ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่มอีก

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่มอีก

11 พ.ค. 2569 07:25 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่มอีก

ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม หลังความหวังในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านริบหรี่ เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกันกับข้อตกลงสันติภาพล่าสุด

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้น 3.18 ดอลลาร์ หรือ 3.14% มาอยู่ที่ 104.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขยายการปรับขึ้นต่อจากวันศุกร์ที่ผ่านมา

ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.09 ดอลลาร์ หรือ 3.24% มาอยู่ที่ 98.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังปิดตลาดก่อนหน้านี้ในแดนบวกเช่นกัน

ตลาดน้ำมันทั่วโลกเคยคาดหวังว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์ อาจใกล้สิ้นสุดลง ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ

อย่างไรก็ตามความหวังดังกล่าวพังทลายลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อเสนอของอิหร่านต่อแผนเจรจาสันติภาพที่สหรัฐฯ ร่างขึ้นนั้นไม่อาจยอมรับได้

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันจากตะวันออกกลางจำนวนมหาศาลต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน

โทนี ไซคามอร์ นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG ระบุว่า ความสนใจของตลาดกำลังพุ่งไปที่การเยือนจีนของทรัมป์ เพราะหลายฝ่ายหวังว่า ปักกิ่งอาจใช้อิทธิพลกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิง และช่วยคลี่คลายวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ

ด้านอามิน นาสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทซาอุดี อารัมโก เปิดเผยว่า ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาโลกสูญเสียปริมาณน้ำมันไปแล้วราว 1 พันล้านบาร์เรล และแม้การขนส่งจะกลับมาดำเนินได้ตามปกติ ตลาดพลังงานก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นเสถียรภาพ

ข้อมูลจากบริษัทติดตามการขนส่ง Kpler ยังระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรือบรรทุกน้ำมันอีกอย่างน้อย 2 ลำ ที่ขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยปิดระบบติดตามตำแหน่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกโจมตีของอิหร่าน

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการด้านพลังงานกำลังใช้มาตรการพิเศษเพื่อรักษาการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย.

ที่มา :channelnewsasia

ภารกิจอพยพผู้โดยสารลงจากเรือไวรัสฮันตาใกล้แล้วเสร็จ WHO จับตาใกล้ชิดหวั่นแพร่ข้ามประเทศ

ภารกิจอพยพผู้โดยสารลงจากเรือไวรัสฮันตาใกล้แล้วเสร็จ  WHO จับตาใกล้ชิดหวั่นแพร่ข้ามประเทศ

11 พ.ค. 2569 07:05 น.

ภารกิจอพยพผู้โดยสารลงจากเรือไวรัสฮันตาใกล้แล้วเสร็จ WHO จับตาใกล้ชิดหวั่นแพร่ข้ามประเทศ

ปฏิบัติการอพยพผู้โดยสารและลูกเรือจากเรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ที่เกิดการระบาดของ ไวรัสฮันตา ใกล้เสร็จสิ้น โดยผู้โดยสารและลูกเรือรวม 94 คน จาก 19 สัญชาติ ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว 

บรรยากาศที่ท่าเรือกรานาดิยา บนเกาะเตเนริเฟ เต็มไปด้วยมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด ผู้โดยสารที่สวมชุดป้องกันทางการแพทย์สีฟ้า ทยอยลงจากเรือสำราญสัญชาติดัตช์ไปยังเรือขนาดเล็ก ก่อนถูกส่งต่อขึ้นรถบัสของกองทัพสเปนที่มีฉากกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร เพื่อเดินทางไปยังสนามบินเตเนริเฟ เซาท์ โดยก่อนขึ้นเครื่องกลับประเทศ ผู้โดยสารทุกคนต้องเปลี่ยนชุดป้องกันใหม่อีกครั้ง

โดยทางการยังเร่งดำเนินปฏิบัติการทั้งหมดให้เสร็จภายในวันจันทร์ เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้ายกำลังจะมาถึง ซึ่งจะบังคับให้เรือต้องออกเดินทางต่อไปยังเนเธอร์แลนด์พร้อมลูกเรือราว 30 คน

แม้เจ้าหน้าที่สเปนระบุว่า ผู้โดยสารทุกคนไม่มีอาการก่อนลงจากเรือและผ่านการตรวจสุขภาพขั้นสุดท้ายแล้ว แต่รัฐบาลฝรั่งเศสเปิดเผยว่า มีผู้โดยสารชาวฝรั่งเศส 1 คน เริ่มแสดงอาการต้องสงสัยติดเชื้อฮันตาไวรัสหลังเดินทางกลับประเทศ และถูกนำเข้าสู่การแยกกักตัวอย่างเข้มงวดทันที

ด้านกระทรวงสาธารณสุขกรีซระบุว่า ชายชาวกรีซที่อพยพกลับประเทศจะต้องถูกกักตัวในโรงพยาบาลที่กรุงเอเธนส์เป็นเวลา 45 วัน ขณะที่ชาวสเปน 14 คน จะถูกแยกกักตัวในโรงพยาบาลทหารที่กรุงมาดริด

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้มีการกักตัวนานถึง 42 วัน พร้อมติดตามอาการทุกวัน โดยเฉพาะไข้และอาการระบบทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้โดยสารอเมริกันอาจไม่จำเป็นต้องถูกกักตัวในศูนย์เฉพาะทาง และบางคนสามารถกลับบ้านได้ หากสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่นระหว่างเดินทาง

ท่าทีดังกล่าวทำให้ ทีดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ซึ่งเดินทางมายังเตเนริเฟเพื่อช่วยกำกับปฏิบัติการด้วยตัวเอง เตือนว่า แนวทางดังกล่าวอาจมีความเสี่ยง

องค์การอนามัยโลกเชื่อว่า การติดเชื้อรายแรกเกิดขึ้นก่อนเริ่มการเดินทางของเรือสำราญ จากนั้นจึงเกิดการแพร่เชื้อระหว่างมนุษย์บนเรือ

เรือเอ็มวี ฮอนดิอุส ออกเดินทางจากเมืองอูซัวยา ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 1 เมษายน เพื่อเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังประเทศเคปเวิร์ด ก่อนเกิดเหตุผู้ติดเชื้อ 3 รายถูกส่งตัวเข้ายุโรปก่อนหน้านี้

การระบาดครั้งนี้กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นหนึ่งในไม่กี่เหตุการณ์ที่พบการแพร่เชื้อฮันตาไวรัสจากคนสู่คนในวงกว้างบนเรือสำราญระหว่างประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์-สี จิ้นผิง เตรียมหารือใหญ่ ประเด็นอิหร่าน นิวเคลียร์ การค้า และ AI หวังลดตึงเครียด 2 ชาติ

ทรัมป์-สี จิ้นผิง เตรียมหารือใหญ่ ประเด็นอิหร่าน นิวเคลียร์ การค้า และ AI หวังลดตึงเครียด 2 ชาติ

11 พ.ค. 2569 06:41 น.

ทรัมป์-สี จิ้นผิง เตรียมหารือใหญ่ ประเด็นอิหร่าน นิวเคลียร์ การค้า และ AI หวังลดตึงเครียด 2 ชาติ

ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีน เตรียมหารือครั้งสำคัญครอบคลุมประเด็นอิหร่าน ไต้หวัน ปัญญาประดิษฐ์ อาวุธนิวเคลียร์ และสงครามการค้า ระหว่างการเยือนจีนของทรัมป์ในสัปดาห์นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์ที่ตึงเครียด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงผู้นำจีน เตรียมเปิดการหารือครั้งสำคัญครอบคลุมประเด็นอิหร่าน ไต้หวัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาวุธนิวเคลียร์ และสงครามการค้า ระหว่างการเยือนจีนของทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความพยายามของสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกในการฟื้นเสถียรภาพความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการหารือแบบเผชิญหน้าครั้งแรกในรอบกว่า 6 เดือนของผู้นำทั้งสอง ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งข้อพิพาททางการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงประเด็นด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี

ทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม ก่อนเข้าร่วมการประชุมหารือกับสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีและศุกร์ โดยนี่จะเป็นการเดินทางเยือนจีนครั้งแรกของเขานับตั้งแต่ปี 2017

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเตรียมประกาศความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการการค้า และคณะกรรมการการลงทุน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างสองประเทศ แม้กลไกดังกล่าวอาจยังต้องใช้เวลาในการดำเนินงานจริง

จีนยังถูกคาดหมายว่าจะประกาศการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง  สินค้าเกษตร และพลังงานจากอเมริกา ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและภาคการส่งออกของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศยังเตรียมหารือเรื่องการขยายเวลาพักรบทางการค้า ซึ่งปัจจุบันช่วยให้แร่หายากจากจีนยังสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ต่อเนื่อง แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะมีการขยายข้อตกลงดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้หรือไม่

นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจ การหารือครั้งนี้ยังเต็มไปด้วยประเด็นละเอียดอ่อนที่เป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งมาอย่างยาวนาน

หนึ่งในหัวข้อสำคัญคืออิหร่าน ซึ่งจีนยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเตหะราน และเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ ขณะที่ทรัมป์พยายามกดดันให้จีนใช้อิทธิพลผลักดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ และยุติความขัดแย้งที่ปะทุขึ้น หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

รัฐบาลทรัมป์ยังแสดงความกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย โดยเฉพาะเรื่องรายได้และสินค้าแบบdual-use หรือสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร รวมถึงความเป็นไปได้เรื่องการส่งออกอาวุธ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯระบุว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับสี จิ้นผิง หลายครั้งเกี่ยวกับอิหร่านและรัสเซีย รวมถึงบทบาทของจีนในการสนับสนุนสองประเทศดังกล่าว

ในฝั่งจีน ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างยิ่ง โดยปักกิ่งไม่พอใจที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญให้แก่ไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า นโยบายของวอชิงตันต่อไต้หวันจะไม่เปลี่ยนแปลง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยรัฐบาลทรัมป์แสดงความกังวลต่อการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงของจีน และมองว่าทั้งสองประเทศจำเป็นต้องมีช่องทางสื่อสาร เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การประชุมผู้นำครั้งนี้อาจเป็นโอกาสเริ่มต้นการหารือเกี่ยวกับการตั้งกลไกสื่อสารด้าน AI ระหว่างสองประเทศ แม้รูปแบบที่ชัดเจนจะยังไม่ได้ข้อสรุป

ด้านประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้จีนเปิดโต๊ะหารือเรื่องการควบคุมอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า จีนส่งสัญญาณเป็นการภายในว่ายังไม่มีความสนใจ ที่จะพูดคุยเรื่องการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ในเวลานี้

การพบกันครั้งล่าสุดของทรัมป์และสี จิ้นผิง เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่เกาหลีใต้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงชะลอสงครามการค้าที่รุนแรง หลังสหรัฐฯเคยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนในระดับสูงถึงสามหลัก ขณะที่จีนขู่จำกัดการส่งออกแร่หายากซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดภาษีนำเข้าหลายรายการทั่วโลก อย่างไรก็ตามทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องทางทางกฎหมายอื่นเพื่อนำมาตรการภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน

รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน

11 พ.ค. 2569 05:53 น.

รมว.กลาโหมลัตเวีย ลาออกหลังโดรนยูเครนตกใส่แท็งก์น้ำมัน

รัฐมนตรีกลาโหมลัตเวียลาออกจากตำแหน่งแล้ว เพื่อรับผิดชอบหลังเกิดเหตุ โดรนยูเครน 2 ลำบินข้ามพรมแดนและตกใส่แท็งก์เก็บน้ำมันจนเกิดการระเบิดเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอันดริส สพรูดส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของลัตเวีย ประกาศลาออกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 2569 หลังเกิดเหตุโดรนของยูเครน 2 ลำ บินข้ามพรมแดนมาจากฝั่งรัสเซียและพุ่งชนแท็งก์เก็บน้ำมันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (7 พ.ค.)

ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ นางเอวิกา ซิลินา นายกรัฐมนตรีลัตเวีย ออกมาเรียกร้องให้นายสพรูดส์ลาออกจาก โดยระบุว่าระบบต่อต้านโดรนไม่ได้ถูกติดตั้งและใช้งานได้รวดเร็วพอ พร้อมกันนี้เธอได้แต่งตั้ง พันเอก ไรวิส เมลนิส แห่งกองทัพลัตเวีย ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่แทน

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดี ลัตเวียและลิทัวเนียได้เรียกร้องให้กลุ่มนาโต (NATO) เร่งเสริมศักยภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศในภูมิภาค หลังจากมีโดรน 2 ลำบินข้ามพรมแดนรัสเซียเข้ามาและเกิดการระเบิดที่คลังเก็บน้ำมันในลัตเวีย

ด้าน นายอันดรีย์ ซิบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ ยืนยันว่าโดรนดังกล่าวเป็นของยูเครนจริง แต่ที่บินเข้าไปในลัตเวียนั้นเป็นผลมาจาก “การใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์ของรัสเซียที่จงใจเบี่ยงเบนทิศทางโดรนของยูเครนออกจากเป้าหมายในรัสเซีย”

นอกจากนี้ นายซิบีฮายังกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์โดรนดังกล่าว ยูเครนกำลังพิจารณาส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยทางอากาศในกลุ่มประเทศแถบทะเลบอลติกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้โดยสารฝรั่งเศส แสดงอาการป่วย หลังอพยพจากเรือสำราญไวรัสฮันตา

ผู้โดยสารฝรั่งเศส แสดงอาการป่วย หลังอพยพจากเรือสำราญไวรัสฮันตา

11 พ.ค. 2569 05:12 น.

ผู้โดยสารฝรั่งเศส แสดงอาการป่วย หลังอพยพจากเรือสำราญไวรัสฮันตา

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า ผู้โดยสารคนหนึ่งจากเรือสำราญที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของ ไวรัสฮันตา เริ่มแสดงอาการของโรคในระหว่างส่งตัวกลับประเทศฝรั่งเศส ตอนนี้ถูกกักตัวแล้ว

เมื่อ 10 พ.ค. 2569 นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า หนึ่งในผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสที่ได้รับการอพยพจากเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) ซึ่งกำลังเผชิญกับการแพร่กระจายของ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เริ่มแสดงอาการของโรคขณะอยู่บนเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเกาะเตเนริเฟมายังกรุงปารีส

หลังจากเที่ยวบินของฝรั่งเศสลงจอดที่สนามบิน เลอ บูร์เกต์ (Le Bourget) เจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ก็รอรับตัวผู้อพยพทั้ง 5 คน บนลานจอดเครื่องบิน จากนั้นรถพยาบาลได้นำตัวทั้งหมดส่งไปยังโรงพยาบาลบิชาต์ (Bichat) ในกรุงปารีส

กระทรวงกิจการต่างประเทศและยุโรปของฝรั่งเศสระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อถึงโรงพยาบาล พวกเขาจะถูกกักตัวเป็นเวลา 72 ชั่วโมงเพื่อรับการตรวจประเมินอย่างละเอียด ก่อนจะถูกส่งตัวไปกักตัวต่อที่บ้านเป็นเวลา 45 วัน

พลเมืองฝรั่งเศสเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยวมากกว่า 90 คนที่ถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดจากเรือสำราญของบริษัทเนเธอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ หลังจากเรือลำดังกล่าวเข้าทอดสมอนอกชายฝั่งเกาะเตเนริเฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะคานารี ของสเปน

การระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือลำนี้ ทำให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ โดยในจำนวนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 2 ราย

ในขณะเดียวกัน ชาวสเปน 14 รายที่เดินทางจากเตเนริเฟไปยังกรุงมาดริด กำลังเผชิญกับการกักตัวภาคบังคับที่โรงพยาบาลทหารในเมืองหลวงของสเปน

ด้านชาวอังกฤษได้รับการส่งตัวกลับถึงเมืองแมนเชสเตอร์แล้ว โดยสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ระบุว่า ยังไม่มีชาวอังกฤษรายใดมีอาการป่วย แต่ทุกคนยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ เครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือ 26 คน ซึ่งรวมถึงชาวเนเธอร์แลนด์ 8 คน ได้เดินทางถึงประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว และยังมีกำหนดการเที่ยวบินสำหรับส่งพลเมืองตุรกี ไอริช และสหรัฐอเมริกา กลับประเทศในวันอาทิตย์นี้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เรือสำราญ MV Hondius ทอดสมอที่ท่าเรือกรานาดิยาในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ และทีมแพทย์ได้ขึ้นไปบนเรือเมื่อเวลาประมาณ 07:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเคลื่อนย้ายผู้ที่อยู่บนเรือและส่งตัวกลับประเทศ ตามแผนที่วางเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุมโดยรัฐบาลสเปนและองค์การอนามัยโลก (WHO)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น ไม่ชอบคำตอบของอิหร่าน ต่อข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ

ทรัมป์ลั่น ไม่ชอบคำตอบของอิหร่าน ต่อข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ

11 พ.ค. 2569 03:29 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่ชอบคำตอบของอิหร่าน ต่อข้อเสนอใหม่ของสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความระบุว่า เขาไม่ชอบคำตอบที่อิหร่านมอบให้ เกี่ยวกับข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ ยื่นไป และว่าคำตอบของอิหร่านเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2569 สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า รัฐบาลของพวกเขาได้ส่งคำตอบสำหรับข้อเสนอเพื่อยุติสงครามฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ให้รัฐบาลวอชิงตันผ่านประเทศปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายแล้ว โดยไม่เปิดเผยว่า คำตอบของพวกเขาคืออะไร

แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า เขาไม่ชอบคำตอบของอิหร่านเลย

“ผมเพิ่งได้อ่านคำตอบจากผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘ตัวแทน’ ของอิหร่าน ผมไม่ชอบมันเลย — เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์” โดยที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับคำตอบของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติกล่าวว่า สหรัฐฯ ขีดเส้นเอาไว้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการอะไรจากอิหร่าน และเศรษฐกิจโลกไม่สามารถถูกอิหร่านจับเป็นตัวประกันได้อีกต่อไป

“โลกไม่ควรอดทนต่อระบอบการปกครองของอิหร่านที่พยายามจะบีบคั้นเศรษฐกิจของคนทั้งโลก” นายไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Fox News Sunday

“พวกเขาไม่สามารถเริ่มวางทุ่นระเบิดแบบไม่เลือกหน้าลงในมหาสมุทรเพื่อโจมตีการเดินเรือได้” นายวอลซ์กล่าว “ตอนนี้พวกเขาถึงขั้นเริ่มพูดผ่านโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านเรื่องการทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลที่ใช้ส่งข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลคลาวด์ และข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญทุกประเภททั้งเข้าและออกจากอ่าวเปอร์เซีย”

“เราจะได้เห็นกันว่าทางอิหร่านเพิ่งตอบกลับมาว่าอย่างไรเมื่อคืนนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ‘เส้นตาย’ (red line) ที่ชัดเจนมากของเรา” วอลซ์กล่าว “ประธานาธิบดีทรัมป์ชัดเจนมาตลอดว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และพวกเขาไม่สามารถจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกันได้”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินอยู่ วอลซ์ได้ระบุชัดเจนว่า แม้สหรัฐฯ จะเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง แต่ทรัมป์ต้องการมุ่งเน้นไปที่การใช้การทูต “ท่านกำลังให้โอกาสกับการทูตในทุกทางที่ทำได้ ก่อนที่จะกลับไปใช้กำลังทางทหาร” วอลซ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

11 พ.ค. 2569 02:33 น.

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

(ภาพจาก AFP PHOTO / NARGES MOHAMMADI FOUNDATION)

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพชาวอิหร่าน ได้รับการประกันตัวและถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเตหะรานแล้ว หลังจากสุขภาพทรุดลงอย่างหนัก

เมื่อ 10 พ.ค. 2569 นางนาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพชาวอิหร่าน ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและถูกย้ายตัวไปยังโรงพยาบาลในกรุงเตหะรานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากครอบครัวของเธอออกมาระบุว่า ร่างกายของโมฮัมมาดีทรุดลงอย่างหนัก และเรียกร้องให้อิหร่านยอมให้เธอรับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ

มูลนิธินาร์เกส (Narges Foundation) ซึ่งบริหารโดยครอบครัวโมฮัมมาดี ระบุว่า เจ้าของรางวัลโนเบลผู้นี้ได้รับสิทธิ์ “ระงับการรับโทษชั่วคราวด้วยวงเงินประกันที่สูงมาก” หลังจากที่เธอเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่เมืองซันจันมานาน 10 วัน

“การเคลื่อนย้ายตัวเธอผ่านรถพยาบาลเสร็จสิ้นลงแล้ว” แถลงการณ์ระบุ “และขณะนี้เธออยู่ที่โรงพยาบาลเตหะรานพาร์ส (Tehran Pars Hospital) เพื่อรับการรักษาจากทีมแพทย์ส่วนตัวของเธอเอง”

นายตากี ราห์มานี สามีของโมฮัมมาดี ระบุเสริมในแถลงการณ์ว่า “ชีวิตของนาร์เกส โมฮัมมาดี กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แม้ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในโรงพยาบาลหลังจากเผชิญกับภาวะสุขภาพที่ทรุดโทรมลงอย่างรุนแรง แต่การย้ายตัวเพียงชั่วคราวนั้นไม่เพียงพอ นาร์เกสจะต้องไม่ถูกส่งตัวกลับไปยังสภาพแวดล้อมที่ทำลายสุขภาพของเธอเช่นนั้นอีก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย

ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย

11 พ.ค. 2569 00:17 น.

ปากีสถานเดือด คาร์บอมบ์-ยิงปะทะ ตำรวจดับ 14 นาย

กลุ่มติดอาวุธใช้ระเบิดคาร์บอมบ์โจมตีด่านตรวจของปากีสถาน และดักยิงเจ้าหน้าที่ที่เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ ทำให้มีตำรวจเสียชีวิตแล้ว 14 นาย บาดเจ็บอีกหลายคน

ตำรวจปากีสถานเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ด่านตรวจของตำรวจในเมืองบันนู (Bannu) จังหวัดไคเบอร์ปักห์ตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศและใกล้ชายแดนอัฟกานิสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ที่กำลังรุดไปยังที่เกิดเหตุ ส่งผลให้มีตำรวจเสียชีวิตอย่างน้อย 14 นาย

เหตุระเบิดทำให้อาคารพังทลาย รถยนต์ถูกไฟไหม้ และเศษเหล็กจากยานพาหนะกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

นายซัจจาด ข่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจปากีสถานระบุในแถลงการณ์ว่า ได้กู้ร่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 14 นายออกจากซากด่านตรวจที่พังถล่มลงมาแล้ว และพบเจ้าหน้าที่อีก 3 นายที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ตำรวจรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากไม่มีอำนาจในการให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธใช้รถยนต์ที่บรรทุกระเบิดพุ่งชนด่านตรวจก่อน จากนั้นจึงบุกเข้าไปภายในพื้นที่และกราดยิงตำรวจนายที่เหลือ

ไม่เพียงเท่านั้น “เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายหน่วยอื่นถูกส่งไปช่วยเหลือตำรวจในที่เกิดเหตุ แต่กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ซุ่มโจมตีพวกเขา ทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้น” เขากล่าว ขณะที่แหล่งข่าวบอกด้วยว่า กลุ่มติดอาวุธมีการใช้โดรนในปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ด้วย

กลุ่มพันธมิตรติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ “อิตเตฮัด-อุล-มูจาฮิดีน” (Ittehad-ul-Mujahideen) ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณชายแดนปากีสถานกับอัฟกานิสถานยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด หลังจากเกิดการสู้รบครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานว่า ให้ที่พักพิงแก่กลุ่มติดอาวุธที่ใช้ดินแดนอัฟกานิสถานในการวางแผนโจมตีปากีสถาน

ขณะที่กลุ่มตาลีบันได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในปากีสถานเป็นปัญหาภายในของปากีสถานเอง

นับจากนั้น การสู้รบได้เริ่มผ่อนคลายลง แม้จะมีการปะทะกันประปรายตามแนวชายแดน แต่ยังไม่มีการเจรจาหยุดยิงอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน

เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน

10 พ.ค. 2569 23:14 น.

เนทันยาฮูลั่น ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเผยว่า ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการในอิหร่าน โดยชี้ว่า อิหร่านยังคงรักษาขีดความสามารถในด้านต่างๆ เอาไว้ได้ แม้จะลดลงมากก็ตาม

เมื่อ 10 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “60 Minutes” ของสถานีโทรทัศน์ CBS ว่า “ยังมีภารกิจที่ต้องจัดการ” ในอิหร่าน พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลเตหะรานยังคงรักษาขีดความสามารถส่วนใหญ่ที่เคยมีไว้ได้เหมือนในช่วงเริ่มต้นสงคราม

เนทันยาฮูระบุด้วยว่า สงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลที่กระทำต่ออิหร่านนั้น “บรรลุผลสำเร็จไปได้มาก แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ” อิหร่านยังไม่ยอมละทิ้งการครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ หรือรื้อถอนฐานที่มั่นด้านนิวเคลียร์ อีกทั้งยังไม่หยุดสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค และไม่ยอมตกลงในข้อจำกัดใด ๆ ต่อโครงการขีปนาวุธข้ามทวีปของตัวเอง

“ในตอนนี้ เราได้ทำลายขีดความสามารถเหล่านั้นไปมาก แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นยังคงอยู่ และยังมีภารกิจที่ต้องจัดการ” เนทันยาฮูกล่าวในตัวอย่างก่อนการออกอากาศบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม

เมื่อถูกจี้ถามถึงวิธีการจัดการกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายหลักของการเจรจา เนทันยาฮูกล่าวว่าสิ่งนี้สามารถเคลื่อนย้ายออกจากอิหร่านได้ในทางปฏิบัติ

“ผมจะไม่พูดถึงวิธีการทางการทหาร แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์บอกกับผมคือ ‘ผมต้องการเข้าไปในนั้น’ และผมคิดว่ามันสามารถทำได้จริงในทางกายภาพ” เขากล่าว “นั่นไม่ใช่ปัญหา หากคุณมีข้อตกลง คุณก็แค่เข้าไปแล้วนำมันออกมา ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ? นั่นคือวิธีที่ดีที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูปฏิเสธที่จะระบุกรอบเวลาในการเคลื่อนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะดังกล่าว โดยระบุเพียงว่าเรื่องนี้เป็น “ภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้โดยสารกลุ่มแรก อพยพจากเรือสำราญไวรัสแล้ว หลังเทียบท่าที่เตเนริเฟ

ผู้โดยสารกลุ่มแรก อพยพจากเรือสำราญไวรัสแล้ว หลังเทียบท่าที่เตเนริเฟ

10 พ.ค. 2569 22:20 น.

ผู้โดยสารกลุ่มแรก อพยพจากเรือสำราญไวรัสแล้ว หลังเทียบท่าที่เตเนริเฟ

ผู้โดยสารกลุ่มแรกอพยพออกจากเรือสำราญซึ่งเผชิญกับการแพร่ระบาดของ ไวรัสฮันตา และเดินทางกลับถึงกรุงมาดริดแล้ว หลังจากเรือลำนี้เทียบท่าที่เกาะเตเนริเฟ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 10 พ.ค. 2569 ว่า เรือสำราญ “เอ็มเอส ฮอนดิอุส” (MS Hondius) ซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสฮันตา เข้าเทียบท่าที่เกาะเตเนริเฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะคานารีของสเปนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ก่อนที่ผู้โดยสารชาวสเปนจำนวน 14 คน จะถูกอพยพออกจากเรือ และโดยสารเครื่องบินเช่าเหมาลำกลับกรุงมาดริด

ก่อนจะขึ้นเครื่องบินที่เตเนริเฟ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานได้ให้ผู้อพยพสวมชุดป้องกันสารอันตรายสีขาวทับชุดปกติ และมีการฉีดพ่นน้ำทำความสะอาดบนลานจอดเครื่องบิน โดยขณะนี้ผู้โดยสารทั้ง 14 คนจะต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวภาคบังคับ ที่โรงพยาบาลทหารในเมืองหลวงของสเปน

ข่าวระบุว่า การอพยพผู้โดยสารจะดำเนินการแยกตามสัญชาติ โดยมีรายงานว่ากลุ่มชาวฝรั่งเศสจะเป็นกลุ่มที่สองที่ได้เดินทางออกจากเกาะ และคาดว่าผู้โดยสารที่จะถูกส่งตัวกลับโดยเครื่องบินของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งประกอบด้วยชาวดัตช์, กรีซ, เยอรมัน กับลูกเรือบางส่วน จะเป็นกลุ่มถัดไปที่จะถูกอพยพ

ส่วนเที่ยวบินอื่น ๆ ก็เตรียมพร้อมออกเดินทางหลังจากนั้น ซึ่งรวมถึงเที่ยวบินไปยังสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าเที่ยวบินอพยพเที่ยวสุดท้ายจะออกเดินทางไปยังออสเตรเลียในวันจันทร์

นางโมนิกา การ์เซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสเปนกล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ “กำลังดำเนินไปอย่างปกติ” และผู้โดยสารทุกคนบนเรือ MS Hondius ยังไม่แสดงอาการของโรค

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารเรือสำราญเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับการต้องแยกกักตัวหลังจากเดินทางออกจากเตเนริเฟ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าหนักใจอย่างยิ่ง เนื่องจากไวรัสชนิดนี้มีระยะฟักตัวนานถึง 9 สัปดาห์ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็แนะนำให้ผู้โดยสารเรือสำราญกักตัวเป็นเวลา 42 วัน นับจากการสัมผัสเชื้อครั้งล่าสุดด้วย

ทั้งนี้ เรือ MV Hondius ได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือกรานาดิยาในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งเดือนพอดีหลังจากที่มีผู้โดยสารรายแรกเสียชีวิตบนเรือ

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ภาพที่ปรากฏคือเรือจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่ง โดยมีเรือของตำรวจทหารลาดตระเวนอยู่รอบๆ และมีการระดมกำลังปฏิบัติการครั้งใหญ่บนฝั่ง เพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 100 คนในการลงจากเรือ โดยมีทีมแพทย์ขึ้นไปบนเรือเพื่อตรวจร่างกายทุกคนเพื่อหาความเสี่ยงหรือสัญญาณของการติดเชื้อไวรัส

ปฏิบัติการที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสฮันตาสายพันธุ์ “แอนดีส” (Andes strain) ซึ่งพบได้ยาก แต่มันสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยนางการ์เซียยืนยันเมื่อวันเสาร์ว่า ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อสู่ประชากรทั่วไปนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc