อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ คืนใบอนุญาตครอบครองปืน ตามคำขอของตำรวจ

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ คืนใบอนุญาตครอบครองปืน ตามคำขอของตำรวจ

24 ธ.ค. 2568 01:49 น.

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ คืนใบอนุญาตครอบครองปืน ตามคำขอของตำรวจ

สื่ออังกฤษเผย อดีตเจ้าชายแอนดรูว์คืนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนให้แก่ตำรวจแล้ว ท่ามกลางเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งทำให้เขาถูกถอดยศเจ้าชาย

สำนักข่าว บีบีซี รายงานในวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 ว่า แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ได้สมัครใจคืนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลกรุงลอนดอนเดินทางเข้าพบ ที่คฤหาสน์ รอยัล ลอดจ์ (Royal Lodge) ในวินด์เซอร์ เมื่อเดือนก่อน

โฆษกตำรวจนครบาลระบุว่า เมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. เจ้าหน้าที่ฝ่ายออกใบอนุญาตอาวุธปืนของตำรวจนครบาลได้เดินทางไปยังที่พักแห่งหนึ่งในวินด์เซอร์ เพื่อร้องขอให้ชายวัยราว 60 ปีรายหนึ่ง สมัครใจคืนใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนและปืนลูกซอง โดยไม่ได้ระบุชื่อของแอนดรูว์แต่อย่างใด โดยย้ำว่า ใบอนุญาตดังกล่าวถูกส่งคืนเรียบร้อยแล้ว

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ชื่นชอบการล่าสัตว์ จึงสละใบอนุญาตของเขา อย่างไรก็ตาม การคืนใบอนุญาตไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงอาวุธปืนของตนเองอีกต่อไป แต่หมายความว่า เขาจะสามารถใช้หรือขนย้ายอาวุธปืนได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลเท่านั้น

ทั้งนี้ คาดกันว่าแอนดรูว์จะย้ายออกจากคฤหาสน์ รอยัล ลอดจ์ ไปอยู่ที่มณฑลนอร์ฟอล์ก (Norfolk) ในช่วงปีใหม่ หลังจากที่เขาถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์เนื่องจากความเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินชื่อฉาว ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

อดีตเจ้าชายจะย้ายไปยังที่พักซึ่งไม่มีการเปิดเผยตำแหน่งในเขตพระราชฐานแซนดริงแฮม ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระเชษฐาของเขา

ความเชื่อมโยงระหว่างแอนดรูว์กับเอปสตีนกลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยภาพถ่ายของเขาที่นอนอยู่บนตักของกลุ่มหญิงสาวถึง 5 คน โดยเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเผย “แฟ้มข้อมูลเอปสตีน” ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การปรากฏชื่อหรือภาพในแฟ้มข้อมูลนี้ไม่ใช่หลักฐานของการก่ออาชญากรรม และแอนดรูว์ปฏิเสธความผิดทุกประการที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนมาโดยตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมในลอนดอน ร่วมชุมนุมหนุนปาเลสไตน์

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมในลอนดอน ร่วมชุมนุมหนุนปาเลสไตน์

24 ธ.ค. 2568 00:57 น.

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมในลอนดอน ร่วมชุมนุมหนุนปาเลสไตน์

เกรตา ทุนแบร์ก โดนจับกุมตัวในกรุงลอนดอน โทษฐานแสดงการสนับสนุนองค์กรต้องห้าม หลังเธอออกมาร่วมการชุมนุมหนุนนักเคลื่อนไหวปาเลสไตน์

เมื่อวันอังคารที่ 23 ธ.ค. 2568 เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมคนดัง ถูกจับกุมตัวในกรุงลอนดอนเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ระหว่างการชุมนุมที่ถนนเฟนเชิร์ช เพื่อสนับสนุนกลุ่มนักเคลื่อนไหว Palestine Action ซึ่งกำลังอดอาหารประท้วงภายในเรือนจำในอังกฤษ

