“โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย” ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 8 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997854

ด้วยกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารต่างหันมาให้ความสนใจ และกำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด และ “โยเกิร์ต” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

จากสถิติพบว่า คนไทยบริโภคโยเกิร์ตเฉลี่ยประมาณ 4-5 กิโลกรัม/คน/ปี ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีอัตราการบริโภคมากกว่าถึง 1.5 เท่า สืบเนื่องมาจากคนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่าโยเกิร์ตเป็นสินค้าสำหรับรับประทานเล่น จึงเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสขยายการเติบโตได้อีกมาก ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าตลาดโยเกิร์ตแบบถ้วย 4,500 ล้านบาท และมูลค่าตลาดโยเกิร์ตพร้อมดื่ม 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดโยเกิร์ตทั่วไป 3,500 ล้านบาท และตลาดโยเกิร์ตระดับพรีเมียม 1,000 ล้านบาท

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตและผู้นำตลาดด้านนมสดพาสเจอร์ไรซ์ “เมจิ” และโยเกิร์ต “เมจิ บัลแกเรีย” เล็งเห็นช่องทางการเติบโตในตลาดดังกล่าว โดยเฉพาะปัจจัยบวกเรื่องเทรนด์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือการเลือกรับประทานอาหาร ที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเกี่ยวกับข้อมูลทางโภชนาการมากขึ้นและมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ แม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่าสินค้าที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาดก็ตาม


“สลิลรัตน์ พงษ์พานิช”
รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ตลาดโยเกิร์ตในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดระดับพรีเมียม เป็นผลมาจากเทรนด์ของคนรักสุขภาพกำลังมาแรง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา ที่โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย เข้ามาทำตลาดโยเกิร์ตระดับพรีเมียมในประเทศไทย ตลาดโยเกิร์ตเซกเมนต์นี้ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มโยเกิร์ตแบบถ้วยและกลุ่มโยเกิร์ตพร้อมดื่ม ทำให้เกิดการแข่งขันมีผู้ประกอบการแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้นทุกปี ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากมูลค่าที่มีถึง 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 22% จากมูลค่าตลาดรวมของโยเกิร์ตแบบถ้วย

“เรามองว่า ในอนาคตพฤติกรรมการบริโภคโยเกิร์ตของคนไทยจะมีความต้องการที่เฉพาะและหลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สัดส่วนของการบริโภคเพิ่มขึ้นมาเป็น 30% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า”

โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย ได้เลือกวางตัวเองในตำแหน่งเซกเมนต์ระดับพรีเมียม โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคตั้งแต่วัยทำงานขึ้นไป เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ด้วยจุดยืนที่แตกต่างของโยเกิร์ตแท้จากธรรมชาติ ปราศจากสารปรุงแต่ง และมีเนื้อโยเกิร์ตคงตัว ในขณะที่โยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบพาสเจอร์ไรซ์นั้นเพิ่งเข้ามาในตลาดนี้ได้เพียงปีครึ่ง แต่ก็มีการเติบโตไปในทิศทางที่ดี ทำให้ที่ผ่านมาโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย สามารถชิงมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มตลาดระดับพรีเมียมได้ถึง 50% ซึ่งสวนกับภาพรวมการเติบโตของตลาดในปีที่ผ่านมาที่มีอัตราลดลง 4%

“ดังนั้น ก้าวต่อไปจึงเดินหน้าผลักดันสินค้าทั้งสองกลุ่มไปพร้อมๆกัน เพื่อทำให้แบรนด์เมจิ บัลแกเรีย แข็งแกร่งและอยู่ในใจผู้บริโภคมากขึ้น โดยเรามีการออกสินค้าใหม่เพื่อขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ซึ่งต้นปีที่ผ่านมาได้ออกโยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบพาสเจอร์ไรซ์ 2 รสชาติใหม่ คือรสรอยัลฟูจิแอปเปิ้ล, รสโกลเด้น ฮันนี่ และเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ออกแบบถ้วยสูตรใหม่ไขมัน 0% ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี”

สำหรับโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย มีทั้งในรูปแบบของ “โย-เกิร์ตถ้วย” ขนาด 110 กรัม มีรสชาติให้เลือก ได้แก่ รสธรรมชาติ, รสกลมกล่อม, รสโกลเด้น ฮันนี่ และสูตรไขมัน 0% ส่วน “โยเกิร์ตพร้อมดื่มแบบพาสเจอร์ไรซ์” ขนาด 140 มิลลิลิตร พร้อมให้เลือกดื่ม ได้แก่ รสกลมกล่อม, รสไวลด์ เบอร์รี่, รสรอยัลฟูจิแอปเปิ้ล และรสโกลเด้น ฮันนี่

“สลิลรัตน์” กล่าวว่า “ครึ่งปีหลังนี้เรามีแผนสร้างเมจิ บัลแกเรีย ให้เป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพทางเดินอาหาร เพราะปัจจุบันยังไม่มีโยเกิร์ตแบรนด์ไหนมาพูดถึงเรื่องสุขภาพของระบบทางเดินอาหารอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ “ยิ่งรู้จัก…แล้วคุณจะรักจุลินทรีย์กับโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย” เพื่อตอกย้ำถึงจุดเด่นและประโยชน์ของ “โยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย” ว่าเป็นโยเกิร์ตแท้ต้นตำรับ ปราศจากการปรุงแต่งและมีจุลินทรีย์สายพันธุ์แท้ LB81 จากประเทศบัลแกเรีย ที่จะมาช่วยดูแลและรักษาสมดุลระบบลำไส้”

การจัดแคมเปญดังกล่าวไม่ใช่จะมุ่งเน้นเรื่องทำการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ซีพี-เมจิ มองถึงการคืนสิ่งดีๆ สู่สังคม เพราะแคมเปญนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้รับความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพลำไส้ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ที่สำคัญทุกการซื้อโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย 1 ถ้วย หรือ 1 ขวด ในช่วงระยะเวลานี้จนถึง 15 ก.ค.2560 จะกลายเป็นยอดบริจาค 1 บาทให้กับ “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ รวมถึงผลักดันยอดขายของโยเกิร์ตเมจิ บัลแกเรีย ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสคนรักสุขภาพที่เติบโตมากขึ้นในกระแสโลกดิจิตอล!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 08/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/998185

 

“พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล” ศิลปินอิสระ ผู้นำเสนอศิลปะผ่านงานปั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997517

คนเราหากค้นพบความชอบที่แฝงอยู่ในตนเองเจอเร็วนั้น ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีส่วนช่วยกำหนดเส้นทางเดินให้ชีวิตของตนเองได้ เพราะจะทำให้รู้วิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายได้ไม่ยากนัก

สัปดาห์นี้ Business On My Way ขอพาไปรู้จักกับบุคคลที่เจอความชอบของตนเองได้เร็ว จนนำมาสู่อาชีพสร้างงานสร้างรายได้กับ “คุณหนุ่ม” (พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล) ศิลปินนักปั้นอิสระที่ค้นพบในสิ่งที่ชอบและหลงรักมาตั้งแต่วัยเด็ก นั้นก็คืองานด้านศิลปะ

คุณหนุ่มเล่าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า ตนเองสนใจและชอบวาดภาพเขียนภาพ ร่วมถึงงานปั้นดินน้ำมันมาตั้งแต่จำความได้ โดยเมื่อศึกษาจนมัธยมศึกษา 3 (ม.ศ.3) ก็ตัดสินใจสอบเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยช่างศิลป์จนจบได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และโดยความรักในงานด้านศิลปะ ผมก็ไม่ละทิ้งความรักในด้านนี้ ตัดสินใจศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งก็เลือกเรียนคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์

ตอนที่เรียนที่ศิลปากร ก็มีโอกาสได้เรียนด้านศิลปะในหลายๆแขนง ทั้งงานเขียนภาพ งานพิมพ์ งานปั้น และในที่สุดก็ค้นพบความชอบอีกครั้งว่า ตนเองชอบงานปั้นเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่รอช้าที่จะเลือกวิชาเอกประติมากรรม (งานปั้น)

หลังจากเรียนจบมาชีวิตศิลปินผมก็เริ่มต้นทันที โดยมีโอกาสได้ไปช่วยงานคุณอา (สมชัย หัตถกิจโกศล) ซึ่งท่านก็เป็นศิลปินที่ชอบงานด้านศิลปะ และยังเป็นคนแรกในประเทศไทยที่นำเทคนิคการใช้ขี้ผึ้งมาใช้ในงานปั้นด้วย ซึ่งตอนนั้นคุณอาก็ทำธุรกิจโรงหล่อจึงชวนผมไปเป็นช่างปั้นประจำโรงหล่อ ซึ่งชิ้นงานส่วนใหญ่จะส่งออกต่างประเทศ

คุณหนุ่มเล่าว่า ทำงานอยู่กับคุณอาประมาณ 7 ปี ก็รู้สึกอิ่มตัว เพราะปั้นชิ้นงานในรูปแบบเดิม ซึ่งก็ขออนุญาตอาว่าจะออกมารับงานเอง เนื่องโดยความเป็นศิลปินไฟแรงในตอนนั้น ก็อยากที่จะหาอะไรที่แปลกใหม่ในงานปั้นเพื่อเสริมทักษะให้ตนเอง

“ในช่วงแรกๆที่มารับงานเอง ก็ยังไม่มีใครจ้างเท่าที่ควร เนื่องด้วยประสบการณ์ยังน้อยอยู่ ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงการ ซึ่งผมก็ไม่ย่อท้อ เป็นเพราะเราตัดสินใจที่จะเลือกเดินบนเส้นทางนี้แล้ว ก็ตั้งใจฝึกฝนฝีมือการปั้นอย่างต่อเนื่อง โดยรับงานทุกประเภทที่เกี่ยวกับด้านศิลปะ รับงานจากเพื่อนที่แบ่งงานให้ทำด้วย”

หลังจากรับงานด้านศิลปะทำอยู่ระยะหนึ่ง ก็มาค้นพบความชอบอีกว่า ตนเองชอบที่จะปั้นและมีความถนัดที่จะปั้นรูปเหมือน จึงตัดสินใจทุ่มเทฝึกฝนด้านนี้อย่างเดียว ตั้งแต่นั้นมาเวลามีงานด้านปั้นรูปเหมือน เพื่อนๆก็จะนึกถึงผมและก็จะแนะนำลูกค้าหรือส่งงานมาให้ทำ ซึ่งก็ใช้เวลาเก็บ เกี่ยวประสบการณ์ตรงนี้อยู่ 5 ปี

คุณหนุ่มเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสนำเสนอผลงานไปเข้าตาผู้เสพงานปั้นชิ้นหนึ่งคือ งานปั้นรูปคุณอาท่านที่ชวนผมไปทำงานที่โรงหล่อ โดยได้ปั้นรูปท่านไปวางไว้ที่งานศพ แล้วมีญาติผมท่านหนึ่งถามว่าใครปั้น จากนั้นจึงแนะนำให้ไปพบกับผู้บริหารระดับสูงกลุ่มสยามกลการซึ่งตอนนั้นตัวผู้บริหารท่านนั้นได้หาช่างปั้นรูปเหมือนคุณพ่อของเขา ซึ่งก็ได้ปั้นเป็นแบบงานพอร์ตเทรต ซึ่งก็ได้รับคำชมที่ดีว่าเหมือน อีกทั้งยังให้ปั้นรูปตัวเขาเองและภรรยาในเวลาต่อมาด้วย

หลังจากนั้นผมก็เริ่มมีผลงานปั้นออกสู่สายตาผู้คนมากขึ้น ก็มีลูกค้าที่สนใจอยากจะให้ปั้นรูปเหมือนติดต่อมาอยู่ตลอด รวมถึงการแนะนำบอกต่อจากลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีไม่น้อย ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะงานทุกชิ้นผมทุ่มเทและตั้งใจทำมาก ซึ่งผมมองว่างานทุกชิ้นเสมือนเป็นครูที่สอนและเสริมทักษะให้อยู่ตลอดเวลา

“ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ได้เอาค่าตอบแทนมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน เพราะจะใช้ชีวิตยาก เวลาทำอะไรก็จะเบื่อง่าย กลับกันหากเราทำสิ่งนั้นหรืองานชิ้นนั้นด้วยใจรักและชอบที่จะทำ ก็จะรู้สึกเพลิดเพลินและมองว่าเงินที่ได้เป็นค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับการทำงาน”

คุณหนุ่มเล่าว่า ความยากของการปั้นจะอยู่ที่การจับความรู้สึกของหุ่นที่จะปั้น ซึ่งช่างปั้นต้องตีโจทย์ให้ได้ว่าจะปั้นออกมาในรูปแบบไหน อาจต้องอ่านประวัติหรือถามจากคนใกล้ชิด เพื่อดึงความเป็นตัวตนของคนที่ถูกปั้นออกมาให้ได้มากที่สุด แน่นอนหากสามารถเก็บรายละเอียดในจุดนี้ได้ ก็จะทำให้รูปปั้นออกมาเสมือนมีชีวิตสื่ออารมณ์กับผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี

“สิ่งสำคัญที่ช่างปั้นขาดไม่ได้คือ ต้องทำทักษะให้พร้อมรับงานได้ในทุกแบบ โดยฝึกฝนการปั้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความชำนาญ ซึ่งอาจจะใช้เวลาฝึกที่ยาวนาน แต่เชื่อว่าเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าในวันที่ลูกค้ามาจ้างปั้นชิ้นงาน”

สำหรับผลงาน ที่สร้างชื่อเสียงให้กับคุณหนุ่ม นอกจากการปั้นรูปบุคคลแล้ว ยังมีในส่วนของรูปปั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประดิษฐาน ณ วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) จ.กาญจนบุรี, รูปปั้นหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิตฺโต ที่วัดทุ่งเรไร จ.เพชรบูรณ์ และในช่วงเดือน ธ.ค.60 ก็จะมีผลงานองค์ใหญ่สูง 5 เมตร (รวมฐาน)ไปตั้ง ณ วัดสำนักขุนเณร จ.พิจิตร อีกด้วย รวมถึงยังมีผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจอีกชิ้นคือ การได้มีโอกาสปั้นรูปเหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 กับผลงาน “ย่างก้าวแห่ง ความร่มเย็น” ในงานจิตอาสาสมาคม ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อช่วงปลายปี 2559 นอกจากนี้ยังมีในส่วนของงานปั้นหุ่นขี้ผึ้งให้หอเกียรติยศเพชรบุรี และพิพิธ-ภัณฑ์หล่มสัก จ.เพชร-บูรณ์ อีกด้วย

ท้ายสุดคุณหนุ่ม ให้ข้อคิดไว้ว่า การฝึก ฝนและเททุ่มใส่ใจกับการทำงาน คงไม่สำคัญแค่กับอาชีพช่างปั้น แต่สำคัญในทุกๆอาชีพ เพราะทุกอาชีพต่างต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ เพิ่มทักษะความรู้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ หากใครสนใจก็สามารถเข้าชมผลงานของคุณหนุ่มผ่านเพจ เฟซบุ๊ก : พูลทรัพย์ หัตถกิจโกศล ได้อีกช่องทาง.

 

โออิชิ รุกตลาดอาหารพร้อมทาน เปิดตัว เกี๊ยวซ่า สูตรใหม่ แคลอรี่ต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 23:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/998165

โออิชิ กรุ๊ป เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น เดินหน้ารุกตลาดอาหารพร้อมรับประทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด โออิชิ เกี๊ยวซ่า สูตรผสมแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ 190 กิโลแคลฯ ตอบโจทย์ชีวิตสำเร็จรูปของคนรุ่นใหม่ …

คุณกชกร อรรถรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ประกอบกับวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมเมือง ข้อจำกัดทางด้านเวลาที่รีบเร่ง ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาให้ความนิยมและบริโภคอาหารพร้อมรับประทานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตของตลาดรวมอาหารแช่เย็นและอาหารแช่แข็ง (Chilled & Frozen Food) มูลค่าตลาดมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจากรายงานบทความ เรื่อง “อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม” โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) ทำให้บริษัท ฯ ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ที่หลากหลายและเฉพาะเจาะจงขึ้นนั่นเอง

ที่ผ่านมา บริษัท ฯ มุ่งดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา “นวัตกรรม” มาโดยตลอด พร้อมนำเสนอความหลากหลายของสินค้า กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน ทั้งสินค้ากลุ่มอาหารแช่เย็น และ สินค้ากลุ่มอาหารแช่แข็ง ล่าสุด เปิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพ ใหม่ล่าสุด โออิชิ เกี๊ยวซ่า สูตรผสมแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ ให้พลังงานเพียงแค่ 190 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์ชีวิตสำเร็จรูปของคนรุ่นใหม่ ทั้งเรื่องความสะดวกรวดเร็ว ความอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการได้เป็นอย่างดี

สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ โออิชิ เกี๊ยวซ่า สูตรผสมแป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ คัดสรรและเลือกใช้แต่วัตถุดิบธรรมชาติ คุณภาพสูง ซึ่งได้แก่ แป้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากนาข้าวเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มาต่อยอดเชิงสร้างสรรค์และแปรรูปเป็นแผ่นแป้งเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น โดยมาพร้อมไส้หมูสลัดงา อัดแน่น เต็มคำ และ น้ำจิ้มซอสสลัดงาญี่ปุ่น (สูตรน้ำใส) เข้มข้น รสชาติแบบญี่ปุ่นที่แท้จริง โดย 1 ซอง ให้พลังงาน เพียง 190 กิโลแคลอรี่.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 0.20 ดัชนีอยู่ที่ 1,569 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 17:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997997

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 0.20 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,569.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 32,881.28 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 7 ก.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 0.20 จุด อยู่ที่ 1,569.44 เปลี่ยนแปลง -0.01% มูลค่าการซื้อขาย 32,881.28 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,570.60 จุด และต่ำสุดที่ 1,565.17 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

‘พาณิชย์’ เร่งตั้งสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ หวังขยายส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997847

กระทรวงพาณิชย์ คาดมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ปี 60 แตะ 3,000 ล้านบาท โต 10% เตรียมหารืออาเซียนตั้งสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ร่วมกัน หวังสร้างมาตรฐานและเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดโลก..

วันที่ 7 ก.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์คาดว่ามูลค่าตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 60 จะมีมูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปี 59 ที่มีมูลค่า 2,700 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตในระดับ 10% ต่อปีนั้น ทำให้ยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดเกษตรอินทรีย์ได้อีกมาก

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันตลาดเกษตรอินทรีย์ให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์มีแผนจะหารือร่วมกับสมาชิกอาเซียนเป็นครั้งแรก เพื่อให้เกิดการจัดตั้งสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน พร้อมทั้งจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกันในอาเซียนเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาดเกษตรอินทรีย์ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และจุดแข็งของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน พร้อมทั้งขยายการส่งออกสินค้าเกษตรของภูมิภาคไปสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ ไทยจะได้จัดงาน แสดงสินค้า Organic and Natural Expo 2017 ที่พิเศษกว่าทุกครั้ง เนื่องจากจะเปิดเวที ให้กับผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน เข้ามาร่วมแสดงสินค้ากับผู้ประกอบการไทยกว่า 200 ราย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการทำตลาด และวางมาตรฐานสินค้าร่วมกัน พร้อมทั้งเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และจัดทำการเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการทั่วโลกด้วย

สำหรับงานปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด ‘ASEAN : Home of Organic’ ระหว่างวันที่ 27 – 30 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์และธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและภูมิภาคอาเซียน จะมีการแสดงสินค้าอินทรีย์ทั้งประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งข้าว ผัก และผลไม้ และสินค้าประเภทที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน ไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นคน และสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 32 ล้านบาท

ทางด้าน นายพีรโชติ จรัญวงศ์ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย เผยว่า ตลาดหลักของเกษตรอินทรีย์ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป ซึ่งมีมูลค่าการตลาดรวม 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนตลาดเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น มีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยมีมูลค่าการค้าเฉลี่ยปีละ 2,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นการส่งออกประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการบริโภคในประเทศ และไทยถือเป็นประเทศที่มีการบริโภคเป็นลำดับต้นๆ ในอาเซียน.

 

TMA เจาะประเด็นพื้นฐาน เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997762

นางสาววรรณวีรา รัชฎาวงศ์

ทีเอ็มเอ จัดงานสัมมนาระดับชาติอย่างต่อเนื่อง พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ภายใต้หัวข้อ Reinforcing the Foundation for Competitiveness เจาะประเด็นความเข้มแข็ง พื้นฐาน 3 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มความสามารถด้านนวัตกรรม อนาคตดิจิทัลในประเทศไทย และการ ลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมเชิญผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมอภิปราย หัวข้อหลักสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนด้านการพัฒนาขีดความสามารถฯ  ที่งาน Thailand Competitiveness Conference 2017 ในวันที่ 20-21 ก.ค.ศกนี้  

นางสาววรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่ประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประเทศไทยมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งล่าสุด สถาบัน IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยผลการสำรวจการจัดอันดับ ขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 63 ประเทศทั่วโลก และประเทศไทยมีผลที่ดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ คะแนนรวม ในปีนี้เท่ากับ 80.095 เปรียบเทียบกับ 74.681 ในปี 2559 และมีอันดับที่ดีขึ้น 1 อันดับ โดยเลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 28 ในปี 2559 เป็นอันดับที่ 27 ในปี 2560  โดยที่ผ่านมาทีเอ็มเอได้ให้ความสำคัญ กับเรื่องของการเพิ่มพูนศักยภาพ ทั้งระดับองค์กร และระดับบุคคล รวมถึงการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการจัดงานสัมมนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ที่จะเป็น แรงผลักดันให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

ในปีนี้การจัดสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2017 ภายใต้หัวข้อ Reinforcing the Foundation for Competitiveness  ยังคงเน้นย้ำเรื่องของความสอดคล้องด้านการทำงานจากทุกภาคส่วน และร่วมมองหาแนวทาง ในการ สร้างรากฐานความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐาน และได้เจาะประเด็นใหญ่ๆ 3 เรื่อง คือ การเพิ่มระดับความสามารถ ด้าน นวัตกรรม อนาคตดิจิทัลในประเทศไทย รวมถึงเรื่องของการลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในอนาคต โดย ได้เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหลักๆ ด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐและผู้นำภาคเอกชน ที่มีส่วน เกี่ยวข้องเข้าร่วม อภิปราย และแสดงปาฐกถาในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญที่จะส่งผลให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง โดย ได้รับการตอบรับจากผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ อาร์ตูโร บริส ผู้อำนวยการศูนย์ ไอเอ็มดี เวิลด์ คอมเพทติทีฟ สถาบัน การศึกษาทางธุรกิจชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์  จะมาชี้ภาพรวมให้เห็นถึงอนาคตของประเทศไทย และภาพรวมของ ทั้งโลกในด้านดิจิตัล และยังมีวิทยากรทั้งไทยและต่างประเทศมากกว่า 10 ท่าน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ด้านการ พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในแง่มุมต่างๆ

“งานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program จะเป็นเสมือนเวทีที่ผู้บริหารที่มีบทบาทเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อน จากภาคส่วนต่างๆ ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็น และนำเสนอแนวทางการปฏิบัติ ที่เคยได้รับการ ปฏิบัติ และประสบความสำเร็จแล้ว เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป เพราะเมื่อสภาพ แวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้สถานภาพในการแข่งขันต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน การระดมความคิด เห็นจากผู้นำในแต่ละภาคส่วน จะมีส่วนช่วยทำให้เราสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิสัย ทัศน์และยุทธศาสตร์หลักของประเทศ อันจะทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริง” วรรณวีรา กล่าว

ทีเอ็มเอคาดว่าจะมีผู้สนใจทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ นักบริหาร จากทุกภาคส่วนเข้าร่วมรับฟัง Thailand Competitiveness Conference 2017 : Reinforcing the Foundation for Competitiveness  ระหว่างวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพฯ

 

สสว.เร่งปั้นสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดหวังดันเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 15:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997750

สสว. ยืนยันโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดสำเร็จเกินเป้า ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น 4,642.43 ล้านบาท ย้ำแผนปี 60 เร่งดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใส่นวัตกรรมและเทคโนโลยี ยกระดับให้เป็น SME 4.0

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ยืนยันว่าโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) นั้นประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในระดับสูง ทำให้ในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น 4,642.43 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 สสว. ได้ดำเนินงานโครงการ อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นส่งเสริมและผลักดันให้ SME เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในที่สุด

ทั้งนี้โครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระยะเร่งด่วน ปี 2558 ของ สสว. ที่มุ่งส่งเสริม พัฒนา SMEs ตามวงจรธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) สร้างต้นแบบธุรกิจที่มีศักยภาพให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับจังหวัด

2) สนับสนุนธุรกิจต้นแบบให้สามารถถ่ายทอดการจัดการองค์ความรู้ธุรกิจสู่ SMEs ในภูมิภาค

3) สร้างระบบการบูรณาการการส่งเสริม SMEs ทุกระดับ ทุกภาคส่วน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในการดำเนินโครงการที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการได้รับคัดเลือก ให้เข้ากระบวนการพัฒนาศักยภาพ จากทุกจังหวัดจำนวน 222 ราย ประกอบด้วย กลุ่มที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจ (Start Up) จำนวน 72 ราย กลุ่มที่มีศักยภาพทางการตลาด (Rising Star) จำนวน 74 ราย และกลุ่มที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว (Turn Around) จำนวน 76 ราย

ทั้งนี้ สสว. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการตรวจประเมินและวินิจฉัย สถานประกอบการเชิงลึก พบว่ากลุ่ม Start Up ให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขาย มากกว่าการเพิ่มผลิตภาพ ดังนั้นแนวทางในการพัฒนาส่วนใหญ่ จึงเป็นการพัฒนา Product ให้ได้มาตรฐาน การพัฒนา Packaging รวมทั้งกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะจะช่วยเพิ่มยอดขายเป็นหลัก

ในส่วนของกลุ่ม Rising Star ที่มีความชำนาญในการขายนั้นมีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หรือลดต้นทุนผลิต ซึ่งในกลุ่มนี้มีอัตราการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ร้อยละ 12.88 ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของมูลค่าผลิตภาพ เพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 12.15

ในกลุ่ม Turn Around เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาด้านยอดขายและด้านการเงิน ดังนั้นการพัฒนาจึงต้องดำเนินการ ทั้งเรื่องการเพิ่มยอดขาย การเพิ่มผลิตภาพการผลิต และการหาแหล่งเงินทุน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งทางที่ปรึกษาได้ประสานงานกับธนาคารในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่จากการประเมินและสรุปผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พบว่าการดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายในระดับสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 3.55 และหลังจากที่ SME ได้เข้าร่วมโครงการแล้ว ผลการประเมินด้านรายได้และผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นต่อปี ปรากฏว่ากลุ่ม Start Up มีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.57 รองลงมาเป็นกลุ่ม Rising Star มีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.04 และกลุ่ม Turn Around สามารถมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15.61

ทั้งนี้ในภาพรวมของโครงการฯ สามารถเพิ่มรายได้และผลิตภาพ ร้อยละ 21.06 ต่อปี สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาทางด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ มีรายได้รวม 22,047.17 ล้านบาท และเมื่อผ่านกระบวนการพัฒนา ภายใต้โครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้และผลิตภาพเพิ่มขึ้น 4,642.43 ล้านบาท

จากการดำเนินโครงการพัฒนาสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดในครั้งนี้ ได้ผลสัมฤทธิ์ที่สูงกว่าเป้า สสว. จึงได้จัดให้มีการดำเนินงานโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด ในปีงบประมาณ 2560 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีนวัตกรรม และได้รับการรับรองมาตรฐานสูงขึ้น พัฒนาการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสด้านการตลาดในทุกมิติโดยมีเป้าหมายผู้ประกอบการ 6 รายต่อจังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มอาหาร (Food) และกลุ่มที่มิใช่อาหาร (Non-Food) เน้น Service & Trade โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและกลุ่มบริการเพื่อสุขภาพ (Medical Hub) ตลอดจนกลุ่ม Local Trader กลุ่ม Logistics และ E-Commerce

การดำเนินโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัดในปี 2560 นี้ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันอาหารเป็นหน่วยร่วมดำเนินการ จะทำการคัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั่วประเทศ รวม 462 ราย แบ่งเป็นกลุ่มอาหาร 231 ราย และกลุ่มที่มิใช่อาหาร 231 ราย โดยได้มีการทำ workshop ร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเบื้องต้น จำนวน 6 ราย เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ที่ผู้ประกอบการต้องปรับปรุง ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการในกลุ่ม Food ได้แก่ บริษัท เชฟอุทัย จำกัด ประกอบธุรกิจมัสมั่นบรรจุกระป๋อง ต้องปรับปรุงในเรื่องมาตรฐานการผลิต อาทิ Halal HACCP ฯลฯ เพื่อรองรับการส่งออกในอนาคต ส่วนกลุ่ม Non Food ได้แก่ บริษัท บ้านนาทอง เฮลท์ตี้ แอนด์สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่เน้นวัตถุดิบที่ทำจากธรรมชาติ ปลอดภัยจากสารเคมี 100% ซึ่งพบว่าต้องปรับปรุงด้านการบริหารจัดการให้เป็นระบบยิ่งขึ้น รวมทั้งการขยายช่องทางการตลาด ในลักษณะแฟรนไชส์เป็นของตัวเอง

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา สสว. ได้ทำการสำรวจข้อมูลในด้านความคาดหวังและการรับรู้ของผู้บริโภคไทยที่มีต่อสินค้าอาหารที่ผลิตโดยเอสเอ็มอี พบว่า สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวัง (Expectation) จากสินค้าอาหารของเอสเอ็มอี อันดับแรก คือ อาหารจะต้องมีรสชาติอร่อย มีสินค้าที่หลากหลายตามความต้องการของผู้บริโภค รองลงมาคือความสะอาด ปลอดภัย ได้คุณภาพมาตรฐาน และต้องสามารถหาซื้อได้ง่ายทั่วไป โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเห็นว่า (Perception) สินค้าอาหารของ SME ไทย จะมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ อาหารมีรสชาติอร่อย และบรรจุภัณฑ์มีการแสดงข้อมูลส่วนประกอบ (Ingredients) สินค้าชัดเจน แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดด้อย คือ ตราสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก ขาดการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ดึงดูดใจ และสินค้ายังไม่ได้มาตรฐาน มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขณะที่ปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจซื้อ จะอยู่ที่คุณภาพของสินค้า (Quality) และความคุ้มค่าเงิน (Value For Money) ซึ่งสิ่งนี้จะสะท้อนผ่านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของสินค้า บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจ สร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจในคุณภาพสินค้า และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในที่สุด

จึงเห็นได้ว่ากุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จให้กับสินค้าอาหารของเอสเอ็มอี คือ

1. การมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีฉลากข้อมูลครบถ้วน จะช่วยสื่อถึงคุณภาพของสินค้า ช่วยสร้างแบรนด์ และยังเป็นด่านแรกที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อสินค้า

2. การมีมาตรฐานของสินค้า ที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่จะแข่งขันด้วยราคา

3. รสชาติอาหารต้องอร่อยถูกปากผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าให้มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี อาหารรสชาติอร่อย มีคุณภาพ มาตรฐานในราคาที่เหมาะสม ก็จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก

เชื่อว่าภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้มีศักยภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ต่อยอดการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นสากล พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ยกระดับให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเป็น SME 4.0 เป็นต้นแบบให้กับเอสเอ็มอีในจังหวัดและนำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัดต่อไป

 

สนพ. เปิดตัวหนังแอนิเมชันแนวทางใหม่ Energy 4.0 ให้ความรู้ความเข้าใจพลังงานฐานนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.ค. 2560 13:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/996990

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เดินหน้านโยบายพลังงานฐานนวัตกรรม “Energy 4.0” ยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ผสานกับการใช้พลังงานสะอาด เปิดตัวคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์เรื่อง “Energy 4.0” ดึงมาสคอต ‘ฮีโร่พลังคิด’ มาเป็นตัวเอกเดินเรื่องด้วยข้อมูลที่ย่อยง่ายเพื่อสร้างการเข้าใจถึงทิศทางพลังงานยุคใหม่ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีแผนขับเคลื่อนด้านพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย “Energy 4.0” เพื่อให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล โดยการพัฒนาพลังงานฐานนวัตกรรมจะยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดสอดรับกับกระแสเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในการนี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อทุกภาคส่วนเกี่ยวกับ Energy 4.0 สนพ.ได้จัดทำคลิปวิดีโอเรื่อง “Energy 4.0” เพื่อเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบแอนิเมชันให้เกิดความน่าสนใจชวนติดตามชม พร้อมสรุปเนื้อหาให้เกิดความเข้าใจในข้อมูลแบบง่ายๆ

Energy 4.0 เป็นการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาการใช้พลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ผสมผสานการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน

ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังดำเนินการภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดพลังงานฐานนวัตกรรมใหม่ๆ ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายภายในปี 2579 ประเทศไทยจะมีรถ EV 1.2 ล้านคัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) 690 สถานี โดยตั้งเป้าหมายในปี 2560 จะสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 150 สถานี รวมถึงโครงการสนับสนุนเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ซึ่ง สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนงบประมาณปรับเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 20,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใน 5 ปี โดย 2 ปีแรกนำร่องจำนวน 100 คัน

ในด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) ในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ โดยกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้ทุนวิจัยด้านนี้เป็นงบประมาณ 765 ล้านบาท มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรอบแรก 32 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำกรอบวิจัยเพื่อเปิดรับข้อเสนอระยะที่ 2 ต่อไป

นอกจากนี้ยังมี โครงการ SPP Hybrid Firm เปิดให้มีการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า 1 ประเภททั้งพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม กับพลังงานชีวภาพ เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เพื่อลดความผันผวนของพลังงานทดแทน สร้างความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้า และยังลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่โดยไม่จำเป็น มีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าทั่วประเทศ 300 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 10-50 เมกะวัตต์

ทั้งนี้รวมถึง โครงการกลุ่ม Smart  ประกอบด้วย โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าเพื่อบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ อยู่ระหว่างการทำโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เป้าหมาย คือ ส่งเสริมให้มีการออกแบบเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันได้คัดเลือกแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 7 แห่งเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1. นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะรู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2. มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด 3. เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ 4. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5. วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน 6. ขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง 7. เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง โดยขั้นตอนต่อไปผู้ได้รับคัดเลือกจะต้องจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้

• ดึง “ฮีโร่พลังคิด” พระเอกหนังแอนิเมชัน

สำหรับคลิปวิดีโอ “Energy 4.0” ได้นำ “ฮีโร่พลังคิด” ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ของ สนพ. มาเป็นตัวเอกเดินเรื่องโดยจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันความยาวประมาณ 3 นาที เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทิศทางด้านพลังงานของไทยในอนาคตว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรบ้างในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้การถ่ายทำแบบ Stop Motion คือการสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูง ซึ่งคลิป Energy 4.0 ใช้เทคนิคปั้นดินน้ำมัน โดยขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบต่างๆ ทีละนิดๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมๆ พร้อมนำภาพที่ได้ทั้งหมดมาตัดต่อลงในโปรแกรมตัดต่อภาพ และวิดีโอ ซึ่งจุดเด่นของเทคนิคนี้ทำให้ภาพยนตร์แอนิเมชันมีความน่าสนใจ และน่าติดตามชม ซึ่งปัจจุบันช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่มีความสำคัญ ไลฟ์สไตล์ของประชาชนผูกติดกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก การประชาสัมพันธ์ผ่านคลิปวิดีโอจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อการสื่อสารที่เข้าถึง

“Create The Future Energy” สร้างสรรค์ ก้าวที่มั่นคง เพื่อพลังงานไทยยั่งยืน

**ติดตามคลิป Energy 4.0 ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ EPPO Thailand https://goo.gl/1fMk89

อยากรู้มั้ย Energy 4.0 จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง? คลิกเลย!

ทางหลวง วอนปชช. เพิ่มความระมัดระวังการเดินทาง ช่วงวันหยุดยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.ค. 2560 13:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/997530

กรมทางหลวง ขอความร่วมมือปชช. เพิ่มความระมัดระวังการขับขี่ พร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ช่วงวันหยุดยาว 8–10 ก.ค. เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ..

วันที่ 7 ก.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่าเนื่องจากวันที่ 8–10 ก.ค. 60 เป็นช่วงวันหยุดยาววันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ติดต่อกัน 3 วัน คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางไปทำบุญถวายเทียนพรรษาและท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจทำให้การจราจรติดขัดและหนาแน่นในเส้นทางสายหลักได้

ทั้งนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวง ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ให้กับประชาชนในการเดินทางช่วงดังกล่าว เพื่อให้ทางหลวงอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาว

นอกจากนี้ การขับรถช้าชิดซ้าย คาดเข็มขัดนิรภัย เปิดไฟหน้ารถ ยังเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางอีกทางหนึ่ง ซึ่งกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวงได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้ อยู่ในระหว่างช่วงฤดูฝน กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โปรดสังเกตป้ายแนะนำ ป้ายเสริม ตามที่ได้ติดตั้งไว้ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเส้นทางหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) ศูนย์บริการข้อมูลทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง).