หนึ่งปูม้า ทะเลเผา เสิร์ฟความสด…จากทะเลเมืองจันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481532

หนึ่งปูม้า ทะเลเผา เสิร์ฟความสด...จากทะเลเมืองจันท์

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

อยากกินซีฟู้ดสดๆ เหมือนยกทะเลเมืองจันท์มาเสิร์ฟ ไม่ต้องขับรถไปต่างจังหวัดให้เปลืองน้ำมัน แค่แวะมาที่นี่ “หนึ่งปูม้า ทะเลเผา” ไม่ใกล้ไม่ไกลบีทีเอส สถานีกรุงธนบุรี แม้จะเป็นร้านห้องแถวเล็กๆ ริมถนน รับลูกค้าได้เพียงไม่กี่โต๊ะ แต่เรื่องความสดของร้านนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดา

เพราะที่นี่เขารับของทะเลสดๆ ทั้งกุ้งสด หมึกสด ปูม้าเป็นๆ ปูใบ้ก้ามโตๆ ส่งตรงทุกวันมาจากจันทบุรี รับประกันความสดโดยคนเมืองขลุง ดีกรีอดีตปลัดอำเภอ นารถนภา นามวงษ์  เจ้าถิ่นอย่าง “ปลัดเล็ก” ลงทุนลาออกมาเปิดร้านเองทั้งที คงไม่ยอมให้เสียชื่อคนเมืองจันท์

 

มาร้านหนึ่งปูม้าทั้งที คงมาไม่ถึงถ้าไม่กินปู ปูม้าเป็นๆ เพิ่งตักขึ้นมาจากน้ำ นึ่งร้อนๆ เนื้อสดแน่น หวานฉ่ำ ไข่เต็มกระดอง จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ ปู 3 ตัวแน่นๆ น้ำหนักโลกว่านิดๆ จานนี้ ถ้าจ่ายแบงก์พัน บอกเลยว่ายังมีเงินเหลือให้สั่งฮ่อยจ๊อทอดร้อนๆ มากินต่อได้อีก 2 จาน

หลายคนชอบกินปูแต่ขี้เกียจแกะ ทางร้านก็มีเมนูขายดีอย่างกรรเชียงปูนึ่งไว้บริการ ส่วนของดีประจำถิ่นที่จัดว่าเด็ดหากินที่อื่นยากต้องยกให้ก้ามปูใบ้นึ่ง ส่งตรงมาจากเมืองจันท์ ลูกสาวปลัดเล็ก
กมลชนก ธิราศักดิ์ บอกว่าเอกลักษณ์ของปูใบ้โดดเด่นตรงที่เป็นปูก้ามโต เวลาจับขึ้นมาชาวบ้านจะใช้วิธีอนุรักษ์ กินเฉพาะแต่เพียงก้าม แล้วปล่อยตัวปูกลับคืนสู่ธรรมชาติ รอเวลางอกก้ามใหม่ขึ้นมาแทน ใครอยากรู้ว่าก้ามปูใบ้อร่อยแค่ไหนต้องไปลอง

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเด่นอื่นๆ ทั้งกุ้งแชบ๊วยตัวโตเอามาทำได้หลากหลายเมนู  ปูอบวุ้นเส้น ปูนิ่มสดตัวเป็นๆ เอามาทอดกระเทียม ยำไข่แมงดา ยำสามไข่ สั่งจานเดียวได้กินแบบ 3 อิน 1 รวมมิตรไข่ปู ไข่ปลา ไข่แมงดากับน้ำยำรสจัดจ้าน หอยนางรมสดๆ และที่พลาดไม่ได้คือหมึกแดดเดียว หมึกผัดไข่เค็ม ทั้งเนื้อทั้งหนวดสดเด้งจากธรรมชาติ มั่นใจปลอดภัยไร้สารฟอร์มาลีน เพราะทางร้านขับรถไปขนมาเอง แถมยังเป็นเอเยนต์ต้นทางส่งของทะเลสดจากเมืองจันท์กระจายให้ร้านอาหารในกรุงเทพฯ

คุณกิ่ง ลูกสาวปลัดเล็ก บอกว่า อาหารที่ร้านจะเป็นรสชาติแบบทำกินเองที่บ้าน จึงพิถีพิถันในเรื่องวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเมนูแกงส้ม แกงป่า เน้นว่าต้องใช้พริก ใช้เครื่องแกงตำเองสดๆ ควบคุมคุณภาพโดยปลัดเล็กผู้เป็นแม่ส่งตรงมาจากเมืองจันท์อีกเช่นกัน

 

ร้านหนึ่งปูม้าทะเลเผาที่สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี ถือเป็นสาขา 2 ของครอบครัวที่มาเปิดในกรุงเทพฯ โดยสาขาแรกที่โด่งดังอยู่แถวรามคำแหง ก็เป็นพี่ๆ น้องๆ ของปลัดเล็กที่มาบุกเบิก เป็นเครือญาติคนเมืองจันท์เหมือนกัน เลยใช้ชื่อเดียวกันมาแตกเป็นสาขา แต่รสชาติ 2 ร้านต่างคนต่างจะโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง

ใครอยากมาลองรสชาติความอร่อยจากทะเลเมืองจันท์ที่หากินได้ในย่านฝั่งธนฯ พิกัดร้านหาไม่ยากอยู่ริมถนน เชิงสถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี ติดปั๊มบางจาก ฝั่งขาออกที่จะไปทางถนนเพชรเกษม เป็นร้านเล็กๆ แต่คุณภาพความสดไม่ต่างจากร้านใหญ่ๆ ร้านนี้ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีที่จอดรถ ต้องจอดรถริมฟุตปาท หรือเข้าไปจอดในปั๊ม ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 4 โมงเย็น ปิด 5 ทุ่ม หยุดทุกวันพุธสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือน ทางร้านยังมีบริการส่งอาหารทะเลสดๆ แบบเดลิเวอรี่ผ่านบริการลาล่ามูฟ โทรสอบถาม จองโต๊ะ หรือสั่งอาหารได้ที่เบอร์ 08-5144-0022 และ 08-9696-1706  Facebook : หนึ่งปูม้าทะเลเผา สาขา 2 ฝั่งธนบุรี

 

ฟูล เฟลเวอร์ เข้มข้นรสไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481387

ฟูล เฟลเวอร์ เข้มข้นรสไทย

โดย…ชายโย

ท่ามกลางร้านอาหารเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรป ร้านอาหารไทยนามฟูล เฟลเวอร์ กลับโดดเด่นสวนกระแสอาหารต่างชาติ ขึ้นมาโลดแล่นด้วยรสชาติแบบรสมือแม่ อาหารที่ร้านนี้จึงไม่เพียงแต่มีรสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียวเมื่อรับประทานไปแล้วเราจะได้รับรู้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับไปรับประทานอาหารที่บ้าน

 

โชติกา ตรีรัตนชาติ เจ้าของร้านเล่าถึงร้านฟูล เฟลเวอร์ ชั้น 6 อาคารเฮลิกซ์ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ด้วยความภูมิใจว่า ร้านนี้เริ่มต้นจากสูตรเย็นตาโฟ ของคุณแม่ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของคุณแม่ จึงนำสูตรนี้มาเปิดร้านอาหารควบคู่กับเมนูอาหารอื่นๆ ซึ่งผ่านการเลือกสรรวัตถุดิบ และขั้นตอนการประกอบอาหารและควบคุมการทำงานโดยเจ้าของเอง โดยปรุงใหม่แบบชามต่อชาม เพื่อให้รสชาติของอาหารคงคุณภาพ

แม้แต่เมนูก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก็ไม่ต้มน้ำซุปรอเอาไว้ แบบนั้นรสชาติจะไม่สม่ำเสมอ รับประทานตอนเช้าจะได้รสชาติแบบนึง พอตกบ่ายน้ำซุปเริ่มงวดรสชาติก็เค็มขึ้น แต่สำหรับการปรุงใหม่ ความคงที่ของรสชาติจะเท่ากัน ไม่ว่าจะมากินเวลาไหนก็ตาม

พอเป็นร้านขึ้นห้าง ใครต่อใครก็อาจสงสัยเรื่องของราคา ซึ่งที่นี่สมเหตุสมผล วัตถุดิบในชามก็ใช้ของคุณภาพดีที่สุด อย่างเย็นตาโฟก็เสิร์ฟมาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำใช้หมูบะช่อปรุงรสชาติอย่างหอมหวาน รับประทานเคล้ากับน้ำต้มยำเปรี้ยวนำเผ็ดและหวานเค็มตาม เมนูข้าวเหนียวคอหมูย่าง ที่เลือกสรรส่วนที่ดีที่สุดของคอหมูให้ความนุ่มหวาน รับประทานพร้อมข้ามเหนียวนุ่มๆ จิ้มแจ่วอร่อยสุดๆ หรือจะเป็นเมนูประยุกต์อย่างลาบปลาแซลมอน บอกเลยว่าว่าแซ่บมาก

ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-033-6219

 

เมธาวลัย ศรแดง 60 ปี ตำนานอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481384

เมธาวลัย ศรแดง 60 ปี ตำนานอาหารไทย

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป คงต้องเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างกับร้านอาหารไทยระดับตำนานที่ชื่อ เมธาวลัย ศรแดง และถ้าหากคุณอยู่ในวัย 40 ปีขึ้นไป และใช้ชีวิตผ่านไปมาย่านราชดำเนิน-บางลำภู คงต้องมีสักครั้งในชีวิตที่คุณเคยเข้ากินอาหารที่ร้านแห่งนี้

ร้านอาหารแห่งนี้เปิดมาครบ 60 ปี โดยเปิดมาตั้งแต่ปี 2500 ตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินบริเวณหัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทย์ มีชื่อเสียงในด้านรสชาติอาหารไทยต้นตำรับระดับชาววัง โดยเมื่อ 40 ปีแรกใช้ชื่อว่า ศรแดง จนกระทั่งเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนมาเป็น เมธาวลัย ศรแดง แม้จะตกแต่งให้หรูหราอลังการขึ้น แต่ด้านรสชาติอาหารยังคงความเป็นอาหารไทยแท้ๆ ปรุงอาหารไทยด้วยวิธีการดั้งเดิม

 

ผู้จัดการร้าน บอกว่า ทุกวันนี้การปรุงอาหารก็ยังใช้มะพร้าวขูด ใช้มือคั้นกะทิ ไม่ใช้กะทิกล่อง ยำ หรือต้มยำต่างๆ ยังคงใช้มะนาว ไม่ว่ามะนาวจะแพงไปถึงลูกละ 15 บาท ก็ยังใช้มะนาวสด ไม่ใช้มะนาวขวดหรือน้ำมะขามทดแทนแต่อย่างใด ยังคงใช้เครื่องเทศไทยทั้งสดและแห้ง ยังคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมในการปรุงอาหารไว้อยู่เสมอ โดยราคาอาหารจะเริ่มต้นที่ 120 บาทขึ้นไป ส่วนเครื่องดื่มจะเป็นผลไม้สด ไม่ใช้น้ำผลไม้กระป๋องหรือผลไม้กล่อง เพราะเน้นความสดใหม่ สะอาด เป็นพื้นฐานในการให้บริการ หากเป็นหน้าเทศกาลก็จะมีอาหารตามฤดูกาล เช่น ข้าวแช่ สะเดาน้ำปลาหวาน

นอกจากนั้น ยังมีเมนูขึ้นชื่อที่อร่อยระดับตำนานอย่าง หมี่กรอบ หมูสะเต๊ะ ฟองเต้าหู้ทอดสอดไส้ ยำส้มโอ ยำถั่วพู ยำมะระกุ้งสด ข้าวตั้งหน้าตั้ง แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ห่อหมกปลา ขนมจีนน้ำยา แกงเลียงกุ้งสด เนื้อปลาเก๋าต้มยำโหระพา เนื้อปลาเก๋าต้มยำกระชาย กุ้งแม่น้ำนึ่งมะนาว ส่วนของหวานพวกน้ำกะทิก็มีหลากหลายเมนู

 

เมนูที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น กระทงทอง ซึ่งตัวกระทงจะนวดแป้งทำเองจะมีความกรอบบาง แกงส้มปักษ์ใต้ใส่ปลาเก๋า ยำตะไคร้ที่ซอยตะไคร้ด้วยความละอียดนิ่มนวลใส่กุ้งสดหวานนุ่ม ยำหัวปลีกับปูนิ่ม ทอดมันปลากรายพร้อมน้ำอาจาด

ถือว่าเป็นร้านอาหารที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน เพราะชัยภูมิอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใดก็ไม่พ้นจะได้รับผลกระทบ แต่ก็สามารถยืนหยัดฝ่าฝันมาได้ตลอดระยะเวลา 60 ปีมานี้ ทั้งเมนูหลากหลายถึง 100 กว่าเมนู แต่เมนูที่เป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าสั่งประจำอยู่ประมาณ 30 เมนู มีที่นั่งได้ถึง 180 ที่นั่ง และยังมีห้องสำหรับ 15-20 ที่นั่ง อีก 2 ห้อง สำหรับลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะและต้องการความเป็นส่วนตัว

 

นอกจากนี้ ยังเปิดโซนใหม่ สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดเลี้ยงบริษัท หรือจัดประชุมสัมมนาเลี้ยงกลุ่มย่อย หรือจัดงานหมั้น งานแต่งขนาดย่อม สำหรับคนกลุ่มใหญ่ตั้งแต่ 60-100 คน รวมทั้งมีห้องพักระดับโรงแรม 3 ดาว อีก 36 ห้อง มีที่จอดรถสะดวกสบายได้ 50 คัน

ดนตรีไทยในแนวสุนทราภรณ์ และเพลงอมตะสากล ยังคงบรรเลงให้ฟังชื่นใจ ยังมีให้ความบันเทิงรื่นรมย์ทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. และ 20.00-24.00 น. ร้านอาหารเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30-23.00 น. ไม่มีวันหยุด โทร. 02-224-3088

 

มากิซูชิ ม้วนๆ ให้อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 16:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481381

มากิซูชิ ม้วนๆ ให้อร่อย

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนึ่งในจานโปรดของสายอาหารญี่ปุ่น จะต้องมี “ซูชิ” (Sushi) อยู่ด้วยอย่างแน่นอน จริงๆ แล้ว ซูชิ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปลาดองในข้าวของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประมาณปลาร้า ปลาเจ่า ปลาส้ม อะไรแบบนี้) ซึ่งชาวเอเชียอาคเนย์จะเลือกกินเฉพาะส่วนปลา ขณะที่ข้าวจะโยนทิ้งไป

ปลาดองข้าว ที่เรียกว่า นาเระซูชิ (Narezushi) เข้าสู่ญี่ปุ่นผ่านทางจีนไปราวๆ ศตวรรษที่ 3-5 โดยชาวอาทิตย์อุทัยได้นำมาพัฒนาเป็นซูชิในเวอร์ชั่นของตัวเอง จากต้นฉบับปลาดองเปรี้ยวๆ ผนวกกับข้าวรสชาติออกเค็มๆ ในคราวเริ่มต้นอย่าง ฟูนาซูชิ (Funazushi) ที่สร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรกแถวๆ ทะเลสาบบิวะ ในยุคมุโรมาชิ (ปี 1336-1573) โดยเชื่อว่า ได้กินแล้วจะมีอายุยืนยาว ก่อนจะพัฒนากลายเป็นซูชิหน้าตาแบบที่เห็นกันทุกวันนี้ พร้อมภาพรวมของรสชาติสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า อูมามิ (Umami) หรือรสชาติที่กลมกล่อมนวลเนียนในหนึ่งคำ ก็ราวๆ ปลายยุคเอโดะ (ปี 1603-1867) สร้างสรรค์ขึ้นในเมืองโอซากา

คนที่ปฏิวัติหน้าตาและรสชาติของซูชิแบบอูมามิขึ้นเป็นคนแรก คือ ฮานายะ โยเฮ (มีชีวิตระหว่าง ปี 1799-1858) โดยเขายกเลิกการใช้ปลาหมักดองมาใช้ของสดใหม่ ทำให้การเตรียมซูชิสะดวกคล่องว่องไว ไม่ต้องรอเวลาดองปลาและข้าว นอกจากนี้ขนาดของซูชิแบบที่เห็นในปัจจุบันยังเป็นขนาดที่เล็กลงราว 1 ใน 3 ของขนาดซูชิยุคตั้งต้น โดยในตอนนั้นตั้งชื่อว่า เอโดะเม ซูชิ (Edomaezushi) ที่ทุกวันนี้ คำว่า เอโดะเม นิกิริซูชิ ก็ยังใช้อยู่ในความหมายของซูชิชนิดพรีเมียม ที่อาศัยของสดใหม่ตามฤดูกาล

ยุคเอโดะ หรือโมเดิร์นโตเกียว ยังได้มีการคิดค้นแผ่นสาหร่ายญี่ปุ่น (Nori Seaweed Sheet) ขึ้นมาได้ราวๆ ปี 1750 อีกด้วย และหลังจากนั้น “มากิซูชิ” (Makizushi) หรือ “โนริมากิ” (Norimaki) ที่ประกอบด้วยข้าวกับไส้ต่างๆ นำไปม้วนในแผ่นสาหร่าย ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

เรื่องราวของ มากิซูชิ บันทึกเอาไว้ครั้งแรกในหนังสือ Ryori Sankaikyo (ปี 1749) ซึ่งบรรยายว่าเป็นอาหารทะเลม้วนในเสื่อไม้ไผ่ (Makisu) แต่ไม่ใช่เวอร์ชั่นแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ต้องมาดูในหนังสือ Shinsen Kondate buruishu (ปี 1776) ที่ว่า… วางแผ่นสาหร่ายอาซากุสะ-โนริ, แผ่ปลาปักเป้า ลงบนเสื่อไม้ไผ่ ก่อนจะใส่ข้าวลงไปให้ทั่วแผ่น เติมปลาหรือไส้อื่นๆ ก่อนที่จะม้วนเสื่อจากด้านหนึ่งให้แน่น

ในปี 1778 ไกด์บุ๊กร้านอาหารของญี่ปุ่น Shichijyugonichi เปิดเซ็กชั่นที่กล่าวถึงร้านที่เสิร์ฟ “โนริมากิซูชิ” เอาไว้โดยเฉพาะ ขณะที่หนังสือ Meihan Burui (ปี 1802) บรรยายเรื่องมากิซูชิเอาไว้อย่างน่ารับประทาน… “มีทั้งไส้ปลาซีบรีม หอยเป๋าฮื้อ เห็ดชิตาเกะ ผักชีมิตซึบะ ใบชิโสะ”

 

 

ชื่อ มากิซูชิ นำมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ทำซูชิชนิดนี้นี่เอง ก็คือ มากิสึ (Makisu) หรือเสื่อไม้ไผ่ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีขนาด 25 x 25 ซม. โดยปกติแล้วเชฟจะเลือกชนิดที่บางๆ ในการทำมากิซูชิ ส่วนแบบหนา มักใช้ในการบีบของเหลวออกจากส่วนผสมต่างๆ

โดยทั่วไป มากิซูชิ มักจะม้วนอยู่ในแผ่นสาหร่าย แต่ยิ่งนานวันมาเรื่อยๆ เมนูใหม่ๆ ก็ได้รับการคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการม้วนใส่ฟองเต้าหู้, ไข่หวาน, ใบชิโสะ, แตงกวาฝานบางๆ แล้วก็มีบ้างที่พลิกเอาสาหร่ายไว้ข้างใน นำไส้หรือข้าวออกมาไว้ข้างนอก

ฟูโตมากิ (Futomaki) เป็นมากิขนาดใหญ่ (ราว 5-6 ซม.ขึ้นไป) แบบที่มีสาหร่ายอยู่ด้านนอก ส่วนใหญ่จะใส่ไส้ 2-3 ชนิดขึ้นไป ในการทำมากิก็ยึดหลักเดียวกับการทำซูชิคือ นอกจากหน้าตาสีสันจะต้องสวยงามแล้ว ยังต้องให้ได้รสชาติแบบอูมามิอีกด้วย ดังนั้นไส้ที่ผสมปนเปกันหลายๆ อย่างนี้จะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งแสดงรสมือของเชฟได้เป็นอย่างดี

 

ฟูโตมากิ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารมังสวิรัติ คือไร้เนื้อสัตว์ ไส้ที่นิยมคือแตงกวา หน่อไม้ดอง รากบัว ฯลฯ แต่บางทีก็เพิ่มเติมไข่หวาน (Tamagoyaki Omelette) ไข่ปลา ทูน่าสับ ปลาแห้ง เข้าไปบ้าง หลังจากใส่ข้าวที่ปรุงรสด้วยน้ำมันงาหรือน้ำมันชิโสะเล็กน้อย ม้วนมากิในสาหร่าย หั่นเป็นชิ้นๆ แล้ว มักจะเสิร์ฟคู่กับหัวผักกาดดอง

สำหรับ โฮโซมากิ (Hosomaki) เป็นมากิโรลล์ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 1 นิ้ว) มีสาหร่ายอยู่ด้านนอกเช่นเดียวกัน ไส้ที่ใช้มีเพียงชนิดเดียว มีตั้งแต่ทูน่า แตงกวา หัวผักกาดดอง แครอต อโวคาโด ฯลฯ

โฮโซมากิ มีความหลากหลายมาก อย่างเช่น คัปปะมากิ (Kappamaki) เป็นชื่อเรียกของโฮโซมากิไส้แตงกวา ตั้งชื่อตามปิศาจในตำนานของญี่ปุ่น คัปปะ (Kappa) มักจะเสิร์ฟคั่นระหว่างการกินเมนูปลาดิบกับเมนูอาหารญี่ปุ่นประเภทอื่นๆ เพื่อเป็นการล้างปาก

 

เทคกะมากิ (Tekkamaki) เป็นชื่อเรียกของโฮโซมากิไส้ทูน่าดิบ คำว่า เทคกะ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เหล็กร้อนสีแดง ซึ่งบ่งบอกถึงสีสันของทูน่าดิบนั่นเอง ส่วน เนกิโทโรมากิ (Negitoromaki) คือโฮโซมากิไส้ทูน่าส่วนท้อง (โทโร่) สับละเอียดผสมกับต้นหอม สึนามาโยมากิ (Tsunamayomaki) เป็นโฮโซมากิไส้ทูน่ากระป๋องผสมมายองเนส

มากิชนิดพิเศษ เอโฮมากิ (Ehomaki) ที่หมายถึงความโชคดี มีไส้ถึง 7 อย่าง ได้แก่ หัวผักกาดดอง ไข่ ปลาไหล เห็ดชิตาเกะ ฯลฯ ซึ่งเชื่อว่าถ้าได้กินแล้วจะโชคดีตามชื่ของมากิ โดยมักจะมีให้รับประทานในเทศกาลหน้ากากเซตสึบัน (เทศกาลรับฤดูใบไม้ผลิ)

เทมากิ (Temaki) มากิขนาดใหญ่รูปกรวย (ราวๆ 10 ซม.) ที่มักเสิร์ฟปิดท้ายมื้อ โดยเฉพาะร้านอาหารแบบโอมากาเสะ เพื่อให้ชัวร์ว่าอิ่มหนำสำราญแน่นอน มากิแบบนี้อาศัยม้วนด้วยมือเป็นทรงกรวย เวลากินก็ต้องใช้มือ เพราะตะเกียบจะทำให้ไส้หลุดกระจัดกระจาย และต้องรีบกินเทมากิคำโตให้หมดในเวลาอันรวดเร็ว เพราะสาหร่ายจะดูดซับความชื้น ขาดความกรอบ และส่งผลให้ไส้หลุดออกมาได้เช่นกัน

ใครชื่นชอบมากิซูชิ ไปชิมไส้ต่างๆ ได้ที่ห้องอาหารญี่ปุ่นเซ็น (Zen Japanese Restaurant) อย่างเช่น นอร์เวย์มากิ (มากิแซลมอน), โรลล์ทูน่าสไปซี่, สลัดทูน่าซอสโชยุ (ทูน่าดิบม้วนหัวไช้เท้าฝอย), ข้าวห่อไส้อโวคาโดหน้าปลาแซลมอนสไปซี่ ฯลฯ อร่อยเต็มๆ คำ แถมหลายเมนูลด 50 เปอร์เซ็นต์ วันนี้-31 มี.ค.ศกนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ ZenJapaneseRestaurant ไอจี Zen_Restaurant

 

อากาศดี อร่อยดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481376

อากาศดี อร่อยดี

โดย…ลีโอ เคน ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

จากจุดเริ่มต้นที่เปิดร้านขายอาหารไทยต้นตำรับย่านสัมมากร มาวันนี้ร้านได้ขยับขยายมาอยู่ย่านกลางเมือง ถนนประดิพัทธ์ ยังคงใช้ชื่อร้านเหมือนเดิมว่า อากาศดี (Ahh Kard D) ที่สำคัญยังคงคอนเซ็ปต์อาหารไทยแบบโฮมเมดเอาไว้เหมือนเดิม ทว่าเพิ่มพูนเมนูใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่ชักชวนให้นั่งนานๆ

บรรยากาศร้านโดยรวมแสนสบาย เสมือนได้นั่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน ด้วยการรีโนเวตบ้านหลังเก่าในสมัยรัชกาลที่ 7 ให้เป็นคาเฟ่สีขาวแสนอบอุ่น พร้อมด้วยของตกแต่งย้อนยุคซึ่งเป็นของสะสมของเจ้าของร้านเอง รวมทั้งเก้าอี้หวายและเก้าอี้ไม้ ที่ต่างช่วยขับขานและแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของวันวาน

 

รอบร้านยังตกแต่งแบบบ้านสวน ด้วยการปูไม้ไล่ระดับลดหลั่นกันอย่างสนุกสนาน และลบความวุ่นวายจากรอบด้านด้วยรั้วไม้ไผ่ระแนงยาว และต้นไม้น้อยใหญ่ยิ่งทำให้นึกถึงสวนในชนบท เรียกว่ารู้สึกเพลินตา สบายใจ นำมาซึ่งอารมณ์ดี ใกล้ๆ กันยังจัดเป็นโซนกลาสเฮาส์ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ตกแต่งแบบอบอุ่นชวนให้นั่งนาน

มาถึงเรื่องของเมนูกันบ้าง อย่างที่บอกไว้เมนูของที่นี่เป็นเมนูอาหารไทยแบบโฮมเมด โดย นก-พชรพรรณ กิตติกรณ์ เป็นผู้รังสรรค์เมนูทั้งหมด โดยเธอได้ถูกถ่ายทอดรสมือมาจากคุณแม่ตั้งแต่เยาว์วัย โดยเข้าไปคลุกคลีตีโมงอยู่ในครัว จับนั้น หยิบนี่ รู้ตัวอีกทีก็หลงรักสำรับไทยเข้าไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

เอกลักษณ์อีกประการ ทางร้านจะเลือกใช้วัตถุดิบและเครื่องเทศไทยที่มีประโยชน์ และมีกลิ่นหอมจากธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานโปรดแล้ว ยังเลือกวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงมาจัดโต๊ะด้วย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ พริก และผักพื้นบ้านอื่นๆ เพราะอยากให้คนที่มาได้พูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร

เริ่มต้นความอร่อยแบบอาหารไทยต้นตำรับกับยำเมี่ยงอากาศดี จานนี้รสชาติจะโชว์วัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรไทย ไม่ว่าจะเป็น ขิง เปลือกมะนาว หัวหอม ถั่ว น้ำตาล และน้ำมะนาว นำมาคลุกกันจนเป็นน้ำยำ พร้อมซอยใบชะพลูใส่ลงไปด้วยเพิ่มกลิ่นหอมยวนยั่ว ตามด้วยกุ้งตัวโต และถั่วลิสงคั่วเสิร์ฟมาบนใบชะพลูอีกที แซ่บและชื่นใจที่สุดจานนี้

 

ต่อกันด้วย สปาเกตตีไส้อั่วพริกแห้ง ไส้อั่วหมูแท้ๆ แบบมันน้อย สั่งจากลำปาง พร้อมด้วยเครื่องเทศไทยๆ อย่างกระเทียม ข่า ใบมะกรูด พริกแห้ง นำมาคั่วจนหอมฟุ้ง แล้วนำไปผัดรวมกับไส้อั่ว จากนั้นก็นำมาคลุกกับเส้นสปาเกตตี พร้อมเพิ่มความหอมและรสชาติด้วยพริกแห้งคั่ว เรียกว่าหอมกลิ่นเครื่องเทศและรสชาติจัดจ้านทีเดียว

ตบท้ายด้วย กุ้งแช่น้ำปลาวาซาบิ อาหารจานแซ่บทีเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน และยังหอมพริกขี้หนูสวน ซึ่งแม่ครัวคนสวยบอกว่า ต้องใช้พริกขี้หนูสวนแท้ คือ พริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ ประมาณ 40-50 เม็ด เพื่อดับกลิ่นคาวของกุ้ง ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับวาซาบิ กระเทียมโทน สะระแหน่ และก็ มะระจีน ที่ต่างช่วยชูรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น

ร้านอากาศดี อยู่ที่ประดิพัทธ์ ซอย 10 ถนนประดิพัทธ์ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. โทร. 09-0984-0587 และ 08-1889-9983

 

เทียน เทียน ติ่มซำ กังสดาล ต้นตำรับเมืองขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481374

เทียน เทียน ติ่มซำ กังสดาล ต้นตำรับเมืองขอนแก่น

โดย…จักรพันธ์ นาทันริ

“ติ่มซำ” มีเปิดให้บริการทั่วเมืองขอนแก่น แต่เจ้าตำรับและขึ้นชื่อมากที่สุดต้องที่ร้านเทียน เทียน ติ่มซำ สุดยอดร้านอาหารจีนชื่อดัง รสชาติระดับราชา แต่ราคานี่โดนใจนักชิมทุกระดับ มีเมนูเด็ดให้เลือก
รับประทานมากมาย

 

ร้านเทียน เทียน ติ่มซำ สาขากังสดาล ตั้งอยู่ภายในซอยมิตรภาพ 32 ติดกับบึงหนองแวง เขตเทศบาลนครขอนแก่น หรือหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น บริหารงานโดย ยศธร มณีวงษ์ หรือเสี่ยเติ้ล ที่เปิดให้บริการมานานหลายสิบปี ซึ่งร้านแห่งนี้มีติ่มซำให้เลือกรับประทานมากกว่า 100 เมนู นึ่งสดๆ ร้อนๆ มาเสิร์ฟถึงโต๊ะ

 

ยศธร บอกว่า ชื่นชอบการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กและมีความฝันที่จะเปิดร้านอาหารจีน และติ่มซำเป็นธุรกิจของครอบครัว เมื่อมีทุนพร้อมแล้วจึงตัดสินใจเปิดร้านเทียน เทียน ติ่มซำ ต้นตำรับของเมืองขอนแก่น ทุกเมนูติ่มซำขายราคาเข่งละ 15 บาท อาหารจีนและอาหารเหลาขายราคาจานละ 40 บาท เช่น ผัดหมี่ฮกเกี๋ยน โกยซี่หมี กระเพาะปลาน้ำแดง ส่วนเมนู หมูเป็ดสับ หมูแดง หมูกรอบ กลุ่มกะเพราเป็ดย่าง รวมไปถึงอาหารตามสั่งทุกเมนู ราคาขายเริ่มต้นที่ 40 บาทเช่นกัน

 

“เมนูของร้าน คือ ติ่มซำ ที่ทำใหม่สดแบบวันต่อวันและน้ำราดสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นมาเป็นที่ถูกปากของลูกค้าที่เรียกได้ว่าสั่งติ่มซำแต่ละครั้งไม่น้อยกว่าคนละ 10 เข่ง ยังไม่นับรวมน้ำราดเป็ดสูตรพิเศษ ที่อยากให้ทุกคนนั้นได้มาลองรับประทาน และที่มากไปกว่านั้น คือ น้ำซุปสูตรเด็ด ที่ลูกค้ามักจะขอเบิ้ลทุกครั้งที่สั่งอาหารกับทางร้าน ซึ่งก็เต็มใจที่จะบริการให้กับลูกค้าอย่างเต็มอิ่ม” ยศธร กล่าว

สิ่งที่สำคัญที่สุดของร้านที่เอาใจเป็นพิเศษ คืออาหารต้องสดใหม่และสะอาด การจัดร้านเน้นสไตล์ลอฟท์ สะอาด โปร่ง โล่งสบาย สำหรับรองรับกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัย เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. โทร. 09-1050-2217 และ 08-0313-6000

 

พุดดิ้งงาดำ Black Sesame Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/481363

พุดดิ้งงาดำ Black Sesame Pudding

โดย…เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ความหมายของ Puddingในภาษาอังกฤษตามภาษาแม่เลย เขาหมายถึง “ขนม”ทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความหมายเจาะจงถึงขนมชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยมากจะหมายถึงขนมเนื้อคล้ายๆ เค้กที่ผสมแป้ง นม ไข่ น้ำตาลเข้าด้วยกัน แล้วเอาไปอบหรือเอาไป“Steam” จนสุกหอม อร่อยบ้าง สยองบ้างตามสูตรและกรรมวิธี

ส่วนพุดดิ้งแบบอเมริกัน มักจะหมายถึงขนมในยุคโบราณที่คล้ายๆ กับการกวนนม ไข่ไก่ แป้งและน้ำตาลเข้าด้วยกัน จนคล้ายๆ กับ Pastry Cream ข้นๆ หวานๆ ที่เด็กๆ ชอบ โดยมากเป็นรสวานิลลาช็อกโกแลต หรืออาจจะหมายความได้ถึง Creme Caramel

แต่ถ้าถามเราๆ ท่านๆ คนไทย หากพูดถึง “พุดดิ้ง” แล้วความคิดของเราจะพุ่งเป้าไปที่พุดดิ้งแบบญี่ปุ่น ที่เกิดจากการ “Cross Culture” ระหว่างพุดดิ้งแบบอเมริกันที่มีพื้นฐานเป็นคัสตาร์ด เข้ากับขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ที่ต้องมีความนุ่มเบา และเซตตัวคงรูปร่าง ยิ่งไปกว่านั้นพุดดิ้งแบบญี่ปุ่นยังผสานไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และรสชาติที่หลากหลายจากการใช้ส่วนผสม วัตถุดิบในแบบญี่ปุ่น จึงเห็นพุดดิ้งรสชาติต่างๆ ตั้งแต่วานิลลาแบบตะวันตก ไปจนถึงชาเขียว Matcha และงาดำ

พุดดิ้งแบบญี่ปุ่น เป็นที่ถูกปากเราชาวไทยไม่น้อย เพราะด้วยความที่เนื้อเบาๆ นุ่มๆ ไม่เลี่ยนแต่ได้ความ “ฟิน”จากรสชาติที่ลงตัวทั้งสัดส่วนของครีมความหวานและสิ่งที่บ่งบอกถึงรสชาติอย่างชัดเจน

โดยมากพุดดิ้งแบบญี่ปุ่นจะเกิดจากการเซตตัวหรือคงตัวได้ด้วย 2 วิธี วิธีแรกคงตัวด้วยส่วนผสมของไข่ไก่ ทั้งไข่ขาวและไข่แดงผสมกับครีมและนม ใช้ความร้อนช้าๆ รุ่มๆ ค่อยๆ ให้ไข่ไก่สุกโดยไม่รู้ตัว แบบนี้พุดดิ้งจะนุ่มละมุนลิ้นๆ สำหรับอีกวิธีหนึ่ง คือ อาศัยเจลาตินช่วยทำให้ส่วนผสมคงตัวแบบใช้เจลาตินน้อยหน่อยจะได้พุดดิ้งที่นุ่มลิ้น ละลายในปาก เคล็ดลับหนึ่งของวิธีนี้คือ ต้องใช้วิปครีมตีจนตั้งยอดอ่อนนุ่มๆ ลงไปตะล่อมผสมกันด้วย เมื่อพุดดิ้งคงตัวแล้วจะช่วยทำให้เนื้อพุดดิ้งนุ่มเบาขึ้นด้วยเพราะมีอากาศแทรกอยู่ทั่วกัน

ฉบับนี้จึงนำเอาพุดดิ้งงาดำที่ใช้วิธีเจลาตินและวิปครีมทำให้พุดดิ้งงาดำหอมฟุ้ง ทันทีที่ตักเข้าปากเนื้อพุดดิ้งจะนุ่มละมุนละลายในปากทันที แต่ก่อนอื่นต้องมั่นใจว่างาดำของเราเป็นงาใหม่ๆ ไม่เก่าเก็บเพราะความหอมของงาอยู่ที่น้ำมันในเมล็ดหากเมล็ดงานั้นเก่าเก็บกลิ่นจะตุๆ คั่วอย่างไรก็ไม่หอม หากซื้อเมล็ดงาจากร้านที่ไว้ใจได้ก็สบายใจ ไม่เช่นนั้นต้องมาร่อนเมล็ดงาเพื่อเอาฝุ่นออกให้เรียบร้อยเสียก่อนนำมาคั่ว งาดำหรืองาขาวที่เลือกมาแนะนำให้คั่วใหม่ๆ ก่อนที่จะเริ่มปรุงเป็นพุดดิ้งเพราะน้ำมันในเมล็ดงาจะหอมกรุ่นในพุดดิ้งทันทีที่ผสมลงในครีมสด

เหตุที่ผู้เขียนไม่ชอบใช้ไข่ไก่เพื่อ “เซต”พุดดิ้งชนิดนี้ เป็นเพราะความเห็นส่วนตัวที่คิดว่ากลิ่นของไข่ทำให้กลิ่นของงาคั่วไม่โดดเด่นพอ เลยเลือกวิธีใช้เจลาตินในการทำพุดดิ้งชนิดนี้ อีกทั้งเจลาตินผสมกับวิธีตะล่อมกับวิปครีมที่ตีจนตั้งยอด ช่วยให้พุดดิ้งละมุนขึ้นอีกด้วย

พุดดิ้งงาดำ

ส่วนผสม (สำหรับ 8 ถ้วย)

– นมจืด 500 มล.

– นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

– นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ

– งาดำ 1 ส่วน 4 ถ้วย

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

– เจลาติน 8 แผ่น

– วิปครีม 1 ถ้วย

วิธีทำ

คั่วงาดำที่ไฟอ่อนๆ จนหอมฟุ้ง ใส่ครกหรือเครื่องปั่น โขลกให้แหลกจนงาดำหอม พักไว้

ผสมนมจืด นมข้นหวานและนมข้นจืดเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อนจนเดือดเบาๆ เติมงาที่คั่วและโขลกไว้แล้วลงไป เติมลงในหม้อ พักไว้ประมาณ 15-20 นาที ถ้ามี Bar Blender แนะนำให้ปั่นอีกครั้งก็จะยิ่งทำให้หอมและได้รสงาดำมากยิ่งขึ้น แช่เจลาตินไว้ในน้ำเย็นในขณะที่รอ เพื่อให้เจลาตินนุ่ม

กรองกากงาดำชิ้นใหญ่ออกด้วยกระชอนตาถี่ๆ จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไปในนมงาดำนำขึ้นอุ่นตั้งไฟอีกรอบ สะเด็ดน้ำออกจากเจลาติน เติมลงในนมงาดำที่อุ่นจนร้อน คนให้เจลาตินละลาย พักไว้ให้เย็นสนิท

ในชามอีกใบ ตีวิปครีมให้ตั้งยอดอ่อนๆ ตะล่อมวิปครีมกับนมงาดำที่เย็นตัวลงแล้ว

ตักหรือเทส่วนผสมลงในพิมพ์ แล้วนำเข้าแช่เย็นประมาณ 3-4 ชั่วโมงจนพุดดิ้งคงตัว

 

มส.ทำแล้วแต่เหมือนไม่ได้ทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488139

มส.ทำแล้วแต่เหมือนไม่ได้ทำ

โดย…ส.คนจริง

การแก้ปัญหาวัดพระธรรมกายล่าสุด ที่สมเด็จ พระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลวัดพระธรรมกาย 2 คณะ ประกอบด้วย คณะที่ 1 กรรมการที่ปรึกษา มี พระเทพสุธี (สายชล ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามเจ้าคณะภาค 1 เป็นประธาน พระเทพปริยัติมุนี รองเจ้าคณะภาค 1 เป็นรองประธาน พระราชรัตนสุธี (ปัญญา) รองเจ้าคณะภาค 15 และ ดร.สมศักดิ์ โตรักษา (ที่ปรึกษากฎหมาย) เป็นกรรมการ คณะที่ 2 คณะกรรมการกำกับดูแล ได้แก่ เจ้าพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นประธาน มีหน้าที่กำกับดูแลในการบริหารจัดการและปกครองคณะสงฆ์ในวัดพระธรรมกายให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ซึ่งมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติรับทราบตามที่เสนอ

คำสั่งนี้ทำให้เห็นว่า เจ้าคณะภาค 1 และรองเจ้าคณะภาค 1 มีงานทำ แม้ว่าจะเป็นคำสั่งที่ให้ความชอบธรรมกับพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ที่เสนอกับผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2560 ว่าจะเป็นผู้กำกับดูแลวัดพระธรรมกาย โดยไม่ต้องตั้งพระที่อื่นมาเป็นเจ้าอาวาสก็ตาม

ถ้าย้อนอดีตไปดูว่า เมื่อปี 2542 รัฐบาลและ มส.แก้ปัญหากันอย่างไร และการคาดการณ์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ว่าอย่างไร ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์วันนี้ไม่มีอะไรใหม่ และตอกย้ำสิ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์คาดการณ์ ไว้เป็นจริงทุกประการ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นการแก้ปัญหามีความเข้มข้น รัฐบาลสนใจมากถึงกับส่ง ดร.วิษณุ เครืองาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในขณะนั้น (พ.ศ.นี้ก็เป็นรองนายกรัฐมนตรี) เข้าร่วมประชุมกับ มส.เพื่อถวายความเห็น และเป็นสื่อกลางระหว่างราชอาณาจักรกับพุทธจักร แต่ผลจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ลองอ่านมติ มส. (โดยย่อ) ครั้งที่ 17/2542 เรื่องกรณีวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ก็จะมองเห็นภาพได้ดีมากขึ้น

ในการประชุม มส.ครั้งที่ 17/2542 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2542 เลขาธิการ มส. เสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม เลขาธิการ ครม. เข้าสังเกตการณ์ รับฟัง ชี้แจง และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกายนั้น วิษณุ ได้นมัสการต่อที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายในการดำเนินการแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกายโดยสรุปให้ตำรวจถวายอารักขาสมเด็จพระสังฆราช และอำนวยความสะดวกในการประชุม มส. ให้กรมการศาสนาสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และสนอง มส.และให้กระทรวงมหาดไทย อำนวยความสะดวกแก่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในกรณีโอนที่ดินในชื่อเจ้าอาวาสให้แก่วัดพระธรรมกาย

วิษณุ เสนอความคิดเห็นกรณีเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกาย 5 ประการ คือ

1.ให้ดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาวัดพระธรรมกายให้เป็นไปตามกฎ มส.ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และกฎ มส.ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2535) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ

2.ให้ดำเนินการทางการปกครอง นั่นคือสั่งพ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาส และแต่งตั้งพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งทำการแทนชั่วคราว

3.เรื่องการโอนที่ดินให้แก่วัดพระธรรมกายนั้น ก็ให้เจ้าอาวาสโอนไป

4.ถ้าหากว่ากรณีปัญหาวัดพระธรรมกายมีมูลทางอาญา ก็ให้ดำเนินการทางอาญา

5.การจัดการวัดพระธรรมกาย ขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เป็นกรรมการเฉพาะกิจมีหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายทั้งหมด เช่น เรื่องคำสอนที่ผิด เป็นต้น จะแก้ไขอย่างไรแล้วเสนอรายงานกลับมายัง มส.โดยตรง

จากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการ มส. ได้ชี้แจงว่า กรณีปัญหาวัดพระธรรมกายนี้ หากไม่ดำเนินการอย่างรวดเร็วแล้ว จะเกิดกระแสลุกลามใหญ่โต เป็นเหตุให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันโดยเฉพาะพระศาสนาอย่างสูงยิ่ง และจะไม่สามารถรักษาสถาบันไว้ได้ มส.คาดคะเนเหตุการณ์จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้ายังแก้ไขไม่ได้จะลุกลามต่อไป จะไม่พูดว่าผิดหรือถูก แต่จะดำเนินการอย่างไรจะให้ครบวงจร รวดเร็ว ถูกต้อง

ตามรายว่า มส.แก้ปัญหาเน้นให้เป็นไปตามกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม เช่น การกล่าวว่ามีความผิดอย่างนั้นอย่างนี้ จะดำเนินการเมื่อมีผู้ร้องเรียน กรมการศาสนาเปิดศูนย์ร้องเรียน แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันที่จะฟ้องร้องได้

วันนี้ เลขาธิการ ครม.จะมาช่วยกันแก้ปัญหา ถ้าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์มิได้มีการแก้ไขก็จะเกิดความสะเทือนใจมิใช่น้อย เช่น มาตรา 44 ทวิ ดูหมิ่นสมเด็จพระสังฆราชจะปล่อยไว้โดยมิได้แก้ไขเลยไม่ได้ รัฐบาลก็เอาใจใส่จะเห็นได้จากการนำเรื่องปัญหาวัดพระธรรมกายเข้าสู่การประชุม ครม.ถึง 3 ครั้ง มีมติทั้ง 3 ครั้ง มส.และรัฐบาลเดินทางเดียวกัน คือ แก้ปัญหาให้ครบวงจรและรวดเร็ว จึงเห็นควรนำเสนอ มส.พิจารณา ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยพระภิกษุ 3 รูป และฆราวาส 2 ท่าน เพื่อทำหน้าที่ติดตามการปฏิบัติตามมติ มส.

มส.ทำแล้วเมื่อปี 2542 ถึงปี 2560 ก็เหมือนเดิม ทำแล้วเหมือนไม่ได้ทำ

 

ชั่วให้รู้จักเบรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488138

 

โดย…อารยชล

ความดีของคนเรา ไม่ใช่เป็นแต่ทำอะไรรวดเร็วเอาจริงเอาจังเข้าว่าถ้าจะถลำตัวถลำใจไปสู่ความชั่ว ความผิด ความเสื่อม ความไม่ดีไม่งามทั้งหลาย จะต้องหยุดเป็นด้วย

หมายถึง ยั้งตัวยั้งใจตัวเองให้อยู่ นั่นแหละจึงจะเป็นการดีแท้ดีจริง

เปรียบเหมือนรถยนต์ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ทางถนนหนทาง นอกจากวิ่งเป็นแล้วมันต้องหยุดเป็นด้วย ถ้าคันไหนหยุดไม่เป็น หยุดไม่ได้ ตะบี้ตะบันวิ่งไปเรื่อย รถคันนั้นก็ใช้ไม่ได้และไม่ควรที่ใครจะใช้มันอีกต่อไป

แล้วถ้าใครยังขืนใช้มันต่อ ไม่ว่าทั้งรถทั้งคนก็คงต้องไปสู่ที่ชอบๆ แน่นอน

หันมามองสังคมไทยทุกวันนี้ สังคมก้มหน้า จิ้มๆ กดๆ ต้องบอกว่าน่าเป็นห่วงครับ…คนไทยเราใจร้อนมาก ร้อนจริงๆ หงุดหงิดง่าย พอโกรธแล้วไม่รู้จักเบรกหรือห้ามอารมณ์ตัวเองไว้

จนต้องเกิดเรื่องเกิดราว และเกิดการสูญเสียในที่สุด เช่น เสียทรัพย์ เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เสียงานเสียการ เสียอวัยวะ เสียชีวิต เสียเพื่อน เสียคนที่รัก เสียสารพัด

กรณีของ “น็อต เวคคลับ” เจ้าของวลี “กราบรถกู” เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ท่านเคยบอกว่า การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่า สมาร์ทโฟน ไอโฟน ไอแพด คอมพิวเตอร์ ในแต่วันมากเกินไปและเกินจำเป็นมีส่วนทำให้คนใจร้อนขึ้น

ผมว่าจริงที่เทคโนโลยีกระตุ้นให้คนใจร้อนขึ้น

คือจิตของมนุษย์เราปกติมีความเร็วสูงยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกอยู่แล้ว ไอพ่นหรืออะไรที่ว่าเร็วที่สุดก็ไม่เท่าเศษเสี้ยวความเร็วของจิตมนุษย์

แต่ก่อนคนเราใจเย็นกันได้นะ พูดคุยกันได้เพราะยังไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีเทคโนโลยีพวกนี้ แต่พอมีเทคโนโลยีผลิตความเร็วขึ้นมาก็เป็นเรื่องอย่างที่เห็น

เมื่อเป็นเช่นนั้น มีหรือที่จิตของมนุษย์จะช้าลง ขนาดเร็วแค่ไหนยังบอกว่าช้า เช่น นั่งเครื่องบินที่ว่าเร็วแล้ว แต่พอเครื่องดีเลย์ชั่วโมงสองชั่วโมงอารมณ์เสียทันที

เทคโนโลยีมันกระตุ้นใจเราให้ร้อนอย่างนี้

ทางที่ดีมนุษย์เราควรกลับไปสู่ธรรมชาติ ดนตรี กีฬา ปรัชญา ศิลปะ ทิ้งเทคโนโลยีออกไปบ้าง วันหยุดไม่ควรอยู่กับเทคโนโลยีพวกนี้มากไป

ไปอยู่กับธรรมชาติพาลูกพาครอบครัวไปเล่นดนตรีบ้าง กีฬาบ้าง ปรัชญาหรือศิลปะก็ดี เพื่อให้ใจของเราได้ผ่อนคลาย

ในสมัยพระพุทธเจ้ามีสามเณรรูปหนึ่งทำชั่ว “ขั้นศีลขาด” เพราะไปมีอะไรกับผู้หญิง ก็เพราะไม่รู้จักเบรกหรือหยุดอารมณ์ความอยากของตัวเองเอาไว้ได้

เรื่องมีอยู่ว่ามีพระตาบอดรูปหนึ่ง ไม่ได้บอดแต่กำเนิดแต่บอดเพราะทำความเพียรอย่างหนักตลอดคืนยันรุ่งหวังทำลายกิเลสให้ราบคาบ ถึงขนาดไม่เคยเอนกายลงนอนตลอดระยะเวลา 3 เดือน

ความเพียรแรงกล้ามาก!!!

พอเดือนที่ 2 ก็มีปัญหาเรื่องสายตา ตาเจ็บ น้ำตาไหลตลอด แต่ท่านไม่ยอมรักษาด้วยการหยอดยาหยอดตาตามที่หมอแนะนำและกำชับ

เข้าเดือนที่ 3 ในคืนสุดท้าย ในที่สุดตาท่านก็บอดสนิทพร้อมกับบรรลุพระอรหันต์ไปด้วย

ฟากน้องชายท่าน (เคยบวชพร้อมกันแต่ชิงสึกไปมีเมียก่อน) อยากให้ท่านกลับมาเยี่ยมบ้าน พอทราบว่าพระพี่ชายตาบอดก็ให้ลูกชายบวชเณรเพื่อไปรับท่านมา

ระหว่างทางสามเณรได้ยินหญิงสาวร้องเพลงเลยบอกหลวงลุงให้รอแป๊บบบบบ…ขอไปทำธุระสักประเดี๋ยวเสร็จแล้วจะรีบกลับ สามเณรเกิดหลงเสียงนาง อยู่กันสองต่อสองจะเหลืออะไรทั้งคู่ขึ้นสวรรค์ไปด้วยกันเรียบร้อย เสร็จกามกิจสามเณรก็รีบกลับมาหาหลวงลุง

“หลวงลุงครับ หลวงลุง ผมมาแล้ววววว ไปกันต่อครับ”

ฟากพระเถระถึงตาบอดมองไม่เห็น แต่ตาในท่านแจ่มแจ้งชัดแจ๋วเพราะท่านคืออรหันต์

“หยุด อย่ามาจับปลายไม้เท้าเรา ต่อแต่นี้ไปเจ้าหาควรร่วมเดินทางไปกับเราไม่ ไปตามทางของเจ้าเสีย”

ฝากไว้ครับ ถ้าเมื่อใจถลำไปหาชั่วจงรีบเบรกทันที

เวียดนาม-ไทย แนบแน่นด้วยพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 เมษายน 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/488137

เวียดนาม-ไทย แนบแน่นด้วยพุทธศาสนา

โดย…สมหมาย สุภาษิต รายงานจากฮานอย

รัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ผู้แทนมหาเถรสมาคม นำโดย พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และคณะสงฆ์อนัมนิกาย นำโดย พระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่ คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ที่รัฐบาลเวียดนาม นิมนต์ให้ไปเยือนเพื่อสานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาและเสริมสร้างมิตรภาพอันดีของคณะสงฆ์ของทั้งสองประเทศ ระหว่างวันที่ 25-30 มี.ค. 2560

รัฐบาลเวียดนามจัดให้คณะได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนาและของชาติ เช่น สุสานประธานโฮจิมินห์ ในกรุงฮานอย ที่ชาวเวียดนามและชาวโลกเข้าไปเคารพจำนวนมากในแต่ละวัน

ศาสนสถาน ได้แก่ วัดโบราณ เช่น วัดเสาเดียว ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1592 เป็นศาลาไม้ทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนเสาหินเสาเดียวกลางสระบัว ในศาลานั้นเป็นที่ประดิษฐานรูปสลักเจ้าแม่กวนอิมโบราณอีกด้วย ส่วนวัดที่สร้างใหม่ ได้แก่ สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่มีชาวพุทธมาปฏิบัติธรรมจำนวนกว่า 1,000 คน ใน 1 วัน

ในแง่ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ใกล้ชิดอีกแห่ง คือ วัดหวงอัน ที่มีเจดีย์บรรจุอัฐิของพระครูคณานัมสมณาจารย์ (บิ๊นเลือง) อดีตเจ้าคณะใหญ่ สงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย รูปที่ 8 เจ้าคณะใหญ่รูปนี้เคยสนับสนุนโฮจิมินห์ขณะเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศไทย ต่อมากลับเวียดนามและมรณภาพที่กรุงฮานอย เมื่อปี 2509 อัฐิของท่านได้รับการบรรจุที่สุสานในวัดนี้

ในวันที่ 2 แห่งการเยือนอย่างเป็นทางการ เจิ่น ดาย กวาง ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถวายการต้อนรับพระพรหมบัณฑิตและคณะสงฆ์อนัมนิกาย ที่ทำเนียบประธานประเทศ ในวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. 2560

ในโอกาสนี้ เจิ่น ดาย กวาง ประธานประเทศ กล่าวตอนรับว่า “เวียดนามและไทย ต่างมีความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ประชาชนของทั้งสองประเทศส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา แม้จะมีความแตกต่างกันด้านนิกาย แต่ก็มีความสัมพันธ์กันมาช้านานนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน

พบประธานคณะกรรมการแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนามชื่อเหวียนเทียนเยิน

ในประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาอนัมนิกายไปเผยแผ่และได้รับการดูแลให้คณะสงฆ์อนัมนิกายได้เผยแผ่ในประเทศไทยอย่างดียิ่งตลอดมา อีกทั้งมีประชาชนชาวเวียดนามไปตั้งรากฐานประกอบอาชีพที่ประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งคณะสงฆ์อนัมนิกายในไทยก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เวียดนามได้รับอิสรภาพในยุคของประธานโฮจิมินห์ ทางรัฐบาลเวียดนามก็ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยและคณะสงฆ์ไทยที่ได้เกื้อหนุนดูแลคณะสงฆ์อนัมนิกายและประชาชนชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างดีตลอดมา และทางรัฐบาลเวียดนามได้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศ จึงได้อาราธนาคณะสงฆ์อนัมนิกายในไทยและผู้แทนคณะสงฆ์ไทยมาเยือนเวียดนามในครั้งนี้ และคาดหวังว่า จะก่อให้เกิดความร่วมมือทางด้านพระพุทธศาสนาของทั้งสองประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทศาสนาต่อไป”

ในการกล่าวตอบ พระพรหมบัณฑิตได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทยและเวียดนามที่มีมายาวนาน ว่า “การที่รัฐบาลเวียดนามเชิญชวนให้ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ทั่วโลกและที่อยู่ในประเทศไทย กลับมาเยี่ยมถิ่นปิตุภูมิ และกลับมาหารากเหง้าดั้งเดิมทางด้านประเพณี วัฒนธรรม และภาษา เป็นการแสดงถึงนโยบายอันเปิดกว้างและมิตรไมตรีของรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีความแตกต่างในเรื่องความเชื่อ ศาสนาและวัฒนธรรม ถ้าเราให้ความเคารพต่อกันในเรื่องความแตกต่างนั้น เราก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน

พระพรหมบัณฑิต ยังรำลึกถึงความประทับใจที่รัฐบาลเวียดนามได้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันวิสาขบูชาโลกถึง 2 ครั้ง คือ ในปี 2551 ที่กรุงฮานอย และในปี 2557 ที่จังหวัดนินห์บินห์

“ชาวเวียดนามและชาวไทยได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาเป็นเวลาช้านาน ชาวเวียดนามในประเทศไทย แม้เป็นพระสงฆ์ เช่น หลวงพ่อบินเลือง อดีตเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย รูปที่ 8 ท่านเป็นชาวเวียดนามที่เคยพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้ช่วยเหลือท่านประธานโฮจิมินห์ ขณะที่ไปเคลื่อนไหวในประเทศไทยในช่วง ค.ศ. 1928-1929 เพื่อเรียกร้องเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคณะของเราได้ไปเยือนสุสานและได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือกันในอดีตของบุคคลทั้งสอง จึงตั้งใจที่ว่าจะเดินตามรอยของท่านทั้งสอง

การมาเยือนเวียดนามในครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่ประชาคมอาเซียนประกาศใช้นโยบายตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็นต้นมา นั่นคือ นโยบายประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน การมาเยือนของพวกเราครั้งนี้ สอดคล้องกับคำขวัญของอาเซียนที่ว่า หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกภาพ หนึ่งประชาคม “One Vision, One Identity, One Community.” พระพรหมบัณฑิต กล่าว

พระศรีธวัชเมธี ซึ่งร่วมคณะ ได้ชื่นชมที่ผู้นำระดับสูงของเวียดนาม ที่ส่งความปรารถนาดีมายังพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลไทย และคณะสงฆ์ไทย นอกจากให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในระดับดีเยี่ยม จึงประทับใจในมิตรไมตรีครั้งนี้