ในวิดีโอที่กลุ่ม “นักโทษเพื่อปาเลสไตน์” (Prisoners for Palestine) เผยแพร่ แสดงให้เห็นทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดนในวัย 22 ปี ถือป้ายที่มีข้อความว่า “ฉันสนับสนุนเหล่านักโทษ Palestine Action” และ “ฉันต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ตำรวจลอนดอนระบุว่า ได้รับแจ้งให้ไปยังพื้นที่ดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) หลังจากมีการใช้ค้อนและสีแดงทำความเสียหายแก่ตัวอาคาร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หญิงวัย 22 ปีรายหนึ่ง (ไม่ระบุชื่อ) ถูกจับกุมในข้อหาแสดงแผ่นป้ายเพื่อสนับสนุนองค์กรต้องห้าม ซึ่งในกรณีนี้คือกลุ่ม Palestine Action ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติการก่อการร้ายปี 2000 (Terrorism Act 2000)

นอกจากนั้น ตำรวจเผยด้วยว่า ยังมีชายอีกคนกับหญิงอีกคนถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าทำให้เสียทรัพย์ หลังจากที่พวกเขา “ใช้กาวทาตัวเองติดกับพื้นที่ใกล้เคียง” โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ดำเนินการแกะตัวพวกเขาออกก่อนจะควบคุมตัวไป

กลุ่มประท้วง Prisoners for Palestine ระบุว่า พวกเขาได้จัดการประท้วงที่บริเวณหน้าสำนักงานของบริษัทประกัน Aspen Insurance ซึ่งผู้ประท้วงอ้างว่าให้บริการแก่บริษัท Elbit Systems บริษัทอาวุธที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล

ทั้งนี้ Palestine Action ถูกประกาศให้เป็น “องค์กรต้องห้าม” ภายใต้กฎหมายการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักรเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การสนับสนุนหรือการแสดงออกเพื่อสนับสนุนกลุ่มดังกล่าวกลายเป็นความผิดทางอาญา

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นักเคลื่อนไหวกลุ่ม Palestine Action หลายคนที่ถูกคุมขังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงรายหนึ่งที่ปฏิเสธการรับประทานอาหารมานานถึง 52 วัน โดยนับตั้งแต่การอดอาหารประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 2 พ.ย. มีนักโทษถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้วทั้งหมด 7 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดจากเวเนซุเอลา

ทรัมป์ลั่น อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดจากเวเนซุเอลา

23 ธ.ค. 2568 23:00 น.

ทรัมป์ลั่น อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดจากเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า อาจขายน้ำมันดิบที่ยึดได้พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ชายฝั่งเวเนซุเอลา และขู่ด้วยว่า อาจโจมตีผู้ลักลอบขนยาเสพติดทางบกด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่รัฐฟลอริดาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค. 2568) ว่า สหรัฐฯ จะเก็บน้ำมันดิบซึ่งบรรจุอยู่ในเรือบรรทุกน้ำมันที่สหรัฐฯ ยึดได้บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาเอาไว้ รวมถึงจะยึดตัวเรือเหล่านั้นไว้ด้วย และอาจขายน้ำมันดังกล่าวออกไป

คำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีขึ้นในขณะที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงเดินหน้ากดดัน นายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลาให้ลงจากตำแหน่ง

“เราจะเก็บมันไว้” นายทรัมป์พูดถึงน้ำมันดิบดังกล่าว พร้อมเสริมว่า “เราอาจจะขาย หรือเราอาจจะเก็บไว้เอง หรือบางทีเราอาจจะนำไปใช้ในคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Reserves) และเราจะยึดเรือเหล่านั้นไว้ด้วยเช่นกัน”

ในเดือนนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลาไปแล้ว 2 ลำ โดยล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเวเนซุเอลาใช้รายได้จากการขายน้ำมันเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนฝ่ายเวเนซุเอลาออกมาประณามการยึดทรัพย์สินดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมเยี่ยง “โจรสลัด”

ทรัมป์ออกคำเตือนล่าสุดในขณะที่หน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าไล่ล่าเรือบรรทุกน้ำมันลำที่สาม ซึ่งทางการระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือมืด” (dark fleet) ของเวเนซุเอลาที่ใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ “มันกำลังเคลื่อนที่ไป และในที่สุดเราก็จะจับมันได้” ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ ในวันจันทร์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้ปฏิบัติการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่าเป็นเรือลักลอบค้าของเถื่อนในน่านน้ำสากลทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 รายจากเหตุการณ์นี้

เมื่อนักข่าวถามว่าเป้าหมายของการยึดเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าว คือการบีบให้มาดูโรลงจากอำนาจใช่หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น… นั่นก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าอยากจะทำอย่างไร ผมคิดว่ามันจะเป็นการฉลาดหากเขาทำเช่นนั้น แต่ก็นั่นแหละ เดี๋ยวเราก็จะได้รู้กัน”

หลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน และได้ปฏิบัติการโจมตีเรือที่อ้างว่าลักลอบขนส่งยาเสพติดของเวเนซุเอลาไปแล้วหลายลำ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 100 ราย

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงหลักฐานต่อสาธารณะว่าเรือเหล่านั้นบรรทุกยาเสพติดจริง และกองทัพกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักจากรัฐสภาเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีดังกล่าว

ในการแถลงเมื่อวันจันทร์ ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะโจมตีเป้าหมายบนบกด้วยเช่นกัน “เราจะเริ่มโครงการแบบเดียวกันนี้บนบกด้วย หากพวกเขาอยากจะมาทางบก พวกเขาจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่ พวกเขาจะถูกระเบิดจนเป็นจุล เพราะเราไม่ต้องการให้คนของเราต้องถูกวางยา (จากยาเสพติด)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เปิดนโยบายสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต

เปิดนโยบายสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต

23 ธ.ค. 2568 21:39 น.

เปิดนโยบายสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต

เปิดนโยบาย 3 พรรคการเมือง สร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ รองรับอาชีพอนาคต หวังปั้นสตาร์ทอัพทั่วประเทศ หวังให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีการเกษตร

วันนี้ 23 ธ.ค. 2568 “ไทยรัฐดีเบต” เวทีดีเบตครั้งแรกของศึกเลือกตั้ง 2569 เพื่อนำแนวคิด นโยบาย ในการประกอบตัดสินใจก่อนถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมสัมภาษณ์เกี่ยวกับนโยบายที่ส่งเสริมอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่จาก 3 พรรคการเมือง

“เพื่อไทย” เด็กไทย ต้องเข้าถึงโอกาส

“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การพัฒนาคนรุ่นใหม่ เราจะมุ่งเน้นในกลุ่มคนระดับมัธยมปลาย และในระดับมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเน้นไปใน 2 ระดับคือ 1.สตาร์ทอัพ ที่ต้องพัฒนาในระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ทำอะไรอย่างที่ตัวเองคิดได้ อย่างแรกคือ การออกแบบโปรโตไทป์ (Prototype) ที่เมื่อเรานึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง และทำออกมาเป็นสไลด์เพาเวอร์พอยต์ และถ้ารัฐบาลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่มาเจอกับคนที่มีเงินลงทุน หรือเรียกว่า Angel Fund (แองเจิ้ล ฟันด์) ที่จะช่วยลงทุนให้โปรเจกต์ที่เป็นสไลด์ให้ออกมาเป็นชิ้นงาน เมื่อออกมาเป็นชิ้นงาน ก็อาจมีเวทีที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น หรือเขาสามารถไปเจอคนอื่นที่สามารถมาร่วมเป็นทีมเดียวกันได้ และทำให้เกิดระบบที่เกิดการขับเคลื่อนจะทำให้เกิดโอกาสมหาศาล

ต้องมีการทำมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์บ่มเพาะ ที่จะมีกิจกรรมที่จะสามารถทำให้มาเจอเพื่อนที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน ซึ่งต้องมีการเชิญชวนให้บริษัทเอกชนมาจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ซึ่งบริษัทเองก็จะได้คนรุ่นใหม่มาช่วยงานพาร์ทไทม์ เมื่อพากลุ่มคนเหล่านี้มาเจอกัน ในระดับประเทศรัฐบาลจะต้องมีการนำคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพไปเจอกับผู้ประกอบการในประเทศหรือต่างประเทศ

สุดท้ายแล้วการที่คนรุ่นใหม่จะยืนอยู่ได้ ต้องมี อาร์แอนดี (R&D) ของตัวเอง แต่ถ้าทำเองไม่ได้ ต้องมีระบบในการเชื่อมต่อกับมหาวิทยาลัย เพื่อซัพพอร์ตในการทำงานบางอย่าง นี่จะเป็นการสร้างศักยภาพให้ไทยแข่งขันในระดับโลกได้

