รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

20 พ.ย. 2568 00:22 น.

รัสเซียส่งโดรน-ยิงมิสไซล์ ถล่มภาคตะวันตกยูเครน ดับแล้ว 25 ศพ เจ็บอื้อ

รัสเซียระดมโจมตีเมืองในภาคตะวันตกของยูเครนอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และโจมตีภาคพลังงานจนทางการยูเครนต้องประกาศตัดไฟเพิ่มอีก

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 รัสเซียเปิดฉากโจมตีเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ที่สุด โดยการโจมตีถูกอาคารชุด 2 แห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 73 ราย ซึ่ง 15 รายในนี้เป็นเด็ก

นี่ถือเป็นการโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของรัสเซีย นับตั้งแต่ที่มอสโกเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบในปี 2565

แคว้นทางตะวันตกอีก 2 แห่ง คือแคว้น ลวิฟ (Lviv) และ อิวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivsk) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน นอกจากนั้น โดรนของรัสเซียยังมุ่งเป้าไปที่สามเขตของเมืองคาร์คิฟ (Kharkiv) ทางตอนเหนือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย ภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นอาคารและรถยนต์กำลังถูกไฟลุกไหม้

กองทัพอากาศยูเครนกล่าวว่า พวกเขายิงทำลายโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาได้ 442 ลำ จาก 476 ลำ และทำลายขีปนาวุธได้ 41 ลูก จาก 48 ลูกที่ถูกยิงเข้ามา

ทั้งนี้ เมืองเทอร์โนปิล ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับชายแดนโปแลนด์มากกว่ากรุงเคียฟ ถูกรัสเซียโจมตีไม่บ่อยนักนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นภาพอาคารชุดหนึ่งในสองแห่งได้ถล่มลงมาอย่างสิ้นเชิง ส่วนนายอีฮอร์ คลีเมนโก รัฐมนตรีมหาดไทยกล่าวว่าอาคารถูกทำลายระหว่างชั้นที่สามถึงชั้นที่เก้า

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การโจมตีทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีรายงานว่ามีผู้ประสบเหตุจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ควันไฟพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่าง และมีกองไฟเล็ก ๆ ลุกไหม้อยู่นอกอาคารชุด

อีกด้านหนึ่ง รัสเซียยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยภาคพลังงานในแคว้นอิวาโน-ฟรังคิฟสค์ (Ivano-Frankivsk) ถูกโจมตี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ราย

รัสเซียระดมโจมตีภาคพลังงานของยูเครนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และยกระดับการโจมตีขึ้นอีกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ทางการยูเครนต้องตัดไฟบางพื้นที่เพื่อแบ่งสันปันส่วนการใช้ไฟฟ้า และหลังจากการโจมตีครั้งล่าสุด กระทรวงพลังงานก็ประกาศตัดกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมทั่วประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

19 พ.ย. 2568 23:07 น.

เรือข้ามฟากเกาหลีใต้ เกยตื้นนอกชายฝั่ง อพยพผู้โดยสารยกลำ 246 คน

เรือข้ามฟากขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้เกยตื้นใกล้ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้ต้องอพยพลูกเรือทั้งหมด โดยพบผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย 5 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือข้ามฟากของประเทศเกาหลีใต้ชื่อว่า “ควีน เจนูเวีย 2” (Queen Jenuvia 2) ประสบเหตุแล่นไปติดอยู่บนแนวปะการังและไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้ต้องอพยพผู้โดยสารบนเรือทั้งหมด 246 คน

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับเกาะจางซาน ในเขตซินัน เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือเกยตื้นบนโขดหินใกล้กับเกาะจ็อกโดซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ซึ่งข่าวล่าสุดระบุว่า ผู้โดยสารทุกคนได้รับการอพยพอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนตัวเรือยังไม่มีความเสี่ยงที่จะจมหรือพลิกคว่ำแต่อย่างใด

สื่อท้องถิ่นรายงานด้วยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 5 รายจากแรงกระแทกขณะเกิดการเกยตื้น ขณะที่ลูกเรือบางคนจากทั้งหมด 21 คนยังคงอยู่บนเรือ เพื่อคอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ยามฝั่ง

นาย คิม มิน-ซ็อก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ออกคำสั่งให้ระดมเรือที่ออกปฏิบัติการได้ทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเรือเฟอร์รี่ลำดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่ง วางแผนที่จะลากเรือลำดังกล่าวเข้าฝั่งในช่วงน้ำขึ้น

ทั้งนี้ เรือ ควีน เจนูเวีย 2 ขนาด 26,000 ตันลำนี้ กำลังเดินทางไปยังเมืองท่ามกโพ (Mokpo) หลังออกเดินทางจากเกาะเจจู พร้อมกับผู้โดยสาร 246 คน และลูกเรือ 21 คน

จุดเกิดเหตุเกยตื้นอยู่ใกล้กับจุดที่เรือข้ามฟาก “เซวอน” ล่มในปี 2557 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษา และซากเรือเซวอนที่ถูกกู้ขึ้นมาในอีก 3 ปีให้หลัง ก็ถูกลากไปยังเมืองมกโพเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

19 พ.ย. 2568 16:40 น.

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนีงาตะเตรียมประกาศอนุมัติการเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ–คาริวา ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่างเร็วสุดภายในสัปดาห์นี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายต่อความพยายามของบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ (เทปโก) ในการนำโรงไฟฟ้าที่ปิดมาตั้งแต่หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะเมื่อกว่า 10 ปีก่อน กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

รายงานของสำนักข่าวเกียวโดระบุว่า ผู้ว่าฯ ฮิเดโยะ ฮานาซูมิ จะประกาศเห็นชอบให้เดินเครื่องบางส่วนเร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ (21 พ.ย.) โดยเขาจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาจังหวัดในสมัยประชุมที่เริ่มวันที่ 2 ธันวาคม หากสภาให้การรับรอง ผู้ว่าฯ จะตอบรับคำร้องจากรัฐบาลกลางเพื่ออนุมัติการเดินเครื่อง

เทปโกมีแผนเดินเครื่องหน่วยผลิตไฟฟ้าหมายเลข 6 และ 7 ซึ่งเป็นหน่วยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโรงไฟฟ้า รวมกำลังผลิต 2,710 เมกะวัตต์ และอาจพิจารณาปลดระวางอีก 5 หน่วยที่เหลือ โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ–คาริวามีกำลังผลิตรวม 8,212 เมกะวัตต์ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เทปโกเพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจสอบระบบของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 หลังการบรรจุเชื้อเพลิง และยืนยันว่าระบบหลักพร้อมสำหรับการเดินเครื่อง

บริษัทได้ให้คำมั่นสนับสนุนเงิน 100,000 ล้านเยนแก่ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างการยอมรับสำหรับการเดินเครื่องใหม่ หลังเผชิญเสียงคัดค้านในพื้นที่มาอย่างยาวนาน การอนุมัติครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งสนับสนุนการรีสตาร์ตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

การฟื้นฟูการเดินเครื่องบางส่วนของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอันดับสองของโลกหลังจีน และเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลต้องการเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ

ตั้งแต่มีการใช้กฎความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นหลังเหตุฟูกุชิมะ ญี่ปุ่นได้กลับมาเดินเครื่องเครื่องปฏิกรณ์แล้ว 14 เครื่อง โดยปัจจุบันมี 11 เครื่องเดินเครื่องอยู่ รวมกำลังผลิต 10,647 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยมีเครื่องปฏิกรณ์ในระบบ 54 เครื่องก่อนเกิดภัยพิบัติ

นักวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่าหากเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 เดินเครื่องได้ภายในต้นปีหน้า ความต้องการ LNG ของญี่ปุ่นในปี 2025 อาจลดลงถึง 1 ล้านตัน และอาจทำให้ประมาณการความต้องการปี 2026 ลดลงจาก 63 ล้านตันเหลือราว 62 ล้านตัน

เทปโกซึ่งต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมากจากเหตุหลอมละลายของเครื่องปฏิกรณ์ในปี 2011 ระบุว่า การเดินเครื่องปฏิกรณ์หนึ่งเครื่องที่โรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ–คาริวา จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิประจำปีของบริษัทได้ราว 100,000 ล้านเยน.

ที่มา Reuters

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

19 พ.ย. 2568 13:17 น.

จีนเตรียมระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนแรงเรื่องไต้หวัน

สื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลจีนเตรียมประกาศระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน โดยคาดว่าข้อพิพาทดังกล่าวจะยืดเยื้อออกไป

รายงานข่าวดังกล่าวของสื่อญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงเอ็นเอชเค หรือบรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ

การประกาศระงับครั้งนี้ถือเป็นการกลับไปใช้มาตรการเดิมที่เคยบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 สืบเนื่องจากการที่ญี่ปุ่นปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ โดยก่อนหน้านี้ทั้งญี่ปุ่นและจีนได้ตกลงที่จะผ่อนคลายมาตรการเหล่านี้ และญี่ปุ่นเพิ่งยืนยันการส่งออกอาหารทะเลชุดแรกไปยังจีนเมื่อไม่ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ความตึงเครียดครั้งล่าสุดปะทุขึ้นจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหารภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น หากจีนปิดล้อมทางทะเลรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งคำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่จีน และได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนคำพูดดังกล่าว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ย้ำว่าญี่ปุ่น “ยังคงเปิดรับรูปแบบการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย” กับจีน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดทางเลือกที่เฉพาะเจาะจง

การประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่ นาย หลิว จินซง อธิบดีกรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า เขา “ไม่พอใจ” กับผลการประชุมกับ นายมาซาอากิ คานาอิ อธิบดีกรมกิจการเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น

จากการเปิดเผยของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น การประชุมดังกล่าวเป็นการย้ำจุดยืนเดิม โดยฝ่ายจีนยังคงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิชิถอนคำพูด และให้คำมั่นว่าจะคงมาตรการตอบโต้ที่ดำเนินการไว้ ซึ่งรวมถึงการเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น และนักเรียนไม่ให้ไปศึกษาต่อในประเทศ

ความขัดแย้งนี้ยังได้ลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ เช่น บริษัทบันเทิงชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง โยชิโมโตะ โคเกียว (Yoshimoto Kogyo) ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกการแสดงในเทศกาลเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชันแนล คอมเมดี้ เนื่องจาก “สถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

จีนยืนกรานในจุดยืนของตน โดยสื่อของรัฐบาลจีนได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ความพยายามทางการทูตหรือคำอธิบายใด ๆ จากญี่ปุ่นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เว้นแต่ นางทาคาอิจิจะถอนคำพูดของเธอ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ความได้เปรียบทางด้านห่วงโซ่อุปทานที่จีนครองอยู่ เช่น แร่หายาก หากความตึงเครียดบานปลาย

จีนถือว่าไต้หวันเป็น “แก่นของประเด็นหลักทั้งหมด” และได้ให้คำมั่นว่าจะนำเกาะที่มีประชากร 23 ล้านคนนี้มาอยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ว่าจะด้วยกำลังหรือไม่ก็ตาม

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายเหยี่ยวต่อจีน ได้ลดโทนคำพูดอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่าเธอไม่ได้ตั้งใจที่จะขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐบาลชุดก่อน ๆ และให้คำมั่นว่าจะไม่นำประเด็นนี้มากล่าวซ้ำในรัฐสภาอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การถอนคำพูดดังกล่าวอาจสร้างแบบอย่างที่ไม่พึงประสงค์ให้กับญี่ปุ่น และอาจจำกัดทางเลือกในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันได้

นอกจากมาตรการห้ามนำเข้าอาหารทะเลแล้ว จีนยังพยายามควบคุมทิศทางของข้อพิพาท โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาอย่างเต็มที่ผ่านสื่อของรัฐที่พยายามวาดภาพว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายสร้างปัญหา และจงใจที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงลัทธิทหารของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับการกระทำในปัจจุบัน

ในความพยายามควบคุมเนื้อหา ล่าสุดสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่ภาพนายคานาอิ และ นายหลิว หลังการประชุมทันที โดยแสดงภาพนายหลิวที่ดูเคร่งขรึมและเอามือล้วงกระเป๋า ทำท่าทางเหมือนกำลังสั่งสอนนายคานาอิ ซึ่งก้มหน้าลงฟังล่ามที่ยืนอยู่ระหว่างพวกเขา

เมื่อถูกถามว่าเหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “แคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ” ของรัฐบาลจีนหรือไม่ นายคิฮาระกล่าวในการแถลงข่าวว่า ญี่ปุ่นได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพูดคุยกับจีนแล้ว โดยระบุว่า การจัดการสื่อเกิดขึ้นโดย “ไม่มีการประสานงานที่เหมาะสมกับฝ่ายญี่ปุ่น” เนื่องจากตามปกติแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจีนมักไม่อนุญาตให้มีการถ่ายทำเจ้าหน้าที่ภายในอาคารทันทีหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น.

ที่มา JAPAN TIMES

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง “นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ” ในญี่ปุ่น

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง "นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ" ในญี่ปุ่น

19 พ.ย. 2568 12:41 น.

ดาราฟิลิปปินส์โดนวิจารณ์หนัก หลังถ่ายพรีเวดดิ้ง “นั่งบนตู้กดอัตโนมัติ” ในญี่ปุ่น

นักแสดงตลกชาวฟิลิปปินส์ คิราย เซลิส (Kiray Celis) กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์จากชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยในญี่ปุ่น หลังโพสต์ภาพพรีเวดดิ้งที่ถ่ายในย่านโดทงโบริ นครโอซากา ซึ่งหนึ่งในภาพที่ถูกลบไปแล้วปรากฏว่าเธอนั่งอยู่บนตู้กดน้ำอัตโนมัติ ทำให้บางคนมองว่าเป็นการไม่เคารพกฎระเบียบและทรัพย์สินสาธารณะของญี่ปุ่น

ภาพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเซตภาพพรีเวดดิ้งกับคู่หมั้น สเตฟาน เอสโทเปีย (Stephan Estopia) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน และถ่ายโดยทีม Metrophoto หลังเผยแพร่ได้ไม่นาน ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น ออกมาแสดงความไม่พอใจ

ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในญี่ปุ่นรายหนึ่งแสดงความเห็นอย่างดุดันว่า “ไม่ใช่ว่าคุณเป็นดารา เป็นคนรวย แล้วคุณจะมีสิทธิ์ที่จะดูถูกสถานที่ที่คุณไปเยือน คุณเป็นเพียงผู้มาเยือน สิ่งสำคัญที่สุดที่นี่คือการเคารพวัฒนธรรมและชาวญี่ปุ่น”

ชาวฟิลิปปินส์รายเดิมเสริมว่า “นี่คือเหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่พอใจชาวต่างชาติ (ไกจิน) และทำให้พวกเราที่ทำงานอย่างสงบเรียบร้อยในญี่ปุ่นต้องเดือดร้อนไปด้วย คุณนำพฤติกรรมแบบนี้มาถึงญี่ปุ่น มันน่าละอายมาก”

ชาวฟิลิปปินส์อีกรายที่อาศัยและทำงานในญี่ปุ่นมาหลายปีระบุว่า “ปัญหาเกี่ยวกับการต่อต้านชาวต่างชาติจำนวนมากสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพียงแค่ทุกคนแสดงความเคารพต่อกฎระเบียบ วัฒนธรรม และค่านิยมของญี่ปุ่น เมื่อเราแสดงความมีวินัย ความถ่อมตน และความกตัญญู เราจะไม่เพียงได้รับความเคารพเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความชื่นชมอีกด้วย ดังนั้นจงมุ่งมั่นที่จะเป็นแขกที่น่าเคารพ เพื่อนบ้านที่ดี และเป็นตัวแทนที่มีเกียรติของประเทศเรา”

หลังดราม่าขยายวง เซลิสออกมาชี้แจงว่าเธอและคู่หมั้นได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นในญี่ปุ่นสำหรับการถ่ายทำพรีเวดดิ้งทั้งหมด รวมถึงภาพที่เป็นประเด็นด้วย เธอกล่าวระหว่างการออกงานเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนว่า “เราได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ไม่มีใครเดือดร้อน และตอนถ่ายทำก็ไม่มีใครโกรธหรือว่าเราเลย ขออภัยชาวฟิลิปปินส์ และชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในญี่ปุ่นทุกคน แต่ไม่ต้องโกรธกันแล้ว”

นักแสดงรายนี้ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ และหากย้อนทำใหม่ได้ เธอจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ “ฉันคิดมาตลอดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับตัวเองและเพื่อน ๆ แต่สำหรับบางคนมันเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ขออภัยอย่างมาก และสัญญาว่าจะไม่ทำให้ใครรู้สึกไม่สบายใจอีก เพราะนี่เป็นเรื่องของความรัก และฉันรักทุกคน”

ดราม่าดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ในญี่ปุ่น โดยหลายคนมองว่าเป็นกรณีที่สะท้อนความอ่อนไหวด้านวัฒนธรรมและการเป็นผู้มาเยือนที่ต้องรักษากฎระเบียบในต่างประเทศ.

ที่มา INQUIRER.net / Interaksyon

ชายจีนที่แช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีแฟนใหม่ ทำชาวเน็ตเถียงเดือด

ชายจีนที่แช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีแฟนใหม่ ทำชาวเน็ตเถียงเดือด

19 พ.ย. 2568 12:06 น.

ชายจีนที่แช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิต เปิดเผยว่ามีแฟนใหม่ ทำชาวเน็ตเถียงเดือด

นายกุ้ย จุนหมิน ชายชาวจีนที่ตัดสินใจแช่แข็งร่างภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยวิธีไครออนิกส์ (Cryonics) ได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงด้านศีลธรรมบนโลกออนไลน์ของจีน หลังสื่อจีนเปิดเผยว่า เขากำลังคบหาแฟนคนใหม่ในขณะที่ร่างของภรรยาเก่ายังคงถูกเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลว

ด้วยความรักและความทุ่มเท นายกุ้ย จุนหมิน ได้ตัดสินใจแช่แข็งร่างของนางจ้าน เหวินเหลียน ภรรยาของเขา หลังจากที่เธอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อปี 2017 ขณะอายุ 49 ปี ทำให้เธอเป็น บุคคลแรกของจีนที่ถูกเก็บรักษาด้วยวิธีการไครออนิกส์

แต่การให้สัมภาษณ์ในเดือนพฤศจิกายนที่เปิดเผยว่า เขาเริ่มคบหากับคนรักคนใหม่ตั้งแต่ปี 2020 ได้ทำให้สังคมออนไลน์ของจีนแตกออกเป็นสองฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ของนายกุ้ย

หลังจากแพทย์แจ้งว่า นางจ้าน เหวินเหลียน มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน นายกุ้ย จุนหมิน ได้ตัดสินใจใช้วิธีไครออนิกส์ ซึ่งเป็นวิธีที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรักษาร่างของเธอไว้หลังจากเสียชีวิต

หลังการเสียชีวิต เขาได้ลงนามในข้อตกลงระยะเวลา 30 ปี เพื่อเก็บรักษาร่างภรรยาที่ถูกแช่แข็งไว้กับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพซานตง หยินเฟิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ร่างของนางจ้านได้ถูกเก็บไว้ในถังบรรจุไนโตรเจนเหลวความจุ 2,000 ลิตร ที่อุณหภูมิ -190 องศาเซลเซียส

หนังสือพิมพ์ Southern Weekly ของจีน เปิดเผยว่า แม้ว่านายกุ้ยจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเป็นเวลาสองปีหลังจากการแช่แข็งร่างภรรยา แต่ในปี 2020 เขาก็เริ่มออกเดทอีกครั้ง แม้ว่าภรรยาของเขายังคงอยู่ในภาวะไครโอพรีเซอร์เวชั่น

เขาเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ว่า เหตุการณ์ที่เขาป่วยหนักด้วยโรคเกาต์จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้นานถึงสองวัน เป็นจุดที่ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของการอยู่คนเดียว หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มคบหากับ หวัง ชุนเซี่ย แฟนคนปัจจุบัน ถึงกระนั้น นายกุ้ยก็กล่าวกับสื่อว่าความรักครั้งนี้เป็นเพียงความสัมพันธ์แบบ “เชิงประโยชน์” เท่านั้น และเธอยังไม่ได้ “เข้ามา” ในหัวใจของเขาอย่างแท้จริง

การเปิดเผยดังกล่าวได้นำมาซึ่งปฏิกิริยาที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนอย่างเว่ยป๋อ  โดยฝ่ายที่เห็นใจ แสดงความเข้าใจต่อสถานการณ์ของนายกุ้ย โดยกล่าวว่าเวลาผ่านไปนานแล้วนับตั้งแต่ภรรยาของเขาถูกนำไปแช่แข็ง และถึงเวลาแล้วที่เขาควรเดินหน้าต่อไป

ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ ชี้ว่าการกระทำของเขานั้นดูเห็นแก่ตัว เพื่อ “ตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของตนเองเท่านั้น” โดยมีผู้ตั้งคำถามว่า “จ้านจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้หรือไม่? มันยุติธรรมสำหรับหวังหรือเปล่า?”

ทั้งนี้ ไครออนิกส์คือกระบวนการที่นำร่างทั้งร่างมาลดอุณหภูมิลงสู่จุดเยือกแข็ง โดยมีการฉีดสารป้องกันการแข็งตัว (Cryoprotectants) ที่คล้ายกับสารป้องกันการแข็งตัว (antifreeze) เพื่อป้องกันการก่อตัวของผลึกน้ำแข็ง จากนั้นจึงเก็บรักษาไว้ในไนโตรเจนเหลว

ความหวังคือ ร่างกายจะสามารถฟื้นคืนชีพได้ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีในอนาคตก้าวหน้าพอที่จะทำได้ วิธีการนี้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ในระดับย่อย เช่น การแช่แข็งเซลล์ที่มีชีวิตอย่างเซลล์เม็ดเลือด อสุจิ และตัวอ่อนเพื่อเก็บรักษา

คาดว่ามีผู้คนกว่า 500 คน ทั่วโลกที่ถูกเก็บรักษาด้วยวิธีไครออนิกส์ โดยส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผู้ใดที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นคืนชีพ และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการเก็บรักษาและฟื้นคืนชีพร่างกายมนุษย์ทั้งร่างยังคงเป็นความเป็นไปได้ที่ห่างไกลในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

เวียดนามอ่วมอีกระลอก ดินถล่ม–น้ำท่วมดับแล้ว 8 ราย “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกเสี่ยงจมอีกรอบ

เวียดนามอ่วมอีกระลอก ดินถล่ม–น้ำท่วมดับแล้ว 8 ราย “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกเสี่ยงจมอีกรอบ

19 พ.ย. 2568 11:37 น.

เวียดนามอ่วมอีกระลอก ดินถล่ม–น้ำท่วมดับแล้ว 8 ราย “ฮอยอัน” เมืองมรดกโลกเสี่ยงจมอีกรอบ

เวียดนามเผชิญ น้ำท่วมและดินถล่มรอบใหม่ จากฝนถล่มหนักช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย สูญหายอีกหลายคน กระทบฤดูกาลเก็บเกี่ยวกาแฟ ขณะที่เมืองมรดกโลกฮอยอันเสี่ยงจมน้ำอีก

ตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในภาคกลางของเวียดนามมีปริมาณน้ำฝนสะสม ทะลุ 1,100 มิลลิเมตร ทำให้ภูมิภาคที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังและพื้นที่ผลิตกาแฟหลักของประเทศ ต้องเผชิญความเสียหายรุนแรงซ้ำซากจากพายุและน้ำหลาก

รายงานของรัฐบาลระบุว่า ผู้เสียชีวิต 6 รายเป็นผู้โดยสารรถบัสที่ถูกดินถล่มทับในคืนวันอาทิตย์ ระหว่างเดินทางจากดาลัดไปญาจาง ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 7 คน รวมถึง 3 รายที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินถล่มในเมืองดานัง

พ่อค้ากาแฟรายหนึ่งในจังหวัดดักลัก เผยว่า ไร่กาแฟในพื้นที่ลุ่มต่ำจมน้ำทั้งแปลง ขณะที่ฝนยังคงตกหนัก ทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้า โดยขณะนี้เกษตรกรเก็บเมล็ดกาแฟได้เพียง 10–15% และจำเป็นต้องใช้แสงแดดในการตากเมล็ด ซึ่งแทบไม่มีในช่วงสัปดาห์นี้

ด้านสื่อของรัฐบาลเวียดนามเผยภาพชวนสะเทือนใจ บ้านหลายสิบหลังในหมู่บ้านต่าง ๆ จมอยู่ใต้น้ำจนถึงหลังคา ชาวบ้านติดค้างอยู่ภายในต้องร้องขอความช่วยเหลือ ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชน หลายร้อยครอบครัว ออกจากพื้นที่กลางดึก ส่วนจังหวัดใกล้เคียงอย่างเจียลาย โรงเรียนกว่า 26,000 นักเรียนต้องปิดทำการเพราะสภาพน้ำท่วมเข้าขั้นวิกฤต

ล่าสุดมีรายงานว่าเมืองโบราณ ฮอยอัน แหล่งท่องเที่ยวขึ้นทะเบียนมรดกโลกยูเนสโกซึ่งเพิ่งฟื้นจากน้ำท่วมเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สถานการณ์เริ่มกลับมาเลวร้ายอีกครั้ง หลังน้ำในแม่น้ำเพิ่มระดับไม่หยุด ไหลบ่าท่วมย่านประวัติศาสตร์โดยนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน ต้องล่องเรือแทนการเดินเท้า ผ่านคาเฟ่น้ำท่วมและบ้านไม้โบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี

ทั้งนี้ สำนักงานพยากรณ์อากาศเวียดนามออกคำเตือนว่า ภาคกลางของประเทศยังต้องเผชิญ ฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มเพิ่ม ตลอดวันพุธ โดยสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

อ่านข่าวเกี่ยวกับ เวียดนาม

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

19 พ.ย. 2568 11:27 น.

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

คลิปวิดีโอเพลงเด็กความยาวเพียง 90 วินาที ที่มีชื่อว่า “Baby Shark” ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ด้วยยอดรับชมทะลุ 16,000 ล้านครั้ง กลายเป็นวิดีโอที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดตลอดกาลบน YouTube และได้วางรากฐานให้บริษัทผู้สร้างอย่าง Pinkfong กลายเป็นธุรกิจสื่อที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

เมื่อเดือนมิถุนายน 2016 นาย คิม มิน-ซอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Pinkfong ในขณะนั้นยังไม่ทราบเลยว่า คลิปที่เขาตัดสินใจให้เผยแพร่นั้นจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดเด็กเล็กทั่วโลกและอาจสร้างความ “รำคาญ” ให้กับผู้ใหญ่ได้มากมายขนาดนี้

“เราไม่คาดหวังว่าเพลงนี้จะโดดเด่นออกมาจากเนื้อหาอื่น ๆ ของเราเลย” นายคิมกล่าวจากสำนักงานใหญ่ในกรุงโซล “แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปูทางสำหรับการเดินทางระดับโลกของเรา”

การเดินทางของ Pinkfong ได้ก้าวไปอีกขั้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 พ.ย.) ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ โดยหุ้นของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9% ในการซื้อขายวันแรก ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง กว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,966 ล้านบาท)

บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ในชื่อ SmartStudy โดยมีเป้าหมายผลิตเนื้อหาดิจิทัลสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี เริ่มต้นจากพนักงานเพียง 3 คน รวมถึงนายคิมและนาย ดงวู ซน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี

นายคิมเล่าว่าสำนักงานในช่วงแรกนั้นเล็กมาก จนถึงขนาดที่พวกเขา “ไม่คาดหวังแม้กระทั่งเงินเดือน” ต่อมาบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการเปลี่ยนไปเน้นเนื้อหาสำหรับเด็กวัยหัดเดิน และเน้นเกมและเนื้อหาที่เรียบง่ายและเน้นการเรียนรู้ “และนั่นคือช่วงที่ Baby Shark ถือกำเนิดขึ้น” 

บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Pinkfong ในปี 2022 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสุนัขจิ้งจอกที่ร่าเริงและอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นตัวละครในการ์ตูนยุคแรก ปัจจุบัน Pinkfong มีพนักงานประมาณ 340 คน พร้อมสำนักงานในกรุงโตเกียว เซี่ยงไฮ้ และลอสแอนเจลิส

นักวิเคราะห์สื่อระบุว่า เพลง “Baby Shark” ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดในสหรัฐฯ ยุคปี 1970 นั้น มีความน่าดึงดูดในรูปแบบของเพลงพื้นบ้าน  นายคิม มิน-ซอก เห็นว่าเพลงนี้มีความ “เสพติด” และมีจังหวะที่รวดเร็วคล้ายเพลงเค-ป๊อป และการร้องแบบ “การท่องคำหรือวลีซ้ำๆ อย่างเป็นจังหวะ” ซึ่งทำให้เด็ก ๆ จดจำได้ง่าย

เพลงนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อมีการนำท่าเต้นไปใช้ในงานกิจกรรมเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้วิดีโอการเต้นของเด็กและผู้ใหญ่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 คลิป Baby Shark ได้ครองตำแหน่งวิดีโอที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของยูทูบ เพลงนี้สร้างรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของบริษัทในช่วงปีแรก ๆ หลังการเผยแพร่ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเนื้อหาและสินค้าใหม่ ๆ

ในปี 2019 Pinkfong เผชิญกับการฟ้องร้องข้อหาลอกเลียนแบบผลงานของนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน แต่ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้ได้ยกฟ้องคดีนี้ โดยบริษัทให้เหตุผลว่าเพลงเวอร์ชันของตนมีที่มาจากเพลงพื้นบ้านที่เป็นสาธารณสมบัติ

แม้ว่า “Baby Shark” จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่นายคิม มิน-ซอก ยืนยันว่าธุรกิจของเขาสามารถเติบโตไปได้ไกลกว่าเพลงดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน Baby Shark สร้างรายได้คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของรายได้ Pinkfong

ปัจจุบัน แฟรนไชส์อื่น ๆ ของ Pinkfong เช่น Bebefinn ได้ก้าวนำหน้า โดยสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้บริษัท ขณะที่ Sealook ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Pinkfong ระดมทุนได้เกือบ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเปิดตัวในตลาดหุ้น และมีแผนที่จะใช้เงินดังกล่าวเพื่อขยายการสร้างภาพยนตร์และตัวละครใหม่ ๆ รวมถึงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้สร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วย “เทคโนโลยี” โดยใช้รูปแบบการรับชมและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อกำหนดทิศทางของโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต

นายคิมกล่าวว่า Pinkfong ได้บรรลุเป้าหมายที่ “ผู้สร้างเนื้อหาส่วนใหญ่มักใฝ่ฝัน” ไปแล้ว.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

19 พ.ย. 2568 11:13 น.

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่เผาผลาญบ้านเรือนประชาชนในย่านชุมชนเมืองโออิตะ ของญี่ปุ่น ทางการเร่งอพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง มีผู้สูญหาย 1 ราย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า ช่วงเย็นวานนี้ (18 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาวอดย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของท่าเรือประมงซากาโนะเซกิ เมืองโออิตะ ชาวบ้านกว่า 170 คนต้องอพยพหนีตาย เจ้าหน้าที่ยืนยันยังมีผู้สูญหาย 1 ราย เป็นชายวัยประมาณ 70 ปี

โดยมีรายงานบ้านเรือนถูกไฟลุกท่วมแล้วอย่างน้อย 20 หลัง และไฟยังลามเข้าสู่พื้นที่ป่าใกล้เคียง ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ช่วงบ่ายวานนี้มีการประกาศเตือนลมแรงบริเวณเขตทะเลใกล้พื้นที่ไฟไหม้ ซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเร่งควบคุมเพลิงและค้นหาผู้สูญหาย ขณะสาเหตุของไฟไหม้ยังอยู่ในระหว่างสอบสวน.

ที่มา Kyodo

ประมูลภาพเขียน “กุสตาฟ คลิมท์” ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

ประมูลภาพเขียน "กุสตาฟ คลิมท์" ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

19 พ.ย. 2568 10:59 น.

ประมูลภาพเขียน “กุสตาฟ คลิมท์” ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

ภาพวาดบุคคลชิ้นเอกของศิลปินชาวออสเตรียผู้ล่วงลับ กุสตาฟ คลิมท์  ที่มีชื่อว่า “Portrait of Elisabeth Lederer” ถูกประมูลขายไปในราคาทำลายสถิติที่ 236.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7,660 ล้านบาท ในการประมูลของสถาบันซัทเธอบีส์ ที่นครนิวยอร์ก ส่งผลให้ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นงานศิลปะที่มีราคาสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่เคยขายในการประมูล และเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่มีราคาสูงที่สุดที่ขายในการประมูล

การประมูลดำเนินไปอย่างดุเดือดนานถึง 20 นาที โดยมีผู้เสนอราคาเข้าร่วมถึง 6 ราย อย่างไรก็ตาม ทางซัทเธอบีส์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของผู้ซื้อที่ชนะการประมูล

ภาพ “Portrait of Elisabeth Lederer” มีประวัติที่น่าทึ่ง เนื่องจากเคยถูกกองทัพนาซีปล้นไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเกือบจะถูกทำลายในกองเพลิง แต่ในปี 1948 ภาพได้ถูกส่งคืนให้กับ อีริช เลเดอเรอร์ น้องชายของเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นผู้สะสมงานศิลปะตัวยง

ภาพวาดนี้ยังคงอยู่ในความครอบครองของอีริชเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่เขาจะขายมันไปในปี 1983 และต่อมาในปี 1985 ภาพวาดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสะสมส่วนตัวของ ลีโอนาร์ด เอ. ลอเดอร์ ทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องสำอางเอสเต้ ลอเดอร์ ผู้ล่วงลับในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยวัย 92 ปี

เอมิลี บราวน์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์และที่ปรึกษาด้านศิลปะของลอเดอร์มาเกือบสี่ทศวรรษ เปิดเผยว่าภาพนี้คือ “เพชรยอดมงกุฎ” ในคอลเลกชันของเขา โดยลอเดอร์มักจะรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับภาพวาดนี้เสมอเมื่อเขาอยู่ที่บ้านพักบนนถนนฟิฟท์ อเวนิว ในนครนิวยอร์ก ภาพนี้เป็นหนึ่งในสองภาพวาดบุคคลแบบเต็มตัวของคลิมท์ที่ยังคงอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัว

ราคาประมูล 236.4 ล้านดอลลาร์นี้ ได้ทำลายสถิติเดิมของภาพวาดคลิมท์ที่ขายในการประมูล ซึ่งก่อนหน้านี้คือภาพ “Lady with a Fan” ที่เคยทำราคาได้ 108 ล้าน เมื่อปี 2023

ภาพวาดนี้เพียงชิ้นเดียวมีมูลค่ามากกว่า 40% ของมูลค่ารวมของคอลเลกชันทั้งหมดของลอเดอร์ ซึ่งถูกประมูลไปรวมทั้งสิ้น 575.5 ล้านดอลลาร์

งานศิลปะที่ทำสถิติราคาสูงที่สุดตลอดกาลที่ขายในการประมูลคือภาพ “Salvator Mundi” ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งขายไปในราคา 450.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2017

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบกับภาพเขียนชื่อดังอีกชิ้นของคลิมท์คือ “Portrait of Adele Bloch-Bauer 1” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Woman in Gold” ซึ่งโรนัลด์ ลอเดอร์ น้องชายของลีโอนาร์ด ได้ซื้อมันในการขายส่วนตัวนอกการประมูลด้วยราคา 135 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2006.

ที่มา The Guardian