ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

19 พ.ค. 2569 08:27 น.

ดีอาร์คองโกเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง รับมือสายพันธุ์หายาก ดับแล้วกว่า 110 ศพ

ดีอาร์คองโก เตรียมเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่ม 3 แห่ง หลังไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 110 ราย ขณะที่ WHO ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมเวชภัณฑ์เข้าพื้นที่เร่งคุมสถานการณ์

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เตรียมเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยอีโบลาเพิ่มอีก 3 แห่งในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศ หลังการระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 110 ราย โดยเจ้าหน้าที่คองโกเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า แพทย์ชาวอเมริกันที่ปฏิบัติงานอยู่ในคองโก เป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อรายใหม่ของไวรัสสายพันธุ์นี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของอีโบลาในคองโกเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญ”

โดยล่าสุดเครื่องบินที่บรรทุกผู้เชี่ยวชาญของ WHO และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์มากกว่า 5 ตัน ลงจอดที่เมืองบูเนีย ในจังหวัดอิตูรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการควบคุมโรคของรัฐบาลคองโก

ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 118 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกว่า 300 ราย ในจังหวัดอิตูรีและนอร์ทคิวู ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา พบผู้เสียชีวิต 1 ราย และผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 1 ราย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในหลายพื้นที่

การระบาดครั้งนี้เชื่อมโยงกับไวรัสบุนดิบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์อีโบลาที่พบได้ยาก โดยก่อนหน้านี้เคยตรวจพบเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือในยูกันดาเมื่อปี 2007 และในคองโกเมื่อปี 2012

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุหลายสัปดาห์ในพื้นที่เหมืองแร่ห่างไกลของเมืองมองบวาลู จังหวัดอิตูรี

สำหรับโรคอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น อาเจียน เลือด หรืออสุจิ โดยผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้การระบาดครั้งนี้สร้างความกังวลต่อวงการสาธารณสุขทั่วโลกอีกครั้ง.

ที่มา : AP

สลดซานดิเอโก มือปืนกราดยิงมัสยิด ดับ 3 ศพ คนร้ายไม่รอด

สลดซานดิเอโก มือปืนกราดยิงมัสยิด ดับ 3 ศพ คนร้ายไม่รอด

19 พ.ค. 2569 06:38 น.

สลดซานดิเอโก มือปืนกราดยิงมัสยิด ดับ 3 ศพ คนร้ายไม่รอด

เกิดเหตุกราดยิงที่มัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ขณะที่คนร้าย 2 คนคาดว่าจบชีวิตตัวเอง โดยตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาแรงจูงใจ

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 เกิดเหตุคนร้ายวัยรุ่น 2 รายใช้อาวุธปืนกราดยิงศูนย์อิสลามแห่งซานดิเอโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้ชาย 3 คนที่อยู่ด้านนอกมัสยิดเสียชีวิต โดยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะพบร่างของผู้ต้องสงสัยทั้งสองเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ คาดว่าเป็นการจบชีวิตตนเองด้วยอาวุธปืน

นายสกอตต์ วาห์ล ผู้บัญชาการตำรวจซานดิเอโก ระบุว่า เด็ก ๆ ทุกคนที่เข้าเรียนในโรงเรียนภาคกลางวันซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของมัสยิดดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยดีทุกคนหลังเกิดเหตุยิงกันขึ้น โดยเหตุสลดนี้ปะทุขึ้นไม่นานก่อนเวลาเที่ยงวันตามเวลาออมแสงแปซิฟิก (PDT)

นายวาห์ลกล่าวเสริมว่า ได้มีการประสานงานให้สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) เข้ามาร่วมสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนในเหตุการณ์นี้ โดยผู้บัญชาการตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสอบสวนโดยมุ่งเป้าไปที่ประเด็นอาชญากรรมจากความเกลียดชัง

ทั้งนี้ หลังได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจจำนวนมากที่รีบรุดมายังศูนย์อิสลามแห่งนี้ พบกับร่างของชาย 3 คนที่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ภายนอกอาคาร รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งนายวาห์ลกล่าวยกย่องว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเขาน่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อที่รุนแรงไปมากกว่านี้

หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบร่างของวัยรุ่นชายสองคน อายุ 17 ปี และ 19 ปี อยู่ภายในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่กลางถนน โดยทั้งคู่เสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืนที่คาดว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง

นายวาห์ลกล่าวอีกว่า ในขณะนี้ทีมสืบสวนยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อปะติดปะต่อรายละเอียดว่า อะไรคือชนวนเหตุที่นำไปสู่การกราดยิง และเหตุความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุคนร้ายยิงปืนใส่ช่างจัดสวนคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปราวสองช่วงตึก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเหตุยิงกันอีกจุดหนึ่งที่แยกต่างหาก อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่ได้ระบุว่าได้ตัดประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างสองเหตุการณ์นี้ออกไปแล้วหรือไม่ โดยช่างจัดสวนคนดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์อ้าง ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำขอชาติอ่าวอาหรับ

ทรัมป์อ้าง ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำขอชาติอ่าวอาหรับ

19 พ.ค. 2569 06:20 น.

ทรัมป์อ้าง ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตามคำขอชาติอ่าวอาหรับ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เขาสั่งระงับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ที่ควรเกิดขึ้นในวันอังคารนี้ ตามคำขอของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และเผยว่า ตอนนี้กำลังมีการเจรจาอย่างจริงจังเกิดขึ้น

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า เขาได้สั่งระงับปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านที่มีกำหนดการในวันอังคารนี้เอาไว้ก่อน ตามคำขอของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ เนื่องจาก “ในขณะนี้กำลังมีการเจรจาอย่างจริงจังเกิดขึ้น”

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า ผู้นำของประเทศกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นผู้ร้องขอให้เขาชะลอการโจมตีดังกล่าว

ทรัมป์บอกอีกว่า เขาได้รับแจ้งว่าจะมีการทำข้อตกลงที่ “เป็นประโยชน์และยอมรับได้” สำหรับสหรัฐฯ พร้อมเน้นย้ำว่า “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด!”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนด้วยว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะ “เดินหน้าเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบและขนานใหญ่ในทันทีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า” หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่น่าพึงพอใจได้

ทางด้านผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่านก็ออกมาเตือนสหรัฐฯ เช่นกันว่า อย่าได้ก่อ “ความผิดพลาดและการคำนวณที่ผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์ซ้ำสอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านเผยว่าได้ยื่นข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับแก้ไขให้แก่สหรัฐฯ แล้ว ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงของโดนัลด์ ทรัมป์ และผลสำรวจความคิดเห็นที่ชี้ว่า สงครามครั้งนี้เริ่มไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวอเมริกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผลสำรวจของนิวยอร์กไทมส์ร่วมกับวิทยาลัยเซียนา ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งราว 64% เชื่อว่าการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ขณะที่มีเพียง 37% ที่พึงพอใจต่อผลงานการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์

ผลการหยั่งเสียงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่พรรครีพับลิกันต้องเผชิญในการเลือกตั้งกลางเทอม ในช่วงเวลาที่สาธารณชนเริ่มหมดความอดทนต่อสงคราม รวมถึงการบริหารจัดการของทรัมป์ในเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาผู้อพยพ ตลอดจนประเด็นอื่น ๆ

ในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา ทรัมป์เรียกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ว่า “เป็นพัฒนาการที่ดีมาก แต่เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นมาหรือไม่”

“เราเคยมีช่วงเวลาที่เราคิดว่า เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกันได้มาก ๆ แล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่สำเร็จ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปเล็กน้อย”

ทรัมป์ระบุด้วยว่าดูเหมือนจะมี “โอกาสที่ดีมาก” ที่จะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน พร้อมกล่าวเสริมว่า “ถ้าเราสามารถทำสิ่งนั้นได้โดยไม่ต้องทิ้งระเบิดถล่มพวกเขาอย่างหนัก ผมก็คงจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อีลอน มัสก์ แพ้คดีฟ้อง OpenAI ลูกขุนชี้ “ทิ้งเวลานานเกินไป” ก่อนยื่นฟ้อง

อีลอน มัสก์ แพ้คดีฟ้อง OpenAI ลูกขุนชี้ “ทิ้งเวลานานเกินไป” ก่อนยื่นฟ้อง

19 พ.ค. 2569 05:07 น.

อีลอน มัสก์ แพ้คดีฟ้อง OpenAI ลูกขุนชี้ “ทิ้งเวลานานเกินไป” ก่อนยื่นฟ้อง

คณะลูกขุนศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตัดสินยกฟ้องคดีที่ อีลอน มัสก์ ฟ้องร้อง OpenAI และ แซม อัลต์แมน โดยชี้ว่า มัสก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยนานเกินไปก่อนจะตัดสินใจฟ้องร้อง

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 คณะลูกขุนของศาลในรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินยกฟ้องคดีความประเด็นร้อนที่ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ยื่นฟ้องบริษัท OpenAI และ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของบริษัท ปมละเมิดสัญญาการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร

คณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นพ้องว่า มัสก์ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานเกินไปก่อนที่จะยื่นฟ้อง ส่งผลให้ข้อเรียกร้องทั้งหมดของเขาหมดอายุความไปโดยปริยาย

ก่อนหน้านี้ มัสก์กล่าวหาอัลต์แมนว่าละเมิดสัญญาการเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร จากการเปลี่ยนทิศทางของบริษัทผู้พัฒนาแชทบอทยอดนิยมอย่าง ChatGPT ให้กลายเป็นบริษัทที่แสวงหาผลกำไร หลังจากที่มัสก์ได้บริจาคเงินจำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้ง OpenAI

มัสก์อ้างว่าอัลต์แมนได้หลอกลวงเขาด้วยการยอมรับเงินบริจาคดังกล่าว แล้วกลับคำมั่นสัญญาในภารกิจดั้งเดิมของ OpenAI ที่ตั้งใจจะพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติโดยไม่หวังผลกำไร

คณะลูกขุนใช้เวลาเพียงประมาณ 2 ชั่วโมงในวันจันทร์เพื่อพิจารณาตัดสินคดีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นใช้เวลาตลอด 3 สัปดาห์ในการตรวจสอบเอกสารโต้ตอบภายใน รวมถึงรับฟังคำให้การจากมัสก์, อัลต์แมน และผู้บริหารคนอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์

มัสก์ยังกล่าวหาไมโครซอฟท์ว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน OpenAI ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่บริษัทแสวงหาผลกำไร ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาอื่น ๆ ของมัสก์ที่มีต่อไมโครซอฟท์ได้ถูกยกฟ้องตามข้อกฎหมาย เนื่องจากคณะลูกขุนได้ข้อสรุปในข้อกล่าวหาหลักสองประเด็นที่มีต่อ OpenAI ไปแล้ว

โฆษกของไมโครซอฟท์กล่าวถึงคำตัดสินในครั้งนี้ว่า “ข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ในคดีนี้มีความชัดเจนมานานแล้ว” พร้อมเสริมว่าบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับ OpenAI ต่อไป

คำตัดสินของคณะลูกขุนในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความพ่ายแพ้และการยอมความในชั้นศาลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของ อีลอน มัสก์ ในช่วงที่ผ่านมา

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคณะลูกขุนมีคำตัดสิน มัสก์ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผลลัพธ์ของคดีนี้ทันที โดยเขาโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า คำตัดสินนี้เท่ากับเป็นการมอบ “ใบอนุญาตให้ปล้นองค์กรการกุศลได้อย่างเสรี ตราบใดที่คุณสามารถปิดข่าวการปล้นนั้นไว้ได้เงียบเชียบสักสองสามปี!”

นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาผู้พิพากษาที่ดูแลคดีนี้ว่าเป็น “พวกนักเคลื่อนไหวที่แย่มาก” ที่ใช้คณะลูกขุนเป็นเพียง “ข้ออ้างบังหน้า”

ทั้งนี้ ในวันแรกของการพิจารณาคดี มัสก์ถูกทนายความคนหนึ่งของเขาถามว่า การฟ้องร้องทางกฎหมายในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ซึ่งเขาตอบว่า “จริง ๆ แล้วมันเรียบง่ายมาก … การขโมยทรัพย์สินขององค์กรการกุศลเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง… ถ้าการปล้นองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ รากฐานทั้งหมดของการบริจาคเพื่อการกุศลก็คงจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น”

ส่วนในระหว่างการขึ้นให้การของแซม อัลต์แมน เขาบอกคณะลูกขุนว่า มัสก์ไม่เพียงแต่สนับสนุนแนวคิดที่จะเปลี่ยน OpenAI ให้เป็นธุรกิจแสวงหาผลกำไรเท่านั้น แต่เขายังพยายามแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมบริษัทในระยะยาวอีกด้วย

“ช่วงเวลาหนึ่งที่น่าขนลุกเป็นพิเศษคือตอนที่ผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่น ๆ ถามเขา (อีลอน มัสก์) ว่า “ถ้าคุณเป็นคนควบคุม แล้วถ้าวันหนึ่งคุณตายไปจะเกิดอะไรขึ้น?”” อัลต์แมนกล่าว “เขาตอบกลับมาทำนองว่า “บางทีมันก็ควรจะตกทอดไปถึงลูก ๆ ของผม””

อนึ่ง อีลอน มัสก์ กับ แซม อัลต์แมน ร่วมกันก่อตั้ง OpenAI ในปี 2558 แต่มัสก์ถอนตัวออกไปในปี 2561 หลังจากบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งปฏิเสธที่จะมอบอำนาจควบคุมบริษัทให้แก่เขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

19 พ.ค. 2569 03:39 น.

ตุรกีเร่งล่าตัว มือปืนกราดยิงดับ 4 เจ็บ 8 ก่อนซิ่งรถหลบหนี

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย ส่วนคนร้ายยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 หนังสือพิมพ์เดอะ เฮอร์ริเยต (Hurriyet) และสถานีโทรทัศน์ ซีเอ็นเอ็น ภาษาตุรกี รายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้คนที่เขตทาร์ซัส (Tarsus) ในจังหวัดเมอร์ซิน (Mersin) ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย

สื่อระบุว่า เหตุสลดดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนที่ผู้ต้องสงสัยจะขับรถยนต์หลบหนีไป ซึ่งขณะนี้ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการไล่ล่าครั้งใหญ่ โดยมีการส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเพื่อเร่งติดตามจับกุมตัวมือปืนรายนี้มาดำเนินคดี

สื่อตุรกีรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้เสียชีวิตภายในร้านอาหาร 2 ศพ ซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าของร้านและพนักงาน จากนั้นมือปืนได้เดินหน้ากราดยิงต่อไป ส่งผลให้คนเลี้ยงแกะที่กำลังพาสัตว์เลี้ยงกินหญ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียง และคนขับรถบรรทุกอีกคนหนึ่งเสียชีวิตด้วย

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอัตลักษณ์บุคคลและแรงจูงใจในการก่อเหตุที่แน่ชัดของคนร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

19 พ.ค. 2569 02:48 น.

พบศพนักดำน้ำอิตาลีทุกคนแล้ว หลังสูญหายในถ้ำใต้ทะเลที่มัลดีฟส์

ทีมนักประดาน้ำจากนานาชาติ พบศพของนักดำน้ำชาวอิตาลีที่สูญหายไป ขณะดำน้ำที่ถ้ำใต้ทะเลของเกาะมัลดีฟส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ครบทุกคนแล้ว และจะนำร่างของพวกเขาขึ้นมาภายในไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของมัลดีฟส์และอิตาลีเปิดเผยว่า ทีมนักประดาน้ำจากนานาชาติค้นพบร่างของชาวอิตาลี 4 คนที่จมน้ำเสียชีวิตในถ้ำใต้ทะเลเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว และเมื่อรวมกับ 1 รายที่พบก่อนหน้านี้หมายความว่า นักดำน้ำที่หายไปครบทุกคนแล้ว

