สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ "DJI - Autel" โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

24 ธ.ค. 2568 11:20 น.

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยสั่งห้ามการนำเข้าโดรนรุ่นใหม่รวมถึงส่วนประกอบสำคัญที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง DJI และ Autel จากประเทศจีน โดยระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจเป็นช่องทางในการจารกรรมข้อมูลและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สหรัฐอเมริกาประกาศห้ามนำเข้าโดรนรุ่นใหม่และชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะจากบริษัท DJI และ Autel ของจีน หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) มีมติบรรจุบริษัทเหล่านี้ไว้ในบัญชี “Covered List”  หรือบัญชีรายชื่ออุปกรณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

การขึ้นบัญชีดังกล่าวทำให้ DJI, Autel และผู้ผลิตโดรนต่างชาติรายอื่นไม่สามารถขอการรับรองจาก FCC เพื่อจำหน่ายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนสำคัญในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเท่ากับปิดทางการทำตลาดสินค้าใหม่ในประเทศ แม้มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อโดรนรุ่นเดิมที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้า และไม่ห้ามการใช้งานโดรนที่ผู้บริโภคซื้อมาแล้วอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามคำสั่งของสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่กำหนดให้เพิ่มชื่อ DJI และ Autel ใน Covered List ภายในหนึ่งปี เว้นแต่การทบทวนด้านความมั่นคงจะเห็นควรให้จำหน่ายต่อได้ ทั้งยังถือเป็นการยกระดับการปราบปรามโดรนผลิตในจีนของทางการสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตรียมออกกฎจำกัดการนำเข้าโดรนจีนที่อาจเข้มงวดยิ่งกว่ามาตรการของ FCC

FCC ระบุว่า ผลการทบทวนความเสี่ยงโดยคณะทำงานระหว่างหน่วยงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งทำเนียบขาวเป็นผู้เรียกประชุม พบว่าโดรนและชิ้นส่วนนำเข้ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคง จากภัยคุกคามด้านการสอดแนมโดยไม่ได้รับอนุญาต การรั่วไหลของข้อมูลอ่อนไหว ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และภัยคุกคามอื่นต่อประเทศ ทั้งนี้ การทบทวนเปิดช่องให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐพิจารณาถอนข้อจำกัดในอนาคต หากเห็นว่าโดรนหรือประเภทของโดรนใดไม่ก่อความเสี่ยง

ด้าน DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลก แสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่าแม้บริษัทจะไม่ถูกระบุชื่อเป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลหรือหลักฐานที่ฝ่ายบริหารใช้ประกอบการพิจารณา พร้อมย้ำว่าการถูกบรรจุใน Covered List เท่ากับเป็นการห้ามเสนอขายโดรนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ DJI ครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของโดรนเชิงพาณิชย์ และกว่า 80% ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกู้ภัยระดับรัฐและท้องถิ่นกว่า 1,800 แห่งใช้เทคโนโลยีของ DJI

ฝั่งจีนออกมาตอบโต้ทันที โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนประณามการตีความแนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ว่าเกินขอบเขต และการจัดทำบัญชีเลือกปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขแนวปฏิบัติที่ผิดพลาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมแก่บริษัทจีน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของภาคธุรกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อมุ่งลดการพึ่งพาบริษัทโดรนจีน โดยทำเนียบขาวและ FCC อ้างถึงความกังวลด้านการใช้โดรนในทางที่ผิด โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกและฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยชี้ว่าโดรนจีนที่เข้าถึงน่านฟ้าสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางเป็น “ฝันร้ายด้านการต่อต้านข่าวกรอง” มานาน

ก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตจีนอย่าง Hikvision ได้ยื่นฟ้องศาลอุทธรณ์กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คัดค้านอำนาจของ FCC ในการระงับการอนุมัติอุปกรณ์ใหม่ และในเดือนกันยายน ศาลสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องของ DJI ที่ขอให้ถอดชื่อออกจากบัญชีบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน.


ที่มา Reuters

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

24 ธ.ค. 2568 11:19 น.

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

สหราชอาณาจักรออกมาตรการเข้มงวดครั้งใหม่คุมเข้มวีซ่านักเรียน หลังพบว่ามีการใช้วีซ่าการศึกษาเป็นช่องยื่นขอลี้ภัย คาดส่งผลกระทบนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียใต้

ภายใต้นโยบายใหม่ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรจะต้องรับผิดชอบต่อการคัดกรองคุณสมบัติของผู้สมัครมากขึ้น โดยกำหนดว่า สถาบันการศึกษาต้องทำให้อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียน ไม่เกิน 5% และหากเกินเกณฑ์ อาจถูกลงโทษถึงขั้นถูกห้ามรับนักศึกษาต่างชาติ

โดยข้อมูลระบุว่า อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนจาก ปากีสถานสูงถึง 18% และบังกลาเทศ 22% สูงกว่ากรอบที่รัฐบาลตั้งไว้หลายเท่า ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเลือกใช้มาตรการคัดกรองเข้มเป็นพิเศษ หรือถึงขั้นระงับรับสมัครจากประเทศเหล่านี้ชั่วคราว

ลอนดอน เมโทรโพลิแทน ยูนิเวอร์ซิตี เป็นหนึ่งในสถาบันที่ยืนยันว่า ได้ระงับรับใบสมัครจากบังกลาเทศ หลังพบอัตราการถูกปฏิเสธวีซ่าพุ่งสูง โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยระบุว่า ทางการอังกฤษมองบางภูมิภาคว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า ในปี 2024 มีผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักเรียนราว 16,000 คน ก่อนยื่นขอลี้ภัยในภายหลัง และกว่า 80% ของผู้ขอลี้ภัยจากปากีสถานและบังกลาเทศ เดินทางเข้าอังกฤษด้วยวีซ่าถูกต้องตั้งแต่แรก

โฆษกกระทรวงมหาดไทยอังกฤษระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับนักศึกษาต่างชาติ แต่จำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะต้องมั่นใจว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาเพื่อเป็นนักเรียนจริง และสถาบันการศึกษาต้องรับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและกลุ่มนักศึกษาต่างชาติเตือนว่า มาตรการแบบเหวี่ยงแหอาจทำให้ นักเรียนที่มีเจตนาเรียนจริงถูกกันออกจากระบบ โดยไม่จำเป็น

ขณะเดียวกัน การที่อังกฤษ สหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย เข้มงวดนโยบายตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น กำลังผลักดันให้นักเรียนจากเอเชียใต้หันไปเลือกเรียนต่อในประเทศเอเชียมากขึ้น เช่น มาเลเซีย ซึ่งมีค่าเล่าเรียนต่ำกว่า ขั้นตอนวีซ่าง่าย และไม่ต้องใช้เอกสารการเงินซับซ้อน

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากประเทศต้นทางไม่สามารถควบคุมการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ได้ ภาพลักษณ์ของนักเรียนทั้งประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

24 ธ.ค. 2568 11:11 น.

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

เกิดโศกนาฏกรรมแก๊สระเบิดบ้านพักคนชรา ในรัฐเพนซิลเวเนีย อาคารถล่มบางส่วน เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ผู้บาดเจ็บ 18 ราย เจ้าหน้าที่ยังเร่งตรวจสอบสาเหตุ

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุระเบิดคาดเกี่ยวข้องกับแก๊ส ภายในบ้านพักคนชรา “บริสตอล เฮลธ์ แอนด์ รีแฮบ เซ็นเตอร์” หรือชื่อเดิม ซิลเวอร์ เลก เนอร์สซิงโฮม ในเขตบริสตอล ทาวน์ชิพ บักส์เคาน์ตี รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร เวลาประมาณ 14.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่ม

โดยนายจอช ชาพิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย แถลงยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ จากเหตุการณ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ยืนยัน 2 ศพ และมีการยืนยันเพิ่มภายหลังอีก 1 ศพ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้ตรวจสอบผู้ที่อยู่ในอาคารครบถ้วนแล้ว แต่ยังคงเดินหน้าค้นหาและประเมินพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 18 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอาการของผู้บาดเจ็บแต่ละราย

ทางด้านบริษัทพลังงานท้องถิ่น พีอีซีโอ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุมีกลิ่นแก๊สรั่วภายในอาคารราว 14.00 น. และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นในขณะที่ทีมงานยังอยู่ในพื้นที่ โดยขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า อุปกรณ์ของบริษัทหรือระบบแก๊สธรรมชาติเป็นสาเหตุโดยตรงของการระเบิดหรือไม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุระเบิดครั้งนี้ พร้อมประเมินความเสียหายและดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด.

ที่มา  6abc.com 

ทูตอิสราเอล เขียนบทความเปิดใจ ถึงการกลับคืนสู่มาตุภูมิของแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

ทูตอิสราเอล เขียนบทความเปิดใจ ถึงการกลับคืนสู่มาตุภูมิของแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

24 ธ.ค. 2568 10:47 น.

ทูตอิสราเอล เขียนบทความเปิดใจ ถึงการกลับคืนสู่มาตุภูมิของแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

สถานทูตอิสราเอลเผยแพร่บทความโดยทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เรื่อง “การกลับคืนสู่มาตุภูมิของสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนของเรา” เพื่อรำลึกถึงแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเผยแพร่บทความโดย ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เรื่อง “การกลับคืนสู่มาตุภูมิของสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนของเรา” เพื่อรำลึกถึงการกลับบ้านของแรงงานไทยเหยื่อของผู้ก่อการร้ายฮามาสคนสุดท้าย โดยเนื้อหาในบทความมีดังนี้

การส่งคืนร่างของสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พลเมืองไทยคนสุดท้ายที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสลักพาตัวไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ได้ปิดฉากวงจรแห่งความเจ็บปวดอันยาวนาน แต่ก็ไม่อาจปิดบาดแผลในใจได้ การกลับมาของเขาไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งความโล่งใจ หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงอีกด้วย เหตุการณ์นี้บังคับให้เราต้องหันกลับมามองต้นทุนของความสูญเสียจากการสังหารหมู่ที่กลุ่มฮามาสก่อขึ้นในวันอันมืดมนนั้นอีกครั้งหนึ่ง

ชาวไทย 47 คนถูกสังหารในระหว่างการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และอีก 28 คนถูกลักพาตัวไปยังฉนวนกาซาและได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากการกระทำอันโหดร้ายที่ไม่เลือกปฏิบัติ 

ไม่มีการยกเว้นทางสัญชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใดๆ

เหยื่อชาวไทยทุกคนก็เป็นเช่นเดียวกับแรงงานไทยอีกหลายหมื่นคน ที่มาทำงานในอิสราเอลเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างความมั่นคงในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลอิสราเอลได้แสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่ออนาคตของครอบครัวเหยื่อชาวไทยทุกครอบครัว นี่ไม่ใช่เพียงหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น หากแต่เป็นพันธะอย่างลึกซึ้งทางศีลธรรม

เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ใช่การต่อสู้กันในสนามรบ แต่เป็นการสังหารหมู่ กล่าวคือ ผู้ก่อการร้ายฮามาสข้ามพรมแดนเข้ามายังดินแดนอิสราเอลด้วยเจตนาอันชัดเจนว่าจะสังหารพลเรือน พวกเขาเผาบ้านเรือน สังหารครอบครัว ฆ่าผู้สูงอายุและเด็ก ข่มขืนสตรี ลักพาตัวผู้บริสุทธิ์ทั้งชายและหญิง ทั้งนี้ แรงงานชาวไทยผู้ที่มาทำงานอันสุจริตในอิสราเอลเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะพวกเขาอยู่ ณ ที่นั้น นี่คือโฉมหน้าอันแท้จริงของความชั่วร้าย นั่นคือแก่นแท้ของอุดมการณ์แห่งความเกลียดชัง ที่ไม่มีเป้าหมายทางการเมืองหรือเหตุผลใดๆ มีเพียงภาพของการทำลายล้างและความหวาดกลัวเท่านั้น ซึ่งเป็นความหวาดกลัวอย่างแท้จริง

สงครามที่เกิดขึ้นตามมาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้บริบท หากแต่เริ่มต้นจากการที่ฮามาสเปิดฉากโจมตีพลเรือนของอิสราเอลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รัฐบาลใดก็ตามที่มีความรับผิดชอบ ย่อมต้องปกป้องประชาชนของตนหลังจากการโจมตีเช่นนี้ อิสราเอลเข้าสู่สงครามด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและชอบธรรมสองประการ คือ เพื่อให้แน่ใจว่าฮามาสจะไม่สามารถเป็นภัยคุกคามทางทหารและก่อการร้ายต่ออิสราเอลได้อีกต่อไป และเพื่อนำตัวประกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือชาวต่างชาติ กลับบ้านอย่างปลอดภัย

ตัวประกันส่วนใหญ่จากทั้งหมด 258 คน ได้รับการปล่อยตัวกลับมาแล้ว เหลือเพียงตัวประกันชาวอิสราเอลอีกคนเดียว คือ รัน กวิลี ผู้ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ ตราบใดที่ยังมีผู้บริสุทธิ์ถูกกักขังอยู่ใต้ดินแม้เพียงคนเดียว ภารกิจของอิสราเอลก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อใดที่เขากลับมา เราก็หวังที่จะดำเนินการตามข้อตกลงในฉนวนกาซาระยะต่อไปได้ และนำไปสู่ความเป็นจริงที่ว่า ฮามาสจะไม่สามารถเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล ต่อประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ประชาชนของตนได้อีกต่อไป    

อิสราเอลไม่ได้แสวงหาสงคราม อิสราเอลแสวงหาสันติภาพ แต่ต้องเป็นสันติภาพที่แท้จริง ยั่งยืน และมั่นคง เป็นสันติภาพซึ่งช่วยให้ครอบครัวที่ต้องพลัดพรากจากกันไป ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย เป็นสันติภาพที่ไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยังคงมีอำนาจ มีกำลังสะสมอาวุธและเตรียมการสังหารหมู่ครั้งต่อไป ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดได้สอนชาวอิสราเอลว่า สันติภาพที่ปราศจากความมั่นคงนั้น ก็เป็นเพียงภาพลวงตา

การส่งคืนร่างของสุทธิศักดิ์เตือนใจเราว่า การก่อการร้ายไม่มีพรมแดน ทั้งยังย้ำเตือนว่าเหยื่อของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม มิได้มีแต่เพียงชาวอิสราเอลเท่านั้น หากแต่รวมถึงแรงงานชาวไทย นักศึกษาต่างชาติ นักท่องเที่ยว และครอบครัวจากหลายประเทศ การรำลึกถึงพวกเขาเป็นพันธกิจทางศีลธรรม ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองแต่อย่างใด

นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมเป็นต้นมา จะเห็นได้ว่ามีพลเมืองไทยสนใจจะมาทำงานในอิสราเอลเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 40,000 คน อาศัยและทำงานอยู่ในอิสราเอล พวกเขาปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนแห่ง กลายมาเป็นส่วนสำคัญของสังคมอิสราเอล พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา และนี่คือวิธีที่เรายกย่องให้เกียรติพวกเขา ทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และยามที่จากไป

ในขณะเดียวกัน ชาวอิสราเอลกว่า 400,000 คนเดินทางมายังประเทศไทยทุกปี พวกเขาคุ้นเคยและผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ชาวอิสราเอลมาท่องเที่ยว มาเรียนรู้ และมาสร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งกับสังคมไทย ทั้งสองชุมชนนี้มิได้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์อันมีชีวิตของความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความเคารพซึ่งกันและกัน ชุมชนทั้งสองได้ร่วมกันสร้างสะพานแห่งความเข้าใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน แม้จะอยู่ห่างกันด้วยระยะการเดินทางโดยเครื่องบินกว่า 11 ชั่วโมง แต่กลับใกล้ชิดกันในหัวใจอย่างลึกซึ้ง

อิสราเอลและประเทศไทยมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน โดยมีพื้นฐานมาจากไมตรีจิตของประชาชนที่มีต่อกัน ในโอกาสที่เราร่วมใจกันรำลึกถึงเหยื่อของการก่อการร้ายชาวไทย เราขอยืนยันถึงสายใยแห่งความผูกพันนั้นอีกครั้ง เราได้ยืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และยึดมั่นในความเข้าใจร่วมกันว่า สะพานเชื่อมระหว่างประชาชนไม่ควรสร้างขึ้นจากประสบการณ์อันโศกเศร้า หากแต่ควรสร้างขึ้นจากความรัก ความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงผลประโยชน์และค่านิยมที่มีร่วมกัน.

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

“มิน อ่อง หล่าย” ขู่ประชาชน “ไม่ไปเลือกตั้งเท่ากับปฏิเสธประชาธิปไตย” ท่ามกลางกระแสบอยคอต

"มิน อ่อง หล่าย" ขู่ประชาชน "ไม่ไปเลือกตั้งเท่ากับปฏิเสธประชาธิปไตย" ท่ามกลางกระแสบอยคอต

24 ธ.ค. 2568 10:03 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ขู่ประชาชน “ไม่ไปเลือกตั้งเท่ากับปฏิเสธประชาธิปไตย” ท่ามกลางกระแสบอยคอต

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเตือนประชาชนไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง 28 ธ.ค. เท่ากับขัดขวางประชาธิปไตย ขณะที่กระแสต่อต้านเลือกตั้งมาแรงถล่มทลาย  

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ออกโรงเตือนประชาชนว่าการปฏิเสธไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการปฏิเสธ “ความก้าวหน้าสู่ประชาธิปไตย” ขณะที่สถานการณ์การเมืองเมียนมาทวีความตึงเครียดอย่างหนีก ก่อนการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม หรือในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

