แม้ไม่ทุกคนจะนิยมกษัตริย์ แต่ยอมรับว่า ‘ควีนคือผู้สร้างเอกภาพ‘

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674943

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 14:05 น.แม้ไม่ทุกคนจะนิยมกษัตริย์ แต่ยอมรับว่า 'ควีนคือผู้สร้างเอกภาพ‘

พระองค์คือ ‘Unifying Force’: สาธารณชนในสหราชอาณาจักรต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ครองราชย์ 70 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อาจไม่ใช่ชาวอังกฤษทุกคนที่เป็นแฟนของสถาบันกษัตริย์ แต่หลายคนตระหนักดีว่าการครองราชย์ 70 ปีของควีนอลิซาเบธที่ 2 คือความสำเร็จ โดยมองว่าพระองค์เป็นผู้นำที่ยืนยงของชาติ

ณ วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ประมุขแห่งรัฐพระชนมายุ 95 พรรรษา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์/สมเด็จพระราชินีนาถอังกฤษพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ครองราชย์นานถึง 70 ปี ในวันนี้ทรงเฉลิมฉลองวันสำคัญเป็นการส่วนพระองค์ โดยการเฉลิมฉลองใหญ่จะจัดขึ้นต้นเดือนมิถุนายน

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น วันนี้คือวันประวัติศาสต์ บนถนนในลอนดอน ประชาชนต่างต้อนรับเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว นี่คือปฏิกิริยาบางส่วนจากการสัมภาษณ์ของสำนักข่าว AFP

John Paul อายุ 22 ปีทำงานการเมือง บอกว่า “ผมคิดว่ารัชสมัยนี้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จริงๆ … มันเป็นสิ่งที่สร้างเอกภาพอย่างแท้จริงสำหรับประเทศในการนำผู้คนมารวมกัน สมเด็จพระราชินีเป็นที่นิยมมาก คนทุกรุ่น สามชั่วอายุคนสามารถมองดูสมเด็จราชินีและพวกเขาก็มีความเชื่อมโยงบางอย่างกับพระองค์

“เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ ในฐานะประเทศ และผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ผมมองย้อนกลับไปโดยเฉพาะในช่วงแรกของการระบาดใหญ่ เมื่อเราล็อกดาวน์ครั้งแรกคือผู้คนมองไปที่สมเด็จราชินี

“หวังว่าการเฉลิมฉลองการครองราชย์จะพาคนกลับมา… และเราจะลืมแม้ว่าจะเป็นเพียงวันเดียวและผมแน่ใจว่าจะเห็นผู้คนลืมการแบ่งแยกเหล่านั้น พวกเขาจะกลับมารวมกัน คงจะดีถ้า ดู.”

David Newell อายุ 33 ปี ทำงานด้านการศึกษา บอกว่า “มันหมายถึงบางอย่างที่ผมคิดว่านะ มันไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย… เราอาศัยอยู่ในอังกฤษ ผมเป็นคนอังกฤษ และสถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันของอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ผมคิดว่าสถาบันสร้างความแตกต่าง และผมก็ค่อนข้าง ดีใจที่ได้หยุดหลายวันเช่นกัน”

“ยังมีวิวัฒนาการอีกมากที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าจากข่าวล่าสุด มีบางสิ่งต้องทำ (การวิวัฒนาการของสถาบัน) อย่างแน่นอน และผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น… ผมจะไม่ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ใช่ ผมคิดว่า มีสิ่งที่ต้องทำ”

Bill Hartness อายุ 50 ปี ทำงานในการลงทุนบอกว่า “พระองค์ผ่านช่วงเวลาขึ้นๆ ลงๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมคิดว่าพระองค์ได้รับความเคารพอย่างสูงในตอนนี้ และในฐานะผู้นำที่มีคุณธรรม และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเห็นมากขึ้นในผู้นำของเราในทุกวันนี้ เพราะเราไม่เห็นในที่อื่นๆ มากนัก”

“ผมคิดว่าทุกคนต้องปรับตัวอย่างไม่น่าเชื่อในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีและประเด็นทั้งหมด ทั้งหมดนี้ คุณรู้ไหม ผมคิดว่าระบอบกษัตริย์มีการพัฒนาอย่างมากในช่วง 15 ปี 20 ปีที่ผ่านมา”

Helen Chadwick วัย 60 ปี เกษียณแล้ว บอกว่า “ฉันไม่ใช่ผู้นิยมระบอบกษัตริย์มากนัก เพราะวัฒนธรรมและภูมิหลังของฉันมาจากทางเหนือ และฉันก็มีเชื้อสายของชาวไอริชด้วย”

“แต่มันมีความหมายสำหรับทุกคน และฉันคิดว่าในขณะนี้ ถ้ามีคนคนหนึ่งที่สร้างความเป็นผึกแผ่นให้ประเทศยืนหยัด นั่นก็คือสมเด็จพระราชินีฯ อย่างแน่นอน

“นี่ควรจะเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ และฉันรู้สึกแย่มาก ๆ กับเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นบุคคลที่ฉันคิดว่าในใจของฉันที่ฉันมองว่าเป็นผู้สร้างเอกภาพความยิ่งใหญ่ของสหราชอาณาจักร ความซื่อสัตย์สุจริต และความเห็นอกเห็นใจคือ องค์ราชินี”

Bill และ Ann Stack ในวัย 60 ปี ทหารผ่านศึกที่เกษียณแล้ว บอกว่า “เราต่างก็เป็นอดีตทหารผ่านศึก ดังนั้น สำหรับเรา คุณก็รู้ เรารับใช้ราชินีและประเทศ และการได้เห็นพระองค์ในเวทีนี้วิเศษมาก… พระองค์เป็นทูตที่ยอดเยี่ยมสำหรับประเทศนี้จริงๆ

“นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ เพราะในท้ายที่สุด เรายังคงมีราชวงศ์ เรายังมีพระบรมวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชินี และการเมืองจะดำเนินต่อไปเสมอ ไม่เคยเป็นเส้นตรง

“สิ่งสำคัญที่สุดคือพระองค์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือพระองค์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เราควรเห็นตรงกันในเรื่องนี้ แต่โดยรวมแล้ว พระองค์เป็นผู้ที่มั่นคง”

Photo by Joe Giddens / POOL / AFP

ปลานับแสนลอยตายเป็นแพกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674934

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 11:30 น.ปลานับแสนลอยตายเป็นแพกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

รอยเตอร์ รายงานว่า FV Margiris เรือลากอวนของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเรือประมงที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปล่อยปลาตายไปแล้วกว่า 100,000 ตัวลงมหาสมุทรแอตแลนติกนอกฝรั่งเศส ก่อตัวเป็นพรมซากสัตว์ที่นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมพบเห็น

กลุ่มอุตสาหกรรมประมง PFA ซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือกล่าวว่าการรั่วไหลดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นวันพฤหัสบดีเกิดจากการขาดของตาข่ายลากอวน ในถ้อยแถลง กลุ่มเรียกการรั่วไหลของข้อมูลว่าเป็น “เหตุการณ์ที่หายากมาก” กลุ่มสิ่งแวดล้อมโต้แย้งคำอธิบายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการปล่อยปลาที่ไม่ต้องการกว่า 100,000 ตัวอย่างผิดกฎหมาย

กลุ่มรณรงค์รณรงค์ Sea Shepherd ของฝรั่งเศสเผยแพร่ภาพการรั่วไหลครั้งแรก โดยแสดงพื้นผิวของมหาสมุทรที่ปกคลุมด้วยชั้นหนาแน่นของปลาค็อดสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นชนิดย่อยของปลาค็อด ซึ่งใช้ในการผลิตนักเก็ตปลา น้ำมันปลา และอาหารในปริมาณมาก

Sea Shepherd France กล่าวว่าไม่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นความพยายามของเรือลากอวนเพื่อปล่อยปลาประเภทที่ไม่ต้องการดำเนินการทิ้งไป ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า “การปล่อยปลาที่จับได้โดยบังเอิญ” (discharging bycatch) ซึ่งถูกห้ามภายใต้กฎการประมงของสหภาพยุโรป

ลัมยา เอสเซมลาลี หัวหน้ากลุ่มรณรงค์สิ่งแวดล้อมในฝรั่งเศสบอกกับรอยเตอร์ว่าเธอเชื่อว่าปลาถูกปล่อยโดยเจตนา Sea Shepherd France กล่าวว่าการรั่วไหลส่งผลกระทบต่อปลากว่า 100,000 ตัว

อานนิค ฌิราร์แดง รัฐมนตรีกระทรวงการเดินเรือของฝรั่งเศส เรียกภาพปลาที่ตายแล้วว่า “น่าตกใจ” และกล่าวว่าเธอได้ขอให้หน่วยงานเฝ้าระวังการประมงแห่งชาติของประเทศดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

Photo by SEA SHEPHERD / AFP

‘คาเรน จันเหลือง’ นักสกีสาวทีมชาติไทย ผู้ร่วมชิงชัยโอลิมปิก ปักกิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674932

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 11:00 น.‘คาเรน จันเหลือง’ นักสกีสาวทีมชาติไทย ผู้ร่วมชิงชัยโอลิมปิก ปักกิ่ง

ดูเหมือนว่าที่มหกรรมการแข่งขันกีฬาปักกิ่ง โอลิมปิก ฤดูหนาว 2022 จะไม่มีใครเข้าใจการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนและหนาวต่างกันอย่างมากได้ดีไปกว่า “คาเรน จันเหลือง” นักสกีครอสคันทรีชาวไทย จากกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ กับจางเจียโข่วมีอุณหภูมิต่างกันเกือบ 50 องศาเซลเซียส

แม้จะมีอายุเพียง 25 ปี แต่การลงแข่งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาวครั้งที่ 2 ของเธอ เมื่อ 4 ปีก่อนคาเรนและมรรค จันเหลือง พี่ชาย ได้เข้าร่วมการแข่งขันที่เมืองพยองชางของเกาหลีใต้ แม้ว่าผลงานจะไม่โดดเด่นนัก แต่ด้วยความเป็นน้องใหม่ พวกเขาจึงได้รับความสนใจและกำลังใจอย่างล้นหลาม

อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของไทยอยู่ที่เกือบ 30 องศาเซลเซียส จึงไม่มีสภาพแวดล้อมสำหรับกีฬาน้ำแข็งและหิมะ โดยบุญจันทร์ จันเหลือง คุณพ่อชาวไทยของคาเรน และแม่ซึ่งเป็นชาวอิตาลี มีบทบาทสำคัญมากในอาชีพนักกีฬาของเธอ

เมื่อปี 1996 คาเรนถือกำเนิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ภูเขาในเมืองออสตา (Aosta) ของอิตาลี ซึ่งมีการเล่นกีฬาหิมะอย่างเข้มข้น เธอเริ่มเดินย่ำทุ่งหิมะตอนอายุ 3 ขวบภายใต้การดูแลของพ่อแม่ และเริ่มเล่นสกีครอสคันทรีเมื่อมีอายุ 10 ขวบ

คาเรนเผยว่า พ่อแม่ของเธอชอบเล่นกีฬา นอกเหนือจากสกีครอสคันทรีแล้ว เธอยังได้ฝึกเล่นสโนว์บอร์ด สเก็ตน้ำแข็ง และกรีฑาประเภทลู่และลานด้วย เธอชอบที่จะเล่นกีฬาเหล่านี้ในสนามธรรมชาติร่วมกับเพื่อนๆ

มรรคและคาเรนร่วมการแข่งขันทั่วทุกมุมโลกเพื่อสั่งสมประสบการณ์ โดยได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ ในครั้งนี้ พวกเขาทั้งสี่คนเดินทางเยือนจีนด้วยกัน โดยพ่อทำหน้าที่ผู้จัดการทีม และแม่เป็นนักกายภาพบำบัดที่คอยดูแลสุขภาพของเธอและพี่ชาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา คาเรนเป็นตัวแทนประเทศไทยลงแข่งหลายๆ สนาม ทั้งเวทีชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 2, ชิงแชมป์โลกยู 23 ครั้งที่ 3 และการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูหนาว 2019

เธอกล่าวว่ากีฬาให้บทเรียนแก่เธอมากมาย ทั้งการได้รับชัยชนะและความพ่ายแพ้ การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ทั้งยังเติมเต็มชีวิตของเธอ โดยไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ต้องมุ่งมั่นให้เต็มที่

คาเรนเคยเดินทางมาจีน 2 ครั้งเพื่อร่วมการแข่งขันในปี 2019 โดยครั้งนี้เธอกล่าวว่ารู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสถานที่จัดจะยอดเยี่ยมแล้ว หมู่บ้านโอลิมปิก ห้องออกกำลังกาย และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ครบครัน

คาเรนตระหนักดีถึงความต่างด้านความแข็งแกร่งของตนกับนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจากกลุ่มประเทศนอร์ดิกในปัจจุบัน โดยครั้งนี้ เธอจะเข้าร่วมการแข่งขันสกีครอสคันทรี ประเภทบุคคลหญิงระยะสั้นและอื่นๆ โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น “แน่นอนว่าฉันอยากติด 30 อันดับแรก แต่มันก็ยังยาก เป้าหมายที่ดูเป็นไปได้มากกว่าคือ 50 หรือ 40 อันดับแรก”

ตั้งแต่ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก ฤดูหนาว 2002 ในนครซอลต์เลกซิตี รัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก หลายปีที่ผ่านมา จำนวนวัยรุ่นชาวไทยที่สนใจกีฬาน้ำแข็งและหิมะก็เพิ่มมากขึ้น โดยไทยทำสถิติส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกที่พยองชางเมื่อสี่ปีก่อนถึง 4 คน และโอลิมปิกที่ปักกิ่งปีนี้ไทยก็ส่งนักกีฬาร่วมแข่งขัน 4 คนอีกครั้ง โดยอีก 2 คนเป็นผู้ร่วมแข่งขันสกีอัลไพน์

สมาคมสกีไทยที่คาเรนและมรรคสังกัดอยู่มีนักกีฬาอายุน้อยจำนวนมากที่ตั้งเป้าแข่งขันในเวทีโลก และเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพอากาศ นักกีฬาหลายคนจึงเดินทางไปฝึกที่ต่างประเทศในฤดูหนาว และอยู่ที่ไทยเพื่อฝึกเล่นโรลเลอร์สเก็ตซึ่งคล้ายคลึงกันในฤดูร้อน

ครอบครัวของคาเรนยังมีส่วนร่วมในการจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่วัยรุ่นไทยด้านกีฬาน้ำแข็งและหิมะ โดยคาเรนหวังว่าครอบครัวของเธอจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และอาจทำให้มีนักกีฬาไทยเข้าร่วมโอลิมปิก ฤดูหนาวมากขึ้นในอนาคต

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

‘ควีน’ ทรงปรารถนาให้ ‘คามิลลา’ เป็นราชินีในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674931

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 10:23 น.'ควีน' ทรงปรารถนาให้ 'คามิลลา' เป็นราชินีในอนาคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจัก (Elizabeth II) ตรัสว่าทรงต้องการให้คามิลลา Camilla เป็นพระราชินีพระภรรยาเจ้าหากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงขึ้นครองราชสมบัติในอนาคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นพระราชาธิบดี/สมเด็จพระราชินีนาถอังกฤษพระองค์แรกที่ทรงครองราชย์นานกว่า 7 ทศวรรษ ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ในวโรกาสนี้ยังเป็นวันสำคัญที่มีการประกาศว่าทรงต้องการให้คามิลลา พระชายาของเจ้าชายชาร์ลส์ ได้รับการยอมรับให้เป็นสมเด็จพระราชินีในอนาคต

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระชนมายุ 95 พรรษาเริ่มต้นพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี หรือ Platinum Jubilee แบบเรียบๆ ที่พระราชวังแซนดริงแฮม ทางตะวันออกของอังกฤษ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วพระองค์จะทรงใช้เวลาในวันครบรอบการครองราชย์ของพระองค์ ณ ที่แห่งนี้

มีกำหนดจัดงานเฉลิมฉลอง 4 วันในต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับวันครบรอบการบรมราชาภิเษกของพระองค์ในปี 1953 (ทรงรับราชบัลลังก์ก่อนจะประกอบพระราชพิธีอย่างเป็นทางการ) ซึ่งรวมถึงขบวนพาเหรดและคอนเสิร์ตดนตรี ปาร์ตี้ริมถนน เป็นต้น

สมเด็จพระราชินีฯ ทรงตรัสปราศรัยแก่ประชาชนในถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อค่ำวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นว่า พระองค์ต้องการให้คามิลลา พระชายาของเจ้าชายชาร์ลส์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ของพระองค์เป็นที่รู้จักในนามพระราชินีในท้ายที่สุด

คำแถลงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระราชินีกำลังวางแผนสำหรับอนาคตหลังจากการสวรรคตและทรงยกย่องคามิลลาซึ่งเสกสมรสกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในพิธีพลเรือนในปี 2005 ด้วยการยกย่องอย่างสูง ในข้อความที่ส่งถึงประเทศชาติเมื่อวันเสาร์ สมเด็จพระราชินีฯทรงยกย่อง “การรับใช้ด้วยความภักดี” ของคามิลลา โดยกล่าวว่าพระองค์หวังว่าคามิลลาจะเป็นที่รู้จักในนามราชินีพระภรรยาเจ้า (Queen Consort) เมื่อเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองบัลลังก์

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงยืนกรานเสมอว่า “ภรรยาที่รัก” ของพระองค์ควรได้รับตำแหน่งนี้ โดย The Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว

รายหนึ่ง เพราะหลายปีที่ผ่านมา คามิลลาถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ทำลายการแต่งงานที่ทำลายเรื่องราวความรักของราชวงศ์ในเทพนิยายของอังกฤษระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอานา

การสำรวจความคิดเห็นของ YouGov ในเดือนพฤศจิกายน 2021 พบว่ามีเพียง 14% ที่ต้องการเห็นคามิลลากลายเป็น “ราชินี” ในขณะที่ 42% ชื่นชอบตำแหน่ง “เจ้าหญิงพระภรรยาเจ้า” (Princess Consort)

จากการจัดอันดับล่าสุดของ YouGov ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 คามิลลาเป็นพระราชวงศ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับที่ 11 โดย 34% กล่าวว่าพวกเขาชอบเธอและ 28% กล่าวว่าพวกเขาไม่ชอบเธอ

Photo by Chris Jackson / POOL / AFP

CDC ชี้ใส่แมส์ N95/KN95 ลดเสี่ยงติดเชื้อจากโควิดได้ 83%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674907

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 15:30 น.CDC ชี้ใส่แมส์ N95/KN95 ลดเสี่ยงติดเชื้อจากโควิดได้ 83%

การสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 หรือ KN95 ในตัวอาคารลดความเสี่ยงติดเชื้อจาก Covid-19 ได้ 83%

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการวิจัยประสิทธิภาพของหน้ากากอนามัยแต่ละชนิดโดยพบว่า การสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่ออยู่ในตัวอาคารของสถานที่สาธารณะเกี่ยวข้องกับการลดโอกาสติดเชื้อจาก Covid-19 โดยคนที่ได้รับการปกป้องมากที่สุดคือ ผู้ที่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 หรือ KN95 ตลอดเวลา

งานวิจัยระบุว่า การสวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 หรือ KN95 ที่พอดีกับใบหน้าในตัวอาคารมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อจาก Covid-19 ได้ 83% ขณะที่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ลดความเสี่ยงได้ 63% และหน้ากากผ้าลดได้ 50%

การวิจัยนี้ทำขึ้นระหว่างวันที่ 18 ก.พ.-1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่เชื้อสายพันธุ์โอมิครอนจะระบาด ในชาวแคลิฟอร์เนียเกือบ 1,828 คนที่เข้ารับการตรวจหาเชื้อ (652 คนผลเป็นบวก 1,176 คนผลเป็นลบ) โดยให้ผู้เข้าร่วมระบุรายละเอียดเกี่ยวกับหน้ากากอนามัย เช่น ความถี่ในการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ชนิดของหน้ากาก ก่อนเข้ารับการตรวจ

อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ไม่ได้พิจารณาถึงพฤติกรรมการป้องกันอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น การเว้นระยะห่างระหว่างกัน

ทว่า การศึกษานี้เป็นข้อสรุปจากสถานการณ์จริงซึ่งเป็นการสนับสนุนข้อมูลจากทดสอบในห้องปฏิบัติการ

3M/Handout via REUTERS

จีนจับมือรัสเซียสกัดอิทธิพลสหรัฐ พร้อมร่วมมือทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674902

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 14:30 น.จีนจับมือรัสเซียสกัดอิทธิพลสหรัฐ พร้อมร่วมมือทุกมิติ

สีจิ้นผิงจับมือปูตินประกาศความร่วมมือสกัดอิทธิพลสหรัฐและนาโต

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกแถลงการณ์ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้งระหว่างกัน เพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) และถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐ หลังการพบปะหารือกันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ในโอกาสที่ปูตินเดินทางมาร่วมพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่กรุงปักกิ่ง

ในแถลงการณ์ร่วม ทั้งสองประเทศยืนยันว่าความสัมพันธ์ครั้งใหม่ระหว่างรัสเซียและจีนเหนือกว่าพันธมิตรทางการเมืองหรือการทหารใดๆ ในยุคสงครามเย็น

“มิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศไม่มีขีดจำกัด ไม่มีพื้นที่ ‘ต้องห้าม’ ของความร่วมมือ” แถลงการณ์ระบุ ทั้งยังประกาศว่าจะร่วมมือกันในหลายๆ ด้าน รวมทั้งอวกาศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์ และการควบคุมอินเทอร์เน็ต

มอสโกและปักกิ่งยังแสดงความกังวลและคัดค้านการรวมกลุ่ม AUKUS ที่ประกอบด้วยออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐโดยมองว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันกันสะสมอาวุธในภูมิภาค

แดเนียล รัสเซล จากสถาบันคลังสมอง Asia Society เผยว่า สีและปูตินกำลัง “ประกาศความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดร่วมกันและต่อต้านสหรัฐ และตะวันตก และพร้อมที่จะทนต่อการคว่ำบาตรและท้าทายความเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐ

รัสเซลเผยอีกว่า แม้ว่าจะไม่ใช่พันธมิตรอย่างเป็นทางการ แต่ทั้งสอง “กำลังหาจุดร่วมทางยุทธวิธีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและระบบเผด็จการของพวกเขาจากแรงกดดันจากตะวันตก”

ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ Gazprom และ Rosneft บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซียเพิ่งตกลงทำสัญญาขายแก๊สและน้ำมันมูลค่าหลายมื่นล้านเหรียญสหรัฐให้จีน

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมคณะ พบปะหารือ ณ เรือนรับรองเตี้ยวอวี๋ไถในกรุงปักกิ่ง เมื่อ 4 ก.พ. Photo by Alexei Druzhinin / Sputnik / AFP

Photo by Alexei Druzhinin / Sputnik / AFP

ตะลึง น้ำแข็งบนยอดเอเวอเรสต์ละลายเร็ว 25 ปีบางลงเกือบ 55 ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674899

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 13:23 น.ตะลึง น้ำแข็งบนยอดเอเวอเรสต์ละลายเร็ว 25 ปีบางลงเกือบ 55 ม.

ธารน้ำแข็งบนยอดเอเวอรเรสต์ซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกว่า 2,000 ปีละลายหายไปในเวลาเพียง 25 ปี

ทีมนักวิจัยซึ่งนำโดยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเมนในสหรัฐเผยสถานการณ์ที่น่าหวั่นวิตกของธารน้ำแข็งบนยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดในโลกว่ากำลังละลายอย่างรวดเร็ว

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ระบุว่า ธารน้ำแข็งเซาท์คอล (South Col Glacier) ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 7,906 เมตร บางลง 54.86 เมตรในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา หรือละลายเร็วกว่าการสะสมตัวของน้ำแข็ง 80 เท่า ขณะที่อัตราการสะสมของน้ำแข็งในความหนาดังกล่าวต้องใช้เวลานานกว่า 2,000 ปี

ทีมวิจัยยังพบอีกว่า ทุ่งหิมะที่เกิดจากการทับถมกันบนธารน้ำแข็งถูกกัดเซาะออกไปด้วย ส่งผลให้น้ำแข็งที่อยู่ด้านล่างถูกแสงแดดมากขึ้นซึ่งเป็นตัวเร่งกระบวนการการละลายให้เร็วขึ้นไปอีก

นักวิจัยระบุว่าการแข็งที่ละลายเร็วเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนและกระแสลมแรง

งานวิจัยชิ้นนี้อาศัยข้อมูลจากภารกิจสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์ของ National Geographic และ Rolex เมื่อปี 2019 ที่ส่งนักวิทยาศาสตร์ 10 คนไปสำรวจธารน้ำแข็งบนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่อยู่ทางฝั่งประเทศเนปาล พร้อมทั้งติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพภูมิอากาศ 2 สถานี และสกัดตัวอย่างแกนน้ำแข็ง

การหาอายุวัตถุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่าน้ำแข็งบริเวณพื้นผิวมีอายุราว 2,000 ปี ซึ่งหมายความว่าน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมาละลายไปหมดแล้ว ทั้งยังเป็นการยืนยันว่าธารน้ำแข็งบนยอดเขาสูงที่สุดในโลกได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจากน้ำมือมนุษย์มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990

พอล มาเยฟสกี หัวหน้าคณะสำรวจเรยีกผลการวิจัยดังกล่าวว่าเป็น “สัญญาณเตือนที่แท้จริง” ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบแม้กระทั่งกับพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล และเตือนว่า “ตอนนี้เรามีหลักฐานแล้วว่าแม้แต่ธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดบนภูเขาที่สูงที่สุดในโลกกำลังสูยเสียน้ำแข็งไปอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ ประชาชนราว 1 ล้านคนต้องพึ่งพาน้ำดื่มจากธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัย หากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และยังสะเทือนไปถึงนักปืนเขาที่จะต้องเจอกับน้ำแข็งลื่นๆ ทำให้ปีนป่ายยากขึ้น

REUTERS/Phurba Tenjing Sherpa/Files

Meta ฉุดซักเคอร์เบิร์กตกบัลลังก์มหาเศรษฐีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674887

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 11:19 น.Meta ฉุดซักเคอร์เบิร์กตกบัลลังก์มหาเศรษฐีโลก

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเสี่ยงหลุดโผท็อป 10 มหาเศรษฐีโลก

สำนักข่าว CNN รายงานว่า หุ้น Meta ที่ร่วงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ส่งผลให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัวไปถึง 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอันดับบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในโลกตามการจัดอันดับของ Bloomberg ร่วงลงมาถึง 3 อันดับ

ขณะนี้ซักเคอร์เบิร์กอยู่ในอันดับ 10 ในอันดับมหาเศรษฐีโลก Bloomberg Billionaires Index ตามหลัง แลร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle และมีทรัพย์สินมากกว่า มูเกซ อัมบานี มหาเศรษฐีด้านพลังงานและเทคโนโลยีของอินเดียไม่กี่ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ

Meta Platforms อยู่ในช่วงที่แย่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานว่าผลกำไรและผู้ใช้งานลดลง ทั้งยังนำเสนอการประเมินที่คลุมเครือเกี่ยวกับโอกาสของบริษัทซึ่งหันมาลงทุนอย่างหนักในด้าน augmented reality และ virtual reality

ราคาปิดตลาดของหุ้น Meta ร่วงลงไปกว่า 26% ทำให้มูลค่าบริษัทหายไปเกือบ 240,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจากเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือน ก.พ. 2021 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด ซักเคอร์เบิร์กมีหุ้น Meta กว่า 398 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 14.2% ของบริษัท

ราคาหุ้นที่ร่วงอย่างหนักส่งผลให้ทรัพย์สินของซักเคอร์เบิร์กลดลงเหลือ 89,600 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าอัมบานีซึ่งเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในเอเชียตามการจัดอันดับของ Bloomberg เพียง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

เหตุการณ์หุ้นร่วงเมื่อวันพฤหัสบดีเป็นสิ่งย้ำเตือนถึงความยิ่งใหญ่ของ Meta ได้เป็นอย่างดี มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) ของ Meta ที่ลดลงมีปริมาณมากกว่ามูลค่าของบริษัทมหาชนส่วนใหญ่ รวมทั้ง Oracle และ Cisco โดยมูลค่าที่หายไปของ Meta มีปริมาณเกือบเท่ามูลค่าทั้งหมดของ Disney

REUTERS/Leah Millis/File Photo

สหรัฐชี้วัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะ Omicron อาจไม่จำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674885

วันที่ 05 ก.พ. 2565 เวลา 10:16 น.สหรัฐชี้วัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะ Omicron อาจไม่จำเป็น

วัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอนอาจไม่จำเป็นเพราะได้ผลไม่ต่างจากสูตรเก่า

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นักวิจัยของรัฐบาลสหรัฐเผยว่า การศึกษาวิจัยวัคซีนสูตรเฉพาะสำหรับ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ของ Moderna ในลิงไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการป้องกัน ซึ่งบ่งบอกว่าอาจไม่จำเป็นต้องมีวัคซีนบูสเตอร์สูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอน

การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับลิงที่ได้รับวัคซีนของ Moderna สองโดส ซึ่งได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นสูตรดั้งเดิมของ Moderna หรือได้รับสูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอน ในอีก 9 เดือนต่อมา

งานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังเอกสารวิชาการก่อนการตีพิมพ์ bioRxiv ระบุว่า นักวิจัยได้ทดสอบการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของลิงในหลายๆ แง่มุม และให้ลิงรับเชื้อไวรัส โดยพบวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งสองสูตรกระตุ้นให้การตอบสนองของแอนติบอดีชนิดลบล้างฤทธิ์ของเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไม่ต่างกัน ต่อทุกสายพันธุ์ที่น่ากังวล รวมถึงสายพันธุ์โอมิครอน

แดเนียล ดูเอ็ค นักวิจัยวัคซีนจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติซึ่งรวมวิจัยด้วยเผยว่า “นี่เป็นข่าวดีมากๆ มันหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องออกแบบวัคซีนใหม่เพื่อผลิตวัคซีนเฉพาะสำหรับโอมิครอน”

ดูเอ็คเชื่อว่าสาเหตุคือ ทั้งวัคซีนสูตรดั้งเดิมและสูตรเฉพาะสำหรับโอมิครอนมีปฏิกิริยาข้ามกัน (cross-reactive) ซึ่งหมายความว่ามันสามารถจดจำไวรัสต่างสายพันธุ์ได้มากมาย

จอห์น มัวร์ ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันจาก Weill Cornell Medical College ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนี้เผยว่า ผลการวิจัยนี้คล้ายกับการศึกษาวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับสายพันธุ์เบตาของ Moderna

“มาดูกันว่าการทดลองในมนุษย์จะเป็นอย่างไร” มัวร์กล่าว “ข้อมูลในลิงสามารถบ่งบอกได้ค่อนข้างดี แต่คุณต้องมีข้อมูลการทดลองในมนุษย์ด้วย”

Photo by NORBERTO DUARTE / AFP

เมื่อนักการเมืองพึ่งไม่ได้ ประชาชนจึงเรียกหาองค์ราชันย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674786

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 20:29 น.เมื่อนักการเมืองพึ่งไม่ได้ ประชาชนจึงเรียกหาองค์ราชันย์

จับกระแสรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ในเนปาล หรืออย่างน้อย คือกระแสเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง

หลังจากผ่านเหตุสังหารหมู่ในพระราชวงศ์และความไม่พอใจของประชาชนต่อพระราชาธิดีชญาเนนทระที่ทรงรวบอำนาจเด็ดขาดโดยปิดสภาผู้แทนฯ บวกกับสงครามกลางเมืองยืดเยื้อกับพวกนิยมลัทธิเหมา ในที่สุด กษัตริย์ชญาเนนทระต้องทรงยอมเปิดสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง

มันเป็นเหมือนการเปิดศาลชี้ขาดดวงชะตาของพระองค์และระอบบราชาธิปไตยในเนปาลที่ยืนาวมานับพันปี เพราะหลังการเลือกตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญเนปาลก็ไม่ปล่อยให้กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจแทรกแซงการเมืองอีก สภามีมติ “ยกเลิกราชอาณาจักร” อย่างเป็นทางการในสมัยประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 แล้วประกาศให้เนปาลเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีบางช่วงที่ระบอบกษัตริย์เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ก็เช่นกัน ระบอบสาธารณรัฐก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นมาแบบพลิกฟ้าคว่ำดินเหมือนกัน

จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มคิดถึงระบอบกษัตริย์ขึ้นมาเรื่อยๆ บวกกับมีพรรคการเมืองบางพรรคชูนโยบาย “เปลี่ยนเนปาลให้เป็นรัฐฮินดู” เป็นแนวทางชาตินิยมแบบหนึ่งที่ผูกติดความเป็นเนปาลกับศาสนาฮินดู และผูกโยงมาถึงระบอบกษัตริย์ในฐานะผู้พิทักษ์และสืบสานวัฒนธรรมฮินดู ในฐานะ “องค์อวตาร” ของพระวิษณุ

พรรคการเมืองนั้นคือพรรค “ราษฏริยะ ประชาตันตระ” ตอนนี้มีคะแนนเสียงอันดับที่ 4 ในสภา แต่ก็เดินเกมนอกสภาด้วย ดังจะเห็นได้จากกระแสชุมนุมประท้วงไล่รัฐบาลและเรียกร้องให้เปลี่ยนประเทศเป็นรัฐฮินดูรวมถึงรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์

การประท้วงเริ่มหนักขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว และลากยาวมาถึงปลายปีที่แล้ว ในระหว่างปีนั้นมีขบวนการชาตินิยมฮินดูผลัดกันออกมาแสดงพลังอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้กระแสนิยมกษัตริย์อยู่ในกลุ่มคนไม่ใหญ่นัก แต่ตอนนี้มันเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะ 2 สาเหตุ 1. เพราะผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายนักการเมือง และ 2. เพราะกระแสชาตินิยมฮินดูที่ล้นทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน คืออินเดีย

ตอนนี้อินเดียมีรัฐบาลชาตินิยมฮินดู คือพรรคภารติยะ ชนตะ

กระแสทั้งชาตินิยมและฮินดูนั้นแรงขนาดไหน จะขอยกตัวอย่างสั้นๆ ว่า หากพวกฮินเดูหัวรุนแรงไปเจอคนต่างศาสนากินเนื้อวัว (ที่ถือกันว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์) พวกหัวรุนแรงนี้อาจเล่นกันถึงเลือดตกยางออก บางกรณีทำร้ายกันถึงตาย

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว คนมุสลิมอินเดียบางกลุ่มไปเชียร์ทีมคริกเก็ต (กีฬาที่คนอินเดียและประเทศในอนุทวีปคลั่งไคล้มาก) ประเทศปากีสถาน ในวันที่ปากีสถานเอาชนะทีมอินเดียได้ ทำให้ตำรวจถึงกับไปจับมุสลิมอินเดียเหล่านั้นเสีย ในข้อหา “เป็นขบถ”

นีคือความแรงของกระแสชาตินิยมฮินดูในอินเดียและตอนนี้มันลามเข้ามาในเนปาลแล้ว

ผู้ศรัทธาอุ้ม “กุมารี” ไปยังวัดเตเลจู เนื่องในโอกาสเทศกาลชังกู นารายัน กาลัช ยาตรา ที่เมืองกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย PRAKASH MATHEMA / AFP)

สิ่งที่ต่างไปคือชาตินิยมฮินดูอินเดียไม่พยายามโยงกับระบอบกษัตริย์ ซึ่งอาจเป็นเพราะก่อนมีเอกราชนั้น อินเดียมี “ราชรัฐ” ที่ปกครองด้วยมหาราชหลายสิบรัฐ ทำให้ไม่มีระบอบราชาธิปไตยรวมศูนย์ เมื่ออินเดียได้เอกราช มหาราชรัฐต่างๆ จึงโอนพระราชอำนาจให้รัฐบาลกลางตั้งสหพันธรัฐขึ้นมา โดยไม่ต้องแย่งกันเป็น “พระราชาธิราช” (กษัตริย์เหนือกษัตริย์) ระบอบนี้ดูจะเข้ากับอินเดียมากกว่า

ขณะที่เนปาลเป็นราชอาณาจักรมาหลายร้อยปี มีพระราชาที่มีพระราชอำนาจเด็ดขาดพระองค์เดียว แม้ในบางช่วงพระราชอำนาจถูกช่วงชิงไปโดนเสนาบดีผู้ทรงอำนาจสกุลรานา ก็ยังถือว่าเป็นราชอาณาจักรสมบูรณาญาสิทธิราชย์

พระมหากษตริย์ยังทรงผูกอำนาจการปกครองเข้ากับพระราชกรณียกิจในฐานะองค์ศาสนูปถัมภกของศาสนาฮินดูด้วย ทำให้ความเป็น “ผู้ปกป้องราษฏร” และ “ผู้ปกป้องศาสนา” ของพระราชาเนปาลแยกไม่ออกกับความเป็น “สมมติเทพ” ตามคติฮินดู ที่ทรงอวตารลงมาเพื่อปกครองมนุษย์และพิทักษ์ธรรม

ความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ ผู้ก่อตั้งประเทศเนปาล และ “บิดาแห่งแผ่นดิน” เมื่อ 300 ปีที่แล้ว ทรงตั้งประเทศขึ้นมาในฐานะเป็น “อสลี ฮินดูสถาน” หรือ “ฮินดูสถานที่แท้จริง” ให้เนปาลเป็นดินแดนของชาวฮินดู ใช้กฎหมายพระธรรมศาสตร์อย่างฮินดู ทรงประกาศชวนชาวฮินดูมาอยู่ใต้พระบารมี เพราะในขณะนั้นอินเดียปกครองโดยชาวมุสลิมแห่งจักรวรรดิโมกุล มหาราชฮินดูรัฐต่างๆ ในอินเดีย แม้จะนับถือฮินดูได้ แต่ต้องยอมศิโรราบต่อจักรพรรดิโมกุล

นั่นยิ่งทำให้คนเนปาลชื่อว่าการป้องป้องระบอบกษัตริย์เท่ากับการป้องป้อง “สนาตนะธรรมะ” (หมายถึงธรรมอันเป็นนิรันดร์ของศาสนาฮินดู)

คล้ายกับแนวคิดเรื่อง Defender of the Faith หรือกษัตริย์คือผู้ปกป้องศาสนาคริสต์ในโลกตะวันตก และสถานะของกษัตริย์สยามที่บางครั้งถูกเรียกว่าเป็น Defender of the Buddhist Faith

และในเมื่อความเป็นฮินดูคืออัตลักษณ์ความเป็นคนเนปาล การรื้อฟื้นระบบกษัตริย์จึงเท่ากับรื้อฟื้นความภาคภูมิใจในความเป็นคนเนปาลไปด้วย

นี่คือตรรกะของ “ขบวนการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์”

อดีตกษัตริย์ Gyanendra Bir Bikram Shah Dev (C) ของเนปาลมอบพวงมาลัยให้กับอนุสาวรีย์ของกษัตริย์ Prithvi Narayan Shah ผู้ก่อตั้งเนปาลสมัยใหม่ ระหว่างการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบรอบ 300 ปีของพระองค์ที่เมืองกาฐมาณฑุเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565 (ภาพโดย Nisha BHANDARI / AFP)

แม้แต่คนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับระบอบกษัตริย์ที่สุด เช่น ภานุ ภักะ ธากัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล ที่เรียกพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะว่าเป็น “ผู้พิทักษ์ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวเนปาล” สะท้อนความคิดเรื่องกษัตริย์คือผู้พิทักษ์แผ่นดินและศาสนาฝังอยู่ในใจคนเนปาลทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ “ฝ่ายล้มเจ้า”

การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือทำให้ประชาชนมี “ความหวัง”

ข้อเสียของรัฐบาลสาธารณรัฐคือผ่านมา 14 ปี ประชาชนยังจนเหมือนเดิม ประเทศย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม นักการเมืองชิงอำนาจกันป้นงานหลัก พัฒนาบ้านเมืองเป็นงานรอง ประชาชนจึงสิ้่นหวัง

เมื่อระบบสาธารณรัฐถูกโยงกับความสิ้นหวัง ขบวนการรื้อฟื้นกษัตริย์จึงโยงเข้ากับความหวัง ความหวังที่ชาวเนปาลจะมีเกียรติภูมิอีกครั้ง

การโหยหาความหวังชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้ว ครบรอบ 299 ปี ของวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ ปรากฎว่ามีประชาชนมาร่วมชุมนุมล้นหลามแบบที่รัฐบาลคาดไม่ถึง

ในปีเดียวกันนั้น ในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของอดีตกษัตริย์ชญาเนนทระมีผู้คนหลายพันคนเดินทางไปถวายพระพร

มาปีนี้ ครบรอบ 300 ปีของวันคล้ายวันพระสูติของพระเจ้าปฤถวีนารายัณ ศาหะ คราวนี้มีเซอร์ไพรส์อีก เมื่ออดีตกกษัตริย์ชญาเนนทระเสด็จไปร่วมงานรำลึกพร้อมด้วยฝูงชนที่คับคั่ง นับเป็นงานแรกที่ปรากฏพระองค์แบบ “งานหลวง” นับตั้งแต่ระบอบกษัตริย์สิ้นสุด

นี่คือสัญญาณว่าฝ่ายสถาบันกษัตริย์เดินเกมส์รุกเรียกคะแนนนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์รวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์ Prithvi Narayan Shah ผู้ซึ่งก่อตั้งประเทศเนปาลในปัจจุบันเมื่อหลายศตวรรษก่อน ท่ามกลางการสั่งห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 25 คน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโคโรนาไวรัส (โควิด-19) ใน กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล 11 มกราคม 2565 REUTERS/Navesh Chitrakar

แต่ปัญหาของขบวนการนี้คือ “อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระ”

ทรงมีประวัติที่ด่างพร้อยเรื่องการเป็นเผด็จการ ตรงไม่คล้อยตามการปฏิรูป กุมอำนาจเพียงลำพัง ดังที่บอกว่าหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้วช่วงหนึ่งระบบกษัตริย์ “ถูกเมิน” จากสังคมเนปาล เพราะองค์พระประมุขไม่เป็นที่นิยมเอามากๆ

แต่ตอนนี้ประชาชนเริ่มหันมาสนใจพรองค์ นั่นสะท้อนว่าแม้แต่กษัตริย์ที่ด่างพร้อยก็ยังอาจให้ความหวังมากกว่านักการเมืองอาชีพ

อย่างที่ สูรยะ นารายัณ ปูเดล (Surya Narayan Poudel) นักรัฐศาสตร์กล่าวกับ Swarajya สื่ออินเดียว่า “วิธีที่นักการเมืองหมกมุ่นอยู่กับอำนาจ ความไร้สาระของพวกเขา และแนวโน้มจะคุยโวโอ้อวด ความล้มเหลวของสถาบันประชาธิปไตยหลายแห่ง และการบริหารที่ผิดพลาดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ผู้คนรังเกียจและไม่แยแส ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ความต้องการจะย้อนกลับเป็นไปอย่างสมัยก่อนจึงเริ่มมีน้ำหนัก”

ย้อนกลับไปในการให้สัมภาษณ์กับช่อง News 24 TV ในปี 2555 พระเจ้าชญาเนนทระตรัสว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์แห่งเนปาลอีกครั้ง

แม้จะไม่ได้ทรงบอกว่าเมื่อใด แต่ดูเหมือนว่าถ้อยพระดำรัสนั้นเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นทุกที

โดย กรกิจ ดิษฐาน