BBC ลั่น สู้คดีทรัมป์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

BBC ลั่น สู้คดีทรัมป์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

17 ธ.ค. 2568 01:47 น.

BBC ลั่น สู้คดีทรัมป์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

บีบีซี ยืนยันว่าจะต่อสู้คดีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพวกเขาเป็นเงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกรณีที่ บีบีซี ตัดต่อคำพูดของนายทรัมป์จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

สำนักข่าว บีบีซี ประกาศในวันอังคารที่ 16 ธ.ค. 2568 ว่า จะต่อสู้คดีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยื่นฟ้องร้องพวกเขาและเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกรณีที่ บีบีซี ตัดต่อสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เมื่อ 6 ม.ค. 2564 ที่เอาไปลงในรายการสารคดี “พาโนรามา”

ตามเอกสารของศาลที่ยื่นฟ้องในรัฐฟลอริดา ทรัมป์กล่าวหาสำนักข่าว บีบีซี ว่า หมิ่นประมาทและละเมิดกฎหมายการค้า โดยทีมกฎหมายของทรัมป์กล่าวหาบีบีซีว่าหมิ่นประมาทเขาด้วยการ “จงใจ มุ่งร้าย และบิดเบือนสุนทรพจน์ของเขาอย่างไม่เป็นความจริง”

เมื่อเดือนพฤศจิกายน บีบีซีออกมาขอโทษต่อกรณีดังกล่าว แต่ปฏิเสธการเรียกค่าเสียหายของนายทรัมป์ และไม่เห็นด้วยว่าการกระทำของพวกเขามีมูลฐานเพียงพอในการฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาท

โฆษกของบีบีซียืนยันว่า พวกเขาจะสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่ “เราจะไม่แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินคดีทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่”

ทั้งนี้ ในสุนทรพจน์ของนายทรัมป์เมื่อ 6 ม.ค. 2564 ก่อนเกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ นายทรัมป์บอกกับผู้สนับสนุนของเขาว่า “เราจะเดินไปที่แคปิตอล และเราจะเชียร์วุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชายหญิงผู้กล้าหาญของเรา”

และว่า 50 นาทีต่อมาในการกล่าวสุนทรพจน์เดียวกัน นายทรัมป์พูดว่า “และเราจะสู้ เราจะสู้สุดกำลัง”

อย่างไรก็ตามในรายการพาโนรามา สารคดีที่จัดทำโดย บีบีซี นำคำพูดทั้ง 2 ส่วนมาต่อกันทันทีกลายเป็น “เราจะเดินไปที่แคปิตอล… และผมจะอยู่ตรงนั้นกับพวกคุณ และเราจะสู้ เราจะสู้สุดกำลัง” จนดูคล้ายกับว่า นายทรัมป์สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงที่อาคารรัฐสภา

กรณีนี้นำไปสู่การลาออกของนาย ทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ของ บีบีซี และ เดโบราห์ เทิร์นเนส หัวหน้าฝ่ายข่าว

บีบีซีพยายามอ้างว่า พวกเขาไม่มีเจตนาร้ายในการตัดต่อคำพูดดังกล่าว และนายทรัมป์ก็ไม่ได้รับความเสียหายจากสารคดีนี้ เพราะนายทรัมป์ได้รับเลือกจากประชาชนให้มาเป็นประธานาธิบดีของประเทศเป็นสมัยที่ 2 หลังจากรายการออกอากาศไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สามี-ภรรยาสูงวัย พยายามสู้มือปืนหาดบอนได สุดท้ายถูกยิงดับสลด

สามี-ภรรยาสูงวัย พยายามสู้มือปืนหาดบอนได สุดท้ายถูกยิงดับสลด

17 ธ.ค. 2568 00:03 น.

สามี-ภรรยาสูงวัย พยายามสู้มือปืนหาดบอนได สุดท้ายถูกยิงดับสลด

คลิปจากกล้องหน้ารถเผย สามีภรรยาสูงวัยพยายามหยุดยิงมือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่หาดบอนได แต่สุดท้ายทั้งคู่กลับถูกยิงเสียชีวิตด้วยกันอย่างน่าสลด

เมื่อวันอังคารที่ 16 ธ.ค. 2568 มีคลิปวิดีโอใหม่จากเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ของออสเตรเลีย ได้รับการเผยแพร่ออกมาบนโลกออนไลน์ โดยเป็นคลิปจากกล้องติดหน้ารถที่แสดงให้เห็นว่า สามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่งเข้าเผชิญหน้ากับหนึ่งในมือปืน ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกยิงเสียชีวิต

สื่อออสเตรเลียหลายสำนักระบุชื่อสามีภรรยาคู่นี้ว่า บอริส เกอร์แมน อายุ 69 ปี กับ โซเฟีย เกอร์แมน อายุ 61 ปี เป็นชาวยิวเชื้อสายรัสเซีย ผู้อาศัยอยู่ในย่านบอนได และมีลูกชายอายุในช่วง 30 ปี 1 คน

วิดีโอจากกล้องติดหน้ารถที่ขับผ่านมา แสดงให้เห็นบอริสกำลังเข้าต่อสู้กับมือปืนวัย 50 ปี ซึ่งตำรวจระบุชื่อว่า ซาจิด อัคราม ในขณะที่คนร้ายรายนี้กำลังก้าวลงจากรถพร้อมกับปืนไรเฟิลในมือ โดยมีสิ่งที่ดูคล้ายกับธงของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามคลุมอยู่บนกระจกหน้ารถ

***ชมคลิปที่นี่***

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า บอริสพยายามแย่งปืนไรเฟิลจากมือของนายอัครามขณะที่ทั้งคู่ล้มลงบนถนน โดยชายสูงอายุดูได้เปรียบอยู่ชั่วขณะหนึ่งเมื่อเขาสามารถหยิบปืนไรเฟิลขึ้นมาได้ จากนั้นสามีภรรยาก็เข้าเผชิญหน้ากับนายอัคราม ก่อนที่นายบอริสล้มลงข้างรถของคนร้าย

“ชายสูงอายุที่อยู่ข้างถนนไม่ได้วิ่งหนี แต่เขากลับพุ่งตรงเข้าหาอันตราย ใช้พละกำลังทั้งหมดพยายามต่อสู้แย่งปืนและสู้จนตัวตาย” เจนนี เจ้าของกล้องติดหน้ารถซึ่งแบ่งปันวิดีโอดังกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์กล่าว

“ฉันเห็นจากกล้องของฉันว่า ในที่สุดชายสูงอายุคนนั้นก็ถูกยิงและล้มลง ช่วงเวลานั้นทำให้ฉันใจสลาย” เธอกล่าวเสริม

ตามรายงานของสำนักข่าว ซิดนีย์ มอร์นิง เฮอรัลด์ ซึ่งเผยแพร่ภาพวิดีโอมุมกว้างแสดงให้เห็นว่า นายอัครามสามารถลุกขึ้นได้ในเวลาต่อมาและหันอาวุธไปทางคู่สามีภรรยา ก่อนจะยิงไปอย่างน้อย 2 นัด จากนั้น ภาพจากโดรนลำหนึ่งก็ฉายให้เห็นว่า สามีภรรยาคู่นี้นอนเสียชีวิตอยู่ด้วยกันบนทางเท้า

“เราเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสีย บอริสและโซเฟีย เกอร์แมน อันเป็นที่รัก อย่างกะทันหันและไร้เหตุผล” ครอบครัวเกอร์แมนระบุในแถลงการณ์เมื่อบ่ายวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น “แม้ว่าจะไม่มีสิ่งใดสามารถลดความเจ็บปวดจากการสูญเสียบอริสและโซเฟียได้ แต่เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างท่วมท้นในความกล้าหาญและความไม่เห็นแก่ตัวของพวกเขา”

“นี่คือสิ่งที่สรุปได้ว่าบอริสและโซเฟียเป็นคนอย่างไร – ผู้คนที่พยายามช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสัญชาตญาณและไม่เห็นแก่ตัว”

ทั้งนี้ นอกจากสามีภรรยาเกอร์แมนแล้วมีชายอีกคนที่เสียชีวิตขณะพยายามหยุดยั้งคนร้ายเช่นกัน คือนาย รูเวน มอร์ริสัน อายุ 62 ปี โดย เชนา กัตนิค ลูกสาวของเขา บอกกับสำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ว่า “เขากระโดดเข้าใส่ทันทีที่เสียงปืนเริ่มขึ้น เขาปาอิฐ ตะโกนใส่คนร้าย และปกป้องชุมชนของเขา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

16 ธ.ค. 2568 22:35 น.

