Thais welcome ordination of new Supreme Patriarch

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30306192

The new Supreme Patriarch gestures while inside the main hall at Wat Ratchabophit Sathitmahasimaram yesterday, where he gave a sermon to gathering Buddhists to mark the holy Makha Bucha Day.

The new Supreme Patriarch gestures while inside the main hall at Wat Ratchabophit Sathitmahasimaram yesterday, where he gave a sermon to gathering Buddhists to mark the holy Makha Bucha Day.
February 12, 2017 01:00
By PRATCH RUJIVANAROM
THE SUNDAY NATION

3,793 Viewed

Wat Ratchabophit: the historical home of three top Thai monks

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30306191

With Chinese porcelain, traditional Thai architecture and European interior design, Wat Ratchabophit is a beautiful Buddhist temple located just a short walk from the Grand Palace.

With Chinese porcelain, traditional Thai architecture and European interior design, Wat Ratchabophit is a beautiful Buddhist temple located just a short walk from the Grand Palace.
February 12, 2017 01:00
By CHUSRI NGAMPRASERT
THE SUNDAY NATION

7,362 Viewed

Ministry move to seize Bt20 bn in assets from ex-officials over ‘fake rice deals’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30306190

February 12, 2017 01:00
By THE SUNDAY NATION

37,056 Viewed

“บังบาย”แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229821

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  14 มิ.ย. 2559

พันธุ์ไม้ดอก,ไม้ประดับ,พืชเกษตร

บายไลน์ – นายสวีสอง

             “บังบาย”บางพื้นที่เรียกว่า“กะตังบาย”พบได้ในป่าทั่วไป ๆ ที่ราบเชิงเขา เป็นพืชที่ทานได้โดยเฉพาะยอด ดอก ผลอ่อน ทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก อีกทั้ง มีสรรพคุณเป็นยา คือเอาทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดตามร่างกายได้

เป็นไม้พุ่มกิ่งยืนต้น อยู่ในวงศ์ LEEACEAE ลำต้นโปร่ง สูงเต็มที่ราว 3 เมตร เลือกต้นสีเทาอมน้ำตาลแตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่ม

ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 2-3 ใบ รูปทรงรีค่อนข้างยาวเรียว โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ผิวใบมัน ขอบใบเป็นหยัก ผิวใบเป็นมัน สีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยเล็กๆ ดอกตูมรูปทรงกลมสีเขียว เวลาบานสีขาว

ผล ทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกสีดำ

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน

 

“สีหมอก”ลูกผสมไก่ดำ น่าเลี้ยง-โตเร็ว-เนื้ออร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ  :  14 มิ.ย. 2559

โต๊ะข่าวเกษตร

               สกว.หนุนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นพัฒนา “ไก่สีหมอก” สายพันธุ์ผสมระหว่างไก่ดำกับไก่ประดู่หางดำ ชูจุดเด่นชะลอความแก่ โตเร็ว ลดกลิ่นคาว รสชาติดี ต้นทุนต่ำ รายได้ดี หวังเป็นทางเลือกอาชีพเกษตรกร ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมมือพัฒนา

รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่าย กล่าวว่า ไก่สีหมอกเป็นพันธุ์ผสมระหว่างไก่ดำที่มีลักษณะกระดูกดำและขนดำสนิท กับไก่ประดู่หางดำที่เป็นผลผลิตจากงานวิจัย สกว. มาผสมกัน ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาสายพันธุ์ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นความท้าทายในเชิงวิชาการแล้วยังเป็นความท้าทายในการดึงคุณสมบัติเด่นของสายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำมาใช้ประโยชน์ ที่ผ่านมาศูนย์ได้พัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมจากไก่ประดู่หางดำไปแล้วหลายสายพันธุ์ ในครั้งนี้จึงสนใจที่จะพัฒนาลูกผสมร่วมกับไก่ดำหรือไก่กระดูกดำ เนื่องจากเห็นว่าชาวจีนและชาวม้งนิยมนำไก่ดำมารับประทาน โดยมีความเชื่อว่ามีคุณสมบัติเป็นอายุวัฒนะ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าไก่ดำมีสารเมลานินและสารคาร์โนซีน ที่ช่วยเรื่องชะลอความแก่และความชราภาพของเซลล์ มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่จุดด้อยของไก่ดำคือ รสชาติเนื้อไม่ดี มีกลิ่นคาว และเจริญเติบโตช้า ทำให้มีต้นทุนในการเลี้ยงสูง

“เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ศูนย์เครือข่าย จึงทดลองนำไก่ดำผสมกับไก่ประดู่หางดำที่มีคุณสมบัติเฉพาะ คือ โตเร็วและเนื้อมีรสชาติดี ผลที่ได้ในระดับฟาร์มนำร่องพบว่าไก่สายพันธุ์ลูกผสมที่เกิดขึ้นโตเร็ว เนื้อมีรสชาติดีใกล้เคียงกับไก่ประดู่หางดำ และกลิ่นคาวลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสายพันธุ์ลูกผสมจะคงความเป็นสีดำของขนและกระดูกไว้ แต่สิ่งที่พบคือสีเนื้อที่ปรากฏไม่ดำสนิทและไม่สม่ำเสมอกันทุกตัว แต่ด้วยลักษณะเนื้อที่มีสีเทาถึงเทาเข้มเป็นส่วนใหญ่ทำให้คณะผู้วิจัยได้แนวคิดในการผลักดันเป็นตัวสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อพันธุ์ “ไก่สีหมอก” โดยจะมุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่สนใจสุขภาพ แต่ไม่ชื่นชอบรสชาติไก่ดำแบบเดิม” รศ.ดร.มนต์ชัยระบุ

ด้าน รศ.ดร.บัญญัติ เหล่าไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เครือข่าย กล่าวเสริมว่า ไก่สีหมอกเพศผู้ที่น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยง 67 วัน ซึ่งเร็วกว่าไก่ประดู่หางดำถึง 2 สัปดาห์ ถือเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจของเกษตรกรในการนำไปประกอบออาชีพ เพราะใช้ต้นทุนน้อย รายได้ดี สามารถขายได้ในราคา 90-150 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้มีเกษตรกรเครือข่ายนำไก่สีหมอกไปเลี้ยงในระดับกึ่งพาณิชย์ในระบบผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีบริษัทเบทาโกรเข้ามาช่วยทำตลาดให้ในเบื้องต้น ผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดี การจัดมหกรรมแข่งขันการทำอาหารในครั้งนี้หวังให้เป็นอีกช่องทางในการสร้างการรับรู้สู่ผู้บริโภค โดยเชื่อมโยงให้เข้ากับภูมิปัญญาด้านอาหารของภาคอีสานเพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคต่อไป

เกษตรกร ประชาชน ที่สนใจไก่เนื้อสายพันธุ์นี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) โทรศัพท์ : 043-342- 407 ในวันเวลาราชการ

‘โรคเหี่ยว’กล้วยยืนต้นตายทำชาวสวนอ่วมต้องโค่นทิ้งทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229768

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  13 มิ.ย. 2559

พบโรคเหี่ยวกล้วยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียระบาดหนัก  เกษตกรชาวสวนกล้วยหินพื้นที่3อำเภอของจังหวัดยะลาสุดช้ำ เสียหายแล้วกว่าพันไร่ พบต้องโค่นทิ้งทั้งหมด สำนักงานเกษตกร

          วันที่ 13 มิถุนายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลาว่า ในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา ในขณะนี้ มีโรคระบาดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เรียกว่า“โรคเหี่ยวกล้วย” ระบาดหนักในสวนกล้วยหิน ในพื้นที่ อ.เบตง อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยพบว่าที่ อ.เบตง และ อ.ธารโต จ.ยะลา โดยโรค“เหี่ยวกล้วย”ที่ว่า นี้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่จะเข้าไปทำลายระบบท่อเลี้ยงส่งน้ำในต้นกล้วย ทำให้กล้วยยืนต้นตาย ใบเหลือง และผลลีบไม่สมบูรณ์ เนื้อของกล้วยจะเป็นสีดำ และพบการระบาดเริ่มมาจาก อ.เบตง จ.ยะลา และเข้าสู่ อ.ธารโต อ.บันนังสตา จ.ยะลา

เกษตรกรในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา ให้ข้อมูลว่า ในเบื้องต้นนั้น พบว่าโรคดังกล่าว เมื่อหลายเดือนก่อน ได้เกิดระบาดในแถบพื้นที่ประเทศมาเลเซีย และขยายวงกว้าง เข้าสู่สวนกล้วยใน อ.เบตง จ.ยะลา โดยสันนิษฐานขั้นตอนว่า พ่อค้าที่นำกล้วยหินจาก อ.เบตง จ.ยะลา ไปขายในฝั่งประเทศมาเลเซีย ได้ใช้วัสดุ เช่นมีด ในการตัดแบ่งเครือของกล้วย ขณะนำไปขาย ทำให้เกิดการติดเชื้อ และขยายวงกว้างสู่พื้นที่สวนกล้วยหินกล้วยน้ำหว้า ใน อ.เบตง และ อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งล่าสุดพบว่า เกษตรสวนกล้วยหินใน ต.แม่หวาด อ.ธารโต บางรายได้ตัดสินใจ โค่นต้นกล้วยทิ้งทั้งสวน เนื่องจากประสบปัญหาโรค“เหี่ยวกล้วย”ระบาดอย่างหนักจนทำลายต้นกล้วยยืนต้นตายทั้งสวน

มีรายงานจาก สำนักงานเกษตร อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และได้ให้ความรู้ในการจำกัดอาณาเขต ไม่ให้“โรคเหี่ยวกล้วย”เกิดการแพร่กระจายระบาดในวงกว้าง โดยขั้นต้นนั้น ได้แนะนำให้เกษตรกรสวนกล้วยหิน ระมัดระวังในการใช้มีด หรือภาชนะใด ๆ ที่ใช้ในสวนกล้วย นำไปใช้กับพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจาก เชื้อแบคทีเรีย ที่ได้สัมผัสกับมีด หรือภาชนะ จะสามารถทำให้ต้นกล้วยต้นอื่นติดเชื้อได้ และอย่า โค่นต้นกล้วย ทิ้งในแหล่งน้ำ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะกระจายไปสู่แหล่งน้ำ หากมีการนำน้ำไปใช้รดต้นกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ ก็จะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ทำให้ต้นกล้วยติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม โรคระบาดดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์ เป็นเพียงเชื้อที่ทำลายเฉพาะพืชกล้วยเท่านั้น และขณะนี้ สวนกล้วยที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อโรคระบาดดังกล่าว มี 3 อำเภอคือ อ.เบตง อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่า พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีจำนวนมากเท่าไหร่ แต่หากเชื้อโรคระบาดดังกล่าวแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้

ด้าน นายโชคดี วิรุณกาญจน์ เกษตรจังหวัดยะลา ได้เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา แจ้งว่ากล้วยหิน เป็นโรคระบาด ซึ่งก็ยังไม่ทราบสาเหตุ จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแล้วพบว่าเป็นเชื้อที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ไม่ใช่โรคตายพรายอย่างแน่นอน ถ้าโรคตายพรายเกิดจากเชื้อรา ขณะนี้ได้ประสานไปยังศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอารักขาพืช ที่ จ.สงขลา มาดูว่าเป็นโรคชนิดไหนกันแน่ และเก็บเชื้อตัวอย่างนำไปให้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และกรมวิชาการการเกษตร ทำการตรวจสอบก็พบว่า เชื้อที่แพร่กระจายเป็นโรคระบาด เรียกว่า“โรคเหี่ยวกล้วย”ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ยังไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน โดยเริ่มการระบาดมาจากพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา จากนั้นเชื้อได้แพร่กระจายสู่ อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า มีพื้นที่สวนกล้วยหินได้รับความเสียหายเฉพาะที่บ้านถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา เสียหาย ประมาณ 28 ไร่ รวมทั้งหมดใน 3 อำเภอ เสียหายไปแล้วกว่า 1 พันไร่ จากพื้นที่ปลูกกล้วยหินทั้งหมดกว่า 7 พัน 3 ร้อย กว่าไร่

“ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ได้มีการแนะนำวิธีป้องกันโรคนี้ควรจะป้องกันอย่างไรตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำมา นอกจากนั้นยังได้ถ่ายทอดให้ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรอาสา รับทราบถึงวิธีกำจัด วิธีทำลาย แต่ทางเกษตรกรได้ขอเงินชดเชยมา ทางจังหวัดจึงได้มีการประชุมเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เพื่อหามาตรการช่วยเหลือโดยมีนายราชิด สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธาน เพราะถือว่าโรคระบาดเป็นความมั่นคงด้วย ในที่ประชุมจึงมีการชี้แจงว่าโรคระบาดไม่ใช่ภัยภัยพิบัติ เพราะกล้วยไม่ได้ตายโดยสิ้นเชิง กล้วยจะตายต่อเมื่อกล้วยออกเกลือต้องเป็นช่วงที่กล้วยอ่อนแอ ต้นที่ยังเล็กที่ยังไม่ออกเกลือต้นก็ยังดีอยู่ แต่พอออกเกลือผลผลิตจะเสียหาย ที่ประชุมก็ไม่สามารถที่จะชดเชยได้ เหนืออำนาจของสำนักงานเกษตรจังหวัด กรมวิชาการการเกษตรศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา จะมี พ.ร.บ การควบคุมโรคต่างๆ สำนักงานเกษตรเองทำงานด้านส่งเสริม แนะนำ ชาวบ้าน เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าจะไปควบคุมเขตไม่ให้ระบาดไปที่อื่น ต้องใช้ พรบ.การควบคุมโรคติดต่อ จึงต้องขอความร่วมมือไปยังกรมวิชากาเกษตรศูนย์วิจัยและการพัฒนาการเกษตรยะลา ในส่วนของกระทวงเกษตรก็รับทราบเรื่องนี้แล้ว แต่เนื่องจากอยู่ช่วงงบปลายปีทำให้งบมีน้อย”นายโชคดี กล่าว

นายโชคดี ยังเผยว่า ช่วงนี้ราคายางก็มีราคาถูก เกษตรกรก็มาประสบกับโรคระบาดในกล้วยอีก ซึ่งพืชที่เป็นรายได้สวนหนึ่งของเกษตรกรที่ได้ทุกวัน เนื่องจากกล้วยสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน แต่ฝนตกอย่างนี้จะทำให้ดีขึ้นหรือไม่กำลังให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ประกอบกับที่ผ่านมาประสบปัญหาแล้งหนักทำให้โรคระบาดหนัก ขณะนี้ได้นำปู๋ยยูเรียไปใส่เพื่อให้ดินเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้เชื้อตายเร็ว ซึ่งมีโอกาสระบาดขยายวงกว้าง ขณะนี้กำลังควบคุมได้แนะนำเกษตรกรห้ามนำหน่อไปขายห้ามนำหน่อออกจากพื้นที่ โรคนี้มีโอกาสระบาดเข้าสู่กล้วยอื่นๆ ด้วย

ชาวสวนลองกอง-สละ ระวังโรคผลเน่า-ราดำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229633

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เตือนภัยเกษตร  :  13 มิ.ย. 2559

ช่วงวันที่ 8-14 มิ.ย.นี้ให้ชาวสวนระวังโรคที่มากับฝน

                กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือนภัย ช่วงวันที่ 8-14 มิถุนายน 2559 ฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิลดลง ดังนั้น เกษตรกรเจ้าของสวนลองกอง ทั้งในระยะผลอ่อน และผลแก่กำลังเก็บเกี่ยว ให้ระวังโรคผลเน่า โรคราดำ ส่วนสละซึ่งในระยะติดดอก ผลอ่อน หรือเก็บเกี่ยวผลผลิต ระวังโรคผลเน่า

หากพบโรคผลเน่า แนวทางป้องกัน ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง,ตัดแต่งช่อผลเพื่อลดการเบียดกันจนทำให้เกิดแผล,ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำในช่วง 10 สัปดาห์หลังติดผล,หมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกสวน

โรคราดำ จะพบคราบราสีดำติดตามช่อดอก ช่อผล แนวทางป้องกัน พ่นน้ำเปล่าล้างคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อ,พ่นสารกำจัดโรคพืช

ด้าน สตรอเบอร์รี่ ซึ่งอยู่ในระยะพักฟื้นจากการเก็บผลผลิตและบำรุงต้นเพื่อผลิตไหล ซึ่งผ่านช่วงแล้งมา อาจทำให้ต้นโทรมได้ ให้ทำการแต่งใบแก่ และใบที่เป็นโรคออก

นวัตกรรมด้านพืชสวน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229628

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  13 มิ.ย. 2559

บทความ,เกษตร,คอลัมนนิสต์

บายไลน์ – รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

               คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับกล้วยตากในฤดูฝนว่าเกิดความเสียหายมากกว่า 90% เพราะความชื้นสูงและกล้วยตากถูกฝน ทำให้ไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งนักวิจัยได้หาทางช่วยเหลือ ทางแรกคือ การพัฒนาโรงเรือนตากกล้วยโดยใช้พลังแสงอาทิตย์ แต่ว่าได้พัฒนากระบวนการทำให้ถูกสุขลักษณะและผ่านมาตรฐานการผลิตที่ดี จนกระทั่งสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ และสามารถยกระดับราคาของกล้วยตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้นได้

สำหรับกล้วยตากที่เสื่อมคุณภาพเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องตากในฤดูฝนบางส่วน ทางทีมวิจัยได้หาทางพัฒนากล้วยตากเหล่านั้น จนกระทั่งเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ น้ำเชื่อมจากกล้วยตาก ความจริงพอเรียกว่าน้ำเชื่อมจากกล้วยตากก็ดูเหมือนว่าเป็นเร่ื่องธรรมดาไป และดูเหมือนว่าทำให้ราคาและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้อยค่าลง จึงเรียกชื่อใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า บานาน่าไซรัป กระบวนการทำนั้น เป็นการเปลี่ยนแป้งที่อยู่ในผลกล้วยตากให้เป็นน้ำตาล โดยกระบวนการเอนไซม์ ดังนั้นผลผลิตที่ได้จึงไม่ใช่น้ำเชื่อมที่เกิดจากการนำกล้วยไปต้มแล้วใส่น้ำตาล แต่เป็นน้ำตาลที่ได้จากผลกล้วยโดยตรง

ในกระบวนการทำผลิตภัณฑ์บานาน่าไซรัประยะแรกนั้น เป็นการทำในห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้ผลิตผลออกมาจำนวนน้อย ไม่เพียงพอสำหรับการจำหน่ายหรือทดลองตลาด แต่ทีมวิจัยพยายามนำไปทดสอบความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ ก็ปรากฏว่าตลาดยอมรับในคุณภาพ ทั้งเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งก็หมายความว่า การทำบานาน่าไซรัปอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากกล้วย และในที่สุดสิ่งนี้ก็เป็นจริง เพราะว่าปัจจุบันมีการผลิตบานาน่าไซรัปออกวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำแล้ว

ความยุ่งยากลำบากอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้จนกระทั่งสามารถออกสู่ตลาดได้ ในขั้นแรกที่ทำได้สำเร็จในห้องปฏิบัติการ ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่การที่จะให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับได้ของตลาดเป็นเรื่องยาก หมายความว่า ขั้นแรกต้องมีการผลิตให้ได้มากเพียงพอก่อน เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการทดสอบตลาดอย่างจริงจัง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการขยายขนาดการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการมาเป็นระดับโรงงานต้นแบบ และต้องมีการลงทุนสร้างเครื่องไม้เครื่องมือสูงพอสมควร

ในที่สุดแหล่งทุนวิจัย อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ก็ได้ดำเนินการสร้างเครื่องต้นแบบขึ้น เพื่อการทดสอบการผลิตเพื่อนำมาทดสอบตลาด จากจุดนั้นเองทำให้สามารถผลิตบานาน่าไซรัปได้มากพอที่จะนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อเนื่องอีกหลายอย่าง ทั้งในรูปเครื่องดื่มแบบค็อกเทล หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากบานาน่าไซรัป ซึ่งก็น่าสนใจ เพราะว่าสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้อีกหลายอย่าง ทำให้โอกาสทางการตลาดกว้างขวางมากขึ้นไปอีก

เหตุที่ สกว.จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาเครื่องต้นแบบเพื่อการผลิตบานาน่าไซรัปในปริมาณมากเช่นนั้น ก็เพราะว่าทางผู้บริหารมองเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในขณะที่ได้เชิญชวนเอกชนหลายรายให้มารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ว่าเนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความใหม่มาก ภาคเอกชนยังไม่มั่นใจในผลิตภัณฑ์ จึงยังไม่มีใครกล้าลงทุน

ดังนั้น หากหยุดไว้เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากห้องปฏิบัติการก็คงไม่มีโอกาสพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางตลาดได้ถึงทุกวันนี้ นั่นก็หมายความว่าไม่เกิดนวัตกรรม เพราะนวัตกรรมคือการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยเพื่อให้สร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่งบทสรุปจากเร่ื่องนี้ก็คือ ผลงานวิจัยหลายเรื่องที่มีศักยภาพ แต่ไม่อาจพัฒนาต่อไปกลายเป็นผลิตภัณฑ์ได้ กลายเป็นผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง ก็เป็นเพราะขาดการพัฒนาต่อไปจนถึงขั้นโรงงานต้นแบบ

              ฉะนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมจากการวิจัยปกติธรรมดาครับ

ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไข่ดก ไก่พันธุ์ใหม่เพิ่มทางเลือกเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229625

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ  :  13 มิ.ย. 2559

บายไลน์-ดลมนัส กาเจ

 ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไข่ดก ไก่พันธุ์ใหม่เพิ่มทางเลือกเกษตรกร

จากการที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ กรมปศุสัตว์ ได้ทุ่มเทกับงานวิจัยพัฒนาบำรุงพันธุ์ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2545 เพื่อขยายผลและส่งเสริมเกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมในครัวนั้น ล่าสุดได้ต่อยอดไก่พื้นเมือง “ประดู่หางดำ นำไปผสมกับไก่พันธุ์ไข่เรดฮอร์น” เพื่อให้เป็นไก่ไข่พันธุ์ใหม่ที่เลี้ยงแบบวิถีชาวบ้านหาอาหารกินเองได้บ้างเหมือนกับพันธุ์พ่อ คือไก่พื้นเมืองหรือไก่บ้านประดู่หางดำ ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี ได้ไก่ไข่พันธุ์ใหม่ “ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” แม่ไก่สามารถออกไข่ได้ปีละ 147 ฟอง โดยที่กรมปศุสัตว์ตั้งเป้าหมายไว้ปีละ 200 ฟอง เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงไว้เป็นอาชีพเสริมในชนบท

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในงาน “9 ทศวรรษ บำรุงพันธุ์สัตว์ก้าวไกล ครั้งที่ 3” เปิดบ้านงานวิจัย นวัตกรรม และสัตว์พันธุ์ดีกรมปศุสัตว์ สู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2559 ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และได้ชูไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก เป็นไฮไลท์ของงานอีกด้วย

                พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการเป็นประธานแถลงผลงานวิจัย “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” ภายในพิธีเปิดงาน “9 ทศวรรษ บำรุงพันธุ์สัตว์ก้าวไกล ครั้งที่ 3” เปิดบ้านงานวิจัย นวัตกรรม และสัตว์พันธุ์ดีกรมปศุสัตว์ สู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2559 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายผลักดันงานวิจัยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะสมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อการพัฒนาการเกษตรให้ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงานชีวภาพในระดับครัวเรือนและชุมชน

ในส่วนของกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์สัตว์ ที่เน้นงานวิจัยในการสร้างพันธุ์ใหม่ให้มีศักยภาพของพันธุ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นำไปสู่การใช้ประโยชน์ และเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทยสามารถแข่งขันทางการตลาดได้ โดยในปี 2545-2550 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองแท้ 4 พันธุ์ ได้แก่ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาต่อยอดไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์และขยายผลไปยังเกษตรกรให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด และช่วงปี 2559-2564 กระทรวงเกษตรฯ มีแผนพัฒนาพันธุ์ “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่” เป็น “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” ที่ให้ผลผลิตไข่เพิ่มขึ้น 30%

ทั้งนี้ เนื่องจากไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ เป็นไก่พื้นเมืองไทยพันธุ์แท้ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด และสามารถกินอาหารที่เกษตรกรหาได้ในท้องถิ่น มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี และให้ไข่ดกกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ให้เนื้อที่มีคุณภาพที่ดีกว่าไก่เนื้อทางการค้า รสชาติอร่อย เป็นพันธุ์ที่ให้ไข่ดกที่สุดจึงถูกคัดเพื่อดำเนินโครงการนี้

“การสนับสนุนและส่งเสริมผลงานวิจัยไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก ครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวทางนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยการปรับใช้กับเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรรายย่อย รายขนาดกลางนำไปเลี้ยงเพื่อบริโภคในชุมชน หรือจำหน่ายเป็นไข่ไก่พรีเมียม รวมทั้งโครงการพระราชดำริในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาการขนส่งอาหาร ถือเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีในครัวเรือนของเกษตรกร เป็นไข่ไก่ที่เลี้ยงในธรรมชาติ และไข่ไก่อินทรีย์ และจะทำให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนมากขึ้นในอนาคตด้วย” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ด้าน นสพ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การพัฒนาสายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ทางกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ทำการพัฒนาสายพันธุ์ โดยการต่อยอดจากไก่พื้นเมืองประดู่หางดำผสมกับไก่พันธุ์ไข่ “เรดฮอร์น” โดยมี นายอำนวย เลี้ยวธารากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ ประจำศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยเป็นเวลา 5 ปี จนได้ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดกขึ้นมา ที่มีคุณสมบัติพิเศษทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด สามารถหาอาหารกินเองตามท้องถิ่น เหมาะที่จะให้เกษตรกรายย่อยเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมที่ปล่อยแบบไก่บ้านทั่วไป

จากการที่เลี้ยงแบบปล่อยพบว่า ฝูงพันธุ์ไก่พื้นเมืองประดู่หางดำเชียงใหม่ ให้ไข่ดกเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 30% หรือแม่ไก่ 1 ตัวให้ผลผลิตไข่ปีละ 90 ฟอง จากนั้นได้พัฒนาไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไป 5 ปี ได้ 117 ฟองต่อตัวต่อปี และจากการเลี้ยงในรูปแบบฟาร์ม โดยเกษตรกรรายย่อย พบว่า แม่ไก่ 1 ตัว สามารถเพิ่มจาก 147 ฟองต่อตัวต่อปี มาเป็นตัวละ 191 ฟองต่อปี เป้าหมายตั้งไว้ที่ตัวละ 200 ฟองต่อปี ที่ผ่านมาได้แจกจ่ายไปให้เกษตรกรทดลองเลี้ยงดูแล้วจำนวน 2,000 ตัว แต่กรมปศุสัตว์มีศักยภาพในการที่จะผลิตไก่ลูกผสมได้ปีละ 5 แสนตัว ไก่พันธุ์แท้ 4 แสนตัว นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มในเครือข่ายอีก 13 แห่งทั่วประเทศ ที่สามารถที่จะผลิตพันธุ์แท้ 6.2 แสนตัว ลูกผสม 8 แสนตัว ต่อไปจะส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อย ขนาดกลาง รวมถึงให้เลี้ยงตามโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารเลี้ยงเป็นอาหารกลางวันด้วย เบื้องต้นคิดว่าหลังจากทำการตลาดแล้ว ราคาขายลูกไก่อายุ 20 วัน ตกอยู่ตัวละ 15 บาท หากเป็นของเครือข่ายตัวละ 20 บาท

ขณะที่ นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการ สวก. บอกว่า สำหรับโครงการการพัฒนาพันธุ์แท้ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดกนั้น สวก.ได้สนับสนุนเงินจำนวน 6.4 ล้านบาท ให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการโดยใช้งบประมาณปี 2560 จนสิ้นสุดโครงการปี 2564 เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในอนาคต

                 นับเป็นอีกหนึ่งผลงานของกรมปศุสัตว์ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากตามคุณสมบัติของไก่ไข่พันธุ์ใหม่ “ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” สามารถปล่อยเลี้ยงแบบธรรมชาติได้ แต่ผลที่ได้มาคือไข่ดกเหมาะอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงในยุคประเทศไทยกำลังประสบภัยแล้งอย่างปัจจุบัน

โรงเรียนชาวนา เรียนรู้ปลูกข้าวบนที่ดินเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229659

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  12 มิ.ย. 2559

อ.โนนไทย เปิดโรงเรียนชาวนา ให้ความรู้การทำนาบนพื้นที่แห้งแล้งและดินเค็ม

               การเปิดโรงเรียนชาวนาขึ้น เพื่อเรียนรู้การทำนาบนพื้นที่แห้งแล้งและดินเค็ม โดยมีชาวบ้านใน ต.โนนไทย ร่วมเรียนหลักสูตรทำนาจำนวน 120 คน สำหรับการเปิดโรงเรียนชาวนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากพื้นที่ใน อ.โนนไทย ส่วนใหญ่เป็นดินเค็ม และแห้งแล้ง เพราะอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งทุกปีชาวนาจะประสบกับปัญหาภัยแล้งและดินเค็ม ทำให้ข้าวได้รับความเสียหายกว่า 70% เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงไร่ละไม่เกิน 350 กิโลกรัม

ดังนั้นผู้นำชุมชน จึงได้ประสานให้ทางศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.โนนไทย จัดเปิดโรงเรียนชาวนาขึ้น โดยเชิญปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เรื่องการปลูกข้าวบนพื้นที่ดินเค็มได้ผลผลิตสูง มาให้ความรู้กับชาวบ้าน ซึ่งแบ่งฐานการเรียนไว้ 5 ฐาน ได้แก่ 1.การคัดเลือกรวงข้าวพันธุ์ทนเค็ม 2.การเตรียมแปลงตกกล้าแบบรวง 3.การทำปุ๋ยหมัก 4.การวางแผนการทำนาตลอดฤดูกาล และ 5.การทำบัญชีต้นทุนอาชีพ ที่บริเวณทุ่งนาท้ายหมู่บ้านด่านกรงกราง หมู่ที่ 6 ต.โนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา