ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

18 พ.ค. 2569 06:18 น.

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

เกิดเหตุระทึกกลางงานแอร์โชว์ในสหรัฐฯ เมื่อเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ชนกันกลางอากาศ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นในอากาศ เคราะห์ดีที่ลูกเรือทั้ง 4 คนดีดตัวออกมาทัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างงาน “Gunfighter Skies Air Show” ที่จัดขึ้นบริเวณฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮม ทางตะวันตกของรัฐไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้เร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

คิม ไซกส์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของกลุ่ม “Silver Wings of Idaho” ซึ่งร่วมวางแผนจัดงาน เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้ง 4 คนจากเครื่องบินทั้ง 2 ลำ สามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยจุดที่เครื่องบินตกอยู่นอกเขตฐานทัพ

ไซกส์ระบุว่า เธอไม่ได้เห็นช่วงที่เครื่องบินชนกันโดยตรง แต่สังเกตเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่หลังเกิดเหตุไม่นาน

ด้านฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮมโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ฐานทัพถูกสั่งล็อกดาวน์ชั่วคราวภายหลังเกิดเหตุเครื่องบินชนกันระหว่างงานแอร์โชว์ พร้อมยืนยันว่าทีมกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ

พยานหลายรายเปิดเผยว่า เห็นเครื่องบินสองลำชนกันกลางอากาศก่อนตกลงสู่พื้น ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นร่มชูชีพ 4 ชุดกางออกบนท้องฟ้า ขณะเครื่องบินดิ่งตกลงใกล้ฐานทัพ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองบอยซี ไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังเกิดไฟลุกไหม้บริเวณพื้นที่เกิดเหตุจากแรงปะทะของเครื่องบิน และเพลิงยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ

สำหรับงาน Gunfighter Skies Air Show ถือเป็นงานแสดงการบินยอดนิยมที่รวบรวมทั้งการบินผาดแผลง การกระโดดร่ม และการจัดแสดงศักยภาพทางการทหารสมัยใหม่ โดยในปีนี้มีทีมบินผาดแผลงชื่อดังของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อย่างThunderbirds ร่วมแสดงเป็นไฮไลต์สำคัญของงานทั้งสองวัน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ สภาพอากาศมีทัศนวิสัยค่อนข้างดี แต่มีลมกระโชกแรงสูงสุดประมาณ 47 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป.

ที่มา : LosAngelestimes

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

18 พ.ค. 2569 04:07 น.

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

(ภาพจาก Maldives President’s Media Division via AP)

นักประดาน้ำจากนานาชาติเดินทางไปยังเกาะมัลดีฟส์ เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ร่างของชาวอิตาลี 5 คนที่หายตัวไปในถ้ำใต้น้ำเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” หรือ DAN (Divers Alert Network) ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังเกาะมัลดีฟส์ในวันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมในความพยายามกู้ภัยร่วมกับนานาชาติ หลังจากชาวอิตาลี 5 คน และนักดำน้ำกู้ภัยอีก 1 คน เสียชีวิต ในอุบัติเหตุขณะดำน้ำครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัลดีฟส์

ชาวอิตาลีทั้ง 5 รายจมน้ำเสียชีวิตขณะอยู่ในถ้ำใต้น้ำลึกในน่านน้ำห่างไกลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) โดยทางการมัลดีฟส์สามารถกู้ร่างขึ้นมาได้ 1 ศพในวันเดียวกัน ถูกพบอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร

นอกจากนี้ สิบเอก โมฮาเหม็ด มาฮุดดี นักดำน้ำกู้ภัยจากกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเมื่อวันเสาร์ (16 พ.ค.) หลังจากเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของความกดอากาศ หรือ โรคน้ำหนีบ ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการค้นหาต้องถูกระงับไปชั่วคราวในเวลาต่อมา

โมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกรัฐบาลมัลดีฟส์เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า อิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้ให้ความช่วยเหลือในการค้นหาชาวอิตาลีอีก 4 รายที่เหลือ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตราย

“ผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจากเครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอิตาลี ได้เดินทางมาถึงในวันนี้ และจะเข้าร่วมในการค้นหา ซึ่งน่าจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้” ชารีฟกล่าว และเสริมว่า สหรัฐอเมริกาก็เสนอตัวที่จะให้ความช่วยเหลือเช่นกัน

นายชารีฟระบุอีกว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ได้รับการประสานงานโดยเครือข่าย DAN และกองทัพเรือมัลดีฟส์ ซึ่งได้ส่งเรือลำใหญ่ที่สุดไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเจนัวเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตในกลุ่มนี้รวมถึงศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล บุตรสาวของเธอ และนักวิจัยรุ่นเยาว์อีกสองคน โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลีได้ยืนยันการเสียชีวิตของทั้ง 5 รายแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

18 พ.ค. 2569 03:01 น.

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนประมาณ 200 คนจากทั่วเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารภายใต้โครงการอาหารฟรีซึ่งจัดโดยรัฐบาล

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2569 นักเรียนกว่า 200 คน จากโรงเรียนอนุบาล, ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น รวม 12 แห่งในแขวง “เตมบก ดูคุห์” (Tembok Dukuh) ล้มป่วยหลังจากรับประทานอาหารกลางวันฟรีจากโครงการของรัฐบาลเมื่อ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา

นักเรียนส่วนใหญ่บ่นว่ามีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน โดยส่วนใหญ่เข้ารับการตรวจร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนบางส่วนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแม่และเด็ก IBI ในเมืองสุราบายา

นางติยัส ปรานาดานี หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชน เตมบก ดูคุห์ ยืนยันว่า เหตุสงสัยอาหารเป็นพิษครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับอาหารฟรีที่แจกจ่ายโดยหน่วยบริการจัดหาโภชนาการ (SPPG) เพียงหน่วยเดียว

“มีโรงเรียนหลายแห่งที่ได้รับอาหารจาก SPPG แห่งเดียวกันนี้ และเกือบทุกแห่งต่างร้องเรียนเข้ามา โดยเกือบทุกคนรายงานว่ามีอาการป่วย” ติยัสกล่าวที่บริเวณโถงทางเข้าโรงพยาบาล IBI ตามที่สื่อรายงานเมื่อวันอาทิตย์

“จากการติดตามตรวจสอบของเราและรายงานจากคุณครู ปกติแล้วอาหารมักจะไม่มีเนื้อสัตว์” เธอระบุ “ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ เพราะที่ผ่านมานักเรียนไม่เคยได้รับประทานเนื้อสัตว์เลย”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างอาหารและส่งไปยังศูนย์ห้องปฏิบัติการสุขภาพ (BBLK) เพื่อทำการตรวจสอบแล้ว โดยมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขเมืองสุราบายา เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยในเด็กกลุ่มนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

18 พ.ค. 2569 01:56 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอีก ว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังจากการเจรจาหยุดชะงัก และกระตุ้นให้อิหร่านรีบเคลื่อนไหวก่อนจะไม่เหลืออะไรเลย

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อเตือนอิหร่านว่า “เวลาเหลือน้อยลงทุกที” ในขณะที่กระบวนการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อหาทางยุติสงคราม อยู่ในภาวะชะงักงัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะดำเนินต่อ

“สำหรับอิหร่าน เวลาเหลือน้อยลงทุกที และพวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และเร็วด้วย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาคือสิ่งสำคัญ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ข้อความดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการหารือกับ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน สื่อของอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างเป็นรูปธรรม ในการตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้ง และย้ำว่า การขาดการประนีประนอมจากรัฐบาลวอชิงตันจะนำการเจรจาไปสู่ “ทางตัน”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์สะท้อนถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ของเขาที่ว่า “อารยธรรมทั้งหมด” จะต้องดับสูญ หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม ซึ่งเป็นคำขู่ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงเมื่อต้นเดือนเมษายน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งเตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก” หลังจากที่เขาปฏิเสธข้อเรียกร้องของเตหะราน โดยตราหน้าข้อเรียกร้องเหล่านั้นว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

ด้านนาย เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนกรานว่าข้อเสนอของพวกตนนั้น “มีความรับผิดชอบ” และ “ใจกว้าง” แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่า ข้อเสนอเหล่านั้นรวมถึงการยุติสงครามในทุกแนวรบทันที รวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยุติการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และการรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต

ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม และการเน้นย้ำถึงอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

18 พ.ค. 2569 00:25 น.