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

ตำรวจออสเตรเลียเผย มือปืนกราดยิงหาดบอนไดไปอยู่ฟิลิปปินส์นานเกือบ 1 เดือนก่อนก่อเหตุ และการลงมือของพวกเขาดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม

เมื่อวันอังคารที่ 16 ธ.ค. 2568 ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า มือปืน 2 คนผู้ก่อเหตุกราดยิงเทศกาล “ฮานุกกะห์” ที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ ซึ่งสังหารผู้บริสุทธิ์ไป 15 ศพ เดินทางไปยังฟิลิปปินส์ไม่นานก่อนกลับมาลงมือก่อเหตุ และดูเหมือนจะได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)

การโจมตีดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) ถือเป็นเหตุกราดยิงครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนในฐานะคดีก่อการร้ายที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชุมชนชาวยิว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ที่ 15 ศพ ไม่รวม 1 ใน 2 มือปืนที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ โดยตำรวจระบุว่าเขาชื่อ ซาจิด อัคราม อายุ 50 ปี ขณะที่ลูกชายวัย 24 ปี ชื่อว่า นาวีด ซึ่งร่วมก่อเหตุในคดีนี้ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

ตำรวจระบุว่า พ่อลูกอัครามเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนวัตถุประสงค์ของการเดินทาง

ด้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองฟิลิปปินส์กล่าวว่า ทั้งสองคนเดินทางไปยังกรุงมะนิลาและเดินทางต่อไปยังเมืองดาเวาทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน และเดินทางออกจากประเทศเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได

เจ้าหน้าที่ระบุอีกว่า ผู้เป็นพ่อเดินทางด้วยหนังสือเดินทางอินเดีย ส่วนลูกชายใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย และเสริมว่ายังไม่มีข้อสรุปว่าพวกเขาเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใด ๆ หรือได้รับการฝึกฝนในประเทศดังกล่าวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่าเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม มีการเคลื่อนไหวในฟิลิปปินส์และมีอิทธิพลในบางพื้นที่ของเกาะมินดาเนาตอนใต้ของประเทศ อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเหล่านี้มีขนาดเล็กลงมากแล้ว

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ข้อบ่งชี้เบื้องต้นชี้ไปยังการโจมตีก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม และย้ำว่า นี่คือการกระทำของผู้ที่เข้าร่วมกับองค์กรก่อการร้าย ไม่ใช่ศาสนา

ตำรวจยังกล่าวด้วยว่า ในรถยนต์ที่ลงทะเบียนในชื่อของ นาวีด อัคราม มีวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) และธงทำมือ 2 ผืนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส ซึ่งตอนนี้ทางการยังคงพยายามรวบรวมข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงได้อย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ญี่ปุ่นยกเลิกเตือนภัย “อภิมหาแผ่นดินไหว” ครั้งล่าสุดแล้ว

ญี่ปุ่นยกเลิกเตือนภัย "อภิมหาแผ่นดินไหว" ครั้งล่าสุดแล้ว

16 ธ.ค. 2568 12:12 น.

ญี่ปุ่นยกเลิกเตือนภัย “อภิมหาแผ่นดินไหว” ครั้งล่าสุดแล้ว

ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกคำเตือนความเสี่ยงที่จะเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว หรือ Megaquake แล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกการเตือนภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันนี้ หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับการเกิดอภิมหาแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น หลังการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 แมกนิจูดนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงสุดราว 70 เซนติเมตร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 40 คน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงต่ออาคารหรือโครงสร้างพื้นฐาน ตามข้อมูลจาก JMA และสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติของญี่ปุ่น (FDMA)

หลังเกิดแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ JMA ได้ออก คำเตือนพิเศษที่พบได้ไม่บ่อย โดยระบุว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเกิด Megaquake ซึ่งหมายถึงแผ่นดินไหวขนาด 8.0 หรือมากกว่า บริเวณทางตอนเหนือของประเทศ

โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไป จะมีโอกาสประมาณ 1% ที่จะเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว ภายในระยะเวลา 7 วัน จึงมีคำเตือนให้ประชาชนเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า เผื่อจำเป็นต้องอพยพอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม อิซเซอิ ซูกานุมะ เจ้าหน้าที่ของ JMA ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า แม้ช่วงเวลาการเตือนพิเศษสำหรับประชาชนได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เที่ยงคืน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดแผ่นดินไหวอีก จึงขอให้ประชาชนยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

JMA ระบุเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงในการเกิดอภิมหาแผ่นดินไหว บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ แต่จะค่อย ๆ ลดลงตามกาลเวลา

ทั้งนี้ ตามแนวทางการป้องกันภัยพิบัติของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หากเกิด Megaquake กลางทะเลในภูมิภาคฮอกไกโด–ซันริคุ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้คำเตือนล่าสุด อาจทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงถึง 30 เมตร โดยสถานการณ์เลวร้ายที่สุดอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 199,000 คน บ้านเรือนและอาคารถูกทำลายมากกว่า 220,000 หลัง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 31 ล้านล้านเยน หรือราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อภิมหาแผ่นดินไหว

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

16 ธ.ค. 2568 11:14 น.

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

อินฟลูเอนเซอร์หญิงชื่อดังของกัมพูชาถูกดำเนินคดี หลังโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถูกมองเป็นข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนกและกระทบความปลอดภัยกองทัพ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลเทศบาลกรุงพนมเปญ รับคำฟ้อง นางธี โสวันทา อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยนางโสวันทาโพสต์ข้อความระบุว่า ทหารแนวหน้าหลายรายมีปัญหาสุขภาพรุนแรง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคตับ–ไต โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตอบโต้ว่า  ประเทศชาติไม่มีเวลามาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไร้วินัย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองต้องการความเร่งด่วน  พร้อมชี้ว่าโสวันทาโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สื่อของกัมพูชารายงานว่า นางโสวันทาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงภายในเรียกสอบปากคำเมื่อวันที่ 10 และ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนและการปะทะทางทหาร ซึ่งหน่วยงานรัฐระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ สร้างความโกลาหล กระทบความสงบเรียบร้อย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

ทางด้านพลโทจวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของอัยการ  ขณะที่คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสารและบทบาทของโซเชียลมีเดีย ในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นางธี โสวันทา เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองอารีย์กษัต จังหวัดกันดาล แต่ถูกปลดและขับออกจากพรรคประชาชนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ตามคำสั่งของสมเด็จฮุน เซน หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์การทำงานของกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดน.

ที่มา Khmer Times

ภาพ Facebook/ Thy Sovantha

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

16 ธ.ค. 2568 11:03 น.

สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ชี้แจงประเด็นทหารรับจ้างรัสเซียถูกกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ยืนยันไม่มีมูลความจริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย มีการโพสต์ข้อความล่าสุดทางเฟซบุ๊ก ชี้แจงในประเด็นเรื่องทหารรับจ้างรัสเซีย ที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า กัมพูชาได้ว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้รับทราบรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไทยบางแห่ง เกี่ยวกับการมีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นไปได้ของพลเมืองรัสเซีย ในฐานะทหารรับจ้างที่ถูกฝ่ายกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงและมีแนวโน้มว่าจะถูกสร้างขึ้นจากแหล่งข้อมูลนอกภูมิภาค มีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสิทธิพลเมืองชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ เป็นการสร้างความเสียหายต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศรัสเซียและไทย

กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย มีจุดยืนที่ชัดเจนต่อประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มีการชี้แจงในเรื่องนี้แล้ว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

ที่ระบุว่า “รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เราเพียงแต่ยืนยันและสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทนี้ด้วยวิธีการอย่างสันติเท่านั้น”

ที่มา : FB สถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

16 ธ.ค. 2568 10:31 น.

ทูตจีนชี้ “ยุติสู้รบไทย–กัมพูชา” ปกป้องพลเรือนคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เรียกร้องไทยและกัมพูชาใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด เร่งยุติการสู้รบ ย้ำจีนพร้อมมีบทบาทสร้างสันติภาพ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เผยแพร่ข้อความที่ระบุว่า ภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดในขณะนี้ คือการยุติการยิงสู้รบระหว่างกัมพูชาและไทยโดยเร็วที่สุด และการปกป้องความปลอดภัยของพลเรือน 

เอกอัครราชทูตจีนระบุว่า จีนหวังให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด และดำเนินมาตรการทุกทางเพื่อบรรลุการหยุดยิงโดยเร็ว เพื่อสร้างสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ย้ำว่า จีนจะยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมการเจรจาและการสร้างสันติภาพ และจะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในแบบของจีน เพื่อสนับสนุนการหยุดยิงและการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย.

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

16 ธ.ค. 2568 10:08 น.

อันวาร์เผย เลื่อนประชุมรมต.อาเซียน เหตุศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุหนัก

นายกฯ มาเลเซียยอมรับ ต้องเลื่อนประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน หลังสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง ทั้งสองฝ่ายร้องขอให้ชะลอ หวั่นความขัดแย้งลุกลาม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เปิดเผยเว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารนี้ จำเป็นต้องเลื่อนออกไป หลังสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง และมีความเสี่ยงจะบานปลาย

อันวาร์ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อระดมความเห็นประเทศสมาชิกอาเซียนในการคลี่คลายวิกฤตชายแดน แต่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้ร้องขอให้เลื่อนการประชุมเป็นการชั่วคราว โดยระบุว่าทุกฝ่ายยังคงประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง มีการเลื่อนการประชุมเล็กน้อย เนื่องจากยังต้องจัดการรายละเอียดหลายประการ แต่ยังคงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก  นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าว พร้อมเผยว่ามีการติดต่อกับทั้งสองประเทศเป็นรายวัน  นายอันวาร์ยังย้ำว่า การเจรจายังคงดำเนินต่อไป และทุกฝ่ายกำลังพยายามหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง.

ที่มา Phnom Penh Post

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

16 ธ.ค. 2568 09:27 น.

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้อง บีบีซีต่อศาลในรัฐฟลอริดา ข้อหาหมิ่นประมาท จากการตัดต่อคำปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 ในสารคดี Panorama โดยเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นับเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลครั้งประวัติศาสตร์ในคดีที่มีการฟ้องร้องสื่อ โดยเอกสารคำฟ้องระบุว่า บีบีซีจงใจ บิดเบือน หลอกลวง และตัดต่อคำพูดอย่างมุ่งร้าย จนทำให้ทรัมป์ถูกมองว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรง ก่อนเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ 

สำหรับต้นตอของคดี เกิดจากสารคดี Panorama ซึ่งออกอากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2024 ได้มีการนำคำพูดของทรัมป์จากการปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 มาตัดต่อรวมกันในลักษณะที่ เปลี่ยนบริบทเดิม โดยคำพูดจริงของทรัมป์ที่กล่าวในวันนั้นตอนหนึ่ง เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะไปให้กำลังใจสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนฯ ผู้กล้าหาญของเรา” ก่อนที่อีกกว่า 50 นาทีต่อมา เขาได้กล่าวอีกว่า “และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

แต่ในสารคดี Panorama บีบีซีได้นำคำพูดทั้งสองช่วงมาตัดต่อให้ติดกัน กลายเป็นประโยคว่า

“เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะไปกับคุณ และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

ด้านสำนักข่าวบีบีซียอมรับเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าการตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างภาพว่าทรัมป์เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษแล้ว แต่บีบีซี ปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย และยืนยันว่าไม่มีมูลทางกฎหมายเพียงพอสำหรับคดีหมิ่นประมาท โดยจนถึงขณะนี้ บีบีซียังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังทรัมป์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว

ทรัมป์เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเดินหน้าฟ้องบีบีซีอย่างแน่นอน โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องทำ พวกเขาโกง พวกเขาเปลี่ยนคำพูดที่ออกจากปากผม”

ทีมกฎหมายของทรัมป์ยังระบุด้วยว่า การตัดต่อดังกล่าวไม่เพียงเป็นการหมิ่นประมาท แต่ยังเข้าข่าย ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เรียกค่าเสียหายระดับหลายพันล้านดอลลาร์

คดีนี้สะท้อนความขัดแย้งระยะยาวระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับสื่อกระแสหลักระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เขายังคงมีบทบาททางการเมืองสูง และเตรียมกลับมาท้าชิงอำนาจอีกครั้งบนเวทีการเมืองสหรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

 ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

16 ธ.ค. 2568 09:09 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ยกระดับการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction – WMD) โดยการลงนามมีขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว โดยมีรัฐมนตรีกลาโหม ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงร่วมเป็นสักขีพยาน นับเป็นการสะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวของรัฐบาลต่อวิกฤตยาเสพติดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันจำนวนมากในแต่ละปี
 
คำสั่งของทรัมป์ยังกำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง เร่งติดตาม ยึด และคว่ำบาตรทรัพย์สินของสถาบันการเงินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเฟนทานิล พร้อมให้ความร่วมมือใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงยุติธรรมในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังสั่งให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิใช้ขีดความสามารถด้านข่าวกรอง ซึ่งเดิมใช้รับมืออาวุธทำลายล้างสูงรูปแบบอื่น มาระบุและรื้อถอนเครือข่ายลักลอบขนเฟนทานิลโดยตรง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การจัดสถานะเฟนทานิลเป็นอาวุธทำลายล้างสูง อาจเปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการอายัดทรัพย์ จับกุมเป้าหมายเฉพาะ และเฝ้าระวังองค์กรอาชญากรรม หลังรัฐบาลทรัมป์เคยประกาศขึ้นบัญชีกลุ่มค้ายาบางกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้ายมาแล้ว ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านกฎหมายและขอบเขตอำนาจรัฐ.