Three arrested in Satun with 200kg of marijuana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30309798

March 21, 2017 16:54
By The Nation

ผ่าสถานการณ์รัฐบาลทหาร “แก้เกม” ราคาข้าว : เข้มอำนาจ คุมเกมเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774371


ลมหนาวโชยมาสัญญาณว่าหน้าฝนกำลังจะผ่านพ้นไป ปฏิทินย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน

ฤดูกาลผันผ่าน วันเวลาเดินหน้า

หลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยก็พัฒนาไปตามระบบ ไม่มีอะไรสะดุดหยุดนิ่ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

รวมไปถึงประชาชน คนไทยส่วนใหญ่รู้หน้าที่เป็นอย่างดี

ในห้วงเวลาพิเศษที่ต้องกอดคอกันก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก

หลังจาก “องค์พ่อ” ผู้เป็น “เสาหลัก” ของบ้านเมืองเสด็จสู่สวรรคาลัย

และผ่านไป 20 กว่าวัน บรรยากาศที่พระบรมมหาราชวังยังเต็มไปด้วยประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” อย่างไม่ขาดสาย

เพียงแต่ความหนาแน่นลดลงไปกว่าช่วงแรกๆ

เพราะส่วนหนึ่งทางสำนักพระราชวังและกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) โดยกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครได้มีการจัดระเบียบการเข้าสักการะพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ

วางระบบคิว จัดการ “คัดกรอง” คนเป็นรอบๆและกำหนดเปิดปิดเป็นช่วงเวลา

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกของประชาชน รวมถึงการวางมาตรการรักษาความปลอดภัย ง่ายต่อเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจะปฏิบัติหน้าที่

ป้องกันผู้ไม่หวังดีแฝงเข้ามาก่อเหตุในช่วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

รวมถึงจิตอาสาก็มีการจัดให้ลงทะเบียนกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสำรวจสิ่งของที่ขาดและจำเป็น พร้อมแนะให้ผู้มีจิตศรัทธานำอาหารแห้งที่ไม่เสียง่ายมาบริจาค เพราะอากาศร้อน ทำให้ของสดเสียง่าย

อีกทั้งการขอความร่วมมือในการลดใช้โฟม เนื่องจากปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นหลายสิบตันต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นเศษอาหาร ขยะเปียกและโฟมที่ย่อยสลายยาก

ลำบากต่อการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมในภายหลัง

ขณะเดียวกัน ทาง กทม.ก็มีการขอคืนพื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อทำการปรับพื้นที่เตรียมการก่อสร้างพระเมรุ ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับเต็นท์ให้ประชาชนพักรอ เต็นท์จิตอาสาแจกจ่ายของบริจาคลดลงไปด้วย

ภาพความคึกคักจนถึงขั้นวุ่นวายลดโทนลงไป

ทุกอย่างถูกจัดเข้าระบบ เพื่อพระราชพิธีสำคัญ

ส่วนบรรยากาศทั่วไปก็เริ่มกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดอนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ ออกอากาศตามผังรายการเดิมได้

รวมถึงกิจกรรมทางด้านบันเทิง งานเทศกาลระดับประเทศ ระดับจังหวัด งานส่งเสริมเศรษฐกิจระดับจังหวัด งานเทศกาลพื้นบ้าน และการประชุมต่างๆ อาทิ งานบวช หรืองานแต่งงาน

สามารถกลับมาจัดกิจกรรมต่างๆได้เหมือนเดิม ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ หลังครบกำหนด 30 วันที่รัฐบาลขอความร่วมมือไว้

เพียงแต่มีการเน้นย้ำถึงความเหมาะสม

ทุกอย่างอยู่ในโหมดถูกบล็อกโดยอารมณ์ของสังคมไทย ในห้วงการสูญเสียครั้งสำคัญ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้สงบราบเรียบเสียทีเดียว

อย่างที่สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมแฝงอยู่ตามรอยร้าวความแตกแยก

จุดแรกเลยก็คือเหตุก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ปะทุขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัด ปัตตานี นราธิวาส สงขลา เกือบ 20 จุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งลอบยิง วางระเบิด โดยมีพลทหารพลีชีพไป 1 นาย

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ปฏิเสธว่า การก่อเหตุดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานคณะผู้แทนพิเศษของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

นำทีม “ครม.ส่วนหน้า” เดินทางลงพื้นที่เป็นครั้งแรก

ไฟใต้แทรกเข้ามากระตุกสถานการณ์ด้านความมั่นคง

แต่นั่นยังไม่ร้อนแรงเท่ากระแส “ข้าว” ราคาดิ่งเหวต่ำสุดในรอบ 10 ปี เป็นปมสั่นสะเทือนทั้งสถานการณ์ด้านการเมืองและโยงไปกระแทกภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ถึงขั้นทำให้ผู้นำเกิดอาการนั่งไม่ติด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องรีบเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าว ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

เคาะโต๊ะกัน 2–3 รอบ ก่อนดันตัวเลขรับจำนำ “ยุ้งฉาง” ตันละ 13,000 บาท

โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนแถลงเองเลยว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ จะได้เงินจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส.ตันละ 9,500 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาอีก 1,500 บาท

รีบอัดฉีดงบประมาณแก้ปัญหากันแบบทันทีทันควัน

แม้จะติดปัญหาคาราคาซัง สถานการณ์นัวเนียกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ตันละ 15,000 บาทของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังโดนคำสั่งทางปกครองเรียกเช็กบิลค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

เป็นโอกาสให้อีกฝ่ายแก้ต่างได้ รัฐบาลทหารก็ต้องรับจำนำเหมือนกัน

ที่อันตรายกว่านั้น มันสุ่มเสี่ยงมากกับการเปิดช่องให้พวกเสือหิว เสือโหย ฉวยจังหวะสถานการณ์ช่วงชุลมุน โยนงบฯลงไปกู้สถานการณ์ฉุกเฉิน

แฝงเป็นเหลือบเขมือบข้าวซ้ำรอยโครงการรับจำนำ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เทียบกับสถานการณ์เสี่ยงๆแบบที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยต้องส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ แนะนำให้ใช้ทั้งศาสตร์ และศิลป์ในการเจรจาทำความเข้าใจปมราคาข้าวไม่ให้มีการเคลื่อนไหว

รีบสกัดม็อบชาวนาตั้งแต่ต้นลม

จับอารมณ์มันก็ชัดเจนว่า รัฐบาลทหารที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก แต่ไม่เสี่ยงกับปมข้าวที่อาจจะลามเป็นประเด็นการเมืองมากระตุกแรงเสียดทาน คสช.