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

บริษัทพลังงานของญี่ปุ่นเตรียมหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งหนึ่งในจังหวัดมิยางิ หลังตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 บริษัท โทโฮคุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ “เทปโก” (TEPCO) เปิดเผยว่า พวกเขาเตรียมระงับการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่สถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โอนางาวะ (Onagawa) ในจังหวัดมิยางิ หลังจากตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานของ เทปโก ไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม และการสั่งหยุดทำงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตรวจสอบเท่านั้น

เทปโกบอกอีกว่า ตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารรังสีในปริมาณเล็กน้อยภายในอาคารกังหันของเตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 17:10 น. พร้อมทั้งปฏิเสธความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างเหตุการณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ กับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่สั่นสะเทือนภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ การเดินเครื่องของเตาปฏิกรณ์ดังกล่าวถูกระงับไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามวงรอบปกติ และเพิ่งจะกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.) โดยมีกำหนดการที่จะกลับมาเดินระบบเชิงพาณิชย์ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

17 พ.ค. 2569 23:05 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีดินแดนรัสเซียครั้งใหญ่ รวมถึงที่กรุงมอสโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็ถูกโจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 พ.ค. 2569 ว่า ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีแคว้นมอสโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศรัสเซียเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนในรอบกว่า 1 ปี

นายอันเดรย์ โวโรบิเยฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายในเมืองคิมกิ (Khimki) ทางตอนเหนือของมอสโก และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย นอกจากนี้ยังมีชาย 1 รายและหญิง 1 รายเสียชีวิตในหมู่บ้านโปโกเรลคิ (Pogorelki)

ส่วนนายเซอร์เก โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย หลังจากโดรนพุ่งชนบริเวณทางเข้าโรงกลั่นน้ำมันของเมือง และมีบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย 3 หลัง

ขณะที่กองทัพรัสเซียแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนได้ทั้งหมด 556 ลำทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 130 ลำถูกสกัดกั้นได้ในแคว้นมอสโก และหนึ่งในนั้นตกในพื้นที่ของท่าอากาศยาน “เชเรเมเตียโว” สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดของรัสเซีย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และสนามบินยังคงให้บริการตามปกติ

ด้านสถานทูตอินเดียประจำกรุงมอสโกเปิดเผยว่า มีพลเมืองชายชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่า จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวถูกนับรวมอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตที่นายโวโรบิเยฟเปิดเผยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพในแคว้นเบลโกรอด (Belgorod) ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน

ทางด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้ที่ “สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” ต่อการโจมตีอันนองเลือดของรัสเซียในเมืองต่าง ๆ ของยูเครน

ทั้งนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพในกรุงเคียฟ

ขณะที่ฝั่งยูเครน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 รายจากการโจมตีด้วยโดรนและการระดมยิงปืนใหญ่ของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ในภูมิภาคดนิโปรเปตรอฟสก์ ตอนกลางของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

17 พ.ค. 2569 22:15 น.

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

(ภาพจาก AFP PHOTO /BARAKAH NUCLEAR POWER PLANT)

ทางการยูเออีเผยว่า โดรนไม่ทราบฝ่ายโจมตีใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ จนเกิดไฟลุกไหม้ แต่เคราะห์ดี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและการทำงานของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ในกรุงอาบูดาบีเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในขณะที่ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการฟื้นฟูการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ดูเหมือนจะหยุดชะงักลง

เจ้าหน้าที่ยูเออียังไม่ได้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของฝ่ายใด และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบในทันที โดยที่ผ่านมา ยูเออีเคยกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขามาตลอด ซึ่งยูเออีประณามว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาค

สำนักงานสื่อสารมวลชนอาบูดาบีแถลงว่า โดรนลำดังกล่าวโจมตีโดนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่นอกเขตชั้นในของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) พร้อมยืนยันว่าระดับความปลอดภัยด้านรังสีและกระบวนการทำงานต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ทางด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผ่านมานานกว่า 5 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงห่างไกลจากการทำข้อตกลง แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อหาทางยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื่องจากไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน

สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์และยกเลิกการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม, ยุติการปิดล้อมท่าเรือ และยุติการต่อสู้ในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน และเข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่า จีนซึ่งเป็นมิตรกับอิหร่าน จะยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง หนำซ้ำทรัมป์ยังขู่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“Lil X” ลูกชาย “อีลอน มัสก์” ขโมยซีนสะพาย “กระเป๋าหัวเสือ” ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

"Lil X" ลูกชาย "อีลอน มัสก์" ขโมยซีนสะพาย "กระเป๋าหัวเสือ" ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

17 พ.ค. 2569 12:43 น.

“Lil X” ลูกชาย “อีลอน มัสก์” ขโมยซีนสะพาย “กระเป๋าหัวเสือ” ทำยอดขายพุ่ง 10 เท่าในคืนเดียว

กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียลจีนเมื่อ “Lil X” ลูกชายวัย 6 ขวบของ “อีลอน มัสก์” ร่วมคณะเยือนกรุงปักกิ่ง ปรากฏตัวในชุดเสื้อกั๊กผ้าไหมสไตล์จีน พร้อมสะพาย “กระเป๋าผ้าหัวเสือแฮนด์เมด” ปักมือโดยช่างฝีมือชนเผ่าพื้นเมืองจากเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ดันยอดขายแบรนด์ท้องถิ่นพุ่งกระฉูด 10 เท่าในชั่วข้ามคืน

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัทเทสลา และหนึ่งในคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางเยือนจีนกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏตัวที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง พร้อมกับลูกชายวัย 6 ขวบ “X Æ A-Xii” หรือที่ชาวเน็ตเรียกว่า “ลิล เอ็กซ์” ก่อนที่เด็กชายจะกลายเป็นกระแสไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

ภาพและคลิปที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางเผยให้เห็น ลิล เอ็กซ์ สวมกางเกงสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาว และเสื้อกั๊กผ้าไหมปักลวดลายดอกไม้และนกในสไตล์จีน โดยสิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ “กระเป๋าหัวเสือ” แบบสะพายข้าง ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านของจีน

กระเป๋าดังกล่าวผลิตโดยบริษัท Guilin Weiran Cultural Creative ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเชี่ยวชาญงานหัตถกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ทำด้วยมือโดยช่างปักจากชนกลุ่มน้อยในพื้นที่

ตัวแทนแบรนด์เปิดเผยว่า กระเป๋าได้รับแรงบันดาลใจจาก “งานปักหัวเสือ” ศิลปะพื้นบ้านจีนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับการปกป้องเด็กจากสิ่งชั่วร้าย โดยคางคกบนลิ้นของเสือเป็นสัญลักษณ์แห่งการดึงดูดโชคลาภ ส่วนผีเสื้อบนจมูกหมายถึงความโชคดีที่เพิ่มพูนขึ้น

กระเป๋าแต่ละใบใช้เวลาทำด้วยมือประมาณ 1 สัปดาห์ ส่งผลให้มีสินค้าในสต็อกเพียงราว 100 ใบ และหลังภาพของลิล เอ็กซ์ ถูกเผยแพร่ ยอดขายก็พุ่งขึ้นกว่า 10 เท่าในคืนเดียว จนสินค้าขายหมดอย่างรวดเร็ว

สื่อจีนรายงานว่า กระเป๋ารุ่นดังกล่าวจำหน่ายในราคามากกว่า 300 หยวน หรือประมาณ 1,500 บาท และกลายเป็นสินค้ายอดนิยมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทันที

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากยังชื่นชมการแต่งกายของลิล เอ็กซ์ ว่าน่ารักและให้เกียรติวัฒนธรรมจีน โดยมองว่าเป็นการผสมผสานแฟชั่นร่วมสมัยกับศิลปะพื้นบ้านจีนได้อย่างลงตัว

กระแสไวรัลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับลูกชายของมัสก์ ก่อนที่มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ SpaceX จะตอบกลับเป็นภาษาจีนว่า “ลูกชายของผมกำลังเรียนภาษาจีนกลาง”

ที่ผ่านมา ลิล เอ็กซ์ มักปรากฏตัวร่วมกับบิดาในงานสำคัญระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการเยือนทำเนียบขาว และการพบปะผู้นำหลายประเทศ รวมถึงนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย โดยหลายฝ่ายมองว่า การปรากฏตัวของเด็กชายช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองให้กับอีลอน มัสก์ ในเวทีการเมืองและธุรกิจระดับโลก.

ที่มา South China Morning Post

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก “USS Gerald R. Ford” เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก "USS Gerald R. Ford" เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

17 พ.ค. 2569 11:54 น.

เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก “USS Gerald R. Ford” เทียบท่าหลังปฏิบัติภารกิจ 11 เดือน

เรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของกองทัพเรือสหรัฐฯ เดินทางกลับถึงฐานทัพในรัฐเวอร์จิเนียแล้ว หลังเสร็จสิ้นการประจำการยาวนานถึง 11 เดือนเต็ม ผ่านสมรภูมิสำคัญทั้งการสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน และการร่วมปฏิบัติการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

เรือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่และก้าวหน้าที่สุดในโลก พร้อมด้วยเรือพิฆาตอีก 2 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) และยูเอสเอส มาฮาน (USS Mahan) ได้เดินทางกลับมาเทียบท่า ณ ฐานทัพเรือนอร์ฟอล์กในรัฐเวอร์จิเนีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเสร็จสิ้นการออกปฏิบัติการนานถึง 11 เดือน ซึ่งถือเป็นการประจำการที่ยาวนานที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนาม โดยมีทหารเรือราว 5,000 นาย ที่จะได้พบหน้าครอบครัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าวสถาบันกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เรือยูเอสเอส ฟอร์ด ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจกลางทะเลรวมทั้งสิ้น 326 วัน ทำลายสถิติการประจำการที่ยาวนานที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา โดยในประวัติศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเพียงเรือยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway) ในปี 1973 (332 วัน) และเรือยูเอสเอส คอรัล ซี (USS Coral Sea) ในปี 1965 (329 วัน) เท่านั้นที่ใช้เวลานานกว่า

อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ไม่นับรวมเรือยูเอสเอส นิมิตซ์ (USS Nimitz) ที่เคยประจำการและห่างบ้านนาน 341 วันในช่วงปี 2020-2021 เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้รวมเอาช่วงที่ลูกเรือต้องกักตัวอย่างเข้มงวดบนฝั่งในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไว้ด้วย

เส้นทางการปฏิบัติหน้าที่อันยาวนานของเรือยูเอสเอส ฟอร์ด เริ่มต้นขึ้นจากการออกเดินทางจากชายฝั่งเวอร์จิเนียในเดือนมิถุนายน มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนที่ในเดือนตุลาคมจะถูกปรับเปลี่ยนเส้นทางอย่างเร่งด่วนไปยังทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคดังกล่าวในรอบหลายสิบปี

ต่อมาในเดือนมกราคม เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ลำนี้ได้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในการเข้า จับกุมตัว นายนิโกลัส มาดูโร ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแถบแคริบเบียน เรือยูเอสเอสฟอร์ดต้องเผชิญกับศึกหนักอีกครั้ง โดยมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงคราม โดยเรือยูเอสเอสฟอร์ดได้เข้าร่วมในปฏิบัติการช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านจากบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะแล่นผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ทะเลแดงในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เรือยูเอสเอสฟอร์ดและกองเรือคุ้มกัน ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “เหรียญตราเชิดชูเกียรติประธานาธิบดีสำหรับหน่วยทหาร” ซึ่งเป็นรางวัลขั้นสูงสุดที่หน่วยทหารจะได้รับ โดยได้รับการยกย่องว่า “มีผลงานการรบที่โดดเด่นในการเผชิญหน้ากับศัตรูที่มุ่งมั่น”

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางมาร่วมต้อนรับการกลับมาของกองเรือรบด้วยตัวเอง รวมถึงเรือพิฆาต 2 ลำ โดยนายเฮกเซธได้กล่าวชื่นชมกำลังพลบนดาดฟ้าเรือยูเอสเอส เบนบริดจ์ ว่า “พวกคุณไม่ได้แค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์ และทำให้คนทั้งชาติภาคภูมิใจ”

อย่างไรก็ตาม การประจำการที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดคำถามและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพจิตใจของกำลังพลที่ต้องห่างบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงความสึกหรอของตัวเรือและอุปกรณ์ต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ลูกเรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ไม่เกี่ยวกับการรบ นั่นคือเหตุ ไฟไหม้บริเวณห้องซักรีดบนเรือ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก จนทำให้ทหารเรือหลายร้อยนายไม่มีที่นอน และกองทัพต้องนำเรือเข้าจอดซ่อมแซมครั้งใหญ่เป็นเวลานานที่เกาะครีต ของประเทศกรีซ ก่อนจะสามารถเดินทางกลับมาเทียบท่าที่บ้านเกิดได้ในที่สุด.

ที่มา Associated Press

ผู้โดยสารคลั่งกัดลูกเรือแควนตัส ไฟลต์บินไปสหรัฐฯ เครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ตาฮิติ

ผู้โดยสารคลั่งกัดลูกเรือแควนตัส ไฟลต์บินไปสหรัฐฯ เครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ตาฮิติ

17 พ.ค. 2569 11:24 น.

ผู้โดยสารคลั่งกัดลูกเรือแควนตัส ไฟลต์บินไปสหรัฐฯ เครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ตาฮิติ

สายการบินแควนตัส สั่งแบนผู้โดยสารชายรายหนึ่งห้ามขึ้นเครื่องบินตลอดชีวิต หลังก่อเหตุคลั่ง อาละวาดด่าทอ และ “กัด” พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ระหว่างเที่ยวบินจากเมลเบิร์นไปสหรัฐฯ  ส่งผลให้กัปตันต้องตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินกลางทางที่เกาะตาฮิติ

เกิดเหตุระทึกขึ้นบนเที่ยวบิน QF21 ของสายการบินแควนตัส ซึ่งออกเดินทางจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มุ่งหน้าสู่เมืองดัลลัส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พ.ค.) โดยเครื่องบินจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางและลงจอดฉุกเฉินที่กรุงปาเปเอเต บนเกาะตาฮิติ เนื่องจากมีผู้โดยสารรายหนึ่งก่อความวุ่นวายอย่างรุนแรงบนเครื่อง

รายงานจากสำนักข่าว ABC ระบุว่า ผู้โดยสารชายรายนี้ได้ก่อเหตุ “กัด” พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ทำให้พนักงานและผู้โดยสารคนอื่นๆ ต้องช่วยกันเข้าควบคุมตัวและจับเขามัดไว้กับที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ทางสายการบินและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังไม่ได้ออกมาแถลงยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพฤติกรรมการกัดดังกล่าว แต่ยืนยันว่ามีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง โดยเมื่อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ที่ตาฮิติ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นได้นำกำลังขึ้นมาบนเครื่องและเข้าจับกุมตัวชายผู้ก่อเหตุทันที

เหตุการณ์บางส่วนถูกบันทึกภาพไว้ได้โดย ไมค์ โกลด์สไตน์ นักแสดงตลกชื่อดังที่บังเอิญโดยสารมาบนเที่ยวบินนี้เพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานดัลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ โดยเขาได้แชร์คลิปวิดีโอลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว

ในคลิปเผยให้เห็นนาทีที่ผู้โดยสารชายคนดังกล่าวเดินโซเซออกมาจากห้องน้ำ พูดจาอ้อแอ้ฟังไม่รู้เรื่อง และเริ่มมีปากเสียงด่าทอพนักงานต้อนรับรวมถึงผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนพนักงานต้อนรับคนหนึ่งต้องตักเตือนว่า “มีเด็กๆ อยู่เต็มไปหมดรอบตัวคุณ แต่คุณกลับทำตัวไม่รู้จักโต คุณต้องทำตัวดีๆ หน่อย ตอนนี้คุณอยู่บนเครื่องบินนะ”

ทว่า ชายคนดังกล่าวกลับแสดงอาการมึนงงและถามพนักงานต้อนรับว่ามี “กัญชา” ให้สูบไหม พร้อมกับพูดว่า “ผมกำลังจะเดินออกไปสูบบุหรี่สักมวนพอดี” นอกจากนี้ในวิดีโอของโกลด์สไตน์ยังแสดงให้เห็นว่า ผู้โดยสารรายนี้เริ่มมีท่าทีก้าวร้าวและรุนแรงมากขึ้นเมื่อพนักงานต้อนรับสั่งให้เขาเดินไปที่ท้ายเครื่องบิน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานบนแพลตฟอร์ม X โดยบัญชี Air Nav Radar ที่ระบุว่าชายคนนี้ได้ทำร้ายร่างกายด้วยการกัดลูกเรือ

โฆษกของสายการบินควอนตัสได้แถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ความปลอดภัยของลูกค้าและลูกเรือคือสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเรา และเราจะไม่มีการผ่อนปรนหรือยอมรับพฤติกรรมที่ก่อความวุ่นวายหรือเป็นภัยคุกคามบนเที่ยวบินของเราโดยเด็ดขาด”

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แควนตัสได้ประกาศบทลงโทษขั้นเด็ดขาดโดยการสั่งห้ามผู้โดยสารชายรายนี้ขึ้นเครื่องบินของกลุ่มสายการบินแควนตัสทุกกรณีตลอดชีวิต ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมไปถึงสายการบินเจ็ทสตาร์ที่อยู่ในเครือด้วย

หลังจากที่ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุส่งให้ตำรวจตาฮิติตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว เครื่องบินลำดังกล่าวได้รับการเติมน้ำมันและออกเดินทางต่อทันที โดยผู้โดยสารที่เหลือทั้งหมดได้เดินทางถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองดัลลัสอย่างปลอดภัยในเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สื่อมวลชนได้มีการประสานงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย เพื่อขอความคิดเห็นและความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป.

ที่มา ABC / 9NEWS