ขัดใจยุโรป! ทรัมป์ยินดีผู้นำตุรกีชนะประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 03:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916855


เมื่อ 17 เม.ย. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีเรเจป ไตยยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ภายหลังผลนับคะแนนประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจประธานาธิบดีตุรกีที่รวมทั้งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงได้โดยตรงรวมทั้งรัฐมนตรีและรองประธานาธิบดี และยังให้ลดอำนาจของนายกรัฐมนตรีด้วย ฝ่ายสนับสนุนหรือโหวต “เยส” ชนะแบบเฉียดฉิว 51.4% และประกาศจะร่วมมือใกล้ชิดกับตุรกีในปฏิบัติการสู้รบในสมรภูมิซีเรีย อิรัก และร่วมต่อสู้กับกองกำลังกบฏชาวเคิร์ด

การโทรศัพท์แสดงความยินดีของนายทรัมป์ ตรงข้ามกับกระแสวิตกของเหล่าผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ที่แสดงความเป็นห่วงว่าผลประชามติที่ไม่ชนะเด็ดขาดจะยิ่งทำให้ความแตกแยกในสังคมตุรกีถลำลึกมากขึ้น ซึ่งก็มีแนวโน้มเป็นไปตามนั้น เมื่อเกิดการชุมนุมขึ้นทั้งสองฝ่ายทั้งเฉลิมฉลองชัยชนะและการชุมนุมประท้วงขึ้นทั่วประเทศ ขณะที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ผลประชามติเป็นโมฆะอ้างพบมีการทุจริตในกระบวนการทำประชามติหลายกรณีรวมทั้งใช้บัตรเลือกตั้งที่ไม่มีตราประทับรับรองถูกต้องซึ่งจะยื่นเรื่องคัดค้านและเพื่อให้ผลประชามติเป็นโมฆะอย่างเป็นทางการต่อไป

แต่เรื่องนี้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุแล้วว่าใช้ได้เพราะสำนักงาน กกต.เป็นผู้ออกเองและเคยใช้ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆมาแล้ว

ด้านนายกรัฐมนตรีบานาลี ยิลดีริม ของตุรกี กล่าวว่า การที่มีคนออกมาพูดถึงข่าวลือเรื่องการทุจริตในการทำประชามติเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นความพยายามเพื่อให้เกิดความเคลือบแคลงต่อผลคะแนนของประชามติซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนฯในเดือน พ.ย.2562 และจะส่งผลให้ตุรกีกลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขคล้ายกับระบอบการปกครอง ของสหรัฐฯและฝรั่งเศส อีกทั้งจะยืดอายุการอยู่ในอำนาจของนายแอร์โดอันออกไปจนถึงปี 2572 หรืออีก 12 ปีข้างหน้า

ขณะที่นายแอร์โดอันกล่าวต่อกลุ่มผู้สนับสนุนว่า ผลประชามติเป็นการสิ้นสุดการถกเถียงกันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างระบอบประธานาธิบดีที่มีอำนาจพิเศษ และว่ากระบวนการดำเนินการปฏิรูปจะเริ่มขึ้นในตอนนี้แล้ว และตุรกีอาจทำประชามติ ชี้ขาดเรื่องการสมัครเข้าเป็นชาติภาคีของอียูที่เรื่องหยุดคั่งค้างมานาน และจะอนุมัติให้มีโทษประหารชีวิต ถ้าได้เสียงสนับสนุนในประชามติหรือกฎหมายที่ถูกเสนอผ่านรัฐสภาแม้สิ่งนี้จะทำให้การเจรจากับอียูของ ตุรกีสิ้นสุดลงก็ตาม.

 

มือปืนมะกันฆ่าคนแพร่คลิปลงเฟซบุ๊ก ยิงตัวตาย หลังขับรถหนีตร.ไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 02:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916872


ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรมชายสูงวัยในรัฐโอไฮโอและแพร่คลิปวิดีโอช่วงเวลาเกิดเหตุลงบนเฟซบุ๊ก ฆ่าตัวตายแล้ว หลังถูกตำรวจตามตัวเจอที่รัฐเพนซิลเวเนีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สตีฟ สตีเฟนส์ วัย 37 ปี ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรมนาย โรเบิร์ต ก็อดวิน อายุ 74 ปี ที่เมืองคลีฟแลนด์ ในรัฐโอไฮโอ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และโพสต์คลิปวิดีโอช่วงเวลาสังหารลงบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ฆ่าตัวตายแล้วหลังจากถูกตำรวจตามตัวเจอที่รัฐเพนซิลเวเนีย

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจใน 5 รัฐออกตามล่าตัวนายสตีเฟนส์ ก่อนการค้นหาจะขยายไปเป็นทั่วประเทศในวันต่อมา ตำรวจยังเสนอมอบรางวัลนำจับเป็นเงินสูงสุดถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.7 ล้านบาท) ด้วย

ล่าสุดในวันอังคารตำรวจรัฐเพนซิลเวเนียเปิดเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเบาะแสการพบเห็นบุคคลที่เจ้าหน้าที่กำลังต้องการตัวเมื่อเวลาประมาณ 11:00น. วันอังคารที่ 18 เม.ย. โดยรถยนต์ยี่ห้อ ฟอร์ด ฟิวชั่น สีขาวของผู้ต้องสงสัยถูกพบที่ลานจอดรถของร้านแมคโดนัลด์ ใกล้สถานีตำรวจท้องถิ่น ก่อนจะเกิดการขับรถไล่ล่ากันขึ้น

ตำรวจขับรถตามรถของนายสตีเฟนส์ไปไกลประมาณ 2 ไมล์ ก่อนจะขับรถพุ่งชนท้ายทำให้รถของนายสตีเฟนส์เสียการควบคุม “ในขณะรถหมุนเพราะเสียการควบคุม สตีเฟนส์ก็หยิบปืนพกออกมาและยิงตัวเองที่ศีรษะ” ตำรวจเพนซิลเวเนียระบุในแถลงการณ์

ด้านนาย แฟรงค์ แจ็คสัน นายกเทศมนตรีเมืองคลีฟแลนด์ ยืนยันในงานแถลงข่าวว่า พวกเขาได้ยุติเรื่องการค้นหาตัวนายสตีฟ สตีเฟนส์ แล้ว ขณะที่นาย คาลวิน วิลเลียมส์ ผู้บังคับการตำรวจเมืองคลีฟแลนด์ระบุว่า ไม่มีพลเรือนหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ ส่วนนายสตีเฟนส์ถูกประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่รู้ว่านายสตีเฟนส์ ซึ่งเป็นผู้จัดการของศูนย์ดูแลเด็กที่มีอาการป่วยทางจิต มีแรงจูงในใดในการก่อเหตุ โดยนายวิลเลียมส์กล่าวว่า “เราอยากควบคุมตัวสตีฟอย่างสันติ และพูดคุยจริงๆจังๆ กับเขา เพื่อหาว่าทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น หาว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนี้ และอะไรผลักดันให้เขาทำ”

อนึ่ง นายสตีเฟนส์ระบุในคลิปวิดีโออีกคลิปที่เขาโพสต์บนเฟซบุ๊กในวันที่เขาสังหารนายก็อดวิน ผู้เป็นพ่อลูก 10 และมีหลานอีก 14 คน ว่า เขาสติแตกจากหนี้การพนัน, การเลิกกับแฟน และเรื่องอื่นๆ

 

นายกฯ ผู้ดีเล็งจัดเลือกตั้งใหญ่ 6 มิ.ย. เสริมแกร่งแรงหนุน ‘เบร็กซิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916736


เธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศจะเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปให้เร็วขึ้นเป็นวันที่ 8 มิ.ย. นี้ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนแผนการเบร็กซิตของเธอ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 เม.ย. เธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรออกมาเรียกร้องของความสนับสนุนจากรัฐสภา ให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเร็วขึ้นจากกำหนดการเดิมในปี 2020 เป็นวันที่ 8 มิ.ย. นี้แทน โดยระบุว่า เป็นสิ่งจำเสริมแรงสนับสนุนแผนการพาประเทศออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือการทำ เบร็กซิต

นายกฯ เมย์ เปิดเผยเรื่องดังกล่าวที่หน้าสำนักงานของเธอบนถนนดาวนิง ในกรุงลอนดอน โดยระบุว่า ตอนแรกเธอไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการขอให้สภาสนับสนุนเรื่องการเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น แต่หลังจากคิดทบทวนอย่างหนักและยาวนานในช่วงวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์ที่เวลส์ เธอก็ตัดสินใจว่าการเลือกตั้งเร็วขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมั่นคง เพื่อหยุดการต่อต้านแผนเบร็กซิตของเธอ

ขณะที่มีหลายฝ่ายประหลาดใจกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายกฯ เมย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ย้ำมาตลอดว่า เธอไม่อยากถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปกับการหาเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า นายกฯ เมย์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงต่อต้านจากภายในพรรคของเธอเอง มีคะแนนนิยมสูงกว่าผู้ที่อาจเป็นคู่แข่งของเธอในพรรคฝ่ายค้านหลักอย่างพรรคแรงงานกว่า 20 จุด

ด้านนาง นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีสกอตแลนด์ระบุว่า การตัดสินใจเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปให้เร็วขึ้น เป็นการคำนวณทางการเมืองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ซึ่งอาจช่วนหนุนความพยายามผลักดันของเธอในการ ขอจัดการลงคะแนนเสียงประชามติเพื่อแยกสกอตแลนด์จากสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรกลายเป็นชาติยุโรปประเทศล่าสุดที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์มองว่า การเลือกตั้งที่ฝรั่งเศสในเดือนเม.ย. กับพ.ค. และการเลือกตั้งที่เยอรมนีในเดือนก.ย. อาจมีผลให้เกิดการพลิกโฉมการเมืองของยุโรปในช่วงเวลา 2 ปีของการเจรจาเบร็กซิตกับสหภาพยุโรป ซึ่งคาดกันว่าจะเริ่มต้นอย่างเร็วสุดในเดือนมิ.ย.

 

สยอง! หญิงวัยรุ่นเล่นโต้คลื่นที่หาดออสซี่ ถูกฉลามจู่โจมดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 22:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916720


วัยรุ่นหญิงวัยเพียง 17 ปี ถูกฉลามทำร้ายขณะเล่นโต้คลื่นที่ชายหาดแห่งหนึ่งในรัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 17 เม.ย. เกิดเหตุหญิงวัยรุ่นวัย 17 ปีคนหนึ่งถูกฉลามเข้าจู่โจมขณะที่เธอกำลังเล่นโต้คลื่นกับครอบครัวของเธอ ที่หาดในเมืองเอสเพอเรนซ์ ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถือเป็นเหตุฉลามทำร้ายคนเสียชีวิตครั้งที่ 3 ในรอบ 12 เดือนของรัฐนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 16:00น. ตามเวลาท้องถิ่น วัยรุ่นหญิงเคราะห์ร้ายถูกฉลามกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อหน้าต่อตาแม่และพี่น้องอีก 2 คน และถูกพาเข้าฝั่งโดยพ่อของเธอที่เล่นน้ำอยู่ด้วยกัน เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่แพทย์ไม่อาจยื้อชีวิตของเธอเอาไว้ได้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดำเนินการปิดชายหาดแห่งนี้เป็นเวลา 48 ชั่วโมงเพื่อการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กรมประมงท้องถิ่นเชื่อว่า ฉลามที่ทำร้ายวัยรุ่นหญิงรายนี้คือฉลามขาวยักษ์ เพราะนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เหตุฉลามทำร้ายคนจนเสียชีวิต ล้วนเกิดจากฉลามขาวยักษ์

ทั้งนี้ เหตุฉลามทำร้ายคนที่เกิดบ่อยทำให้เกิดการล่าฉลามขึ้นในหลายหาดของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ในปี 2014 โดยใช้เหยื่อล่อ และจับฉลามได้มากกว่า 170 ตัว แต่ไม่มีฉลามขาวยักษ์เลย การกระทำนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมของรัฐสั่งระงับการล่าฉลาม แต่ในปัจจุบัน ก็ยังมีหลายหาดที่ติดตั้งแหดักฉลามอยู่