โมเดลการพัฒนาคนรุ่นใหม่ สามารถทำได้ทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญต่างกัน ดังนั้นการนำนวัตกรรมไปใส่ในมหาวิทยาลัยทุกภาค จะทำให้เกิดโปรดักต์ใหม่ๆ เป็นการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลก

“คนไทย เด็กไทย เกิดที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเข้าถึงโอกาสได้ทัดเทียมกัน การพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในทุกภาค จะทำให้เขาไม่ต้องออกมาไกลบ้าน แต่เราพยายามทำให้สตาร์ทอัพ ได้เจอกับบริษัทหรือนักลงทุนขนาดใหญ่ และควรจะต้องอยู่ใกล้ๆ กับแหล่งความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งควรจะเข้าถึงนักลงทุน ดังนั้นการพัฒนาเพื่อรองรับคนในทุกภูมิภาคเพื่อให้มีการกระจายตัว”

สิ่งสำคัญผู้นำประเทศต้องมีเป้าหมายพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่ชัดเจน คนรุ่นใหม่จะสามารถพัฒนาตัวเองได้ว่าเส้นทางของเขาถ้าเรียนในด้านนี้จะไปยังจุดไหนได้ต่อ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่ผ่านมาคือ คนรุ่นใหม่จบมาแล้วหางานไม่ได้ในสาขานั้น ทั้งที่จริงเขาคือ คนที่มีความรู้ในเรื่องที่เรียน ดังนั้นถ้าเรามีการพัฒนาประเทศให้สามารถรองรับคนที่เริ่มในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“พลังประชารัฐ” เรียนฟรีกลุ่มวิชา STEM

“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ เราพยายามเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ง่าย ตอนนี้มีความคิดกันว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนการเรียนในระดับปริญญาตรี สำหรับบางสาขาให้มีการเรียนฟรี โดยเฉพาะกลุ่มวิชา STEM คือ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)

อีกประเด็นคือการดูแลเอสเอ็มอี ที่โดยรวมมีประมาณ 3.4 แสนราย มีการจ้างงานประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำธุรกิจจะออกมาในรูปแบบเอสเอ็มอี จึงต้องมีการกำหนดกติกาเพื่อขอให้แบงก์พาณิชย์ ปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น

และต้องมีการตั้งกองทุนสตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนในการสนับสนุนธุรกิจหรือกิจการที่เป็นธุรกิจใหม่ เน้นธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเอไอ และนวัตกรรมที่มีความก้าวหน้า เงินของกองทุนจะมาจากรัฐบาล ตลาดหลักทรัพย์ หรือจากสมาคมธนาคาร เงินในกองทุนจะเป็นเงินที่ร่วมลงทุนในธุรกิจของคนรุ่นใหม่

ที่ผ่านมาการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผู้บริหารรัฐบาลขาดความเข้าใจของคนรุ่นเก่าเสียส่วนใหญ่ ขณะนี้หลายพรรคการเมืองมีคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปร่วมจำนวนมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องมีการเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ทำงานในสิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ต้องมีพื้นที่ให้กับผู้สูงวัยด้วย เพราะหลายคนก็ตกรุ่นในการใช้เทคโนโลยี จึงต้องมีการพัฒนาพื้นที่ในชุมชนให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ได้มาถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สูงวัยในชุมชนด้วย

“พรรคเศรษฐกิจ” แปรรูปเกษตรทฤษฎีใหม่

พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ มองว่า การพัฒนาคนรุ่นใหม่ ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและตัดวงจรหนี้ที่มีด้วยกัน 3 ก้อนคือ 1.หนี้รัฐบาล 2.หนี้ประชาชน 3.หนี้ภาคธุรกิจ ที่ทำให้วันนี้เด็กรุ่นใหม่จบมาแล้วตกงาน

ยิ่งถ้าประเทศไทยติดกับดักหนี้ จะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีและการศึกษาลดลงไป เลยทำให้พรรคเศรษฐกิจ มีนโยบายแก้หนี้เป็นอันดับแรก โดยจะมีโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เพื่อให้ไทยกลับเข้าสู่เวทีการแข่งขัน และจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางราง ซึ่งจะมีการสร้างงานสร้างอาชีพจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลดีต่อเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังจะจบ

การพัฒนาคนรุ่นใหม่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะในการแปรรูปเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่จะต้องมีเทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาช่วย เพื่อให้สินค้าการเกษตรไม่มีอายุสั้น เช่น ประเทศจีน มีการถนอมอาหารสามารถเก็บได้ 10 ปี ซึ่งคุณค่าทางอาหารเหมือนเดิม

แต่ปัญหาของคนรุ่นใหม่ตอนนี้ เมื่อเราไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง แต่จะเป็นการลอกเลียนแบบทั้งที่จริงแต่ละประเทศมีความถนัดเป็นของตัวเอง ดังนั้น ไทยต้องกลับมาเป็นตัวเองในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่จะมารองรับ

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

23 ธ.ค. 2568 21:38 น.

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกม “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

วินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกมชื่อดังอย่าง “Call of Duty” ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตในวัย 55 ปี พร้อมกับผู้โดยสารอีกคนที่เดินทางมาด้วยกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ว่า นายวินซ์ ซัมเปลลา ผู้ร่วมให้กำเนิดเกมชื่อดังอย่าง “Call of Duty” เสียชีวิตแล้วหลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะมีอายุได้ 55 ปี

บริษัท Electronic Arts (EA) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Respawn Entertainment สตูดิโอเกมที่นายซัมเปลลาร่วมก่อตั้ง เป็นผู้ยืนยันข่าวการเสียชีวิตของนักพัฒนาเกมผู้ทรงอิทธิพลรายนี้

ข่าวระบุว่า นายซัมเปลลากำลังเดินทางด้วยรถยนต์เฟอร์รารีพร้อมกับผู้โดยสารอีกหนึ่งคน ก่อนที่รถจะประสบอุบัติเหตุพุ่งชนและเกิดไฟลุกไหม้บนทางหลวงในนครลอสแอนเจลิส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.)

“นี่คือความสูญเสียที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ เราขอส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวของวินซ์ คนรักของเขา และทุกคนที่ประทับใจในผลงานของเขา” โฆษกของ EA บอกกับสำนักข่าวบีบีซี

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับกระเด็นออกมานอกตัวรถ ในขณะที่คนขับยังคงติดอยู่ภายใน โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่านายซัมเปลลาเป็นผู้ขับหรือไม่ และบุคคลอีกรายที่อยู่ภายในรถคือใคร แต่ทั้งสองคนเสียชีวิต

“ด้วยเหตุผลที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ยานพาหนะได้เสียหลักหลุดออกนอกเส้นทาง พุ่งชนเข้ากับแผงกั้นคอนกรีต และเกิดไฟลุกท่วมตัวรถทั้งคัน” ตำรวจทางหลวงรัฐแคลิฟอร์เนียระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ นายซัมเปลลาสร้างเกม “Call of Duty” ภาคแรกในปี 2546 ร่วมกับนายเจสัน เวสต์ และนายแกรนท์ คอลเลียร์ ผู้ร่วมงานที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน

ตัวเกมซึ่งได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มียอดขายมากกว่า 500 ล้านชุด ส่งผลให้บริษัท Activision ของ Microsoft กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเกมที่ทำกำไรได้มากที่สุด นอกจากนี้ แฟรนไชส์ดังกล่าวยังมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดงที่กำลังจะเข้าฉายเร็วๆ นี้ด้วย

ความสำเร็จของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟรนไชส์ “Call of Duty” เท่านั้น เขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมยอดนิยมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Medal of Honor, Titanfall และ Apex Legends

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! ‘สีหศักดิ์’มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! 'สีหศักดิ์'มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

จุดยืนไทยไม่เคยรุกราน! ‘สีหศักดิ์’มองยุทธศาสตร์เขมรใช้โลกกดดันไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.26 น.

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียนบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ที่ จ.จันทบุรี ในวันที่ 24 ธ.ค.ว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ผ่านมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมหยุดยิง แล้วกัมพูชาไปบอกกับนานาชาติว่าเขาหยุดยิง นานาชาติจึงมาถามว่าทำไมไทยถึงไม่หยุดยิง เราได้ชี้แจงไปว่าการหยุดยิงเป็นสิ่งที่สำคัญต้องพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย อย่างตอนไปประชุมอาเซียนเขาก็ไม่ได้กดดันเรา ขอให้ทั้งสองประเทศมาพูดคุยกัน และขอให้กัมพูชามาพูดคุยกับเรา ไม่ใช่ไปพูดคุยกับโลก แล้วให้โลกมาบอกเรา

เมื่อถามถึงกรณีที่ รมว.กลาโหม กล่าวว่าต่างชาติไม่เชื่อไทยแต่เชื่อกัมพูชามากกว่า จะแก้เกมนี้อย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจ หากเขาไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราต้องมีจุดยืน ซึ่งเมื่อเรามีจุดยืน ที่เราไม่ไปรุกรานเขา เราต้องการสันติภาพ และการหยุดยิงที่แท้จริง ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเราเช่นกัน และมิตรประเทศก็ควรที่จะเข้าใจเราและฟังเราด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปห่วงใยอะไรมาก เราก็ทำของเราไป มั่นใจในจุดยืนของเราและมั่นใจในตัวของเราเอง

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

23 ธ.ค. 2568 15:02 น.

ฟิลิปปินส์ประกาศพร้อมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทันทีที่ขึ้นเป็นประธานอาเซียนปี 2026

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่ “ตัวกลาง” เพื่อยุติข้อพิพาทและฟื้นฟูข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเตรียมรับไม้ต่อจากมาเลเซียในการนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียนปี 2026 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนที่ยังคงตึงเครียด

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ (DFA) ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์พร้อมเข้ามารับบทบาทผู้ประสานงานและไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย หากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจขอรับความช่วยเหลือผ่านกลไกประธานอาเซียน ทันทีที่ฟิลิปปินส์เข้ารับตำแหน่งประธานอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2026

ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการประชุมวาระพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหาทางฟื้นฟูข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา หลังจากมีการปะทะด้วยจรวดและปืนใหญ่ต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งไทยและกัมพูชาเห็นพ้องที่จะให้ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าพบหารือกัน โดยมุ่งหวังที่จะรื้อฟื้นข้อตกลงหยุดยิงที่เคยเจรจาไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม และเพิ่งมีการลงนามอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47

นอกจากประเด็นความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาแล้ว ฟิลิปปินส์ยังต้องเผชิญกับโจทย์ความมั่นคงที่ซับซ้อนในภูมิภาคที่รอการแก้ไขในปี 2026 ได้แก่ วิกฤตการณ์ในพม่า ซึ่งนางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ จะต้องรับควบตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ของประธานอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพม่าโดยเฉพาะ และประเด็นทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ที่มีความพยายามในการบรรลุข้อตกลง “ประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้” ระหว่างอาเซียนและจีนให้สำเร็จภายในปี 2026

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันการคลี่คลายสถานการณ์ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้กับฟิลิปปินส์ ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกลุ่มอาเซียนในการรักษาเสถียรภาพและสันติภาพท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศสมาชิกในภูมิภาค.

ที่มา Rappler

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

23 ธ.ค. 2568 14:56 น.

กัมพูชาขอย้ายโต๊ะเจรจาชายแดนไทย–กัมพูชาไปมาเลเซีย อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

รมต.กลาโหมกัมพูชา ร้องขอให้ประเทศไทยย้ายสถานที่เจรจาทวิภาคีเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน ไปจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยและเป็นกลาง 

รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 23 ธันวาคม ระบุว่าคำร้องดังกล่าวปรากฏอยู่ในจดหมายจากรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา เตีย เซยฮา ถึงฝ่ายไทย ขณะที่ทั้งสองประเทศเตรียมเปิดการเจรจาเพื่อกำหนดเงื่อนไขการหยุดยิง หลังเกิดการสู้รบอย่างรุนแรงตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า จะมีการเจรจากับกัมพูชา หลังจากเขาเข้าร่วมการประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งกัมพูชาก็เป็นสมาชิกอาเซียนเช่นกัน

สีหศักดิ์ระบุว่า การหารือจะจัดขึ้นในวันพุธที่จังหวัดจันทบุรี ภายใต้กรอบของคณะกรรมการชายแดนร่วมทวิภาคีที่มีอยู่แล้ว ขณะที่กัมพูชากลับส่งจดหมายลงวันที่วันจันทร์ที่ผ่านมา ถึง พลเอกณัฐพล นาควาณิชย์ รัฐมนตรีกลาโหมของไทยขอให้ย้ายสถานที่ประชุมไปจัดที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

โดยเตีย เซยฮา ระบุในจดหมายว่า “ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจากการสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมครั้งนี้ควรจัดขึ้นในสถานที่ที่ปลอดภัยและเป็นกลาง”  เขายังระบุด้วยว่า มาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในขณะนี้ ได้ตกลงที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยนาย นิกรเดช พลางกูร เปิดเผยว่า สถานที่จัดการประชุม “ยังอยู่ระหว่างการหารือ” พร้อมระบุว่าการเจรจาจะกินเวลาสองวัน โดยเริ่มจากการหารือของคณะทำงานด้านเทคนิค

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมไทยพยายามคลายความกังวลของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการจัดประชุมในประเทศไทย ยืนยันว่า การประชุมมีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ “แทบไม่มีการสู้รบ” และมีความปลอดภัย เขากล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นคิวของไทย พร้อมย้ำว่าประเทศไทยสามารถแยกเรื่องทางทหารออกจากการทูตได้ 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมไทยยังระบุว่า กองกำลังไทยจะยังคงสู้รบต่อไปตราบใดที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ยุติการสู้รบ โดยการปะทะตามแนวชายแดนซึ่งทอดยาวเกือบตลอดแนว ยังคงสงบลงเพียงบางส่วนในสองจังหวัดเท่านั้น

ล่าสุด ทรัมป์กล่าวถึงความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ โดยระบุว่านี่เป็นหนึ่งใน “8 สงคราม” ที่เขาอ้างว่าสามารถยุติได้

โดยเขากล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มขยับแล้ว และกลับมาเริ่มกันใหม่อีกครั้ง โดยเขาคิดว่า ตอนนี้สถานการณ์เริ่มอยู่ในรูปบในรอย และกำลังมุ่งไปสู่การหยุดการสู้รบ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

23 ธ.ค. 2568 12:59 น.

ทรัมป์ย้ำ สหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศว่าสหรัฐฯ มีความจำเป็นต้องครอบครอง “กรีนแลนด์” ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมแต่งตั้งนายเจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ให้เป็นตัวแทนพิเศษในการขับเคลื่อนภารกิจนี้

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐฟลอริดาว่า เป้าหมายหลักในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ทางทหาร “ถ้าคุณลองไปดูที่ชายฝั่งกรีนแลนด์ คุณจะเห็นเรือของรัสเซียและจีนอยู่เต็มไปหมด เราจำเป็นต้องมีกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงของชาติ เราต้องได้มันมา” ทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่านายแลนดรีมีความกระตือรือร้นอย่างมากที่จะ “นำทัพ” ในภารกิจนี้

ด้านนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และนายเจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการว่า “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” และย้ำว่า “ไม่มีใครสามารถผนวกประเทศอื่นได้ แม้จะอ้างเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศก็ตาม สหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ายึดครองกรีนแลนด์”

ทางฝั่งรัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กได้เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เข้าพบทันที พร้อมระบุว่าการแต่งตั้งตัวแทนพิเศษเพื่อมายึดครองดินแดนอื่นเป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูด เมื่อรัฐบาลทรัมป์สั่งระงับประทานบัตรโครงการฟาร์มกังหันลมยักษ์นอกชายฝั่ง 5 แห่งทางตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง 2 โครงการที่พัฒนาโดย Orsted บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่รัฐบาลเดนมาร์กถือหุ้นอยู่ ถูกมองว่าเป็นมาตรการกดดันทางการเมืองโดยตรง

ทั้งนี้ กรีนแลนด์ อดีตอาณานิคมเดนมาร์กที่ปัจจุบันปกครองตนเอง มีประชากรประมาณ 57,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของระบบป้องกันขีปนาวุธที่สำคัญของสหรัฐฯ และมีแร่ธาตุหายากจำนวนมหาศาล ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการใช้เพื่อลดการพึ่งพาจีน

มิคเคล เว็ดบี ราสมุสเซน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน กล่าวกับรอยเตอร์ว่า “การแต่งตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเงินทั้งหมดที่เดนมาร์กลงทุนไปในกรีนแลนด์ ในการปกป้องอาร์กติก และคำพูดที่เป็นมิตรกับชาวอเมริกันนั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย”

ที่มา Reuters

ช็อกซานฟรานซิสโก! ไฟดับครั้งใหญ่ทำ “แท็กซี่ไร้คนขับ”จอดเกลื่อนถนน จราจรโกลาหลทั้งเมือง

ช็อกซานฟรานซิสโก! ไฟดับครั้งใหญ่ทำ “แท็กซี่ไร้คนขับ”จอดเกลื่อนถนน จราจรโกลาหลทั้งเมือง

23 ธ.ค. 2568 12:31 น.

ช็อกซานฟรานซิสโก! ไฟดับครั้งใหญ่ทำ “แท็กซี่ไร้คนขับ”จอดเกลื่อนถนน จราจรโกลาหลทั้งเมือง

รถแท็กซี่ไร้คนขับ “เวย์โม” จอดชะงักเกลื่อนถนน กีดขวางเส้นทางสัญจร หลังไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วซานฟรานซิสโก ก่อนจะกลับมาให้บริการได้อีกครั้งหลังผ่านไปนานหลายชั่วโมง

เวย์โม บริษัทแท็กซี่ไร้คนขับในเครืออัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ประกาศกลับมาให้บริการอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม หลังรถแท็กซี่อัตโนมัติจำนวนมากเกิดอาการหยุดชะงัก กีดขวางเส้นทางสัญจร ระหว่างเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่ทำให้ระบบจราจรของเมืองแทบเป็นอัมพาต

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเย็นวันเสาร์ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ที่สถานีไฟฟ้า ส่งผลให้พื้นที่ราว 1 ใน 3 ของนครซานฟรานซิสโกไฟฟ้าดับ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงระบบไฟจราจรทั่วเมือง

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นรถอัตโนมัติหลายคันจอดเรียงรายค้างอยู่ตามสี่แยก สร้างการจราจรติดขัดอย่างหนัก และทำให้ผู้ใช้ถนนจำนวนมากตกอยู่ในความสับสน

 โฆษกของเวย์โมชี้แจงว่า ระบบรถแท็กซี่ไร้คนขับสีขาวของเวย์โม ซึ่งเป็นรถ Jaguar ติดตั้งกล้องและเซนเซอร์รอบคัน เมื่อไฟจราจรไม่ทำงาน รถจะปฏิบัติเหมือนป้ายหยุด แต่การที่ไฟดับเป็นวงกว้างและยาวนานผิดปกติ ทำให้รถจำนวนมากหยุดนิ่งนานกว่าที่ควรจะเป็น

ท้ายที่สุด เวย์โมตัดสินใจ ระงับบริการชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในวันอาทิตย์

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับความพร้อมของเทคโนโลยีรถไร้คนขับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ออกมาแซวเหตุขัดข้องดังกล่าวทันที โดยชี้ว่าเทคโนโลยี Full Self-Driving ของเทสลา ใช้กล้องและปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก และอ้างว่าสามารถขับขี่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานอย่างไฟจราจร  แม้รถยังต้องมีคนขับนั่งอยู่ก็ตาม

ขณะที่เวย์โมเลือกแนวทางที่ระมัดระวังกว่า ใช้เซนเซอร์หลายชนิดควบคู่กับแผนที่ความละเอียดสูง ซึ่งมีต้นทุนสูง แต่อาจเปราะบางเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองล้มเหลว

เหตุไฟฟ้าดับครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เวย์โมกำลังขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทตั้งเป้าให้บริการมากกว่า 15 ล้านเที่ยวในปี 2025 จาก 4 ล้านเที่ยวในปี 2024 และมีแผนให้บริการใน 10 เมืองของสหรัฐภายในต้นปี 2026 พร้อมขยายไปยังราว 20 เมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงลอนดอน

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดรถไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง ทั้งจากบริษัทจีนที่เริ่มทดสอบในต่างประเทศ อูเบอร์ที่ประกาศแผนเปิดบริการโรโบแท็กซี่ในซานฟรานซิสโกปลายปี 2026 และ Zoox บริษัทในเครืออเมซอนที่เพิ่มการทดสอบรถรับส่งอัตโนมัติในเมืองเดียวกัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ : รถไร้คนขับ