ถ้าปล่อยให้ลามถึงจุดนั้น ผลเสียหายอาจจะมากกว่าหลายเท่า

เรื่องของเรื่อง ตามโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่า สถานการณ์ข้าวราคาร่วงทะรูดทะราด เป็นยุทธศาสตร์ “สมรู้ร่วมคิด” กัน ระหว่างเจ้าของโรงสีกับนักการเมือง

สร้างเรื่อง ปั่นกระแสกระตุกขารัฐบาลท็อปบูต

และก็ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ คล้อยหลังจากถ้อยแถลงของผู้นำ ตามฉากล้อกันกับที่ประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.นั่งเป็นประธาน

มีการสั่งการให้ทหารออกตรวจโรงสีในต่างจังหวัด ทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลการเชื่อมโยงการทุบราคาข้าว

พร้อมขู่ ไม่ให้กดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา

ทหารเล่นบทดุตามสัญญาณผู้นำ บุกกดดันกันแบบถึงลูกถึงคน

นำมาซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้นิ่มๆจากสมาคมโรงสีข้าวไทยประกาศยุติบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของอุต-สาหกรรมข้าว และการค้าข้าวไทย

อ้างเพราะถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคม

ตามอารมณ์ก็ยิ่งตอกย้ำเสียงวิจารณ์ผู้นำ คสช.ผลักแนวร่วมไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด ทั้งพ่อค้าโรงสี นักการเมือง ชาวนา แม้กระทั่งสื่อมวลชน ที่ถูกตั้งแง่ว่าเสนอข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

อยู่ในขบวนการปั่นป่วนความมั่นคง

และโดยสถานการณ์ที่โยงกันเป็นฉากต่อเนื่อง ตามท้องเรื่องเคลียร์แรงเสียดทาน

กับการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลที่มีคำสั่งให้นักข่าวต้องแสดงตัว แสดงเอกสารจากต้นสังกัดในการแลกบัตรเข้าทำข่าว

ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเล็กๆ แต่มันแฝงปมทางใจของคนเป็นใหญ่

นั่นก็เพราะมีการตั้งข้อสังเกตในหมู่สื่อมวลชนถึงมาตรการที่ออกมา มุ่งเฉพาะเจาะจงไปที่นางยุวดี ธัญญสิริ หรือ “เจ๊ยุ” นักข่าวอาวุโสระดับตำนานทำเนียบรัฐบาล

คนที่เป็นข่าวมีคิวพูดผิดหู สร้างความขุ่นเคืองให้ผู้นำมาเป็นระยะ

ถึงจังหวะกำจัดเสี้ยนหนาม “เจ๊ยุ” ต้องเก็บของกลับบ้าน

โดยสถานการณ์ที่ผู้นำรัฐบาลระแวงไปทุกจุดต้องสงสัยที่แฝงแนวร่วมฝ่ายต้าน

ตามเงื่อนเวลาที่เดินมาถึงช่วงท้ายๆของรัฐบาล คสช. ทหารใกล้หมดเทอม ในโหมดที่นักการเมืองก็ต้องขยับเดินกระแสเตรียมการเลือกตั้ง ตามเงื่อนปฏิทินเวลาที่ประกาศไว้ในโรดแม็ป คสช.

ต่างฝ่ายต่างต้องเบียดชิงกระแสกันตามเกม

และแน่นอนมาถึงนาทีนี้ ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ คงจะไม่สนใจเงื่อนไขอะไรมากไปกว่าการประคองแรงกระเพื่อมให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะนิ่งได้

แบบที่เจ้าตัวได้ขอร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคองสถานการณ์ก้าวผ่านช่วงยากลำบากของประเทศ

นั่นหมายถึงที่สุดเลย ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ความชอบธรรม

ตามเหลี่ยมที่รัฐบาล คสช.จะอ้างเงื่อนไขในการยกระดับความเข้มในการใช้อำนาจพิเศษ

เพื่อความจำเป็นของภารกิจสำคัญอย่างยิ่งยวด

ในการอารักขาช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศ.

“ทีมการเมือง”

 

ดราม่าแย่งมวลชนคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/774241


แย่งซีน ชิงพื้นที่สื่อคืนทันทีทันใด

กับช็อตที่ “อดีตนายกฯปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ เยี่ยมให้กำลังใจชาวนาที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

ไม่ยอมน้อยหน้า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่เพิ่งสวมบทพระเอกออกมาตรการซับน้ำตาชาวนา “จำนำยุ้งฉาง” การันตีราคาข้าวหอมมะลิตันละ 13,000 บาท

นางสิงห์กระชากเรตติ้งคืนทันควัน ไม่ยอมเสียยี่ห้อ ให้ใครลบเหลี่ยมโครงการจำนำข้าว โปรเจกต์ชิ้นโบแดงของรัฐบาล “อดีตนายกฯปู”

เจอจัดเต็มช็อตดราม่าทุกรูปแบบ ท็อปบูตได้แค่มองตาปริบๆ ตามไม่ทันเกมเซียนการตลาดระดับมืออาชีพของทีมงานนายใหญ่

ทั้งฉากการให้กำลังใจปลอบขวัญชาวนาให้ต่อสู้วิกฤติราคาข้าว การควักกระเป๋าซื้อข้าวสารและข้าวเปลือกจากชาวนาโดยตรง

บทดราม่าซับน้ำตากระดูกสันหลังของประเทศ มาถูกที่ ถูกจังหวะ ในยามราคาข้าวดิ่งเหว

โดยเฉพาะช็อตน้ำตาร่วง ช่วงตอบคำถามชาวนา จ.ศรีสะเกษ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่รู้จะชดใช้ยังไงหมด เพราะเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก” เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท ในโครงการรับจำนำข้าวให้รัฐบาล

โชว์ซีนซึ้งๆเลี้ยงกระแส มัดใจชาวนาอยู่หมัด ถึงขั้นขอร่วมลงขันช่วยสมทบทุนให้ “อดีตนายกฯปู” นำเงินไปจ่ายค่าปรับในโครงการจำนำข้าว

ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังมีต้นทุนสำหรับเกษตรกรในสังคมชนบทอยู่เต็มหน้าตัก ท็อปบูตยังไม่สามารถแกะโลโก้พรรคเพื่อไทยออกจากชนชั้นรากหญ้าได้สำเร็จ

ตามภาพข่าวที่ปรากฏตามหน้าสื่อ ในฉากที่ “อดีตนายกฯหญิง” อยู่ในห้อมล้อมของชาวนา บางรายร้องไห้เข้ามากอด เรียกร้องอยากให้มี “โครงการจำนำข้าว” กลับมาเหมือนเดิม

แม้จะถูกเหน็บแนมเป็นการจัดฉากลงพื้นที่ แต่ก็ทำให้คนฝั่งรัฐบาลออกอาการลนลาน เกิดอารมณ์ขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด

จากท่วงทำนองของ “บิ๊กตู่” ที่พูดถึงกรณีนักการเมืองช่วยซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงว่า “ทำได้ แต่อย่าสร้างภาพ ขอให้ช่วยซื้อจริงๆ ไม่ใช่พอนักการเมืองไปแล้ว ประชาชนจะมาซื้อ คนขายก็ขนของหนีไปหมดแล้ว”

กระทั่งการประชดประชันของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ที่ท้าทายให้ “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” รับซื้อข้าวจากชาวนาทั้งประเทศ

หรือการค่อนขอดของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ในทำนองทำเพื่อโหนกระแส สร้างเรื่องดราม่า เพื่อกลบความผิดเรื่องคดีความในอดีต

สะท้อนปรากฏการณ์ ท็อปบูตออกอาการผวาการเดินเกมชิงมวลชนคืนของพรรคเพื่อไทย

ในยามที่ทั้งฝ่าย คสช.และพรรคเพื่อไทย ต่างงัดกลยุทธ์ดึงชาวนาเป็นพวกในฐานะฐานอาชีพหลักของคนไทย

ตามสถานการณ์ที่ฝั่งรัฐบาลทุบกระปุกทุ่มงบฯ 20,000 ล้านบาท ออกมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” ดันราคาข้าว ปลดแอกชาวนา

คู่ขนานกับการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนกลางจับเข่าเจรจา “โรงสี–ชาวนา” ไม่ให้มีการกดราคาข้าว การให้กองทัพรับซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง การเปิดค่ายทหารและหน่วยราชการให้ชาวนามาขายข้าว และการวางแผนผลิตข้าวในระยะยาว

อัดมาตรการระยะสั้นและยาว ตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ปมราคาข้าวลุกลาม แฝงด้วยการบั่นคะแนนนิยม “ยิ่งลักษณ์” ไปในตัว

ขณะที่ฝั่ง “อดีตนายกฯปู” ต้องเร่งลงพื้นที่รักษาฐานเสียงส่วนใหญ่ ปูทางรับเลือกตั้งปลายปี 2560

แก้เกมในสถานการณ์ถูกรุกไล่ ตามสถานการณ์คดีสำคัญใกล้ถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็ม จากกรณีถูกเรียกค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท

และคดีความโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งลงมติถอดถอน นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร และ นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี สองอดีต ส.ส.เพื่อไทย

จากกรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และการสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ถูกขึ้นบัญชีเว้นวรรคการเมือง 5 ปี เป็นรายล่าสุด

เครือข่ายนายใหญ่ ไม่ว่าระดับบิ๊กเนม และโนเนมต่างถูกเด็ดปีก ร่วงเป็นทิวแถวก่อนถึงวันเลือกตั้ง

ยังไม่นับรวมกติกาใหม่จากร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นคุณต่อนักเลือกตั้งอาชีพ

รวมทั้งกฎหมายลูกที่มีเงื่อนไขคุมเข้มคุณสมบัติผู้สมัครเลือกตั้ง ส่อเค้าตัดสิทธิคนติดแบล็กลิสต์คดีถอดถอน และคดีทุจริต ห้ามลงสนาม

ตลอดจนกติกาหยุมหยิมอีกสารพัดในการกลั่นกรองคนเข้าสู่ถนนการเมือง

ถึงเวลานั้นทีมนายใหญ่จะเหลือแนวร่วมกอดคอลงสนามกี่คน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ระอุไล่หลังชนวนข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/773146


อย่างน้อยๆก็ได้เห็นปรากฏการณ์ดีงามของคนไทย ในห้วงเวลาแห่งความโศกเศร้า

นอกจากภาพของบรรดา “จิตอาสา” เต็มท้องสนามหลวง จัดเต็นท์บริการอาหารการกิน น้ำดื่ม ชุดแต่งกาย รองเท้า ย้อมผ้า แก่ประชาชนที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ หน้าพระบรมโกศ

ช่วยเหลือเกื้อกูล เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ภาพดีๆคนไทยออกสู่สายตาชาวโลก

ไม่เท่านั้น ในภาวะที่เกิดวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาตกทุกข์ได้ยากกับรายได้ที่หดหาย ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการรวมกลุ่มสีข้าวบรรจุถุง ทั้งเร่ขาย โพสต์โซเชียลมีเดีย ขายตรงทางออนไลน์

พอมีข่าวออกมา ผู้คนแห่กันติดต่อขอซื้อข้าว

นอกจากได้ของใหม่สดจากแหล่งผลิต ยังถือว่าให้กำลังใจ “กระดูกสันหลังของชาติ”

หลังจากที่รัฐบาลนำร่อง เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” จัดงบฯจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส. เงินช่วยค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาตามที่นบข.เสนอ

สรุปตัวเลขเคาะทะลุ 13,000 บาทต่อตัน เบรกชนวนข้าวไม่ให้ลุกลาม

อีกทางหนึ่งภาคส่วนต่างๆ ตื่นตัวสนับสนุนชาวนา ทั้งกระทรวงมหาดไทย สั่งการด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือ ดูแลปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล

กระทรวงเกษตรฯสั่งการสหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก เตรียมความพร้อมในการจัดสต๊อกข้าวร่วมกับภาคเอกชน ในภาคอีสานและภาคเหนือ

โดยรับซื้อข้าวจากชาวนา 2.5 ล้านตัน ผ่านสหกรณ์ 47 แห่ง

ขณะที่อีกหลายหน่วยงาน ประกาศสนับสนุนโดยตรง นำโดยกองทัพบก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.สั่งการให้หน่วยทหารที่ต้องจัดหาข้าวเลี้ยงกำลังพลกว่า 1 แสนราย ระดมสั่งซื้อ

กระทรวงอุตสาหกรรมประสานโรงงานอุตสาหกรรม 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศช่วยซื้อข้าวจากชาวนา

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ จัด “เทศกาลข้าวไทย ร่วมใจช่วยชาวนา” จนถึง 24 พ.ย.59 ที่ตลาด อ.ก.ต. สวนจตุจักร

รวมทั้งเปิดเว็บไซต์ อ.ต.ก.สั่งซื้อข้าวและบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน

นอกจากนี้ ส่วนหลายจังหวัด เปิดศาลากลางจังหวัดเป็นที่รับซื้อขายทั้งข้าวสารและข้าวเปลือก เช่นเดียวกับบริษัท ห้างร้าน ภาคเอกชน ปั๊มน้ำมัน กระทั่งสถานศึกษา ทั้งรับซื้อข้าว ทั้งเปิดพื้นที่ให้ขายข้าว

ทุกภาคส่วนร่วมอุ้มชาวนา แสงแห่งความหวังผุดขึ้นมาในบ้านเมือง

กระทั่งขั้วการเมือง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ออกเดินสายไปในจังหวัดทางภาคอีสาน เพื่อรับฟังทุกข์สุขชาวนา ถึงไม่วายถูกมองแฝงนัยของเกมฉายภาพ โยงเปรียบเทียบนโยบายแก้ปัญหาราคาข้าว

แต่ก็เป็นคิวที่ปฏิเสธไม่ได้ ในเรื่องทุกข์สุขของกองเชียร์ฐานเสียง

ในอีกจังหวะที่ต้องสู้หลังพิงฝาจากคิวถูกไล่บี้ในปม “จำนำข้าว”

กระนั้นก็ดี ผลข้างเคียงจากที่รัฐบาลเร่งมาตรการช่วยเหลือก็มีตามมา โดยเฉพาะการประกาศถึงสาเหตุราคาข้าวตกต่ำ นอกจากพูดถึงเรื่องผลผลิตล้นตลาด ยังมีสุ้มเสียงเข้มๆ

ในปม “นักการเมือง” จับมือ “โรงสี” กดราคาข้าว ดิสเครดิตรัฐบาล

กระทั่งมีสัญญาณสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และทหาร ลงสำรวจข้อมูลในแต่ละพื้นที่ นอกเหนือไปจากประเด็นความเดือดร้อนของชาวนา

ยังเหมือนพุ่งเป้าที่โรงสี ในเรื่อง “กดราคา” และวาระแฝงการเมือง

จนล่าสุดสมาคมโรงสีข้าวไทยที่มีสมาชิกทั่วประเทศ 1 พันราย ใน 50 จังหวัดที่มีการปลูกข้าว ประกาศยุติบทบาทในการร่วมเป็นคณะกรรมการเรื่องข้าวชุดต่างๆ

ยกเหตุทำนองน้อยใจ กระแสสังคมตราหน้าว่าเป็น “ผู้ร้าย”

ทั้งที่สมาคมยืนยันจุดยืน ดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล ยึดหลักชาวนาต้องมาก่อน รวมทั้งปฏิเสธกระแสข่าว โรงสีร่วมมือกับฝ่ายการเมือง กดราคาเพื่อหวังผลดิสเครดิต

เอาเป็นว่า สถานการณ์ราคาข้าวน่าจะบรรเทาไปได้ ถึงแม้จะแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่จะมีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจากการปลูกข้าวนาปรังในฤดูกาลที่จะมาถึง

เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมตัวรับมือ บริหารจัดการ รวมทั้งเร่งมาตรการแก้ปมข้าวในระยะยาว

แต่ที่น่าจะเป็นเรื่องเหมือนกัน จากท่าทีของโรงสี และน่าจะตามมาด้วยพ่อค้าข้าวที่เริ่มมีแรงกระเพื่อมจากการชี้เป้า กลายเป็นหัวเชื้อความไม่พอใจ

เปิดช่องกลเกม “การเมือง” แฝง เสี่ยงเป็นแนวร่วมเขย่าอำนาจพิเศษ

เป็นอีกปมระอุที่ “บิ๊กตู่” ต้องรีบเคลียร์ โดยเฉพาะการจำแนกแยกแยะ ตรวจสอบข้อมูล โฟกัสเป้าหมายให้ชัด ก่อนตั้งข้อสงสัยเหมารวม

กลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่ต้องเร่งดับชนวนเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ความหวังที่ผุดขึ้นมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 3 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/772191


เคาะไปเคาะมา ทะลุ 13,000 บาทต่อตัน

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหัวหน้าคสช. ต้องเป็นคนแถลงออกอากาศเองเลยว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ “จำนำยุ้งฉาง”

จะได้เงินจำนำข้าวหอมมะลิจาก ธ.ก.ส.ตันละ 9,500 บาท เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพตันละ 2,000 บาท ค่าขึ้นยุ้งฉางและเก็บรักษาอีก 1,500บาท

ไม่ถึงขั้นรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 15,000 บาท เหมือนอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

แต่มันก็คือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนาที่ทุกรัฐบาลหนีไม่ออก บอกกันตรงๆไม่ได้ว่ามันคือวิธีการแทรกแซงกลไกการตลาด

วิถีธรรมชาติของเมืองเกษตรแบบประเทศไทย

แน่นอนว่า ผลกำไร ขาดทุน ตัวเลขความเสียหายคิดกันลำบาก เพราะ

มันแปรกลับมาในรูปชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่ ชาวนา

นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าตะขิดตะขวงใจสำหรับรัฐบาลทหาร คสช.

เพราะอีกทางหนึ่งสถานการณ์ข้าวกำลังเป็นเดิมพัน ตามเงื่อนไขสำคัญในคดีที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนไล่เช็กบิลให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวด้วยเงินมหาศาล 3.5 หมื่นล้านบาท

เรื่อง “ข้าว” กับการเมืองเลยพัวพันนัวเนียแกะออกจากกันไม่หลุด

เป็นจุดอันตรายที่ทุกรัฐบาลไม่กล้าท้าทายอารมณ์เดือดร้อนของชาวนา แม้แต่รัฐบาลทหาร คสช.ที่ว่าอำนาจแน่นปึ้ก ก็ไม่เสี่ยงลองของ

แบบที่กระทรวงมหาดไทยต้องส่งหนังสือด่วนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ให้ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการเจรจาทำความเข้าใจปมราคาข้าว

รีบสกัดม็อบชาวนาเคลื่อนไหวแต่ต้นลม

ก่อนจะเคาะโต๊ะมาตรการ “จำนำยุ้งฉาง” เคลียร์สถานการณ์จบภายในช่วงแค่ 2–3 วัน

นั่นก็ชัดเจนว่า ทหารก็กลัวปัญหาข้าวบานปลายเป็นแรงเสียดทาน

แต่จุดที่น่าจะนำมาศึกษาเป็นบทเรียนจากปรากฏการณ์ข้าวราคาตกทะรูดทะราด สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่วนไปวนมาในอ่าง

คำตอบของปัญหาโลกแตกเรื่องข้าวที่แก้ไม่ตก

ชัดเจนสุดก็คืออาการลนๆของคนในรัฐบาล คสช.

ตั้งแต่นาทีแรกก็โทษนักการเมืองขั้วอำนาจเก่าจับมือกับพ่อค้าเจ้าของโรงสี โยนชาวนาไม่ยอมปรับตัวลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่น ตั้งแง่สื่อมวลชนประโคมข่าวทิ่มแทงรัฐบาล

โบ้ยก่อนเลย ยังไม่ทันเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ด้วยซ้ำ

ทำให้ถูกวิจารณ์ ถนัดแก้ตัว แต่ไม่ชอบแก้ไข

ไม่ใช่แต่รัฐบาลที่ออกอาการไปไหนไม่ถูก ในมุมของชาวนาเองก็จ้องแต่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ เรียกร้องทวงคืนโครงการรับจำนำข้าว

ไม่คิดช่วยตัวเองก่อน เอาแต่คอยให้คนอื่นมากู้สถานการณ์

ทั้งๆที่ปัญหาข้าวราคาตกแบบนี้ก็เคยประสบกันมาแทบจะปีเว้นปี ก่อนที่อดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอัดฉีดโครงการรับจำนำตันละ 15,000 บาท

“กระดูกสันหลังของชาติ” จึงถูกมองว่าชินกับการรับความช่วยเหลือจนเคยตัว

ภาพออกมาไม่สวยทั้งชาวนาและรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางวังวนของปัญหาโลกแตกเรื่องข้าว มหากาพย์เรื่องเก่าๆของรัฐบาลและชาวนา

มันก็มีปรากฏการณ์แห่งความหวังผุดขึ้นมา

เมื่อได้เห็นอาการกระตือรือร้นของคนรุ่นใหม่ ลูกชาวนา นักศึกษา คนวัยทำงาน มีความคิดช่วยพ่อแม่ขายข้าวที่ปลูกเอง เพื่อกู้สถานการณ์ราคาข้าว โดยใช้ช่องทางผ่านการบอกปาก ต่อปากกันในกลุ่มคนรู้จัก โดยเฉพาะการขายข้าวผ่านโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม

เป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยตัดกลไกของพ่อค้าคนกลาง

ที่สำคัญได้ประโยชน์ทั้งชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ได้ราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคก็ได้ซื้อข้าวราคาถูกกว่าข้าวถุงตามห้างสรรพสินค้า

และโดยสถานการณ์ “นำร่อง” ทำให้เห็นแนวโน้มในอนาคต การปลูกข้าวจะทำเท่าที่บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็เอามาขายในราคาที่เป็นธรรม

ชาวนาแบ่งพื้นที่นาปลูกพืชอื่น ทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อสลับการสร้างรายได้ทั้งปี เป็นการแก้ปัญหาวงจรราคาข้าวในระยะยาว

ความหมายของคำว่า “พอเพียง” ชัดเจนเองโดยอัตโนมัติ

สถานการณ์กลายเป็นคำตอบ ปรัชญาของ “พ่อ” มีการสานต่อแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

ผลักอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 2 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771051


ถนนทุกสายยังมุ่งสู่พระบรมมหาราชวัง

คลื่นพสกนิกรจากทั่วสารทิศยังหลั่งไหลเข้าถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ไม่ขาดสาย ผู้คนยังเต็มท้องสนามหลวงทุกวัน

ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงตามสถานการณ์

ล่าสุดสำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าชมความงดงามของวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว เป็นวันแรก

แต่เน้นให้แต่งกายสุภาพในโทนสีดำ ขาว และสำรวมกิริยา

ในขณะที่มีสัญญาณจากรัฐบาล คสช. เตรียมอนุญาตให้รายการโทรทัศน์ วิทยุ สามารถดำเนินการตามผังรายการปกติ รวมถึงการจัดกิจกรรมมหรสพ การแสดงดนตรี ตั้งแต่หลังวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งครบกำหนด 30 วันที่รัฐบาล คสช.ได้ขอความร่วมมือให้งดกิจกรรมความบันเทิง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม

เป็นเรื่องของกาลเทศะที่ทุกฝ่ายย่อมเข้าใจในวิถีปฏิบัติโดยธรรมชาติของห้วงเวลาพิเศษ ภายใต้สถานการณ์ความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป

โดยเฉพาะมุมของเศรษฐกิจที่ต้องหมุนต่อเนื่อง

และที่ดูจะเหมือนจะซาๆลงไป แต่โดยบรรยากาศทางการเมืองก็ยังเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ลามมาจากเชื้อความขัดแย้ง กระตุกแรงเสียดทานรัฐบาล

สถานการณ์เดิมพันโยงไปถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่อยู่ในขั้นรอประกาศใช้

ตามปรากฏการณ์แบบที่ “ไม่พูดไม่ได้” ในอารมณ์ตั้งใจของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดหน้าโซ้ยกลับอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่พูดบิดเบือนประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปแล้ว มีบทบัญญัติให้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นไปตามกลไกตลาด ใครจะไปช่วยเกษตรกรไม่ได้

จำนำข้าวก็ไม่ได้ ประกันราคาข้าวก็ไม่ได้

นายมีชัยด่าเลยว่า เป็นการตั้งใจหลอกให้ชาวบ้านเข้าใจผิดในสาระสำคัญ

“ซือแป๋” ออกโรงการันตีร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ไม่ได้ห้ามรัฐบาลช่วยชาวนา ในจังหวะราคาข้าวตกต่ำทำชาวนาระทม มันก็ชัดว่า “ปมข้าว” เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวจริงๆ

แบบที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจต้องช่วยกันประคองอารมณ์ชาวนา

ถึงแม้จะตะขิดตะขวงใจไม่น้อย แต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

ก็ต้องรีบเคาะโต๊ะมาตรการกู้สถานการณ์ราคาข้าวดิ่งเหวในรอบ 10 ปี

เจียดงบประมาณ 8.6 พันล้านบาท เดินโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเหนียวปี 2559/60 ในราคา 11,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก เริ่มดำเนินการทันทีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2560

โดยใช้คำว่า “จำนำยุ้งฉาง” แทนคำว่า “จำนำข้าว”

เพื่อไม่ให้ไปล้อกับผลงานฉาวๆของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังโดนเช็กบิลให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท

แต่แน่นอน ไม่ว่าจะ“จำนำยุ้งฉาง” หรือ “จำนำข้าว” โดยกระบวน การมันก็คือการแทรกแซงกลไกการตลาด ทำให้ราคาไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

หนีไม่พ้นเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายยกเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลและปั่นกระแสนอกศาล

ซึ่งนั่นยังไม่น่าจับตาเท่ากับสถานการณ์เปิดแนวรบ ตามธงของรัฐบาลมุ่งกล่าวหาผู้ประกอบการโรงสีจับมือกับนักการเมืองขั้วอำนาจเก่า ป่วนสถานการณ์ข้าวกดดันรัฐบาลทหาร คสช.

ส่งทหารไล่บี้กดดัน ขู่ไม่ให้กดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา

ขณะที่ฟังเสียงสะท้อนอีกมุมหนึ่งของผู้ประกอบการที่บอกซื้อข้าวราคาสูงจากชาวนาได้

แต่ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้การันตีตรงจุดนี้

ที่สำคัญ มันเป็นกลไกตลาดที่ถูกบิดเบือนมานับ 10 ปี เพราะที่ผ่านมาโรงสีก็เป็นแค่รับจ้างเก็บรักษาข้าวในโครงการรับจำนำให้ รัฐบาล โดยที่รัฐบาลบริหารจัดการเรื่องการขายทอดตลาด กำหนดราคาในการระบายเอง

แล้วอยู่ๆจะให้โรงสีมาทำธุรกิจรับซื้อข้าวจากชาวนา แล้วทำการจำหน่ายข้าวสารเอง

ใครจะเสี่ยงลงทุน ทั้งๆที่รู้ว่าขาดทุนแน่ๆ

เรื่องของเรื่อง ถ้าพูดกันตรงๆว่าเป็นไปตามกลไกตลาดโลก และที่สถานการณ์ยากเข้าไปอีกก็เพราะเรื่องมันโยงกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่ยังคาราคาซัง

ฟังแล้วยังเข้าใจมากกว่า โบ้ยให้โรงสีจับมือกับนักการเมืองฝั่งตรงข้าม โทษชาวนาไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นทำให้ข้าวล้นตลาด แม้แต่สื่อมวลชนก็เสนอข่าวมีวาระแฝงทิ่มแทงรัฐบาล

นักการเมือง พ่อค้า ชาวนา สื่อ ถูกผลักไปอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด

สุดท้ายใครจะอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาล.

ทีมข่าวการเมือง

 

เรื่องจริงที่ปวดร้าว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 1 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769961


วาระร้อนๆด่วนจี๋เลย

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อเคลียร์สถานการณ์ข้าวราคาตกต่ำแบบทะรูดทะราด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จับทางจากถ้อยแถลงของผู้นำก่อนเข้าวาระประชุมที่ฟันธงเลยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก 2 ประเด็นคือ การปรับโครงสร้างการเกษตรที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบวงจร ยังมีปัญหาอยู่ยังทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

และการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งมีการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองในพื้นที่ ร่วมกับโรงสีบางโรงสี ในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล

ผู้นำคาใจ ปมร้อนราคาข้าวแฝงเหลี่ยมการเมือง

สอดรับในทิศทางเดียวกับที่ประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช.ที่ พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.เป็นประธาน

โดย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. แถลงว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้ติดตามตรวจสอบความเดือดร้อนของชาวนาจากปัญหาราคาข้าว จากสภาพการณ์ในขณะนี้ อาจมองได้ว่า ปัญหาราคาข้าวในปัจจุบันมีความไม่ปกติ

อาจมีกระบวนการสร้างกลไกราคาเทียมซ้ำเติมเกษตรกร เพื่อหวังผลทางการเมือง

ซึ่ง คสช.โดยกองกำลังรักษาความสงบ จะเข้าช่วยตรวจสอบการรับซื้อข้าวของโรงสีในพื้นที่ต่างๆและรับฟังข้อมูลจากเกษตรกรในทุกพื้นที่ รวมทั้งร่วมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเสนอเป็นข้อมูลให้รัฐบาลนำไปพิจารณาบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นโดยด่วน

ท็อปบูตรับมุกผู้นำ ไล่บี้โรงสีที่รับงานป่วนการเมือง

ขณะที่สถานการณ์อีกด้าน นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ ย้ำให้ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการแนวทางแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งป้องกันการร้องเรียนและการเคลื่อนไหวต่างๆ

มหาดไทยรีบสกัดม็อบชาวนาประท้วงตั้งแต่ต้นลม

รัฐบาลทหาร คสช.เบรกแรงเสียดทาน โดยเน้นไปที่แก้เหลี่ยมทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง ปมข้าวร้อนๆไหลเข้าเหลี่ยมฝ่ายกองหนุนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จากการถูกคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

ได้โอกาสเบิ้ลกลับรัฐบาล คสช. เป็นตัวการก่อความเดือดร้อนให้ชาวนา

เขี่ย “หัวเชื้อ” กระพือไฟต้านรัฐบาลทหาร

และโดยสถานการณ์เหมือนจะเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก ในอารมณ์แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม หงุดหงิดคำถามนักข่าวว่าด้วยสถานการณ์ราคาข้าวที่ถูกกว่าราคาปุ๋ย

โบ้ยส่งเลยว่า ถ้าข้าวถูกกว่าปุ๋ย ก็ไปขายปุ๋ยแทน

มันยิ่งเสี่ยงไปกระตุกอาการแค้นใจของชาวนาที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ท่ามกลางเสียงครหาในโลกโซเชียลฯ รัฐบาลทหาร คสช.มัวแต่อุ้มกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ เริ่มมีเครื่องหมายคำถามถึงโครงการ “ประชารัฐ” ที่รัฐบาลดึงบริษัทเอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

แต่เกษตรกรชาวนาชาวไร่ไม่ได้อะไร ในเมื่อเอกชนล็อกไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำไปยันปลายน้ำ จัดการหมดทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ไปยันการวางตลาดขาย

บวกลบคูณหาร สุดท้ายกำไรก็ไหลไปกองอยู่กับนายทุน

ตรงกันข้ามกับสภาพ “ใกล้สูญพันธุ์” ของเกษตรกร อย่างที่เห็นภาพข่าวชาวนาในจังหวัดพิจิตรกอดขาปลัดกระทรวงพาณิชย์ น้ำตานองขอร้องให้ช่วยเหลือสถานการณ์ข้าวราคาตกต่ำ

ตอกย้ำด้วยข่าวชาวนาในจังหวัดชัยนาท และอีกหลายจังหวัด ขึ้นป้ายขายที่นาราคาถูกเพื่อนำเงินไปใช้หนี้จากที่กู้ยืมมาลงทุนปลูกข้าว เพราะถึงจะไม่ขาย ปล่อยไปแบบนี้ที่นาก็ต้องถูกยึดอยู่ดี

ชาวนากำลังทิ้งแผ่นดินปลูกข้าว

ความจริงที่ปวดร้าว สวนกับกระแสพระราชดำรัสของ “พ่อ”

“ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปีประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”.

ทีมข่าวการเมือง

 

ประเมิน“โรดแม็ป”ในห้วงสถานการณ์พิเศษ : อำนาจพอเพียง ประคองประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767822


กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ตามปรากฏการณ์ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประชุมพิเศษเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยเปิดให้ผู้แทนประเทศต่างๆขึ้นกล่าวสดุดี “พระราชา” ของราชอาณาจักรไทย เป็นเวลานานกว่า 15 นาที และมีการถ่ายทอดผ่าน webcast ของสหประชาชาติไปทั่วโลก

แน่นอนว่า การจัดประชุมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก

นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงใน “องค์พ่อของแผ่นดิน” อันเป็นที่รักของพสกนิกรชาวไทย

ในอารมณ์แห่งความปลื้มปีติที่มาช่วยบรรเทาอาการ “ใจหาย” ของประชาชน ยามเมื่อได้ยินได้ฟังเสียงปี่กลองประโคมย่ำยาม และเสียงสวดพระพิธีธรรม

ช่วงเวลาแห่งการทำใจ คนไทยยังคิดถึงพ่อทุกวัน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง น้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความสามัคคีที่ฟื้นกลับคืนมา

“จิตอาสา” ผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง

นักเรียน นิสิต นักศึกษา จนถึงวัยทำงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ แสดงตนเป็นพลเมืองดี ช่วยเหลือประชาชนคนไทยด้วยกัน ทั้งที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพในบริเวณพระบรมมหา ราชวัง และยังรวมถึงการทำประโยชน์เพื่อสาธารณะทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

เสียสละกำลังกาย กำลังทรัพย์ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

จุดหมายเดียวคือ ทำดีถวายพ่อ แสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

ภาพแห่งความสวยงามที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

เสียใจ แต่ไม่ลืมทำหน้าที่ คนไทยทำตามคำพ่อสอนไว้

นั่นก็ทำให้สถานการณ์ของประเทศยังเดินหน้าไปได้ ไม่มีการสะดุดหยุดชะงัก

โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ตามโรดแม็ปที่ คสช.ได้วางปฏิทินการทำงานไว้ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการก่อนประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่

รัฐบาลกำลังพิจารณาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยชี้ขาดว่า การปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสามารถกระทำได้

ตามคำร้องของคณะรัฐมนตรี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 มาตรา 5 วรรคสอง ว่า นายกรัฐมนตรี จะปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นควรว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีหน้าที่ปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้สมบูรณ์ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อทรงลงพระ ปรมาภิไธยต่อไป

ในขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุ คงใช้เวลาปรับแก้ไม่นาน หากรัฐบาลส่งหนังสือมาจะสามารถปรับแก้ส่งกลับในเย็นวันเดียวกันได้ทัน

โดยในคำปรารภอาจจะเว้นช่องว่างในส่วนของพระนาม และใช้จุดไข่ปลาไปก่อน ถือว่าไม่ผิดหลักการของกฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาล โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เติมถ้อยคำลงไป ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามกรอบเวลาในวันที่ 9 พฤศจิกายน

ถือว่าผ่านพ้นจุดติดขัดปัญหาทางเทคนิคข้อกฎหมาย

และคาดว่าราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นับวันตามปฏิทินโรดแม็ป ถึงกำหนดการบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ไม่มีอะไรล่าช้าไปกว่าโรดแม็ปที่วางไว้

รวมถึงกระบวนการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หลายอย่างทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถร่างกฎหมายลูกได้อยู่แล้ว

โดยดำเนินการคู่ขนานกันไป ไม่ต้องรอวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ตามรูปการณ์ที่นายมีชัย แพลมไต๋ถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยปฏิเสธยังไม่คิดรีเซ็ตพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

แต่เน้นไปที่การคุมเข้มคุณสมบัติของผู้บริหารพรรคการเมือง เบื้องต้นต้องมีคุณสมบัติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ย้ำเลยว่า ต้อง “คลีน” หรือสะอาดพอสมควร

ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า คณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เนื้อหาหลักๆในการจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง แค่มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน และมีสัดส่วนกระจายตัวในทุกภูมิภาคก็ยื่น

ตั้งพรรคต่อ กกต.ได้ทันที

ลงลึกในรายละเอียดกันหมดแล้ว ทั้ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ฯลฯ

ถึงตอนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายลูกอาจเสร็จแล้วก็ได้

โดยเงื่อนเวลา แต่ละกระบวนการของรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาล่าช้า ตรงตามปฏิทินงาน คสช. และนั่นก็ต่อเนื่องไปถึงคิวของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กกต. ที่ระบุถึงความคืบหน้าการทำงานของ กกต.

ขณะนี้ได้ทยอยเตรียมแผนการทำงานเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้แล้ว แค่รอความชัดเจนของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น

เอาเป็นว่า ทันหมดตามการยืนยันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

และว่ากันตามนี้ มันก็ต้องยึดโรดแม็ปเดิมแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ยืนยันเป็นพันธสัญญารับรู้กันทั่วโลก การเลือกตั้งในประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดก็ประมาณต้นปี 2561

ถึงตรงนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นยังไม่ได้มีการประเมินเงื่อนสถานการณ์ “ห้วงเวลาพิเศษ” ในช่วงพระราชพิธีสำคัญของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

มันเป็นอะไรที่ต้องคำนึงถึง “ความเหมาะสม”

อารมณ์ของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจังหวะ “เปลี่ยนผ่าน” ห้วงสถานการณ์ “เปราะบาง”

บรรยากาศอาจไม่เอื้อต่อการเลือกตั้ง

ซึ่งแม้แต่นานาประเทศก็น่าจะเข้าใจในความจำเป็นของราชอาณาจักรไทย ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โรดแม็ปอาจต้องยืดออกไปตามเงื่อนสถานการณ์

และนั่นก็เป็นภารกิจของ คสช.ต้อง “ต่อเวลา” คุมเกมอำนาจบริหาร ประคองประเทศไปก่อน

ท่ามกลางโจทย์ร้อนๆ ปัญหายากๆที่กองอยู่ตรงหน้า

ในภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ต้องหยอดน้ำมันต่อเนื่อง ตามคิวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 “อัดฉีด” เงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้าน 74,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 250,000 บาท เป็นวงเงินงบประมาณกว่า 18,600 ล้านบาท

ตามยุทธศาสตร์กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ

สถานการณ์แบบที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุกระทรวงการคลังจะเฝ้าติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการทางการคลังและการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

ขณะที่อุณหภูมิการเมืองก็คุกรุ่นตาม “ปฏิกิริยา” ภายหลังจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเอกสารคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

คนตระกูลชินวัตรตั้งท่าวัดดวงวัดใจ พูดกันเป็นนัย ไม่รู้จะโดนปล้นเมื่อไหร่

ล้อไปตามกระแสประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง

ดีกรีร้อนๆทางการเมืองซ่อนอยู่หลังฉากความอาลัย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งโจทย์ร้อนด้านเศรษฐกิจ หรืออุณหภูมิกรุ่นๆทางการเมือง มันยังไม่ล่อแหลมเท่ากับพฤติกรรมการใช้อำนาจของฝ่ายคุมเกมเอง

แบบที่ปฏิเสธกันไม่ได้ว่า คสช.กำลังเจอเครื่องหมายคำถามเยอะขึ้นทุกขณะ

ไล่มาตั้งแต่การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่มเติมจำนวน 33 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นทหารถึง 26 คน จนถูกเรียกขานว่า “ฝักถั่วสีเขียว”

และในมุมเดียวกัน ก็กระตุกกระแสให้ย้อนกลับไปโฟกัสรายชื่อประธานและกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆที่ล้วนแต่เป็นบิ๊กทหาร ทีมงานใกล้ชิดแกนนำ คสช.

กลายเป็นเสียงครหาตอบแทนพวกช่วยยึดอำนาจ

ล่าสุดก็มีกรณีคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2559 เรื่อง แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีการกำหนดอัตราตำแหน่งและอัตราค่าตอบแทนทั้งเลขา รองเลขา ที่ปรึกษา ฯลฯ

นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ เรื่องการแจกตำแหน่งแบบไม่กลัวเปลืองงบประมาณ

กลายเป็นยุคใครยุคมัน ไม่ต่างจากรัฐบาลนักการเมือง

เรื่องของเรื่อง ยุคทหารคุมเกมอำนาจ ก็เข้าใจได้ในการเลือกใช้และไว้ใจทหารด้วยกัน

แต่อะไรที่มันเกินความพอดี ย่อมไม่เป็นผลบวกกับรัฐบาล

โดยเฉพาะสถานการณ์ที่สังคมกำลังยึดตามคำสอนของ “พ่อ” เรื่องความ “พอเพียง”

ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ “พ่อ” สอนให้ยึดความพอดี

แต่มันยังหมายรวมถึงพฤติกรรม “การใช้อำนาจ” ด้วย.

“ทีมการเมือง”

 

ตั้งแท่นสลายพรรคใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 29 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767546


คลื่นมหาชนแห่งความจงรักภักดียังเนืองแน่น

ในปรากฏการณ์คนไทยจำนวนมากจากทั่วสารทิศหลั่งไหลไปลงนามแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาอย่างมิขาดสาย
ยังไม่นับรวมกับจำนวนชาวไทยทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถประเมินจำนวนได้ ตั้งตารอวันเวลาเข้าไปกราบสักการะพระบรมศพพ่อหลวงของแผ่นดิน

ตามที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าไปสักการะได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป โดยยังไม่กำหนดวันสิ้นสุด

ให้พสกนิกรทั่วหล้าร่วมอาลัยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ขณะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แต่งเพลง “ความหวังความศรัทธา” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนให้ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันคือ “สร้างชาติไทย”

“บิ๊กตู่” ยังคงให้คำมั่นทุกอย่างต้องเดินหน้าตามโรดแม็ป

จากการตอกย้ำคำยืนยันต่อหน้า นายเซนอน คุคชัค เอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำประเทศไทยที่เข้าพบในโอกาสอำลาตำแหน่งว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าตามโรดแม็ปในการกลับสู่สนามประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

สอดรับคำพูดของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า ประตูสู่การเลือกตั้งปลายปี 2560 ยังคงเป็นไปตามเดิม ไม่มีการขยับหรือมีอันต้องเลื่อนออกไปแต่อย่างไร

สองคีย์แมนรัฐบาลการันตีสร้างความมั่นใจต่อเวทีโลก ช่วยประคองโรดแม็ปให้นิ่งที่สุด

ตามจังหวะที่ “ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับผ่านประชามติ” เตรียมขยับเดินหน้าต่อ ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้ปรับแก้ไขคำปรารภร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการเรื่องร่างรัฐธรรมนูญยังไหลไปตามขั้นตอน คู่ขนานไปกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ที่ กรธ.เตรียมสำรวจความเห็นพรรคการเมืองและประชาชน นำมาประกอบการร่างกฎหมายลูก

กลไกการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเดินหน้าไปตามปกติ ไม่ปรากฏสัญญาณโดนเจาะยางระหว่างทาง

ปฏิทินเลือกตั้งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดูตามรูปการณ์ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลท็อปบูตสามารถคอนโทรลโรดแม็ปให้เป็นไปตามเงื่อนเวลาเดิมได้

ปลุกกระแสนำร่องให้นักเลือกตั้งอาชีพเริ่มเคลื่อนไหวรอคืนสนามปลายปีหน้า

ทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ เริ่มวอร์มอัพแต่งตัวรอลงสนามกันแล้ว

ในจังหวะล่าสุดของพรรคเพื่อไทยที่แกนนำพรรคเดินทางไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เมืองดูไบ เพื่อจัดทัพรับสถานการณ์เลือกตั้ง

เตรียมปูทางในสนามเลือกตั้ง รวมทั้งวางแผนสำรองไว้เป็นทางหนีทีไล่ ในยามที่กติกาประเทศฉบับใหม่ไม่เป็นใจให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็กก็เริ่มทยอยเปิดหน้าออกมา อาทิ “พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย” ที่จู่ๆก็ปรากฏเป็นประเด็นขึ้นมาตามหน้าสื่อ

โดยมีชื่อนายทหารตัวแทน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์-สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นผู้ทอดเงาอยู่เบื้องหลัง

หยั่งเชิงขอเป็นนอมินี ตัวแทนกองทัพในช่วงหลังการเลือกตั้ง จน “บิ๊กป้อม” ต้องออกโรงมาปฏิเสธข่าวไม่เป็นความจริง

ยังไม่รวมถึงพรรคประชาชนปฏิรูปที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิก สปช. เป็นโต้โผ เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยสนับสนุน “บิ๊กตู่” คัมแบ็กกลับมาเป็นนายกฯสมัยหน้า

และหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองเล็กๆทยอยเปิดหน้าเล่นมากขึ้น

ตามเงื่อนไขของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ ที่กรธ.ส่งสัญญาณแว่วๆให้การจัดตั้งพรรคการเมืองทำได้ง่าย ใช้จำนวนสมาชิกพรรคแค่ 500 คน โดยมีสัดส่วนกระจายตัวอยู่ทุกภูมิภาค

ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองได้แล้ว

กติกาใหม่ส่อแนวโน้มเกิดพรรคป้ายแดงขึ้นมาก ไม่ต้องทนฝากความหวังกับสองพรรคการเมืองขนาดใหญ่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ซ่อนเงื่อนสลายขั้วอำนาจพรรคใหญ่ ล่อใจให้นักการเมืองปลดแอกออกจากพรรคเดิม ไปก่อตั้งพรรคใหม่มากขึ้น
พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญ โดยมีอำนาจต่อรองที่มากขึ้น จากปัจจัยการมี ส.ว. 250 เสียงมาคอยคานอำนาจการเลือกตัวนายกรัฐมนตรี

เพราะพรรคอันดับหนึ่ง อาจไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นได้!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

มั่นใจพยุงโจทย์สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766642


ไม่เพียงพสกนิกรคนไทยที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้า แต่ทั่วโลกทั้งผองต่างร่วมแสดงความอาลัยกับการสูญเสียของประเทศไทยในครั้งนี้

ล่าสุด นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า วันที่ 28 ต.ค. เวลา 10.00 น. ตามเวลาในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ 21.00 น. ตามเวลาในไทย

ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จะประชุมเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำโดยประธานยูเอ็นและ ตามด้วยผู้แทนประเทศต่างๆขึ้นกล่าวสดุดี

ถือเป็นโอกาสพิเศษที่มีขึ้นไม่บ่อยนัก ชนิดบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก

องค์กรนานาชาติระดับสูงสุดแซ่ซ้องสรรเสริญ พระเกียรติคุณขจรไกล

อีกทางหนึ่ง สำนักพระราชวังแจ้งกำหนดการ วันที่ 29 ต.ค.นี้เป็นต้นไป จะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โดยหน่วยงานต่างๆได้เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนที่คาดว่าจะมากันเนืองแน่น

ในจุดหมายเดียวกัน ตามที่หัวใจนำทาง

เช่นเดียวกับจังหวะประเทศไทย แม้จะชะลอการขับเคลื่อนในห้วงเวลาพิเศษ

แต่ถึงจุดนี้ก็เริ่มมีการขยับขับเคลื่อนตามหน้าที่แต่ละฝ่าย

โดยเฉพาะหน้าที่ของรัฐบาล ในโจทย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ล่าสุด ครม.อนุมัติงบฯ 1.8 หมื่นล้านบาทโครงการยกระดับหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐปีงบฯ 2560

อัดฉีดกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน นอกจากแผนการลงทุนภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จ่อคิวเดินหน้า

เร่งฟื้นเศรษฐกิจภาพรวม

ในปัจจัยต่างๆทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เงื่อนไขรัฐบาลทหารกับการค้าขาย ลงทุน มีผลต่อภาวะการส่งออก ต้องพยุงด้วยภาคการท่องเที่ยว การลงทุนในประเทศ และการใช้จ่ายภาคประชาชน

ถือเป็นช่วงที่ “รัฐบาลอำนาจพิเศษ” ต้องแก้โจทย์ทุกทาง

แต่ล่าสุดมีสัญญาณดี ถึงแม้จะอยู่ในช่วงชะลอการขับเคลื่อน ทั้งกรณีนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.มองว่า ตลาดเงิน ตลาดทุนมีเสถียรภาพได้เร็ว

สะท้อนพื้นฐานที่เข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย

นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความมั่นใจต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานของไทยที่มีความเข้มแข็ง เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติกระตุ้น “ความมั่นใจ”

ขณะที่นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาย้ำ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนี้ยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2559 ไว้เท่าเดิมที่ 3.3-3.5 เปอร์เซ็นต์

2 หน่วยงานเศรษฐกิจยืนยันตรงกัน “เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง”

สอดรับตัวเลขการส่งออกที่กระเตื้องขึ้นตามที่ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รอง ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมามีมูลค่า 1.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 23 เดือน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่ม

ขยับตัวเลขประมาณการการส่งออกทั้งปีอาจเป็นบวกเล็กน้อย

ไม่ถึงขั้นติดลบรุนแรงอย่างที่ประเมินก่อนหน้านี้

ยังไม่รวมสัญญาณดี ทั้งเรื่องธนาคารโลกปรับอันดับประเทศน่าทำธุรกิจของไทยอยู่ในอันดับที่ 46 จาก 190 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้นจากอันดับที่ 49 ในปีก่อน

กระนั้นก็ดี ในโจทย์ที่ต้องแก้ควบคู่ ทั้งปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ผลกระทบจากภาวะภัยแล้งและอุทกภัย

ผลพวงการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ สะเทือนภาคการท่องเที่ยว

รวมทั้งปัญหาปากท้อง การใช้จ่ายภาคประชาชน เร่งการลงทุนภาครัฐ

ภารกิจหลักของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ แม่ทัพเศรษฐกิจรัฐบาลอำนาจพิเศษ น่าจะรับสัญญาณจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.มาแล้ว

เร่งกระตุกความมั่นใจ ออกมาตรการกระตุ้นการฟื้นตัว

ประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นห้วงสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง