สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

8 พ.ย. 2568 04:08 น.

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ ลากยาว ระบบควบคุมการบินสะดุดต้องสั่งลดเที่ยวบินใน 40 สนามบินหลัก กระทบกว่า 2,000 เที่ยวบิน ที่ต้องยกเลิกหรือดีเลย์ คมนาคมเตือนหากยังไร้ข้อตกลงตัวเลขลดเที่ยวบินจะพุ่ง 20% 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมากว่า 38 วัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการบินของประเทศ โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration-FAA) สั่งให้สายการบินลดเที่ยวบินภายในประเทศลง 4% ในสนามบินหลัก 40 แห่ง รวมถึงนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตา เพื่อบรรเทาความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ล่าสุด มีรายงานว่ามีเที่ยวบินภายในสหรัฐฯ มากกว่า 2,900 เที่ยวที่ล่าช้า และอีกกว่า 1,200 เที่ยวถูกยกเลิกในวันเดียว สายการบินยักษ์ใหญ่ อาทิ เดลตา ยูไนเต็ด และอเมริกัน แอร์ไลน์ ประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดให้เปลี่ยนเที่ยวบินโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ทางด้านนางซาราห์ เนลสัน ประธานสมาคมแอร์โฮสเตสแห่งสหรัฐฯ  แถลงเรียกร้องให้ยุติภาวะชัตดาวน์โดยเร็ว ระบุว่า ระบบการบินของประเทศยังดำเนินต่อได้เพราะเจ้าหน้าที่แอร์ทราฟฟิกและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินทำงานทั้งที่ไม่ได้รับเงิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สนับสนุนหลายหมื่นคนถูกสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ความปลอดภัยไม่ควรถูกนำมาเล่นเกมการเมือง 

ขณะที่นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่า หากการชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อ ตัวเลขการลดเที่ยวบินอาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15–20% ภายในสัปดาห์หน้า และถ้าไม่รีบหาทางออก เราจะเห็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินลาออกเพิ่มขึ้น และนั่นจะยิ่งทำให้ระบบการบินชะงักไปกว่าเดิม  พร้อมระบุว่า แม้รัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการในทันที สายการบินก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้สะท้อนผลกระทบจากการเมืองที่ไร้ทางออก ระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ที่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องงบประมาณ ทำให้พนักงานของรัฐหลายแสนคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ กำลังเผชิญความไม่มั่นคงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

7 พ.ย. 2568 16:20 น.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

เกิดเหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่โรงเรียน SMAN 72 เขตเกลาปากาดิง ทางเหนือของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (7 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 54 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน

พลตำรวจตรี อาเซป เอดิ ซูเฮรี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจาการ์ตา แถลงผ่านโทรทัศน์ว่า จำนวนผู้ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอยู่ที่ 54 คน โดยระบุว่า อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงสาหัส ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีบาดแผลถูกไฟไหม้ และยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้

รายงานของสื่ออินโดนีเซียระบุว่า ระบุว่าพบอาวุธที่มีคำว่า “ยินดีต้อนรับสู่นรก” เขียนอยู่ ข้อมูลระบุว่า การระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ห้องละหมาดของโรงเรียน ระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ เมื่อเวลาประมาณ 12.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ต่อมาเกิดการระเบิดครั้งที่สองที่ประตูด้านหลังของโรงเรียน คาดว่าแหล่งที่มาของการระเบิดน่าจะมาจากวัตถุไม่ทราบชนิดซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังอาคารเรียน

หลังเกิดเหตุ นักเรียนที่สวมชุดเครื่องแบบได้ถูกอพยพออกจากพื้นที่โรงเรียนทันที บริเวณหน้าประตูโรงเรียนมีชาวบ้านและผู้ปกครองจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรับบุตรหลาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดเผยที่มาของการระเบิดในทันที ขณะที่กองกำลังตำรวจเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์เต็มรูปแบบและตำรวจทหารเรือได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และได้ขอให้ประชาชนถอยห่างจากพื้นที่โรงเรียนประมาณ 50 เมตร เพื่อทำการปิดกั้นและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า มีความเป็นไปได้ที่เหตุระเบิดจะเกิดขึ้นในขณะที่นักเรียนกำลังประกอบพิธี ละหมาดวันศุกร์ จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และยังไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้

จากผลการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดจากวัตถุระเบิดที่ประดิษฐ์เองหรือเป็นผลจากความประมาทในการใช้สารเคมี/ไฟฟ้าในโรงเรียน.

ที่มา KOMPAS tvOnenews

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

7 พ.ย. 2568 14:26 น.

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ชวนร่วมชมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568 โดยปีนี้มีการปรับรูปแบบเพื่อแสดงความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ชวนร่วมชมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568 เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในปีนี้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ได้ปรับรูปแบบการจัดงาน โดยยังคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส

การจัดงานปีที่ 12 นี้สะท้อนแนวคิด “ผสานขนบธรรมเนียมและความร่วมสมัย” ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนผ่านงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ศิลปินกว่า 200 คน จากแกลเลอรี่กว่า 80 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มาร่วมถ่ายทอดผลงานสร้างสรรค์ภายใต้เจตนารมณ์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างฝรั่งเศส-ไทย ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ 21–22 พฤศจิกายน 2568 ที่กรุงเทพฯ

งาน Galleries’ Nights จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2556 โดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล “Nuit Blanche” (The Sleepless Night) ของประเทศฝรั่งเศสที่เนรมิตเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงปารีส ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะขนาดใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงงานศิลปะอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งค่ำคืน กิจกรรม Galleries’ Nights ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยในปี 2567 มีการจัดแสดงผลงานในแกลเลอรีมากกว่า 100 แห่งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม Galleries’ Nights คือการส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงศิลปะได้อย่างเท่าเทียม โดยเน้นบทบาทของศิลปะในฐานะแรงบันดาลใจ เครื่องมือสะท้อนสังคม และสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ทั้งนี้ คณะผู้จัดยังมุ่งยกระดับกิจกรรมสู่เทศกาลศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับประเทศ ด้วยการขยายการจัดกิจกรรมสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมศิลปะในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทางวัฒนธรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์ประจำปี 2568 จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมบทบาทสตรีในวงการศิลปะ โดยนำเสนอศิลปะที่ผสานความเป็นไทยดั้งเดิมกับแนวทางร่วมสมัย สะท้อนการพัฒนาทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ พร้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยและศิลปินท้องถิ่นสู่นานาชาติ อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

กิจกรรมในปีนี้ยังเน้นประเด็นความเท่าเทียมทางเพศโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Archives of Women Artists, Research & Exhibitions (AWARE) จากประเทศฝรั่งเศส โดยจะมีการระบุสัญลักษณ์พิเศษ ณ แกลเลอรีที่จัดแสดงผลงานของศิลปินสตรี เพื่อเชิดชูบทบาทของสตรีในวงการศิลปะ นอกจากนี้ ในพิธีปิดงาน ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน องค์กร AWARE และ Asia Art Archive มีกำหนดเปิดตัวโครงการ “The Flow of History: Southeast Asian Women Artists” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่ส่งเสริมบทบาทของสตรีในอุตสาหกรรมศิลปะร่วมสมัย

รายละเอียดกิจกรรม Galleries’ Nights 2025

Galleries’ Nights 2025 จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน และที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 21–22 พฤศจิกายน โดยมีศิลปินกว่า 200 คน ร่วมจัดแสดงผลงาน ณ แกลเลอรีกว่า 80 แห่ง พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพิธีปิดจะจัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ โดยจะมีการแสดงพิเศษโดย นายจิตติ ชมพี หรือครูโอ๋ ศิลปิน ผู้กำกับ และออกแบบการแสดงที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการเต้นร่วมสมัย ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงรับรอง จัดโดยฝ่ายวัฒนธรรมและความร่วมมือประจำสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัท MuvMi ซึ่งให้บริการรถสามล้อไฟฟ้าฟรีในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 28 เส้นทาง ขณะที่ผู้เข้าร่วมในจังหวัดเชียงใหม่สามารถใช้บริการรถสองแถวสีแดงสาธารณะ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถรับแผนที่กิจกรรมได้ที่แกลเลอรีที่เข้าร่วมกิจกรรม หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ galleriesnights.com.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สถานทูตฝรั่งเศส

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิด หลังสหรัฐฯ อนุมัติเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิด หลังสหรัฐฯ อนุมัติเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

7 พ.ย. 2568 13:01 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิด หลังสหรัฐฯ อนุมัติเกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์

กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดอย่างน้อยหนึ่งลูกลงสู่ทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันว่า “ทะเลญี่ปุ่น” วันนี้ (7 พ.ย.) เพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติแผนการของเกาหลีใต้ในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

นักวิเคราะห์ระบุว่า แผนการของเกาหลีใต้ในการสร้างเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานปรมาณูนั้น มีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบสนองที่แข็งกร้าวจากเกาหลีเหนือ คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ แถลงว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธไม่ทราบชนิดไปยังทะเลตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อทะเลญี่ปุ่น

ด้านนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวตกในทะเลนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น โดยไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

เกาหลีเหนือได้เพิ่มการทดสอบขีปนาวุธอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่ามีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงความสามารถในการโจมตีที่แม่นยำ ท้าทายทั้งสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ รวมถึงทดสอบอาวุธก่อนที่จะอาจส่งออกไปยังรัสเซีย

อัน ชาน-อิล ผู้แปรพักตร์ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจัย กล่าวว่า “จากมุมมองของเกาหลีเหนือ ความเป็นไปได้ของการโจมตีอย่างกะทันหันจากทะเลตะวันออกอาจเกิดจากความวิตกกังวล” “หากเกาหลีใต้ได้รับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ พวกเขาจะสามารถเข้าสู่น่านน้ำเกาหลีเหนือ และเฝ้าระวังหรือสกัดกั้นอาวุธต่าง ๆ เช่น ขีปนาวุธนำวิถีจากเรือดำน้ำ (SLBMs) ได้ล่วงหน้า”

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ต่างจากเรือดำน้ำดีเซลตรงที่ไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อชาร์จแบตเตอรี่บ่อยครั้ง ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า การพัฒนาเรือดำน้ำประเภทนี้จะถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและกองทัพเรือของเกาหลีใต้ โดยที่มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่มีเรือประเภทนี้

นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดระหว่างคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ กับประธานาธิบดีทรัมป์ใน ปี 2019 ล้มเหลว เกาหลีเหนือได้ประกาศหลายครั้งว่าเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ “ไม่สามารถย้อนกลับได้” และคิม จอง อึน ก็มีความกล้าหาญมากขึ้นจากสงครามในยูเครน โดยได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย

เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของทรัมป์ที่จะเข้าพบกับคิมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่โช ซอน ฮุย รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ กลับเดินทางเยือนรัสเซีย ซึ่งเธอและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตกลงที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี

อย่างไรก็ตาม อี ซอง-คเวิน สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า หน่วยงานสายลับของเกาหลีใต้เชื่อว่าคิม จอง อึน ยังคงเปิดรับการเจรจากับสหรัฐฯ และจะดำเนินการติดต่อเมื่อเงื่อนไขเหมาะสม แม้ว่าการประชุมที่เสนอระหว่างคิมกับทรัมป์จะไม่เกิดขึ้น “สัญญาณหลายอย่างบ่งชี้” ว่าเกาหลีเหนือ “ได้เตรียมการเบื้องหลังสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ ที่เป็นไปได้”.

นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ "ซูฮาร์โต" เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

7 พ.ย. 2568 12:39 น.

นักเคลื่อนไหวอินโดนีเซียค้านแผนเสนอชื่อ “ซูฮาร์โต” เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ หวั่นฟอกขาวประวัติศาสตร์

นักเคลื่อนไหวประมาณ 100 คน ได้รวมตัวประท้วงในกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย  เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกแผนการมอบสถานะ “วีรบุรุษแห่งชาติ” ให้แก่ “ซูฮาร์โต” อดีตผู้นำเผด็จการผู้ล่วงลับ ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการฟอกขาวประวัติศาสตร์

กระทรวงกิจการสังคมและกระทรวงวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย ได้เสนอชื่อซูฮาร์โตพร้อมกับอีก 48 คนต่อ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เพื่อรับการยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ ซึ่งเป็นเกียรติที่มอบให้ทุกปีในวันที่ 10 พฤศจิกายน แก่ผู้ที่ถือว่าได้สร้างคุณูปการสำคัญต่อประเทศ

อินโดนีเซียเผชิญกับทศวรรษของการปกครองที่กดขี่ภายใต้ระบอบ “ระเบียบใหม่” ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของซูฮาร์โต เขากุมอำนาจเป็นเวลา 32 ปี ก่อนจะถูกบังคับให้ลงจากตำแหน่งในปี 1998 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ การประท้วงครั้งใหญ่ และเหตุจลาจลนองเลือดในกรุงจาการ์ตา

กลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี โดยโต้แย้งว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริตของซูฮาร์โต ทำให้เขาไม่สมควรได้รับตำแหน่งวีรบุรุษ บางคนชูป้ายที่มีข้อความว่า “หยุดการฟอกขาวนายพลนักฆ่า” และ “ผู้คนนับพันตาย แต่ประเทศเลือกที่จะลืม”

ประธานาธิบดีปราโบโว ซึ่งได้รับเลือกเมื่อปีที่แล้ว ได้เคยกล่าวชื่นชมซูฮาร์โต อดีตพ่อตาของเขาอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งหันไปใช้กองทัพมากขึ้นในการดำเนินวาระของรัฐบาล

กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมการประท้วง ได้แก่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย และ คณะกรรมการผู้สูญหายและเหยื่อความรุนแรง (KontraS)

วิร์ดินดา ลา โอด อาหมัด ตัวแทนจาก KontraS กล่าวว่า “ถ้าเขาสมควรเป็นวีรบุรุษ เหตุใดเขาจึงต้องลงจากตำแหน่ง และเหตุใดระบอบระเบียบใหม่จึงต้องถูกโค่นล้ม?”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มยังได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและประธานาธิบดีปราโบโว เพื่อคัดค้านแผนการนี้

ฟัดลี ซอน รัฐมนตรีวัฒนธรรม กล่าวว่า การเสนอชื่อผู้สมัครวีรบุรุษแห่งชาติได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณชนแล้ว และยืนยันว่า “เราได้ทำการศึกษาแล้ว ทุกคนมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด”

นักประวัติศาสตร์และนักเคลื่อนไหวกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 500,000 คน นับตั้งแต่ปลายปี 1965 หลังจากที่นายพลซูฮาร์โตในขณะนั้น ขึ้นสู่อำนาจหลังจากการรัฐประหารของคอมมิวนิสต์ที่ประสบความล้มเหลว โดยซูฮาร์โตเป็นผู้บัญชาการทหารคนสำคัญในขณะนั้น.

ที่มา Reuters

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้ครั้งใหญ่ สั่งอพยพพลเรือน อ้างเป้าหมายคือ “ฮิซบอลเลาะห์”

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้ครั้งใหญ่ สั่งอพยพพลเรือน อ้างเป้าหมายคือ "ฮิซบอลเลาะห์"

7 พ.ย. 2568 11:25 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนใต้ครั้งใหญ่ สั่งอพยพพลเรือน อ้างเป้าหมายคือ “ฮิซบอลเลาะห์”

กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันพฤหัสบดี หลังออกคำสั่งอพยพประชาชนในหลายพื้นที่ โดยอ้างว่ากลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์กำลังพยายามสร้างขีดความสามารถทางทหารขึ้นใหม่ในภูมิภาคดังกล่าว

เหตุโจมตีเกิดขึ้นแม้ทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อหนึ่งปีก่อน ซึ่งมีเป้าหมายยุติการสู้รบยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน และหลังจากที่กองทัพเลบานอนพยายามรื้อถอนฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในพื้นที่ตอนใต้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บอีก 1 คนจากการทิ้งระเบิดในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

พันเอกอาวีไค อัดราอี โฆษกกองทัพอิสราเอล ออกคำสั่งอพยพประชาชน 3 หมู่บ้านพร้อมกันผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ครอบคลุมพื้นที่ไอตา อัล-ญะบัล, อัล-ต็อยยิบะฮ์ และเทียร์ เด็บบา ก่อนจะมีคำสั่งเพิ่มเติมอีกสองฉบับสำหรับเมืองอื่นในภาคใต้ รวมถึงพื้นที่ห่างจากชายแดนอิสราเอลเพียง 4 กิโลเมตร ไปจนถึงเหนือสุดราว 24 กิโลเมตร โดยสั่งให้ประชาชนอยู่ห่างจากจุดที่ระบุอย่างน้อย 500 เมตร หน่วยป้องกันภัยพลเรือนเลบานอนเร่งช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่

การโจมตีเริ่มขึ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ส่งผลให้ควันหนาทึบลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้า สร้างความวิตกว่ากองทัพอิสราเอลอาจกลับมาเปิดปฏิบัติการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ในเลบานอนอีกครั้ง หลังผู้นำอิสราเอลเคยขู่จะดำเนินการหากรัฐบาลเลบานอนไม่สามารถปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ได้สำเร็จ

ฟารีด นะห์นูห์ นายกเทศมนตรีเมืองเทียร์ เด็บบา กล่าวว่าพื้นที่อยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่ง “หากยังดำเนินไปในทิศทางนี้ ความหวังใดๆ จะหมดสิ้น และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”

แม้อิสราเอลจะโจมตีภาคใต้ของเลบานอนเป็นระยะตลอดปีที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามุ่งเป้าฐานที่มั่นและสมาชิกของฮิซบอลเลาะห์ แต่ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มีการออกคำสั่งอพยพล่วงหน้า

โฆษกรัฐบาลอิสราเอล โชช เบดโรเซียน แถลงว่า “อิสราเอลจะปกป้องพรมแดนของตนทุกด้าน และจะยืนยันให้มีการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ เราจะไม่ยอมให้ฮิซบอลเลาะห์กลับมาเสริมกำลังหรือฟื้นศักยภาพทางทหารที่ถูกทำลายไปในสงครามปี 2023–2024”

ด้านฮิซบอลเลาะห์ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ยังยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง แต่ย้ำว่ามี “สิทธิ์อันชอบธรรมในการต่อต้านอิสราเอล” กลุ่มยังคงปฏิเสธที่จะปลดอาวุธทั้งหมด แต่ไม่ได้ขัดขวางภารกิจของกองทัพเลบานอนในพื้นที่ และไม่ได้ยิงตอบโต้ตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลเมื่อปีที่แล้ว

กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลเป็นการละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1701 ซึ่งออกในปี 2006 เพื่อรักษาสันติภาพตามแนวพรมแดนเลบานอน-อิสราเอล พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโจมตีทันที และขอให้ทุกฝ่ายในเลบานอนหลีกเลี่ยงการตอบโต้ที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

กองทัพเลบานอนออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีว่า เป็นการกระทำทำลายล้างของศัตรู ที่มุ่งบ่อนทำลายเสถียรภาพของเลบานอนและขยายความเสียหายทางตอนใต้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเลบานอน เพื่อรับฟังรายงานจากโรดอล์ฟ ไฮคาล ผู้บัญชาการกองทัพ เกี่ยวกับความคืบหน้าในการยึดอาวุธจากคลังของฮิซบอลเลาะห์ในพื้นที่ตอนใต้ โดยกองทัพเลบานอนตั้งเป้าจะเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดจากอาวุธนอกการควบคุมของรัฐภายในสิ้นปีนี้

รายงานระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายของการโจมตีคือโรงงานเหล็กในเมืองอับบาซิยะฮ์ ที่ถูกทำลายจนหมดสิ้น เจ้าของโรงงาน อาหมัด อัล-กัยยาล กล่าวว่า “ร้านนี้ช่วยสร้างรายได้ให้กับ 5-6 ครอบครัว เราเป็นช่างเหล็ก ทำเก้าอี้ โต๊ะ ประตู หน้าต่าง ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับสงคราม”.

ที่มา Reuters

พายุคัลแมกีถล่มเวียดนาม ลมแรงฝนหนัก ดับแล้ว 2 ศพ อพยพหนีกว่า 5 แสนคน

พายุคัลแมกีถล่มเวียดนาม ลมแรงฝนหนัก ดับแล้ว 2 ศพ อพยพหนีกว่า 5 แสนคน

7 พ.ย. 2568 11:02 น.

พายุคัลแมกีถล่มเวียดนาม ลมแรงฝนหนัก ดับแล้ว 2 ศพ อพยพหนีกว่า 5 แสนคน

เวียดนามโดนไต้ฝุ่นคัลแมกีถล่ม เจอลมกระโชกแรงและฝนตกหนักต่อเนื่อง ต้นไม้โค่นล้ม อาคารบ้านเรือนเสียหายหลายจุด ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

สื่อของรัฐเวียดนามรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 คน ในจังหวัดซายลายและ ดั๊กลัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่ง อพยพประชาชนมากกว่า 537,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยบางหมู่บ้านต้องใช้เรือช่วยเคลื่อนย้ายประชาชนหนีน้ำท่วม หลังฝนตกหนักต่อเนื่องจนระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

พื้นที่ตอนกลางของเวียดนามหลายแห่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเป็นสถิติใหม่ตั้งแต่ก่อนพายุจะขึ้นฝั่งอยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยคาดว่าไต้ฝุ่นคัลแมกีจะเทฝนเพิ่มอีกกว่า 60 เซนติเมตร ในบางพื้นที่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนามระบุว่า คัลแมกีถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงผิดปกติสำหรับเดือนพฤศจิกายน โดยมีความเร็วลมเฉลี่ยถึง 183 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงสุดถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเคลื่อนผ่านทะเลจีนใต้เข้าสู่แผ่นดิน

คลื่นสูงกว่า 3 เมตร ซัดเข้าชายฝั่งในเมืองท่องเที่ยว ดานังและสร้างความเสียหายในจังหวัด ดั๊กลัก ที่มีต้นไม้ใหญ่หักโค่นจำนวนมาก ขณะที่เมืองชายฝั่ง กวีเญินมีรายงาน ไฟฟ้าดับหลายชั่วโมง หลังพายุพัดถล่มอย่างหนักตลอดคืน

นักอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า การเกิดไต้ฝุ่นคัลเมกีที่มีความรุนแรงระดับนี้ในช่วงปลายปี ถือเป็นสัญญาณของ ความผิดปกติทางสภาพภูมิอากาศ จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งอาจทำให้พายุในภูมิภาคนี้เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นในอนาคต.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไต้ฝุ่นคัลแมกี

ผู้ถือหุ้นเทสลาไฟเขียว แผนค่าตอบแทน “อีลอน มัสก์” 32 ล้านล้านบาท ผ่านฉลุย

ผู้ถือหุ้นเทสลาไฟเขียว แผนค่าตอบแทน "อีลอน มัสก์" 32 ล้านล้านบาท ผ่านฉลุย

7 พ.ย. 2568 10:55 น.

ผู้ถือหุ้นเทสลาไฟเขียว แผนค่าตอบแทน “อีลอน มัสก์” 32 ล้านล้านบาท ผ่านฉลุย

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32.4 ล้านล้านบาท ถือเป็นข้อตกลงค่าจ้างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท หลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเทสลาที่โรงงานในเมืองออสติน รัฐเทกซัส ลงมติสนับสนุนมากกว่า 75% โดยมัสก์ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีพร้อมหุ่นยนต์เต้นประกอบอย่างอลังการ

ข้อตกลงนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่ออนาคตของเทสลา ซึ่งมัสก์ตั้งเป้าจะเปลี่ยนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็นผู้นำในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ แม้ภาพลักษณ์ของแบรนด์จะได้รับผลกระทบจากท่าทีทางการเมืองขวาจัดของเขาในปีนี้ก็ตาม คณะกรรมการบริษัทเตือนก่อนหน้านี้ว่ามัสก์อาจลาออกหากไม่ได้รับแพ็กเกจดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนบางส่วนมองว่าข้อตกลงนี้ “สูงเกินจำเป็น” แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการจูงใจให้มัสก์อยู่กับบริษัทและผลักดันให้ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์ร่วมกัน

มัสก์กล่าวบนเวทีว่า “สิ่งที่เรากำลังเริ่มต้น ไม่ใช่แค่บทใหม่ของเทสล่า แต่คือหนังสือเล่มใหม่ทั้งเล่ม” พร้อมให้คำมั่นว่าจะเริ่มผลิต “Cybercab” รถแท็กซี่ไร้พวงมาลัยภายในเดือนเมษายน และเปิดตัวรถสปอร์ตไฟฟ้ารุ่นใหม่ “Roadster” นอกจากนี้ยังเผยว่าเทสลาจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตชิป AI ขนาดใหญ่ และอาจร่วมมือกับอินเทลในอนาคต

ที่ประชุมยังเลือกตั้งกรรมการ 3 คนกลับเข้าดำรงตำแหน่ง รับรองให้มีการเลือกตั้งกรรมการประจำปีทั้งหมด และอนุมัติแผนค่าตอบแทนชุดใหม่แทนแผนเดิมที่ยังค้างอยู่ในชั้นศาล ขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นยังโหวตสนับสนุนให้เทสลาลงทุนในบริษัท AI ของมัสก์ชื่อ “xAI” แม้จะมีผู้งดออกเสียงจำนวนมาก เนื่องจากกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนทางธุรกิจ

นักลงทุนรายใหญ่บางราย เช่น กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ รวมถึงบริษัทที่ปรึกษา Glass Lewis และ ISS โหวตคัดค้านแผนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลโหวตครั้งนี้ช่วยคลายความกังวลเรื่องที่มัสก์จะหันไปให้ความสนใจต่อการบริหารบริษัทอื่น เช่น SpaceX หรือ xAI

คณะกรรมการเทสลาระบุว่า แพ็กเกจนี้จะเป็นประโยชน์ระยะยาว เพราะมัสก์จะได้รับค่าตอบแทนก็ต่อเมื่อบริษัทบรรลุเป้าหมายสำคัญหลายด้าน เช่น การส่งมอบรถยนต์ให้ถึง 20 ล้านคันภายใน 10 ปี มีรถแท็กซี่อัตโนมัติ 1 ล้านคัน หุ่นยนต์ขายได้ 1 ล้านตัว และทำกำไรหลักได้ถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าหุ้นเทสล่าต้องเพิ่มจาก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ไปแตะที่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์

มัสก์จะได้รับหุ้นเพิ่ม 1% ทุกครั้งที่เทสลาบรรลุเป้าหมายด้านการดำเนินงานและมูลค่าหุ้น ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้รับหุ้นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้จะไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดก็ตาม หากทำได้ครบทุกขั้น เขาจะได้รับหุ้นรวม 12% ของบริษัท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์

มูลค่าหุ้นที่แท้จริงในแพ็กเกจนี้อยู่ที่ประมาณ 878,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่รวมราคาหุ้นในวันที่คณะกรรมการอนุมัติแผนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมัสก์สามารถชำระเป็นเงินสดหรือรับหุ้นจำนวนน้อยลงแทน ทั้งนี้ มูลค่าของแพ็กเกจจะเปลี่ยนแปลงไปตามราคาหุ้นในตลาด

มัสก์ย้ำว่า สิ่งที่เขาให้ความสำคัญไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คืออำนาจในการถือหุ้นที่มากขึ้นในเทสลา เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การสร้าง “กองทัพหุ่นยนต์” ที่จะเป็นอนาคตใหม่ของบริษัท.

ที่มา Reuters

Meta โดนแฉฟันกำไรโฆษณาสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 590,000 ล้านบาทต่อปี

Meta โดนแฉฟันกำไรโฆษณาสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 590,000 ล้านบาทต่อปี

7 พ.ย. 2568 10:19 น.

Meta โดนแฉฟันกำไรโฆษณาสแกมเมอร์ มูลค่ากว่า 590,000 ล้านบาทต่อปี

รอยเตอร์สเปิดเผยข้อมูลสุดช็อก จากเอกสารภายในของ Meta บริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp ที่ชี้ว่า บริษัทฟันรายได้กว่า 590,000 ล้านบาท จากโฆษณาหลอกลวงของสแกมเมอร์

สำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดโปงข้อมูลสุดช็อก ที่ได้มาจากเอกสารภายในของบริษัท Meta บริษัทแม่ของ Facebook Instagram และ WhatsApp สื่อโซเชียลยอดนิยมของคนทั่วโลก โดยเอกสารดังกล่าวชี้ว่า บริษัทได้รายได้ราว 10% ของรายได้รวมปี 2024 หรือกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 590,000 ล้านบาท จากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าผิดกฎหมาย  อย่างการรับพนันออนไลน์ ขายยาต้องห้าม หรือหลอกให้ลงทุน 

ที่แย่ไปกว่านั้น คือข้อมูลจากเอกสารชี้ว่า Meta ทราบพฤติกรรมต้องสงสัยของนักโฆษณาหลายรายอยู่แล้ว แต่เลือกเก็บค่าโฆษณาแพงขึ้นแทนการระงับบัญชี โดยให้เหตุผลว่าเป็นมาตรการลงโทษ เพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยซื้อโฆษณาเพิ่ม ซึ่งการทำเช่นนี้ยิ่งช่วยให้ Meta ยิ่งทำรายได้จากโฆษณาเหล่านี้เพิ่มขึ้นไปอีกโดย Meta ยังประเมินด้วยว่าผู้ใช้ทั่วโลกต้องเจอกับโฆษณาหลอกลวงกว่า 15,000 ล้านชิ้นต่อวัน โดยในแต่ละปีบริษัทอาจทำรายได้จากโฆษณาประเภทที่มีความเสี่ยงสูงมากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 226,768 ล้านบาท

นอกจากนี้ ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยังมีแนวโน้ม แสดงโฆษณาหลอกซ้ำ ๆ ให้กับผู้ใช้ที่เคยคลิกมาก่อน ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงถูกหลอกซ้ำเป็นวงกว้าง

หน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศกำลังตรวจสอบ Meta โดย สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สอบสวนกรณีบริษัทเผยแพร่โฆษณาแชร์ลูกโซ่ และในสหราชอาณาจักร หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเผยว่า กว่า 54% ของความเสียหายจากการหลอกลวงการชำระเงินในปี 2023 เกิดบนแพลตฟอร์มของ Meta ซึ่งมากกว่าทุกโซเชียลมีเดียอื่นรวมกัน

ด้านแอนดี สโตน โฆษกของ Meta ชี้ว่า ตัวเลขในเอกสารเป็นการประเมินแบบกว้างเกินจริง และเป็นข้อมูลเพียงบางส่วน ยืนยันว่าบริษัทได้ลงทุนเพิ่มในระบบตรวจจับการฉ้อโกงและรับมือกับพวกสแกมเมอร์ โดยระบุว่า “ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เราลดจำนวนรายงานโฆษณาหลอกทั่วโลกลงได้ถึง 58% และลบเนื้อหาหลอกลวงกว่า 134 ล้านชิ้นในปี 2025 แล้ว”

Meta มีแผนภายในที่จะลดสัดส่วนรายได้จากโฆษณาหลอกและสินค้าผิดกฎหมาย จาก 10% เหลือ 7.3% ภายในสิ้นปี 2025 และตั้งเป้าเหลือไม่เกิน 6% ภายในปี 2027

อย่างไรก็ตาม เนื้อความในเอกสารยอมรับว่า บริษัทกังวลว่าการตัดรายได้จากโฆษณาประเภทนี้อย่างฉับพลันอาจกระทบต่อผลประกอบการโดยรวม ขณะที่ Meta เองประเมินว่าจะต้องจ่ายค่าปรับจากการละเมิดกฎโฆษณา สูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

สิงคโปร์ผ่านกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ “เฆี่ยน” สแกมเมอร์ สูงสุด 24 ครั้ง

สิงคโปร์ผ่านกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ "เฆี่ยน" สแกมเมอร์ สูงสุด 24 ครั้ง

7 พ.ย. 2568 09:11 น.

สิงคโปร์ผ่านกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษ “เฆี่ยน” สแกมเมอร์ สูงสุด 24 ครั้ง

รัฐสภาสิงคโปร์ไฟเขียวแก้กฎหมายอาญา เพิ่มบทลงโทษ “เฆี่ยน” ผู้กระทำความผิดคดีสแกมเมอร์ หลังจากปีที่ผ่านมาสิงคโปร์เจอปัญหาหลอกลวงออนไลน์พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูญกว่า 840 ล้านดอลลาร์ฯ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 รัฐสภาสิงคโปร์ลงมติผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อเพิ่มโทษ “การเฆี่ยนด้วยไม้เรียว” สำหรับผู้กระทำความผิดในคดีหลอกลวง และผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการมิจฉาชีพออนไลน์

ตามกฎหมายฉบับใหม่ ผู้กระทำผิดฐานหลอกลวง สมาชิกขบวนการ หรือผู้จัดหาบุคคลเข้าร่วมขบวนการ อาจถูกลงโทษโบยตั้งแต่ 6 ถึง 24 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของคดี นอกจากนี้ ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกระทำผิด อาทิ การจัดหาซิมการ์ดหรือบัญชีธนาคารเพื่อใช้ในการหลอกลวง ก็จะถูกลงโทษในลักษณะเดียวกัน

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนต่อสู้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าปี 2567 มีคดีหลอกลวงกว่า 51,000 คดี ทำให้ประชาชนสูญเงินรวมมากกว่า 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,700 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นถึง 70% จากปีก่อนหน้า 

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีการใช้บทลงโทษ “เฆี่ยน” หรือ “โบย” อยู่แล้วในความผิดร้ายแรงอื่น เช่น การปล้น การข่มขืน และอาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง โดยจะใช้ลงโทษเฉพาะผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีเท่านั้น.