จ่อเชือดเจ้าหน้าที่ประมงรับสินบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916842


นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ในศูนย์เข้า-ออกเรือประมง (PIPO) รับสินบนจากเรือประมง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทำประมงผิดกฎหมายนั้น ขณะนี้ได้นำเรื่องเรียนถึง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) แล้ว โดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้สั่งให้กรมประมงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หรือภายใน 24 เม.ย.60 นี้ หากพบเจ้าหน้าที่กระทำผิดจริง จะลงโทษทางวินัยโดยไม่มีข้อยกเว้น “ช่วงนี้เป็นช่วงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ที่ต้องดำเนินงานอย่างเข้มข้น จึงมีผู้เสียประโยชน์บางกลุ่มพยายามหลีกเลี่ยง มั่นใจว่าเมื่อระบบทุกอย่างเรียบร้อย จะทำให้การทุจริตทำได้ยากขึ้น”

สำหรับกรณีขนาดของเรือไม่ตรงกับความเป็นจริงนั้น กรมประมง กรมเจ้าท่า และกองทัพเรือ ได้เร่งดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบและวัดขนาดเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงทุกประเภทแล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 20 พ.ค.นี้ ดังนั้น การตรวจเรือของเจ้าหน้าที่ศูนย์ PIPO จะตรวจตามทะเบียนเรือ ส่วนการลักลอบถอดเครื่องติดตามเรือ (VMS) กรมประมงได้ให้เจ้าของเรือที่ต้องติด VMS ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป นำเรือประมงเข้ามาตรวจสอบอุปกรณ์ VMS

พล.ร.ท.วรรณพล กล่อมแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ รองหัวหน้าสำนักงานเลขานุการ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (สล.ศปมผ.) กล่าวว่า การทำงานของศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง PIPO

มีเจ้าหน้าที่จากหลายสังกัดรวมกัน รวมถึงลูกจ้างชั่วคราว ที่ทำตัวปะปนกับชาวประมงเรียกรับสินบน ซึ่งการรับสินบนมีตั้งแต่ 5,000-300,000 บาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี.

 

เว้นภาษีวิสาหกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916840


รัฐขยายยาวช่วยลดภาระ-สร้างโอกาส

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ขยายเวลายกเว้นภาษีเงินได้สำหรับวิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล โดยมีเงินได้ปีละไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ออกไปอีก 3 ปี สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560-31 ธ.ค.2562 และกำหนดเงื่อนไขให้วิสาหกิจชุมชนเหล่านี้ ต้องจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่ายประจำวัน รวมทั้งยื่นแบบภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

“การขยายเวลายกเว้นภาษีฯ ก็เพื่อบรรเทาภาระภาษี และช่วยสร้างโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนเข้มแข็งและเติบโตเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอนาคต จนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง ที่ผ่านมากระทรวงการคลังมีมาตรการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐานของสังคมชนบท เพื่อให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและเป็นองค์กรทางธุรกิจที่พัฒนาอย่างยั่งยืน”

นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ครม.มีมติให้การช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยยกเว้นภาษีให้ตั้งแต่ปี 2551 โดยวิสาหกิจชุมชนเหล่านี้ต้องมีเงินได้ไม่เกินปีละ 1.2 ล้านบาท จากนั้นในปี 2552 ครม.ได้เห็นชอบให้ขยายวงเงินรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1.2 ล้านบาท เป็นไม่เกินปีละ 1.8 ล้านบาท จนถึงปัจจุบัน สำหรับวิสาหกิจชุมชนตามกฎหมาย จะต้องเป็นกิจการของชุมชนที่ผลิตสินค้าหรือให้บริการอื่น ที่ทำโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพันกัน มีวิถีชีวิตร่วมกัน รวมตัวกันประกอบกิจการเพื่อสร้างรายได้ เพื่อพึ่งพาตนเองและครอบครัว.

 

ชงเพิ่มทุนประกันบริษัททัวร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916837


สั่งทำราคากลางแพ็กเกจทัวร์ใช้อ้างอิง

กระทรวงท่องเที่ยวฯขอเอกชนจัดราคากลางของแพ็กเกจท่องเที่ยวในแต่ละประเทศให้ประชาชนรับทราบ ด้านกรมการท่องเที่ยวเตรียมเสนอ ครม.เรียกเก็บทุนประกันทัวร์เอาต์บาวน์เพิ่ม จาก 2 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท ช่วยสร้างความเชื่อมั่นลูกค้าให้ไม่ถูกหลอก หรือถูกหลอกแล้วได้เงินคืน

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 เม.ย.ที่ผ่านมา มีจำนวน 10.73 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 10.52 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 559,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.21% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 537,000 ล้านบาท แต่หากนับเฉพาะวันที่ 1-17 เม.ย. มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 1.53 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.13% สร้างรายได้ 77,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.29% ซึ่งอัตราการเติบในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายนกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ทำให้คนจีนไม่ไปเกาหลีแต่หันมาเที่ยวไทยแทน แต่หากความตึงเครียดเกิดขึ้นยาวนาน เชื่อว่าไม่เป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวต่อว่าจากปัญหาหลอกลวงนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ เพื่อเดินทางไปต่างประเทศนั้น ทางกระทรวงจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้จัดทำช่วงราคากลางแพ็กเกจทัวร์ของแต่ละประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวคนไทยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาก่อนตัดสินใจซื้อโปรแกรมท่องเที่ยว รวมถึงเสนอให้ปรับแก้โทษเอาผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้รุนแรงขึ้น สำหรับบริษัททัวร์ที่หลอกลวงนักท่องเที่ยว จากปัจจุบันมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนเรื่องที่กระทรวงเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเพิ่มทุนค้ำประกัน ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535 สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่พาคนไทยเที่ยวต่างประเทศและเที่ยวในประเทศ (เอาต์บาวด์และอินบาวด์) จากปัจจุบันต้องวางหลักประกันบริษัทละ 200,000 บาท เพิ่มเป็น 500,000 บาทนั้น เมื่อมีการคัดค้านจากบริษัททัวร์บางส่วน ในวันที่ 25 เม.ย.นี้จะมีการประชุมสอบถามความจริง เนื่องจากเป็นมติที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ซึ่งมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนอยู่แล้ว เมื่อมีการค้านกันเช่นนี้ แสดงว่าตัวแทนไม่ได้หารือกับสมาชิกเพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อน ทั้งที่ความเป็นจริงได้เสนอให้เรียกเก็บจาก 200,000 บาท เป็น 2 ล้านบาท แต่สุดท้ายเห็นว่าควรเก็บแบบขั้นบันไดและได้ข้อสรุปที่ 500,000 บาทก่อน

ด้านนางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กฎหมายปัจจุบันซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2535 กำหนดทุนค้ำประกันที่ต่ำมาก หากเทียบกับปัจจุบันที่เกิดปัญหานักท่องเที่ยวถูกหลอกลวงถี่มากขึ้น กรมจึงต้องเพิ่มช่องทางป้องกันปัญหา ทั้งนี้ บริษัททัวร์ที่จดทะเบียนทั้ง 4 ประเภท คือ 1.ประเภททั่วไป สามารถนำเที่ยวได้ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร หลักประกัน 200,000 บาท เปลี่ยนเป็น 500,000 บาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.60

มี 3,281 ราย 2.ประเภทในประเทศ สามารถนำเที่ยวภายในราชอาณาจักร หลักประกัน 50,000 บาท เพิ่มเป็น 100,000 บาท มี 1,107 ราย 3.ประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถนำเที่ยวได้ภายในจังหวัดที่จดทะเบียน และจังหวัดที่มีเขตติดต่อกัน หลักประกัน 10,000 บาท เปลี่ยนเป็น 50,000 บาท มี 3,583 ราย และ 4.ประเภทนำเที่ยวจากต่างประเทศ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาภายในประเทศ หลักประกัน 100,000 บาท เปลี่ยนเป็น 200,000 บาท มี 2,340 ราย เมื่อรวมจำนวนผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวทุกประเภทอยู่ที่ 11,553 ราย

ส่วนที่ว่ามีบางบริษัททัวร์เห็นว่ากรมเรียกเก็บแพงไปนั้น ต้องเข้าใจว่า 500,000 บาทที่ปรับขึ้นเรียกเก็บเฉพาะบริษัทที่ทำทัวร์อินบาวน์และเอาต์บาวด์ ไม่ใช่ทุกประเภททัวร์ และส่วนใหญ่กว่า 90% ของทัวร์เอาต์บาวน์เป็นบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่มีเงินทุนหนา หากเทียบกับปัญหาที่อาจสร้างความเสียหายกับนักท่องเที่ยว ถือว่าการเพิ่มเงินอีก 300,000 บาท ถือว่าไม่มาก แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่จดรายใหม่ ที่ต้องจ่ายครั้งเดียว 500,000 บาท แต่อย่าลืมว่าทัวร์เอาต์บาวน์เจ้าของกิจการต้องมีเงินทุนหนาอยู่แล้ว.

 

ยัน “เบี้ยคนชรา” ถึงมือผู้สูงอายุแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916832


นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แสดงความกังวลต่อกรณีที่กรมบัญชีกลางจะทดลองนำเบี้ยยังชีพคนชราที่เคยจ่ายโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาจ่ายโดยกรมบัญชีกลางแบบเงินสดหรือโอนเข้าบัญชี อาจทำประชาชนที่อยู่ในเขตชนบทห่าง ไกลที่ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ถึงมือประชาชน รวมถึงประชาชนเกิดความสับสนว่า อปท. ไม่ช่วยเหลือและรายชื่อผู้สูงอายุอาจเกิดการตกหล่น เช่น การขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุ การเสียชีวิต หรือการย้ายออกจากพื้นที่กรมบัญชีกลางขอชี้แจงว่า ปัจจุบันกรมบัญชีกลางได้นำระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) สามารถรองรับธุรกรรมทางการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเป็นหน่วยงานรับลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติก่อนส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับกรมการปกครอง ตรวจสอบข้อมูลบุคคลโดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก

ก่อนส่งให้กรมบัญชีกลางจ่ายเงิน หลังจากนั้น กรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินตามที่ผู้มีสิทธิได้แจ้งความประสงค์ไว้ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ทำได้ 3 รูปแบบ คือ 1.โอนเงินเข้าบัญชี 2.โอนเข้าพร้อมเพย์ หรือ 3.รับเป็นเงินสด โดยส่งเงิน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จ่ายให้ผู้มีสิทธิต่อไป ดังนั้น แม้ผู้มีสิทธิจะชราภาพมากหรือไม่สะดวกที่จะไปธนาคารก็สามารถรับเป็นเงินสดได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจ่ายเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้การดำเนินการจ่ายเงินเบี้ยคนชราในอนาคตเป็นไปด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ รู้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของคนชราได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิประชาชนที่ได้รับจากรัฐบาล.

 

“บอย” ตัดใจขายหุ้นช่องวันอีกลอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916822


รับเงินสด 200 ล้านบาท เปิดทางจีเอ็มเอ็มถือเพิ่มอีก 5%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ว่า คณะกรรมการบริษัทเตรียมที่จะใช้เงิน 220 ล้านบาท เข้าซื้อหุ้นเพิ่ม 5.77% ในบริษัทเดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (ONE ENT) ซึ่งทำธุรกิจทีวีดิจิตอลช่องวัน (ONE) หลังมองศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยหลัง เดอะวันเสร็จสิ้นการเพิ่มทุนวันที่ 31 พ.ค.60 และจีเอ็มเอ็มเข้าซื้อหุ้นเพิ่มแล้วเสร็จ จะทำให้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ถือหุ้นในเดอะวัน เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 31.27% และกลุ่มนายถกลเกียรติ วีรวรรณ (บอย) จะถือหุ้น 18.73%

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 17 เม.ย. เห็นชอบให้เข้าซื้อหุ้นเดอะวัน จากบริษัท ซีเนริโอ จำกัด (SCENERIO) ซึ่งอยู่ในกลุ่มนายถกลเกียรติ โดยจะเข้าซื้อหุ้นจำนวน 2.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.77% ในราคารวม 220 ล้านบาท ภายหลังจากวันที่ 31 พ.ค.60 ซึ่งเป็นวันที่เดอะวันเพิ่มทุนจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้เดอะวันเป็นผู้ถือหุ้น 100% ในช่องวัน ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการการบริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ความคมชัดสูง (HD)

โดยเดอะวันอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผนเพิ่มทุน ซึ่งจะแบ่งการเพิ่มทุนเป็น 2 ครั้ง ในวันที่ 28 ก.พ.60 และวันที่ 31 พ.ค.60 ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะทำให้จีเอ็มเอ็ม ถือหุ้นลดลงเหลือ 25.50% จากเดิม 51%, กลุ่มนายถกลเกียรติ จะถือหุ้นลดลงเหลือ 24.50% จากเดิม 49% ขณะที่บริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด ซึ่งมีนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เข้ามาถือหุ้นเดอะวันในสัดส่วน 50% ด้วยการใส่เงินลงทุนเข้ามาทั้งสิ้น 1,910 ล้านบาท และผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายจะเข้าร่วมรับภาระค้ำประกันและภาระหนี้ของกลุ่มวัน

สำหรับจีเอ็มเอ็มที่จะเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มในเดอะวันอีก 5.77% หลังเพิ่มทุนแล้วเสร็จนั้น จะทำให้จีเอ็มเอ็มถือหุ้นในเดอะวันเพิ่มเป็น 31.27% และกลุ่มนายถกลเกียรติ จะถือหุ้นเหลือ 18.73% ส่วนบริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 50%

โดยสาเหตุที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม เนื่องจากมองว่าช่องวันมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในอนาคต และสามารถชำระหนี้คืนสถาบันการเงินได้ โดยบริษัทจะใช้เงินสดจากการดำเนินงาน เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อหุ้นจากซีเนริโอในครั้งนี้.

 

คนเดินทางต้องรู้! ไขข้อข้องใจ ‘มินิบัส’ พระเอกใหม่แทน ‘รถตู้’ ปลอดภัยกว่าจริงไหม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912876


“มินิบัส” พระเอกหน้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ “รถตู้”!

ทว่า รถตู้นับเป็นยานพาหนะประเภทหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า เร็ว เสียว เสี่ยง และเป็นรถประเภทต้นๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวสลดไม่เว้นแต่ละวัน และด้วยความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการแก้ปัญหาด้วยการนำรถมินิบัสมาวิ่งบริการแทนรถตู้ ฉะนั้น รถมินิบัสหน้าใหม่ จะมีดีเหนือกว่ารถตู้หน้าเก่าอย่างไร? ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาคุณไปหาคำตอบ!

แกร่ง ปลอดภัย สบายตัว! มินิบัส พระเอกใหม่คนเดินทาง

ผศ.ดร.นักสิทธ์ นุ่มวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงจุดแข็งของรถมินิบัสว่า โครงสร้างของรถมินิบัสนั้น จะมีความแข็งแรงมากกว่ารถตู้ หากรถมินิบัสเกิดอุบัติเหตุพุ่งชน หรือพลิกคว่ำ โอกาสที่ตัวโครงสร้างของรถมินิบัสจะเสียหายได้น้อยกว่ารถตู้

“จากอุบัติเหตุหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นกับรถตู้ มักพบว่า ความเสียหายค่อนข้างรุนแรง ตัวถังฉีกขาด ประตูรถเปิดจนทำให้ผู้โดยสารกระเด็นกระดอนออกมา แต่ในขณะที่ตัวถังของรถมินิบัสจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้โดยสารที่ใช้บริการรถมินิบัส ก็ควรคาดเข็มขัดเพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าคุณไม่คาด ก็เท่ากับว่า คุณยังเสี่ยงอันตรายอยู่ดี ผศ.ดร.นักสิทธ์ บอกเล่าถึงความแตกต่างระหว่างรถตู้และรถมินิบัส

ผศ.ดร.นักสิทธิ์ ขยายความต่ออีกว่า รถตู้จะเหมาะกับการใช้งานในระยะทางที่ไม่ไกลเกินไปนัก หรือในระยะทางที่ไม่เกิน 200-300 กิโลเมตร เนื่องจาก 1.พื้นที่ภายในห้องโดยสารของรถตู้ค่อนข้างน้อย ความสะดวกสบายของผู้โดยสารก็จะลดน้อยถอยลงไปด้วย 2.หากรถตู้ประสบอุบัติเหตุ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงมากกว่ารถมินิบัส และ 3.รถตู้ที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วมากๆ หรือรถตู้ของเอกชนที่จะต้องเร่งความเร็ว เพื่อเพิ่มเที่ยวนั้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมาก

“ขณะเดียวกัน รูปแบบการรับส่งคนของรถมินิบัสนั้น จะไม่เหมือนรถตู้ เพราะว่า ลักษณะการจอดของรถมินิบัสอาจจะต้องจอดในจุดที่เฉพาะมากขึ้น ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการจอดมากขึ้น เนื่องจากมินิบัสเป็นรถขนาดใหญ่ ไม่ใช่ว่าคุณอยากจะจอดตรงไหนก็จอดได้เหมือนกับรถตู้ และในแง่ของการใช้ความเร็ว รถมินิบัสจะไม่สามารถใช้ความเร็วได้เทียบเท่ากับรถตู้อีกด้วย ผศ.ดร.นักสิทธิ์ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผู้โดยสารจะต้องเจอ

ด้วยความที่รถมินิบัสมีขนาดใหญ่กว่ารถตู้ มีจุดศูนย์ถ่วงสูงกว่ารถตู้ หากรถมินิบัสวิ่งมาด้วยความเร็วสูง โอกาสที่รถมินิบัสจะเสียการทรงตัวนั้น จะมีค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น พนักงานขับรถจะต้องควบคุมความเร็วให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งในจุดนี้อาจเป็นข้อด้อยของรถมินิบัส เพราะผู้โดยสารที่เคยใช้บริการรถตู้อาจจะต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถมินิบัสนานขึ้นกว่าเดิม” ผศ.ดร.นักสิทธิ์ ทิ้งท้าย

ณ ขณะนี้ ประเทศไทยมีรถมินิบัสที่เอาไว้ให้บริการประชาชนมากน้อยแค่ไหน? ผู้สื่อข่าวถาม ผศ.ดร.นักสิทธิ์ ซึ่งได้รับคำตอบว่า “เท่าที่ทราบก็จะมี บริษัท ศรีราชาทัวร์ ที่มีรถมินิบัสคอยให้บริการผู้โดยสารที่มีความต้องการเดินทางข้ามจังหวัด ส่วนท่ารถอื่นๆ เท่าที่ทราบนั้น ยังไม่มี”

เปิดใจท่ารถที่ใช้มินิบัสเจ้าแรกของเมืองไทย ‘มินิบัส’ เจ๋งกว่า ‘รถตู้’ อย่างไร?

นางปราณี ประจงกร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีราชาทัวร์ หรือในฐานะผู้ประกอบการเจ้าแรกของเมืองไทยที่นำรถมินิบัสมาให้บริการผู้โดยสาร กล่าวถึงประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ใช้รถมินิบัสว่า แม้ว่ารถมินิบัสจะมีข้อด้อยในเรื่องของความเร็ว แต่ในเรื่องของความสะดวกสบาย และความปลอดภัยนั้น ถือว่าทำได้ดีกว่ารถตู้มากๆ

“ส่วนเหตุผลที่เราเลือกรถมินิบัสมาให้บริการผู้โดยสารก็คือ 1.เราคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ 2.ความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ 3.มินิบัสสามารถให้บริการผู้โดยสารได้มากกว่ารถตู้ โดยตกเที่ยวละ 20 คน แต่รถตู้ให้บริการได้แค่ 13-14 ที่นั่ง” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีราชาทัวร์ แสดงความใส่ใจการบริการ

“รถมินิบัส 15 คัน เพียงต่อการให้บริการหรือไม่? ผู้สื่อข่าวถามหญิงแกร่ง ผู้กุมบังเหียนศรีราชาทัวร์ เธอตอบจากประสบการณ์การทำงานว่า แม้ว่าเราจะมีรถมินิบัสคอยให้บริการถึง 15 คัน แต่รถมินิบัสจำนวนนี้ ก็ยังไม่พอต่อการให้บริการแก่ผู้โดยสาร เราจึงจำเป็นต้องใช้รถทัวร์ และรถตู้เป็นรถเสริมคอยให้บริการ ซึ่งศรีราชาทัวร์มีรถทัวร์ทั้งหมด 40 คัน และรถตู้ทั้งหมด 50 คันคอยรองรับผู้โดยสาร” นางปราณี กล่าวถึงจำนวนรถที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้

ราคารถมินิบัสต่อคัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่เท่าใด และต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุน? นางปราณี ตอบข้อซักถามข้างต้นว่า “ล่าสุด บริษัท ศรีราชาทัวร์ กำลังสั่งประกอบรถมินิบัสเพิ่มเติมอีก 30 คัน ตกคันละ 2.4-2.5 ล้านบาท เราคาดว่า รถมินิบัส 1 คัน จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี ก็จะสามารถคืนทุนได้แล้ว และปัจจุบันผู้โดยสารเริ่มให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น เพราะข่าวอุบัติเหตุรถตู้ค่อนข้างทำให้ผู้โดยสารเกิดความกังวลใจในเรื่องของการเดินทางอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ รถมินิบัสจึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้โดยสาร ณ ขณะนี้ ได้ดีที่สุด”

“7 ปีที่นำรถมินิบัสเข้ามาใช้ เคยเกิดอุบัติเหตุใดๆ บ้างหรือยัง?” ผู้สื่อข่าวสอบถามผู้ประกอบการเจ้าแรกที่นำมินิบัสมาให้บริการ “มีบ้าง แต่ไม่ได้รุนแรงอะไรมาก ไม่มีการเสียชีวิต คนที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้เป็นอะไรเลย แม้ว่าประเภทของรถที่นำมาใช้บริการจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่พฤติกรรมของโชเฟอร์ และผู้โดยสารก็สำคัญไม่แพ้กัน โชเฟอร์ควรมีวินัยในการขับขี่ ผู้โดยสารก็ควรคาดเข็มขัดเพื่อความปลอดภัย แล้วการเดินทางของคุณจะปลอดภัย” หัวหอกคนสำคัญแห่งศรีราชาทัวร์ ทิ้งท้าย

ปชช. ขานรับรถมินิบัส เชื่อแข็งแรง ปลอดภัย นั่งสบาย

น.ส.ภาสินี ชิตรัตถา พนักงานประจำวัย 26 ปี กล่าวถึงประสบการณ์การใช้รถมินิบัสว่า ตนเคยมีโอกาสใช้บริการรถมินิบัสจากชลบุรีไปกรุงเทพฯ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งตนค่อนข้างชื่นชอบการเดินทางด้วยรถมินิบัสมากกว่ารถตู้ เนื่องจากภายในตัวรถนั้น มีความกว้างขวาง เก้าอี้นั่งสบาย และให้ความรู้สึกปลอดภัย

“ส่วนเรื่องระยะเวลาการเดินทางที่ค่อนข้างช้ากว่ารถตู้นั้น โดยส่วนตัว ไม่ได้คิดว่ารถมินิบัสจะใช้เวลาเดินทางนานกว่ารถตู้จนเกินไป เพราะระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปถึงจุดหมายก็ถือว่าไล่เลี่ยกัน ดังนั้น หากต้องตัดสินใจให้เลือกใช้รถตู้หรือรถมินิบัส เราก็คงจะเลือกรถมินิบัสแน่นอน เพราะถึงแม้จะช้า แต่ชัวร์กว่าแน่นอน น.ส.ภาสินี ผู้โดยสารรถมินิบัส ให้ความเห็น

ด้าน นายอัครวินญ์ เขียนบัณฑิตย์ พนักงานราชการวัย 25 ปี แสดงทัศนะไว้ว่า ในเรื่องของความปลอดภัยนั้น เชิงโครงสร้างของรถมินิบัส ตนมองว่า มีความแข็งแรงมากขึ้น ตัวถังรถมินิบัสกว้างใหญ่กว่ารถตู้เท่าหรือสองเท่า นั่งสบายกว่า ที่นั่งกว้างขึ้น และมาตรฐานการประกอบรถใช้มาตรฐานเดียวกับรถบัส

“แต่อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาก็คือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนมาใช้รถแบบใดก็ตาม พฤติกรรมของพนักงานขับรถ และการใช้ความเร็วในการเดินทางก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นรถประเภทใด หากพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับยังเป็นเช่นเดิม ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนไป” นายอัครวินญ์ แสดงมุมมอง

มินิบัสหน้าใหม่ จะมีดีเหนือกว่ารถตู้หน้าเก่าอย่างไร?
กรกฎาคมนี้ รู้กัน!

3แบงก์โหมดึงลูกค้าพร้อมเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916821


สารพัดโปรโมชั่นจูงใจใช้บริการโอนเงินได้ดอกเพิ่ม

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้จัดกิจกรรมพร้อมเพย์ ดีดี๊ดี ฟรีคูณ 3 ถึงกลางปีนี้ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาสมัครพร้อมเพย์กับกรุงไทยเพิ่มขึ้น โดยผู้ลงทะเบียนจะได้รับดอกเบี้ยออมทรัพย์พิเศษเพิ่มจาก 0.50% ต่อปี เป็น 1% และต้องทำรายการโอนเงินในระบบพร้อมเพย์ไปยังบุคคลอื่นอย่างน้อย 1 รายการ ในเวลา 6 เดือน นับจากวันที่สมัคร

นอกจากนี้ จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.15% ต่อปี เป็น 1.15% ต่อปี เมื่อโอนเงินไปยังบุคคลอื่น หรือรับโอนเงินจากบุคคลอื่นภายในธนาคารเดียวกัน 10 รายการต่อเดือน จนถึง 14 ก.ค.นี้ รวมทั้งฟรีค่าบริการนาน 6 เดือน เมื่อสมัครใช้บริการแจ้งเตือนเอสเอ็มเอสและชำระค่าบริการเดือนแรก ตลอดจนฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินทุกวงเงินทั่วประเทศ เมื่อโอนไปยังผู้ใช้กรุงไทย พร้อมเพย์ จนถึง 30 มิ.ย.นี้ “ปัจจุบันยอดการลงทะเบียนกรุงไทย พร้อมเพย์ ผ่านตู้เอทีเอ็ม, เคทีบี เน็ตแบงก์ และสาขามีมาแล้วกว่า 3.6ล้านราย และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะมีผู้ลงทะเบียนราว 5 ล้านราย เนื่องจากประชาชนเริ่มคุ้นเคย รวมทั้งเห็นถึงความสะดวกสบาย”

ด้านนายรัชกร ชยาภิรัต หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกรรมทางการเงินภายในประเทศ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ได้จัดกิจกรรม “คุ้มทั้งรับจ่าย ค้าขายคล่องตัว” เพื่อสนับสนุนนโยบายเนชันแนล อีเพย์เมนต์ โดยเมื่อลูกค้าเอสเอ็มอีผูกบัญชีพร้อมเพย์นิติบุคคลกับธนาคารจะได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนพร้อมเพย์ไม่จำกัดจำนวนครั้ง จนถึง 31 ธ.ค.60 ขณะที่นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ได้เปิดแคมเปญ กรุงศรี พร้อมเพย์ พร้อมฟรี สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี โอนฟรีไม่จำกัดตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิ.ย.61 พร้อมรับสิทธิประโยชน์พิเศษในการทำธุรกรรมฟรีผ่านช่องทางออนไลน์ กรุงศรี แคชลิงค์ หรือกรุงศรี บิส ออนไลน์ สนใจสมัครได้ที่สาขาธนาคารทั่วประเทศ โดยโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของกรุงศรีเพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ.

 

รถทัวร์วิ่งหน้ามืดคนเลี่ยงขับรถส่วนตัว สงกรานต์ปีนี้กรุงเทพ-ขอนแก่นแน่นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916817


นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 11-17 เม.ย.2560 มียอดผู้โดยสารเดินทางกับรถนครชัยแอร์สูงถึง 86,527 คน ทำให้เห็นว่าประชาชนหันมาเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น โดยสถิติเที่ยววิ่งของบริษัทเพิ่มขึ้นทุกเส้นทางจากปกติเดินรถวันละประมาณ 278 เที่ยว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ทุกเส้นทางเพิ่มขึ้นสูงสุดเฉลี่ยวันละ 333 เที่ยว โดยเส้นทางที่มีผู้โดยสาร เดินทางมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เที่ยวบริการไป-กลับสูงขึ้นจากปกติ 48.5% ต่อวัน อันดับที่ 2 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เที่ยวบริการไป-กลับสูงขึ้น 39.13% ต่อวัน และอันดับที่ 3 กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เที่ยวบริการไป-กลับสูงขึ้น 31.8% ต่อวัน

ส่วนมาตรการรองรับความปลอดภัยที่ดำเนินการต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พบว่ามีอุบัติเหตุเพียง 0.39% จากเที่ยววิ่งทั้งหมด ซึ่งเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.ที่ผ่านมา และไม่พบการทุจริตของการโก่งราคาค่าโดยสาร ถือเป็นความสำเร็จในการเสริมรถ และควบคุมอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ “อย่างไรก็ตาม จากสถิติเที่ยววิ่งของบริษัทที่เพิ่มขึ้น และปริมาณประชาชนเดินทางเพิ่ม ทำให้เที่ยวรถที่เสริม ไม่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ”

นางเครือวัลย์ยังกล่าวอีกว่า นครชัยแอร์ยังได้ปรับตัวเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 โดยพัฒนาเทคโนโลยีให้ตรงความต้องการของผู้ใช้บริการและเข้าถึงการซื้อตั๋วโดยสารโดยง่าย โดยได้ปรับปรุงแอพพลิเคชันให้ใช้สะดวกขึ้น คาดว่าจะเปิดให้ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นใหม่ในช่วงปลายเดือน พ.ค.2560 และเพิ่มช่องทางการซื้อตั๋วผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่เตรียมเปิดให้บริการเร็วๆนี้.

 

โละเกณฑ์คนเคยมีบ้านกู้ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916812


ครม.ปลดล็อกเงื่อนไขโครงการบ้านประชารัฐ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการบ้านประชารัฐและโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ เพราะทั้ง 2 โครงการมียอดการอนุมัติสินเชื่อต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากที่มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยโครงการบ้านประชารัฐ ได้กำหนดสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Pre Finance) วงเงิน 30,000 ล้านบาท แต่มีการขอสินเชื่อเพียง 4 ราย และมีการอนุมัติสินเชื่อ 3 ราย วงเงิน 257.86 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) วงเงิน 40,000 ล้านบาท ขอสินเชื่อ 36,394 ราย วงเงิน 36,459.50 ล้านบาท แต่อนุมัติเพียง 13,631 ราย วงเงิน 11,335.48 ล้านบาท ส่วนโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ มีผู้ลงทะเบียนขอจองสิทธิ์เพียง 406 ราย คิดเป็น 17.5% และมีผู้ผ่านคุณสมบัติเพียง 388 ราย เนื่องจากส่วนใหญ่ทั้ง 2 โครงการติดปัญหาเคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน ทำให้ขอกู้ไม่ได้

“จากปัญหาดังกล่าว ครม.จึงเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เงื่อนไขโครงการบ้านประชารัฐ ยกเลิกคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ กรณีที่กำหนดว่า “ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน” เป็น “ปัจจุบันไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย” เนื่องจากบางกรณีผู้ขอกู้เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนแต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว และขอแก้ไขเงื่อนไขของมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Post Finance) กรณีการกู้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยวงเงินไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อหน่วย โดยเป็นไม่ต้องนำราคาประเมินที่ดินมารวม ซึ่งกรณีนี้ให้รวมการกู้เพื่อปลูกสร้างทดแทนที่อยู่อาศัยเดิมด้วย”

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ในโครงการเช่าระยะสั้น (Rental) แก้ไขจาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อนและมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือนในวันที่ยื่นจองสิทธิ์ เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือนในวันที่ยื่นจองสิทธิ์” ส่วนโครงการเช่าระยะยาว (Leasehold) จาก “เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมากก่อน” เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่ปัจจุบันไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย”.

 

‘พาณิชย์’ จัดทำระบบตรวจสอบคุมมาตรฐานสินค้าจีไอ 20 รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916685


‘พาณิชย์’ จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าจีไอ 20 รายการ หวังควบคุมมาตรฐานสินค้าให้ได้สม่ำเสมอ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า พร้อมจับมือเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ เปิดจุดขายสินค้าจีไอ ตั้งเป้าปี 60 เปิดจุดได้ครบ 100 สาขา

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้สนับสนุนการจัดทำระบบมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าให้สม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้จำนวน 20 สินค้า จาก 15 จังหวัด เช่น เนื้อโคขุนโพนยางคำ สกลนคร ทุเรียนป่าละอู ประจวบคีรีขันธ์ กล้วยเล็บมือนางชุมพร กาแฟดงมะไฟ นครราชสีมา มะนาวเพชรบุรี มะยงชิดนครนายก มะปรางหวานนครนายก ส้มสีทองน่าน เป็นต้น โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,000 ราย เมื่อผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจีไอแล้ว ผู้ผลิต และผู้ประกอบการเหล่านี้จะสามารถใช้ตราสัญลักษณ์จีไอไทยได้ ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าชุมชนว่าผลิตได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ กรมยังเริ่มโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่ ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 16 ราย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการ และกฎระเบียบของโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการสินค้าชุมชนที่มีความยั่งยืนในการทำตลาดสินค้าด้วยตนเอง โดยการพัฒนาสินค้าจีไอในด้านต่างๆ ให้เกิดเป็นของดี ของแท้ ของหายาก ที่มีการรับรองคุณภาพผ่านตราจีไอ เพื่อวางจำหน่ายใน เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ มาร์เก็ต ต่อไป

“ปัจจุบันไทยให้ความคุ้มครองสินค้าจีไอ 76 รายการจาก 53 จังหวัด โดยมีเป้าหมายที่จะมีสินค้าจีไอครบ 77 จังหวัดในปีนี้ และในปี 61 วางเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบมาตรฐานสินค้าจีไอให้แก่เกษตรกร 1,250 ราย”

ด้าน นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ กล่าวว่า บริษัทได้ขยายช่องทางการตลาดสินค้าจีไอของไทย เพื่อยกระดับผู้ประกอบการให้เป็นที่รู้จัก ผ่านมุมจำหน่ายสินค้าจีไอ (จีไอ คอร์เนอร์) ภายในสาขาต่างๆ ของท็อปส์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ดีมีคุณภาพ

“ตราสัญลักษณ์จีไอสามารถการันตีคุณภาพ และความน่าเชื่อถือให้สินค้า สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เพราะจะมีหน่วยงานที่ควบคุมมาตรฐาน มีการตรวจสอบทุกปี ตัวสินค้าเองมีการตรวจสอบย้อนกลับได้” น.ส.ภัทรพร กล่าว

สำหรับจีไอ คอร์เนอร์ ที่บริษัทได้จัดทำมุมให้ผู้ผลิต และเกษตรกร นำสินค้าจีไอมาวางขายในห้างนั้น เป็นการนำร่องโครงการความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปัจจุบันเปิดใน 2 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ เซ็นทรัล ชิดลม และ ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ โดยจำหน่ายสินค้าจีไอในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 29 รายการ ซึ่งจะหมุนเวียนสินค้าไปตามฤดูกาล เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง สับปะรดศรีราชา ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง ข้าวแต๋นลำปาง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ไข่เค็มไชยา มะขามหวานเพชรบูรณ์ น้ำหมากเม่าสกลนคร ฯลฯ

“ภายในปี 60 บริษัทวางแผนเปิดจีไอ คอร์เนอร์ ให้ได้ทั้งหมดใน เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต และ ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 100 สาขา และสั่งซื้อได้ทางออนไลน์”