ทรัมป์ลั่น ยังไม่จบเรื่องกับอิหร่าน ขณะเตหะรานขยายวงโจมตี

ทรัมป์ลั่น ยังไม่จบเรื่องกับอิหร่าน ขณะเตหะรานขยายวงโจมตี

22 ก.ค. 2569 06:25 น.

ทรัมป์ลั่น ยังไม่จบเรื่องกับอิหร่าน ขณะเตหะรานขยายวงโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ความเสียหายของอิหร่านในตอนนี้ ต้องใช้เวลากว่า 20 ปีในการฟื้นฟู แต่ยืนยันด้วยว่า สหรัฐฯ ยังไม่เสร็จสิ้นการโจมตีอิหร่าน ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้อย่างรุนแรงของฝ่ายเตหะราน

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ ยัง “ไม่เสร็จสิ้น” การโจมตีอิหร่าน ในขณะที่ฝ่ายเตหะรานขยายขอบเขตการโจมตีไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ หลังจากที่พันธมิตรกลุ่มฮูตีออกมาขู่ว่าจะปิดล้อมท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย

สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์แล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวอ้างว่า อิหร่านอาจต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปีในการฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้

“ถ้าเราถอนตัวออกไปตอนนี้ อิหร่านต้องใช้เวลาถึง 20 หรือ 25 ปีในการฟื้นฟูประเทศ” เขากล่าว “เรายังไม่จบภารกิจเลยสักนิด … และเราจะยังไม่ถอนกำลังออกไปในตอนนี้”

คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศ จอร์แดน, คูเวต และบาห์เรน รายงานว่าถูกอิหร่านโจมตี โดยทรัมป์เพิ่งให้คำมั่นกับประธานาธิบดี โจเซฟ อูน ของเลบานอน ว่าจะสนับสนุนความพยายามปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยุติการต่อสู้ระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล

ทั้งนี้ บาห์เรนระบุว่า สามารถสกัดการโจมตีจากอิหร่านได้ในขณะที่เสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับคูเวตและจอร์แดนที่ระบุว่า สามารถสกัดกั้นการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธไว้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คูเวตยอมรับว่า อิหร่านโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลติดต่อกันหลายวัน รวมถึงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนต้องจำกัดการใช้พลังงาน

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ยืนยันการโจมตีในจอร์แดน โดยระบุว่ามุ่งเป้าหมายไปที่ “กลุ่มอาคารพักอาศัยของกองกำลังก่อการร้ายสหรัฐฯ ในภูมิภาครุกบัน (Rukban)”

ก่อนหน้านี้ กองทัพอิหร่านระบุว่าได้พุ่งเป้าโจมตีทรัพย์สินทางการทหารของสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันทางอากาศ, ฐานเรดาร์ และอาคารบริหารจัดการต่างๆ

“ด้วยการทำลายระบบเรดาร์ในครั้งนี้ ศัตรูควรเตรียมรับมือกับระลอกการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธที่เฉียบขาดและรุนแรงยิ่งขึ้น” IRGC ระบุ

ในขณะเดียวกัน นายทรัมป์กล่าวว่า เขาจะ “จัดการ” กับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านด้วย หากกลุ่มดังกล่าวทำตามคำขู่เมื่อวันจันทร์ที่ว่าจะปิดล้อมท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย

“ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เราจะจัดการเอง” ทรัมป์กล่าว “เราเคยจัดการกับกลุ่มฮูตีมาแล้ว และเราก็ไม่ได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลยพักใหญ่ ตั้งแต่ที่เราทำสิ่งที่เราได้ทำไปในครั้งก่อน”

ทางด้านซาอุดีอาระเบียก็ออกมาประณามคำขู่ดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยเรียกกลุ่มฮูตีว่า เป็นกองกำลังติดอาวุธก่อการร้าย ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่ากลุ่มฮูตีจะบังคับใช้มาตรการปิดล้อมดังกล่าวด้วยวิธีใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

22 ก.ค. 2569 05:52 น.

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เผยในการพิจารณาของงบประมาณเพิ่มในสภาคองเกรสว่า สหรัฐฯ ใช้เงินไปกับสงครามอิหร่านแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมยืนยันว่า งบก้อนใหม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เข้าให้การต่อสภาคองเกรส เพื่อของบประมาณในการทำสงครามเพิ่ม โดยเขากล่าวว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) ในการโจมตีอิหร่าน

ระหว่างการรับฟังพิจารณาร่างงบประมาณ ดิก ดอร์บิน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้เอ่ยถามรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมว่า เขาคาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว

เฮกเซธตอบว่า งบประมาณ 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณแล้ว เช่น ค่าอาหารของกองกำลังทหาร

เฮกเซธยืนยันว่า คำร้องขออนุมัติงบประมาณ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เร่งด่วนอย่างยิ่ง เพราะ “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม” เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศคู่แข่งก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ไปได้

“หากปราศจากงบประมาณเหล่านี้ เราจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนในระดับวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างการจ่ายเงินเดือนให้แก่เหล่ากำลังพล การจัดหายุทโธปกรณ์และกระสุนทดแทนอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการประคองปฏิบัติการที่สำคัญให้ดำเนินไปได้อย่างไม่สะดุด”

อนึ่ง ทำเนียบขาวเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาอนุมัติงบประมาณ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.95 ล้านล้านบาท) โดยส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่เกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ทำเนียบขาวระบุว่า งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดจำนวน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกจัดสรรให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทว่าข้อเสนอดังกล่าวต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่อย่างมากในรัฐสภา

เนื่องจากความขัดแย้งกับอิหร่านไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียง ประกอบกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จำนวนมากกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

สำหรับคำร้องของบประมาณดังกล่าว ประกอบไปด้วย 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับเติมคลังยุทโธปกรณ์และกระสุน, 1.73 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ และ 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการลับทางทหาร

นอกจากนี้ ยังมีการร้องของบประมาณอีกราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการรักษาความปลอดภัยให้แกสถานเอกอัครราชทูตและฐานปฏิบัติการทางการทูตของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ หลังจากที่บางแห่งถูกโจมตีในช่วงต้นของสงคราม

ส่วนงบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในมาตรการอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงงบ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกัน และอีก 1.4 พันล้านดอลลาร์เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกากลาง

นายเฮกเซธยืนยันกับสภาคองเกรสว่า งบประมาณทุกดอลลาร์ที่ได้รับการจัดสรรจะถูกนำไปใช้เพื่อสร้าง “อานุภาพทำลายล้าง” ให้แก่กองทัพสหรัฐฯ และจะช่วย “เสริมสร้างสันติภาพด้วยความแข็งแกร่ง”

เขายังกล่าวหารัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดีไบเดนว่า “ทิ้งความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเอาไว้” ในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ และเหล่า “นักรบ” จำเป็นต้องใช้นี้เงินนี้เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ทั้งนี้ เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างการซักถามจากสมาชิกวุฒิสภาฝั่งเดโมแครต คือ เคอร์สเตน กิลลิแบรนด์ และ แกรี ปีเตอร์ส โดยปีเตอร์สได้เรียกเฮกเซธและสงครามครั้งนี้ว่าเป็น “ความล้มเหลว” ซึ่งนำไปสู่การตะโกนโต้ตอบกันอย่างยาวนานก่อนปิดการพิจารณา ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ม็อบโบโลญญาเดือด ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมทำคนตายขณะจับกุม

ม็อบโบโลญญาเดือด ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมทำคนตายขณะจับกุม

22 ก.ค. 2569 05:03 น.

ม็อบโบโลญญาเดือด ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมทำคนตายขณะจับกุม

เกิดการประท้วงใหญ่ในเมืองโบโลญญา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชายชาวโมร็อกโกที่เสียชีวิตขณะถูกตำรวจจับกุม แต่การประท้วงกลายเป็นความรุนแรง มีตำรวจบาดเจ็บระหว่างการปะทะกว่า 60 นาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ค. 2569 ว่า เกิดการประท้วงรุนแรงขึ้นที่เมืองโบโลญญา ทางตอนเหนือของอิตาลี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่นาย อับเดอร์ราฮิม ฟากีร์ ชายชาวโมร็อกโกที่เสียชีวิตขณะถูกตำรวจเข้าควบคุมตัว โดยเกิดการปะทะกับตำรวจจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 60 นาย

เมื่อ 19 ก.ค. เมื่อนายฟากีร์ ผู้อาศัยอยู่ในอิตาลีมานานกว่า 30 ปี เสียชีวิตขณะถูกตำรวจ 2 นายใช้กำลังเข้าสยบและกดตัวลงกับพื้น หลังผู้แจ้งว่าเขาทำตัวประหลาดและเตะประตูโรงรถ

แต่สิ่งที่จุดกระแสความไม่พอใจของประชาชนคือ คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเวลาต่อมาซึ่งแสดงให้เห็นตำรวจ 2 นาย กดตัวฟากีร์ที่นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น โดยมีพลเรือนช่วยจับขา และเจ้าหน้าที่กู้ชีพยืนดูอยู่ โดยนายฟากีร์ร้องขอให้หยุดก่อนจะหมดสติไป แต่ตำรวจยังคงมัดข้อมือข้อเท้าและตบแก้มเขาสองครั้ง ก่อนจะพบว่าเขาไม่รู้สึกตัวแล้ว

ภาพที่ออกมาทำให้ประชาชนหลายพันคนออกมาเดินขบวนประท้วงในเมืองโบโลญญาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยในตอนแรกการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ แต่มีกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 100 คนแยกตัวออกไปปะทะกับตำรวจและเผารถยนต์ นำไปสู่เหตุความวุ่นวายจน มีตำรวจได้รับบาดเจ็บถึง 64 นาย

ด้านอัยการเมืองโบโลญญาเปิดการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา” แล้ว

ขณะที่ครอบครัวของนายฟากีร์และผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า นายฟากีร์ไม่มีอาวุธ ไม่ได้ข่มขู่ใคร และควรได้รับความช่วยเหลือไม่ใช่การใช้ความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยความจริง

นายมัตเตโอ เลโปเร นายกเทศมนตรีเมืองโบโลญญา แสดงความตกใจต่อคลิปวิดีโอและสนับสนุนการประท้วงอย่างสงบ แต่ประณามกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง

ส่วนสหภาพตำรวจออกมาโต้แย้งว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องแล้ว การใช้สเปรย์พริกไทยและให้พลเรือนช่วย แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมวิจารณ์นายกเทศมนตรีว่าการจัดประท้วงเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลมาก่อความวุ่นวาย

ด้านนายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี เน้นย้ำว่าต้องสอบสวนหาความจริงอย่างถี่ถ้วน แต่ “ไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้”

ขณะที่ฝ่ายค้านออกมาวิจารณ์รัฐบาลที่หลับหูหลับตาปกป้องตำรวจ พร้อมเปรียบเทียบคดีนี้กับคดีอุ้มทรมานและเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวของตำรวจในอดีต และกล่าวหากลุ่มฝ่ายขวาของนางเมโลนีด้วยว่า พยายามนำแนวทางปฏิบัติของ ICE (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ) เข้ามาในอิตาลี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีปลด ผบ.ทสส.พ้นตำแหน่งแล้ว หลังโดนประท้วงหลายวัน

เซเลนสกีปลด ผบ.ทสส.พ้นตำแหน่งแล้ว หลังโดนประท้วงหลายวัน

22 ก.ค. 2569 04:25 น.

เซเลนสกีปลด ผบ.ทสส.พ้นตำแหน่งแล้ว หลังโดนประท้วงหลายวัน

(ภาพจาก AFP PHOTO / UKRAINIAN PRESIDENTIAL PRESS SERVICE)

ประธานาธิบดียูเครนปลดผู้บัญชาการทหารสูงสุดพ้นตำแหน่งแล้ว หลังจากเกิดการประท้วงนานหลายวัน จากความไม่พอใจที่ตัวเขาเลือกปลดรัฐมนตรีกลาโหมที่ประชาชนชื่นชอบออกจากตำแหน่ง

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประกาศปลด พลเอก โอเลกซานเดอร์ ซีร์สกี วัย 60 ปี ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว ไม่กี่วันหลังจากเขาปลด มีไคโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหมวัย 35 ปีซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงออกจากตำแหน่ง จากความขัดแย้งกันระหว่างนายเฟโดรอฟกับนายพลซีร์สกี

การปลดนายเฟโดรอฟนำไปสู่การประท้วงบนท้องถนนในหลายเมืองทั่วประเทศ เนื่องจากเขาเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนที่มองว่า เขาเดินหน้าปฏิรูปกองทัพ นำเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ นำแคมเปญระดมทุน “Army of Drones” และต่อต้านการทุจริต

การประท้วงทำท่าจะบานปลายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากผู้จัดการชุมนุมขู่จะประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ หากพลเอกซีร์สกีไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง โดยซีร์สกีถูกมองว่าเป็นนายพลสไตล์โซเวียตแบบดั้งเดิมที่ลังเลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้นเด็ดขาดในกองทัพ

ยังไม่แน่ชัดว่าการตัดสินใจปลดนายพลซีร์สกีของประธานาธิบดียูเครนเป็นผลมาจากแรงกดดันดังกล่าวหรือไม่ แต่เขาตัดสินใจแต่งตั้งนายพล มีไคโล ดราปาตี ซึ่งเป็นทหารผ่านศึก และเป็นที่นิยมของประชาชนขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน

ประธานาธิบดีเซเลนสกีโพสต์วิดีโอขอบคุณซีร์สกีสำหรับผลงานในอดีต เช่น การป้องกันกรุงเคียฟตอนที่รัสเซียเริ่มโจมตีในปี 2565 และเผยว่าได้ยื่นข้อเสนอตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมให้แก่เฟโดรอฟแล้ว

ขณะที่นายเฟโดรอฟแสดงความยินดีกับนายพลดราปาตี พร้อมระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ “ความหวังใหม่” และขอบคุณซีร์สกีสำหรับภารกิจที่ผ่านมา แต่เน้นย้ำว่ากองทัพต้องเคลื่อนไปข้างหน้าให้เร็วยิ่งขึ้นและแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต

ก่อนหน้านี้ นายพลซีร์สกีเพิ่งเผยแพร่บทความชี้แจงว่า ความสัมพันธ์ของเขากับเฟโดรอฟเป็นเรื่องงานไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกัน และมองว่าปัญหาเรื่องสัญญาจัดซื้อและการเกณฑ์ทหารที่เขาถูกกล่าวหานั้น ซับซ้อนกว่าที่ผู้ประท้วงเข้าใจ พร้อมระบุว่า “ชัยชนะในสงครามเกิดจากการทำงานจริง ไม่ใช่ละครฉากใหญ่ต่อหน้าสาธารณชน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อกวงการ “เคย์ลี ฮอตเทิล” นักแสดงจาก Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัย 19 ปี

ช็อกวงการ “เคย์ลี ฮอตเทิล” นักแสดงจาก Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัย 19 ปี

22 ก.ค. 2569 01:10 น.

ช็อกวงการ “เคย์ลี ฮอตเทิล” นักแสดงจาก Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัย 19 ปี

เคย์ลี ฮอตเทิล นักแสดงสาวผู้โด่งดังจากบทบาทของเธอในภาพยนตร์สัตว์ประหลาดฟอร์มยักษ์เรื่อง Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัยเพียง 19 ปี จากอุบัติเหตุรถยนต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ค. 2569 ว่า เคย์ลี ฮอตเทิล นักแสดงชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงจากบทบาทในภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Godzilla vs. Kong เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น

ฮอตเทิล ซึ่งเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ได้รับบทเป็น “เจีย” (Jia) เด็กกำพร้าตัวน้อยผู้มีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องนี้ ซึ่งเข้าฉายเมื่อปี 2564 และกลับมารับบทเดิมอีกครั้งในภาคต่ออย่าง Godzilla x Kong: The New Empire ในปี 2567

โจชัว ฮอตเทิล ผู้เป็นพ่อของเธอ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก โดยใช้ภาษามืออเมริกัน (ASL) เพื่อยืนยันข่าวการเสียชีวิตของเคย์ลี

ด้านตำรวจเขต เฟรเดอริก เคาน์ตี ในรัฐแมริแลนด์ ระบุว่า รถยนต์ที่ฮอตเทิลโดยสารมาด้วยเสียหลักออกนอกถนนและพุ่งชนกับท่อระบายน้ำเมื่อเวลาประมาณ 02.50 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนขับรถคันดังกล่าวซึ่งมีอายุ 19 ปี ขับรถมาด้วยความเร็วสูง

หลังเกิดเหตุฮอตเทิลได้รับบาดเจ็บสาหัสและหัวใจหยุดเต้นระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนจะได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนขับรถวัย 19 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่ “ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” ขณะที่ผู้โดยสารรายที่สองปฏิเสธการรับความช่วยเหลือในจุดเกิดเหตุ

ทั้งนี้ โรงเรียนสอนคนหูหนวกแห่งรัฐเทกซัส ซึ่งฮอตเทิลเคยศึกษาอยู่ก็ได้ร่วมแชร์ข่าวนี้ด้วย ความเสียใจอย่างที่สุดเช่นกัน โดยระบุว่า “หัวใจของเราอยู่กับครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมชั้น และทุกคนที่รู้จักและรักเคย์ลีในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้”

นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังขอร้องให้ทุกคนเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวฮอตเทิล และอย่าเพิ่งคาดเดาไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้

ด้านค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส (Warner Bros) ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อสูรกายยอดฮิต ได้ร่วมไว้อาลัยแก่นักแสดงสาวพร้อมโพสต์รูปภาพของเธอบนแพลตฟอร์ม X ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

22 ก.ค. 2569 00:29 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซารอบใหม่ ดับ 12 ศพ รวมครอบครัว 6 ชีวิต

อิสราเอลโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอีก 3 ครั้งในวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ รวมถึง 6 คนที่เป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันในเมืองกาซาซิตี้

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 แพทย์ในฉนวนกาซาเปิดเผยว่า อิสราเอลโจมตีเข้าใส่พื้นที่ต่างๆ ของกาซา 3 ครั้ง ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน 6 ราย ในเมืองกาซาซิตี้

ครอบครัวดังกล่าวอาศัยอยู่ในย่านอัสซาบรา ทางตะวันตกของกาซาซิตี้ โดยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ของพวกเขา หลังถูกอิสราเอลโจมตี

น้องชายของ ฟีรัส อัล-มาสรี บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า พี่ชายของเขาถูกไฟคลอกเสียชีวิตพร้อมกับ ซัลซาบีล ผู้เป็นภรรยา และลูกสาวสามคนกับลูกชายหนึ่งคน ได้แก่ ฟาร์ยาล, ซัลมา, อามีรา และ นาอิม

นอกจากครอบครัวนี้แล้ว ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 4 ศพ จากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลใส่บ้านหลังหนึ่งในย่านอัสซามาร์ ทางตอนกลางของกาซาซิตี้ และอีก 2 ศพ จากการโจมตีที่ย่านอัซซะฮ์รอ ทางตอนใต้ของกาซาซิตี้

กองทัพอิสราเอลระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีในย่านอัสซาบรา คือเจ้าหน้าที่กลุ่มฮามาส และกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบผลลัพธ์ของการโจมตีดังกล่าว โดยที่พวกเขาไม่ได้พูดถึงการโจมตี 2 ครั้งหลังแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,168 ศพ

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย จากการโจมตีของฝ่ายกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ในกาซา

ทามีน อัล-คีทาน โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกมาประณามการยกระดับการโจมตีทางทหารของอิสราเอลในกาซาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยในช่วงระหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 57 ศพ จากการโจมตีใส่อาคารที่พักอาศัย ค่ายเต็นท์ผู้พลัดถิ่น และพื้นที่แออัดอื่นๆ

อัล-คีทาน เสริมว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าว มี 34 รายที่ถูกสังหารในพื้นที่ที่ “อยู่ห่างไกล” จากเส้นสีเหลือง (Yellow Line) ซึ่งเป็นเขตแดนในกาซาที่ควบคุมโดยกองกำลังอิสราเอล

“เก้าเดือนหลังจากมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิง ยังคงไม่มีสถานที่ใดในกาซาที่ปลอดภัยสำหรับชาวปาเลสไตน์” อัล-คีทาน กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัยการเผย คนร้ายทุบหัว แอน วิดเดอคอมบ์ 21 ครั้งจนเสียชีวิต

อัยการเผย คนร้ายทุบหัว แอน วิดเดอคอมบ์ 21 ครั้งจนเสียชีวิต

21 ก.ค. 2569 23:21 น.

อัยการเผย คนร้ายทุบหัว แอน วิดเดอคอมบ์ 21 ครั้งจนเสียชีวิต

อัยการเปิดเผยในศาลว่า แอน วิดเดอคอมบ์ อดีตนักการเมืองอาวุโสของอังกฤษ ถูกคนร้ายบุกฆาตกรรมถึงในบ้าน ด้วยการใช้ค้อนทุบศีรษะถึง 21 ครั้ง ขณะที่ตำรวจกำลังสืบหาแรงจูงใจ

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 อัยการของสหราชอาณาจักรแถลงต่อศาลเวสต์มินสเตอร์ ระหว่างการไต่สวนคดีฆาตกรรมนาง แอน วิดเดอคอมบ์ อดีตนักการเมืองอาวุโสชาวอังกฤษ โดยระบุว่า เธอถูกทำร้ายจนเสียชีวิตภายในบ้านพักที่เมืองเดวอน ขณะกำลังรับประทานอาหารกลางวัน โดยถูกผู้ก่อเหตุใช้ค้อนทุบที่ศีรษะถึง 21 ครั้ง

ในวันเกิดเหตุเมื่อ 8 ก.ค. ผู้ต้องหาคือนาย โจชัว เคอร์รี อายุ 28 ปี ขับรถมารอที่บ้านพักของนางวิดเดอคอมบ์ก่อนจะบุกเข้าไปพร้อมสวมถุงมือสีดำ แล้วลงมือใช้ค้อนทุบศีรษะวิดเดอคอมบ์อย่างรุนแรงจนตกจากเก้าอี้ ชิงกระเป๋าสตางค์ของเธอแล้วขับรถหลบหนีไป โดยอัยการระบุว่า เขาอยู่ในบ้านเพียง 2 นาทีเท่านั้น

ในวันเดียวกัน วิดเดอคอมบ์มีนัดสัมภาษณ์ออนไลน์กับรายการข่าว แต่เธอไม่ได้เข้าร่วม ทีมงานจึงติดต่อผ่านผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งได้ขอให้คนทำสวนช่วยเข้าไปตรวจสอบ โดยคนทำสวนเข้ามาตรวจสอบในวันที่ 9 ก.ค. และพบศพของวิดเดอคอมบ์อยู่บนพื้นครัวจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดจึงพบว่าเธอถูกทำร้ายจนเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวาน (8 ก.ค.)

นายโจชัว เคอร์รี ถูกจับกุมตัวได้ในเวลาต่อมา ซึ่งเขาถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและถูกนำตัวขึ้นศาล ก่อนที่เขาจะถูกฝากขังที่เรือนจำเบลมาร์ช (HMP Belmarsh) โดยระหว่างการพิจารณาคดี เขาแสดงท่าทีเรียบเฉยและพูดเพียงยืนยันชื่อ-วันเกิดเท่านั้น โดยยังไม่ได้ให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา

สำหรับเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ ตำรวจแผนกต่อต้านการก่อการร้ายบอกก่อนหน้านี้ว่า นี่เป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย ซึ่งพวกเขากำลังอยู่ระหว่างสืบสวนว่า แรงจูงใจเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือประเด็นทางการเมืองหรือไม่

ศาลนัดไต่สวนจัดการคดีในวันที่ 9 ต.ค. และวางกำหนดการพิจารณาคดีเบื้องต้นไว้ในวันที่ 8 มิ.ย. 2570

ทั้งนี้ วิดเดอคอมบ์ในวัย 78 ปี เคยเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคฝ่ายขวา Reform UK ของไนเจล ฟาราจ โดยทำหน้าที่เป็นโฆษกด้านการตรวจคนเข้าเมืองและกระบวนการยุติธรรมของพรรคจนกระทั่งเธอเสียชีวิต

ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองของเธอ ระหว่างปี 2530-2553 เธอเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษนิยมประจำเขตเมดสโตน (Maidstone) และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีเงาว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 2542 ก่อนจะผันตัวมาเป็นบุคลากรในวงการโทรทัศน์

วิดเดอคอมบ์เป็นที่รู้จักจากจุดยืนในการต่อต้านการทำแท้ง และการคัดค้านการปรับอายุที่ยินยอมให้มีเพศสัมพันธ์ได้ (Age of Consent) ให้เท่ากันระหว่างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนรักเพศเดียวกันและคนรักต่างเพศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประท้วงส่อบานปลาย ม็อบยูเครนไล่ ผบ.ทสส. ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม

ประท้วงส่อบานปลาย ม็อบยูเครนไล่ ผบ.ทสส. ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม

21 ก.ค. 2569 22:25 น.

ประท้วงส่อบานปลาย ม็อบยูเครนไล่ ผบ.ทสส. ฉุนปลดรัฐมนตรีกลาโหม

ผู้ประท้วงในยูเครนเรียกร้องให้มีการปลดผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจอย่างหนักที่ประธานาธิบดีปลดรัฐมนตรีกลาโหมผู้เป็นที่นิยม จากความขัดแย้งที่เขามีกับ ผบ.ทสส.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 ชาวยูเครนยังคงออกมาประท้วงต่อต้านการตัดสินใจของประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ที่ปลดนาย มีไคโล เฟโดรอฟ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยผู้ชุมนุมขู่จะจัดประท้วงทั่วประเทศหากไม่คืนตำแหน่งให้นายเฟโดรอฟ และปลดผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกจากตำแหน่ง

“หากภายในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค.นี้ (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โอเลกซานเดอร์) ซีร์สกี ยังไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง และยังไม่มีการเสนอชื่อเฟโดรอฟให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “เราจะเริ่มการประท้วงวงกว้างทั่วประเทศแบบไม่มีกำหนด” ดมิโตร โคเซียดินสกี อดีตทหารผ่านศึก ระบุบนโซเชียลมีเดีย

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าสื่อเต็มไปด้วยรายงานข่าวเกี่ยวกับการประชุมและการหารือ เพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่เซเลนสกีต้องคำปรึกษาจากบรรดารัฐมนตรีและนายพลทั้งหลาย ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า นายพลซีร์สกีจะถูกปลดจากตำแหน่ง จนเจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธ

มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน
มีไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน

ด้านนายคีรีโล บูดานอฟ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบประธานาธิบดียูเครน เรียกร้องให้ชาวยูเครนอยู่ในความสงบ “สถานการณ์ที่ห้อมล้อมการเปลี่ยนแปลงภายในครั้งล่าสุดนี้ ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรง”

“ผมเข้าใจประชาชนที่ออกมาแสดงจุดยืนของตนเอง… เราได้ยินเสียงและมุมมองของสังคมแล้ว” นายบูดานอฟกล่าว ในขณะที่ผู้ประท้วงตะโกนเรียกร้องอย่างเกรี้ยวกราดไปทั่วบริเวณจัตุรัสอีวานา ฟรังกา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบประธานาธิบดี

ผู้ประท้วงจำนวนมากกำลังพุ่งเป้าความโกรธแค้นไปยังพลเอกซีร์สกี ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นตัวแทนของค่านิยมทางทหารยุคโซเวียตอันล้าสมัย อย่างไรก็ตาม นายบูดานอฟ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกองทัพ เตือนชาวยูเครนว่า “อย่าเกลียดชังกันเอง”

“ศัตรูกำลังเฝ้ามองความขัดแย้งภายในทุกเรื่องของเราอย่างใกล้ชิด และกำลังรอให้เราเริ่มต่อสู้กันเอง” เขาระบุ “งานกำลังดำเนินการอยู่ และจะเกิดผลลัพธ์ตามมา”

ทั้งนี้ นายเฟโดรอฟกับนายเซเลนสกีออกมายอมรับแบบเป็นนัยว่า การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหมครั้งนี้ เป็นเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างนายเฟโดรอฟกับพลเอกซีร์สกี

เฟโดรอฟเปิดเผยว่าเขาเคยเสนอให้เซเลนสกีเปลี่ยนตัวซีร์สกี และอันดรีย์ ฮนาตอฟ เสนาธิการทหารบก ขณะที่นายเซเลนสกียอมรับว่าความขัดแย้งระหว่างคณะเสนาธิการทหารและกระทรวงกลาโหมนั้นเป็นปัญหา “เชิงระบบ” และเกิดขึ้น “ในหลายระดับ” ซึ่งซีร์สกีและเฟโดรอฟจะทำงานร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อมีตัวเขาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเท่านั้น

แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายพลซีร์สกีโพสต์ข้อความยาวตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์และปกป้องผลงานของตัวเอง พร้อมเรียกร้องให้ผู้อ่านอย่าไปโฟกัสเรื่องความขัดแย้งกับนายเฟโดรอฟตามที่เป็นข่าว และแสดงความประหลาดใจที่ได้รู้ว่าตนเองมีความขัดแย้งกับรัฐมนตรีผู้นี้

“ผมมองความสัมพันธ์ของเราว่าเป็นความสัมพันธ์ในการทำงานมาโดยตลอด” เขาเขียนในบทความบนเว็บไซต์ Militarny “หากผมทำให้ใครต้องขุ่นเคือง รวมถึงมีไคโล อัลเบร์โตวิช (เฟโดรอฟ) ผมต้องขออภัยด้วย”

นายพลซีร์สกีระบุว่า ประเด็นเรื่องสัญญาซื้อขายยุทโธปกรณ์ทางการทหาร การจัดซื้อจัดจ้าง และการเกณฑ์ทหารที่กำลังถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ในหน้าสื่อ และถูกลดทอนลงเหลือเพียงถ้อยคำสโลแกนสั้นๆ บนแผ่นกระดาษแข็งที่ผู้ประท้วงชูขึ้นนั้น มีความซับซ้อนมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมาก

“การตัดสินใจที่มีชีวิตของผู้คนเป็นเดิมพันไม่ได้ใช้แค่สโลแกน” เขากล่าว “การทำงานจริง คือสิ่งที่จะเอาชนะสงครามได้ ไม่ใช่ดราม่าออกมาตามสื่อ”

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของซีร์สกีคือ ชาวยูเครนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดูเหมือนจะเชื่อมั่นในมุมมองของเฟโดรอฟเรื่องความจำเป็นต้องปฏิรูป เพื่อให้ยูเครนชนะสงคราม มากกว่ามุมมองของตัวนายพลเอง และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้คนจำนวนมากมองว่าเฟโดรอฟเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในกองทัพ และค่อยๆ เพิ่มโอกาสให้ยูเครนสามารถตีโต้ศัตรูที่มีกำลังพลเหนือกว่าได้

“ตอนนี้สงครามกำลังเปลี่ยนไป ดังนั้นเราจึงต้องการความคิดใหม่ๆ และโครงสร้างแบบใหม่” ทาเทียนา มากาเรนโก พนักงานบริษัทกฎหมายวัย 44 ปี กล่าวระหว่างการชุมนุมประท้วงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ “มักมีคำพูดที่ว่า กองทัพโซเวียตขนาดเล็กไม่สามารถเอาชนะกองทัพโซเวียตขนาดใหญ่ได้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและเริ่มสงครามรูปแบบใหม่”

อนึ่ง ในช่วงเวลา 6 เดือนที่เฟโดรอฟดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงกลาโหม เป็นช่วงที่กองทัพประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการโจมตีกดดันรัสเซีย ส่งผลให้ตัวเขาได้รับความดีความชอบไปด้วย แม้ว่านั่นอาจไม่ใช่ผลงานของเขาทั้งหมดก็ตาม

“เรามีความรู้สึกแบบนี้เพราะเราได้เห็นสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป” มากาเรนโกกล่าว “เรามีความรู้สึกว่าเราสามารถทำสิ่งนี้ได้”

ขณะที่ในบทความของซีร์สกีก็มีการตอบโต้ผู้ที่กล่าวหาเขาว่า ขาดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ หรือล้มเหลวในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาที่แปลกประหลาดที่สุดที่ผมเคยได้ยินคือการหาว่าผมไม่อยากต่อสู้ด้วยโดรน” พร้อมชี้ให้เห็นว่าตัวเขานี่แหละคือผู้ที่ดูแลการจัดตั้งกองทัพโดรนขึ้นเป็นเหล่าทัพแยกเฉพาะในกองทัพ

แต่นายพลซีร์สกีย้ำด้วยว่า แม้โดรนจะเป็นสาเหตุหลักที่สร้างความสูญเสียส่วนใหญ่ให้กับฝ่ายรัสเซีย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ “ผมไม่สามารถเปลี่ยนกองทัพที่มีกำลังพลเป็นล้านคนให้กลายเป็นกองทัพโดรนได้ภายในเวลาแค่สองเดือน แล้วบอกว่า ต่อจากนี้เราจะสู้กันแบบนี้นะ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นประท้วงจีน เรือพิฆาตซ้อมยิงกระสุนจริงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

ญี่ปุ่นประท้วงจีน เรือพิฆาตซ้อมยิงกระสุนจริงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

21 ก.ค. 2569 16:51 น.

ญี่ปุ่นประท้วงจีน เรือพิฆาตซ้อมยิงกระสุนจริงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

รัฐบาลญี่ปุ่นยื่นประท้วงจีนอย่างเป็นทางการ หลังเรือพิฆาตของกองทัพเรือจีนซ้อมยิงกระสุนจริงในน่านน้ำใกล้เกาะโอกิโนะโทริ ซึ่งญี่ปุ่นอ้างว่าอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน ระหว่างการลาดตระเวนร่วมกับรัสเซีย ขณะที่จีนโต้กลับว่าญี่ปุ่นไม่มีสิทธิอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกล่าวหาว่าญี่ปุ่นสร้างกระแสภัยคุกคามเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเสริมกำลังทางทหาร

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยวันนี้ (21 ก.ค.) ว่า ได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อรัฐบาลจีนผ่านช่องทางการทูต หลังเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือจีนทำการซ้อมยิงกระสุนจริง ในน่านน้ำใกล้เกาะโอกิโนะโทริ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ระหว่างการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับกองทัพเรือรัสเซีย

กองบัญชาการเสนาธิการร่วมของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ระบุว่า เรือพิฆาตชั้น “ลู่หยาง 3” (Luyang III) ของจีนได้ดำเนินการซ้อมยิงกระสุนจริง บริเวณห่างจากเกาะโอกิโนะโทริไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 180 กิโลเมตร หลังจากถูกตรวจพบว่าปฏิบัติการร่วมกับเรือรบจีนอีก 2 ลำ และเรือฟริเกตของรัสเซีย

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ก่อนเริ่มการซ้อมยิง เรือรบจีนได้แจ้งเตือนเรือที่เดินเรืออยู่ในบริเวณดังกล่าวผ่านระบบวิทยุ แต่ญี่ปุ่นเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของการเดินเรือในพื้นที่

มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลได้แสดงความกังวลต่อจีนผ่านช่องทางการทูต พร้อมยืนยันว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนและรัสเซียรอบญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังน่านฟ้าและน่านน้ำของประเทศ

ด้านนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึง ความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างจีนและรัสเซีย โดยชี้ให้เห็นถึงการยิงทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำของจีนเมื่อต้นเดือน รวมถึงเที่ยวบินร่วมของเครื่องบินทิ้งระเบิดจีนและรัสเซียรอบญี่ปุ่นมากกว่า 10 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของญี่ปุ่น โดยระบุว่า ความกังวลของญี่ปุ่น “ไม่มีมูลความจริง” และกล่าวหาว่าญี่ปุ่นกำลังขยายภาพภัยคุกคามจากภายนอกเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการเพิ่มศักยภาพทางทหาร

จีนยังยืนยันว่าการปฏิบัติการของกองทัพเรือในทะเลหลวงเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวหาญี่ปุ่นว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างกระแสโจมตีการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายของประเทศอื่น

ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทครั้งนี้อยู่ที่สถานะของ เกาะโอกิโนะโทริ ซึ่งญี่ปุ่นอ้างว่าเป็น “เกาะ” จึงมีสิทธิประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) รอบพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่จีนยืนยันว่าโอกิโนะโทริเป็นเพียง “โขดหิน” ไม่ใช่เกาะ จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานในการอ้างสิทธิ์ EEZ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล

กองทัพญี่ปุ่นเปิดเผยว่านี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับการตรวจพบการซ้อมยิงกระสุนจริงของกองทัพจีนภายในพื้นที่ที่ญี่ปุ่นอ้างว่าเป็น EEZ แม้ว่าการซ้อมยิงดังกล่าวจะไม่ได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรงก็ตาม

ก่อนเกิดการซ้อมยิง กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นตรวจพบกองเรือจีนและรัสเซียจำนวน 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพิฆาตชั้น Renhai เรือพิฆาตชั้น Luyang III เรือส่งกำลังบำรุงชั้น Fuchi ของจีน และเรือฟริเกตชั้น Steregushchiy ของรัสเซีย แล่นผ่านช่องแคบระหว่างเกาะโอกินาวาและเกาะมิยาโกะ ก่อนมุ่งหน้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงความวิตกต่อการขยายบทบาททางทหารของจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะหลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา มีการตรวจพบเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน 2 ลำ ปฏิบัติการใกล้เกาะอิโวจิมะเป็นครั้งแรก รวมทั้งการเพิ่มความถี่ของการลาดตระเวนร่วมระหว่างจีนและรัสเซียรอบหมู่เกาะญี่ปุ่น

เหตุการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มเพิ่มความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเผชิญความขัดแย้งต่อเนื่องจากประเด็นไต้หวัน ความมั่นคงในภูมิภาค และข้อพิพาททางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก.

ที่มา Associated Press / Reuters

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

21 ก.ค. 2569 16:17 น.

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

ศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนกับอีก 2 สัปดาห์ หลังร่วมมือกับเพื่อนวางแผนสั่งทำเพชรปลอมจากอินเดีย แล้วเดินทางมายังสิงคโปร์เพื่อสับเปลี่ยนเพชรแท้ขนาด 4.95 กะรัต มูลค่ากว่า 5.2 ล้านบาท ในร้านอัญมณีย่านไชน่าทาวน์ โดยใช้วิธีอมเพชรไว้ในปากและเบี่ยงเบนความสนใจพนักงาน ก่อนถูกตำรวจรวบตัวได้ที่สนามบินชางงี ขณะกำลังจะบินหนีกลับประเทศ

ศาลสิงคโปร์มีคำพิพากษาจำคุกนายมังโกรลิยา มาโนจกุมาร์ คูร์จิไภ อายุ 41 ปี ชาวอินเดีย เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 2 สัปดาห์ หลังรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์จากร้านเครื่องประดับในย่านไชน่าทาวน์ ด้วยการสลับเพชรแท้กับเพชรปลอมที่เตรียมมาอย่างแนบเนียน ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุคือนายเซราซิยา มิลาน รามนิกไภ อายุ 30 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสลับเพชร คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

อัยการเปิดเผยว่า ทั้งสองคนวางแผนก่อเหตุก่อนเดินทางมายังสิงคโปร์ โดยว่าจ้างให้ผลิตเพชรปลอมในเมืองสุรัต ประเทศอินเดีย ให้มีขนาด คุณลักษณะ และหมายเลขประจำอัญมณี ตรงกับเพชรแท้ที่ตกเป็นเป้าหมาย แม้เอกสารของศาลจะไม่ได้ระบุว่าพวกเขาได้ข้อมูลของเพชรเม็ดดังกล่าวมาได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ทั้งคู่เดินทางเข้าสิงคโปร์ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และในเวลาประมาณ 15.00 น. ได้เข้าไปยังร้านเครื่องประดับ Dianoche บนถนนเครตา อาเยอร์ ในย่านไชน่าทาวน์

นายมังโกรลิยาขอให้พนักงานนำ เพชรน้ำหนัก 4.95 กะรัต มูลค่าประมาณ 199,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 5.18 ล้านบาท) มาให้ชม ก่อนจะขอดูสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้จัดการร้าน ซึ่งต้องเดินไปหยิบเครื่องประดับหลายครั้ง ระหว่างนั้นนายเซราซิยา ซึ่งซ่อนเพชรปลอมไว้ในปาก ได้คายเพชรปลอมออกมา ก่อนสลับกับเพชรแท้ แล้วนำเพชรของจริงซ่อนไว้ในปาก จากนั้นทั้งสองบอกว่าจะกลับไปพิจารณาการซื้อ ก่อนเดินออกจากร้าน

อย่างไรก็ตาม กล้องวงจรปิดของร้านสามารถบันทึกพฤติกรรมทั้งหมดไว้ได้ และเมื่อผู้จัดการร้านตรวจสอบเพชรด้วยเครื่องตรวจสอบอัญมณี พบว่าเพชรที่เหลืออยู่เป็นของปลอม จึงรีบแจ้งตำรวจทันที

หลังออกจากร้าน ผู้ต้องหาทั้งสองกลับไปเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมก่อนกำหนด และจองเที่ยวบินกลับประเทศอินเดียในช่วงเย็นวันเดียวกัน แต่ก่อนจะขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมทั้งคู่ได้เมื่อเวลาประมาณ 20.50 น. ที่อาคารผู้โดยสารเทอร์มินัล 3 ของท่าอากาศยานชางงี ระหว่างผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง โดยภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าสะพายของเซราซิยา และพบเพชรแท้ที่ถูกขโมยไป จึงสามารถยึดของกลางกลับคืนได้

อัยการระบุว่า คดีนี้มีลักษณะการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ทั้งการสั่งทำเพชรปลอม การแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้ก่อเหตุ และการเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศทันทีหลังลงมือ โดยทั้งคู่เดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อก่อเหตุครั้งนี้โดยเฉพาะ

ด้านจำเลยขอให้ศาลลดโทษ โดยให้เหตุผลว่ามีบุตร 2 คนที่ต้องดูแลในอินเดีย แต่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ จึงลงโทษจำคุกตามความเหมาะสม

สำหรับความผิดฐาน ลักทรัพย์ในอาคาร ตามกฎหมายสิงคโปร์ มีโทษสูงสุดจำคุก ไม่เกิน 7 ปี และอาจถูกปรับเงินเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของศาล.

ที่มา The Straits Times / CNA