น่าลอง! หน้ากากอนามัยปิดเฉพาะจมูกสะดวกเวลากินดื่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674850

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 18:00 น.น่าลอง! หน้ากากอนามัยปิดเฉพาะจมูกสะดวกเวลากินดื่ม

หน้ากากอนามัยที่ปิดเฉพาะจมูกสำหรับเวลาทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มวางขายในเกาหลีใต้แล้ว

บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ Atman เปิดตัวหน้ากากอนามัยรูปแบบใหม่ที่ปิดเฉพาะบริเวณจมูกเท่านั้น เพื่อให้สะดวกต่อการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มในที่สาธารณะในยุค Covid-19

หน้ากากอนามัยนี้มีชื่อว่า “kosk” ซึ่งมาจากการผสมระหว่างคำว่า “โค” (ko) ในภาษาเกาหลีที่แปลว่าจมูก กับคำว่า “mask” ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนบนสำหรับปิดจมูก และส่วนล่างซึ่งถอดออกได้สำหรับปิดปาก เมื่อประกอบสองส่วนเข้าด้วยกันจะปิดทั้งจมูกและปากเหมือนหน้ากากอนามัยทั่วไป

Kosk วางจำหน่วยในเว็บไวต์ช็อปปิ้ง Coupang ของเกาหลีใต้ในราคา 9,800 วอน (270 บาท) ต่อ 1 กล่องซึ่งบรรจุ 10 ชิ้น

หลังเปิดตัวผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมาก พากันล้อเลียนหน้ากากอนามัยหน้าตาไม่คุ้นเคยนี้ บางส่วนชี้ว่า Covid-19 เป็นเชื้อที่แพร่ในอากาศและสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านปากได้ ดังนั้นจึงยังมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ

ชาวชุมชนออนไลน์รายหนึ่งถึงกับบอกว่าหน้ากากอนามัยนี้ “ต้องเป็นเรื่องล้อเล่นแน่ๆ ” อีกคนหนึ่งบอกว่า “คิดว่าใช้สำหรับคนศัลยกรรมจมูก” อีกคนหนึ่งบอกว่า “ถ้าคลี่หน้ากากกลับลงมาปิดปากหลังกินเสร็จ แล้วหน้ากากด้านนอกเกิดปนเปื้อน ไม่รู้หรือไงว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ขณะที่บางคนมองว่าเป็นไอเดียที่ดีและทำให้การรับประทานอาหารในที่สาธารณะสะดวกสบายขึ้น

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า จมูกคือเส้นทางที่ง่ายที่สุดที่เชื้อโคราไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการสวมหน้ากากอนามัยที่ปิดเฉพาะจมูกอย่างเดียวอาจไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ แคเธอรีน เบ็นเน็ตต์ นักระบาดวิทยาจากสถาบันเพื่อการปฏิรูปสุขภาพออสเตรเลียแห่งมหาวิทยาลัยดีกินเผยกับ Nine News ว่า หน้ากากอนามัยที่ปิดเฉพาะจมูกเป็น “ความคิดที่แปลก” แต่น่าจะ “ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674855

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 17:54 น.หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ

“จีนซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อนโยบายความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ไทยกับจีน และยินดีจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป” หวัง อี้ กล่าว

China Global Television Network รายงานว่าหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ระหว่างเสด็จฯ เยือนประเทศจีน เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 2022

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2565) หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โดยกรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ถึงกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ณ กรุงปักกิ่ง ในช่วงค่ำของวันนี้

นายหวัง อี้ ระบุว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ เป็นมิตรที่ดีของคนจีน โดยกล่าวว่า “จีนซาบซึ้งอย่างยิ่งต่อนโยบายความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชวงศ์ไทยกับจีน และยินดีจะทำงานร่วมกับไทยเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีต่อไป”

รัฐมนตรีการต่างประเทศของจีน ยังระบุอีกว่า จีนเป็นประเทศแรกที่จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประเทศไทยและยังคงเป็นซัพพลายเออร์วัคซีนรายใหญ่ที่สุดในการเผชิญกับการระบาดโควิด-19 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษ

ซึ่งจีนและไทยได้ร่วมมือกันเพื่อเอาชนะความยากลำบากนี้ โดยจีนได้บรรลุพันธกิจของตนอย่างมีประสิทธิภาพในการทำให้วัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะทั่วโลก และได้ให้วัคซีนมากกว่า 2.1 พันล้านโดสแก่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา

กรมสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งเสด็จฯเยือนจีนเกือบ 50 ครั้ง ตรัสว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ในด้านต่างๆ โดยในการต่อสู้กับโควิด-19 ของไทย จีนมีส่วนช่วยสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง ตามการรายงานของ สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (China Media Group: CMG)

Photo by Chinese Foreign Ministry

ออกซ์ฟอร์ดพบเชื้อ HIV สายพันธุ์ใหม่ในเนเธอร์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674844

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 16:12 น.ออกซ์ฟอร์ดพบเชื้อ HIV สายพันธุ์ใหม่ในเนเธอร์แลนด์

อย่างไรก็ดี ยังไม่น่าวิตกกังวลเนื่องจากวิทยาการการรักษาในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพต้านเชื้อ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบเชื้อไวรัส HIV สายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมากซึ่งระบาดเงียบๆ อยู่ในเนเธอร์แลนด์มาหลายสิบปีแล้ว ทว่าการระบาดของเชื้อดังกล่าวไม่น่าวิตกกังวล เนื่องจากการรักษาสมัยใหม่ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพอยู่

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV สายพันธุ์วีบี (VB variant) มีปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดสูงกว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่น 3.5-5.5 เท่า และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายรวดเร็วขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี การวิจัยพบว่า ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์วีบีสามารถฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันและใช้ชีวิตได้ต่อไปหลังเข้ารับการรักษาเช่นเดียวผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่น ๆ

คริส เวแมนต์ นักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและหัวหน้าทีมวิจัยเผยกับ AFP ว่า ไม่มีเหตุให้ต้องตื่นตระหนกกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้

งานวิจัยระบุอีกว่า เชื้อ HIV สายพันธุ์วีบีระบาดในเนเธอร์แลนด์ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 และเริ่มระบาดน้อยลงราวปี 2010

ทีมวิจัยเชื่อว่า การระบาดของเชื้อเอชไอวีในเนเธอร์แลนด์จะไม่ทำให้เกิดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ เนื่องจากวิทยาการการรักษาสมัยใหม่ยังคงมีประสิทธิภาพต่อเชื้อดังกล่าว และการตรวจพบเชื้อและการเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ

งานวิจัยชิ้นนี้ยังสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าเชื้อไวรัสสามารถวิวัฒนาการจนร้ายแรงขึ้นได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีการตั้งสมมติฐานอย่างกว้างขวางและพบตัวอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงเพียงไม่กี่ตัวอย่าง โดย Covid-19 สายพันธุ์เดลตาเป็นหนึ่งในนั้น

เวแมนต์เผยอีกว่า การค้นพบสายพันธุ์ใหม่ของ HIV ควร “เป็นคำเตือนว่าเราไม่ควรมั่นใจมากเกินไปที่จะพูดว่าไวรัสจะพัฒนาแล้วมีความรุนแรงน้อยลง”

งานวิจัยระบุว่า ทีมพบผู้ติดเชื้อ HIV สายพันธุ์วีบีทั้งหมด 109 คน โดยมีเพียง 4 คนที่อาศัยอยู่นอกเนเธอร์แลนด์แต่ยังคงเป็นประเทศในยุโรปตะวันตก

ทีมวิจัยยังพบว่า เชื้อ HIV สายพันธุ์วีบีมีการกลายพันธุ์กว่า 500 จุด แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจุดไหนที่ทำให้เชื้อมีความรุนแรงขึ้น

McManus/CDC/Handout via REUTERS

เปิดแผนปฏิบัติการสุดระทึกสหรัฐล่าตัวผู้นำกลุ่ม IS

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674834

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 14:10 น.เปิดแผนปฏิบัติการสุดระทึกสหรัฐล่าตัวผู้นำกลุ่ม IS

เปิดแผนปฏิบัติการสุดระทึกหน่วยเดลตาฟอร์ซบุกล่าตัวผู้นำ IS ก่อนที่อีกฝ่ายจะชิงบึ้มตัวเองดับยกครัว

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า กองกำลังพิเศษของกองทัพสหรัฐซักซ้อมปฏิบัติการจู่โจมปิดล้อมอาคารที่ซ่อนตัวของ อาบู อิบราฮิม อัล-ฮาชีมี อัล-กูราจี หัวหน้ากลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ในซีเรีย หลายต่อหลายครั้ง โดยมีจุดหมายคือการจับตัวหัวหน้ากลุ่ม IS รายนี้ ที่พักอาศัยอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหลังหนึ่งในซีเรียใกล้กับพรมแดนตุรกี ทว่า ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึงตัว อัล-กูราจีตัดสินใจจุดระเบิดสังหารตัวเองและสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตทั้งหมด

ในเวลาต่อมากองทัพสหรัฐได้เปิดเผยวินาทีปฏิบัติการดังกล่าวไว้ดังนี้

วางแผน

ภารกิจบุจู่โจมก่อนฟ้าสางเริ่มวางแผนกันตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังได้รับข้อมูลว่าอัล-กูราจีซ่อนตัวอยู่ในอาคารที่สร้างจากคอนกรีตบล็อก 3 ชั้นซึ่งตั้งอยู่เดี่ยวๆ โดยมีต้นมะกอกล้อมรอบในเมืองอัตเมห์ของจังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียใกล้กับพรมแดนตุรกี

เจ้าหน่าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเผยว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้รับการบรีฟรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการจับเป็นอัล-กูราจีเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.

เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งเผยว่า ปฏิบัติการนี้ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากอัล-กูราจีค่อนข้างระมัดระวังตัว ไม่ค่อยออกจากชั้น 3 ของบ้านเป้าหมาย และมักจะใช้งานนายพลระดับสูงที่พักอยู่บนชั้น 2 ของบ้านเป้าหมาย และผู้ส่งสารติดต่อกับโลกภายนอกแทน ทั้งยังไม่ใช่เครื่องสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอาจถูกสหรัฐดักฟังได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับ โอซามาห์ บิน ลาเดน

นอกจากนี้ เด็กๆ และครอบครัวที่ทางการสหรัฐชเอว่าอาศัยอบู่ที่ชั้น 1 ของบ้านเป้าหมายทำให้ต้องวางแผนกันอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อปกป้องชีวิตพลเรือน ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นการบุกจู่โจม (raid) แทนการโจมตีทางอากาศ (airstrike) ที่ปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่สหรัฐมากกว่า แต่เป็นอันตรายกับพลเมืองรวมทั้งเด็กๆ ที่อยู่ในบ้านเป้าหมาย

ไฟเขียวภารกิจไบเดนไฟเขียวปฏิบัติการขั้นสุดท้ายเมื่อเช้าวันอังคารที่ 1 ตามเวลาท้องถิ่นระหว่างประชุมในห้องทำงานรูปไข่กับรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ลอยด์ ออสติน และนายพล มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกองทัพ โดยให้ส่งคอมมานโดของหน่วยรบพิเศษเดลตาฟอร์ซกว่า 20 นายขึ้นเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการ พร้อมด้วยโดรนติดอาวุธ และเครื่องบินจู่โจม

อพยพปชชหลังจากหน่วยเดลตาฟอร์ซไปถึงพื้นที่ปฏิบัติการก็มีเสียงเตือนให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในชั้น 1 รวมทั้งคนอื่นๆ อพยพออกจากอาคาร โดยมีผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน และเด็ก 4 คนอพยพออกมา

หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐขึ้นไปถึงชั้น 2 หนึ่งในผู้ช่วยและหนึ่งในภรรยาของอัล-กูราจีเปิดฉากยิงต่อสู้ และถูกวิสามัญในเวลาต่อมา โดย แฟรงค์ แม็คเคนซี ผู้บัญชาการของกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐซึ่งคุมกองทัพสหรัฐในตะวันออกกลางบและเป็นผู้ให้แจ้งความคืบหน้าของปฏิบัติการแก่ไบเดนเผยว่า มีเด็กเสียชีวิต 1 คน ส่วนอีก 3 คนและทารกอีก 1 คนถูกนำตัวออกจากชั้น 2 อย่างปลอดภัย

สภาพภายนอกบ้านพักหลังปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2022 Mohamed Al-Daher/Handout via REUTERS

ปลิดชีพตัวเอง

เมื่อเจ้าหน้าที่ขึ้นไปที่ชั้น 3 ก็พบอัล-กูราจีและสมาชิกครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นหัวหน้ากลุ่ม IS ได้จุดชนวนระเบิดซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าระเบิดพลีชีพที่ใช้สวมติดตัว แรงระเบิดส่งผลให้ร่างของตัวเขาเอง รวมทั้งภรรยา และลูกอีก 2 คนกระเด็นออกมาจากตัวอาคาร

แม็คเคนซีเผยว่า “เขาฆ่าตัวเองและครอบครัวในทันทีโดยไม่มีการต่อสู้ แม้ว่าเราจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขายอมมอบตัวและเสนอหนทางรอดชีวิตให้”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์ยังยิงสังหารผู้ก่อการร้ายท้องถิ่นที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์อีกอย่างน้อย 2 คนที่พยายามเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติการในขณะที่เจ้าหน้าที่คอมมานโดยังอยู่

หน่วยกู้ภัยซีเรียเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ส่วนเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า การเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผลจากแรงระเบิดที่ชั้น 3 และการยิงปะทะที่ชั้น 2

ยืนยันตัวตน

โฆษกกระทรวงกลาโหม จอห์น เคอร์บี เผยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชของกองทัพยืนยันตัวตนของอัล-กูราจีโดยใช้ลายนิ้วมือและดีเอ็นเอ โดยทิ้งร่างของเขาไว้ในที่เกิดเหตุ แต่เก็บอุปกรณ์สำคัญ อาทิ โทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดไดรฟ์เพื่อนำไปวิเคราะห์หาเบาะแสในการจัดการกับกลุ่ม IS ต่อไป

เวลาลงมือ

เมื่อถูกถามถึงเวลาในการลงมือ เคอร์บีเผยว่า มีหลายปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระดับของข่าวกรอง ความชัดเจนแน่นอนของที่อยู่ของเป้าหมาย สภาพอากาศและการปฏิบัติการ ซึ่งในวันที่ลงมือเป็นคืนเดือนมืดที่เอื้อต่อการปฏิบัติการ

ทำลาย ฮ.

เคอร์บีเผยอีกว่า หลังเสร็จสิ้นปฏิบัติการซึ่งกินเวลาราว 2 ชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนของเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของกองทัพที่ใช้ลำเลียงเจ้าหน้าที่เกิดขัดข้อง เฮลิคอปเตอร์ลำนี้บินไปยังตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลจากจุดเป้าหมาย ซึ่งผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้ทันท่วงที และได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดและเครื่องบินจู่โจมของสหรัฐ จึงตัดสินใจทำลายทิ้ง

สภาพภายในบ้านพักชั้น 3 หลังปฏิบัติการจู่โจมของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2022 Mohamed Al-Daher/Handout via REUTERS

ภาพหลังเกิดเหตุ

ภาพที่เกิดเหตุที่นักเคลื่อนไหวที่เข้าไปยังจุดเกิดเหตุนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์เผยให้เห็นห้องพักที่จัดแต่งแบบเรียบง่าย มีเสื่อหลายผืนปูอยู่บนพื้น เครื่องให้ความร้อนสำหรับน้ำมันดีเซล เสื้อผ้า และผ้าห่ม โดยบางชิ้นเปื้อนเลือด

ครั้งที่ 2

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปีครึ่งที่หน่วยรบพิเศษของสหรัฐปฏิบัติการจู่โจมสังหารหัวหน้ากลุ่ม IS ในจังหวัดอิดลิบ ครั้งแรกคือเมื่อเดือน ต.ค. 2019 ทหารสหรัฐราว 50-70 นาย รวมทั้งหน่วยเดลตาฟอร์ซ จู่โจม อาบู บักร์ อัล-บัฆดาดี ซึ่งจุดระเบิดปลิดชีพตัวเองและลูกอีก 3 คนเช่นกัน

Mohamed Al-Daher/Handout via REUTERS

Meta หุ้นร่วงครั้งประวัติศาสตร์ ฉุดกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งตาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674828

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 13:14 น.Meta หุ้นร่วงครั้งประวัติศาสตร์ ฉุดกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งตาม

นอกจากจะทำให้ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ หลุดโผท็อป 10 มหาเศรษฐีโลกแล้ว ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นในวงกว้าง

The Guardian รายงานว่าราคาหุ้นของ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ร่วงลงเป็นประวัติการณ์ซึ่งทำให้สูญเสียมูลค่าตลาดไปแล้วกว่า 230,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นความเสียหายในระยะเวลา 1 วัน ครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์บริษัทในสหรัฐ

ในวันที่ 3 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ หุ้นของ Meta ร่วงลงถึง 26.4% ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนหลังจากที่บริษัทรายงานจำนวนผู้ใช้รายวันลดลงเป็นครั้งแรก

นอกจากจะส่งผลให้ความมั่งคั่งของผู้ก่อตั้งและซีอีโออย่างมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กลดลงจนหลุดโผท็อป 10 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกแล้ว ยังสะเทือนถึงตลาดหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย

รายงานระบุว่าราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ในตลาดสหรัฐ อาทิ Spotify ดิ่งลง 16.8% ขณะที่บริษัทด้านโซเชียลมีเดียอย่าง Twitter และ Snap ก็ร่วงลงเช่นกัน

ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลงมากที่สุดในรอบเกือบปี โดยร่วงลง 2.44% ในส่วนของ Nasdaq ดัชนีที่รวมบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดร่วงถึง 3.74% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2020 ตามรายงานของ Reuters

ทั้งนี้ ซักเคอร์เบิร์กกล่าวว่าเขาไม่ผิดหวังกับการที่บริษัททุ่มเงินลงทุนใน Metaverse ไปมาก แต่ยอมรับว่าตอนนี้บริษัทเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่ง รวมถึง TikTok

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

สหรัฐอ้างรัสเซียมีแผนทำคลิปปลอม เล่นละครว่าถูกโจมตี เป็นข้ออ้างบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674814

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 11:47 น.สหรัฐอ้างรัสเซียมีแผนทำคลิปปลอม เล่นละครว่าถูกโจมตี เป็นข้ออ้างบุกยูเครน

สหรัฐกล่าวหารัสเซียมีแผนจัดฉากว่าถูกยูเครนโจมตี เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการบุก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ตามเวลาท้องถิ่นว่ามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ารัสเซียวางแผนถ่ายทำคลิปปลอม หลอกว่ารัสเซียถูกโจมตีโดยกองกำลังยูเครน เพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่รัสเซียจะบุกโจมตียูเครนได้

จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐมีข้อมูลบางอย่างที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ว่ารัสเซียกำลังต้องการสร้างข่าวปลอมเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการบุกรุกยูเครน

โดยเชื่อว่ารัสเซียจะผลิตวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ โดยจัดฉากให้มีเหตุระเบิด หรือการโจมตีโดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของยูเครนหรือประเทศพันธมิตร มีศพ มีนักแสดงมาตีหน้าเศร้า พรรณนาถึงความสูญเสีย ท่ามกลางสถานที่ที่ถูกทำลาย ให้ดูเหมือนว่ารัสเซียถูกโจมตี

แผนการนี้อาจทำให้รัสเซียมีข้ออ้างสำหรับการบุกรุก ซึ่งรัสเซียได้รวบรวมกำลังทหารมากกว่า 100,000 นายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ประจำการอยู่บริเวณชายแดนยูเครนอยู่ก่อนแล้ว

“เราเคยเห็นความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ของรัสเซียมาก่อนแล้วในอดีต เมื่อเห็นแบบนี้เราจึงออกมาพูด จากประสบการณ์ของผมบอกเลยว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่แผนการนี้จะไม่ได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย” เคอร์บีกล่าว

ด้านเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็อ้างถึงแผนการดังกล่าวของรัสเซียเช่นกัน แต่ทั้งคู่ไม่ได้โชว์หลักฐานใดๆ ในการสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้

ไพรซ์กล่าวว่าแผนการนี้เป็นหนึ่งในหลายทางเลือกของรัฐบาลรัสเซียที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการรุกรานและปฏิบัติการทางทหารต่อยูเครน แต่ก็ไม่แน่ใจว่ารัสเซียจะตัดสินใจใช้แผนดังกล่าวหรือไม่

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

สาวปากีฯ สวยแค่ครึ่งเดียวเพราะต้องยุติฉีดฟิลเลอร์ปากกลางคัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674783

วันที่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 18:19 น.สาวปากีฯ สวยแค่ครึ่งเดียวเพราะต้องยุติฉีดฟิลเลอร์ปากกลางคัน

สาวปากีสถานแชร์ประสบการณ์สวยไม่เสร็จเพราะเจอเหตุด่วนทำให้ต้องยกเลิกการฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากกลางคัน

ฮารีม ชาห์ ดาว TikTok ชาวปากีสถานที่มีผู้ติดตามกว่า 6.5 ล้านคนเล่าประสบการณ์การทำศัลยกรรมชวนเขินครั้งนี้ผ่านคลิปวิดีโอใน TikTok ซึ่งกลายเป็นไวรัลไปเรียบร้อยแล้ว ฮารีมเล่าไปขำไปโดยที่ริมฝีปากบนครึ่งหนึ่งยังคงบวมๆ อยู่ว่า เธอต้องขอยุติการฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากกลางคันหลังจากทางการปากีสถานโทรศัพท์มาสอบสวนเธอเกี่ยวกับการฟอกเงิน

“ตอนฉันได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าสำนักงานสอบสวนกลางของปากีสถาน (FIA) อายัดบัญชีธนาคารของฉัน หมอเพิ่งจะฉีดฟิลเลอร์ที่ริมฝีปากข้างหนึ่งของฉัน” ฮารีมเผย

หญิงสาวรายนี้เล่าต่อว่า เธอตัดสินใจยุติการฉีดและเดินออกจากสถานเสริมความงามสุดแพงทันที เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าฟิลเลอร์ เนื่องจากบัญชีธนาคารถูกอายัด

ในคลิปเธอบอกอีกว่า ตอนนี้เธออยู่ที่สหราชอาณาจักรแล้ว และกำลังจะกลับไปให้หมอฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปากให้เสร็จ

หนังสือพิมพ์ Dawn ของปากีสถานรายงานว่า FIA ดำเนินการสอบสวนการฟอกเงินกับดาว TikTok รายนี้เมื่อวันที่ 12 ม.ค. หลังจากพบเห็นคลิป (อีกคลิปหนึ่ง) ที่เธอนั่งอยู่กับกองธนบัตรอังกฤษกองใหญ่ 2 กอง

ฮารีมเผยว่า เธอบินจากปากีสถานไปเที่ยวอังกฤษ โดยนำธนบัตรเงินปอนด์ออกจากปากีสถานไปจำนวนมาก และยังวิจารณ์รัฐบาลปากีสถาน โดยบอกว่าผู้คนรู้สึกเศร้าเมื่อต้องแปลงเงินรูปีของปากีสถานเป็นเงินยูโรหรือดอลลาร์

และยังเตือนเพื่อนร่วมชาติอีกว่าคนที่ต้องการออกนอกประเทศแล้วถือเงินจำนวนมากๆ ต้องระมัดระวังไว้ เพราะจะถูกรัฐบาลจับ

ทั้งนี้ เว็บไซต์ของคณะกรรมการภาษีของรัฐบาลกลางของปากีสถานระบุว่า ผู้เดินทางสามารถนำเงินตราสกุลต่างประเทศเข้าปากีสถานได้ไม่จำกัดจำนวน แต่อนุญาตให้นำเงินตราต่างประเทศออกจากปากีสถานได้ไม่เกิน 10,000 เหรียญสหรัฐโดยไม่มีเงื่อนไข

หนุ่มอเมริกันได้ดีเพราะสอดแนมคนดัง ‘อีลอน มัสก์’ คือเหยื่อรายแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674775

วันที่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 17:27 น.หนุ่มอเมริกันได้ดีเพราะสอดแนมคนดัง 'อีลอน มัสก์' คือเหยื่อรายแรก

หนุ่มอเมริกันรายนี้ได้งานหลังสะกดรอย ‘อีลอน มัสก์’ เผยตามติดเครื่องบินส่วนตัวคนดังอีกเพียบ

แจ็ก สวีนีย์ หนุ่มอเมริกันวัย 19 ปี นักศึกษาน้องใหม่จากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา (UCF) เปิดตัว “Elon Musk’s Jet” เมื่อเดือนมิ.ย. 2020 เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของเครื่องบินส่วนตัวของอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลก และหาเงินเข้ากระเป๋า นอกจากนี้เขายังมีโครงการติดตามมหาเศรษฐีและคนดังอีกนับสิบคน รวมถึง บิล เกตส์, เจฟฟ์ เบซอส, มาร์ค คิวบาน และเดรก

สวีนีย์ใช้บ็อตเพื่อสอดแนมและรายงานความเคลื่อนไหวของเที่ยวบินส่วนตัวของมหาเศรษฐีผ่านทางทวิตเตอร์ เขารู้หมดว่ามัสก์เดินทางไปที่ไหน เมื่อไร รู้ทั้งเวลาเทคออฟ ลงจอด และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง โดยขณะนี้บัญชีทวิตเตอร์ @ElonJet มีผู้ติดตามแล้วกว่า 3 แสนคน

ได้อะไรจากงานนี้?

มัสก์ติดต่อสวีนีย์ไปเมื่อปลายเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว โดยยื่นข้อเสนอเป็นเงิน 5,000 เหรียญสหรัฐ (165,800 บาท) เพื่อแลกกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของมัสก์ โดยขอให้สวีนีย์ปิดบัญชีดังกล่าวและเลิกติดตามเขาเสียที

สวีนีย์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยบอกว่าเงินกว่าแสนบาทไม่เพียงพอกับความทุ่มเทของเขา และต่อรองเป็นเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐ (1,658,000 บาท) แทน โดยกล่าวว่าเงินจำนวนนี้สามารถสนับสนุนทุนการศึกษาของเขา หรือเขาอาจนำไปซื้อ Tesla Model 3 ได้ด้วย

มัสก์ตอบกลับเขาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมาและไม่ยอมรับข้อต่อรองของสวีนีย์ โดยมองว่ามันไม่ถูกต้องที่เขาจะต้องจ่ายเงินเพื่อจบเรื่องนี้ แต่สวีนีย์ยังไม่ละความพยายาม เขาบอกกับมัสก์อีกว่ายังมีทางเลือกอื่นๆ แทนการจ่ายเงิน อย่างเช่น มอบโอกาสในการฝึกงานกับบริษัทของมัสก์

สวีนีย์บอกกับ Bloomberg ว่าตอนนี้มัสก์บล็อกบัญชีโซเชียลมีเดียของเขาทั้งหมดแล้ว แต่เขาจะยังคงเดินหน้าโครงการของเขาต่อไป

แม้จะไม่ได้อะไรจากมัสก์ แต่งานนี้สอนให้เขารู้วิธีเขียนโค้ด และทำให้เขาได้งานพาร์ทไทม์กับบริษัท UberJets นอกจากนี้ ในฐานะแฟนตัวยงของมัสก์ การได้พูดคุยกับไอดอลก็เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าจะเป็นเรื่องวุ่นๆ สำหรับมัสก์

ล่าสุด Business Insider รายงานว่าสวีนีย์เพิ่งได้รับการเสนองานเพราะชื่อเสียงที่เป็นไวรัลของเขา โดยโจเอล โทมัส ซีอีโอบริษัทเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนตัว Stratos Jet Charters ชวนเขาเข้าทำงานหลังจากได้เห็น “ความคิดสร้างสรรค์”

ทำเงินได้อย่างไร?

สวีนีย์ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่าเขาได้สร้างเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Ground Control เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของเที่ยวบินบรรดาคนดัง นอกจากนี้เขายังเปิดรับบริจาคเงิน และขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์นี้ด้วย โดยสวีนีย์กล่าวว่าหากบัญชีทวิตเตอร์ของเขาถูกปิด เว็บไซต์ดังกล่าวคือแผนสำรอง

ในตอนแรกสวีนีย์จะเลือกสอดแนมความเคลื่อนไหวของคนที่เขาสนใจ หรือคนที่มีความโดดเด่นมากๆ แต่ตอนนี้เขาเพิ่มเป้าหมายอีกหลายคนเนื่องจากแฟนพันธุ์แท้ของบุคคลเหล่านั้นเรียกร้อง

Photo by Jack Sweeney/twitter-Brendan Smialowski/AFP

สหรัฐอยู่ยาก อาชญากรรมพุ่งทุบสถิติช่วงโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674767

วันที่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 16:06 น.สหรัฐอยู่ยาก อาชญากรรมพุ่งทุบสถิติช่วงโควิด

ตัวเลขการฆ่ากันตายในสหรัฐพุ่งทุบสถิติสูงสุดในบรรดาประเทศร่ำรวย

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เตรียมเดินทางไปมหานครนิวยอร์กวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับคลื่นอาชญากรรมทั่วประเทศซึ่งพุ่งขึ้นในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

ต่อไปนี้คือตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาชญากรรมสหรัฐ

ฆาตกรรม 59 ครั้งต่อวัน

จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นในสหรัฐในปี 2020 กว่า 21,500 ครั้ง หรือเฉลี่ย 59 ครั้งต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2019 ถึง 30% นับเป็นการเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลกลางเริ่มเก็บสถิติ

“หลังจากหนึ่งปีของเหตุนองเลือดบนถนนในอเมริกาที่ทุบสถิติ อาชญากรรมรุนแรงทำให้คนจำนวนมากต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว” มิตช์ แม็คคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาของพรรครีพับลิกันกล่าว

ข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยคณะกรรมการกำกับดูแลเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลางพบว่า อัตราการฆาตกรรมยังคงเพิ่มขึ้นในปี 2021 แม้ว่าจะช้าลง 5% ก็ตาม

เหยื่อผิวดำสูงเกินแบบไม่ได้สัดส่วน

แม้ว่าบันทึกอาชญากรรมของตำรวจจะไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของเหยื่อทุกครั้ง แต่จากข้อมูลที่รายงานไปยัง FBI ในปี 2020 พบว่า การฆาตกรรมเกือบ 10,000 ครั้งมีเหยื่อเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หรือราวครึ่งหนึ่งของการฆ่ากันทั้งหมด

ขณะที่ชาวอเมริกันผิวดำมีสัดส่วนเพียง 12% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นอัตราการฆาตกรรมคนผิวดำจึงสูงกว่าราว 4 เท่าหากมีการแจกแจงผู้เสียชีวิตเท่าๆ กัน

สูงกว่ายุโรป 6 เท่า

อัตราการฆาตกรรมในสหรัฐในปี 2020 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6.5 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งสูงกว่าประเทศร่ำรวยอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า อัตราดังกล่าวของฝรั่งเศส เยอรมนี และออสเตรเลียอยู่ที่ 1 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนของแคนาดาอยู่ที่ 2 คนต่อประชากร 100,000 คน

เมมฟิสฆ่ากันตายมากที่สุด

ปีที่แล้วเมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศอย่างชิคาโกมีจำนวนการฆาตกรรมรวมทั้งหมดสูงที่สุดที่ 836 ครั้ง ทว่าหากคิดเป็นตัวเลขต่อประชากร 100,000 คน เมืองเมมฟิสทางตอนใต้ของรัฐเทนเนสซีมีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดคือ 2.352 คนต่อประชากร 100,000 คน 2 ปีขายปืนไป 43 ล้านกระบอก

3 ใน 4 ของเหตุฆาตกรรมทั้งหมดในสหรัฐเกิดจากการใช้ปืน และตัวเลขการขายปืนพก ปืนลูกโม่ และอาวุธปืนอื่นๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลที่รวบรวมโดยเว็บไซต์ Small Arms Analytics พบว่า อาวุธปืนมากกว่า 23 ล้านกระบอกถูกขายไปในปี 2020 และอีก 20 ล้านกระบอกในปีถัดมา ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวม “ปืนผี” ที่ขายแบบถอดประกอบ ไม่มีหมายเลขประจำปืน และถูกตั้งราคาไว้สูงมากในวงการอาชญากร

การสำรวจของ Pew พบว่า เดือน มิ.ย. 2021 30% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเผยว่าครอบครองปืนอย่างน้อย 1 กระบอก

Photo by GEORGE FREY / AFP

นักยูเอฟโอชี้เอเลี่ยนกลัวปูตินเลยไม่ติดต่อกับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674735

วันที่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 13:45 น.นักยูเอฟโอชี้เอเลี่ยนกลัวปูตินเลยไม่ติดต่อกับโลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอชาวอังกฤษบอกว่าที่เอเลี่ยนไม่ติดต่อกับโลกเพราะกลัวปูตินทำสงครามกับยูเครน

นิก โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอซึ่งเคยร่วมงานในภารกิจตามหาเอเลี่ยนกับกระทรวงกลาโหมอังกฤษเผยกับ Daily Star หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของอังกฤษเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย ยูเครน และชาติตะวันตก ทำให้สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกไม่กล้าติดต่อกับโลกหรือไม่กล้ามาเยือนโลก เพราะมองว่าสงครามเป็นเรื่องของอารยธรรมดึกดำบรรพ์

โป๊ปบอกกับ Daily Star ว่า “มนุษย์ต่างดาวที่มีวิวัฒนาการสูงอาจถือว่าการทำสงครามเป็นสิ่งที่มีเพียงอารยธรรมดึกดำบรรพ์เท่านั้นกระทำกัน ดังนั้นจากสถานการณ์ในยูเครนหมายความว่าเราไม่น่าจะได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมสหพันธ์กาแลคซีในช่วงนี้”

นอกจากนี้ยังเผยในทำนองว่ามนุษย์ต่างดาวอาจเข้าใจว่าทำไมนานาประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร จึงเต็มใจที่จะจัดตั้งพันธมิตรเพื่อตอบโต้การรุกรานที่อ้างว่ามาจากมอสโก

“มนุษย์ต่างดาวอาจสงสัยว่าทำไมสหราชอาณาจักรจึงต่อต้านรัสเซีย แต่คงจะตระหนักว่าการอยู่ในกลุ่มพันธมิตรช่วยได้ และหากพวกเขารู้ประวัติของโลก พวกเขาจะไม่ตัดอังกฤษออก” โป๊ปเผย

AFP PHOTO / FREDERIC J. BROWN, REUTERS/Evgenia Novozhenina