การค้นพบร่างดังกล่าวมีขึ้น 4 วันหลังจากนักดำน้ำกลุ่มนี้ซึ่งเป็นชาวอิตาลี 5 คน ไม่กลับขึ้นมาจากดำน้ำที่ประเทศมัลดีฟส์ ในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการกู้ร่างทั้งหมดขึ้นมา

ร่างของนักดำน้ำรายแรกถูกพบในวันเกิดเหตุ แต่ปฏิบัติการค้นหาต้องหยุดลงชั่วคราวในวันเสาร์ (17 พ.ค.) หลังจากนายโมฮาเหม็ด มาฮูดี เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ (MNDF) นายหนึ่งเสียชีวิต จากภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากการลดความกดอากาศ (โรคน้ำหนีบ) หลังจากเข้าร่วมการค้นหา

ปฏิบัติการค้นหากลับมาเริ่มอีกครั้งในวันจันทร์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากอิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจาก “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” (Divers Alert Network – DAN) ซึ่งเป็นองค์กรความปลอดภัยด้านการดำน้ำระดับสากล เข้าร่วมในภารกิจนี้ด้วย

“ร่างของนักดำน้ำที่สูญหายทั้ง 4 คนได้รับการระบุตำแหน่งแล้วว่าอยู่ภายในถ้ำบริเวณเกาะปะการังรูปวงแหวน วาอู (Vaavu) ระหว่างปฏิบัติการร่วมค้นหาและกู้ภัย” MNDF ระบุในแถลงการณ์ และเจ้าหน้าที่จะเริ่มดำน้ำเพื่อกู้ร่างผู้เสียชีวิตภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ด้านนายโมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกหลักของรัฐบาลเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ร่างทั้งสี่ถูกพบในถ้ำที่มีขนาดใหญ่และลึกกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกมาก

“พวกเขาถูกพบอยู่รวมกันในส่วนที่สามของถ้ำ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่เราประเมินไว้ในตอนแรกมาก” ชารีฟกล่าว “แผนการทำงานคือจะกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมา 2 ร่างในวันพรุ่งนี้ และอีก 2 ร่างที่เหลือน่าจะเป็นวันมะรืน”

ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร ทั้งที่ตามปกติแล้ว นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาเยือนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งนี้ จะได้รับอนุญาตให้ดำน้ำได้ลึกที่สุดไม่เกิน 30 เมตรเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

19 พ.ค. 2569 01:49 น.

เสือหลุดกรงถูกตำรวจเยอรมันยิงดับ หลังก่อเหตุขย้ำคนเลี้ยง

เกิดเหตุเสือหลุดจากกรงในประเทศเยอรมนี โดยมันทำร้ายคนเลี้ยงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะถูกตำรวจตามแกะรอยจนเจอ และถูกยิงเสียชีวิต

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เสือที่หลุดออกจากกรง ซึ่งคาดว่าเป็นของหญิงผู้ได้รับฉายา “ราชินีเสือ” (Tiger Queen) แห่งเยอรมนี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตแล้ว หลังจากที่มันก่อเหตุจู่โจมทำร้ายหนึ่งในคนดูแลของมัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยกับบีบีซีว่า ชายวัย 72 ปีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกขย้ำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เขาอยู่ภายในกรงเสือ ซึ่งตั้งอยู่ในสถานเลี้ยงสัตว์ส่วนบุคคลบริเวณชานเมืองไลป์ซิก ของเยอรมนี

หลังจากนั้นเสือตัวดังกล่าวได้หลุดออกจากกรงขัง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือสามารถแกะรอยพบตัวมันในเวลาต่อมาไม่นาน และตัดสินใจยิงเสือตัวนี้จนเสียชีวิต

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า สถานที่ตั้งกรงเสือแห่งนี้คาดว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของ คาร์เมน ซานเดอร์ ครูฝึกสัตว์และเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนบุคคลผู้มีชื่อเสียงอื้อฉาว ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็น “ราชินีเสือแห่งเยอรมนี” โดยเสือตัวดังกล่าวเป็นหนึ่งในเสือและสิงโตทั้งหมด 8 ตัวที่ถูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมใกล้กับเมืองชเคอดิตซ์ (Schkeuditz)

ตำรวจแถลงว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 12:50 น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นและรีบรุดไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยตำรวจจำเป็นต้องยิงเสือโคร่งเพศผู้ตัวนี้เพื่อขจัดความเสี่ยงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับสาธารณชน นอกจากนี้ยังเสริมว่าสถานีตำรวจท้องถิ่น

โฆษกตำรวจกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่เสือหลุดรอดออกจากกรงมาได้อย่างไรนั้น ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนที่ยังคงดำเนินอยู่

ทั้งนี้ ไม่มีสัตว์ตัวอื่นหลุดออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว และทางตำรวจมีแผนที่จะใช้โดรนบินสำรวจค้นหาเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยอย่างสูงสุด

ด้านนาย โธมัส ดรุสคัต นายกเทศมนตรี เรียกร้องให้มีการย้ายสัตว์ตัวอื่น ๆ ออกไปจากพื้นที่ พร้อมทั้งให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นอย่างไรหากมีคนอื่นได้รับอันตรายมากกว่านี้

อนึ่ง ข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อและฉายาของซานเดอร์ระบุว่า ครูฝึกรายนี้มีการจัดกิจกรรมให้ประชาชนทั่วไป จ่ายเงินเพื่อเข้ามาร่วมสัมผัสลูบคลำเสือ โดยอ้างว่าเป็นประสบการณ์ที่ “น่าจดจำ” และ “หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

18 พ.ค. 2569 23:43 น.

คร่าแล้ว 100 ศพ อีโบลาระบาดดีอาร์คองโก สงสัยติดเชื้ออีกเฉียด 400

จำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในประเทศดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 100 ศพแล้ว และมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีกเกือบ 400 คน โดยยังไม่แน่ชัดว่าขอบเขตการระบาดนั้นกว้างเพียงใด

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 100 ศพ จากการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) โดยมีผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 390 ราย

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดในครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศแล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวซีบีเอสนิวส์ (CBS News) ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 6 รายที่สัมผัสหรือเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาระหว่างการระบาดในดีอาร์คอนโกครั้งนี้ โดย 1 รายเริ่มแสดงอาการป่วยแล้ว ส่วนอีก 3 รายถูกระบุว่ามีประวัติสัมผัสใกล้ชิดหรือเสี่ยงต่อการรับเชื้อในระดับสูง

สำหรับสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้คือสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่มีกลุ่มยาหรือวัคซีนใด ๆ สำหรับการรักษาโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2 ราย และเสียชีวิต 1 รายในประเทศยูแกนดาด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวเปิดเผยกับเว็บไซต์ข่าวการแพทย์ STAT ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหารถหรือยานพาหนะขนส่ง เพื่อนำตัวชาวอเมริกันกลุ่มเล็ก ๆ ในดีอาร์คอนโกไปยังสถานที่กักตัวที่ปลอดภัย

ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา CDC ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับพลเมืองสหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ แต่ย้ำว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางสู่ระดับ 4 ซึ่งเป็นการเตือนระดับสูงสุด เพื่อเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในเวลานี้

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของดีอาร์คอนโก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะจัดว่าเป็นโรคระบาดใหญ่ (Pandemic)

อย่างไรก็ตาม WHO ทางองค์กรได้เตือนว่า การระบาดในครั้งนี้อาจมีแนวโน้มที่ “รุนแรงและขยายวงกว้าง” กว่าที่ตรวจพบและรายงานอยู่ในปัจจุบัน โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพร่ระบาดทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

18 พ.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านประกาศตั้งองค์กรใหม่ เพื่อคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ

หน่วยงานความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ประกาศการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังจากส่งสัญญาณว่า การสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้จะไม่กลับเป็นเหมือนเดิมอีก

เมื่อ 18 พ.ค. 2569 สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ เพื่อบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ หลังอิหร่านปิดช่องแคบดังกล่าวโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดโพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อแนะนำหน่วยงานใหม่ดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานควบคุมช่องแคบอ่าวเปอร์เซีย” (Persian Gulf Strait Authority หรือ PGSA) โดยระบุว่าองค์กรนี้จะทำหน้าที่ให้ข้อมูล “รายงานสถานการณ์ล่าสุดแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการปฏิบัติการและพัฒนาการต่าง ๆ ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ”

ขณะเดียวกัน บัญชีผู้ใช้ของกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ก็ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทันทีว่าองค์กรใหม่นี้จะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง แต่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ Press TV ซึ่งเป็นสื่อภาคภาษาอังกฤษของอิหร่าน ระบุว่านี่คือ “ระบบเพื่อใช้อำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ” และเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวจะได้รับ “ข้อบังคับและกฎระเบียบ” ส่งตรงมาจากอีเมล info@pgsa.ir

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอื่น ๆ เช่น ปุ๋ย

แต่การเข้าควบคุมเส้นทางเดินเรือของอิหร่านสร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก และสร้างอำนาจต่อรองอย่างมากแก่รัฐบาลเตหะราน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเรือปิดล้อมท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่านในน่านน้ำแห่งนี้เช่นกัน

นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น อิหร่านได้เน้นย้ำหลายครั้งว่าการสัญจรทางเรือผ่านช่องแคบนี้ “จะไม่กลับไปเป็นเหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอีก” และเมื่อเดือนก่อน อิหร่านระบุว่าได้รับรายได้ก้อนแรกจากการเรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบดังกล่าวแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

18 พ.ค. 2569 21:53 น.

อิหร่านยื่นข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขให้สหรัฐฯ ผ่านปากีสถาน

อิหร่านส่งข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับแก้ไขให้แก่สหรัฐฯ แล้ว โดยส่งผ่านปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่ในภาวะชะงักงัน

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 18 พ.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวหลายคนว่า ปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจาสันติภาพ ได้รับข้อเสนอยุติสงครามฉบับแก้ไขจากอิหร่าน และส่งต่อให้แก่สหรัฐอเมริกาแล้ว พร้อมเตือนว่าทั้งสองฝ่าย “เหลือเวลาไม่มากนัก” ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน

ต่อมา นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทัศนะของรัฐบาลเตหะรานได้รับการ “ส่งต่อไปยังฝ่ายอเมริกันผ่านทางปากีสถานแล้ว” แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ

ในขณะนี้ ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทว่าการเจรจาที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางกลับหยุดชะงักลง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้กำลังอยู่ในภาวะที่ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก

แหล่งข่าวจากปากีสถานไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอฉบับแก้ไขดังกล่าว แต่เมื่อถูกถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานหรือไม่ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน แหล่งข่าวตอบว่าทั้งสองฝ่าย “ต่างปรับเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ” พร้อมกล่าวเสริมว่า “พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในหลายเรื่องซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก รัฐบาลวอชิงตันเรียกร้องให้อิหร่านล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ และยุติการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและสินค้าสายสำคัญของโลก

ขณะที่ฝ่ายอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ จ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม ยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและหยุดยิงในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งโพสต์ข้อความขู่อิหร่านรอบใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เวลากำลังเหลือน้อยลงทุกที” สำหรับอิหร่าน พร้อมเสริมว่า “พวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และอย่างรวดเร็วด้วย ก่อนที่พวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก”

ต่อมานายบากาอีกล่าวในงานแถลงข่าวประจำสัปดาห์ว่า อิหร่านพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ และสำหรับคำขู่ของทรัมป์ “ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราตระหนักดีว่าจะตอบโต้อย่างเหมาะสมอย่างไร ต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดจากฝ่ายตรงข้าม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna