มาเลย์ยอมคืนศพ ‘คิม จอง-นัม’ ให้เกาหลีเหนือ แลกตัว 9 พลเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 22:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900557


มาเลเซียยอมคืนศพของคิม จอง-นัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ตามข้อตกลงกับรัฐบาลเปียงยาง เพื่อให้พลเรือนของพวกเขาที่ติดในเกาหลีเหนือเดินทางกลับประเทศได้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียเปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 30 มี.ค. ว่า พลเรือนมาเลเซีย 9 คนที่ถูกห้ามไม่ให้เดินทางออกจากประเทศเกาหลีเหนือ ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับแล้ว ตามข้อตกลงซึ่งพวกเขาจะส่งศพของ คิม จอง-นัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งรัฐบาลเปียงยาง คืนให้แก่เกาหลีเหนือ

นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค เป็นผู้ออกมาประกาศข้อตกลงดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในการเจรจาอย่างเข้มข้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยุติการเผชิญหน้าทาการทูตระหว่างมาเลเซียและเกาหลีเหนือ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. หลังการเสียชีวิตของนายคิม จอง-นัม ที่ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ 2 ซึ่งการสืบสวนของมาเลเซียชี้ว่า นายคิมถูกฆาตกรรมด้วยสารพิษวีเอ็กซ์ และตามจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีเหนือ ทำให้รัฐบาลเปียงยางไม่พอใจ และสั่งห้ามชาวมาเลเซียเดินทางออกจากประเทศ ส่วนมาเลเซียก็ตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย

“ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่าตอนนี้ ชาวมาเลเซีย 9 คนซึ่งถูกห้ามออกจากเกาหลีเหนือ ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับมาเลเซียแล้ว” นายกฯ นาจิบ ระบุในแถลงการณ์ที่ออกโดยสำนักนายกรัฐมนตรี เขาบอกด้วยว่า ชาวเกาหลีเหนือในมาเลเซีย ที่ถูกห้ามออกจากมาเลเซียก็สามารถเดินทางกลับมาตุภูมิได้แล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าชาวเกาหลีเหนือ 2 คนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆาตกรรมนายคิม จอง-นัม และหลบอยู่ในสถานทูตเกาหลีเหนือในกรุงกัวลาลัมเปอร์มาตลอด จะสามารถเดินทางออกจากมาเลเซียได้หรือไม่ แต่ผู้ต้องสงสัยรายที่ 3 ซึ่งลี้ภัยในสถานทูตเช่นกัน มีสิทธิคุ้มครองทางการทูต ทำให้เขาสามารถเดินทางกลับได้โดยไม่ถูกฟ้องร้อง

ขณะที่นายกฯ นาจิบ ยืนยันว่า ตำรวจจะสืบสวนคดีนี้ต่อไป “รัฐบาลเชื่ออย่างยิ่งในหลักแห่งความยุติธรรมและอำนาจอธิปไตย การสืบสวนของตำรวจของเราในเหตุอาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินมาเลเซียครั้งนี้ จะดำเนินต่อไป ผมได้สั่งให้มีการใช้ทุกมาตรการที่เป็นไปได้เพื่อนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการฆาตกรรมนี้มาลงโทษ”

 

รบ.ผู้ดีตัดสินใจขายแน่!Change.org รณรงค์ รักษาสถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 17:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900370


เว็บไซต์ Change.org รณรงค์เรียกร้องให้ผู้คน โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่อยู่หรือมาเที่ยวในไทย รักษาสถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ หลังมีข่าวรบ.กรุงลอนดอนตัดสินใจขาย

เว็บไซต์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง http://www.Chang.org รณรงค์เรียกร้องให้ผู้คนร่วมกันลงชื่อสนับสนุน ‘การรักษาสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษในกรุงเทพมหานคร ’(Save The British Embassy Bangkok) โดยริชาร์ด ลิทช์ (Richard Leitch ได้เริ่มสร้างเรื่องรณรงค์ในเรื่องนี้บนหน้าเว็บไซต์ http://www.Change.org เมื่อทราบข่าวรัฐบาลอังกฤษกำลังมีแผนการขายสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษ

เนื้อหาการคัดค้านการขายสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ได้เรียกร้องว่า ถ้าคุณเป็นคนอังกฤษที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือมาท่องเที่ยวเมืองไทย กรุณาร่วมลงชื่อในการรณรงค์เรื่องนี้ เพื่อที่พวกเราสามารถจะรักษาผืนดินประวัติศาสตร์แห่งนี้เอาไว้

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถือเป็นสถานทูตเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ทำเลทอง ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษที่กรุงเทพฯ มีอาคารสถาปัตยกรรมที่สวยงาม และต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น ขณะที่มีข่าวว่าราคาที่ดินบริเวณนี้ มีราคาสูงมากถึงตารางวาละ 2 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 29 มี.ค.60 นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า การขายพื้นที่ 23 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตอังกฤษ เกิดจากนโยบายของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพย์สินที่มีอยู่ทั่วโลก และกล่าวว่า ถึงแม้มีข่าวลือมากมาย แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯแต่อย่างใด

 

เพราะโดนถล่มหนัก! อิวานกา ได้ตำแหน่ง ผู้ช่วย ปธน.ทรัมป์แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 16:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900282


ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ อิวานกา ทรัมป์ บุตรสาวประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ตำแหน่งเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดีแล้ว แถมไม่ได้เงินค่าจ้าง ชี้เป็นบทบาทหน้าที่ของบุตรสาวหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดี ที่ไม่คาดคิดมาก่อน

เมื่อ 30 มี.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ในที่สุด อิวานกา ทรัมป์ บุตรสาวหมายเลขหนึ่งของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ​ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งเป็น ‘ผู้ช่วยประธานาธิบดี’ แล้ว ในฐานะลูกจ้างที่ไม่ได้เงินเดือน หลังจากลูกสาวคนโตของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เผชิญกับแรงกดดันจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม ที่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการที่ อิวานกา ทรัมป์ มีห้องทำงานส่วนตัวอยู่บริเวณปีกด้านตะวันตกของทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งที่เธอไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลทรัมป์อย่างเป็นทางการ

อิวานกา ทรัมป์ และจาเร็ต คุชเนอร์ สามี

ทำเนียบขาวออกแแถลงการณ์ว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ อิวานกา ทรัมป์ ได้เลือกที่จะก้าวไปในตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของเธอที่ไม่คาดคิดมาก่อน ในฐานะ ‘บุตรสาวหมายเลขหนึ่ง’ ของประธานาธิบดี

ทั้งนี้ อิวานกา ทรัมป์ วัย 35 ปี ซึ่งสามีของเธอ นายจาเร็ต คุชเนอร์ มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เคยพูดว่า เธอได้ยินเกี่ยวกับความวิตกกังวลบางอย่างต่อการที่เธอเข้ามาให้คำแนะนำประธานาธิบดี ด้วยความรู้ความสามารถส่วนตัว

เมื่อ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา อิวานกา ทรัมป์ ได้นั่งข้างนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมนี ที่ห้องแคบิเนต ในทำเนียบขาว ในโอกาสที่ผู้นำเยอรมนีมาเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และอิวานกาทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการพบปะระหว่างภาคธุรกิจเยอรมนีและสหรัฐฯ ด้วย จนทำให้เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทั้งที่เธอไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีส่วนเข้าร่วมงานกับผู้นำโลกในทุกงานที่ประธานาธิบดีทรัมป์ บิดาของเธอไป.

 

APเกาะคดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ขับรถชนด.ต.ดับ ใกล้5ปีคดีไม่คืบ ใช้ชีวิตหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900181


สื่อนอกยักษ์ใหญ่ เอพี รายงานเชิงบทวิเคราะห์ เกาะติดคดี ‘บอส’ วรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถชนด.ต.ดับ ใกล้จะครบ 5 ปี แต่ยังไม่ถูกอัยการสั่งคดี ขณะที่เจ้าตัวกลับไปสนุกกับการใช้ชีวิตหรูหรา

เมื่อ 30 มี.ค. 60 สื่อต่างประเทศรายงานทั่วโลก อ้างข่าวจากสำนักข่าวเอพี สื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งได้นำเสนอรายงานในเชิงบทวิเคราะห์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 มี.ค. เกี่ยวกับคดีดังในประเทศไทย กรณี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา วัย 31 ปี ขับรถสปอร์ตหรู เฟอร์รารี ชน ดาบตำรวจตรี วิเชียร กลั่นประเสริฐ​ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต บริเวณถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ปี 2555 พร้อมกับตั้งคำถามว่า ทั้งที่นายวรยุทธ ขับรถชนดาบตำรวจตรีวิเชียรเสียชีวิต แต่เอพีกลับพบว่า ในหลายสัปดาห์ต่อมา หลังเกิดอุบัติเหตุ นายวรยุทธ ซึ่งขณะนั้น อายุ 27 ปี ยังคงกลับไปสนุกสนานกับการใช้ชีวิตหรูหรา (เจ็ต-เซต ไลฟ์) เขาเดินทางไปทั่วโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของ Red Bull ไม่ว่าจะเป็นการไปเชียร์การแข่งขันรถฟอร์มูลา วัน และนั่งในที่นั่ง VIP อีกทั้งยังคงเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อ ปอร์เช่ คาร์เรรา (Porche Carrera) ในกรุงลอนดอน ป้ายทะเบีบน B055 RBB

เอพี ยังอ้างว่า ขณะที่การเจอตัว ‘บอส’ อยู่วิทยา เป็นเรื่องยาก แต่เมื่อเดือนก่อน โลกโซเชียล ได้เป็นเบาะแสที่ทำให้นักข่าวของเอพี รู้ว่า วรยุทธและครอบครัวของเขาไปเที่ยวที่เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ซึ่งได้พักกันที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสนนราคาคืนละ 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 35,000 บาท)

เอพี ชี้ว่า ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา แต่นี่เป็นอีกคดีหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการมีอภิสิทธิชนของคนฐานะร่ำรวยในประเทศไทย เพราะอัยการที่ทำคดีของนายวรยุทธ ยังไม่ได้มีการสั่งฟ้อง ทั้งที่เหตุการณ์นี้ใกล้จะครบ 5 ปีแล้ว โดยขณะที่อัยการเรียกตัวนายวรยุทธมาพบ เขากลับไม่มา โดยให้ทนายความมาแจ้งว่า ไม่สบาย หรือต้องไปทำภารกิจในต่างประเทศ โดยเอพี ยังรายงานด้วยว่า ขณะที่นักข่าวเอพี ได้ติดต่อไปยังครอบครัว เพื่อขอสัมภาษณ์นายวรยุทธ แต่ทนายความของครอบครัวเขาได้ปฏิเสธ

ตามรายงานของเอพี ยังระบุว่า คริส เบเกอร์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งมีภริยาเป็นคนไทย และเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่อง ความไม่เท่าเทียม ความร่ำรวยและอำนาจในสังคมไทย ได้กล่าวกับนักข่าวเอพีว่า เขาไม่รู้สึกแปลกใจที่นายวรยุทธยังไม่ถูกสั่งฟ้อง โดยเอพี ยังรายงานด้วยว่า อัยการได้นัด นายวรยุทธ ให้มาพบพนักงานอัยการในวันที่ 30 มีนาคม 2560

ทั้งนี้ เมื่อ 30 มีนาคม นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่า อัยการสูงสุดได้นัดหมายให้นายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหามาพบในวันนี้ (30 มี.ค.) แต่ก่อนหน้า ผู้ต้องหาได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นหนังสือถึงสำนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ ขอเลื่อนคดีกับพนักงานอัยการ อ้างว่า ติดภารกิจที่ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุญาตให้เลื่อนไปเป็นวันที่ 27 เมษายน 2560

โดยขอยืนยันว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ดำเนินการเร่งรัดทุกขั้นตอน ทุกเดือน แต่ที่ยังไม่สามารถสั่งฟ้องได้ เนื่องจากผู้ต้องหาทำหนังสือเลื่อน และไม่มาพบ จึงขอยืนยันว่า ปลายเดือนหน้า (เมษายน) จะมีความชัดเจนแน่นอน พร้อมยืนยัน อัยการมีการเร่งรัดทุกคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

อัยการปัดซุกสำนวน ‘บอส’ ขับรถชนตร. นัดสั่งคดี 27 เม.ย. ไม่มาเจอหมายจับ (คลิป)

 

อดีตอันขื่นขม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899451


ภาพของทางเข้าอุโมงค์ลับในกรุงติรานา ประเทศสาธารณรัฐแอลเบเนีย ซึ่งกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่หลังคาประดับภาพถ่ายของบรรดานักการเมืองชาวอัลเบเนียนที่ถูกจับกุมลงโทษราว 100,000 คนตั้งแต่ปีพ.ศ.2488–2534 ระหว่างที่ประเทศปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ประเทศแอลเบเนียจึงได้ตัดสินใจจะเปิดให้ประชาชนทราบถึงข้อมูลของซิกูริมิ (Sigurimi) หน่วยสืบราชการลับที่น่าอับอาย มีจำนวนรวมเอกสารทั้งสิ้น 212,000 ชิ้นหลังจาก 20 ปีที่โค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่ารุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก.

 

คิม จอง อึน ปรี๊ด ประกาศสงครามกับสหรัฐฯ ยัวะโดนเรียก‘เด็กอ้วนติงต๊อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 12:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899940


คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โกรธจัด โดนจอห์น แมคเคน ส.ว.คนดังอเมริกัน เหน็บแนม เรียกเป็น ‘เด็กอ้วนติงต๊อง’ … ถึงขั้นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา

เมื่อ 30 มี.ค. เว็บไซต์ มิร์เรอร์ รายงาน คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ สุดโกรธ สั่งกระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์อย่างโกรธเกรี้ยว ผ่านสำนักข่าว KCNA ประกาศเกาหลีเหนือพร้อมจะทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา ไม่พอใจอย่างยิ่งที่นายจอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกคนดังของสหรัฐฯ​ เรียกคิม จอง อึน ผู้นำเผด็จการเกาหลีเหนือว่า เป็น ‘เด็กอ้วนติงต๊อง’ หลังจากนำพาประเทศเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์และจรวดนำวิถี ท้าทายชาวโลก สร้างความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีไม่หยุดหย่อน

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

‘การที่พวกเขากล้าที่จะทำร้ายเกียรติยศของผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ถือเป็นการแสดงความเป็นศัตรูอย่างร้ายกาจที่สุดต่ออุดมการณ์ และระบอบสังคมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี เพราะเจ้าหน้าที่และประชาชน DPRK ยกย่องเกียรติยศของผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือเสมือนเป็นชีวิตและจิตวิญญาณ’ แถลงการณ์ตอบโต้คำพูดของจอห์น แมคเคน ขณะที่เกาหลีเหนือมีความเห็นว่าการเรียก คิม จอง อึน ว่า เป็นเด็กอ้วนติงต๊อง บ้าๆ บอๆ ถือเป็นการประกาศสงครามกับเกาหลีเหนือ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

จับตาเครียด เกาหลีเหนือ พร้อมทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหม่ ตลอดเวลา

 

คกก.วุฒิสภามะกัน ประกาศร่วมมือ 2 พรรค ไขคดีรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899720


มาร์ค วอร์เนอร์ กับ ริชาร์ด เบอร์ แถลงข่าวร่วมกันที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ

ประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ประกาศว่า สมาชิกจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตจะร่วมมือกับไขคดีการแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซีย และตรวจสอบความเชื่อมโยงกับประธานาธิบดีทรัมป์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ริชาร์ด เบอร์ ส.ว.รัฐนอร์ท แคโรไลนา สังกัดพรรครีพับลิกัน และประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธที่ 29 มี.ค. ว่า การวสืบสวนหาความจริงกรณี รัสเซียถูกกล่าวหาว่า เข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2016 ของพวกเขาจะเป็นการร่วมมือระหว่าง 2 พรรค ตรงข้ามกับการสืบสวนของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่รีพับลิกันกับเดโมแครตแตกแยกกันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกห้อมล้อมด้วยข้อกล่าวหาจากสำนักงานข่าวกรองสหรัฐฯ ว่า รัสเซียหาทางช่วยเหลือเขาให้ชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ความเชื่อมโยงระหว่างทีมหาเสียงของเขากับรัสเซียกำลังเป็นประเด็นที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยประธานาธิบดีทรัมป์ และทีมงานของเขา รวมทั้งรัสเซียปฏิเสธว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม นายเบอร์ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายทรัมป์ กล่าวในารแถลงข่าวร่วมกับนาย มาร์ค วอร์เนอร์ ส.ว.เดโมแครต และรองคณะกรรมาธิการข่าวกรองฯ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี. เมื่อวันพุธ ว่า พวกเขาจะค้นหาว่ามีข้อมูลใดๆ ที่เชื่อมโยงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับการแทรงแซงการเลือกตั้งของรัสเซียโดยตรงหรือไม่ โดยพวกเขาเตรียมสอบปากคำพยาน 20 คน ในการสืบสวนคดีซึ่ง

“เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในการสืบสวนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขาเข้าสู่สภา (ในปี 1995)” นายเบอร์กล่าว โดยพวกเขาระบุด้วยว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ยินดีที่นาย จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนาย พอล มานาฟอร์ต อดีตประธานทีมหาเสียงของนายทรัมป์ ตกลงเข้าให้ปากคำ แต่พวกเขายังไม่ได้กำหนดว่าจะสอบปากคำเมื่อใด

“จนถึงตอนนี้ เราได้ส่งคำร้องถึงตัวบุคคล 20 คน เพื่อขอให้เข้าให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการฯ และในตอนนี้ มี 5 คนที่มีกำหนดการเข้าให้ปากคำแล้ว และภายใน 10 วันข้างหน้า กำหนดการการเข้าให้ปากคำของอีก 15 คนที่เหลือจะถูกกำหนด พวกเราหวังจะเชิญบุคคลอื่นๆ มาสอบปากคำเพิ่ม และในท้ายที่สุด ผู้ที่ถูกสอบปากคำไปแล้วบางคนอาจถูกส่งเข้ารับการไต่สวนโดยคณะกรรมาธิการฯ แบบเป็นการลับหรือเปิดเผย แต่ยังไม่มีการตัดสินใจในเรื่องนี้”

อนึ่ง ในกลุ่มผู้ที่ถูกคณะกรรมาธิการข่าวฯ เชิญไปสอบปากคำยังรวมไปถึงนาย ไมเคิล ฟลีนน์ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของระธานาธิบดีทรัมป์ ผู้ลาออกหลังจากเขาชี้นำรัฐบาลในทางที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องที่เขาติดต่อกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐฯ ก่อนที่เขาจะได้รับตำแหน่ง “คงไม่เป็นไปที่จะบอกว่า เราได้พูดคุยกับคนจำนวนมาก และคงไม่เป็นไรที่จะพูดว่า นายพลฟลินน์อยู่ในรายชื่อด้วย” นายเบอร์กล่าว

 

โมโหรถติด! สาวขับรถชนรถตำรวจใกล้รัฐสภาสหรัฐฯ จนท.ต้องยิงสกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 04:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899686


เกิดเหตุรถยนต์คันหนึ่งวิ่งชนรถตำรวจบริเวณใกล้อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี. โดยคนขับรถคันดังกล่าวไม่ยอมหยุดรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจยิงปืนสกัด ก่อนจับกุมตัวคนขับเอาไว้ได้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของตำรวจสหรัฐฯ ว่า คนขับรถคันที่ก่อเหตุคือ ทาเลียห์ เอเวอเรตต์ ชาววอชิงตัน ดีซี. อายุ 20 ปี โดยเธอกำลังขับรถเดินทางไปทางทิศตะวันออกบนถนน อินดีเพนเดนซ์ อเวนิว ซึ่งเป็นทิศทางที่จะมุ่งไปยังอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ก่อนที่คนขับจะไม่พอใจที่การจราจรเครื่องตัวไปอย่างเชื่องช้า เธอจึงกลับรถยูเทิร์นอย่างรุนแรง จนไปชนเข้ากับรถสายตรวจของตำรวจประจำรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ

น.ส.เอเวอเรตต์ไม่ยอมหยุดรถ แต่กลับมุ่งหน้าไปทางตะวันทิศตะวันตก ออกห่างจากรัฐสภาไปเรื่อยๆ ตำรวจจึงตัดสินใจยิงปืนใส่รถของเธอเพื่อสกัดจับ โดยไม่มีผู้บาดเจ็บในเหตุการร์นี้ “มีการยิงปืนเกิดขึ้นในระหว่างความพยายามจับกุมผู้ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บระหว่างการจับกุม” อีวา มาเลคคี ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารของตำรวจรัฐสภาบอกกับผู้สื่อข่าวระหว่างการแถลงข่าว

ทั้งนี้ น.ส.เอเวอเรตต์กำลังถูกตำรวจรัฐสภาสอบสวนและอาจถูกตั้งข้อหาหลายอย่าง ขณะที่นาย บอนนี เอเวอเรตต์ ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นป้าของน.ส.เอเวอเรตต์ อ้างว่า หลานของเธอมีอาการของโรคอารมณ์ 2 ขั้ว หรือ ไบโพลาร์ มานานหลายปีแล้ว

 

ฮุน เซน สั่งแบนบ.สหรัฐฯ ขายน้ำนมแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 03:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899616


เมื่อ 28 มี.ค.กัมพูชาสั่งห้ามส่งออกน้ำนมแม่ของบริษัทแอมโบรเซีย แลปส์ ที่รัฐยูทาห์ของสหรัฐฯ ที่เริ่มธุรกิจนี้เมื่อ 2 ปีก่อนแบบถาวรหลังถูกสั่งระงับเมื่อหลายวันก่อน โดยนายกฯ ฮุน เซน ของกัมพูชาสั่งการถึงกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้สั่งห้าม แอมโบรเซียฯ ซื้อและส่งออกน้ำนมแม่ในกัมพูชาอีก แม้ไม่ระบุเหตุผลทางกฎหมายแต่ระบุเป็นความภาคภูมิใจที่แม้ยังยากจนแต่ไม่ได้จนมากจนต้องขายน้ำนมมนุษย์

ด้านตัวแทนแอมโบรเซียฯ เผยก่อนหน้านี้ว่าแค่เอาน้ำนมส่วนเกินจากผู้หญิงที่ให้นมลูกซึ่งเมื่อถูกสั่งห้าม ผู้หญิงที่ขายน้ำนมอาจต้องไปทำงานโรงงานทอผ้าเป็นกะหลายชั่วโมงแต่ได้เงินน้อยไม่เท่างานที่แอมโบรเซียฯเสนอแถมไม่ได้อยู่บ้านเลี้ยงลูกด้วย.

 

ออสซีเร่งฟื้นเมือง-ไซโคลนเด็บบีถล่มเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 02:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899612


เมื่อวันพุธ 29 มี.ค. ทางการออสเตรเลียเร่งประเมินสภาพความเสียหายจากพายุไซโคลน “เด็บบี” รุนแรงระดับ 4 หรือความเร็วลมศูนย์กลางพายุมากกว่า 260 กม.ต่อชั่วโมง ถือเป็นพายุอันตรายมากที่สุดลูกหนึ่ง พัดถล่มพื้นที่แถบชายฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะรัฐควีนส์แลนด์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างเร่งรีบ แม้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่เกิดความเสียหายบริเวณกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ ชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัยไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้มากกว่า 63,000 คน แหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเสียหายต้องปิดตัวลงจำนวนมาก ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเสียหาย ต้นไม้หักโค่นและปริมาตรน้ำฝนในช่วงเวลาเกิดพายุพัดถล่มวัดได้ถึงกว่า 250 มิลลิเมตร

นายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูล

นายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูล ผู้นำออสเตรเลีย ระบุ รัฐบาลได้กำหนดแผนจัดการหายนะภัยครั้งนี้แล้ว โดยเร่งระบายน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เพื่อเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยรุนแรงในหลายเมือง ตัวเลขผู้บาดเจ็บตามที่ได้รับรายงานเบื้องต้นมีเพียง 3 ราย แต่คาดว่าจะเพิ่มอีกมาก ส่วนภารกิจสำคัญเร่งด่วนคือต้องฟื้นระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบส่งกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สนามบินหลายแห่งในพื้นที่ประสบภัยพายุได้รับอนุญาตเปิดทำการอีกครั้ง ส่วนความเคลื่อนไหวของพายุไซโคลนลดกำลังลงเหลือเป็นพายุโซนร้อนพัดเข้าสู่พื้นที่แผ่นดินใหญ่ ทำให้เกิดฝนตกบริเวณกว้าง

ข่าวแจ้งว่า พายุไซโคลนเด็บบีพัดถล่มออสเตรเลียครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่พายุไซโคลน “เทรซี” พัดถล่มพื้นที่ภาคเหนือเมืองดาร์วินเมื่อช่วงวันคริสต์มาสปี 2517 ครั้งนั้นพายุพัดคร่าชีวิตผู้คน 65 ศพ ขณะที่ธนาคารกลางแห่งชาติออสเตรเลีย อยู่ระหว่างประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากพิบัติภัยครั้งนี้

วันเดียวกันนี้ สำนักงานธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุเกิดแผ่นดินไหว 6.9 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่เขตตะวันออกไกลของรัสเซีย แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันพุธ 29 มี.ค.ตามเวลาท้องถิ่น จุดศูนย์กลางการสั่นสะเทือนอยู่ใต้ดินลึกราว 33 กม. แต่ไม่มีการประกาศเตือนภัยเกิดคลื่นสึนามิหรือมีรายงานความเสียหายอื่นๆ.