ดีกรีร้อนซ่อนหลังฉาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765486


โจทย์เร่งด่วนเฉพาะหน้า เศรษฐกิจยังต้องหยอดน้ำมันต่อเนื่อง

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560

“อัดฉีด” เงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้าน 74,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ หมู่บ้านละ 250,000 บาท เป็นวงเงินงบประมาณกว่า 18,600 ล้านบาท

ตามยุทธศาสตร์กระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ

ในสถานการณ์แบบที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุกระทรวงการคลังจะเฝ้าติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการทางการคลังและการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

แต่ทั้งนี้ยังมั่นใจแรงส่งทางเศรษฐกิจยังมีมากพอจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป และรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้

สรุปว่า “อ่อนไหว” แต่ยังไม่ถึงขั้นน่ากังวล

ภาวการณ์ทางเศรษฐกิจยังพอประคองตัวได้ ไม่ถึงขั้นซีเรียส แต่ที่ต้องจับตาก็คือเงื่อนสถานการณ์การเมืองที่แฝงดีกรีความตึงเครียด

โฟกัสไปที่ “ปฏิกิริยา” ภายหลังจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเอกสารคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท

เจ้าตัวยืนยันจะแถลงถึงความไม่เป็นธรรม แต่รอให้ผ่านห้วงเวลาแห่งความเศร้าโศกไปก่อน

แล้วก็เจอย้อนศรจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ไล่ให้ไปอุทธรณ์ เอาหลักฐานไปพิสูจน์กันในศาล

แทนการพูดจาตอบโต้ ปลุกกระแสภายนอก

เริ่มเปิดเกมซัดกันนิ่มๆ แต่แรงลึกจนน้ำกระฉอก อย่างที่ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ “หลานอาปู” โพสต์โซเชียลมีเดีย เป็นเชิงกระแทกแดกดันกันลอยๆ
ต้องทำมาหากินหยอดกระปุกไว้ก่อน ไม่รู้จะโดนปล้นเมื่อไหร่

ตระกูลชินฯตั้งท่า ปักหลักสู้ขบวนการยึดทรัพย์ เคลียร์บิลโครงการจำนำข้าว

ล้อไปตามกระแสประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง เพราะเป็นฝ่ายโดนกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เป็นแค่เหยื่อของความขัดแย้ง

สุมดีกรีร้อนแรง ซ่อนอยู่ภายใต้บรรยากาศห้วงเวลาพิเศษ

รอคิววัดดวง ได้ลุ้นวัดใจ จะเล่นกันหนักถึงขั้นไหน

ในจังหวะที่อีกด้านหนึ่ง กระบวนการร่างกฎหมายลูก ก็คืบหน้าถึงคิวการพิจารณา พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ตามรูปการณ์ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แพลมไต๋แค่ว่า

ยังไม่คิดรีเซ็ตพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

แต่เน้นไปที่การคุมเข้มคุณสมบัติของผู้บริหารพรรคการเมือง เบื้องต้น ต้องมีคุณสมบัติสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ย้ำเลยว่า ต้อง “คลีน” หรือสะอาดพอสมควร

แน่นอนตามกระบวนการกรอง “นักเลือกตั้งอาชีพ” ที่จะถูกออกแบบโดยทีมงาน “ซือแป๋มีชัย” มันก็เป็นอะไรที่ชัดในเบื้องต้นพวกที่มีคดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีทุจริตเลือกตั้ง

เลิกหวังได้เลยที่จะกลับมาลงสนามการเมือง

ยังไม่นับเงื่อนไขในการ “ยุบพรรค” ที่จะมีการโยงฐานความผิดไปครอบคลุมถึงเรื่องการ “บงการ” พรรคที่เป็นความผิดเฉพาะตัว แต่ลามไปถึงความผิดของผู้บริหารพรรคได้ด้วย หากผู้บริหารพรรคการเมืองทำตามคำบงการนั้น

เรียกว่า ป้องกันพรรคการเมืองเป็น “บริษัทจำกัด” โดยเฉพาะ

ขณะที่นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยการจัดตั้งและจดทะเบียนพรรคการเมือง แค่มีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน และมีสัดส่วนกระจายตัวในทุกภูมิภาค ก็ยื่นตั้งพรรคต่อ กกต.ได้ทันที

แนวโน้มเปิดทางป้อมค่ายการเมืองใหม่เกิดได้ง่ายๆ

ตรงกันข้ามกับอาการของค่ายการเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยชนักปักหลัง ตามข่าวความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เจ้าแม่สายเหนือ และทีมงานของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง

มุ่งหน้าไปพบอดีตนายกฯทักษิณที่เมืองดูไบ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตามสัญญาณการประเมินจาก “นายใหญ่” วิเคราะห์การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็ว และมั่นใจพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ชัวร์จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ต้องเตรียมแผน 2 แผน 3 เผื่อพรรคอะไหล่ ค่ายสำรอง

เพราะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้า ต้องเจอกับตะปูเรือใบดักเต็มไปหมด.

ทีมข่าวการเมือง

 

สามัคคีเปลี่ยนฉากจบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764387


ในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายพร้อมใจกัน ต่างคนต่างรู้หน้าที่

ล่าสุดก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

ช่วยทำให้บรรยากาศผ่อนคลายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ในขณะที่กลไกหลักทางด้านความมั่นคง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ได้เป็นประธานประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.

โดยการเน้นย้ำภารกิจ นอกเหนือจากการดูแลประชาชนในงานที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีพระบรมศพแล้ว ยังได้กำชับให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ดำรงความต่อเนื่องในภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัย

จัดระเบียบสังคมต่อเนื่องควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

ส่วนการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยกำลังโศกเศร้า สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีรับสั่งมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ถึงความกังวลในเรื่องอุทกภัยที่ประชาชนกำลังประสบอยู่

โดยทรงกำชับให้ดูแลในเรื่องของน้ำท่วมให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา เพราะสมเด็จพระบรมฯไม่อยากให้ปัญหาน้ำท่วมมาซ้ำเติมความทุกข์โศกของคนไทย กระทรวงเกษตรฯจึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า ขณะนี้กระทรวงฯได้ลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงแล้ว ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำจะไม่เพิ่มขึ้นอีก

คสช. รัฐบาล กองทัพ ยกระดับการทำงานในห้วงเวลาพิเศษ

เหนืออื่นใด ความเดือดร้อนของชาวบ้านอยู่ในพระเนตรพระกรรณ

โดยบรรยากาศที่ทำให้ประชาชนคนไทยรู้สึกอุ่นอกอุ่นใจ คลายความวิตกกังวลในห้วงที่สังคมกำลังว้าเหว่จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ในฉากความสวยงามที่ผุดแทรกขึ้นมา

น้ำตาสลายสี “แดง-เหลือง” กลายเป็น “ดำ” ทั้งแผ่นดิน

ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวัง คนกรุงเทพฯ ชาวต่างจังหวัดจากทั่วทุกสารทิศ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” จนสนามหลวงเนืองแน่น

หน่วยราชการ ห้างร้าน เอกชน แม้แต่ทุนส่วนตัวบุคคล นำอาหาร น้ำดื่ม ยาอม ยาดม ยาหม่อง รวมทั้งเสื้อดำมาแจกฟรี

มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ บริการรับย้อมผ้าไม่คิดเงินค่าจ้าง

ต่างคนต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อทำความดีถวายพ่อของแผ่นดิน

“จิตอาสา” เต็มบ้านเต็มเมือง

และสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา ไปจนวัยทำงาน นั่นย่อมสะท้อนสถานการณ์อนาคตของชาติ ความหวังบ้านเมืองฝากลูกหลานได้อย่างสบายใจ

เบื้องลึกของคนไทยโหยหาการมีส่วนร่วมในการทำความดี

ถ้ามี “จุดร่วม” ก็พร้อมมาเองโดยอัตโนมัติ

โดยที่ภาครัฐแทบไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางริเริ่มแต่อย่างใด

ที่แน่ๆโดยสัญญาณของความสามัคคีที่ฟื้นกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นก็ทำให้นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เสนอให้ คสช.รีบฉวยโอกาสที่ประชาชนคนไทยทั้งชาติกำลังแสดงความสามัคคีในการเดินหน้าสร้างความปรองดอง

และความสมานฉันท์ต้องเริ่มที่ความยุติธรรมก่อน

แน่นอน ตามเงื่อนไขปรองดองที่พูดกันถึงความยุติธรรม มันก็โยงต่อเนื่องกันพอดี

ในบรรยากาศแบบที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงความเห็นใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเผชิญกับความกดดันครั้งสำคัญของชีวิตจากคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
โดนคำสั่งทางปกครอง “เช็กบิล” ค่าเสียหายกว่า 35,000 ล้านบาท

โดยไม่มีการขอร้องรัฐบาล คสช. เพราะ “ปักธง” ไว้แน่นแล้ว

แต่แนวโน้มก็ดึงจังหวะวัดใจกันในที ตามมุมที่นายภูมิธรรมมีการอ้างโยงไปถึงประชาชนบางส่วนที่แสดงความจำนงจะร่วมแบ่งปันความทุกข์กับอดีตนายกฯหญิง เพราะตระหนักดีว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยไม่เป็นธรรม เป็นแค่เหยื่อของความขัดแย้ง

ตามรูปการณ์ “ยิ่งลักษณ์” โดนต้อนเข้ามุมอับ คดีงวดเข้าไปทุกที

ประเมินแล้ว โอกาสดีสุดต้องลุ้นเงื่อนไข “สามัคคี-ปรองดอง”

เผื่อจะเปลี่ยนตอนจบ เลี่ยงฉากบู๊ล้างผลาญได้.

ทีมข่าวการเมือง 

 

สัญญาณที่ต้องฟังหูไว้หู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763366


ราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ยึดเอาตามปฏิทินที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกำหนดการบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ไม่มีอะไรล่าช้าไปกว่าโรดแม็ปที่วางไว้

ขณะที่กระบวนการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หลายอย่างทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถร่างกฎหมายลูกได้อยู่แล้วในเวลานี้ โดยไม่ต้องไปรอวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เพราะเมื่อถึงตอนนั้นกฎหมายลูกบางฉบับอาจจะเสร็จแล้วก็ได้

ในขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รักษาการแทนเลขาธิการ กกต. ก็ระบุถึงความคืบหน้าการทำงานของ กกต.ว่า ขณะนี้ได้ทยอยเตรียมแผนการทำงานเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้แล้ว

แต่เบื้องต้น กกต.คงต้องรอดูความชัดเจนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเสียก่อน ว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้อย่างไร

แนวโน้มสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองไม่มีปัญหา

กระบวนการตามโรดแม็ปคู่ขนานไปกับพระราชพิธีสำคัญ

ที่แน่ๆกระแสการเมือง ณ ห้วงนี้ดูเหมือนยุทธการ “เซ็ตซีโร่” จะกระตุกต่อมผวาไปหมด

ทั้งพรรคการเมืองไปยันกรรมการองค์กรอิสระ ตามสัญญาณคลื่นความถี่สูงที่ถูกส่งออกมาจาก พล.อ.นคร สุขประเสริฐ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สายท็อปบูตที่เรียกร้องให้มีการเซ็ตซีโร่กรรมการองค์กรอิสระภายหลังมีรัฐบาลใหม่

ล้างไพ่กันใหม่หมด โดยเฉพาะโฟกัสในส่วนของ กกต.

และนั่นก็สอดรับไปในทิศทางเดียวกับนายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เปิดประเด็นจากการรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กหรือพรรคเอสเอ็มอี มีการเสนอให้ “รีเซ็ตการเมือง”

จดทะเบียนสมาชิกพรรคกันใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ล้อไปกับเสียงสนับสนุนจากนางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ที่มองว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ คุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระเปลี่ยนแปลงไปมาก หากจะเริ่มต้นใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ทุกองค์กรอิสระก็ควรเริ่มต้นรีเซ็ตใหม่ทั้งหมดด้วย

กระแสเริ่มไหลไปในทิศทางเดียวกัน ล้างกระดานนับหนึ่งกันใหม่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็มีสัญญาณแปร่งๆกับปรากฏการณ์ล่าสุดที่มีนายทหารใหญ่เป็นตัวแทนของ “บิ๊กป้อม”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมของ “สภาประชาชน 4 ภาค” ที่จัดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา

เป็นงานที่ผุดขึ้นมาแบบไม่รู้ทิศทางที่มาที่ไปมาก่อน

แต่จุดที่ต้องจับตานอกจากบิ๊กทหารตัวแทนสายตรงของ “บิ๊กป้อม” ถูกส่งไปร่วมแล้ว มันยังมีชื่อของพรรค “อธิปไตยปวงชนชาวไทย”

ที่แกะรอยตามนายสมาน ศรีงาม อ้างเป็นเลขาธิการพรรคให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนพูดกันชัดๆ ถึงแนวคิดการตั้งพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย

เพื่อเข้ามารับการถ่ายอำนาจเข้าไปปกครองประเทศต่อจาก คสช.

เพราะทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร แม้เป็นคนดีมีความสามารถ แต่หากจะลงจากอำนาจ คสช.โดยที่ไม่มีพรรคการเมืองของประชาชนเข้ามารับช่วงต่อถือว่าอันตรายมาก เพราะจะกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เหมือนเดิม

คือพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ แล้วกลายเป็นเผด็จการทางการเมือง และเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกไม่รู้จักจบสิ้น รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อย่างดีก็จะถูกฉีกทิ้งอีก เนื่องจากอำนาจอธิปไตยไม่ได้มาอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในตอนท้ายมีการออกตัวปฏิเสธไว้ว่า ไม่ใช่พรรคของทหาร ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เป็นพรรคที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ซึ่งหลังมีสภาประชาชนเข้มแข็งแล้ว พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทยจะขอประชามติจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ คสช.โอนอำนาจให้กับสภาประชาชนโดยตรง และเข้าไปบริหารประเทศ โดยที่ยังไม่เปิดให้มีการเลือกตั้ง
จนกว่าสภาประชาชนจะเข้มแข็ง จึงเปิดให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แม้จะดูลอยๆไม่รู้ที่มาที่ไป ตัวละครโนเนม จับต้นชนปลายไม่ได้

แต่โดยเครือข่ายที่โยงกับฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช. และเค้าโครงตามท้องเรื่องที่ตรงกับสูตร “แช่แข็ง” เลือกตั้ง เกมลากยาวอำนาจในภาวะไฟต์บังคับของทหาร

เมื่อสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่นิ่งจริง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ยามชาติวิกฤตการณ์ทางการเมือง : ทรงปัดเป่าทุกข์ภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761997


พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับรัฐสภาและการเมืองการปกครอง

ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ ธ ทรงเป็นร่มฉัตรรัฐสภา

จัดทำโดยคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ได้บันทึกพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับรัฐสภาและการเมืองการปกครองของไทย ให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดโดยทั่วกันว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณและพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทย

ปัดเป่าทุกข์ภัยในยามที่ชาติเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง

พระราชทานพระราชดำรัสที่เป็นข้อคิดสำคัญ แก่สมาชิกของรัฐสภาในหลายโอกาสสำคัญๆ

เพื่อรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติหน้าที่

และทรงใช้พระราชอำนาจหลายครั้งหลายหน เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน

นับตั้งแต่ขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ทรงเป็น “พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ถึงปัจจุบัน

พระองค์ทรงตรากตรำบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ

ซึ่งล้วนอำนวยประโยชน์ ยังความผาสุกร่มเย็นแก่อาณาประชาราษฎร

โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย

ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะคับขันถึงขั้นวิกฤติ

ทั้งเหตุการณ์มหาวิปโยควันที่ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

เหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

ด้วยเดชะพระบารมีทรงขจัดปัดเป่าดับเหตุนั้นลง

ยังความสงบ สันติสุขกลับคืนด้วยพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาญาณอันสุขุม และพระมหากรุณาธิคุณ อันทรงพลังสำคัญแห่งแผ่นดิน

ขอยกเหตุการณ์ในช่วงค่ำของวันที่ 20 พฤษภาคม 2535

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระบรมราชวโรกาส

ให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม เข้าเฝ้าฯ ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำรัส

ให้ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นผู้แทนของฝ่ายต่างๆ ช่วยกันแก้ไขปัญหา

โดยหันหน้าเข้าหากันเพื่อฟื้นฟูบ้านเมือง

โดยนายสัญญาและ พล.อ.เปรมจะเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาด้วยความเป็นกลาง

ด้วยเดชะพระบารมี และด้วยพระปรีชาญาณ เหตุการณ์รุนแรงภายในบ้านเมือง ซึ่งมีผลกระทบถึงเกียรติภูมิของชาติ กระทบกระเทือนภาวะเศรษฐกิจ และความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ก็ยุติลง

บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติได้อีกครั้งหนึ่ง

ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลดอันเนื่องมาจากการเสียเลือดเนื้อและการแตกแยกสามัคคีกันในชาติ

ขอย้อนกลับไปในช่วงค่ำของวันนั้น เวลา 21.30 น.

กระแสพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช พระราชทาน

มีใจความว่า ทุกคนก็ทราบถึงเหตุการณ์ที่มีความยุ่งเหยิงและจะทำให้ประเทศชาติล่มจมไปได้

ถึงเชิญให้ พล.อ.สุจินดาและ พล.ต.จำลองให้มาพบ เพราะตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ สองท่านเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากันและในที่สุดการต่อสู้หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางออกไป

การเผชิญหน้าตอนแรกก็จะเห็นจุดประสงค์ของทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนพอสมควร แต่ต่อมาภายหลัง 10 กว่าวัน ก็เห็นแล้วว่าการเผชิญหน้านั้น เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั้งผลจะออกมาอย่างไรก็ตามก็จะเสียทั้งนั้น

เพราะทำให้มีความเสียหายในทางชีวิตเลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วมีความเสียหายทางวัตถุ ซึ่งเป็นของส่วนราชการและส่วนบุคคล เป็นมูลค่ามากมาย

นอกจากนั้นก็มีความเสียหายในทางจิตใจและในทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างที่จะนับคณนาไม่ได้

การที่จะเป็นอย่างนี้ต่อไป จะเป็นด้วยเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วประเทศไทยที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดีเป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบอย่างมาก ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

ฉะนั้นจะต้องช่วยกันแก้ไข โดยดูว่ามีข้อขัดแย้งอย่างไร แล้วพยายามแก้ไขตามลำดับ เพราะปัญหาสองสามวันนี้มันเปลี่ยนไป ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองหรือการดำรงตำแหน่ง มันเป็นปัญหาของการสึกหรอของประเทศ

มีหลายคนทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ส่งข้อเสนอแนะนำการแก้ไขสถานการณ์จำนวนเป็นร้อย ตั้งแต่บอกให้แก้ไขด้วยวิธียุบสภา

ซึ่งได้หารือกับทุกฝ่ายที่เป็นพรรคการเมืองทั้งหมด 11 พรรค ส่วนใหญ่มีคำตอบไม่ยุบสภา มีพรรคเดียวบอกว่าควรยุบสภา ฉะนั้นการแก้ไขแบบนี้ที่เขาเสนอมาเป็นอันว่าตกไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้ตามประสงค์เดิมที่เกิดการเผชิญหน้ากัน เป็นข้อเสนออีกแบบหนึ่ง ความจริงวิธีนี้ได้พูดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534 ต่อสมาคมที่มาพบจำนวนหลายพันคน ดูเหมือนว่าพอจะฟังกัน

ถ้าหากสามารถที่จะปฏิบัติตามที่ได้พูดในวันที่ 4 ธันวาคม เท่ากับเป็นการกลับไปดูปัญหาเดิม ไม่ใช่ปัญหาวันนี้

ปัญหาวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปัญหาทุกวันนี้ คือ ความปลอดภัยและขวัญของประชาชน

ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วทุกแห่งหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม ถ้าหากเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง 3 วันที่ผ่านมาสิ้นสุดลงไปได้

ฉะนั้นขอให้ท่าน โดยเฉพาะ พล.อ.สุจินดาและ พล.ต.จำลอง ช่วยกันคิด

หันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน

เพราะประเทศของเราไม่ใช่ของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน

ต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหา

เพราะอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน

มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร

เพียงแต่จะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น

มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้

แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ

ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด

จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง

ฉะนั้นขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือ ไม่เผชิญหน้า แต่ต้องหันหน้าเข้าหากัน และสองท่านนี้เท่ากับเป็นผู้แทนของฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย คือฝ่ายต่างๆที่เผชิญหน้ากัน

ให้ช่วยกันแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรสำหรับให้ประเทศไทยมีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้โดยดี

ท่านประธานองคมนตรี ท่านองคมนตรีเปรม ก็เป็นผู้ที่เป็นผู้ใหญ่

ผู้ที่พร้อมที่จะให้คำแนะนำ ปรึกษาหารือกันด้วยความเป็นกลาง ด้วยความรัก

เพื่อสร้างสรรค์ประเทศ ให้เข้าสู่ทางของความวัฒนา

ขอฝากให้ช่วยกันสร้างชาติ.

ทีมการเมือง

 

สุขหรูระฟ้า ครู แชมเปญ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2560 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/484522

สุขหรูระฟ้า ครู แชมเปญ บาร์

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากลิฟต์แก้วเข้าสู่อาณาบริเวณของแชมเปญบาร์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เราสัมผัสได้ถึงความสุขซึ่งลอยกรุ่นผสมผสานอยู่ในบรรยากาศ ด้วยความงดงามของสถานที่ เครื่องดื่ม อาหาร ดนตรี และผู้คน

เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา “ครู แชมเปญ บาร์ แอท เรด สกาย” (Cru Champagne Bar at Red Sky) ตั้งอยู่บนรูฟท็อปของเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ แบงค็อก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยชื่อนี้ได้มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายความถึงไร่องุ่นที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและเป็นสถานที่ซึ่งคนรักการดื่มแชมเปญต้องแวะเวียนมา

ครู แชมเปญ บาร์ ล้อมไว้ด้วยทิวทัศน์มหานครแบบ 360 องศาที่ชวนตะลึง ไม่ว่าจะเป็นเส้นขอบฟ้า ดวงตะวัน ดวงจันทร์ หรือดวงดาว ทุกอย่างอยู่ใกล้ราวกับเอื้อมมือถึงได้ หลายคนประทับใจกับช่วงแสงสุดท้ายของวัน เมื่อแสงสีทองงดงามส่องทาบทา ก่อนที่แสงไฟแห่งราตรีจะปรากฏ การตกแต่งร้านเก๋ไก๋ในสไตล์คลาสสิกผสมร่วมสมัย โต๊ะเก้าอี้วางกระจายแบบสบายๆ พร้อมเว้นที่ว่างเป็นพื้นที่ส่วนตัวของทุกคน ใจกลางร้านเป็นบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่โดดเด่น

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้เหมาะมากสำหรับผู้หลงใหลในพรายฟองของแชมเปญ ที่มีเครื่องดื่มจากผู้ผลิตชั้นนำของโลกพร้อมเสิร์ฟ  รวมทั้งแชมเปญสีชมพูซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันรถสูตรหนึ่งและการเฉลิมฉลองชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มผสมหรือค็อกเทล อย่างเช่น “แบงค็อก เบลลินี” ที่ได้จากการผสมผสานวอดก้าส้มแมนดารินกับปูรีมะม่วง ไซรัปวานิลลา ขิงสด ท็อปด้วยแชมเปญ หรือจะเป็น “ลา วี ออง โรส” ซึ่งมีวอดก้าราสพ์เบอร์รี่ ปูรีสตรอเบอร์รี่และแชมเปญ เป็นประกอบกัน

เคียงคู่เครื่องดื่มควรมีสแน็กเคี้ยวเพลินอย่าง “ซอลต์ แอนด์ เปปเปอร์ ซีฟู้ด” ที่เป็นการรวมพลของทะเล เช่น ปลาหมึก กุ้ง และปลา คลุกเคล้ากับพริก กระเทียม หอม และสมุนไพร อีกหนึ่งเมนูเป็นบัน หรือแป้งซาลาเปาประกบหมูคุโรบุตะสามชั้นนึ่งเป็นไส้ที่เคียงมากับพริกเกาหลีและผัก หรือจะเป็นฟัวกราส์กับไก่ยากิโทริเสียบไม้ย่างควันฉุยสดอร่อยด้วยซอสสไปซี่มิโซะ เป็นต้น นอกจากบรรยากาศ อาหาร และเครื่องดื่มแล้วยังมีดนตรีจากฝีมือการเปิดของดีเจมาเสริมอรรถรส

หลังจากวันทำงานอันหนักหน่วงและเหน็ดเหนื่อย บาร์กลางแจ้งแห่งนี้มีความองค์ประกอบซึ่งช่วยทำให้ผ่อนคลายและรื่นรมย์ อีกทั้งยังเหมาะเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กันในวันหยุดสุดสัปดาห์แสนพิเศษ และวันเวลาดีๆ ซึ่งควรเฉลิมฉลอง

ครู แชมเปญ บาร์ แอท เรด สกาย เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 17.00-01.00 น. ณ ชั้น 59 ของเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์ แบงค็อก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โทร. 02-100-1234 และ champagnecru.com

ที่นี่ … ความสุขอันงดงามหรูหราระฟ้าและการชนแก้วฉลองเกิดขึ้นได้เสมอ

 

บอกลาแสงสุดท้าย @วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/482522

บอกลาแสงสุดท้าย @วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์

โดย…ลีโอ เคน ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

จากจุดเริ่มต้นที่จะใช้เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ แต่แล้ววันหนึ่งผู้บริหารโรงแรมมีโอกาสได้ไปเยือนบนชั้นดาดฟ้าในช่วงจังหวะที่ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ทอแสงอ่อนเรืองรองไปทั่ว จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะให้สถานที่นี้เป็นที่นั่งชิลๆ รับลมห่มฟ้าสีทอง พร้อมทั้งชมกรุงเทพฯ ในมุม 360 องศาได้อย่างสบายตาเสียเลย

นั่นเป็นที่มาของ วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์ (Vanilla Sky Rooftop Bar) ที่ได้นามนี้มายามเมื่อเห็นท้องฟ้าเป็นสีทอง ดั่งสีของวานิลลานั่นเอง

 

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น เน้นลวดลายและสีสันของธรรมชาติเข้ามาร่วมผสานกันอย่างลงตัวและสุดแสนโรแมนติก มีโต๊ะและเก้าอี้ทรงเท่ให้นั่งสนทนากันเป็นกลุ่ม ถ้าอยากชมแสงอาทิตย์เพียงลำพัง ขอแนะนำให้นั่งที่โต๊ะสตูลทรงยาว พร้อมเก้าอี้สูงให้คุณได้นั่งเพลินจนลืมเวลา

รูฟท็อปบาร์แห่งนี้ยังเป็นพื้นที่เอาต์ดอร์ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา แนะนำให้มาในช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก จะได้ดื่มด่ำกับแสงทไวไลต์สวยๆ พร้อมสนุกไปกับการถ่ายรูปเซลฟี่จนอิ่มเอม

บาร์แห่งนี้จะเน้นเสิร์ฟค็อกเทลคุณภาพเยี่ยม โดยบาร์เทนเดอร์มากฝีมือจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ ใครที่มาถึงและดื่มด่ำกับวิวสวยๆ กันแล้ว อย่าลืมสั่งคลาสสิกค็อกเทลซิกเนเจอร์ ที่มีให้เลือกลิ้มลองอย่างเต็มที่ เหมาะแก่การจิบไปพร้อมๆ กับชมวิวสวยๆ ของพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า

ทางร้านยังมีบริการของว่างที่เสิร์ฟมาในปิ่นโต มีทั้ง ถั่ว ป๊อปคอร์น และนาโช่ ให้ได้กินเล่นแกล้มค็อกเทลกันเพลินๆ อีกด้วย เริ่มต้นบอกลาแสงสุดท้ายด้วย Taste of Asia ที่มีส่วนผสมของวอดก้า ลิ้นจี่สด บดกับพริกไทยดำ พร้อมน้ำลิ้นจี่ น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และไข่ขาว หอมกลิ่นพริกไทยและลิ้นจี่นำ

 

ต่อด้วย Mojojito ที่มีส่วนผสมของ รัม ใบสะระแหน่ ใบมินต์ มิกซ์กับเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ ท็อปด้วยโซดา ต่อด้วย Berry G & T จิน อินฟิวส์กับชาเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ โทนิค ตบด้วยแก้วสุดท้าย Chikas ตั้งชื่อตามคนที่คิดค้นสูตร มีส่วนผสมของ รัม ใบมินต์ น้ำตาลทรายขาว มะนาว แล้วท็อปด้วยเบียร์

หากใครมาเยือนในทุกค่ำคืนวันพุธ-เสาร์ ที่นี่ยังจัดดีเจมากฝีมือมาขับกล่อมอารมณ์ เพิ่มความสุนทรีย์ยาวไปเกือบตลอดทั้งคืน ช่างเป็นช่วงเวลาบอกลาแสงสุดท้ายที่น่าจดจำยิ่ง!!!

วานิลลา สกาย รูฟท็อปบาร์ ชั้น 35 โรงแรมคอมพาส สกายวิว สุขุมวิท 24 เปิดบริการทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-011-1111

 

คืนพิเศษ สถานที่พิเศษ บางกอกไฮทส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/481378

คืนพิเศษ สถานที่พิเศษ บางกอกไฮทส์

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เครื่องดื่มค็อกเทล อาหารไทย และวิวกรุงเทพมหานครในมุมสูง ทุกๆ อย่างไปกันได้ดี ที่นี่ … “บางกอกไฮทส์”

ตั้งอยู่บนชั้นที่ 39 ของโรงแรมเดอะ คอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ บนถนนสุขุมวิท ใกล้แยกอโศก บางกอกไฮทส์เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์ขนาดกะทัดรัดหรูหราสไตล์บูทีค แน่นขนัดด้วยความรู้สึกสบาย ไม่เป็นทางการมากเกินไป (แต่ไม่กางเกงขาสั้นหรือรองเท้าแตะนะคะ)

 

บางกอกไฮทส์ให้บริการอาหารไทย เป็นเมนู “สตรีทฟู้ด” ซึ่งปรับเปลี่ยนมาเพื่อเสิร์ฟตามมาตรฐานโรงแรม ใช้วัตถุดิบชั้นดี ตกแต่งจานอย่างสวยงาม และเมื่อได้ลองลิ้มชิมดูก็พบว่ารสชาติอร่อยกลมกล่อมตามสูตรดั้งเดิมแบบที่ลิ้นไทยๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น ผัดไทยกุ้งอร่อยเส้นไม่นิ่มเกินไป น้ำซอสผัดไทยพอดีไม่ต้องปรุงเพิ่ม ยำเนื้อสันนอก รสแซ่บ เนื้ออย่างดีย่างไม่สุกเกินไป นุ่มลิ้น ยำวุ้นเส้น ถึงรสถึงเครื่อง (ทะเล)

ร้านนี้เขามีแม้กระทั่งอาหารเหนือ อย่างเช่น น้ำพริกหนุ่มที่มาพร้อมพรั่งเคียงข้างด้วยแคบหมูและนานาผัก หรือจะเป็น ล็อบสเตอร์ราดพริก ที่อาจทำให้ลืมกุ้งราดพริกซึ่งเคยกินไปเลย ในโรงแรมหลายดาวอย่างนี้ กะเพรา ก็มีให้สั่งนะ เป็นกะเพราปลาหิมะ ส่วน ปูนิ่มผัดพริกไทยดำ นั้นก็น่าลอง เป็นต้น ของหวานอย่างข้าวเหนียวมะม่วง รวมทั้งบัวลอยไข่หวาน ลอดช่องน้ำกะทิ ฯลฯ

 

ด้วยสถานที่ บรรยากาศ ดนตรี และเครื่องดื่ม ที่นี่ยังเป็นบาร์ซึ่งควรจะแวะมาเช็กอินและแฮงเอาต์ ยิ่งโดยเฉพาะ ณ เวลาพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน วิวของบางกอกไฮทส์ก็งดงามไม่แพ้ใครเลย ตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไป ดีเจหนุ่มๆ (หน้าตาดี … ขอบอก) จะมาทำหน้าที่เลือกสรรดนตรีกล่อมเกลาอารมณ์ เริ่มจากชิลๆ สบายๆ เข้าสู่จังหวะเร่งเร้าคึกคักยิ่งขึ้นเมื่อดึกดื่น

สำหรับ “สายดื่ม” แล้ว ความสนใจนั้นพุ่งเป้าไปที่ค็อกเทลสไตล์ไทย ซึ่งเลือกส่วนผสมอันโดดเด่นของท้องถิ่นมาปรุงแต่งรสชาติ เครื่องดื่มที่ตกแต่งหน้าตาพิเศษๆ จนต้องร้อง “ว้าว” เมื่อได้เห็น อาทิ ค็อกเทลพรีเซนเทชั่นอลังการชื่อ ขันทอง แน่นอนว่า เสิร์ฟมาในขันเล็กๆ สีทอง พร้อมพวงมาลัยดอกไม้ เมนูนี้มีรัมเป็นส่วนผสมหลัก ตามด้วย น้ำเชื่อมมะลิ สตรอเบอร์รี่ น้ำมะนาว และไข่

 

ที่เสิร์ฟมาในขวดเป็นค็อกเทลชื่อว่า เจ้าพระยา ผสมจากวอดก้า น้ำเชื่อมวานิลลา ไลม์ เสาวรส  และ แตงโม ส่วนมวยไทยมูล (Mauy Thai Mule) ผสมจากจินหมักกับพริก จึงมีรสกลิ่นเผ็ดเล็กๆ เปรี้ยวด้วยน้ำมะนาว มีขิงตกแต่งแก้ว พร้อมนวมจิ๋วอีกหนึ่งข้างมาด้วย ใครสั่งแก้วนี้ก็เก็บนวมกลับบ้านไปเลยค่ะ และถ้าหากว่า คุณไม่โปรดค็อกเทล ที่นี่ยังมีไวน์ให้เลือกมากมาย

บางกอกไฮทส์ ตั้งอยู่บนชั้นที่ 39 โรงแรมเดอะ คอนทิเนนท์ กรุงเทพฯ ริมถนนสุขุมวิท ระหว่างซอย 21 และ 23 ไปมาสะดวก เพราะอยู่ใกล้ทั้งสถานีบีทีเอสและเอ็มอาร์ที เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-00.00 น. โทร. 02-686-7000 หรือ thecontinentdining.com/bangkok-heightz.php

 

สถานที่นี้เหมาะสำหรับนัดรับประทานอาหารหรือชนแก้วสังสรรค์ สำหรับปลดปล่อยความเคร่งเครียดหลังเวลางาน และเติมความสดใสให้ชีวิตกลับมามีชีวา เพื่อพร้อมจะสู้ต่อในวันถัดไป

หากใครยังไม่ได้ฉลองวาเลนไทน์ก็ไปฉลองย้อนหลังกับหวานใจที่นี่ได้นะ … ด้วยส่วนผสมซึ่งรวมกันกลายเป็นบางกอกไฮทส์ สามารถก่อและกลายเป็นประสบการณ์ของค่ำคืนอันสุดแสนพิเศษ

 

‘อีส ดีไลต์’ นั่งชิล ชมแมกไม้ สายน้ำตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/480269

‘อีส ดีไลต์’ นั่งชิล ชมแมกไม้ สายน้ำตก

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ร้านอาหารชื่อเท่ “อีส ดีไลต์” (Is Delight) คือสถานที่แฮงเอาต์แห่งใหม่ของผู้คนในย่านลาดพร้าว ที่เพิ่งเปิดบริการหมาดๆ ด้วยเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ที่นี่จึงมีบริเวณกว้างขวางและบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ โดยมีไฮไลต์เป็นน้ำตกจำลอง ซึ่งเจ้าของลงทุนสร้างให้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญประจำร้าน

เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับตัวร้านเป็นอาคารเรือนกระจกที่ทำจากโครงเหล็ก ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 3 หลัง สองหลังแรกเป็นห้องอาหารแบบติดแอร์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการ หรือโทรมาจองเพื่อจัดไพรเวทปาร์ตี้ได้ ส่วนอีกหนึ่งหลังจะเป็นร้านกาแฟสำหรับนั่งชิลๆ นอกจากนี้ยังมีโซนด้านนอกแบบเอาต์ดอร์ที่มีโต๊ะ-เก้าอี้มากมายให้เลือกนั่งสบายๆ ที่พิเศษคือบริเวณดาดฟ้าของเรือนกระจกยังมีทางเดินให้ลูกค้าขึ้นไปชมวิวและถ่ายรูปเล่นเพลินๆ ด้วย

 

ที่ อีส ดีไลต์ จะมีเมนูที่หลากหลาย ทั้งไทย อีสาน ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละเมนูจะเสิร์ฟมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สุดแสนจะสร้างสรรค์ บนจานใหญ่ๆ ที่สามารถถ่ายรูปสวยๆ ลงโซเชียล เน็ตเวิร์ก อวดเพื่อนๆ ได้แบบเต็มตา

เมนูแรกที่อยากแนะนำ “แซลมอนแซ่บ” จานนี้เป็นเนื้อแซลมอนรมควันในซอสซีฟู้ดรสแซ่บ เสิร์ฟมาพร้อมผักสดในแก้วเล็กๆ ขนาดกะทัดรัดพอดีคำ มองดูสวยทั้งรูปลักษณ์ แถมรสชาติยังอร่อยอีกต่างหาก

ตามด้วย “สปาเกตตีซีฟู้ดเส้นหมึกดำ” เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่ม ผัดกับกุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ และพริกแห้ง คลุกเคล้าด้วยซอสสูตรพิเศษ รสชาติไม่เผ็ดมากนัก รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

ต่อด้วย “หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส” เมนูนี้เป็นหอยแมลงภู่นำเข้า อบกับชีสและซอสมะเขือเทศสูตรเฉพาะจนชีสละลายยืดดูน่ากิน เสิร์ฟพร้อมขนมปังอบกรอบ ได้รสชาติเข้ากั๊นเข้ากัน

มาที่ “ซีซาร์สลัด” เมนูสลัดผักยอดฮิตที่ราดด้วยน้ำสลัดเข้มข้น จานนี้ผู้หญิงกินได้ ผู้ชายกินดี เด็กๆ กินแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย

 

ปิดท้ายด้วยเมนูญี่ปุ่น 2 เมนูอย่าง “แคลิฟอร์เนีย มากิ” ข้าวปั้นญี่ปุ่นที่โรยด้วยไข่กุ้งสีส้มแบบเต็มๆ คำ รสชาติอร่อยคุ้นเคย และ “ซาชิมิรวม” ที่ประกอบด้วยเนื้อปลาทูน่า แซลมอน ซาบะ ปลาหมึก และปูอัดที่สดใหม่ กินคู่กับโชยุและวาซาบิ โอ้โห! บอกได้เลยว่าฟินเวอร์ นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดๆ ให้เลือกอีกเพียบ ราคาอาหารเริ่มที่ 100-300 บาท+++

ครบถ้วนเรื่องอาหารไปแล้ว บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นย่ำ ท้องฟ้าโปร่ง ลมพัดเย็นๆ เหมาะกับการสั่งค็อกเทลมานั่งจิบไปพลางๆ เป็นที่สุด

 

“ทรอปิคอล อีส ดีไลต์” มีส่วนผสมของวอดก้ากลิ่นราสพ์เบอร์รี่ น้ำส้ม น้ำมะนาว โซดา ตกแต่งด้วยลูกสตรอเบอร์รี่สด ส้ม และเลมอนฝาน จนได้ค็อกเทลสีส้มสดใส

อีกแก้วคือ “สวีต บลู” ม็อกเทลสีน้ำเงินเข้ม ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เหมาะที่จะสั่งให้หวานใจ แก้วนี้มีส่วนผสมของบลู คูราเซา น้ำมะนาว ตกแต่งด้วยน้ำตาลที่ขอบแก้ว เชอร์รี่ดองและเลมอนฝาน

 

ทาร์เก็ตลูกค้าของที่นี่ มีทั้งที่มากันเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อนๆ ที่นัดกันมาสังสรรค์ รวมทั้งคู่รักหนุ่มสาว เรียกว่ารับประทานอาหารไป จิบเครื่องดื่มเบาๆ คลอเคล้าเสียงเพลงจากวงดนตรีไลฟ์แบนที่เล่นเพลงในแนวแจ๊ซ อะคูสติก ป๊อป และอีซี่ลิสซึนนิ่งไปด้วย แค่นี้ก็จบวันที่สุดแสนประทับใจในช่วงสุดสัปดาห์ได้อย่างแฮปปี้แล้วล่ะ

อีส ดีไลต์ อยู่ที่ซอยลาดพร้าว 71 (แยกถนนนาคนิวาส) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 17.00-24.00 น. โซนร้านกาแฟ เปิดตั้งแต่เวลา 15.00 น. โทร. 08-5833-8271, 08-1398-8850 หรือแฟนเพจ FB : Is Delight Restaurant Art

 

นอนนับกระต่าย แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/489175

นอนนับกระต่าย แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท

โดย…นิทรา ราตรี

 สุดยอดโรงแรมบูติก แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท (Rabbiz Hill Resort) เจ้าของรางวัลโครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย (Thailand Boutique Awards) ครั้งที่ 4 ปี 2559-2560 ในเขตภูเขา ประเภทอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ขนาด 3-20 ห้อง โดยรีสอร์ทมีเอกลักษณ์ที่วิวภูเขาพาโนรามา ล้อมรอบด้วยป่า และน่าตะมุตะมิกับกระต่ายขนปุย

แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท ตั้งอยู่บนเนินเขาส่วนตัวบริเวณรอยต่อระยอง-จันทบุรี มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อน ผืนป่าสีเขียวขนาดใหญ่ และเงาสะท้อนบนผืนทะเลสาบ ประกอบด้วยห้องพักเพียง 15 ห้อง 4 ดีไซน์ เริ่มต้นที่ ไอวอรี่ บันนี่ ขนาด 40 ตร.ม. ภายในตกแต่งด้วยไม้สักผสมกับวัสดุธรรมชาติ ห้องน้ำมีเพียงผ้าม่านกั้นแทนประตู เหมาะสำหรับคู่รักที่จะมาดื่มด่ำความสุข

บราวนี่ บันนี่ ขนาด 42 ตร.ม. ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักสีวอลนัต ดีไซน์เรียบง่าย มีสไตล์ ทำให้ห้องพักดูอบอุ่น ปลอดโปร่ง กลมกลืนกับธรรมชาติรอบด้าน

 โนว์วี่ บันนี่ ขนาดเดียวกันแต่เหมาะสำหรับครอบครัว เน้นการตกแต่งด้วยวัสดุที่เรียบง่ายพร้อมระเบียงส่วนตัวที่มองเห็นวิวสวนป่า และสวีทตี้ บันนี่ ขนาด 142 ตร.ม. เป็นวิลล่า 2 ห้องนอนบนจุดที่สวยที่สุด ตกแต่งแนวโมเดิร์นดูสบาย มีมุมจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวบนระเบียงส่วนตัว พร้อมอ่างจากุซซี่มองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น

รีสอร์ทยังมีสระว่ายน้ำ ห้องอบเซาน่า ห้องประชุม สนามเด็กเล่น สนามชิปกอล์ฟ ถนนปั่นจักรยานระยะทาง 12 กม. คาราโอเกะ และไฮไลต์ที่หมู่บ้านกระต่ายสุดน่ารัก โดยสามารถเข้าไปให้อาหารและเล่นกับเจ้าขนปุยได้ รวมถึงห้องอาหารที่มีทั้งบาร์บีคิวซีฟู้ด อาหารไทย ยุโรป เวียดนาม และพิซซ่าโฮมเมด เรียกได้ว่าไม่ต้องไปไหนก็สามารถมีความสุขกับกิจกรรมเหล่านี้ได้หลายวัน

ทั้งนี้ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย หนึ่งในผู้จัดโครงการได้ร่วมกับ โลเคิล อไลค์ พันธมิตรโรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.จันทบุรี จัด 3 แพ็กเกจท่องเที่ยวภายใต้คอลเลกชั่น Local Is New Luxury แบ่งเป็นแพ็กเกจจันทบุรี…ที่นี่อยู่กับช้าง 2 วัน 1 คืน (พักแรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท) แพ็กเกจจันทบุรี…อัญมณีและวิถีประมง 2 วัน 1 คืน และจันทบุรี…วิถีท้องถิ่น 3 วัน 2 คืน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสจุดหมายปลายทางอย่างลึกซึ้ง

 

Price: บราวนี่ และ ไอวอรี่ 2,900 บ. สโนว์วี่ 3,600 บ.

Place: เขาวงกต ซ. 2 จ. จันทบุรี โทร. 090-783-2250 เว็บไซต์ www.rabbizhillresort.com

Promotion: พิเศษสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตเคทีซี แพ็คเกจจันทบุรี… ที่นี่อยู่กับช้าง 2 วัน 1 คืน พักที่แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท สามารถแบ่งชำระกับ KTC FLEXI 0% นาน 4 เดือน สอบถามโทร. 02-123-5050 หรือ 087 145 2839 (โลเคิล อไลค์)

 

รื่นรมย์ตามรอยบุญ จิบชาชมกุหลาบ ไหว้พระวัดป่าดาราภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/488144

รื่นรมย์ตามรอยบุญ จิบชาชมกุหลาบ ไหว้พระวัดป่าดาราภิรมย์

โดย…นายใจดี

เชียงใหม่ มักถูกคิดถึงในฤดูหนาวเสียส่วนมาก แต่เชียงใหม่ในฤดูร้อนแรงก็ไม่ได้น่าชัง อย่างเดือน เม.ย.นี้ ก็นึกถึง ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ เล่นน้ำสงกรานต์รอบคูเมืองเชียงใหม่ รู้สึกฉ่ำใจขึ้นมาบัดดล

แม้จะไปเยือนเชียงใหม่หลายหน แต่แหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ก็ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะแต่ละแห่งยังมีมนตร์เสน่ห์ดึงดูดคนต่างถิ่นให้อยากเร้นตัวอิงแอบกับสถานที่ได้เสมอ ล่าสุดการได้ร่วมเดินทางกับ บริษัท บุญนำพา (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการรับจัดงานบุญครบวงจร เราจึงได้ประสบการณ์การเดินทางในอีกรูปแบบ แน่นอนล่ะว่า “อิ่มบุญ”

การเดินทางครั้งนี้ทาง “สรสิช เนตรนิล” ผู้(บุญ)นำพา มีความประสงค์ที่จะเรียนรู้ถึงประเพณีการจัดงานบุญในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับจัดงานบุญได้อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาคของไทย และเป้าหมายที่สำคัญ คือ “ความสุข”

ความสุขที่สมบูรณ์ในการใช้ชีวิต บุญนำพา แยกย่อยให้ 2 ส่วน คือ ความสุขใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากงานบุญ และความสุขกาย ที่เกิดขึ้นได้จากการดูแลด้านสุขภาพและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต เช่นนี้การเดินทางไปแต่ละแห่งหน เราจึงได้ดื่มด่ำทั้งสุนทรียรสของอาหาร เครื่องดื่ม ธรรมชาติ สถาปัตยกรรม ไหว้พระ ถวายสังฆทาน ฯลฯ เรียกว่า เติมเต็มความสุขทั้งกาย-ใจ

ใจผลิบานราวกุหลาบแรกแย้ม

“สวนกุหลาบหลวงโครงการหลวงห้วยผักไผ่” ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ราว 40 นาที เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง จัดให้เป็นสถานที่ควรมายามเช้า เพราะทำเลที่ตั้ง ต.บ้านปง อ.หางดง แม้จะฤดูกาลไหน ยามเช้าก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายของอากาศ เน้นมายามเช้า แม้ว่าเราจะอยากได้บรรยากาศจิบชายามบ่ายสไตล์ผู้ดีอังกฤษก็ตาม

สวนกุหลาบหลวงโครงการหลวงห้วยผักไผ่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีกุหลาบหลายสายพันธุ์ ปลูกไล่ระดับตามไหล่เขา แดงมินิเจส มิดไนท์บลู ลาเวนเดอร์ดรีม พิงก์พีช บีเวอรี ชมพูไต้หวัน บลู ฟอร์ ยู สตาร์รูนา ซัมเมอร์ สโนว์ เป็นอาทิ สวรรค์ของคนชอบถ่ายภาพดอกไม้ เดินชมได้เรื่อยๆ เพราะพื้นที่ไม่กว้างนัก ยังไม่ได้เหงื่อก็เดินทั่วถึงแล้ว

อีกหนึ่งความน่าสนใจของที่นี้ นอกจากตกแต่งสวนตามสไตล์อังกฤษแล้ว ยังจัดโซนรับประทานอาหาร-เครื่องดื่ม ที่แทรกตัวอยู่กลางหมู่มวลดอกกุหลาบ ให้อารมณ์วินเทจ ได้อาหารตาใจแล้วมาเติมอาหารกายกันบ้าง ซึ่งเด็ดด้วยเมนูผักสดจากโครงการหลวงหลากหลายเมนู ชาสมุนไพร และเมนูจากอโวคาโด เพราะโครงการหลวงทุ่งเริง จัดเป็นแหล่งปลูกอโวคาโดอันดับต้นในโครงการหลวง แนะนำชิมไศกรีมอโวคาโด

นอกจากนี้ ยังมีลานกางเต็นท์สำหรับการพักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร สนุกสนานและเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานชมสวนเกษตรอินทรีย์รอบๆ ได้ ที่นี่เปิดเวลา 08.00-20.00 น. หากไม่อยากพลาดชมความเบ่งบานของหมู่มวลกุหลาบ โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ 09-9135-1118

วิจิตรการพุทธสถาน

อีกครึ่งวันหลัง เคลื่อนตัวมาที่ “วัดป่าดาราภิรมย์” ตั้งอยู่ ต.ริมใต้ อ.แม่ริม ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 40 นาที ต้องบอกว่ามาช่วงไหนก็ได้ความร่มรื่น สมชื่อวัดป่า มีต้นไม้ใหญ่แผ่ให้ร่มเงา ช่วยให้การเดินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไม่ต้องปาดเหงื่อมากนัก แม้วัดจะกลายเป็นอีกจุดหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองเชียงใหม่ หากบรรยากาศภายในวัดเงียบสงบมาก

วัดป่าดาราภิรมย์ เป็นวัดเก่าแก่ มีปูชนียสถานที่วิจิตรงดงาม ภาพยนตร์ละครหลายเรื่องมาขอใช้สถานที่ เช่น “พระอุโบสถ” ที่ตระการงานศิลป์ ตัวอุโบสถสร้างเป็นศิลปะล้านนา หน้าบันไดเป็นลวดลายเครือเถาล้านนา ล้อมรอบดาว 3 ดวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประตู หน้าต่าง แกะสลักด้วยลวดลายล้านนาลงรักปิดทอง มีพญานาค 3 คู่ สิงห์ 1 คู่ เทวดา 1 คู่ และมอม 1 คู่ ส่วนพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสุโขทัย ลงรักปิดทอง

“พระวิหารหลวง” จำลองมาจากหอคำของเจ้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยโบราณ งดงามในศิลปะการแกะสลัก ปูนปั้นและลายคำแบบล้านนา ภายในพระวิหารประดิษฐานพระประธานทรงเครื่องในมณฑปปราสาทพร้อมทั้งพระบรมสารีริกธาตุ และแวดล้อมด้วยพระพุทธรูปพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

“หอกิตติคุณ” ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมศิลปะล้านนาผสมผสานศิลปะไทยลื้อ อาคารชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีน้ำตาลไหม้ ปักฉัตรสีทองตรงกลาง ประดับช่อฟ้ารูปนกหัสดีลิงค์ สันหลังคาประดับลวดลายปูนปั้นรูปตัวลวง (คล้ายมังกรผสมสิงห์มีปีก) ด้านทิศใต้และด้านทิศเหนือมีมุขยื่นออกไปคลุมบันได หน้าบันไดทั้งสองด้านประดับสิงห์คู่ศิลปะไทยลื้อ ประกอบเสาหน้ามุขสองต้นประดับลวดลายลงรักปิดทองรูปหม้อดอกปูรณฆฏะและลายเครือเถาว์แบบล้านนาที่งดงาม เหนือประตูทางเข้าประดับลวดลายแกะสลักพญานาคพันกัน ภายในจัดแสดงรูปภาพโบราณ ศิลปวัตถุ เปรียบเป็นพิพิธภัณฑ์ข้อมูลประวัติศาสตร์แห่งพุทธจักรล้านนาเลยเทียว

เพียงสถานที่เดียวก็ใช้เวลาเพลินๆ อย่างไม่รู้ตัวได้หลายชั่วโมง ยิ่งถ้าต้องการศึกษารายละเอียดกันทุกซอกทุกมุมจริงๆ ให้เวลาครึ่งวันก็ไม่มีเบื่อ อีกสิ่งที่รู้สึกประทับใจต่อวัดป่าดาราภิรมย์ ก็คือ ความสะอาดและไม่ได้เป็นพุทธพาณิชย์ ที่วัดเต็มไปด้วยตู้รับบริจาครายเรียงทั่วทุกมุม การเดินเข้าสู่วัดป่าดาราภิรมย์ นอกจากกราบสักการะพระพุทธรูปได้สำรวมกาย-วาจา-ใจแล้ว ยังได้รื่นรมย์ในความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบล้านนาอีกด้วย