คำกล่าวของพลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย มีขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่มิน อ่อง หล่าย เดินทางไปยังเมือง มะเกว เพื่อพบปะนายทหารและครอบครัวทหาร และมีขึ้นท่ามกลางกระแสคว่ำบาตรการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารประสบปัญหาอย่างหนักในการระดมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ความชอบธรรมแก่การปกครองของกองทัพ 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารได้พยายามแก้สถานการณ์ด้วยการส่งดารา และคนดังที่ฝักใฝ่กองทัพ ลงพื้นที่เมืองที่เพิ่งยึดคืนได้ในรัฐฉานตอนเหนือ อาทิ จ๊อกแม้ และ หนองคิโอ จัดกิจกรรมร้องเพลง เต้นรำ และรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน มิน อ่อง หล่าย และ พลเอกโซ วิน รองผู้นำรัฐบาลทหาร เดินสายตามเมืองสำคัญ เรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนผู้สมัครที่มีแนวคิดด้านความมั่นคง และสามารถทำงานร่วมกับกองทัพได้อย่างสอดคล้อง 

โดยหลังสูญเสียการควบคุมพื้นที่จำนวนมาก รัฐบาลทหารวางแผนจัดการเลือกตั้งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตามด้วย 11 มกราคม 2569 และช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม โดยมีพรรคการเมืองลงสมัครทั้งหมด 57 พรรค ซึ่งพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ที่กองทัพหนุนหลังและมีการส่งผู้สมัครมากที่สุด และยังมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า มิน อ่องหล่ายอาจหวนคืนตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยแรงสนับสนุนจาก ส.ส.ทหาร และพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา โดยรัฐธรรมนูญที่กองทัพร่างเอง กำหนดให้ทหารครองที่นั่งในสภา 25% โดยอัตโนมัติ ทำให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ต้องการคะแนนเสียงเพียง 26% ก็สามารถสืบทอดอำนาจได้

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเกือบ 5 ปีหลังรัฐประหารปี 2563 ซึ่งกองทัพล้มล้างผลการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นในปีนั้น และโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้คะแนนเสียงของประชาชนกว่า 27 ล้านคน สูญเปล่าทั้งที่การเลือกตั้งในครั้งนี้ได้รับการรับรองจากผู้สังเกตการณ์ทั้งในและต่างประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

กัมพูชาเตือนประชาชน หยุดแชร์คอนเทนต์จากไทยบิดเบือนข้อมูล

กัมพูชาเตือนประชาชน หยุดแชร์คอนเทนต์จากไทยบิดเบือนข้อมูล

24 ธ.ค. 2568 09:00 น.

กัมพูชาเตือนประชาชน หยุดแชร์คอนเทนต์จากไทยบิดเบือนข้อมูล

กระทรวงไปรษณีย์ฯ และกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ออกคำเตือนประชาชนงดแชร์ คอมเมนต์คอนเทนต์จากไทย ระบุเป็นช่องทางแพร่ข่าวเท็จ บั่นทอนขวัญกำลังใจสาธารณชน กระทบอธิปไตยและความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม ร่วมกับกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา ออกคำแนะนำถึงประชาชน ขอให้ยุติการแชร์ แสดงความคิดเห็น หรือโต้ตอบ เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มาจากประเทศไทย หรือจากแหล่งข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลระบุว่ากระทบต่อ อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

แถลงการณ์ระบุว่า การกดแชร์ คอมเมนต์ หรือแสดงปฏิกิริยาต่อบทความ ภาพ วิดีโอ หรือคอนเทนต์ดิจิทัลจากบัญชีโซเชียลของไทยเป็นการมีส่วนช่วยโดยไม่รู้ตัวให้วาทกรรมจากฝั่งไทยและข่าวปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

คำเตือนระบุว่า พฤติกรรมแบบนี้เป็นตัวเร่งการหมุนเวียนของข้อมูลเท็จ การบิดเบือน และการยุยงปลุกปั่น ซึ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจของสาธารณชน และเสี่ยงกลบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ผ่านช่องทางทางการของทางการกัมพูชา กระทรวง หน่วยงาน และสื่อกัมพูชา

นอกจากนี้ยังชี้ว่าคอนเทนต์ที่ไม่ได้รับการยืนยันกำลังถูก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นำไปใช้อ้างอิงและขยายการเผยแพร่ ส่งผลให้ผู้รับสารในต่างประเทศเกิดความสับสนและเข้าใจผิด โดยบางส่วนเข้าใจว่าเป็นรายงานข้อเท็จจริง ทั้งที่รัฐบาลกัมพูชามองว่าเป็นการบดบังสิ่งที่กัมพูชาระบุว่าเป็นการกระทำเชิงรุกของไทยต่ออธิปไตยของกัมพูชา.

ที่มา Phnom Penh Post 

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ ติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ ติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก

24 ธ.ค. 2568 08:50 น.

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ ติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เร่งอุดช่องโหว่ เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการติดเหล็กดัดหน้าต่างที่ถูกโจรบุก ขโมยอัญมณีราชวงศ์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สูญหายไร้ร่องรอย

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แลนด์มาร์กระดับโลกใจกลางกรุงปารีส เริ่มเดินหน้าเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุโจรกรรมอัญมณีครั้งอื้อฉาวที่เขย่าวงการพิพิธภัณฑ์โลก ชิงเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องเพชรล้ำค่า มูลค่ากว่า 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดตามของกลางกลับมาได้

โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ลูฟวร์ปิดให้บริการ เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงสวมหมวกนิรภัยและเสื้อสะท้อนแสง ใช้ลิฟต์ขนของยกตัวขึ้นไปยังระเบียงชั้นสอง เพื่อติดตั้งเหล็กดัดเสริมความปลอดภัยบริเวณหน้าต่างของอพอลโล แกลเลอรี ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มโจรใช้เป็นทางเข้าในการก่อเหตุเมื่อเดือนตุลาคม

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนเหตุโจรกรรมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมาอย่างน่าตกใจ เมื่อคนร้ายปลอมตัวเป็นคนงาน ใช้ลิฟต์ลักษณะเดียวกันขึ้นไปยังระเบียง ก่อนตัดกระจกหน้าต่างและบุกเข้าไปในห้องจัดแสดงอัญมณี

รายงานระบุว่า กลุ่มโจรใช้เวลาเพียง 8 นาที กวาดทรัพย์สินล้ำค่าหลายชิ้น ทั้งเทียร่า ต่างหูมรกต สร้อยคอไพลิน และเครื่องประดับประวัติศาสตร์อื่นๆ ก่อนหลบหนีออกไปอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก

แม้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจะจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 4 ราย และมีการตั้งข้อหาดำเนินคดี แต่จนถึงขณะนี้ อัญมณีที่ถูกขโมยไปยังไม่ถูกค้นพบ ทำให้การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป

โดยทางพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการติดตั้งเหล็กดัดและการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในครั้งนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

24 ธ.ค. 2568 05:46 น.

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

ทางการยูเครนยอมรับ ถอนทหารออกจากเมืองซีเวิร์สก์ ทางตะวันออกของประเทศแล้ว หลังจากรัสเซียอ้างว่าสามารถยึดเมืองแห่งนี้ได้แล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 กองทัพของยูเครนถอนกำลังทหารออกจากเมือง ซีเวิร์สก์ (Siversk) ทางตะวันออกของประเทศแล้ว ในขณะที่รัสเซียยังคงรุกคืบอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นไปอย่างล่าช้าก็ตาม

กองทัพยูเครนระบุเมื่อวันอังคารว่า การตัดสินใจดังกล่าวทำไปเพื่อรักษาชีวิตของทหารและขีดความสามารถในการสู้รบของหน่วยต่าง ๆ พร้อมเสริมว่ากองกำลังรัสเซียมี “ความได้เปรียบอย่างมากในด้านกำลังพล”

การยึดครองเมืองซีเวิร์สก์ทำให้รัสเซียขยับเข้าใกล้เมืองสโลเวียนสก์ (Sloviansk) กับเมืองครามาทอร์สก์ (Kramatorsk) ซึ่งเป็นเมืองแนวป้องกันสำคัญแห่งสุดท้ายในแคว้นโดเนตสก์ที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน

ทั้งนี้ รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และในปัจจุบันรัฐบาลมอสโกควบคุมพื้นที่ประมาณ 20% ของดินแดนยูเครน โดยควบคุมแคว้นโดเนตสก์ได้ 75% และควบคุมแคว้นลูฮานสก์ที่อยู่ติดกันได้แล้ว 99%

กองทัพยูเครนระบุในแถลงการณ์ว่า กองทัพรัสเซียยังคงดำเนิน “ปฏิบัติการรุกคืบอย่างหนัก” ในบริเวณเมืองซีเวิร์สก์ แม้จะมีการสูญเสียอย่างมากก็ตาม และอ้างว่า “กองกำลังป้องกันของยูเครนได้ทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลงอย่างมากในระหว่างการสู้รบเพื่อชิงเมืองซีเวิร์สก์”

ก่อนการรุกรานของรัสเซีย เมืองซีเวิร์สก์มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 11,000 คน แต่ปัจจุบัน เมืองซีเวิร์สก์ถูกทำลายจนแทบไม่เหลือสภาพความเป็นเมืองจากการสู้รบอย่างหนักที่ดำเนินมานานหลายเดือน

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน รัสเซียออกมาอ้างว่าสามารถควบคุมเมืองนี้ได้แล้ว แต่ในขณะนั้นยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

อนึ่ง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เตือนซ้ำหลายครั้งว่า กองทัพยูเครนจะต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด (ประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์กับลูฮานสก์) ถ้าไม่ทำรัสเซียจะใช้กำลังเข้ายึดครอง พร้อมปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมใด ๆ ในการทำข้อตกลงยุติสงคราม

ด้าน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ยอมยกดินแดนดอนบาสทั้งหมดให้แก่รัสเซีย ในระหว่างการเจรจาสันติภาพที่นำโดยรัฐบาลวอชิงตันซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

แต่จนถึงปัจจุบัน เซเลนสกียังคงยืนยันว่าจะไม่มีการอ่อนข้อเรื่องดินแดน และเรียกร้องให้มีการรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครนอย่างหนักแน่นในข้อตกลงใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้น

เซเลนสกีบอกด้วยว่า สหรัฐฯ ได้เสนอให้มีการประกาศหยุดยิงในช่วงคริสต์มาส แต่ทางรัสเซียได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลิเบียช็อก ผู้บัญชาการกองทัพเครื่องบินตก เสียชีวิตที่ตุรกี

ลิเบียช็อก ผู้บัญชาการกองทัพเครื่องบินตก เสียชีวิตที่ตุรกี

24 ธ.ค. 2568 05:14 น.

ลิเบียช็อก ผู้บัญชาการกองทัพเครื่องบินตก เสียชีวิตที่ตุรกี

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของลิเบียประสบเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิตที่ประเทศตุรกี ขณะกำลังเดินทางกลับหลังจากเจรจาความร่วมมือกับรัฐบาลตุรกี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พลเอก โมฮัมเหม็ด อาลี อาเหม็ด อัล-ฮัดดัด ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของลิเบีย เสียชีวิตแล้ว หลังจากเครื่องบิน Falcon 50 ที่เขาโดยสารร่วมกับบุคคลอื่นอีก 4 คน ตกในประเทศตุรกี เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา (23 ธ.ค. 2568)

นายอาลี เยอร์ลิคายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของตุรกี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่าสัญญาณขาดหายไปจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำดังกล่าวเมื่อเวลา 20:52 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 42 นาทีหลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินในกรุงอังการา

เครื่องบินเจ็ตลำนี้กำลังเดินทางไปยังกรุงตริโปลีของลิเบีย ก่อนจะมีการส่งสัญญาณร้องขอลงจอดฉุกเฉิน และจากนั้น สัญญาณการติดต่อก็ขาดหายไป ต่อมามีการพบซากเครื่องบินใกล้กับหมู่บ้านเคสิกคาวัค (Kesikkavak) ในเขตไฮมานา (Haymana) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงอังการา และขณะนี้กำลังมีการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ด้านนายอับดุล ฮามิด ดเบบาห์ นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (GNU) ซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ กล่าวว่าเขาได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของพลเอกฮัดดัด และเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงคนอื่นๆ ของลิเบียที่อยู่บนเครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวแล้ว

นายกรัฐมนตรีระบุว่านี่เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติ เนื่องจากลิเบียได้ “สูญเสียบุรุษผู้รับใช้ประเทศชาติด้วยความจริงใจและทุ่มเท”

พลเอกฮัดดัดและคณะเดินทางไปยังประเทศตุรกีเพื่อการเจรจาหารือ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อนึ่ง ตุรกีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในลิเบียมากขึ้น หลังจากตุรกีเข้าแทรกแซงในปี 2562 เพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังติดอาวุธจากทางตะวันออกของลิเบียขับไล่รัฐบาลในกรุงตริโปลีซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และตั้งแต่นั้นมาตุรกีก็ได้สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทั้งในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

24 ธ.ค. 2568 03:32 น.

สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

ทางการสหรัฐฯ เผยเอกสารคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดใหม่จำนวนนับหมื่นฉบับ รวมถึงอีเมลที่บอกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของอดีตนักการเงินรายนี้ถึง 8 เที่ยว

เมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ เพิ่มเติมอีกหลายพันฉบับ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความล่าช้าในการเผยแพร่และการเซนเซอร์ข้อมูลอย่างหนัก

เอกสารชุดล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์มีจำนวนอย่างน้อย 11,000 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวิดีโอและบันทึกเสียงหลายร้อยรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพจากกล้องวงจรปิดในเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นเดือนที่นายเอปสตีนถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขังระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี

ภาพที่นายทรัมป์ เคยถ่ายคู่กับ กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน
ภาพที่นายทรัมป์ เคยถ่ายคู่กับ กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน

เอกสารที่เผยแพร่ออกมา รวมถึงอีเมลในปี 2544 ที่ส่งโดยบุคคลอักษรย่อ “A” จาก “บัลมอรัล” ถึง กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน โดยส่งจากที่อยู่อีเมลที่ใช้ชื่อว่า “The Invisible Man” (มนุษย์ล่องหน) ถามแมกซ์เวลล์ว่า “คุณหาเพื่อนใหม่ที่ไม่เหมาะสมให้ฉันได้บ้างไหม?”

“The Invisible Man” เป็นนามปากกาที่เคยปรากฏเชื่อมโยงกับที่อยู่อีเมล 2 แห่งซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่ออยู่ในสมุดโทรศัพท์ของนายเอปสตีนภายใต้ชื่อผู้ติดต่อว่า “Duke of York” (ดยุกแห่งยอร์ก)

นอกจากนี้ ยังมีการโต้ตอบทางอีเมลอีกฉบับที่พูดถึง “เด็กผู้หญิง” ในทริปเดินทางไปประเทศเปรู ซึ่งทาง BBC ได้ติดต่อไปยังทีมงานของ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์) เพื่อขอคำชี้แจงแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับ

เอกสารชุดล่าสุดนี้ ยังรวมถึงวิดีโอปลอมที่อ้างว่าแสดงภาพ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ภายในห้องขังที่นิวยอร์กในวันที่เขาเสียชีวิต กับอีเมลที่ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของเอปสตีนจำนวน 8 เที่ยว ระหว่างปี 2536 ถึง 2539

จดหมายจากเอปสตีนที่ส่งถึง แลร์รี นาสซาร์ นักโทษประหารคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงหลายร้อยคน และมีการอ้างถึง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างกว้างๆ
จดหมายจากเอปสตีนที่ส่งถึง แลร์รี นาสซาร์ นักโทษประหารคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงหลายร้อยคน และมีการอ้างถึง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างกว้างๆ

อนึ่ง กฎหมายความโปร่งใสในแฟ้มข้อมูลเอปสตีน (EFTA) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสอย่างเป็นเอกฉันท์และลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดให้มีการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเอปสตีนทั้งหมดภายในวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อน

นายทอดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุดอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากความจำเป็นในการเซนเซอร์ตัวตนของเหยื่อของนายเอปสตีนมากกว่า 1,000 ราย ออกจากเอกสารและรูปภาพหลายแสนฉบับที่อยู่ในความครอบครองของรัฐบาล และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ปกปิดข้อมูลในเอกสารต่างๆ เพื่อปกป้องโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกับนายเอปสตีน

ทางด้าน นายโร คันนา จากพรรคเดโมแครต และ นายโธมัส แมสซี จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้ร่วมเสนอกฎหมาย EFTA ได้ออกมาขู่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่าจะดำเนินการตั้งข้อหาดูหมิ่นสภาคองเกรสต่อ อัยการสูงสุด แพม บอนดี เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ขณะที่ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้เสนอญัตติเมื่อวันจันทร์เพื่อให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อรัฐบาลของทรัมป์ ข้อหาล้มเหลวในการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเอปสตีนฉบับสมบูรณ์

“แทนที่จะสร้างความโปร่งใส รัฐบาลของทรัมป์กลับเผยแพร่ไฟล์เพียงเศษเสี้ยวเดียว และปิดทับข้อมูลส่วนใหญ่ในเอกสารอันน้อยนิดที่พวกเขามอบให้” นายชูเมอร์ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ การเซนเซอร์ข้อมูลอย่างกว้างขวางในเอกสารหลายฉบับ ประกอบกับการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์ ได้กระตุ้นให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะสามารถสยบทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการปกปิดข้อมูลในระดับสูงได้จริงหรือไม่

ชุดเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ประกอบด้วยรูปภาพของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และบุคคลที่มีชื่อเสียงรายอื่นๆ เช่น ป๊อปสตาร์อย่าง มิก แจ็กเกอร์ (Mick Jagger) และ ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) ซึ่งต่างอยู่ในวงสังคมของเอปสตีน

ทางด้านคลินตันได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางโฆษก แองเจิล อูเรนา (Angel Urena) โดยเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารใดๆ ก็ตามในแฟ้มข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอดีตประธานาธิบดี พร้อมระบุว่าเขาไม่มีอะไรต้องปิดบัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc