งานประมูลศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย “Art Auction for Refugees” ระดมทุนมอบที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 31 มี.ค. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900985


กรุงเทพฯ – สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จัดงานประมูลผลงานศิลปะจากศิลปินชื่อดังเพื่อผู้ลี้ภัยในงาน “Art Auction for Refugees” หรือ งานประมูลศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากยอดประมูลกว่า 9 ล้านบาท จะนำไปเพื่อช่วยจัดหาที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจำนวน 2 ล้านคนใน 12 ประเทศทั่วโลกตามแคมเปญ ”เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก” โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานกันอย่างคับคั่ง (จากซ้าย): คุณปอย ตรีชฎา เพชรรัตน์, คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณฟรางซัวส์ มารีเย่ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายโครงการ UNHCR ประเทศไทย, พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี), คุณสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ, คุณวิรัช เมฆสัมพันธ์ ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ คุณอนันต์ ลี้ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ ให้เกียรติเข้าร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) เมื่อเร็วๆ นี้

 

เล่นตามประสาเจ้าป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 13:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900060


ภาพของเจ้าสองสิงโตตัวเต็มวัยกำลังใช้เวลาหยอกล้อเล่นกัน โดยตัวหนึ่งนั้นกำลังเอาอุ้งเท้าประกบไปที่จมูกของอีกตัว ขณะที่มันกำลังก้มหน้าก้มตาเหมือน ไม่อยากจะมองอะไรที่อยู่ข้างหน้า เป็นกิริยาที่ทั้งน่ารักและน่าเกรงขาม ทำให้นักท่องเที่ยวต้องหยุดบันทึกภาพของเจ้าขนฟูตัวเขื่องไว้ ขณะเที่ยวชมสัตว์นานาชนิดในสวนสัตว์เฮล์ลาบรุนน์ ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิก เมืองที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของประเทศเยอรมนี.

 

สุดสลด! ไอซิสโคตรเหี้ยม ประหารชีวิตทารกออสซี่ แก้แค้นพ่อคิดหนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900887


ไอซิสโหดเหลือประมาณ..ประหารชีวิตทารกชาวออสเตรเลีย หวังแก้แค้นพ่อของหนูน้อย คิดตีจาก พยายามทางหลบหนีออกจากพื้นที่รุนแรงในซีเรีย หรือ อิรัก เบื้องต้น ยังไม่ทราบชื่อ เพศ หรือวิธีการที่ไอซิสปลิดชีพเด็กเคราะห์ร้าย

เมื่อ 31 มี.ค. เว็บไซต์ มิร์เรอร์ รายงาน กลุ่มมุสลิมติดอาวุธ ‘รัฐอิสลาม’ หรือไอซิส สุดเหี้ยม ถึงขั้นลงมือประหารชีวิต เด็กทารกชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง หลังจากพ่อของหนูน้อยได้พยายามหาทางหลบหนีออกจากพื้นที่ขัดแย้งนองเลือดในตะวันออกกลาง โดยมีการสันนิษฐานกันว่า สาเหตุที่กลุ่มไอซิสประหารชีวิตเด็กน้อยไร้เดียงสาอย่างเหี้ยมโหดเช่นนี้ เพราะต้องการแก้แค้น หลังทราบว่า พ่อของเด็กได้ดำเนินการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลีย เพื่อพยายามหลบหนีออกจากพื้นที่สู้รบของกลุ่มไอซิสในซีเรียและอิรัก

มิร์เรอร์ยังระบุว่า ขณะนี้ ยังไม่ทราบเด็กน้อยเคราะห์ร้ายชาวออสเตรเลียรายนี้ มีชื่อว่าอะไร เพศอะไร และถูกกลุ่มไอซิสสังหารด้วยวิธีการใด ขณะที่ เว็บไซต์เดลี่เทเลกราฟ รายงานว่า นายจอร์จ แบรนดิส รมว.ยุติธรรมของออสเตรเลีย ได้ประณามพ่อแม่ที่หลงผิดทั้งหลายที่นำพาครอบครัวเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายของไอซิส

 

กระแสเมฆของดาวพฤหัสบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 09:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900098


องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา เผยภาพชั้นบรรยากาศด้านบนดาวพฤหัสบดี ที่มีลักษณะของกระแสเมฆกำลังหมุนวนเป็นรูปวงรี บันทึกภาพจากยานอวกาศจูโน (Juno) ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 จากระดับความสูงประมาณ 14,500 กิโลเมตร ทั้งนี้ ดาวพฤหัสบดีเป็นหนึ่งในกลุ่มดาว เคราะห์โจเวียน (Jovian) เป็นดาวก๊าซยักษ์ มีวงโคจรในระบบสุริยะชั้นนอก ไกลจากดวงอาทิตย์ มีวงแหวนและดวงจันทร์บริวารจำนวนมากมีองค์ ประกอบเป็นก๊าซ ซึ่งดาวในกลุ่มนี้จะมี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน.

 

เวเนฯ วุ่น! ศาลสูงสุดยึดอำนาจนิติบัญญัติจากสภา ฝ่ายค้านจวกรัฐประหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900740


ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ศาลสูงสุดแห่งประเทศเวเนซุเอลาดำเนินการยึดอำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาเวเนซุเอลาแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ครอบครองอำนาจบริหารครบทั้ง 3 ฝ่าย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 มี.ค. ศาลสูงสุดแห่งประเทศเวเนซุเอลาออกคำสั่งริบอำนาจนิติบัญญัติของสภาสมัชชาแห่งชาติซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก และโยกย้ายอำนาจดังกล่าวไปให้กับศาลสูงสุด ซึ่งเต็มไปด้วยผู้ภักดีต่อรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยอ้างว่าสภาดูหมิ่นศาล ทำให้สมาชิกฝ่ายค้านออกมาประณามว่านี่เป็นการทำรัฐประหาร

“ให้เป็นที่รู้กันว่า ตราบเท่าที่สถานการณ์การดูหมิ่นยังเกิดขึ้น และการปฏิบัติงานของสภาสมัชชาแห่งชาติยังถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ ศาลรัฐธรรมนูญนี้ขอรับประกันว่า การทำงานของสภาทั้งหมดจะกระทำโดยศาลแห่งนี้ หรือ สถานบันที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องหลังนิติธรรม” คำสั่งศาลระบุ

ฮูลิโอ เบอร์เกส ประธานสภาสมัชชาแห่งชาติ แถลงข่าวในกรุงการากัส

ทั้งนี้ การแย่งชิงอำนาจในเวเนซุเอลาระหว่างประธานาธิบดีมาดูโรกับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน ‘เอ็มยูดี’ ดำเนินมาตลอดนับตั้งแต่รัฐบาลเสียเสียงข้างมาในสภาไปในการเลือกตั้งปี 2015 ซึ่งหลังจากนั้นศาลสูงสุดก็ตัดสินให้การตัดสินใจจากสภาเป็นโมฆะหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยเข้ายึดการทำงานของสภาโดยตรงเหมือนครั้งนี้

คำตัดสินของศาลสูงสุดเวเนซุเอลาหมายความว่า อำนาจอาจทั้ง 3 ของเวเนซุเอลาคือ อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จะถูกควบคุมโดยพรรครัฐบาล พรรคยูไนเต็ตโซเชียลลิสต์ (ยูเอส) ของนายมาดูโรทั้งหมด ขณะที่ฝ่ายค้านไม่มีอำนาจใดๆ เลย

เรื่องดังกล่าวทำให้นาย ฮูลิโอ เบอร์เกส ประธานสภาสมัชชาแห่งชาติออกมาประณามว่า “นิโคลัส มาดูโร ได้ก่อรัฐประหาร” “คำตัดสินนี้มีความหมายว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ นิโคลัส มาดูโร ได้ครอบครองอำนาจทั้งหมดในการออกกฎหมาย, มอบหมายสัญญา, สร้างหนี้ต่างประเทศ และข่มเหงชาวเวเนซุเอลาด้วยกัน”

ขณะที่นายมาดูโร แสดงความเห็นเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ว่า “ศาลได้มอบอำนาจพิเศษให้ที่เกิดมาจากข้อกำหนดของคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐธรรมนูญของเราให้แก่ผม นี่เป็นคำสั่งของศาลสูงสุด นี่เป็นคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์“

คำตัดสินของศาลสูงสุดเวเนซุเอลายังส่งแรงช็อกไปทั่วภูมิภาค โดนรัฐบาลเปรูตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวเนซุเอลาทั้นที รวมทั้งเรียกตัวนาย มาริอาโน โลเปซ คาวาร์รี เอกอัครราชทูตประจำกรุงการากัสกลับประเทศด้วย ขณะที่ประธานาธิบดี เปโดร ปาโบล คุคซีนสกี เรียกคำตัดสินของศาลเวเนซุเอลาว่าเป็น มาตรการเผด็จการที่ขัดขวางหลังนิติธรรม และทำให้เกิดการพังทลายของรัฐธรรมนูญและระบบประชาธิปไตย

 

ถึงจุดนี้ได้ไง!? UK ร่อนจ.ม.ขอแยกทาง EU สู่ขอบฟ้าใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900706


เมื่อวันพุธที่ 29 มี.ค. ผู้แทนของสหราชอาณาจักรได้ยื่นจดหมายของลาออกจากสหภาพยุโรปให้แก่ประธานคณะมนตรียุโรปเรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นการใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน อันเป็นกระบวนการพายูเคออกจากสหภาพยุโรปที่พวกเขาอยู่ร่วมกันมานานกว่า 44 ปี อย่างเป็นทางการ

แม้ว่าชาวบริติชหลายคนอาจยังไม่เชื่อว่า สหราชอาณาจักรกำลังจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของยุโรปจริงๆ แต่พวกเขาก็ได้แต่ทำใจยอมรับมัน เพราะชาวบริติชได้รับโอกาสในการตัดสินอนาคตของประเทศตัวเองไปแล้วในการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อ 9 เดือนก่อน และพวกเขาตัดสินใจที่จะพาตัวเองออกจากขอบเขตเดิมๆ ที่พวกเขารู้สึกไม่พอใจ ไปสู่อนาคตที่พวกเขาเชื่อว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม

แล้วสหราชอาณาจักรมาถึงจุดที่ต้องออกจากสหภาพยุโรปได้อย่างไร ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์จะพาท่านผู้อ่านไปย้อนดูกัน

เซอร์ ทิม บาร์โรว์ ผู้แทนถาวรแห่งสหราชอาณาจักรประจำสหภาพยุโรป ยื่นจดหมายแจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรแก่นาย โดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป

UK มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 เกิดกระแสเรียกร้องต้องการให้ยูเคออกจากอียู เนื่องจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ทางการเงินของกลุ่มยูโรโซน และความไม่พอใจในกฎหมายยุโรปบางประการที่ถูกมองว่าเป็นตัวฉุดรั้งธุรกิจ โดยนาย เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรียูเคในสมัยนั้นสัญญากับประชาชนว่าเขาจะจัดการลงคะแนนเสียงประชามติชี้ชะตาเรื่องความเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของพวกเขา หากพรรคของเขาชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 ซึ่งพรรคของเขาก็ได้รับชัยชนะจริงๆ

นายคาเมรอนกำหนดวันลงประชามติชี้ชะตาเอาไว้ในวันที่ 23 มิ.ย. 2016 ซึ่งในระหว่างนั้นฝ่ายหนุนให้อยู่ต่อกับต้านต่างเดินหน้าหาเสียงอย่างหนัก โดยช่วงนั้นเกิดกระแสการไหลบ่าของผู้อพยพจากหนีความยากจนและสงครามจากตะวันออกกลางและแอฟริกาพอดี ทำให้ประเด็นนี้ถูกฝ่ายหนุนให้อยู่ต่อซึ่งนำโดยนายคาเมรอน และฝ่ายเรียกร้องให้ลาออกซึ่งนำโดยนาย บอริส จอห์นสัน รมว.ต่าวประเทศคนปัจจุบัน กับนาย ไนเจล ฟาเรจ หัวหน้าพรรคยูคิป ฝ่ายต่อต้านสหภาพยุโรปและการรับผู้อพยพ หยิบยกขึ้นมาใช้ต่อสู้กับอีกฝ่ายอย่างดุเดือด

และแล้ว วันแห่งการชี้ชะตาก็มาถึง ชาวบริเตนออกมาแสดงพลังของตนเองในการลงคะแนนเสียงประชามติ ซึ่งผลปรากฏว่า ชาวบริเตนส่วนใหญ่สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปด้วยคะแนนเสียง 52% สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเนื่องจากไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และทำให้ค่าเงินปอนด์ตกต่ำลงอย่างหนักในทันที ผลการลงประชามติยังแสดงให้เห็นความแบ่งแยกเชิงธรณีวิทยา โดยชาวกรุงลอนดอน, สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ ต้องการให้ยูเคอยู่กับอียูต่อ แต่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่กับเวลส์ สนับสนุนให้ลาออก

ความพ่ายแพ้ในการลงประชามติทำให้นายคาเมรอนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบในวันที่ 24 มิ.ย.ปีเดียวกัน ทำให้เกิดศึกชิงตำแหน่งผู้นำภายในพรรค และผลสุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เธเรซา เมย์ ก็ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรในเดือนก.ค. ซึ่งเธอก็มุ่งมั่นทำตามผลการลงประชามติแม้จะเคยเป็นหัวหอกสนับสนุนฝ่ายอยู่ต่อมาก่อน

เมื่อต้นปีที่ 2017 นางเมย์ได้ออกมาแผน 12 ขั้น สำหรับกระบวนการออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งจะรวมไปถึงการออกจากตลาดเดียวยุโรป ที่ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ รวมทั้งผู้คนสามารถเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างประเทศสมาชิกอียูได้อย่างเสรี อันเป็นสิ่งที่ฝ่ายหนุนให้อยู่ต่อหรือแม้แต่ฝ่ายหนุนให้ออกบางคนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น และล่าสุดในวันพุธที่ผ่านมา จดหมายของนางเมย์ซึ่งส่งถึงนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป ได้เริ่มกระบวนการพายูเคออกจากอียูอย่างเป็นทางการแล้ว

ก้าวต่อไปหลังจากนี้

ตามที่บัญญัติในมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน การออกจากสหภาพยุโรปต้องเกิดขึ้นภายในกรอบเวลา 2 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีการเจรจากันมากมายระหว่างยูเคและชาติสมาชิกที่เหลือของอียู โดยในวันที่ 29 เม.ย.นี้ จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป 27 ประเทศไม่รวมยูเคที่กรุงบรัสเซลส์ เพื่อตกลงเรื่องแนวทางการเจรจากับยูเค หลังจากนั้น 1 หรือ 2 วัน นายมิเชล บาร์นิเยร์ ผู้แทนเจรจาของคณะกรรมาธิการยุโรป จะออกข้อเสนอแนะเบื้องต้นเพื่อเปิดการเจรจา ซึ่งจะเป็นคำแนะนำของเขาว่าการเจรจาควรไปในทิศทางใด

จากนั้นในเดือนพ.ค. เหล่ารัฐมนตรีกิจการยุโรปของ 27 ชาติสมาชิกอียู หรือที่เรียกว่า คณะมนตรีกิจการทั่วไป (General Affairs Council) จะจัดประชุมกันในวันที่ 16 เพื่อร่างรายละเอียดทิศทางการเจรจา ซึ่งจะรวมไปถึง 3 ประเด็นที่อียูต้องการทำข้อตกลงกับยูเคก่อนที่จะมีการเจรจาใดๆ ในเรื่องการทำข้อตกลงการค้าในอนาคต ได้แก่ กฎหมายเบร็กซิตของยูเค, สิทธิ์ของชาวอียูในยูเคกับสิทธิ์ของชาวยูเคในประเทศต่างๆ ของอียู และ ปัญหาพรมแดนไอร์แลนด์เหนือ

การเจรจาจริงๆ จะเริ่มขึ้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนพ.ค. โดยเหล่ารัฐมนตรีสหภาพยุโรปจะมอบอำนาจให้นายบาร์นิเยร์เพื่อเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการอาจเกิดขึ้นเร็วขึ้น เพื่อหารือปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่นจะใช้ภาษาอะไรในการเจรจาและเรื่องตารางเวลา โดยหลังจากเจรจาเรื่องร่างกฎหมายเบร็กซิตและอื่นเสร็จแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจากันต่อในเรื่องข้อตกลงการค้าและอื่นๆ

โดยนายบาร์นิเยร์กำหนดให้เดือนต.ค. 2018 เป็นนเส้นตายสำหรับออกร่างกฎหมายเบร็กซิตและข้อตกลงใดๆ เพื่อให้เวลา ส.ส.สหราชอาณาจักร, คณะมนตรีสหภาพยุโรป ตามด้ายรัฐสภายุโรป โหวตลงมติเห็นชอบหรือคัดค้านข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการเจรจา และหากการเจรจาเป็นไปด้วยดี สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มี.ค. 2019 (พ.ศ.2562) ตามกำหนด 2 ปี

แต่หากเงื่อนไขในการออกจากสหภาพยุโรปไม่เป็นที่น่าพอใจ เราอาจจะได้เห็นสกอตแลนด์เปิดการลงคะแนนเสียงประชามติเพื่อออกจากสหราชอาณาจักรอีกครั้ง หลังจากล้มเหลวไปเมื่อปี 2014 โดยขณะนี้นางนิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีสกอตแลนด์ กำลังผลักดันให้พวกเขามีไพ่ใบนี้ในมือ เพื่อแยกทางกับสหราชอาณาจักร ก่อนจะเกิดการเบร็กซิต เพื่ออยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป

สู่ขอบฟ้าใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ

หลังจากเบร็กซิตแล้ว ก็ยังไม่แน่ชัดว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรจะดีขึ้นอย่างที่พวกเขาหวังเอาไว้หรือไม่ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของ IHS Markit แสดงให้เห็นว่า จำนวนชาวบริติชที่เชื่อว่าการออกจากสหภาพยุโรปจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นนั้นมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ โดยผลสำรวจประจำเดือนมี.ค.ชี้ว่า มีเพียง 29% ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีแรกจะดีขึ้น ลดลงจากเดือนก.ค.ปีก่อนที่ตัวเลขอยู่ที่ 39%

ขณะที่สหราชอาณาจักรยังต้องเจรจาข้อตกลงเรื่องความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปในด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย, การค้า, สนธิสัญญา และการเคลื่อนย้านถิ่นฐาน ใหม่ทั้งหมด ซึ่งกระบวนการนี้อาจกินระยะเวลายาวนานถึง 7 ปีตามการคาดการณ์ของนายทัสค์ หรืออาจใช้เวลานับทศวรรษอย่างที่อดีตเอกอัครราชทูตยูเคประจำยุโรปหวั่นวิตก

แต่ทว่า สหราชอาณาจักรก็ได้เริ่มก้าวเท้าเดินสู้เส้นขอบฟ้าใหม่แล้ว เป็นดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ไม่ว่าจะดีหรือร้ายทางที่พวกเขาเลือกเป็นเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับมาได้ แม้จะมีใครหลายคน รวมทั้งตัวนายโดนัลด์ ทัสค์ ที่หวังจะย้อนคืนกระบวนการนี้ก็ตาม

 

ศาลอนุมัติหมายจับ ‘ปาร์ก กึน-เฮ’ หวั่นทำลายหลักฐานคดีรับสินบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 05:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900726


ศาลกรุงโซลอนุมัติหมายจับน.ส. ปาร์ก กึน-เฮ อดีตประธานาธิบดีแห่งประเทศเกาหลีใต้แล้ว หวั่นอาจใช้อำนาจทำลายหลักฐานคดีคอร์รัปชัน รับสินบนที่ถูกกล่าวหา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส. ปาร์ก กึน-เฮ อดีตประธานาธิบดีแห่งประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มี.ค. จากการเข้าไปมีส่วนพัวพันกับคดีรีดสินบน ทุจริตคอร์รัปชันของนางชเว ซุน-ซิล เพื่อนสนิท ได้ถูกจับกุมตัวแล้วในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ (31 มี.ค.) หลังจากศาลกรุงโซลอนุมัติหมายจับกุมตัวเธอ

“คดีอาชญากรรมครั้งใหญ่ได้รับการสืบสวนกระจ่างแล้ว และความกังวลว่าผู้ต้องสงสัยอาจมีความพยายามในการทำลายหลักฐาน” นายคัง บู-ยัง ผู้พิพากษาศาลแขวงกลางกรุงโซล ระบุในข้อความที่ส่งให้แก่ผู้สื่อข่าวหลังมีคำตัดสิน “ศาลยอมรับว่ามีความจำเป็นและเหตุผลที่ผู้ต้องสงสัยต้องถูกจับกุม”

อนึ่ง ความเคลื่อนไหวล่าสุดในเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจาก อัยการเประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 27 มี.ค. ว่า พวกเขาจะฟ้องร้องของให้ศาลออกหมายจับกุมตัวน.ส.ปาร์ก ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ, การรับสินบน และการทำให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหล

“ผู้ต้องสงสัยรายนี้ล่วงละเมิดอำนาจอันยิ่งใหญ่และสถานะประธานาธิบดี เพื่อรับสินบนจากบริษัทต่างๆ รวมทั้งล่วงละเมิดเสรีภาพในบริหารนิติบุคคล และปล่อยให้ข้อมูลลัสำคัญของรัฐรั่วไหล” แถลงการณ์จากสำนักงานอัยการกลางกรุงโซลระบุ

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาน.ส.ปาร์กถูกควบคุมตัวชั่วคราวอยู่ในที่คุมขังของสำนักงานอัยการกลางกรุงโซล แต่หลังจากถูกออกหมายจับถูกจะถูกพาตัวไปยังศูนย์กักกันกรุงโซลภายในวันศุกร์นี้ ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่นางชเว เพื่อนสนิทของน.ส.ปาร์ก และผู้ต้องหาสำคัญรายอื่นๆ ในคดีนี้ เช่นนาย อี แจ-ยอง ทายาทของบริษัทซัมซุง ถูกควบคุมตัวอยู่ แต่เนื่องจากนางสาวปาร์ก ยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด จึงทำให้เธอจะถูกคุมขังได้นานสุดเพียง 20 วัน ก่อนจะมีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

ข่าวเกี่ยวข้อง

ปาร์ก กึน เฮ ลุ้นหนัก ศาลเกาหลีใต้ พิจารณาหมายจับ

 

ศาลฮาวายสั่งห้ามดำเนินการคำสั่งแบน 6 ชาติมุสลิมของทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 04:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900625


เมื่อ 29 มี.ค. ผู้พิพากษาศาลส่วนกลางรัฐฮาวายได้ขยายความคำตัดสินจากแค่ให้ระงับคำสั่งบริหารฉบับที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่แก้ไขจากฉบับแรกเพื่อเข้มงวดผู้อพยพจาก 6 ชาติมุสลิมไว้ชั่วคราว มาเป็นให้ห้ามดำเนินการจนกว่าจะได้ข้อสรุปในชั้นศาล อ้างเหตุผลคำสั่งของนายทรัมป์กระทบการท่องเที่ยว กระทบถึงแรงงานและกระทบถึงนักเรียนนักศึกษาต่างชาติ

วันเดียวกัน ทำเนียบขาวแถลงระบุนางอิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวคนโตของประธานาธิบดีทรัมป์ เตรียมขึ้นรับหน้าที่ผู้ช่วยและที่ปรึกษาประธานาธิบดี แต่เป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงินเดือน เช่นเดียวกับนายจาเรด คุชเนอร์ สามีนางอิวานกา ลูกเขยนายทรัมป์ เพิ่งนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาพ่อตาประธานาธิบดีไปก่อนหน้านี้และไม่ขอรับเงินเดือนเช่นกัน

ทำเนียบขาวแถลงเพิ่มเติมว่าพวกเรายินดีที่อิวานกาเลือกทำหน้าที่สนับสนุนประธานาธิบดี อีกทั้งการทำงานโดยไม่รับเงินเดือน ยังแสดงให้เห็นถึงคำมั่นของพวกเราปฏิบัติตามจริยธรรมการทำงานและยึดมั่นความโปร่งใสก่อนหน้านี้ อิวานกามักปรากฏตัวออกงานสำคัญของผู้นำสหรัฐฯ รวมทั้งต้อนรับผู้นำประเทศแม้ไม่มีตำแหน่งเกี่ยวข้อง ทั้งยังมีสำนักงานอยู่ที่ทำเนียบขาว ทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน.

 

อังกฤษจ่อโละ ก.ม.อียูก่อนเจรจาเบร็กซิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 มี.ค. 2560 02:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900621


เมื่อ 30 มี.ค. หรือ 1 วันหลังนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร (ยูเค) หรืออังกฤษ ส่งจดหมายแจ้งนายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานสภายุโรปว่า อังกฤษใช้มาตรา 50 ในสนธิสัญญาลิสบอน ขอเริ่มกระบวนการเจรจาถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ “เบร็กซิต” อย่างเป็นทางการ ตามผลการลงประชามติเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว รัฐบาลอังกฤษได้เผยแพร่รายละเอียดของ “เกรท รีพีล บิลล์” (ร่างกฎหมายล้มเลิกที่ยิ่งใหญ่) ซึ่งเป็นแนวทางเปลี่ยนกฎหมายหลายพันฉบับของอียูให้เป็นกฎหมายของอังกฤษเอง รวมทั้งกฎหมายด้านสิทธิคนงานและสิ่งแวดล้อม

ร่างกฎหมายนี้จะล้มเลิก “กฎหมายประชาคมยุโรป” ซึ่งระบุว่ากฎหมายอียูอยู่เหนือกฎหมายอังกฤษ รับประกันว่าอังกฤษจะถอนตัวจากขอบเขตอำนาจศาลยุติธรรมอียู ปรับเปลี่ยนกฎหมายอียูเป็นกฎหมายภายในของอังกฤษ และจะบังคับใช้ทันทีในวันที่อังกฤษถอนตัวจากอียู โดยคณะรัฐมนตรีอังกฤษชี้ว่า มันจะช่วยหลีกเลี่ยงภาวะ “หลุมดำ” ในกฎหมายเมื่ออังกฤษแยกจากอียู แต่ร่างกฎหมายนี้จุดกระแสถกเถียงเพราะให้อำนาจคณะรัฐมนตรีแก้กฎหมายบางฉบับโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากรัฐสภา

อนึ่ง มาตรา 50 ระบุว่า ให้อังกฤษและอียูเจรจาหาข้อตกลงภายใน 2 ปี ซึ่งถ้าไม่มีการขยายเส้นตายนี้ อังกฤษจะแยกจากอียูอย่างเป็นทางการใน 29 มี.ค.2562 โดยอังกฤษมีเวลาจนถึงเดือน ต.ค. 2561 ที่จะสรุปแผนแยกตัวจากอียู แต่อาจมีปัญหาถ้าบรรลุข้อตกลงกันไม่ได้ใน 2 ปี และอาจต้องมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 1-3 ปี เพื่อให้กระบวนการแยกตัวค่อยเป็นค่อยไป

โดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า อังกฤษจะใช้งบประมาณในการเจรจาถอนตัวจากอียูถึง 60,000 ล้านยูโร หรือ 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนายทัสค์จะเปิดเผยแนวทางการเจรจาใน 31 มี.ค. และผู้นำสมาชิกอียู 27 ประเทศจะเปิดประชุมพิเศษใน 29 เม.ย. เพื่อลงมติรับรองแผนนี้ก่อนเริ่มเจรจากับอังกฤษ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. ขณะที่มุขมนตรีของยิบรอลตา ดินแดนใต้อาณัติของอังกฤษประกาศว่าจะไม่ตกเป็นเหยื่อของเบร็กซิตและจยอมรับความเป็นจริงใหม่ของการอยู่นอกอียู

ด้านประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แห่งฝรั่งเศส โทรศัพท์หารือและแจ้งนางเมย์ว่า การเจรจาเบร็กซิตต้องตกลงกันให้ได้ก่อนว่าอังกฤษจะแยกตัวจากอียูอย่างไร จากนั้นจึงค่อยเจรจาเรื่องความสัมพันธ์ในอนาคตและจะไม่มีข้อตกลงทางการค้าก่อนอังกฤษแยกตัวจากอียู.

 

สลด ผู้ช่วยนักบินอเมริกันแอร์ เสียชีวิตกลางเวหา ก่อนนำเครื่องลงจอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 23:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900571


เกิดเหตุผู้ช่วยนักบินล้มป่วยขณะกำลังนำเครื่องบินโดยสารของ อเมริกัน แอร์ไลน์ส ลงจอด ในรัฐนิวเม็กซิโก ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนเครื่องบินลงจอดอย่างปลอดภัย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ช่วยนักบินบนเครื่องบินโดยสารของสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ส เกิดอาการป่วยในระหว่างกระบวนการนำเครื่องบินลงจอดในเมือง แอลบูเคอร์คี ในรัฐนิวเม็กซิโก ของสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ 29 มี.ค. ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะที่เครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ

ตามการเปิดเผยของโฆษกสำนักงานบริหารการบินสหรัฐฯ (เอฟเอเอ) เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737-800 ของสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 1353 จากเมืองดัลลัส-ฟอร์ต เวิร์ธ ไปยังเมืองแอลบูเคอร์คี อยู่ห่างจากจุดลงจอดราว 2 ไมล์ ในตอนที่กัปตันว่าต้องลงจอดสถานการณ์ฉุกเฉินเนื่องจากปัญหาทางการแพทย์ ซึ่งนาย แดเนียล เยียรอน โฆษกท่าอากาศยานนานาชาติ แอลบูเคอร์คี ระบุว่า เครื่องบินลำนี้ลงจอดอย่างปลอดภัยในเวลาประมาณ 15:33น. และถูกนำไปยังเกตซึ่งทีมแพทย์รออยู่

ขณะที่แหล่งข่าวซึ่งมีความใกล้ชิดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเผยว่า เจ้าหน้าที่พยายามทำซีพีอาร์ช่วยชีวิตผู้ช่วยนักบินรายนี้ ซึ่งอเมริกัน แอร์ไลน์ส เปิดเผยชื่อว่า วิลเลียม ‘ไมค์’ กรุ๊บส์ นานราว 35-40 นาที ก่อนจะประกาศว่าเขาเสียชีวิต

หลังทราบข่าวการเสียชีวิตนายกรุ๊บส์ อเมริกัน แอร์ไลน์ส ก็ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของเขา และประกาศว่าจะดูแลครอบครัวของนายกรุ๊บส์ และขอส่งกำลังใจให้พวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ด้านเอฟเอเอระบุว่า พวกเขาจะประสานงานกับทางสายการบิน เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น