “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย-ไทยอันดับ 92

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) เผยดัชนีเสรีภาพสื่อโลก 2026 พบตกต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี เผยกว่าครึ่งของประเทศทั่วโลกอยู่ในระดับ “ยากลำบาก” หรือ “วิกฤต” ขณะที่ปัจจัยการเมืองและอำนาจรัฐกดดันสื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พบ “ซาอุฯ-จีน-อิหร่าน” รั้งท้าย สหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 64 ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 92 จาก 180 ประเทศ

 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF) เผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2026 ระบุว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อทั่วโลกเลวร้ายลงถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 25 ปี โดยมีประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ลำบาก”  ไปจนถึง “ขั้นวิกฤต”

รายงานระบุว่า สัดส่วนประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อในระดับ “ดี” ลดฮวบลงจากร้อยละ 20 เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการร่วงลงอย่างรุนแรงของเอลซัลวาดอร์ (อันดับ 143) ที่ดิ่งลงถึง 105 อันดับนับตั้งแต่ปี 2014 และ ไนเจอร์ (อันดับ 120) ที่ร่วงลง 37 อันดับในปีเดียวจากการปราบปรามโดยรัฐบาลทหาร ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย (อันดับ 176) ยังคงรั้งท้ายร่วมกับกลุ่มประเทศอย่าง รัสเซีย อิหร่าน และจีน หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญจากการประหารชีวิตนักคอลัมนิสต์ “ตูร์กี อัล-จัสเซอร์” เมื่อปี 2025

โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สถานการณ์ส่วนใหญ่อยู่ในขั้น “ลำบาก” หรือ “วิกฤต” โดยมี จีน (อันดับ 178) เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุด มีผู้ประกอบวิชาชีพสื่อถูกคุมขังสูงถึง 121 ราย ขณะที่ในฟิลิปปินส์ (อันดับ 114) รัฐบาลใช้วิธีตีตราว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเพื่อปิดปากสื่อมวลชน 

ด้านไทยร่วงลงจากอันดับที่ 85 เมื่อปี 2025 มาอยู่ที่อันดับที่ 92 ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียน ติมอร์-เลสเต อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด (30) ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก เช่น มาเลเซีย (95), สิงคโปร์ (123), อินโดนีเซีย (129), กัมพูชา (151), ลาว (154), เมียนมา (166) และเวียดนาม (174)

ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ถูกจัดว่าเป็นภูมิภาคที่ “หายนะ” ที่สุด โดยเฉพาะในฉนวนกาซาที่มีผู้สื่อข่าวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 220 รายจากสงคราม อย่างไรก็ตาม ซีเรีย (อันดับ 141) กลายเป็นจุดที่มีความหวังเพียงหนึ่งเดียว โดยอันดับพุ่งขึ้นถึง 36 อันดับ หลังการล่มสลายของระบอบเผด็จการบาชาร์ อัล-อัสซาด

ขณะที่เสรีภาพสื่อใน สหรัฐอเมริกา (อันดับ 64) ร่วงลง 7 อันดับ จากแรงกดดันทางการเมืองและการโจมตีสื่ออย่างเป็นระบบ ขณะที่ในอาร์เจนตินาและเอลซัลวาดอร์ สื่อมวลชนกำลังเผชิญกับการถูกดำเนินคดีอาญาและการใช้ความรุนแรง

ด้านยุโรปและเอเชียกลาง แม้ประเทศในสหภาพยุโรปจะยังคงครองอันดับต้นๆ แต่เริ่มเห็นสัญญาณลบ เช่น เอสโตเนีย ที่ร่วงลงมาอยู่อันดับ 3 จากแรงกดดันทางการเมือง ส่วนในยุโรปตะวันออกอย่างเบลารุสและรัสเซีย ยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดของโลก

คริสตอฟ เดอลัวร์ ผู้อำนวยการ RSF ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำเผด็จการและรัฐบาลในหลายประเทศกำลังใช้ “กฎหมาย” เป็นอาวุธในการเซ็นเซอร์และแพร่กระจายโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงการคุมขังนักข่าวโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม เช่นกรณีใน เอริเทรีย (อันดับ 180) ซึ่งครองอันดับสุดท้ายของโลก และมีการคุมขังนักข่าวต่อเนื่องยาวนานที่สุด

บทสรุปของรายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อเสรีภาพในการนำเสนอความจริงถูกปิดกั้นด้วยอำนาจรัฐและความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนทั่วโลก.

ที่มา Reporters Without Borders / AFP

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

30 เม.ย. 2569 14:15 น.

ผลโพลชี้ชาวสวิสส่วนใหญ่หนุนจำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุดในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% สนับสนุนหรือมีแนวโน้มสนับสนุนข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคนภายในปี 2050 หลังกังวลปัญหาผู้อพยพพุ่งสูงจนกระทบที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนการลงประชามติกลางเดือนมิถุนายน

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดที่เผยแพร่โดยกลุ่มสื่อ Tamedia และ 20 Minuten เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 เม.ย.)  ระบุว่าเสียงส่วนใหญ่ของชาวสวิตเซอร์แลนด์เริ่มขยับมาสนับสนุนข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน โดยถือเป็นครั้งแรกที่ผลโพลชี้ว่ามีผู้เห็นด้วยเกินครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการลงประชามติจริงในวันที่ 14 มิถุนายนนี้

ผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 16,000 คน พบว่า 52% เห็นด้วยหรือมีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างประชามติดังกล่าว ขณะที่ 46% คัดค้าน และอีก 2% ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับนักวิเคราะห์ เนื่องจากโดยปกติแล้ว ข้อเสนอในการลงประชามติของสวิตเซอร์แลนด์มักจะมีคะแนนนิยมลดลงเมื่อใกล้ถึงวันลงคะแนนจริง แต่ในกรณีนี้คะแนนกลับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม

ข้อเสนอนี้ริเริ่มโดย พรรคประชาชนสวิตเซอร์แลนด์ (SVP) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและเป็นพรรคใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่ระบุว่าจำนวนผู้อยู่อาศัยถาวรในสวิตเซอร์แลนด์จะต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2050 ขณะที่ปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรอยู่ที่ประมาณ 9.1 ล้านคน โดยเป็นชาวต่างชาติกว่า 27%

ข้อเสนอยังระบุว่า รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการลดจำนวนผู้อพยพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัย และหากประชากรใกล้แตะระดับเพดาน สวิตเซอร์แลนด์อาจจำเป็นต้องยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีกับสหภาพยุโรป (EU)

ด้านรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์และกลุ่มผู้นำทางธุรกิจออกมาคัดค้านอย่างรุนแรง โดยเรียกข้อเสนอนี้ว่า “มาตรการสร้างความโกลาหล” พร้อมเตือนว่าหากร่างนี้ผ่านการเห็นชอบ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์พึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างมาก มาตรการนี้จะทำให้บริษัทต่าง ๆ หาพนักงานได้ยากขึ้น

รัฐบาลประเมินว่าอาจส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจนับหลายพันล้านฟรังก์ อีกทั้งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความร่วมมือกับสหภาพยุโรป ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของชาวสวิสมาอย่างยาวนาน

ทั้งนี้ การลงประชามติจะมีขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าสวิตเซอร์แลนด์จะเลือกเดินหน้าในเส้นทางเศรษฐกิจเสรีต่อไป หรือจะเลือกปิดประตูเพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศตามแนวทางของกลุ่มอนุรักษนิยม.

ที่มา SWI swissinfo.ch / Reuters

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

30 เม.ย. 2569 12:57 น.

โตเกียวระทึก! ชายถือค้อนทำร้ายวัยรุ่น เจ็บ 5 ราย พ่นสารปริศนาใส่ตร.ก่อนหลบหนี

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อชายวัย 44 ปี ใช้ค้อนเป็นอาวุธไล่ทำร้ายวัยรุ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย ก่อนหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจเร่งไล่ล่าตัว

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุการณ์ระทึกครั้งนี้เกิดขึ้นในเมืองฟุซซะ ชานกรุงโตเกียว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยผู้ต้องสงสัยได้ก่อเหตุทำร้ายวัยรุ่นชาย 2 คน บริเวณใกล้บ้านพักของตนเอง

รายงานจาก NHK และ Kyodo News ระบุว่า หนึ่งในเหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณใบหน้า ขณะที่อีกรายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่หัวไหล่

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับสถานการณ์ แต่ผู้ต้องสงสัยกลับพ่นสารไม่ทราบชนิดใส่เจ้าหน้าที่ ก่อนอาศัยจังหวะหลบหนีไปได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 นาย

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียวยังไม่ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้กับสำนักข่าว AFP และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้

ที่มา :channelnewsasia