 

สงกรานต์น้ำกรดในลอนดอน กลางคลับสาหัส 2 เจ็บ 10 ตร.ยันไม่ใช่ก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 เม.ย. 2560 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916426


วัยรุ่นใจร้อนเมืองผู้ดี สาดน้ำกรดกลางคลับใส่คู่อริ สาหัส 2 ราย เจ็บนับสิบ ตำรวจยืนยันไม่เกี่ยวก่อการร้าย นักวิเคราะห์เชื่อพฤติกรรมแก๊งเปลี่ยน พกน้ำกรดเสี่ยงถูกจับน้อยกว่าพกมีด

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เกิดเหตุสาดน้ำกรดใส่กันที่คลับแห่งหนึ่ง โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นคืนวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เหตุสาดน้ำกรดดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย  2 รายในนี้มีอาการสาหัส

ด้านโฆษกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกรุงลอนดอนเปิดเผยว่า มีการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสาดใส่กัน ภายในสถานบันเทิง “แมงเกิลคลับ” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงลอนดอน ซึ่งขณะเกิดเหตุมีผู้คนอยู่ในคลับราว 600 คน

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมายืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การก่อการร้ายหรือเกี่ยวข้องกับแก๊งใดๆ แต่เป็นผลมาจากการทะเลาะกันของคนสองกลุ่มในคลับ จนมีการสาดสารเคมีอันตรายใส่เหยื่อ 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนคนอื่นๆ ถูกน้ำกรดไปด้วยเพราะอยู่บริเวณใกล้เคียง และยังไม่มีการจับกุมตัวใคร

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรุงลอนดอนมีการใช้น้ำกรดเพื่อทำร้ายกันเพิ่มมากขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มีรายงานการใช้ของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนทำร้ายกันมากถึง 1,800 ครั้งในกรุงลอนดอน และปี 2559 มีการใช้สารเคมีร้ายแรงเพื่อก่ออาชญากรรม 454 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มี 261 ครั้ง นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าแก๊งอาชญากรรมต่างๆ ในลอนดอน อาจจะหันมาใช้น้ำกรดเป็นอาวุธในการก่ออาชญากรรมแทนที่จะใช้มีด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีทางอาญาน้อยกว่า

 

แรดนอเดียวพันธุ์หายากถูกสังหารในเนปาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 เม.ย. 2560 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/915646


เมื่อปีที่ผ่านมามีเหล่านักล่าสัตว์ผิดกฎหมายได้สังหารแรดนอเดียวในเขตอุทยานสัตว์ป่าแห่งชาติจิตวัน ในประเทศเนปาล โดยยังมีการลักลอบฆ่าเอานอแรดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเจ้าหน้าที่อุทยานรายงานว่าแรดพันธุ์ดังกล่าวเพิ่งถูกสังหารไปไม่กี่วันที่ผ่านมา แรดนอเดียวนั้นเป็นพันธุ์หายาก ที่อาศัยอยู่ในอุทยานสัตว์ป่าแห่งชาติจิตวัน ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์แรดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเนปาล

เจ้าหน้าที่อุทยานรายงานการชันสูตรศพพบว่าแรดโดนยิงและกระสุนปืนยังฝังอยู่ที่ศีรษะของมัน คาดการณ์ว่าพรานเถื่อนวางแผนมานานมาก การออกล่าและฆ่าแรดเนื่องจากมีรางวัลดึงดูดใจ โดยผู้จ้างวานจะรับซื้อในราคาสูง โดยเฉพาะขายให้กับผู้ซื้อในบางประเทศของทวีปเอเชีย เพื่อนำส่วนอวัยวะของแรดมาใช้สำหรับทำยาและแปรรูปเป็นเครื่องประดับ

ทั้งนี้ เนปาลเป็นถิ่นที่อยู่ของแรดมีประมาณ 645 แห่ง แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยประมาณ 600 แห่งในอุทยานแห่งชาติจิตวัน และขณะนี้เจ้าหน้าที่อุทยานกำลังย้ายแรดเพศผู้ 1 ตัวและแรดเพศเมียอีก 4 ตัวไปยังพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเนปาล โดยหวังว่าจะช่วยการสืบพันธุ์ให้จำนวนประชากรแรดเพิ่มขึ้น.

 

บสย.ปลื้มผลงานไตรมาส 1 ยอดค้ำเอสเอ็มอีพุ่ง 11,000 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 10:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917066


บสย.โชว์ผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อไตรมาส 1/2560 เป็นไปตามเป้าหมาย ชี้มาตรการรัฐดันยอดค้ำประกันสินเชื่อพุ่งกว่า 11,000 ล้านบาท หนุนเอสเอ็มอีใหม่เข้าถึงสินเชื่อกว่า 16,000 ราย…

นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการค้ำประกันสินเชื่อในไตรมาส 1/2560 ระหว่าง 1 ม.ค.–31 มี.ค. นั้น ประสบผลสำเร็จตามภารกิจช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน โดยอนุมัติวงเงินค้ำประกันสินเชื่อกว่า 11,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนรายการที่ บสย.อนุมัติรวม 19,271 รายการ แบ่งเป็น รายการจากพอร์ตค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย 15,193 รายการ พอร์ตค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีทวีทุน 2,287 LG และที่พอร์ตค้ำประกันสินเชื่ออื่นๆ มีจำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่เข้าถึงบริการค้ำประกันสินเชื่อ บสย.กว่า 16,000 ราย

ทั้งนี้ ผลดำเนินงานในไตรมาสแรกประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งเป็นผลจากความมุ่งมั่นในการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานตามแผนและนโยบายของรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ อีกทั้งรัฐบาลยังให้การสนับสนุนงบประมาณการค้ำประกันสินเชื่อหลายโครงการ อาทิ โครงการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย โครงการค้ำประกันสินเชื่อทวีทุน โครงการค้ำประกันสินเชื่อสตาร์ทอัพ/ อินโนเวชั่น โครงการความร่วมมือระหว่าง บสย. กับธนาคารของรัฐ รวมถึงความร่วมมือระหว่าง บสย. กับ 19 สถาบันการเงินพันธมิตร ที่ได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือพร้อม ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยไตรมาสแรกของปี บสย. สามารถอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรายย่อยผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย รวมกว่า 14,000 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ราย

นายนิธิศ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในไตรมาส 2 มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และตอบโจทย์แผนงานของรัฐบาลและกระทรวงการคลังเพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ โครงการสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีทรานฟอร์เมชั่นโลน รวมทั้งความร่วมมือระหว่าง บสย. กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงิน 15,000 ล้านบาท โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่กลุ่มสตาร์ทอัพ/ อินโนเวชั่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับ ธพว.

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในโครงการ Financial Literacy เสริมความรู้ทางด้านการเงินการบริหารจัดการต่างๆ และในระหว่างเดือน พ.ค.–มิ.ย.นี้ บสย. ยังมีการจัดงานมหกรรมเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งร่วมกับพันธมิตรทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อให้ความรู้ตลอดจนคำปรึกษาในการขอสินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใน 6 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร ราชบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ชัยภูมิ และสงขลา

กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวอีกว่า บสย.ยังมีกิจกรรมที่ร่วมกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดการขอสินเชื่อ และการค้ำประกันสินเชื่อ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ตลาดสดและย่านการค้าต่างๆ โดย  บสย. ร่วมกับธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการออมเงิน การทำบัญชี รายรับ รายจ่าย ฯลฯ ณ ตลาดที่ผู้กู้ค้าขาย เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. รวมถึงกิจกรรมที่ บสย.ร่วมกับ ธพว. เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีทรานฟอร์เมชั่นโลนในภูมิภาคต่างๆ ตลอดเดือน พ.ค.–มิ.ย.

ขณะเดียวกัน บสย. อยู่ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โดยยังได้ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงินพันธมิตร จัดกิจกรรมเผยแพร่โครงการต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นและผลักดันให้เกิดการใช้โครงการค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ ร่วมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งการพัฒนาระบบเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล เพื่อความสะดวกและลดขั้นตอนการทำงาน อาทิ การออกใบอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรายการผ่านระบบออนไลน์ ระหว่าง บสย.และธนาคารที่ร่วมโครงการ เพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสู่ Thailand 4.0

 

ทองเปิดตลาด ปรับลด 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917052


ทองเปิดตลาด 19 เม.ย. ปรับลด 50 ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 20,900 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,400…

วันที่ 19 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ แจ้งปรับราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,800 ขายออกบาทละ 20,900 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,420.52 บาท ขายออกบาทละ 21,400 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง ผิดหวังผลประกอบการธนาคาร-บริษัทใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 07:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916916


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันอังคาร โดยดาวโจนส์ร่วงหนักสุด จากความผิดหวังในผลประกอบการของธนาคาร โกลด์แมน แซคส์ และบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 18 เม.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 113.64 จุด หรือ 0.55% ปิดที่ 20523.28 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 6.82 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 2342.19 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 7.32 จุด หรือ 0.12% ปิดที่ 5849.47 จุด

ตลาดสหรัฐฯ อยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน ตามตลาดในยุโรป ที่ลดลงหลังจากนายกรัฐมนตรี เธเรซา แมย์ เรียกร้องให้จัดการเลื่อนการจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้เร็วขึ้น จากเดิมในปี 2020 เป็นในเดือน มิ.ย.ปีนี้ ในขณะที่ฝรั่งเศสจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในวันอาทิตย์นี้

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มธนาคารลดลงอย่างมาก นำโดย โกลด์แมน แซคส์ ที่หุ้นตก 4.7% หลังเปิดเผยว่า พวกเขามีรายได้ในไตรมาส 1 ที่ 5.15 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ ขณะที่บริษัทเวชภัณฑ์ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน หุ้นลดลง 3.2% เพราะมีรายได้น้อยว่าที่คาดเช่นกัน

 

รัฐเคลียร์ใจลดกระแสต้าน “อีอีซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/916845


ยันให้ฝรั่งเช่าที่ 99 ปีเป็นกฎหมายเดิมตั้งแต่ปี 42

รัฐบาลดิ้นแก้ต่าง “ให้ต่างชาติเช่าที่ดินอีอีซี 99 ปี” ระบุเป็นไปตามกฎหมายเดิมที่ต้องการดูดต่างชาติลงทุนตั้งแต่ปี 2542 ด้าน “อุตตม” ยัน ไม่ได้ให้สิทธิซี้ซั้ว ชี้ต้องลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กำหนด เล็งลงพื้นที่เคลียร์ใจชาวบ้าน ลุ้น “อีอีซี” โดยไม่กลัวต่อต้านเหมือนโรงไฟฟ้ากระบี่

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสการต่อต้านรัฐบาลเรื่องการยกที่ดินให้ต่างชาติเช่าทำธุรกิจเป็นเวลายาวนานถึง 99 ปีในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ระบุในร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกว่า สามารถให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปีนั้น ไม่ใช่ข้อยกเว้นในกรณีใหม่ หรือแตกต่างจากสิ่งที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายในปัจจุบัน เพราะแม้ว่า ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในมาตรา 540 จะกำหนดว่า การเช่าที่ดินของต่างชาติจะต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี แต่ใน ปี 2542 รัฐบาลในขณะนั้น เล็งเห็นความสำคัญของการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ และคิดว่าการลงทุนจะต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม จึงได้ออก พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งได้เพิ่มระยะเวลการเช่าให้ไม่เกิน 50 ปี และกำหนดต่อไปในมาตราที่ 4 ว่า เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าแล้ว ผู้เช่าและผู้ให้เช่าอาจตกลงต่อระยะเวลาการให้เช่าได้อีกไม่เกิน 50 ปี

“ทำให้ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยสามารถเช่าที่ดินเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมได้ 50 ปี ในรอบแรก และหลังจากนั้นเมื่อครบอายุสัญญาสามารถต่อสัญญาได้อีก 49 ปี รวมกันเป็น 99 ปี ซึ่งใน พ.ร.บ.อีอีซีได้ใช้ถ้อยคำลักษณะเดียวกันกับ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมปี 2542 โดยกำหนดว่า การเช่ารอบแรกต้องไม่เกิน 50 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วการเช่าต่ออายุรอบที่ 2 ต้องไม่เกิน 49 ปี ซึ่งไม่ได้ให้สิทธิ์ใหม่หรือให้สิทธิ์เพิ่มเติมแต่เป็นสิทธิ์เดิมที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่นำมาเขียนไว้ใน พ.ร.บ.อีอีซีก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและอ้างอิงได้ง่าย”

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค.นี้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเดินทางลงพื้นที่เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อีอีซีที่ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี เพื่อสร้างการรับรู้และให้เกิดการยอมรับของประชาชน และเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในการแสดงข้อคิดเห็นผ่านเวทีสาธารณะ และสื่อโซเชียลมีเดีย ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินโครงการอีอีซี จะไม่ซ้ำรอยโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ถูกต่อต้าน เพราะเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกิดการ ลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

“ในประเด็นการเปิดให้นักลงทุนชาวไทยและต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาวในอีอีซี ที่มีข้อสงสัยว่า มีการเปิดให้เช่ารอบแรก 50 ปี และขอต่ออายุสัญญาเช่าได้อีก 49 ปี รวมเป็น 99 ปีนั้น ขอยืนยันว่า ข้อ 1.เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันอยู่แล้วเกี่ยวกับการเช่าที่ดินระยะยาว ภายใต้ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 และข้อ 2.ในส่วนการเช่าที่ดินในอีอีซี ตามร่าง พ.ร.บ.อีอีซี พ.ศ….. ซึ่งกำหนดระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 50 ปี และอาจต่อสัญญาได้แต่ต้องไม่เกิน 49 ปีนั้น จะสามารถทำได้ในพื้นที่อีอีซีภายใต้การประกาศเขตอีอีซี ที่จะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการ, ประโยชน์หรือผลกระทบ และมาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมนุมชนไว้ก่อนหน้าแล้ว และกรณีที่ 3.หากเป็นการเช่าที่ดินในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ ที่กำหนดให้กรมธนารักษ์จัดให้หน่วยงานของรัฐ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ใช้ประโยชน์ หรือเอกชนเช่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่พัฒนาให้ดำเนินการได้ไม่น้อยกว่าครั้งละ 50 ปี และอาจต่อสัญญาอีกได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด”

นายอุตตม กล่าวต่อว่า ในส่วนของอีอีซีนั้น ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์เช่าที่ดินรอบแรก 50 ปี ต้องเป็นโครงการลงทุนที่ภาครัฐกำหนดไว้ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและต้องลงทุนใน 3 จังหวัดข้างต้น ซึ่งแต่ละรายอาจไม่ได้รับสิทธิ์ในสัญญาเช่าครบทั้ง 50 ปี เพราะคณะกรรมการอีอีซี จะพิจารณาเป็นรายโครงการ เงินลงทุน จำนวนการจ้างงาน ฯลฯ ขณะที่หากบางรายได้สิทธิ์เช่าครบ 50 ปี ตลอดอายุโครงการ ส่วนจะได้รับการต่อสัญญาเช่าเพิ่มอีก 49 ปีหรือไม่ คณะกรรมการอีอีซี ก็ต้องมีการพิจารณาว่า มีการลงทุนเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาเช่า 50 ปีแรกหรือไม่

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนบาห์เรน โดยจะลงนามความตกลง 4 ฉบับ อาทิ บันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร พิธีสารแก้ไขอนุสัญญาการหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีซ้อนและภาษีเงินได้ บันทึกความเข้าใจการร่วมมือด้านการศึกษา นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบท่าทีของไทยในการหารือกับรัสเซีย เพื่อเป็นกรอบในการประชุมคณะอนุกรรมการการค้าและความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ในการประชุมวันที่ 20-21 เม.ย.นี้ ที่กรุงเทพฯด้วย.