รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

9 พ.ย. 2568 04:05 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ โจมตีพลังงาน-เขตที่อยู่อาศัยในยูเครน ดับ 6 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครนรอบใหม่ มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้าง การโจมตียังโดนเขตที่อยู่อาศัยจนมีผู้เสียชีวิต 6 ศพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเขตที่อยู่อาศัยในยูเครนรอบใหม่ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย และทำให้เกิดไฟดับและเครื่องทำความร้อนไม่ทำงานเป็นวงกว้าง

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนติดระเบิดมาโจมตีมากกว่า 450 ลำ และยิงขีปนาวุธมา 45 ลูก โดยมีรายงานว่าพวกเขายิงขีปนาวุธตกไป 9 ลูก และยิงโดรนตกไป 406 ลำ

รวมแล้วรัสเซียโจมตีระลอกล่าสุดของรัสเซียโดนเป้าหมายในยูเครน 25 จุด รวมถึงในเมืองหลวงกรุงเคียฟ ขณะที่ตึกอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองดนีโปรก็ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 3 ศพที่เมืองซาโปริชเชีย

น.ส.ยูเลีย สวิรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครนกล่าวว่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานขนาดใหญ่ ในแคว้นโปลตาวา, คาร์คิฟ และเคียฟ ได้รับความเสียหาย ขณะที่กระทรวงพลังงานยูเครนเผยว่า เกิดไฟฟ้าดับในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, เชอรนิฮิฟ, ซาโปริชเชีย, โอเดสซา และ คิโรโวห์รา ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้า

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า การโจมตีของพวกเขามุ่งเป้าไปที่กองทัพยูเครนไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเมื่อคืนที่ผ่านมา กองทัพของพวกเขาก็ยิงโดรนของยูเครนตกไป 79 ลำด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนก่อนถึงฤดูหนาว กลายเป็นแผนการรบที่รัสเซียใช้ทุกปีนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในปี 2565 ซึ่งเหล่ารัฐมนตรีของยูเครนต่างแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า มอสโกไม่ได้เพียงพยายามทำลายขวัญกำลังใจของยูเครนเท่านั้น แต่ยังพยายามทำให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก ด้วยการทำลายเครือข่ายพลังงาน

นักวิเคราะห์ระบุว่า ฤดูหนาวครั้งที่สี่ของการรุกรานเต็มรูปแบบของรัสเซียนี้ จะเป็นบททดสอบที่สำคัญสำหรับความสามารถในการป้องกันประเทศของยูเครน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียของชาติตะวันตก จะต้องไม่มีข้อยกเว้น

การโจมตีล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ สหรัฐฯ ให้การยกเว้นประเทศฮังการีจากข้อจำกัดเรื่องการซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเป็นเวลา 1 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บริษัท UPS – FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

บริษัท UPS - FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

9 พ.ย. 2568 02:35 น.

บริษัท UPS – FedEx สั่งจอดบินขนสินค้าบางส่วน หลัง MD-11 ตกดับ 14 ศพ

บริษัท UPS กับ FedEx สั่งระงับใช้งานเครื่องบินขนส่งรุ่น MD-11 ของตัวเองทั้งหมด หลังจากเครื่องบินรุ่นนี้ตกในรัฐเคนทักกี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่อย่าง UPS และ FedEx ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาสั่งระงับการใช้งานเครื่องบินบรรทุกสินค้ารุ่น MD-11 ทั้งหมดแล้ว หลังจากเครื่องบินรุ่นนี้ที่ใช้งานโดยบริษัท UPS ตกขณะพยายามขึ้นบินจากสนามบินในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกีเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ

UPS กับ FedEx ระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องบิน ที่ให้ระงับการใช้เครื่องบินรุ่น MD-11 ไปก่อน “ด้วยความระมัดระวังอย่างสูง และเพื่อความปลอดภัย เราได้ตัดสินใจที่จะระงับการใช้งานฝูงบิน MD-11 ชั่วคราว” UPS ประกาศเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.)

“การระงับมีผลทันที เราตัดสินใจเชิงรุกเช่นนี้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องบิน” UPS ระบุเสริม และว่า พวกเขามีแผนฉุกเฉินเพื่อรับรองว่า “เรายังคงสามารถให้บริการที่เชื่อถือได้” พร้อมยืนยันว่าเครื่องบิน MD-11 คิดเป็นประมาณ 9% ของฝูงบินทั้งหมดของ UPS เท่านั้น

ด้าน FedEx แถลงเมื่อวันเสาร์ว่า ได้ระงับการใช้งานเครื่องบิน MD-11 จำนวน 28 ลำ จากฝูงบินทั้งหมดประมาณ 700 ลำ เพื่อดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยด้วยเช่นกัน

ขณะที่บริษัท โบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบิน MD-11 ออกแถลงการณ์ระบุว่า “เนื่องจากความปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด เราจึงแนะนำผู้ให้บริการเครื่องบินบรรทุกสินค้า MD-11 ทั้งสามราย ให้ระงับการปฏิบัติการบินชั่วคราวในขณะที่มีการตรวจสอบทางวิศวกรรมเพิ่มเติม”

อนึ่ง นอกจาก UPS และ FedEx แล้ว ผู้ให้บริการอีก 1 รายที่ใช้เครื่องบิน MD-11 คือสายการบิน Western Global Airlines

ในวันเสาร์ นายแอนดี บีเชียร์ ผู้ว่าการรัฐเคนทักกีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบศพผู้เคราะห์ร้ายอีก 1 ราย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 14 ศพแล้ว

ทั้งนี้ เครื่องบิน MD-11 ที่ประสบเหตุ ซึ่งบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงราว 144,000 ลิตร สำหรับเที่ยวบินระยะไกลไปยังฮาวาย ตกเฉียดโรงงานประกอบยานยนต์ของ Ford ซึ่งมีพนักงานประมาณ 3,000 คน ไปอย่างหวุดหวิด อย่างไรก็ตาม มันทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และทิ้งเศษซากความเสียหายเป็นทางยาว

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งของ MD-11 เกิดไฟไหม้และหลุดออกระหว่างการบินขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบกล่องดำของเครื่องบินลำนี้เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

8 พ.ย. 2568 23:52 น.

ทรัมป์สั่งบอยคอตต์ประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ อ้างเข่นฆ่าคนผิวขาว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ หลังจากเขากล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน

เมื่อ 8 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ รายนี้กล่าวอ้างว่า กำลังมีการเข่นฆ่าคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ โดยที่ไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่แน่ชัด

ข้อความของนายทรัมป์ที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า เป็นเรื่องที่ “เสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง” ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพการประชุม G20 ซึ่งผู้นำจากประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กในช่วงปลายเดือนนี้

“ชาวแอฟริกันเนอร์ (กลุ่มคนที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์ รวมถึงผู้อพยพชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน) กำลังถูกฆ่าและสังหาร และที่ดินและฟาร์มของพวกเขากำลังถูกยึดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ และว่า “จะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าร่วมตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่า แอฟริกาใต้ไม่ควรอยู่ในกลุ่ม G20 และเขาจะส่ง รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (JD Vance) ไปแทนตัวเขา แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวระบุว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนใด เดินทางไปร่วมการประชุมเลย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “น่าเสียใจ”

“รัฐบาลแอฟริกาใต้ขอชี้แจงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การนิยามว่า ชาวแอฟริกันเนอร์เป็นกลุ่มคนผิวขาวเท่านั้นนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหลักประวัติศาสตร์” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศของแอฟริกาใต้ระบุ “นอกจากนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าชุมชนนี้กำลังเผชิญกับการเข่นฆ่า ก็ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคม นายทรัมป์กล่าวหาแอฟริกาใต้อย่างต่อเนื่องว่า เลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยผิวขาว โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกับนาย ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ขณะที่ทั้งคู่พบปะพูดคุยกันที่ห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว

ในเดือนเดียวกันนั้น รัฐบาลของทรัมป์ได้มอบสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวแอฟริกันเนอร์ โดยระบุว่ากำลังเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกาใต้ และเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเนียบขาวก็ประกาศแผนจำกัดโควตารับผู้ลี้ภัยจนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และจะให้ความสำคัญกับการรับผู้ลี้ภัยผิวขาวชาวแอฟริกาใต้เป็นอันดับแรก

ด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ออกมาโต้แย้งว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนผิวขาวนั้น “ถูกหักล้างอย่างกว้างขวางและไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุน” พร้อมทั้งชี้ว่า ชาวแอฟริกาใต้มีการตอบสนองต่อข้อเสนอรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

8 พ.ย. 2568 22:37 น.

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

ทางการฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนและหยุดการเรียนการสอน เพื่อเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ซึ่งกำลังจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในเร็วๆ นี้ ย้ำเตือนความเสียหายจากพายุคัลแมกี ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 200 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 พ.ย. 2668 ว่า ฟิลิปปินส์กำลังเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น “ฟงวอง” (Fung-wong) ซึ่งคาดกันว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น โดยตอนนี้มันมีความเร็วลมอย่างน้อย 185 กม./ชม. และจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นเป็นอย่างเร็วที่สุด

กรมอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ (Pagasa) เตือนว่า พายุลูกนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักและมีความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยทางการสั่งให้โรงเรียนหลายแห่งยกเลิกการเรียนการสอนในวันจันทร์นี้ (10 พ.ย.) หรือเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์แทน ขณะที่สายการบิน ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ ยกเลิกเที่ยวบินในประเทศจำนวนหนึ่ง

Pagasa คาดว่าไต้ฝุ่นฟงวองจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อขึ้นฝั่ง แต่มีแนวโน้มที่จะยังคงมีสถานะเป็น “ไต้ฝุ่น” ในขณะที่มันเคลื่อนตัวอยู่เหนือเกาะลูซอน โดยพื้นที่ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ ได้เริ่มประสบกับฝนตกหนักและลมแรง จากอิทธิพลของพายุลูกนี้แล้ว

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์คาดด้วยว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับผลกระทบจากพายุไม่มากก็น้อย แต่มีความกังวลเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งรวมถึงเกาะเล็ก ๆ อย่าง คาตันดัวเนส (Catanduanes) ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะลูซอน

โฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือนฟิลิปปินส์ระบุว่า ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ได้รับคำสั่งให้เร่งอพยพไปยังที่สูงก่อนที่พายุจะมาถึง โดยการอพยพจะต้องเสร็จสิ้นภายในเช้าวันอาทิตย์เป็นอย่างช้าที่สุด และไม่ควรพยายามอพยพในขณะที่มีฝนตกหนักและลมแรง

ทั้งนี้ การมาของไต้ฝุ่นฟงวองทำให้เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ระงับปฏิบัติการกู้ภัย เพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” หนึ่งในพายุรุนแรงที่สุดในปีนี้ ซึ่งเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ภาคกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มเป็นวงกว้าง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 204 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 100 คน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศภาวะภัยพิบัติทั่วประเทศ หลังการพัดผ่านของไต้ฝุ่นคัลแมกี และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกต่อไป โดยประกาศนี้จะทำให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจมากขึ้นในการเข้าถึงงบประมาณฉุกเฉิน และเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการส่งมอบสินค้าและบริการที่จำเป็นไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

8 พ.ย. 2568 10:46 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือประณามการประชุมความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ ชี้การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าประจำการเป็นการคุกคาม แถมขู่จะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการเชิงรุก

นายโน กวางชอล รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ข่มขู่จะใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ อ้างเพื่อป้องกันประเทศและรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี หลังไม่พอใจที่ทั้งสองประเทศจัดการประชุมด้านความมั่นคงร่วมกัน และส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าจอดเทียบท่าที่เมืองปูซานทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดเผยเจตนาอย่างชัดเจนและตั้งใจที่จะเผชิญหน้ากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจนถึงที่สุด 

นอกจากนี้ นายโนยังประณามการที่สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน” เข้าเทียบท่าที่เมืองปูซานในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าเป็นการยั่วยุครั้งใหม่ หลังเพิ่งจัดการฝึกซ้อมทางอากาศร่วมกับกองทัพเกาหลีใต้

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกลงในทะเลด้านตะวันออกของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรของเกาหลีเหนือเพิ่มเติม โดยอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการฟอกเงินทางไซเบอร์

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้ประณามการยิงขีปนาวุธดังกล่าว และแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อท่าทีแข็งกร้าวของเปียงยาง ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เพิ่งเดินทางไปยังเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่แบ่งแยกสองประเทศ ก่อนหารือประเด็นความมั่นคงในกรุงโซล ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเติมเสบียงและให้ลูกเรือพักผ่อนเท่านั้น

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเยือนเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ย้ำความตั้งใจที่จะเจรจากับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แม้การพบปะจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม โดยทรัมป์ระบุว่าพร้อมกลับมาเยือนภูมิภาคนี้อีกครั้งเพื่อพบนายคิมหากมีโอกาส

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือยังได้ทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร ในช่วงเวลาที่ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำประเทศอื่น ๆ มีกำหนดเดินทางมาประชุมระดับภูมิภาคที่เกาหลีใต้

กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ระบุว่า การยิงขีปนาวุธล่าสุดไม่เป็นภัยคุกคามโดยตรง ต่อเจ้าหน้าที่หรือดินแดนของสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ชี้ว่าการกระทำของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสร้างความไม่มั่นคงต่อภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

8 พ.ย. 2568 09:44 น.

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

ชาวเวียดนามเร่งฟื้นฟูหลังพายุคัลแมกีพัดถล่มภาคกลาง ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ มีบ้านพัง หลังคาปลิวเกือบ 2,600 หลัง ประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ซึ่งพัดผ่านเวียดนามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทิ้งร่องรอยความเสียหายอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคกลางของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ สูญหาย 3 ราย และประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

สำนักข่าวของทางการเวียดนามรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 3 รายอยู่ในจังหวัดดั๊กลัก และอีก 2 รายในจังหวัดซายลาย ขณะที่มีผู้สูญหายในจังหวัดกว๋างหงาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากฝนและคลื่นลมแรง

มีรายงานว่าพายุทำให้บ้านเรือนกว่า 2,600 หลังได้รับความเสียหายหรือหลังคาปลิว โดยเฉพาะที่จังหวัดซายลาย ซึ่งได้รับรายงานว่ามีบ้านพังมากกว่า 2,400 หลัง ขณะที่อีกกว่า 50 หลังพังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง โรงงานในจังหวัดบิ่ญดิญ ถูกน้ำท่วมจนเครื่องจักรและอุปกรณ์เสียหายหนัก ส่วนในเมืองกวีเญิน ชาวบ้านตื่นเช้ามาเจอเศษหลังคาเหล็กและข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายเต็มถนน

ล่าสุดหลังพายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนเข้าสู่ไทย ชาวบ้านในจังหวัดดั๊กลักเริ่มกลับออกมาสำรวจความเสียหาย หลายพื้นที่ยังมีน้ำขังและกิ่งไม้หักเกลื่อนถนน ร้านค้าพยายามกู้ของใช้ที่เปียกน้ำมาวางตากแดด ส่วนชาวบ้านเร่งซ่อมแซมหลังคาที่ถูกลมพัดหลุด

ก่อนหน้านี้ ทางการเวียดนามอพยพประชาชนมากกว่า 537,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยบางพื้นที่ต้องใช้เรือช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก ขณะที่ฝนตกต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงต่อดินถล่มในหลายจังหวัด

แม้คัลแมจีจะอ่อนกำลังลงและพัดผ่านไปแล้ว แต่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่ายังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักถึง 600 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ของภาคกลาง ก่อนที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่ลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ปีนี้เวียดนามต้องเผชิญพายุหลายลูกติดต่อกัน ทั้ง รากาซา, บัวลอย และ มัตโม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้พายุในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคัลแมกี

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

8 พ.ย. 2568 09:19 น.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตำรวจอินโดฯ เผยเหตุระเบิดสองครั้งกลางมัสยิดโรงเรียนมัธยมในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย จนมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 55 คน ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนวัยรุ่นวัย 17 ปี 

พล.ต.อ.ลิสติโย ซีกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยจากเหตุระเบิดภายในมัสยิดของโรงเรียนมัธยม SMA 72 ในกรุงจาการ์ตา เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันวานนี้ เป็นนักเรียนชายวัย 17 ปี ของโรงเรียนเดียวกัน โดยวัยรุ่นคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและกำลังอยู่ระหว่างการผ่าตัดในโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่และเริ่มสอบสวนต้นตอของแรงระเบิด รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยพล.ต.อ.ลิสติโยกล่าว กล่าวย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นการก่อการร้าย

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เหตุเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนเริ่มละหมาดวันศุกร์ เสียงระเบิดดังสนั่นสองครั้ง และมีกลุ่มควันสีเทาที่พวยพุ่งออกจากมัสยิด จนเกิดความโกลาหลทั่วโรงเรียน นักเรียนจำนวนมากพากันหนีตายออกจากอาคาร ทุกคนวิ่งออกไปที่สนาม มีคนเจ็บมาก หลายคนถูกหามส่งโรงพยาบาลทันที

ล่าสุดผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอิสลามเซมปากาปูติห์ และโรงพยาบาลยาร์ซี ซึ่งมีการตั้งศูนย์ข้อมูลช่วยญาติผู้บาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ หน่วยกู้ภัยจาการ์ตาระบุว่า ต้นตอของการระเบิดอาจมาจากลำโพง ภายในมัสยิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นอื่น ๆ ออก และขอประชาชนอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นเหตุวางระเบิดโจมตี

ด้านรองรัฐมนตรีด้านความมั่นคง โลเดอวิก ฟรีดริช เปาลุส กล่าวเตือนว่าอย่ารีบด่วนตัดสินว่านี่เป็นการก่อการร้าย พร้อมเผยว่าภาพอาวุธที่หลุดในโซเชียลมีเดียจริง ๆ แล้วเป็นเพียงปืนของเล่น ที่เจ้าหน้าที่พบในที่เกิดเหตุ

แม้ภาพจากสถานที่เกิดเหตุจะไม่พบความเสียหายร้ายแรงต่ออาคารมัสยิด แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างหนักในอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตเคยเผชิญเหตุโจมตีเป้าหมายศาสนาและตะวันตกหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในมัสยิดมาก่อน

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า จะเร่งสอบสวนทุกมุมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ พร้อมขอประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จในโซเชียล ขณะที่สังคมออนไลน์อินโดนีเซียกำลังวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้อย่างดุเดือด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

8 พ.ย. 2568 07:18 น.

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

เผย กัมพูชาจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ฝากทองคำสำรองไว้ในจีน ภายใต้คลังที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดทองเซี่ยงไฮ้ สะท้อนยุทธศาสตร์จีนผลักดันระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาตะวันตก

วันที่ 7 พฤศจิกายน  2568  สื่อธุรกิจ Business Times รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า กัมพูชาเตรียมฝากทองคำสำรองส่วนหนึ่งไว้กับประเทศจีน ถือเป็นก้าวแรกของจีนในการผลักดันตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางทองคำโลก โดยทองคำของกัมพูชาจะถูกจัดเก็บในห้องนิรภัยที่จดทะเบียนกับ ตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) ภายในเขตปลอดภาษีเมืองเสิ่นเจิ้น โดยเป็นทองคำที่กัมพูชาเพิ่งจัดซื้อใหม่ ไม่ใช่การย้ายทองคำสำรองเดิม  

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีอีกหลายประเทศที่แสดงความสนใจฝากทองคำในจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางทองคำแบบดั้งเดิมอย่างลอนดอน ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการเป็นผู้ดูแลทองคำของชาติอื่น เพื่อสร้างระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐและศูนย์กลางตะวันตก 

ขณะที่ข้อมูลจาก สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีทองคำสำรองราว 54 ตัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมูลค่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 960,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายชี เสนา ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติกัมพูชา กล่าวว่า ทางการกำลังพิจารณาหลายสถานที่ทั่วโลกในการจัดเก็บทองคำสำรองของประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าจีนเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา และ ธนาคารกลางจีน ยังไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวนี้แต่อย่างใด

ที่มา Business Times

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

8 พ.ย. 2568 04:54 น.

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตำรวจญี่ปุ่นรวบผู้ต้องสงสัย 7 รายร่วมแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมตัวเป็นจนท.สมาคมธนาคาร ล่อลวงคนชราให้ส่งบัตรเอทีเอ็ม ก่อนกดเงินเกลี้ยงบัญชี สูญเงินไปรวมกว่า 9 แสนบาท

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหลอกลวงหญิงวัย 80 ปี ในจังหวัดไซตามะ ด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของสมาคมธนาคาร ให้เหยื่อส่งบัตรเอทีเอ็มภายใต้ข้ออ้างว่าจะออกบัตรใหม่ และหลังได้บัตรไปทางแก๊งคนร้ายใช้บัตรกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม รวมมูลค่า 4 ล้านเยน หรือประมาณ 960,000 บาท

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้มีโครงสร้างชัดเจน สมาชิกบางรายทำหน้าที่โทรหลอก บางรายรับเงิน และบางรายคอยถอนเงินจากตู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้แล้ว 29 คน ตั้งแต่ปี 2566

จากการสืบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ต้องสัยที่มีชื่อว่า นายทาคาฮาชิ มูเนมาสะ อายุ 40 ปี มีบทบาทเป็นหัวหน้าแก๊งและควบคุมเงินที่ได้จากการฉ้อโกง คาดว่าความเสียหายรวมจากการก่อเหตุในช่วงราว 30 เดือนสูงถึง 2.2 พันล้านเยน หรือประมาณ 520 ล้านบาท.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

"เจมส์ วัตสัน" บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

8 พ.ย. 2568 04:28 น.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

“เจมส์ วัตสัน” นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของ DNA เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี หลังอุทิศชีวิตให้กับงานวิจัยทางพันธุศาสตร์นานหลายทศวรรษ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายเจมส์ วัตสัน นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ (DNA double helix) และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2505 เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี โดยห้องปฏิบัติการโคลด์ สปริง ฮาร์เบอร์ (Cold Spring Harbor Laboratory) ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาทำงานวิจัยมานานหลายสิบปี ได้ยืนยันข่าวการเสียชีวิต

โดยนายวัตสันร่วมกับนายฟรานซิส คริก และนายมอริซ วิลคินส์  ค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอเมื่อปี 2496 จากภาพถ่ายผลึกเอ็กซ์เรย์ของโรซาลินด์ แฟรงคลิน ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้เปิดประตูสู่วงการพันธุศาสตร์สมัยใหม่และเป็นรากฐานสำคัญของชีววิทยาระดับโมเลกุล และในปี 2505 ทั้งสามได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันจากผลงานนี้  

อย่างไรก็ตาม ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง  จากบทสัมภาษณ์กับนิตยสารไทมส์ ในปี 2550 ที่เขาได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงเรื่องเชื้อชาติและสติปัญญาว่า เขามองอนาคตของแอฟริกาอย่างสิ้นหวัง เพราะนโยบายทางสังคมของเราสร้างขึ้นจากความเชื่อว่าพวกเขามีสติปัญญาเท่ากับเรา ซึ่งผลทดสอบกลับบอกว่าไม่ใช่ 

ต่อมาถ้อยคำนี้ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ของ Cold Spring Harbor Laboratory และในปี 2562 เขายังจุดชนวนความไม่พอใจอีกครั้ง หลังให้สัมภาษณ์ซ้ำในทำนองเดิม ส่งผลให้สถาบันตัดสินใจถอดเกียรติและตำแหน่งทั้งหมด พร้อมออกแถลงการณ์ระบุว่า คำพูดของดร.วัตสันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ 

นอกจากนี้ ในปี 2557 นายวัตสันเคยขายเหรียญทองรางวัลโนเบลของเขาในการประมูล  ได้เงินราว 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าต้องการขายเพราะถูกวงการวิทยาศาสตร์ทอดทิ้งหลังคำพูดอื้อฉาวเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งแม้ชีวิตของเขาจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง แต่มรดกทางวิทยาศาสตร์ของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเข้าใจในเรื่องพันธุกรรมของมนุษยชาติ ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการแพทย์และวิทยาศาสตร์โลกไปตลอดกาล.

ที่มา CNN