ออสเตรเลียเดือด มวลชนบุกล้อม รพ. หวังล้างแค้นผู้ต้องหาฆ่า ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

ออสเตรเลียเดือด มวลชนบุกล้อม รพ. หวังล้างแค้นผู้ต้องหาฆ่า ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

1 พ.ค. 2569 12:03 น.

ออสเตรเลียเดือด มวลชนบุกล้อม รพ. หวังล้างแค้นผู้ต้องหาฆ่า ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในเมืองอลิซสปริงส์ ของออสเตรเลีย เมื่อกลุ่มฝูงชนที่โกรธแค้นบุกล้อมโรงพยาบาลและปะทะกับตำรวจ เพื่อหวังใช้กฎจารีต “สะสางแค้น” กับผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กหญิงชาวพื้นเมืองวัย 5 ขวบ

สถานการณ์ในเมืองอลิซสปริงส์ ตอนกลางของประเทศออสเตรเลีย ทวีความตึงเครียดเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.) หลังจากตำรวจยืนยันการจับกุม นายเจฟเฟอร์สัน ลูอิส ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรมเด็กหญิงชาวพื้นเมืองวัย 5 ขวบ หรือที่ครอบครัวอนุญาตให้ระบุชื่อชั่วคราวว่า “คุมานจายี ลิตเติล เบบี้” (Kumanjayi Little Baby) ทั้งนี้ การใช้ชื่อ “คุมานจายี” เป็นธรรมเนียมของชาวพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อหลีกเลี่ยงการออกชื่อผู้ล่วงลับโดยตรงในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัย

เด็กหญิงคนดังกล่าวหายตัวไปจากแคมป์ที่พักชาวพื้นเมือง “Old Timers” ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา นำไปสู่ปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ทั้งทางบก ม้า และเฮลิคอปเตอร์ ท่ามกลางการเฝ้าติดตามของประชาชนจำนวนมาก จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่พบร่างที่ไร้วิญญาณของเธอในพุ่มไม้ ห่างจากแคมป์ประมาณ 5 กิโลเมตร

หลังข่าวการพบศพแพร่สะพัด นายลูอิส ผู้ต้องสงสัยซึ่งเพิ่งพ้นคุกมาได้เพียง 6 วันก่อนเกิดเหตุ ได้เข้ามอบตัวกับกลุ่มสมาชิกชุมชนพื้นเมือง แต่เขาถูกรุมประชาทัณฑ์จนสลบคาที่ ก่อนที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยจะเข้าช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาล

เมื่อกลุ่มฝูงชนทราบว่าผู้ต้องหาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอลิซสปริงส์ คนกว่า 200 รายได้รวมตัวกันบุกล้อมอาคาร พยายามจะเข้าไปภายในเพื่อชำระแค้นตามความเชื่อ “Payback” หรือการลงทัณฑ์ตามจารีตของชาวพื้นเมือง

โดยฝูงชนขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และพยายามจุดไฟเผารถตำรวจ ส่งผลให้ตำรวจต้องตัดสินใจใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม เหตุรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ใบหน้า

มาร์ติน โดล ผู้บัญชาการตำรวจนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี แถลงว่าพฤติกรรมความรุนแรงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” พร้อมยืนยันว่าได้เคลื่อนย้ายตัวนายลูอิสไปคุมขังยังเมืองดาร์วินเพื่อความปลอดภัยแล้ว และเตรียมแจ้งข้อหาหนักในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ยังประกาศตามล่าบุคคลในชุมชนที่อาจให้ความช่วยเหลือหรือซ่อนตัวคนร้ายในช่วงที่หลบหนี

ด้านคุณตาของเด็กหญิง และผู้อาวุโสกลุ่มชาติพันธุ์วาร์ลปิริ (Warlpiri) ได้ออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือให้คนในชุมชนอยู่ในความสงบ “ตอนนี้เป็นเวลาแห่งความเศร้าโศก เพื่อแสดงความเคารพต่อครอบครัวและไว้อาลัยให้หลานสาวของเรา เราต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ของมัน”

ขณะนี้ร่างของเด็กหญิงอยู่ระหว่างการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต ท่ามกลางความโศกเศร้าของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่นับร้อยคนที่ร่วมกันออกตามหาเธอตลอด 5 วันที่ผ่านมา

การใช้ชื่อ “คุมานจายี” (Kumanjayi) เป็นธรรมเนียมของชาวพื้นเมืองออสเตรเลีย เพื่อหลีกเลี่ยงการออกชื่อผู้ล่วงลับโดยตรงในช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัย.

ที่มา  ABC News / BBC

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

1 พ.ค. 2569 11:52 น.

ศาลสิงคโปร์สั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน เดินขบวนหนุนปาเลสไตน์

ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาสั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 75,000 บาท หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจัดขบวนเดินแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาสั่งปรับนักกิจกรรมหญิง 3 คน คนละ 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 75,000 บาท หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจัดขบวนเดินแสดงจุดยืนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายควบคุมการชุมนุมที่เข้มงวดของสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ นักกิจกรรมทั้ง 3 คน ได้แก่ Mossammad Sobikun Nahar และ Siti Amirah Mohamed Asrori และ Kokila Annamalai ได้รับการยกฟ้องจากศาลชั้นต้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 นักกิจกรรมทั้งสามคนได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมราว 70 คน เดินจากห้างสรรพสินค้าไปยังบริเวณใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์ เพื่อยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้สิงคโปร์ตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอล จากกรณีสงครามในฉนวนกาซา ภาพจากเหตุการณ์เผยให้เห็นผู้ร่วมกิจกรรมถือร่มลายแตงโม  ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในหลายประเทศ

อัยการสิงคโปร์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้อง และศาลสูงมีคำสั่งกลับคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่า จำเลยควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่าเส้นทางเดินขบวนอยู่ในพื้นที่ห้ามชุมนุมหรือไม่

ทั้งนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยืนยันมาโดยตลอดว่า กฎหมายควบคุมการชุมนุมและการประท้วงมีความจำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปรองดองในสังคม แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิจารณ์มองว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนอย่างมาก.

ที่มา AFP

รถบัสฝึกขับพุ่งตกแม่น้ำแซน ใกล้กรุงปารีส ผู้โดยสาร 4 ชีวิตรอด

รถบัสฝึกขับพุ่งตกแม่น้ำแซน ใกล้กรุงปารีส ผู้โดยสาร 4 ชีวิตรอด

1 พ.ค. 2569 11:15 น.

รถบัสฝึกขับพุ่งตกแม่น้ำแซน ใกล้กรุงปารีส ผู้โดยสาร 4 ชีวิตรอด

เกิดเหตุระทึกทางตอนใต้ของกรุงปารีส เมื่อพนักงานขับรถเมล์ฝึกหัดเสียการควบคุม พุ่งชนรถยนต์ที่จอดอยู่ก่อนพาผู้โดยสารและครูฝึกดิ่งลงแม่น้ำแซน แต่ทั้ง 4 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์อุบัติเหตุรุนแรงที่เมืองอูว์วีซี-ซูร์-ออร์ฌ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อรถโดยสารประจำทางพุ่งตกลงไปในแม่น้ำแซนในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.) ส่งผลให้มีผู้อยู่บนรถ 4 รายต้องลอยคอรอการช่วยเหลือกลางแม่น้ำ

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า รถเมล์คันดังกล่าวไม่ได้เลี้ยวขวาตามเส้นทางที่ควรจะเป็น แต่กลับขับพุ่งตรงไปข้างหน้าชนเข้ากับรถยนต์สีฟ้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมทาง ก่อนจะกวาดเอารถคันนั้นพุ่งลงไปในแม่น้ำแซนพร้อมกัน แรงกระแทกส่งเสียงดังสนั่นจนประชาชนในละแวกนั้นคิดว่าเกิดเหตุระเบิด

หน่วยกู้ภัยระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 110 นาย พร้อมด้วยนักประดาน้ำ รถดับเพลิง เรือกู้ภัย โดรน และเฮลิคอปเตอร์ เข้าควบคุมสถานการณ์และตรวจสอบว่าไม่มีบุคคลอื่นติดอยู่ในซากรถที่จมอยู่ใต้น้ำ

ในช่วงนาทีวิกฤต โดเรียน เลอแดง โค้ชสโมสรพายเรือท้องถิ่นซึ่งกำลังเตรียมฝึกซ้อม เห็นเหตุการณ์พอดีจึงรีบนำเรือกู้ภัยของสโมสรออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่กำลังตะโกนขอความช่วยเหลือ

เลอแดงกล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า “ผู้หญิงสองคนเกาะเรือของผมไว้ พวกเขาอยู่ในอาการช็อกและว่ายน้ำไม่เป็น ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวมาก” 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพลเมืองดีที่อยู่บนเรือบรรทุกสินค้าใกล้เคียง ช่วยกันโยนห่วงยางชูชีพลงไปให้ผู้ประสบภัยก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเดินทางมาถึง

โฆษกหน่วยงานขนส่ง Île-de-France Mobilités (IDFM) ยืนยันว่า พนักงานขับรถเป็นหญิงสาวที่อยู่ในช่วง “การฝึกหัดภาคปฏิบัติขั้นสุดท้าย” โดยมีครูฝึกดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารบนรถ 2 คน รวมเป็น 4 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย

ผลตรวจของพนักงานฝึกหัดและครูฝึกเป็น “ลบ” โดยไม่พบสารเสพติด พนักงานขับรถถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ ด้านเจ้าหน้าที่ยืนยันไม่พบความเสี่ยงของการรั่วไหลของมลพิษลงในแม่น้ำแซน

นางลามียา เบนซาร์ซา เรดา นายกเทศมนตรีเมืองอูว์วีซี-ซูร์-ออร์ฌ ระบุว่าเธอรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก เพราะไม่เคยมีอุบัติเหตุในลักษณะนี้ในพื้นที่มาก่อน แต่ถือเป็นเรื่องโชคดีที่ไม่มีความสูญเสียถึงแก่ชีวิต

ขณะนี้ซากรถเมล์และรถยนต์คู่กรณีถูกลากขึ้นจากน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

ที่มา Le Monde / BBC

Banksy ยืนยันผลงานรูปปั้นปริศนากลางลอนดอน “ชายถูกธงบังตา”

Banksy ยืนยันผลงานรูปปั้นปริศนากลางลอนดอน "ชายถูกธงบังตา"

1 พ.ค. 2569 10:46 น.

Banksy ยืนยันผลงานรูปปั้นปริศนากลางลอนดอน “ชายถูกธงบังตา”

ศิลปินสตรีทอาร์ทนิรนาม “Banksy” ยืนยันเป็นเจ้าของผลงานรูปปั้นปริศนาที่โผล่ใจกลางกรุงลอนดอน เผยแพร่คลิปแอบติดตั้งกลางดึก สื่อถึงชายในชุดสูทที่ก้าวเดินอย่างไม่รู้อนาคตเพราะถูกธงบังตา

“แบงก์ซี” (Banksy) ศิลปินกราฟฟิตี้ผู้ลึกลับระดับโลก ยืนยันผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังผลงานประติมากรรมชิ้นใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นบริเวณย่านพอลมอลล์ ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งกำลังกลายเป็นจุดสนใจและดึงดูดฝูงชนให้มาเข้าชมอย่างล้นหลาม

รูปปั้นดังกล่าวตั้งอยู่บนเกาะกลางถนนในจัตุรัสวอเตอร์ลู ใกล้กับอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่าง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 และฟลอเรนซ์ ไนติงเกล โดยลักษณะของงานชิ้นนี้เป็นรูปชายสวมชุดสูทยืนอยู่บนแท่นหิน ในลักษณะกำลังก้าวเดินออกไปสู่ความว่างเปล่า ส่วนมือของเขากำลังถือธงที่สะบัดมาพันรอบศีรษะจนปิดบังการมองเห็นทั้งหมด ทำให้ดูเหมือนเขากำลังก้าวเดินไปสู่ความอันตรายโดยไม่รู้ตัว และมีชื่อ “Banksy” เขียนไว้อย่างลวกๆ ที่ฐานของรูปปั้น

โฆษกส่วนตัวของแบงก์ซีเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ศิลปินแอบนำรูปปั้นนี้มาติดตั้งในช่วงเช้ามืดของวันพุธ โดยเลือกจุดนี้เพราะเห็นว่า “ยังมีช่องว่างเหลืออยู่” ขณะที่ในคลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้เครื่องจักรหนักในการยกติดตั้งภายใต้ความมืด

ผลงานชิ้นนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่หลากหลาย ผู้เข้าชมบางส่วนมองว่าเป็นการเสียดสีทางการเมือง โดยนักศึกษาวัย 23 ปีรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “ชุดสูทนั้นตะโกนบอกว่าเป็นนักการเมือง” และเชื่อว่าเป็นการตอบโต้กระแสชาตินิยมที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบ ในคลิปวิดีโอของแบงก์ซีเองยังเผยให้เห็นชายสูงอายุคนหนึ่งที่เดินผ่านมาแล้วบอกตรงๆ ว่า “ผมไม่ชอบมันเลย รูปปั้นดั้งเดิมตรงโน้นยังดูดีกว่า”

การเผยผลงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากมีรายงานข่าวเชิงสืบสวนจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่พยายามระบุตัวตนที่แท้จริงของแบงก์ซี ว่าเขาคือ “โรบิน กันนิงแฮม” หรือ “เดวิด โจนส์” ชายชาวอังกฤษวัย 52 ปี แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยออกมายอมรับอย่างเป็นทางการ

ด้านสภาเขตเวสต์มินสเตอร์ ระบุว่ารู้สึกตื่นเต้นกับผลงานชิ้นใหม่นี้ที่มาช่วยเติมสีสันให้งานศิลปะสาธารณะของเมือง และได้ดำเนินขั้นตอนเบื้องต้นในการดูแลความปลอดภัยของรูปปั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าชมได้ต่อไป โดยยังไม่มีแผนที่จะรื้อถอนในขณะนี้.

ที่มา AFP

เผยทรัมป์เตรียมรับฟังแผนโจมตีอิหร่านเพิ่ม หวังกดดันยอมอ่อนข้อเจรจานิวเคลียร์

เผยทรัมป์เตรียมรับฟังแผนโจมตีอิหร่านเพิ่ม หวังกดดันยอมอ่อนข้อเจรจานิวเคลียร์

1 พ.ค. 2569 09:16 น.

เผยทรัมป์เตรียมรับฟังแผนโจมตีอิหร่านเพิ่ม หวังกดดันยอมอ่อนข้อเจรจานิวเคลียร์

สื่อสหรัฐเผย “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมรับฟังทางเลือกปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม หลังใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลกดดันอิหร่าน ขณะที่อิหร่านย้ำพร้อมปกป้องโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธเต็มที่

วันที่ 30 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตรียมรับฟังแผนปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐในการเพิ่มแรงกดดันให้เตหะรานยอมอ่อนข้อในการเจรจาประเด็นนิวเคลียร์

รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า กองทัพสหรัฐกำลังจัดเตรียมปฏิบัติการโจมตีแบบ กระชับเวลาแต่มีความรุนแรง โดยมีเป้าหมายเพื่อบีบให้อิหร่านแสดงความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อข้อเรียกร้องเรื่องโครงการนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ถูกมองว่าใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลและกดดันเส้นทางการค้า มากกว่าการโจมตีทางอากาศเต็มรูปแบบเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับอิหร่าน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ด้านอยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อของรัฐ ยืนยันว่าอิหร่านพร้อมปกป้องขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ  ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของชาติ  พร้อมย้ำว่าอิหร่านมีสิทธิบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซแต่เพียงผู้เดียว

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า สหรัฐกำลังผลักดันให้หลายประเทศเข้าร่วมกองกำลังผสม เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะอยู่ภายใต้การนำของสหรัฐ และมุ่งเน้นด้านการแบ่งปันข่าวกรอง รวมถึงการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ สุดชื่นมื่น

 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ สุดชื่นมื่น

1 พ.ค. 2569 09:15 น.

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ สุดชื่นมื่น

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ปิดฉากการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในรัฐเวอร์จิเนีย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น ท่ามกลางการจับตามองการฟื้นฟูสัมพันธ์ของสองชาติ

ในวันสุดท้ายของการเยือนสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา พระราชาและพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จไปยังเมืองฟรอนต์รอยัล รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นเมืองเล็กที่มีประชากรราว 15,000 คน เพื่อร่วมงานบล็อกปาร์ตี้ หรือการเฉลิมฉลองระดับชุมชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีเอกราชของสหรัฐฯ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก แตกต่างจากความเป็นทางการในกรุง วอชิงตัน ดีซี โดยมีทั้งดนตรีบลูแกรส คันทรีร็อก ขบวนพาเหรด รถคลาสสิก และการแสดงเต้นพื้นเมือง Appalachian clog dancing ที่ทั้งสองพระองค์ทรงทอดพระเนตรอย่างสนใจ

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาต้อนรับ พร้อมเสียงเชียร์ดังกึกก้อง นับเป็นครั้งแรกในการเยือนครั้งนี้ที่พระราชวงศ์ได้ใกล้ชิดกับประชาชนทั่วไป ผ่านการเดินทักทายและจับมืออย่างเป็นกันเอง 

ไฮไลต์ของงานยังรวมถึงอาหารแบบ pot luck ที่ทุกคนนำอาหารมาแบ่งปันกัน โดยพระราชาและพระราชินีได้นำอาหารจากพระราชวังมาร่วมด้วย ทั้ง Coronation quiche เค้ก Victoria sponge และน้ำผึ้งจากรังผึ้งหลวง

ก่อนหน้านี้ทั้งสองพระองค์ได้เสร็จสิ้นภารกิจสำคัญใน วอชิงตัน ดีซี โดยเข้าอำลาประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว รวมถึงวางพวงมาลาที่สุสานทหารนิรนาม ณ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน

การเยือนครั้งนี้ได้รับการประเมินว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยเฉพาะการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสภาคองเกรสที่ได้รับเสียงปรบมืออย่างกว้างขวาง

หลังเสร็จสิ้นภารกิจในสหรัฐฯ ขบวนเสด็จได้ออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปคือ เบอร์มิวดา ท่ามกลางภาพความทรงจำของการเยือนที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น.

ที่มา : BBC

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดติดตลกไม่อยากใส่เสื้อกันกระสุน เพราะกลัวดูอ้วนขึ้นอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดติดตลกไม่อยากใส่เสื้อกันกระสุน เพราะกลัวดูอ้วนขึ้นอีก

1 พ.ค. 2569 09:01 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ พูดติดตลกไม่อยากใส่เสื้อกันกระสุน เพราะกลัวดูอ้วนขึ้นอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความเห็นแบบติดตลก ระบุไม่อยากสวมเสื้อกันกระสุนเพราะไม่อยากดูตัวใหญ่ขึ้น แม้เพิ่งเผชิญเหตุถูกคนพยายามลอบทำร้ายในงานใหญ่ระดับประเทศ

ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ เมื่อถูกถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุยิงในงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยผู้นำสหรัฐตอบกลับแบบติดอารมณ์ขันว่า “ผมไม่แน่ใจว่าจะรับได้ไหม ถ้าต้องใส่เสื้อเกราะกันกระสุนแล้วดูเหมือนน้ำหนักขึ้นอีก 20 ปอนด์” พร้อมยอมรับว่าแม้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้ให้กับภัยคุกคาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีชายต้องสงสัยชื่อ โคล โธมัส อัลเลน บุกเข้าไปในพื้นที่จัดงานพร้อมอาวุธปืน โดยอัยการเชื่อว่าเขาได้ยิงปืนอย่างน้อยหนึ่งนัด ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐ ยิงตอบโต้หลายนัด 

เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาหนึ่งนายถูกยิง แต่รอดชีวิตเนื่องจากสวมเสื้อกันกระสุน ขณะที่ผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บและถูกควบคุมตัวในเวลาต่อมา 

แม้เหตุการณ์จะยิ่งเพิ่มความกังวลด้านความปลอดภัย แต่ทรัมป์ยังคงแสดงท่าทีไม่ต้องการเพิ่มมาตรการป้องกันส่วนตัวมากนัก โดยเฉพาะเรื่องของการสวมเสื้อเกราะกันกระสุน.

ที่มา : ABC 7

เมียนมาเผยภาพ “ออง ซาน ซู จี” อ้างย้ายตัวไปกักบริเวณในบ้านพัก หลังถูกคุมตัวในเรือนจำนานกว่า 5 ปี

เมียนมาเผยภาพ “ออง ซาน ซู จี” อ้างย้ายตัวไปกักบริเวณในบ้านพัก หลังถูกคุมตัวในเรือนจำนานกว่า 5 ปี

1 พ.ค. 2569 08:01 น.

เมียนมาเผยภาพ “ออง ซาน ซู จี” อ้างย้ายตัวไปกักบริเวณในบ้านพัก หลังถูกคุมตัวในเรือนจำนานกว่า 5 ปี

ทางการเมียนมาย้าย “ออง ซาน ซู จี” วัย 80 ปี จากเรือนจำไปกักบริเวณภายในบ้านพัก หลังถูกควบคุมตัวตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 ขณะที่บุตรชายยังไม่เชื่อข่าว ระบุยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเธอปลอดภัยจริง

วันที่ 30 เมษายน 2569 รัฐบาลทหารเมียนมาเผยภาพนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือน ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยเมียนมา พร้อมประกาศว่าได้ย้ายตัวนางซูจี กลับไปกักบริเวณภายในบ้านพัก ในนครย่างกุ้ง หลังเธอถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อปี 2564

สื่อทางการเมียนมารายงานว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ได้ลงนามคำสั่งลดโทษ ให้นางซูจี ระบุว่าให้รับโทษที่เหลืออยู่ภายในสถานที่พักอาศัยที่กำหนด ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าออง ซาน ซู จี ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทหารในกรุงเนปิดอว์ หลังถูกจับกุมในวันที่กองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2564

ล่าสุดสื่อของรัฐบาลทหารยังเผยภาพของนางซูจี นั่งอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ 2 นาย ซึ่งถือเป็นภาพล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพหรือสภาพความเป็นอยู่ของเธอมาหลายปี

อย่างไรก็ตาม นายคิม แอริส บุตรชายของออง ซาน ซู จี เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เขายังไม่เชื่อคำประกาศที่ออกมา พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าภาพที่เผยแพร่อาจเป็นภาพเก่าตั้งแต่ปี 2565 เขากล่าวว่า หวังว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามารดาของเขาถูกย้ายตัวจริง หรือยังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยหรือไม่ พร้อมระบุว่าเขาไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับมารดามานานหลายปีแล้ว

ด้านทีมทนายความของออง ซาน ซู จี เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการย้ายตัวครั้งนี้

โดยนางออง ซาน ซู จี เคยขึ้นสู่อำนาจหลังพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งในปี 2558 ภายหลังเมียนมาเริ่มเปิดประเทศและปฏิรูปประชาธิปไตย แต่เธอถูกโค่นอำนาจในการรัฐประหารปี 2564 ก่อนถูกดำเนินคดีหลายข้อหา ซึ่งนานาชาติมองว่าเป็นคดีการเมือง และตลอดหลายปีที่ผ่านมา โทษจำคุกของเธอถูกลดลงหลายครั้ง จากเดิมรวมกว่า 30 ปี

นักวิเคราะห์มองว่า การเผยภาพล่าสุดของออง ซาน ซู จี อาจสะท้อนว่ารัฐบาลทหารกำลังปูทางสู่การผ่อนคลายสถานะของเธอเพิ่มเติม ท่ามกลางความพยายามลดแรงกดดันจากนานาชาติ หลังเมียนมาถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนและการปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร.

ที่มา BBC

ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี

ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี

1 พ.ค. 2569 03:39 น.

ทรัมป์เผยกำลังพิจารณาลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ในสเปนและอิตาลี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า กำลังพิจารณาลดจำนวนทหารในสเปนกับอิตาลี หลังจากขัดแย้งเรื่องสงครามอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ก็เพิ่งบอกว่าจะลดจำนวนทหารในเยอรมนีด้วยเหตุผลเดียวกัน

เมื่อ 30 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขากำลังพิจารณาที่จะลดจำนวนทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการในสเปนและอิตาลี ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังประเมินภาพรวมการวางกำลังทหารในยุโรปใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรเรื่องสงครามอิหร่าน

“ผมหมายความว่า พวกเขาไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างที่ควรจะเป็น” ทรัมป์ตอบ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการตัดลดจำนวนทหารในอิตาลีและสเปน โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ทรัมป์ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่าเขากำลังพิจารณา ความเป็นไปได้ในการลดจำนวนทหารในเยอรมนี ด้วยเช่นกัน

“ใช่ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” ทรัมป์กล่าวเสริม “ทำไมผมถึงจะไม่ทำล่ะ? อิตาลีไม่ได้ช่วยอะไรเลย ส่วนสเปนน่ะเหรอ แย่มาก แย่จริงๆ” อนึ่ง ผู้นำสเปนปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน และแสดงความคัดค้านเรื่องนี้มาตลอด

ทรัมป์มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับบรรดาผู้นำพันธมิตรในยุโรป กรณีที่พวกเขาไม่ให้ความช่วยเหลือในสงครามอิหร่าน และในห้องทำงานรูปไข่วันนี้ เขายังตำหนินาย ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีซ้ำอีกครั้ง

“คุณคงคิดว่าพวกเขาจะพูดว่า “เรายินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยคุณ”” ทรัมป์กล่าว “ผมหมายความว่า เขา (แมร์ซ) ทำหน้าที่ได้แย่มาก”

ขณะที่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ นายแมร์ซกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูกอิหร่านทำให้ต้องอับอาย อย่างไรก็ตาม เขายังระบุด้วยว่าความสัมพันธ์ของเขากับทรัมป์นั้นยังคง “ดี” อยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

1 พ.ค. 2569 02:52 น.

เที่ยวบินพาณิชย์ เริ่มบินจากสหรัฐฯ ไปเวเนซุเอลา ครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี

เที่ยวบินพาณิชย์เดินทางจากสหรัฐฯ ไปยังเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562

เมื่อ 30 เม.ย. 2569 เครื่องบินโดยสารพาณิชย์ออกเดินทางจากสหรัฐอเมริกาไปยังเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี ในขณะที่ทั้งสองประเทศเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลาถูกโค่นอำนาจเมื่อเดือนมกราคม

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ส ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 3.5 ชั่วโมง โดยออกเดินทางจากเมืองไมอามีมุ่งหน้าสู่กรุงการากัสเมื่อเวลา 10:16 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) และลงจอดที่สนามบินนานาชาติ “ซีมง โบลิบาร์” ในเวลา 13:36 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกำหนดการบินกลับสู่ไมอามีในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี

อเมริกัน แอร์ไลน์ส ระบุว่า พวกเขาเป็นสายการบินแห่งแรกของสหรัฐฯ ที่กลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินรายวันไปยังเวเนซุเอลาอีกครั้ง โดยใช้เครื่องบินรุ่น Embraer 175 แบบสองชั้นโดยสาร ดำเนินการโดย Envoy ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ทางสายการบินเป็นเจ้าของทั้งหมด

บรรยากาศที่สนามบินนานาชาติไมอามีก่อนการเดินทางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น มีการเปิดเพลงเสียงดังสนั่นที่ประตูทางออกขึ้นเครื่องเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี พนักงาน TSA (หน่วยงานความมั่นคงด้านการขนส่ง) รายหนึ่งมองไปที่บัตรขึ้นเครื่องแล้วพูดกับนักข่าว CNN ว่า “การากัสเหรอ? ผมไม่ได้เห็นจุดหมายปลายทางนี้มานานมากแล้ว”

บนเครื่องบินมีผู้โดยสารจับจองที่นั่งประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักข่าวและเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ อเมริกัน แอร์ไลน์ส ประกาศความตั้งใจที่จะกลับมาเปิดเที่ยวบินไปเวเนซุเอลาอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการขั้นตอนต่างๆ เพื่อฟื้นฟูการบริการทางอากาศไปยังเวเนซุเอลา

ราคาตั๋วเครื่องบินไปยังการากัสจะแตกต่างกันไปตามวันที่ออกเดินทาง, ประเภทตั๋ว และเส้นทาง จากการตรวจสอบบนเว็บไซต์ของ อเมริกัน แอร์ไลน์ส พบว่าตั๋วไป-กลับที่ออกเดินทางจากไมอามีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมและกลับในช่วงปลายเดือน มีราคาสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,500 บาท)

อนึ่ง สหรัฐฯ สั่งห้ามเที่ยวบินโดยสารและเที่ยวบินขนส่งสินค้าเดินทางไปยังเวเนซุเอลาในปี 2562 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศ แต่หลังจากสหรัฐฯ ส่งทหารไปจับกุมตัวนายมาดูโรถึงในกรุงการากัสเมื่อ 3 ม.ค. ทั้งสองฝ่ายก็ค่อย ๆ ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจ ก่อนที่ทรัมป์จะยกเลิกคำสั่งห้ามบินเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn