Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

19 พ.ย. 2568 11:27 น.

Baby Shark: จากคลิปเพลงเด็ก 90 วินาทีสู่ธุรกิจมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ของ Pinkfong

คลิปวิดีโอเพลงเด็กความยาวเพียง 90 วินาที ที่มีชื่อว่า “Baby Shark” ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ด้วยยอดรับชมทะลุ 16,000 ล้านครั้ง กลายเป็นวิดีโอที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดตลอดกาลบน YouTube และได้วางรากฐานให้บริษัทผู้สร้างอย่าง Pinkfong กลายเป็นธุรกิจสื่อที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์

เมื่อเดือนมิถุนายน 2016 นาย คิม มิน-ซอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Pinkfong ในขณะนั้นยังไม่ทราบเลยว่า คลิปที่เขาตัดสินใจให้เผยแพร่นั้นจะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดเด็กเล็กทั่วโลกและอาจสร้างความ “รำคาญ” ให้กับผู้ใหญ่ได้มากมายขนาดนี้

“เราไม่คาดหวังว่าเพลงนี้จะโดดเด่นออกมาจากเนื้อหาอื่น ๆ ของเราเลย” นายคิมกล่าวจากสำนักงานใหญ่ในกรุงโซล “แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ปูทางสำหรับการเดินทางระดับโลกของเรา”

การเดินทางของ Pinkfong ได้ก้าวไปอีกขั้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 พ.ย.) ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ โดยหุ้นของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 9% ในการซื้อขายวันแรก ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง กว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,966 ล้านบาท)

บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ในชื่อ SmartStudy โดยมีเป้าหมายผลิตเนื้อหาดิจิทัลสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี เริ่มต้นจากพนักงานเพียง 3 คน รวมถึงนายคิมและนาย ดงวู ซน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี

นายคิมเล่าว่าสำนักงานในช่วงแรกนั้นเล็กมาก จนถึงขนาดที่พวกเขา “ไม่คาดหวังแม้กระทั่งเงินเดือน” ต่อมาบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการเปลี่ยนไปเน้นเนื้อหาสำหรับเด็กวัยหัดเดิน และเน้นเกมและเนื้อหาที่เรียบง่ายและเน้นการเรียนรู้ “และนั่นคือช่วงที่ Baby Shark ถือกำเนิดขึ้น” 

บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Pinkfong ในปี 2022 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสุนัขจิ้งจอกที่ร่าเริงและอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นตัวละครในการ์ตูนยุคแรก ปัจจุบัน Pinkfong มีพนักงานประมาณ 340 คน พร้อมสำนักงานในกรุงโตเกียว เซี่ยงไฮ้ และลอสแอนเจลิส

นักวิเคราะห์สื่อระบุว่า เพลง “Baby Shark” ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดในสหรัฐฯ ยุคปี 1970 นั้น มีความน่าดึงดูดในรูปแบบของเพลงพื้นบ้าน  นายคิม มิน-ซอก เห็นว่าเพลงนี้มีความ “เสพติด” และมีจังหวะที่รวดเร็วคล้ายเพลงเค-ป๊อป และการร้องแบบ “การท่องคำหรือวลีซ้ำๆ อย่างเป็นจังหวะ” ซึ่งทำให้เด็ก ๆ จดจำได้ง่าย

เพลงนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อมีการนำท่าเต้นไปใช้ในงานกิจกรรมเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้วิดีโอการเต้นของเด็กและผู้ใหญ่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 คลิป Baby Shark ได้ครองตำแหน่งวิดีโอที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของยูทูบ เพลงนี้สร้างรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของบริษัทในช่วงปีแรก ๆ หลังการเผยแพร่ และเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเนื้อหาและสินค้าใหม่ ๆ

ในปี 2019 Pinkfong เผชิญกับการฟ้องร้องข้อหาลอกเลียนแบบผลงานของนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน แต่ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้ได้ยกฟ้องคดีนี้ โดยบริษัทให้เหตุผลว่าเพลงเวอร์ชันของตนมีที่มาจากเพลงพื้นบ้านที่เป็นสาธารณสมบัติ

แม้ว่า “Baby Shark” จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่นายคิม มิน-ซอก ยืนยันว่าธุรกิจของเขาสามารถเติบโตไปได้ไกลกว่าเพลงดังกล่าว ซึ่งปัจจุบัน Baby Shark สร้างรายได้คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของรายได้ Pinkfong

ปัจจุบัน แฟรนไชส์อื่น ๆ ของ Pinkfong เช่น Bebefinn ได้ก้าวนำหน้า โดยสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้บริษัท ขณะที่ Sealook ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Pinkfong ระดมทุนได้เกือบ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเปิดตัวในตลาดหุ้น และมีแผนที่จะใช้เงินดังกล่าวเพื่อขยายการสร้างภาพยนตร์และตัวละครใหม่ ๆ รวมถึงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้สร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วย “เทคโนโลยี” โดยใช้รูปแบบการรับชมและข้อมูลอื่น ๆ เพื่อกำหนดทิศทางของโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต

นายคิมกล่าวว่า Pinkfong ได้บรรลุเป้าหมายที่ “ผู้สร้างเนื้อหาส่วนใหญ่มักใฝ่ฝัน” ไปแล้ว.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

19 พ.ย. 2568 11:13 น.

ไฟไหม้ย่านชุมชนโออิตะ ของญี่ปุ่น อพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง สูญหาย 1 ราย

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่เผาผลาญบ้านเรือนประชาชนในย่านชุมชนเมืองโออิตะ ของญี่ปุ่น ทางการเร่งอพยพปชช. 170 คน บ้านวอดกว่า 20 หลัง มีผู้สูญหาย 1 ราย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า ช่วงเย็นวานนี้ (18 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาวอดย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของท่าเรือประมงซากาโนะเซกิ เมืองโออิตะ ชาวบ้านกว่า 170 คนต้องอพยพหนีตาย เจ้าหน้าที่ยืนยันยังมีผู้สูญหาย 1 ราย เป็นชายวัยประมาณ 70 ปี

โดยมีรายงานบ้านเรือนถูกไฟลุกท่วมแล้วอย่างน้อย 20 หลัง และไฟยังลามเข้าสู่พื้นที่ป่าใกล้เคียง ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ช่วงบ่ายวานนี้มีการประกาศเตือนลมแรงบริเวณเขตทะเลใกล้พื้นที่ไฟไหม้ ซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงเร่งควบคุมเพลิงและค้นหาผู้สูญหาย ขณะสาเหตุของไฟไหม้ยังอยู่ในระหว่างสอบสวน.

ที่มา Kyodo

ประมูลภาพเขียน “กุสตาฟ คลิมท์” ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

ประมูลภาพเขียน "กุสตาฟ คลิมท์" ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

19 พ.ย. 2568 10:59 น.

ประมูลภาพเขียน “กุสตาฟ คลิมท์” ทุบสถิติโลก ราคาพุ่งกว่า 7,660 ล้านบาท

ภาพวาดบุคคลชิ้นเอกของศิลปินชาวออสเตรียผู้ล่วงลับ กุสตาฟ คลิมท์  ที่มีชื่อว่า “Portrait of Elisabeth Lederer” ถูกประมูลขายไปในราคาทำลายสถิติที่ 236.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7,660 ล้านบาท ในการประมูลของสถาบันซัทเธอบีส์ ที่นครนิวยอร์ก ส่งผลให้ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นงานศิลปะที่มีราคาสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่เคยขายในการประมูล และเป็นงานศิลปะสมัยใหม่ที่มีราคาสูงที่สุดที่ขายในการประมูล

การประมูลดำเนินไปอย่างดุเดือดนานถึง 20 นาที โดยมีผู้เสนอราคาเข้าร่วมถึง 6 ราย อย่างไรก็ตาม ทางซัทเธอบีส์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของผู้ซื้อที่ชนะการประมูล

ภาพ “Portrait of Elisabeth Lederer” มีประวัติที่น่าทึ่ง เนื่องจากเคยถูกกองทัพนาซีปล้นไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเกือบจะถูกทำลายในกองเพลิง แต่ในปี 1948 ภาพได้ถูกส่งคืนให้กับ อีริช เลเดอเรอร์ น้องชายของเอลิซาเบธ ซึ่งเป็นผู้สะสมงานศิลปะตัวยง

ภาพวาดนี้ยังคงอยู่ในความครอบครองของอีริชเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่เขาจะขายมันไปในปี 1983 และต่อมาในปี 1985 ภาพวาดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสะสมส่วนตัวของ ลีโอนาร์ด เอ. ลอเดอร์ ทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องสำอางเอสเต้ ลอเดอร์ ผู้ล่วงลับในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยวัย 92 ปี

เอมิลี บราวน์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์และที่ปรึกษาด้านศิลปะของลอเดอร์มาเกือบสี่ทศวรรษ เปิดเผยว่าภาพนี้คือ “เพชรยอดมงกุฎ” ในคอลเลกชันของเขา โดยลอเดอร์มักจะรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะกลมเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับภาพวาดนี้เสมอเมื่อเขาอยู่ที่บ้านพักบนนถนนฟิฟท์ อเวนิว ในนครนิวยอร์ก ภาพนี้เป็นหนึ่งในสองภาพวาดบุคคลแบบเต็มตัวของคลิมท์ที่ยังคงอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัว

ราคาประมูล 236.4 ล้านดอลลาร์นี้ ได้ทำลายสถิติเดิมของภาพวาดคลิมท์ที่ขายในการประมูล ซึ่งก่อนหน้านี้คือภาพ “Lady with a Fan” ที่เคยทำราคาได้ 108 ล้าน เมื่อปี 2023

ภาพวาดนี้เพียงชิ้นเดียวมีมูลค่ามากกว่า 40% ของมูลค่ารวมของคอลเลกชันทั้งหมดของลอเดอร์ ซึ่งถูกประมูลไปรวมทั้งสิ้น 575.5 ล้านดอลลาร์

งานศิลปะที่ทำสถิติราคาสูงที่สุดตลอดกาลที่ขายในการประมูลคือภาพ “Salvator Mundi” ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี ซึ่งขายไปในราคา 450.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2017

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบกับภาพเขียนชื่อดังอีกชิ้นของคลิมท์คือ “Portrait of Adele Bloch-Bauer 1” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Woman in Gold” ซึ่งโรนัลด์ ลอเดอร์ น้องชายของลีโอนาร์ด ได้ซื้อมันในการขายส่วนตัวนอกการประมูลด้วยราคา 135 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2006.

ที่มา The Guardian 

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรัง ตั้งแต่หนุ่มจนปัจจุบัน

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรัง ตั้งแต่หนุ่มจนปัจจุบัน

19 พ.ย. 2568 10:55 น.

ปธน.มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรัง ตั้งแต่หนุ่มจนปัจจุบัน

ผู้นำฟิลิปปินส์ โต้เดือด หลังถูกพี่สาวกล่าวหาใช้ยาเสพติดเรื้อรังจนกระทบการบริหารประเทศ ชี้เป็นคำกล่าวลอยๆ ขณะฟิลิปปินส์เผชิญวิกฤตคอร์รัปชันโครงการป้องกันน้ำท่วมและการชุมนุมใหญ่กดดันรัฐบาล

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ กล่าวปฏิเสธอย่างหนักแน่น หลังถูกนางไอมี มาร์กอส วุฒิสมาชิกซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเขากล่าวหาว่าเขาเป็น ผู้ใช้ยาเสพติดเรื้อรังมาตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้เป็นบิดา ซึ่งเคยปกครองประเทศระหว่างปีค.ศ. 1965–1986

ก่อนหน้านี้ นางไอมีขึ้นเวทีปราศรัยต่อฝูงชนจำนวนมากในสวนสาธารณะกรุงมะนิลา ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มศาสนาอิเกลเซีย นีคริสโต โดยอ้างว่า นิสัยติดโคเคนทำให้ผู้นำประเทศตัดสินใจผิดพลาด ไร้วิสัยทัศน์ และเป็นที่มาของดารคอร์รัปชั่นโครงการน้ำท่วม พร้อมทั้งกล่าวหาว่าภรรยาและลูกของประธานาธิบดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย โดยไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ

ทางด้านนางแคลร์ คาสโตร รองปลัดกระทรวงสื่อสาร ซึ่งทำหน้าที่โฆษกประธานาธิบดี ออกมาตอบโต้ทันควัน ย้ำว่าข้อกล่าวหาของนางไอมีเป็น เรื่องเก่าที่ไม่มีมูลความจริง พร้อมเผยว่านายมาร์กอสเคยตรวจสารเสพติดช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2564 ทั้งจากโรงพยาบาลเอกชนและห้องแล็บตำรวจแห่งชาติ ผลเป็นลบทั้งโคเคนและเมทแอมเฟตามีน

 โดยคำกล่าวหาจากพี่สาวประธานาธิบดีเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลของนายมาร์กอสกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากคดีโกงโครงการป้องกันน้ำท่วมทั่วประเทศมูลค่าหลายแสนล้านเปโซ โดยมีการตรวจพบว่าหลายโครงการเป็น โครงการผี ก่อสร้างโดยใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เคยก่อสร้างจริง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่าเศรษฐกิจสูญเสียไปกว่า 118.5 พันล้านเปโซ หรือประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐมนตรีวางแผนเศรษฐกิจระบุว่าอาจมีการรั่วไหลของงบสูงถึง 70% ตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวเริ่มเปิดโปง

นอกจากนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นยิ่งทวีความรุนแรง หลังฟิลิปปินส์เผชิญพายุเกิน 20 ลูกในปีเดียว โดยไต้ฝุ่นคัลมาเอกิคร่าชีวิตกว่า 269 ศพ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ตามด้วยไต้ฝุ่นฟงหว่อง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 ศพ และต้องอพยพประชาชนกว่า 1.4 ล้านคน

ทางด้านด้านโพลของ Social Weather Stations ระบุว่า คนกรุงมะนิลามากกว่า 80% เชื่อว่าคอร์รัปชันเลวร้ายลงในยุคมาร์กอส จูเนียร์.

นักวิทย์เผย “จูบแรก” เกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ล้านปีก่อน โดยบรรพบุรุษตระกูลไพรเมต

นักวิทย์เผย "จูบแรก" เกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ล้านปีก่อน โดยบรรพบุรุษตระกูลไพรเมต

19 พ.ย. 2568 10:36 น.

นักวิทย์เผย “จูบแรก” เกิดขึ้นตั้งแต่ 20 ล้านปีก่อน โดยบรรพบุรุษตระกูลไพรเมต

ทีมนักวิจัยเผยผลการศึกษาชิ้นใหม่ พบว่าการจูบไม่ได้เริ่มต้นจากคู่รักมนุษย์ แต่ย้อนไปไกลถึงบรรพบุรุษของไพรเมตเมื่อราว 20 ล้านปีก่อน 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและสถาบันเทคโนโลยีฟลอริดา ค้นพบคำตอบ หลังตั้งคำถามว่าพฤติกรรมการจูบ เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด เพราะในมุมมองเชิงวิวัฒนาการ การจูบ ไม่ได้ให้ประโยชน์ด้านการเอาตัวรอดอย่างชัดเจน และยังอาจเป็นพาหะของโรค หลังพบว่า มนุษย์ ชิมแปนซี โบโนโบ อุรังอุตัง และกอริลลา ล้วนมีพฤติกรรมการจูบ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

โดยทีมนักวิจัยผสานข้อมูลการสังเกตพฤติกรรมไพรเมต หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับวานร  กับข้อมูลสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เพื่อย้อนเวลาและคำนวณช่วงเวลาที่การจูบเกิดขึ้นครั้งแรก

ดร.มาทิลดา บรินเดิล ผู้เขียนนำจากภาคชีววิทยา มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อธิบายว่า พวกเขาใช้โมเดลจำลองสถานการณ์เชิงวิวัฒนาการหลายรูปแบบ เพื่อคาดการณ์ช่วงเวลาที่พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นครั้งแรก ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการตามโมเดลนับล้านครั้ง ผลลัพธ์ชี้ว่าจูบแรก น่าจะเกิดขึ้นราว 21.5–16.9 ล้านปีก่อน โดยงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Evolution and Human Behaviour

อย่างไรก็ตาม คำว่า “จูบ” ในงานวิจัยนี้ไม่ได้หมายถึงความโรแมนติก แต่หมายถึง “การสัมผัสปากต่อปากแบบไม่ก้าวร้าวและไม่เกี่ยวกับการป้อนอาหาร” ซึ่งรวมถึงทั้งการจูบเชิงชู้สาว และการจูบแบบเพื่อนหรือคนในครอบครัว

สาเหตุว่าทำไมการจูบถึงเกิดขึ้นและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าการจูบเชิงชู้สาวอาจใช้ ประเมินคุณภาพคู่ครอง หรือเพิ่มโอกาสปฏิสนธิด้วยการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ส่วนการจูบแบบเพื่อนหรือในครอบครัวอาจช่วย สร้างสายสัมพันธ์ และจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ซับซ้อน

งานวิจัยยังชี้ว่า มนุษย์สมัยใหม่และมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล น่าจะจูบกันด้วย เนื่องจากมีหลักฐานว่าทั้งสองสายพันธุ์มีการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ และยังมีจุลชีพในช่องปากร่วมกัน ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาเคยแลกน้ำลายกัน หลังจากที่สายพันธุ์ทั้งสองแยกจากกันเมื่อราว 450,000–750,000 ปีก่อน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จูบแรก

ทรัมป์ปรี๊ดแตก เดือดใส่นักข่าวผู้หญิง เรียกเป็นหมู-ด่าเป็นสื่อที่เลวร้าย

ทรัมป์ปรี๊ดแตก เดือดใส่นักข่าวผู้หญิง เรียกเป็นหมู-ด่าเป็นสื่อที่เลวร้าย

19 พ.ย. 2568 09:52 น.

ทรัมป์ปรี๊ดแตก เดือดใส่นักข่าวผู้หญิง เรียกเป็นหมู-ด่าเป็นสื่อที่เลวร้าย

โดนัลด์ ทรัมป์ ปรี๊ดแตก เปิดศึกด่านักข่าวหญิง 2 รายในรอบไม่กี่วัน เรียกหนึ่งในนั้นว่า “piggy” และสวนกลับอีกรายว่าเป็นนักข่าวที่เลวร้าย จนกลายเป็นกระแสร้อนแรงในสหรัฐฯ และโซเชียลฯ

เหตุปะทะคารมล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น ระหว่างการเยือนทำเนียบขาวของมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เมื่อ แมรี บรูซ ผู้สื่อข่าวหญิงจาก ABC News ตั้งคำถามจี้จุดเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของธุรกิจครอบครัวทรัมป์กับซาอุฯ และคดีสังหาร จามาล คาช็อกกี นักข่าวซาอุฯ ที่โลกจับตา

โดยบรูซจาก ABC ถามต่อหน้าเจ้าชายซาอุฯ ว่า เหตุใดชาวอเมริกันควรไว้ใจเขาทั้งที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ว่าเขามีส่วนในคดีฆาตกรรมคาช็อกกี ทำให้ทรัมป์แทรกขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวว่า “คุณทำให้แขกเราต้องอับอาย” เมื่อบรูซถามเรื่องคดีเอพสตีนอีกครั้ง ทรัมป์ก็ระเบิดอารมณ์หนักกว่าเดิมว่า “ไม่ใช่คำถามที่ผมหงุดหงิด แต่เป็นท่าทีของคุณต่างหาก คุณเป็นนักข่าวที่แย่มาก” และยังกล่าวใส่เธอว่า “ABC fake news หนึ่งในสื่อที่แย่ที่สุด!” พร้อมห้ามเธอถามคำถามอีกต่อไป 

ทรัมป์ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาเรียกร้องให้หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลสื่อสหรัฐฯ พิจารณา “เอาใบอนุญาตของ ABC ออก” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นพฤติกรรมคุกคามเสรีภาพสื่อ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบสัปดาห์ ที่ทรัมป์คุมอารมณ์ไม่อยู่กับนักข่าว เพราะไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ทรัมป์ก็เพิ่งมีประเด็นร้อนบนเครื่องแอร์ฟอร์ซวัน เมื่อ แคทเธอรีน ลูซี นักข่าวหญิงจากบลูมเบิร์ก ถามถึงเหตุผลที่เขาไม่ยอมเผยเอกสารเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอพสตีน นักธุรกิจผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ แต่เหตุการณ์นี้เพิ่งถูกเผยแพร่บนโซเชียลฯ เมื่อวันอังคาร สมทบกับเหตุการณ์ล่าสุด ทำให้โลกออนไลน์ลุกเป็นไฟ โดยนักข่าว CNN อย่างเจก แทปเปอร์ถึงกับวิจารณ์ว่าเป็นคำพูดที่น่าขยะแขยงและยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนรับมือมวลอากาศเย็นถล่มภาคเหนือ ฮอกไกโด–อาโอโมริ เจอหิมะหนัก

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนรับมือมวลอากาศเย็นถล่มภาคเหนือ ฮอกไกโด–อาโอโมริ เจอหิมะหนัก

19 พ.ย. 2568 09:47 น.

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนรับมือมวลอากาศเย็นถล่มภาคเหนือ ฮอกไกโด–อาโอโมริ เจอหิมะหนัก

อุตุฯ ญี่ปุ่นประกาศเตือนสภาพอากาศรุนแรง เผชิญอากาศหนาวจัดอย่างกะทันหัน หลังมวลอากาศเย็นกำลังแรงเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ตอนเหนือของประเทศ ทำให้เกิดหิมะตกหนักในหลายจังหวัดสำคัญ

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency-JMA) ออกประกาศเตือนสภาพอากาศสำหรับบางพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ รวมถึงฮอกไกโดและอาโอโมริ โดยคาดว่าจะต้องเผชิญอากาศหนาวจัดอย่างกะทันหัน หิมะและลมแรงอาจทำให้ทัศนวิสัยลดต่ำ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนนและการสัญจรล่าช้า หลังมวลอากาศเย็นกำลังแรงเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ตอนเหนือของประเทศ ทำให้เกิดหิมะตกหนักในหลายจังหวัดสำคัญ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปริมาณหิมะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันต่อไป พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นในช่วงที่พายุหนาวยังไม่สงบ.

“คิม จองอึน” ตระเวนเยี่ยมหน่วยความมั่นคงและยุติธรรม ในโอกาสครบ 80 ปีการก่อตั้งหน่วยงาน

"คิม จองอึน" ตระเวนเยี่ยมหน่วยความมั่นคงและยุติธรรม ในโอกาสครบ 80 ปีการก่อตั้งหน่วยงาน

19 พ.ย. 2568 07:57 น.

“คิม จองอึน” ตระเวนเยี่ยมหน่วยความมั่นคงและยุติธรรม ในโอกาสครบ 80 ปีการก่อตั้งหน่วยงาน

“คิม จองอึน” ตรวจเยี่ยมกระทรวงความมั่นคง กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ศาลสูงสุด และอัยการสูงสุด เนื่องในโอกาสก่อตั้งครบ 80 ปี ย้ำภารกิจปกป้องระบบสังคมนิยมแบบเกาหลีเหนือและความอยู่ดีของประชาชน

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยงานด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมหลายแห่ง อาทิ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐ ศาลสูงสุด และสำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้งหน่วยงานเหล่านี้ 

โดยระหว่างเยือนกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ นายคิมได้รับการต้อนรับจาก นายรี ชังแด รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูง พร้อมกล่าวมอบคำทักทายอย่างอบอุ่น แก่เจ้าหน้าที่ทุกนายที่เดินบนเส้นทางแห่งความรักชาติและความจงรักภักดี ในการปกป้องพรรคและรัฐ

ขณะตรวจเยี่ยมกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ คิมย้ำภารกิจสำคัญในการ คุ้มครองการทำงานของพรรคและรัฐบาลด้วยกฎหมายและอาวุธเพื่อปกป้องระบบสังคมนิยมแบบเกาหลีเหนือและความอยู่ดีของประชาชน

ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวยกย่องวีรกรรมและผลงานอันเจิดจรัสของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ที่ทำให้พรรคสามารถสร้าง ชัยชนะเหนือศัตรูจากภายนอก พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะปฏิบัติภารกิจด้วยความรับผิดชอบต่อไปในอนาคต ในฐานะผู้พิทักษ์ทางการเมืองของพรรคผู้ปกครองประเทศ

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ถือเป็นครั้งแรกของคิมตั้งแต่ปี 2555 โดยมี โจ ยองวอน เลขาธิการพรรค นายคิม ฮยองซิก ผู้อำนวยการพรรค และนายคัง ยุนซอก รองประธานคณะกรรมาธิการประจำสภา เข้าร่วมคณะด้วย.

ที่มา Yonhap

พายุหิมะถล่มเขาชิลี นักท่องเที่ยวดับแล้ว 5 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย

พายุหิมะถล่มเขาชิลี นักท่องเที่ยวดับแล้ว 5 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย

19 พ.ย. 2568 05:44 น.

พายุหิมะถล่มเขาชิลี นักท่องเที่ยวดับแล้ว 5 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย

พายุหิมะพัดถล่มพื้นที่อุทยานแห่งชาติของชิลี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ ขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังตามหานักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ยังคงสูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 พ.ย. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศชิลี กำลังดำเนินการค้นหากลุ่มนักท่องเที่ยวที่สูญหายไปในพายุหิมะรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นที่ อุทยานแห่งชาติ “ตอร์เรส เดล ไพเน” ในภูมิภาคปาตาโกเนีย ทางตอนใต้ของชิลี หลังพายุทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ

นางอนาฮี การ์เดนาส นายกเทศมนตรีเมือง ตอร์เรส เดล ไพเน กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ศพประกอบด้วย ชาวเม็กซิโก 2 ราย, ชาวเยอรมัน 2 ราย และชาวอังกฤษอีก 1 ราย โดยสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้ความพยายามในการค้นหาผู้ที่ยังสูญหายมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ด้านนายกิเยร์โม รุยซ์ ผู้แทนประธานาธิบดีประจำจังหวัด อุลติมา เอสเปอรันซา (Ultima Esperanza) ทางตอนใต้ของชิลี กล่าวว่า นักท่องเที่ยวสูญหายใกล้กับแคมป์ “ลอส เปร์รอส” (Los Perros) ภายในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้โดยการเดินเท้าเป็นเวลาสี่ถึงห้าชั่วโมงเท่านั้น จากจุดที่ยานพาหนะเข้าถึงได้ใกล้ที่สุด

นายรุยซ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลกำลังร่วมมือกับหน่วยงานทางทหารต่างๆ ซึ่งกำลังส่งกองกำลังเข้าไปในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการค้นหา โดยทางการมีคำสั่งปิดพื้นที่เกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติ ตอร์เรส เดล ไพเน มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขายอดแหลมและป่ากึ่งขั้วโลก มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 1,810 ตร.กม. และต้อนรับนักท่องเที่ยวปีละหลายแสนคน

พื้นที่เกิดเหตุถูกพายุหิมะพัดถล่ม ทำให้เกิดสภาวะ “ทัศนวิสัยแย่จนมองไม่เห็น” (whiteout conditions) และมีลมแรงความเร็วสูงถึง 193 กม./ชม. ซึ่งเทียบเท่ากับพายุเฮอริเคนระดับ 3 ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า นักท่องเที่ยวที่สูญหายมาจากประเทศใด และมีจำนวนกี่คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

19 พ.ย. 2568 05:17 น.

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ให้กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีน แต่ยังต้องรอผ่านความเห็นชอบในวุฒิสภา และให้นายทรัมป์ลงนามบังคับใช้ก่อน

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ย. 2568 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายฉบับหนึ่งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 427 ต่อ 1 เสียง เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ออกมาทั้งหมดแล้ว หลังจากมีเสียงเรียกร้องมาตลอดให้เปิดเผยเอกสารดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกส่งไปพิจารณาต่อในวุฒิสภา และหากเหล่า สว.มีมติอนุมัติ ร่างกฎหมายก็จะถูกส่งไปให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ กระแสเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารคดีของนายเอปสตีน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี ก่อนที่เขาจะจบชีวิตตัวเองในเรือนจำเมื่อปี 2562 ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเชื่อว่า รัฐบาลกำลังปกปิดเรื่องบางอย่างอยู่ และเชื่อว่ามี “รายชื่อลูกค้า” ที่จะเปิดเผยความเชื่อมโยงของนายเอปสตีนกับบุคคลสาธารณะที่มีอำนาจ

นายทรัมป์ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า มีชื่ออยู่ในเอกสารคดีของนายเอปสตีนด้วย แต่เขายืนยันมาตลอดว่า ตัดความสัมพันธ์กับอดีตนักการเงินชื่อฉาวคนนี้นานแล้ว

นายทรัมป์ เคยพูดในตอนหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ว่า เขาจะเปิดเผยเอกสารดังกล่าว แต่ในเดือนกรกฎาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กับเอฟบีไอ ออกมายืนยันว่า ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “รายชื่อลูกค้า” ขณะที่นายทรัมป์ก็แสดงท่าทีว่าจะไม่เปิดเผยเอกสารดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจเป็นวงกว้าง รวมถึงในกลุ่ม MAGA ผู้สนับสนุนหลักของนายทรัมป์

แต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์กลับลำและออกมาเรียกร้องให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ลงมติสนับสนุนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน

ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารในคดีของนายเอปสตีนกว่า 20,000 ฉบับ รวมถึงอีเมลที่นายเอปสตีนส่งให้คนสนิทของเขา โดยภายในมีข้อความระบุว่า “ทรัมป์รู้เรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิง” แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc