“อยากมาไทยในทันที” แข่งเรือหางยาวทำให้ต่างชาติต้องทึ่ง!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671193

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 17:09 น."อยากมาไทยในทันที" แข่งเรือหางยาวทำให้ต่างชาติต้องทึ่ง!  การแข่งขันเรือยาวติดเครื่องยนต์ของไทยดังไกลถึงต่างประเทศ ทำชาวต่างชาติอยากมาเที่ยวไทย

สำหรับคนไทย การแข่งเรือหางยาวติดเครื่องยนต์อาจเป็นภาพชินตา สำหรับชาวต่างชาติมันคือเรื่องที่น่าทึ่งมาก ถึงขั้นที่เว็บไซต์ข่าว UNILAD ที่นำเสนอข่าวนี้เขียนแคปชั่นใต้คลิปว่า “ไม่เคยเห็นเรือที่ทรงพลังขนาดนี้มาก่อนเลย”

คลิปข่าวของ UNILAD มีคนรับชมกว่า 4.7 ล้านครั้ง แสดงความคิดเห็นอีกว่า 2,800 ความเห็น

Phoenix Courtney บอกว่า “มันสุดยอดมาก พวกเขาเยี่ยมมาก”

Roven Estrella คอมเม้นต์ว่า “ของแบบนี้มีในไทยมานานแล้ว พวกเขาโมดิฟายทุกอย่างที่ใช้เชื้อเพลิงในการเคลื่อนที่ ไม่เว้นแม้แต่รถอีแต็ก”

Lydon Corbin บอกว่า “เครื่องยนต์นั่นคืองานศิลปะ”

David Foster บอกว่า “เยี่ยมมาก! อยากนั่งบ้าง”

Tom Powell บอกว่า “มันฮิตมากๆ ที่ไทย ผมเคยนั่งมาแล้ว อะเมซิ่งมาก”

Huilo Mino บอกว่า “เยี่ยม…ฟาสต์แอนด์ฟิวเรียสไทยแลนด์ดริฟต์ต้องมาแล้ว”

Mike Woodbury บอกว่า “เยี่ยมเลยพวก ผมชอบมาก จากมิลลิน็อคเก็ต เมน สหรัฐ”

แต่ก็มีบางคนที่เป็นห่วงเรื่องมลพิษจากควันที่ปล่อยออกมา

Aryeh Pekker บอกว่า “มันเจ๋งมาก แต่ถ้าจะพูดเรื่องมลพิษหลายคนคงคงจะโกรธ มันดูไม่เหมือนเขม่านะ กลุ่มควันดำๆ นั่นดูเหมือนจะตกลงไปในน้ำ มันคงเป็นมลพิษที่ไม่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศ มันจะตกลงไปในน้ำเลย”

ส่วนอีกคลิปหนึ่งชื่อว่า Drag Racing Turbo Longtail Thai Riverboats in Bangkok ของ CB Media โพสต์เมื่อเดือน ส.ค. 2020 มียอดวิวถึง 9,347,738 ครั้ง คอมเม้นต์อีกเกือบ 10,000 คอมเม้นต์ 

Andy b บอกว่า “ผมไปเมืองไทยมาหลายครั้งแล้ว สนุกทุกครั้งและรักชีวิตแสนเรียบง่ายที่นั่น ความใจดีและรอยยิ้มคือของจริง รอที่จะกลับไปอีกครั้งไม่ไหวแล้วและหวังว่าจะได้เปิดหูเปิดตาเยอะกว่านี้ รวมทั้งเรือพวกนี้ด้วย”

Raven Brinton บอกว่า “พวกนายคือช่างเครื่องและวิศวกรที่เจ๋งมาก ดูสิว่ามันเนี้ยบแค่ไหน บอกได้เลยว่าพวกเขาใส่ความพยายามใส่ความภาคภูมิใจลงไปด้วย ผมอยากมีสกิลพวกนั้นบ้างนะ พวกคุณน่านับถือมาก” 

Jim D บอกว่า “ผมเคยไปเมืองไทยปี 1994 ตอนเป็นทหาร มีช่วงเวลาดีๆ ในวันหยุด แต่ไม่เคยเห็นอีเว้นต์แข่งเรือยาวนี้เลย คนไทยใจดีมาก ผมมั่นใจว่าเราจะได้เห็นของดีๆ แบบนี้ถ้าเรากล้าถาม”

Roger Gommert บอกว่า “ผมอยากย้ายไปอยู่เมืองไทยเลย เมืองไทยสวยมากและผู้คนเป็นมิตร”

Maxsdad บอกว่า “ตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นไอเดียกีฬาที่ไร้สาระมาก จนกระทั่งได้ดูคลิปนี้ การกลับไปเยือนไทยอยู่ในลิสต์สิ่งที่ต้องทำก่อนตายของผมตลอด แต่ตอนนี้การแข่งเรือจะเข้าไปอยู่ในลิสต์นั้นด้วย ก็เหมือนที่เพลงบอกไว้นั่นแหละว่า ‘มันโคตรเจ๋งอ่ะ!’” 

Mathew grant บอกว่า “ทำไมบางคนถึงไม่ชอบคลิปนี้ล่ะ นี่มันเจ๋งมากนะ พวกเขาเจ๋งมาก ดัดแปลงจากชิ้นส่วนต่างๆ ด้วยมือ ไม่มีสปอนเซอร์ แค่คนที่รู้ใช้สมองและสนุกกับมัน”

Lee Martin บอกว่า “เป็นเครื่องยนต์ที่สวยสุดๆ คนพวกนั้นน่าทึ่งมาก”

Pickle Bacon บอกว่า “ผมอิจฉาสุดๆ เลย มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่ง ไปเที่ยวเมืองไทย หนึ่งในประเทศที่สวยงามที่สุดในโลกนี้ ผู้คนที่นิสัยดีที่สุด อาหารอร่อย และเรือไม้แฮนด์เมดกับเครื่องยนต์บนแม่น้ำ…โคตรเจ๋ง” 

GA Hooligan บอกว่า “เยี่ยมมาก ผมนี่อิจฉาเลยแล้วก็อยากนั่งเรือสักครั้ง ผมพนันเลยว่าคนขับต้องเก่งมากๆ มันขับได้เร็วเท่าไรเหรอ” Luckystriker บอกว่า “ความเป็นมิตร ผู้คนยิ้มแย้ม แอลกอฮอล์ เรือเร็ว นี่คือไทยแลนด์ที่ผมรัก” 

ThatNaturalistGuy บอกว่า “นี่คือหนึ่งในกีฬาที่เจ๋งที่สุด ทุกประเทศควรหันมาแข่งเรือแบบนี้นะ ผมคงได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งแน่ถ้าได้นั่งเรือเร็วอย่างกับจรวดแบบนั้น”

Robert Maddelena บอกว่า “ไทยมีเอกลักษณ์มาก พวกเขายกระดับการแข่งขันขึ้นไปอีกขั้นตามสไตล์ไทย” Cboincalifornia บอกว่า “อีเว้นต์แบบนี้ทำให้ผมคิดถึงเมืองไทย มันเยี่ยมมาก มีแต่อีเว้นต์เยี่ยมๆ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนในประเทศก็มักจะมีการเฉลิมฉลอง การแข่งขัน หรืออะไรสนุกๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด” Matthew Czyz บอกว่า “การแข่งอะไรแบบนี้มันเจ๋งมากพวก สักวันหนึ่งผมจะลองบ้าง” 

Doug MaHarg บอกว่า “นี่ทำให้ผมมีจุดประสงค์ใหม่ที่จะไปเที่ยวไทยอรกครั้ง ผมต้องได้ดูอีเว้นต์แบบนี้แบบสดๆ”

Rumble บอกว่า “ผมทึ่งในความสามารถของนักแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะในการก้มต่ำและการเคลื่อนไหวในขณะที่กำลังบังคับเรือที่วิ่งด้วยความเร็วน่าทึ่งทั้งที่ไม่มีเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัย” 

Ryan H บอกว่า “ชอบคลิปนี้มาก แบบ ดูดิ นั่นแม่น้ำ ผมมีเรือ คุณมีเรือ…มาแข่งกันมั้ย การแข่งที่ไทยเจ๋งมาก พวกเขาแข่งทุกอย่าง”

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

เราประเมิน Omicron ต่ำไปหรือเปล่า? มันอาจก่อวิกฤตที่ร้ายสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671184

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 15:18 น.เราประเมิน Omicron ต่ำไปหรือเปล่า? มันอาจก่อวิกฤตที่ร้ายสุดชี้โอมิครอนอาจนำไปสู่ “ระยะที่รุนแรงที่สุด” ของการแพร่ระบาด

• แม้ว่าผลการศึกษาหลายฉบับจะพบว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนอาจส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้นได้ ดังนั้นเราจึงยังไม่สามารถวางใจได้ว่ามันจะไม่รุนแรง

• แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากคือความสามารถในการแพร่กระจายของมัน นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแนวหน้าของประเทศกล่าวกับ NBC News “มันจะ… โหมกระหน่ำไปทั่วโลก”

• นายแพทย์เฟาซีชี้ว่า “เมื่อมีการติดเชื้อจำนวนมาก แม้ว่าจะรุนแรงน้อยกว่าก็ตาม มันก็ไม่สำคัญแล้วว่าจะมีอาการเล็กน้อยหรือปานกลาง” (เพราะการติดเชื้อจำนวนมากจะทำให้การรักษายากขึ้น)

• แม้จะไม่มีข้อบ่งชี้ว่ามันรุนแรงไปกว่าเดลตา ซึ่งยังคงเป็นสายพันธุ์หลักในปัจจุบัน แต่การที่โอมิครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่ามันจะสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันไม่ว่าจะจากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อน

• ขณะนี้นอกจากจะพบว่าโอมิครอนมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูงแล้ว ผลการศึกษาช่วงแรกยังแสดงให้เห็นว่าโอมิครอนสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น กล่าวคือ แอนติบอดีจากวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อนมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอโอมิครอน จึงมีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากรวมถึงโอกาสติดเชื้อซ้ำเป็นไปได้มากขึ้นด้วย หลายประเทศจึงเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

• Vox ระบุว่าโอมิครอนอาจนำมาซึ่ง “ระยะที่อันตรายที่สุด” ของการแพร่ระบาด ซึ่งอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตในสหรัฐมากกว่าช่วงฤดูหนาวที่แล้วถึง 20%

• ขณะนี้สหรัฐพบผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่าโอมิครอนที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วอาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อทำลายสถิติ และจะตามมาด้วยการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นไปได้ว่าอาจนำไปสู่ระยะที่รุนแรงที่สุด

• เช่นเดียวกับแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางพื้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าแอฟริกาใต้รายงานว่าการรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่าการแพร่ระบาดระลอกที่แล้วมาก แต่สหราชอาณาจักรกลับมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ต่อสัปดาห์

• โอมิครอนดูเหมือนจะแพร่กระจายได้ง่ายกว่าเดลตาที่เคยครอบงำทั่วโลกเมื่อปีก่อน ตามการประมาณการของสหราชอาณาจักรระบุว่าโอมิครอนสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ 25% ถึง 50%

• ขณะที่นักระบาดวิทยาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังส่งเสียงเตือนเกี่ยวกับคลื่นยักษ์ของการแพร่ระบาดอีกครั้ง โดยเซลีน กูนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลสหรัฐเตือนว่า “โอมิครอนอาจถึงตายได้พอๆ กับเดลตา แม้ว่ามันจะทำให้เกิดอาการรุนแรงไม่เท่าก็ตาม” โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบสาธารณสุขหากมีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเป็นจำนวนมาก

• ขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังเล่นงานหลายประเทศในยุโรปอย่างหนัก รวมถึงสหราชอาณาจักรซึ่งมีผู้ติดเชื้อพุ่งเป็นประวัติการณ์ขณะที่โอมิครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักในลอนดอน นอกจากนี้จำนวนผู้เสียชีวิตจากโอมิครอนในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นเป็น 12 คนแล้ว

• รายงานชี้ว่าตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดอาจดีขึ้น เนื่องจากโลกมีวัคซีนและยารักษาโควิด-19 แล้ว และหลายประเทศก็ได้ระดมฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วเช่นกัน ประกอบกับสายพันธุ์โอมิครอนที่อาจไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลตา หรืออาจเข้าสู่ระยะที่เลวร้ายที่สุดก็เป็นได้ เนื่องจากโอมิครอนทำให้ผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นในหลายประเทศ ประกอบกับฤดูหนาว และเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองอย่างคริสต์มาสและปีใหม่

• อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Imperial College London พบว่า ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์โอมิครอนมีสูงกว่าสายพันธุ์เดลตา 5.4 เท่า และความรุนแรงของสายพันธุ์โอมิครอนไม่ได้น้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา

• งานวิจัยระบุว่า “เราไม่พบหลักฐาน (ทั้งความเสี่ยงที่จะต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและสถานะของอาการ) ว่า โอมิครอนมีความรุนแรงต่างจากเดลตา” ทว่าข้อมูลเกี่ยวกับการเข้ารักษาในโรงพยาบาลยังค่อนข้างจำกัด และยังพบอีกว่า การปกป้องที่ได้จากการติดเชื้อครั้งก่อนหน้าต่อการติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์โอมิครอนอาจมีเพียง 19% เท่านั้น

Photo by Ina FASSBENDER / AFP

ทำไมอเมริกาเกลียดเข็มกระตุ้น? เมื่อทรัมป์ยังโดนโห่เพราะฉีดเข็ม 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671170

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 13:45 น.ทำไมอเมริกาเกลียดเข็มกระตุ้น? เมื่อทรัมป์ยังโดนโห่เพราะฉีดเข็ม 3อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกฝูงชนโห่ใส่หลังเผยว่าฉีดวัคซีนเข็ม 3 แล้ว

อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐถูกชาวอเมริกันโห่ใส่ระหว่างขึ้นเวทีทอล์กโชว์ในเมืองฮูสตัน รัฐเทกซัสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเผยว่าเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็มที่ 3 เรียบร้อยแล้ว

ทันทีที่ทรัมป์ซึ่งเดินสายทอล์กโชว์คู่กับ บิลล์ โอไรลี อดีตพิธีกรชื่อดังของสำนักข่าว Fox News ตอบคำถามของโอไรลีว่าเขาฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว กลุ่มผู้สนับสนุนของเขาก็ส่งเสียงโห่จนทรัมป์ต้องยกมือห้ามและบอกว่า “อย่า! อย่า! อย่า! อย่า! กลุ่มเล็กๆ ตรงนั้นอ่ะ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ขยับแซงหน้าสายพันธุ์เดลตาขึ้นเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในสหรัฐ โดยเพียงสัปดาห์เดียวผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนพุ่งจาก 2.9% เป็น 73%

ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์มักจะพูดย้ำๆ (แบบผิดๆ) หลายครั้งว่า วัคซีนอันตรายและไม่เห็นด้วยกับการบังคับฉีดวัคซีน ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนของเขาจำนวนมากเลือกไม่ฉีดวัคซีน นอกจากนี้เจ้าตัวยังไม่ยอมเผยแพร่ภาพขณะที่เข้ารับการฉีดวัคซีนขณะอยู่ในตำแหน่ง เพราะรู้ดีแก่ใจว่ากลุ่มฐานเสียงของตัวเองแอนตี้วัคซีน

ทรัมป์ยังเผยกับ Wall Street Journal เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่า เขาอาจจะไม่ฉีดวัคซีนเข็ม 3 “ผมรู้สึกว่าผมยังสุขภาพดีอยู่ ผมจะดูอีกทีละกัน ผมไม่ได้ต่อต้านนะ แต่มันไม่เหมาะกับผมหรอก”

เมื่อดูจากท่าทีที่ทรัมป์บอกกับกลุ่มผู้สนับสนุนก่อนหน้านี้ กับการที่เขาเพิ่งยอมรับเป็นครั้งแรกต่อสาธารณชนว่าฉีดเข็ม 3 แล้ว ทำให้มีคนเชื่อว่าที่เขาถูกโห่น่าจะเป็นเพราะตัวทรัมป์เอง โดยเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ @palazzo214 แสดงความคิดเห็นใต้ข่าวทรัมป์ถูกโห่ของสำนักข่าว Bloomberg ว่า “ไม่ใช่เพราะวัคซีนเข็ม 3 หรอก แต่เพราะความนิยมในตัวเขาลดลงต่างหากล่ะ”

และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์พูดถึงวัคซีนแล้วถูกโห่ อีเว้นต์ที่รัฐแอละแบมาเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทรัมป์พูดว่า “ผมเชื่อในเรื่องเสรีภาพของพวกคุณร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อ คุณต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่ผมแนะนำนะ ฉีดวัคซีนเถอะ ผมฉีดมาแล้ว มันดีมาก ไปฉีดวัคซีนซะ” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นเสียงโห่เช่นกัน

และยังมีข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลสหรัฐที่เปิดเผยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมายืนยันว่า ชาวอเมริกันไม่ได้แอนตี้เข็ม 3 โดยพากันออกไปฉีดวัคซีนเข็ม 3 มากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทางการสหรัฐอนุมัติให้ผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนเข็ม 3 ในเดือน ก.ย. คือวันละราว 1 ล้านคน หลังจากพบเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในประเทศ

ข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่า ขณะนี้ชาวอเมริกันราว 47 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของคนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ฉีดวัคซีนเข็ม 3 แล้ว โดยในกลุ่มนี้เกือบ 10 ล้านคนเริ่มฉีดกันตั้งแต่ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า (25 พ.ย.)

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

ระบาดหนักแล้ว! สหรัฐกลับมาปิดโรงเรียนถึง 82%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671156

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 11:53 น.ระบาดหนักแล้ว! สหรัฐกลับมาปิดโรงเรียนถึง 82%สหรัฐปิดโรงเรียนเพิ่มหลายร้อยแห่งหลังโควิด-19 ระบาดหนัก

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าสหรัฐสั่งปิด 646 โรงเรียนที่เชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 356 โรงเรียนในสัปดาห์ก่อน โดยโรงเรียนในรัฐต่างๆ อาทิ มิชิแกน แมริแลนด์ เพนซิลเวเนีย และโอไฮโอ เปลี่ยนไปใช้การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ หรือต้องปิดภาคเรียนก่อนกำหนด

รัฐบาลยังคงเรียกร้องให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อจะได้ไม่ต้องมีโรงเรียนถูกปิดอีก โดยในบางเขตมีคำสั่งให้ครูอาจารย์เข้ารับวัคซีนด้วยเช่นกัน

ตามข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่าหลังจากที่สหรัฐอนุมัติให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีเข้ารับวัคซีนเมื่อต้นเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา พบว่าจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. มีเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีประมาณ 20% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีได้รับวัคซีนโดสแรกแล้วประมาณ 61%

รายงานระบุว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งในยูเนียนเดล รัฐนิวยอร์ก เริ่มจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. หลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงเรียนขาดแคลนบุคลากร ขณะที่โรงเรียนอีกแห่งในรัฐเมนต้องปิดลงเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีนักเรียนเกือบ 70% ต้องกักตัว

อย่างไรก็ตาม บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เมืองที่มีระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งมีนักเรียนประมาณ 1 ล้านคน กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะปิดโรงเรียนเพิ่มอีก หลังจากที่มีห้องเรียนหลายร้อยห้องถูกปิดชั่วคราวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการของนครนิวยอร์ก ณ วันที่ 19 ธ.ค. ระบุว่ามีการปิดห้องเรียน 573 ห้องและโรงเรียน 4 โรงเรียน

ในเมืองยูเนียนบีช รัฐนิวเจอร์ซีย์ โรงเรียนอนุบาลถึงเกรดแปดเพียงแห่งเดียวที่มีนักเรียนประมาณ 600 คน กำลังจะจบปีด้วยการเรียนออนไลน์หลังจากที่บุคลากรหลายคนต้องกักตัว เช่นเดียวกับในแอตแลนต้าซึ่งโรงเรียน 3 แห่งเปลี่ยนมาใช้การเรียนออนไลน์เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังพบผู้ติดเชื้อในอาคารเรียน

ขณะที่นักเรียนในเมนโดตา อิลลินอยส์ เริ่มปิดภาคเรียนตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา ขยับขึ้นเร็วกว่าเดิมที่กำหนดไว้เป็นสัปดาห์นี้ ส่วนโรงเรียนในวอชิงตัน ดี.ซี. จะปิดให้บริการในวันที่ 3 และ 4 ม.ค. เพื่อให้บุคลากรและครอบครัวตรวจหาเชื้อก่อนกลับไปเปิดเรียนอีกครั้ง

Photo by JOE KLAMAR / AFP

ยุโรปอาการหนัก สหรัฐเตือนเลี่ยงเดินทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671140

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ยุโรปอาการหนัก สหรัฐเตือนเลี่ยงเดินทางสหรัฐเตือนประชาชนเลี่ยงเดินทางไปหลายประเทศในยุโรป หวั่นโควิดระบาด

วันนี้ (21 ธ.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และกระทรวงการต่างประเทศประกาศเตือนชาวอเมริกันเลี่ยงเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง 8 แห่ง รวมถึงสเปน ฟินแลนด์ ชาด และเลบานอน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มโบแนเรอ, โมนาโก, ซานมาริโน และยิบรอลตา เป็นดินแดนที่มีความเสี่ยงระดับ 4 หรือเสี่ยงสูงมาก ส่งผลให้รายชื่อประเทศที่สหรัฐจัดให้เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงมากขณะนี้มีทั้งหมด 85 ประเทศ รวมทั้งเกือบทุกประเทศในยุโรป

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของสหรัฐกล่าวว่าขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนกลายเป็นสายพันธุ์หลักของประเทศแล้ว

ทั้งนี้ สเปนซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับชาวอเมริกันมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 500 ต่อ 100,000 คนในวันศุกร์ที่ผ่านมา และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่านับตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค.

ขณะที่ประมาณ 80% ของประชากรสเปนทั้งหมด 47 ล้านคนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และประมาณ 10 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

Photo by REUTERS/Nacho Doce/File Photo/File Photo

วอนหยุดฉลองปีใหม่ WHO เตือน “ดีกว่าเสียใจทีหลัง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671136

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 10:14 น.วอนหยุดฉลองปีใหม่ WHO เตือน "ดีกว่าเสียใจทีหลัง"หลายประเทศเริ่มที่จะระงับการฉลองปีใหม่และกิจกรรมสาธารณะกันแล้ว หลังโอมิครอนระบาดเร็วมาก

เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้นานาประเทศเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าเพื่อช่วยยุติการแพร่ระบาด โดยเรียกร้องให้ยกเลิกกิจกรรมปีใหม่ เนื่องจากเป็นการดีกว่าที่จะ “เฉลิมฉลองช้ากว่าเฉลิมฉลองตอนนี้และเสียใจในภายหลัง

“ตอนนี้เราต้องให้ความสำคัญกับการยุติการระบาดใหญ่นี้” เขากล่าว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่าได้ยกเลิกงานส่งท้ายปีเก่าในใจกลางจัตุรัสทราฟัลการ์ที่จะมีผู้เข้าร่วม 6,500 คน

ปารีสได้ยกเลิกการฉลองปีใหม่ไปแล้ว และเยอรมนีคาดว่าจะประกาศข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับงานเลี้ยงส่วนตัวและการปิดไนท์คลับ ตามข้อมูลที่สำนักข่าว AFP ได้รับทราบมา

“การฉลองวันส่งท้ายปีเก่ากับคนจำนวนมากไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน” เอกสารคำสั่งระบุ

โมร็อกโกประกาศห้ามจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ยืนยันว่าจะไม่เพิ่มมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้นไปกว่านี้ในช่วงคริสต์มาส ในขณะที่ให้คำมั่นว่าจะรักษาสถานการณ์ “ภายใต้การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงยกเลิกแผนการที่จะใช้เวลาช่วงคริสต์มาสที่พระราชฐานแซนดริงแฮม และจะใช้ “มาตรการป้องกันที่เหมาะสม” และจะทรงจัดงานที่ปราสาทวินด์เซอร์แทน ตามรายงานของสื่ออังกฤษ

เนเธอร์แลนด์ได้กำหนดมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงคริสต์มาสแล้ว และ อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน แห่งคณะกรรมาธิการยุโรปได้เตือนว่าโอมิครอนอาจครอบงำยุโรปภายในกลางเดือนมกราคม

ในขณะที่การระบาดใหญ่กำลังคืบคลานเข้ามา ประชากรที่เหนื่อยล้าก็ต้องเผชิญกับการจำกัดรอบใหม่และการยกเลิกงานใหญ่อีกครั้ง

ฟอรัมเศรษฐกิจโลก ( World Economic Forum) กล่าวว่ากำลังเลื่อนการรวมตัวกันประจำปีของผู้ที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลของโลกที่สกีรีสอร์ทดาวอสของสวิสในเดือนมกราคมเนื่องจากโมิครอน

“แม้จะมีกระบวนการด้านสุขภาพที่เข้มงวดของการประชุม แต่การแพร่เชื้อของ Omicron และผลกระทบต่อการเดินทางและความคล่องตัวได้ทำให้การเลื่อนเวลาเป็นสิ่งจำเป็น” WEF กล่าวเมื่อวันจันทร์

กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอลแนะนำให้ห้ามคนใประเทศเดินทางไปสหรัฐอเมริกา และเพิ่มประเทศในยุโรปหลายประเทศใน “บัญชีแดง” ของโควิด

โลกของกีฬายังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของไวรัส โดยทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษหลายทีมพบการแพร่ระบาดที่บังคับให้ต้องหยุดแข่งขันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีกกล่าวหลังการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ได้ปฏิเสธแผนการหยุดฤดูกาลชั่วคราว โดยกล่าวว่า “มันเป็นความตั้งใจร่วมกันของลีกที่จะดำเนินตารางการแข่งขันปัจจุบันต่อไป หากทำได้อย่างปลอดภัย”

เทนนิสยังคงประสบปัญหาครั้งใหญ่ โดยราฟาเอล นาดาล สตาร์ชาวสเปนเป็นผู้เล่นคนล่าสุดที่มีผลตรวจเป็นบวก ทำให้เกิดความสงสัยว่าเขาจะเข้าร่วมการแข่งขัน Australian Open ในเดือนหน้าได้หรือไม่

REUTERS/Clodagh Kilcoyne

Omicron กลายเป็นเชื้อหลักในสหรัฐ โควิดบุกถึงทำเนียบขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671131

วันที่ 21 ธ.ค. 2564 เวลา 09:56 น.Omicron กลายเป็นเชื้อหลักในสหรัฐ โควิดบุกถึงทำเนียบขาวในที่สุด Omicron ก็ระบาดเร็วจริงดังคาด กลายเป็นตัวหลักในสหรัฐอเมริกา

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วเป็นสายพันธุ์ที่โควิด-19 สายพันธุ์หลักในสหรัฐอเมริกาแล้ว 

สายพันธุ์ใหม่ทำให้สถิติการติดเชื้อสูงขึ้น ส่งผลให้ต้องกลับไปใช้ข้อจำกัดที่รุนแรงในบางประเทศ แต่ในสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ไม่ได้วางแผนที่จะ “ล็อกประเทศ” 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กล่าวว่าปัจจุบัน Omicron คิดเป็น 73.2% ของผู้ป่วยรายใหม่ในสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งสิ้นสุดในวันเสาร์นี้  ในบางภูมิภาคของประเทศ เช่น แปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ใต้ และบางส่วนของมิดเวสต์ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90% แล้ว

ทำเนียบขาวรายงานว่าพนักงานระดับกลางที่ฉีดวัคซีนครบสมบูรณ์และได้รับการฉีดกระตุ้นแล้ว มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก หลังจากใช้เวลา 30 นาทีใกล้กับประธานาธิบดีเมื่อสามวันก่อน แต่ไบเดนมีผลตรวจเป็นลบจนถึงขณะนี้

พนักงานคนดังกล่าว “ได้ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีใกล้กับประธานาธิบดีบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ระหว่างทางจากออเรนจ์ เซาท์แคโรไลนาไปยังฟิลาเดลเฟีย”  ทำเนียบขาวระบุ

เนื่องจากแนวทางของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนต้องกักกันหลังจากได้รับเชื้อ ไบเดน วัย 79 ปี “จะปฏิบัติงานตามตารางประจำวันของเขาต่อไป”

ข้อมูลเบื้องต้นบ่งชี้ว่า Omicron อาจติดเชื้อได้มากกว่าและอาจมีความต้านทานต่อวัคซีนสูงกว่า แม้จะบ่งชี้ว่าไม่รุนแรงกว่าเดลต้า

นับตั้งแต่มีการรายงานครั้งแรกในแอฟริกาใต้ในเดือนพฤศจิกายน Omicron ได้รับการระบุในหลายสิบประเทศ ทำลายความหวังว่าการระบาดใหญ่จะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

Photo by Joseph Prezioso / AFP

Omicron ถล่มตลาดหุ้น สถานการณ์ยุโรปน่าวิตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671083

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 17:02 น.Omicron ถล่มตลาดหุ้น สถานการณ์ยุโรปน่าวิตกตลาดหุ้นพังระนาว ทั่วโลกวิตก Omicron ถล่มยุโรป-สหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงอย่างรวดเร็วในวันนี้ (20 ธ.ค.) ท่ามกลางการเทขายหุ้นทั่วโลกโดยนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้น หลังจากที่ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนพุ่งสูงขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

โดยดัชนี STOXX 600 ลดลง 2.3% แตะระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ ขณะที่หุ้นภาคการท่องเที่ยวพักผ่อนร่วงลงเกือบ 3% และตลาดหุ้นใหญ่เคลื่อนเข้าสู่แดนลบ

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีแนวโน้มว่าจะออกมาตรการที่เข้มงวดขึ้นก่อนเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ท่ามกลางการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของโอมิครอน

ด้านดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรร่วงลงกว่า 2% เช่นกัน เนื่องจากนักลทุนกังวลเกี่ยวกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะที่อังกฤษยังพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 คน

ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์เช้านี้ร่วงกว่า 200 จุด เช่นเดียวกับดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงลง 3% และดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสร่วงลง 2.4%

ด้านตลาดหุ้นเอเชียก็เปิดลบเช่นกันโดยดัชนี NIKKEI 225 ลดลง 2.13%, ดัชนีฮั่งเส็ง ของฮ่องกงร่วงลงเกือบ 2%, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 10.7%, ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ลดลง 1.8% และหุ้นอินเดียร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน

เช่นเดียวกับราคาน้ำมันซึ่งปรับตัวลง 3% ในวันนี้เนื่องจากการแพร่ระบาดโอมิครอนอย่างรวดเร็วทำให้แนวโน้มอุปสงค์น้ำมันลดลง รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นในยุโรปและสหรัฐทำให้นักลงทุนเกรงว่าจะเกิดข้อจำกัดใหม่ๆ สำหรับภาคธุรกิจเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเชื้อเพลิง

AP Photo/Mark Schiefelbein

เจ้าแม่ไลฟ์ขายของจนมุม Viya เจอปรับ 7,000 ล้านฐานหนีภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671080

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 16:37 น.เจ้าแม่ไลฟ์ขายของจนมุม Viya เจอปรับ 7,000 ล้านฐานหนีภาษีViya ตัวแม่ของวงการไลฟ์ขายของในประเทศจีนเจอเล่นงานซะแล้ว หน่วยสรรพากรจีนจัดหนัก ปรับถึง 1,340 ล้านหยวน

Viya (หรือ “เวยยา”) ผู้ทรงอิทธิพลด้านโซเชียลมีเดียชั้นนำของจีนและแม่ค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในจีน เจอค่าปรับถึง 1,340 ล้านหยวนถูกปรับ (ราว 7,047 ล้านบาท) ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า Viya หรือที่มีชื่อจริงหวง “หวงเวย” ถูกปรับฐานปกปิดรายได้ส่วนบุคคลและความผิดอื่นๆ ในปี 2019 และ 2020 สำนักงานสรรพากรหางโจวกล่าวในโพสต์บนเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์

จากการสอบสวนพบว่า Viya หลบเลี่ยงภาษี 643 ล้านหยวน (ราว 3,155 ล้านบาท) โดยการปกปิดรายได้ส่วนบุคคล และชำระภาษีน้อยไป 60 ล้านหยวน (ราว 315 ล้านบาท)

ทางการจีนจะจับตาคนดังออนไลน์เหล่านี้มากขึ้น จากการรายงานของ Sina อ้างผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งรับผิดชอบสำนักงานสรรพากรหางโจวกล่าวว่าจะจับตาภาษีของผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมการถ่ายทอดสดออนไลน์เพื่อป้องกันการหนีภาษี

“ฉันเสียใจอย่างสุดซึ้งเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีของฉัน” Viya  กล่าวในบัญชี Weibo ของเธอ “ฉันยอมรับการลงโทษที่ทำโดยหน่วยงานด้านภาษีอย่างละเอียดถี่ถ้วน”

Viya เป็นหนึ่งในคนดังโลกโซเชียลที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของจีน ในอดีตเคยเป็นนักร้องมาก่อน โดยเริ่มทำงานเป็นพิธีกรไลฟ์ขายของกับ Taobao ในปี 20169 อีก 4 เดือนต่อมาเธอก็ติดลมบนโดยสร้างรายได้ถึง 100 ล้านหยวน (ราว 525 ล้านบาท)

ในปี 2019 Viya ยิ่งมือขึ้นโดยทำรายได้ขายของออนไลน์ได้ถึง 3,000 ล้านหยวน (15,778) หลังจากนั้นเธอยิ่งทำเงินมากขึ้นและมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น ในที่สุดViya อายุ 36 ปีเป็นที่รู้จักจากความสามารถของเธอในการขาย “อะไรก็ได้” ผ่านการสตรีมสดบนแพลตฟอร์ม Taobao Live ปีที่แล้ว เธอขายบริการปล่อยจรวดในราคา 40 ล้านหยวน 

เคล็ดลับความสำเร็จของ Viya ถูกกล่าวถึงโดยสื่อเรื่อยมา เธอจะทำงานทั้ง “กลางวันและกลางคืน” ทุกวันเธอจะตื่นนอนตอน 16.00 น. จากนั้นจะรับประทานอาหาร แล้วเริ่มเตรียมการถ่ายทอดสด เธอเริ่มแต่งหน้าตอน 19:30 และการถ่ายทอดสดเริ่มเวลา 20.00 น. แล้วจะไปสิ้นสุดเวลา 00.00 น.

หลังจากนั้นเธอจะทบทวนเนื้อหาการถ่ายทอดสดของวันนั้น และได้พบปะกับทีมเพื่อเลือกและทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จนเธอเลิกงานไปกินข้าวตอน 6 หรือ 7 โมงเช้า แล้วก็นอนยาวถึงบ่าย เธอเปิดเผยว่าเธอนอนแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง และรวมแล้วเธอออกอากาศสดมากกว่า 350 ครั้งในหนึ่งปี และหยุดแค่วันเดียวเท่านั้นในแต่ละเดือน

ทีมงาน Viya ซึ่งมีจำนวนถึง 200 ชีวิต จะได้รับสินค้ามาลงทะเบียน 1,000 รายการทุกวัน เกณฑ์การคัดเลือกสินค้าทั้งหมดค่อนข้างเข้มงวด โดยจะทำงานกัน 3 ส่วน คือ ทำการตรวจสอบเบื้องต้น การทบทวน และการทบทวนขั้นสุดท้าย มีเพียง 200 – 300 ตัวเท่านั้นที่ผ่านการตรวจทาน หลังจากที่เธอลองใช้ด้วยตัวเองแล้ว สินค้าจึงจะเข้าสตูดิโอ

Viya มีห้องถ่ายทอดสดในหางโจว กวางโจว และปักกิ่ง เธอไม่ใช่แค่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังได้รับการยกย่องจากสำนักงานวัฒนธรรม, วิทยุ, ภาพยนต์, โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวของหางโจว และยังได้รับการเลือกให้เป็นคณะกรรมการยุวชนแห่งชาติครั้งที่ 13 และรางวัลจากภาครัฐอื่นๆ อีกมาก

ในขณะที่จีนเริ่มควบคุมคนดังทั้งในโลกโซเชียลและในวงการบันเทิง Viya ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน บริษัท “เชียนสวิน” ในเครือของเธอ (มีสามีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) ถูกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของเขตไฮเทคหังโจวปรับเป็นเงิน 530,000 หยวน (ราว 2,787,504 ล้านบาท) ในข้อหา “โฆษณามีเนื้อหาและสถานการณ์ที่ขัดขวางความสงบเรียบร้อยของประชาชนและละเมิดประเพณีทางสังคมที่ดี”

จนในที่สุดเธอก็ถูกเปิดโปงว่าหนีภาษีโดยอีกหน่วยงานหนึ่งของเมืองหางโจว แม้เธอจะให้ความร่วมมือด้วยดีกับการสอบสวน แต่การถูกปรับเป็นเงินนับพันล้านหยวน ถือว่าสั่นคลอนความมั่งคั่งของเธออย่างมาก และการละเมิดกฎหมายในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเพ่งเล็งคนดังแบบนี้อาจจะสั่นคลอนอาชีพการงานของเธอไม่น้อยเลย

จีนพบ Sinopharm เข็ม 3 ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอ Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671072

วันที่ 20 ธ.ค. 2564 เวลา 15:36 น.จีนพบ Sinopharm เข็ม 3 ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอ Omicronนักวิจัยจีนพบวัคซีนเข็มกระตุ้นของ Sinopharm สร้างภูมิต้านทานลดลงกว่า 20 เท่าเมื่อเจอ Omicron

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงเปิดเผยผลการศึกษาพบว่าวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นของ Sinopharm สร้างภูมิต้านทาน (neutralising antibody) ต่อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ลดลง 20.1 เท่าเมื่อเทียบกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่น

ทีมวิจัยกล่าวในรายงานว่า วัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นของ Sinopharm ออกฤทธิ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเจอกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนต่อเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวยังคงไม่ชัดเจน

โดยทีมวิจัยได้ร่วมกับศูนย์วิจัยเฉพาะด้านโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเซี่ยงไฮ้ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นของ Sinopharm ในการรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน เทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในอู่ฮั่น

ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 292 คนที่ได้รับวัคซีน Sinopharm เป็นเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ ประมาณ 8 ถึง 9 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2

พบว่าหลังจากผ่านไปแล้ว 4 สัปดาห์ตัวอย่างเซรุ่มของผู้เข้าร่วมการทดลอง 78.1% ที่ยังคงมีภูมิต้านทานต่อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า Sinopharm มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดเมื่อต้องรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

การทดลองกับโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมก่อนหน้านี้ชี้ว่าเมื่อฉีดวัคซีนดังกล่าวผ่านไปแล้ว 8 ถึง 9 เดือนภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างมาก แต่วัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านบริษัทผู้ผลิตวัคซีน Sinopharm ยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นของรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ วัคซีน BBIBP-CorV ของ Sinopharm เป็นวัคซีนของจีนที่ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ และเป็นวัคซีนที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศจีนอีกยี่ห้อหนึ่งนอกเหนือจาก CoronaVac ของ Sinovac Biotech

Photo by AFP