ส่งมอบคอลเลคชั่นพิเศษ ฉลอง 132 ปี อัสสัมชัญ AZIMUTH Round 1 Black in Time

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/281016

ส่งมอบคอลเลคชั่นพิเศษ ฉลอง 132 ปี อัสสัมชัญ AZIMUTH Round 1 Black in Time

ส่งมอบคอลเลคชั่นพิเศษ ฉลอง 132 ปี อัสสัมชัญ AZIMUTH Round 1 Black in Time

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โฉมหน้า-หลัง AZIMUTH Round 1 Black in Time 132 th  Aniversary Assumption College Limited Edition

ในวาระครบ 132 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียนอัสสัมชัญ สมาคมอัสสัมชัญ เลือกนาฬิกาแบรนด์ดังจากสวิตเซอร์แลนด์ AZIMUTH รุ่น AZIMUTH Round 1 Black in Time จัดทำนาฬิกาข้อมือที่ระลึก ประดับตราสัญลักษณ์ครบรอบ 132 ปี ออกมาเป็น 132th Aniversary Assumption College Limited Edition จำนวน 132 เรือน เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจการต่างๆ ของโรงเรียน โดยนาฬิการุ่นพิเศษดังกล่าวได้ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วและได้รับเกียรติจาก H.E. Ivo Sigber ฯพณฯ เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประธานส่งมอบนาฬิกาดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ณ Duke Contemporary Art Space ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ นายกสมาคมอัสสัมชัญ กล่าวว่า นับเป็นวาระสำคัญของเราชาวอัสสัมชัญนิกทุกคน ที่ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติตั้งแต่ปี ค.ศ.1885-2017 ที่ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรอันเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่งให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยในปีนี้สมาคมอัสสัมชัญได้เลือกจัดทำนาฬิกาข้อมือรุ่นพิเศษนี้ขึ้น ก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจพวกเราให้ระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่ได้รับจากโรงเรียน ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพวกเรา อีกทั้ง รายได้จากการจำหน่ายก็นำกลับไปสนับสนุนกิจการต่างๆ ของโรงเรียน ในฐานะนายกสมาคมอัสสที่ทำให้เรื่องราวดีๆ นี้เกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 132 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ

นายอภิภพ พึ่งชาญชัยกุล ในฐานะผู้จัดการโครงการนาฬิกา AZIMUTH Round 1 Black in Time 132th Aniversary Assumption College Limited Edition กล่าวว่า นาฬิกาถือเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญที่ผู้ชายทุกคนสวมใส่อยู่เสมอ ในโอกาสครบรอบ 132 ปี โรงเรียนก็คิดว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเวลา อีกทั้ง นาฬิการุ่นนี้มีความพิเศษตรงที่เดินถอยหลัง จึงคิดว่าเหมาะกับวาระนี้อย่างมาก ที่อัสสัมชัญนิกทุกคนจะได้พึงระลึกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียน และตระหนักถึงความสำคัญของการทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อโรงเรียน สังคม และประเทศของเรา

นายอาณัติ มังกรหงส์ อัสสัมชัญนิก รุ่น 113 ในฐานะผู้บริหารแบรนด์นาฬิกา AZIMUTH Thailand เผยถึงความพิเศษของ AZIMUTH Round 1 Black in Time 132th Aniversary Assumption College Limited Edition ว่า สวิตเซอร์แลนด์ เป็นประเทศที่ผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์ของโลก ซึ่ง AZIMUTH ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์นาฬิกาแฮนด์เมดที่มีเอกลักษณ์ทั้งในเรื่องการดีไซน์ กลไกของนาฬิกาที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ดังเช่น AZIMUTH Round 1 Black in Time ที่เลือกมาจัดทำเป็นคอลเลคชั่นพิเศษนี้ เป็นนาฬิกาที่มีกลไกบอกเวลาด้วยการเดินถอยหลัง ตัวเลขบอกเวลาก็กลับด้านไม่เหมือนกับนาฬิกาปกติ และเป็นนาฬิกาที่มีเข็มบอกเวลาเพียงแค่เข็มเดียว และเข็มจะเดินทุกๆ 5 นาที ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของวอทช์เมคเกอร์ในการผลิตนาฬิกาแต่ละเรือนเป็นอย่างมาก จึงทำให้ AZIMUTH Round 1 Black in Time เหมาะที่จะเป็นคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับการครบรอบ 132 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ

AZIMUTH Round 1 Black in Time 132th Aniversary Assumption College Limited Edition ผลิตขึ้นเพียง 132 ตัวเรือนเป็นสเตนเลส สตีล สายหนังสีดำ บนหน้าปัดประดับตราสัญลักษณ์ครบรอบ 132 ปี ส่วนฝาหลังประดับตราสัญลักษณ์โรงเรียน พร้อมสลักหมายเลขเรือน 000/132 – 132/132 อัสสัมชัญนิกที่สนใจเป็นเจ้าของสามารถสั่งจองได้ที่ สมาคมอัสสัมชัญ โทร.02-3901062-3

แม่ยุคใหม่พาลูกเรียน-เล่น เสริมสร้างทักษะจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280981

แม่ยุคใหม่พาลูกเรียน-เล่น เสริมสร้างทักษะจากธรรมชาติ

แม่ยุคใหม่พาลูกเรียน-เล่น เสริมสร้างทักษะจากธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือการสร้างพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่นตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่และลูก สถาบันพัฒนาเด็กและครอบครัวซันชายน์ เนรมิตร้านเดอะฮับ คาเฟ่ แอนด์อิทเทอรี่ ย่านพระรามเก้า ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเสริมสร้างพัฒนาการแก่ลูกๆ ของคุณพ่อ-คุณแม่ยุคใหม่ จัดกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการสำหรับเด็ก“ดิ อาร์ต ออฟ เพลย์อิ้ง วิท เนเชอรัล เอเลเมนต์” (The Art of Playing with Natural Element) เวิร์กช็อปศิลปะจากการย้อมกระดาษพับทำมือ เพื่อฝึกพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ของเด็ก พร้อมเสริมสร้างช่วงเวลาคุณภาพเพื่อกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวสังคมไทยยุคปัจจุบัน โดยมีคุณแม่เซเลบริตี้จูงมือลูกๆ มาร่วมกิจกรรมคับคั่ง

งามสิริ อาศิรเลิศสิริ หรือคุณครูน้ำหวาน แห่งสถาบันพัฒนาเด็กและครอบครัวซันชายน์ และเจ้าของแฟนเพจ “บันทึกของคุณครูผมเปีย” เล่าว่า “พื้นฐานของครอบครัวที่อบอุ่น ส่งผลถึงพฤติกรรม อารมณ์ และพัฒนาการของเด็กๆ ซึ่งพ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ เล่นเพื่อเสริมทักษะ และจินตนาการตามธรรมชาติ อย่างกิจกรรม ชิโบริ (Shibori) เทคนิคการย้อมผ้าแบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น ที่นำมาดัดแปลงให้เด็กๆ สามารถทำได้เองง่ายๆ ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ โดยนำกระดาษสามาย้อมสีจากผัก ดอกไม้ เปลือกไม้ ทำให้เด็กๆ ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กจากการบีบ คั้นสี รวมถึงพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งจากการสังเกต และดมกลิ่น ถือเป็นการใช้เวลาร่วมกับลูกอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นภายในครอบครัวขึ้นอย่างแท้จริง”

หญิงแอร์-ม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล อุบลเดชประชารักษ์ เผยเทคนิคการเลี้ยงลูกชายทั้งสามว่า “จะเลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการและทักษะที่สมวัย อย่างวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะชอบยกครอบครัวพาเด็กๆ ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด ทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว และอาศัยการเรียนรู้จากธรรมชาติ ส่วนมากครอบครัวจะชอบจะไปทะเล นอกจากจะลงเล่นน้ำแล้ว ก็จะสอดแทรกศิลปะจากการเล่น อย่างการก่อกองทรายเป็นปราสาท สัตว์ต่างๆ ตามจินตนาการของเขาเอง หรือวาดรูป ระบายสีวิว ทิวทัศน์ต่างๆ ตามธรรมชาติ ซึ่งเด็กๆ จะชอบมาก”

ด้าน จูน-งามจิต อาศิรเลิศสิริ เล่าว่า “เทคนิคการเลี้ยงลูกสาวน้องแอลลี่ วัย 5 ขวบว่า จะชอบพูดคุยกันด้วยเหตุผล ให้เขารู้จักแสดงความคิดเห็น การทำกิจกรรมต่างๆ จะให้เขาเป็นคนเลือกเอง หากเขาอยากว่ายน้ำ เล่นยิมนาสติก ก็จะสนับสนุนตามที่เขาต้องการ จะคอยมองหากิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเสริมทักษะ และพัฒนาการของลูกอยู่เสมอ อย่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะชอบไปหาสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างที่คาเฟ่หรือร้านอาหารสมัยใหม่ที่มีแนวคิดให้ทำกิจกรรมเวิร์กช็อปร่วมกันระหว่างครอบครัว”

ปิดท้ายที่ บี-ปุณยภา เภกะนันทน์ เล่าถึงไลฟ์สไตล์การเลี้ยงลูกชาย น้องติโต วัย 4 ขวบ 8 เดือน ให้ฟังว่า “นอกจากเรื่องวิชาการที่ลูกจะได้รับจากที่โรงเรียนแล้ว เวลาที่อยู่กับพ่อแม่จะพาเขาไปท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ส่วนมากชอบไปเขาใหญ่ ให้ไปเรียนรู้จากการสัมผัสพื้นหญ้า เล่นน้ำตามธรรมชาติ จะไม่เน้นวิชาการมาก แต่จะเน้นให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่างสัตว์ต่างๆ ในนิทาน ก็จะพาเขาไปหาของจริงตามสวนสัตว์ต่างๆ จะไม่เน้นให้ใช้พวกอุปกรณ์ไอทีมากนัก เพราะหากเล่นจนติดจะทำให้เขาสายตาเสีย ขาดวินัย และขาดสมาธิ”

ทำบุญตักบาตรลดเค็ม เพื่อสุขภาพพระสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280975

ทำบุญตักบาตรลดเค็ม เพื่อสุขภาพพระสงฆ์

ทำบุญตักบาตรลดเค็ม เพื่อสุขภาพพระสงฆ์

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม เตือนพุทธศาสนิกชนระมัดระวังเรื่องการจัดอาหารตักบาตรถวายพระสงฆ์หลังพบว่าปัจจุบันมีพระสงฆ์ป่วยเป็นโรค NCDS มากขึ้น

น.ท.พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี เลขาธิการเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสเทศกาลเข้าพรรษา ทางเครือข่ายลดบริโภคเค็ม จึงขอใช้โอกาสนี้เร่งรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปที่จะทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ช่วงเข้าพรรษา ให้ระมัดระวังเรื่องการใส่บาตรพระ โดยเฉพาะอาหารที่จัดถวาย ควรเป็นอาหารที่ปรุงรสให้พอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัดจนเกินไป โดยอาหารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ประกอบด้วย อาหารแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, แหนมและปลากระป๋อง ส่วนอาหารสำเร็จรูป เช่น แกงเขียวหวานไข่พะโล้ และจำพวกผัดผักทุกประเภท

“ปัจจุบันพบว่าพระสงฆ์ไทยป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable disease) หรือโรคเรื้อรังโดยเฉพาะ อาทิ เบาหวาน ความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคมะเร็ง เพิ่มขึ้นมากอย่างมากจึงขอฝากให้ประชาชนทั่วไปที่จัดทำอาหารถวายแด่พระสงฆ์ด้วยตนเอง หรือร้านค้าที่ทำอาหารชุดเพื่อใส่บาตรพระไม่ควรปรุงรสอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไป โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเทศกาลวันอาสาฬบูชานี้เป็นจุดเริ่มต้นซึ่งนอกจากจะได้บุญได้กุศลแล้ว พระสงฆ์ก็ยังจะมีสุขภาพที่ดี เจริญกิจของสงฆ์อย่างเป็นปกติสุขปราศจากโรคและภัย”

น.ท.พญ.วรวรรณ กล่าวต่อว่า สังคมไทยในปัจจุบันมีประชาชนป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายเพิ่มขึ้นอย่างมากและพบว่าการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังคิดเป็น 50% ซึ่งสูงกว่าโรคติดต่อถึง 3 เท่า คนไทยได้รับเกลือเฉลี่ยจากการรับประทานอาหาร 10.8 กรัมต่อวันต่อคน คิดเป็นปริมาณเกลือโซเดียมที่ได้มากถึง 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวันต่อคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยได้รับเกลือในปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันเกือบ 2 เท่าโดย 8 กรัมของเกลือนั้นมาจากเครื่องปรุงรส 2 กรัมของเกลือมาจากธรรมชาติของอาหาร 0.8 กรัมของเกลือมาจากอาหารข้างทาง/หาบเร่/อาหารกินเล่นซึ่ง“การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่สูงทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนั้นยังทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายหนา (Left ventricular hypertrophy) และเกิดการสะสมของผังพืดในกล้ามเนื้อหัวใจ และหลอดเลือด และยังมีผลกระทบโดยตรงต่อไต ซึ่งไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กำจัดโซเดียม โดยทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจากการทำงานหนักและโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และความเสื่อมนั้นจะคงอยู่ตลอดไปแม้จะมีการลดปริมาณโซเดียมลงในภายหลัง ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุจากการได้รับเกลือและโซเดียมปริมาณสูง ดังนั้นการลดความดันโลหิตและโปรตีนในปัสสาวะจะช่วยป้องกันลดการสูญเสียการทำงานของไตและภาวะแทรกซ้อนเป็นบ่อเกิดของ โรคหัวใจและหลอดเลือด”

ทั้งนี้ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการบำบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้องหรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉลี่ยประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี โดยค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องใช้งบประมาณในการล้างไตเป็นการเฉพาะแยกจากงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว(Capitation) โดยในปีงบประมาณ 2558 สูงถึง 5,247 ล้านบาท และจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,318 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2559 ซึ่งถ้ารวมงบประมาณสำหรับบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในสิทธิอื่นๆ ได้แก่ สิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการแล้ว รัฐจำเป็นต้องใช้งบสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

การบริโภคเกลือและโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดและเพิ่มความรุนแรงของโรคเบาหวานซึ่งจัดเป็นปัญหาโรคโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่กำลังก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เกิดการขาดงาน ขาดประสิทธิภาพขณะทำงาน เกิดความพิการ สูญเสียโอกาสในการถูกจ้างงานเนื่องจากการเจ็บป่วย และยังรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลอีกด้วยการบริโภคเกลือและโซเดียมในระดับสูงจึงเป็นปัจจัยเสริมความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งสูงถึงปีละ 78,976 ล้านบาท จากโรคหัวใจและหลอดเลือด และ 24,489 ล้านบาท จากโรคเบาหวาน

ชวนชมอัญมณีฝีมือคนไทย ในคอลเลคชั่น‘เดอะ ฟิฟธ์ แอนนิเวอร์ซารี่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280952

ชวนชมอัญมณีฝีมือคนไทย ในคอลเลคชั่น‘เดอะ ฟิฟธ์ แอนนิเวอร์ซารี่’

ชวนชมอัญมณีฝีมือคนไทย ในคอลเลคชั่น‘เดอะ ฟิฟธ์ แอนนิเวอร์ซารี่’

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มนต์เสน่ห์แห่งเครื่องประดับเผยความงดงามแห่งอิสตรีให้ประจักษ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับ บริษัท ไซรัส ธัญญ่า จำกัด มอบอภิสิทธิ์เหนือระดับแก่ลูกค้าผู้ทรงเกียรติเพื่อให้สมการเป็นผู้นำด้านการบริการที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของนักช็อประดับเวิลด์คลาส จัดงาน ไซรัส ธัญญ่าไพรเวท พรีวิว 2017” ชวนสมาชิกบัตรแพลตตินั่มเอ็ม การ์ด สยามพารากอน กับสุดยอดพลอยหายากและเพชรน้ำงามในคอลเลคชั่น “เดอะ ฟิฟธ์ แอนนิเวอร์ซารี่”มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และร่วมทำกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟเวิร์คช็อปอัพเดตตัวเลขแห่งโชคชะตาจากนักออกแบบตัวเลขชื่อดัง แมน-การิน เพื่อรังสรรค์เครื่องประดับสุดพิเศษที่จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลก พร้อมเก็บภาพความประทับใจโดยช่างภาพชื่อดังด้วยกิจกรรมถ่ายภาพบุคคล โดยภายในงานมี ธณพร ตันติยานนท์ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน และ ศิรัส ธัญญวัฒนกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซรัส ธัญญ่า จำกัด ร่วมต้อนรับบรรดาลูกค้าคนสำคัญ และเหล่าแฟนพันธุ์แท้ที่ตั้งใจมาร่วมชมความงดงามแห่งอัญมณี อาทิ ม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล, ธาวิน พี.เซียวตง, ธวัลรัตน์หอสัจจกุล, ภาดาภัสสรณ์ ภาดาพิลาสธานันทร์ณ ร้านไซรัส ธัญญ่า ชั้น โซนจิวเวลรี่ สยามพารากอนเมื่อเร็ว ๆ นี้

งานนี้นำเครื่องประดับจิวเวลรี่พลอยหายากและเพชรน้ำงามผลงานมาสเตอร์พีซของไซรัส ธัญญ่า อย่าง เข็มกลัด Bird of Paradise ที่บรรจงคัดสรรเพชรเม็ดงามมากถึง 30 กระรัต และเลือกใช้ทีมงานมากประสบการณ์เพื่อสร้างเอกลักษณ์ในผลงานด้วยการเลือกใช้เทคนิคการฝังอัญมณีในรูปแบบต่างๆ ทั้งการฝังหนามเตย, ฝังหุ้ม, ฝังล็อก, ฝังจิกไข่ปลา, ฝังจม และฝังไร้หนาม ที่ให้ความแปลกใหม่และโก้หรู นอกจากนั้นแล้วยังมี สร้อยมุกยาว, แหวน5th anniversary และกำไล Cobra จากคอลเลคชั่น เดอะ ฟิฟธ์ แอนนิเวอร์ซารี่ มาโชว์ให้เหล่าจิวเวลรี่เลิฟเวอร์ได้ยลโฉมความวิจิตรตระการตาของอัญมณีอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญแนะเทคนิคเลี้ยงลูกวัย 8-13 ปี พ่อแม่ควรเปิดใจและส่งเสริมความถนัดของลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280977

ผู้เชี่ยวชาญแนะเทคนิคเลี้ยงลูกวัย 8-13 ปี พ่อแม่ควรเปิดใจและส่งเสริมความถนัดของลูก

ผู้เชี่ยวชาญแนะเทคนิคเลี้ยงลูกวัย 8-13 ปี พ่อแม่ควรเปิดใจและส่งเสริมความถนัดของลูก

วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยุคสมัยเปลี่ยนไป แนวทางการเลี้ยงลูกก็แปรไปตามสภาพสังคมเช่นกัน หากจะบอกว่าการเลี้ยงลูกสมัยนี้ยากกว่าสมัยก่อนมากก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยสาเหตุของสื่อและสิ่งเร้าต่างๆ ที่มากระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงแบนไปจากที่ควรจะเป็น รวมไปถึงวิธีการเลี้ยงลูกของเด็กแต่ละช่วงวัยก็แตกต่างกันไปจนอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เองก็อาจรับมือไม่ทัน

นานมีบุ๊คส์ ในฐานะผู้ผลิตหนังสือสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เข้าใจดีว่าเด็กจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมได้นั้น ความสำคัญอยู่ที่ความแข็งแรงของสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เป็นผู้บ่มเพาะเลี้ยงดูลูกตั้งแต่เล็กจนโต จึงใช้โอกาสครบรอบ 25 ปี ทำงานร่วมมือกับเครือข่ายครอบครัว โดยจัดกิจกรรม Workshop พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกในช่วงวัยตั้งแต่ 0-7 ปี และ 8-13 ปี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้พ่อแม่ มีวิธีการเลี้ยงลูกแบบของ positiveparenting หรือการเลี้ยงลูกเชิงบวก เพื่อให้เด็กมีบุคลิกภาพที่พึงประสงค์และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เมื่อเร็วๆ นี้ นานมีบุ๊คส์ ได้จัด Workshop “Positive Parenting ความสำคัญของการเลี้ยงดูสู่การเรียนรู้ของลูกวัย 8-13 ปี” โดยมี ผศ.นพ.พนม เกตุมานประธานชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทาง โดยกล่าวว่า “เด็กวัย 8-13 ปี เป็นวัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น เด็กในวัยนี้จึงมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ ที่เห็นเด่นชัดคือ เรื่องอารมณ์ และการค้นหาตัวตนของตัวเอง ในด้านอารมณ์ เด็กจะเริ่มแสดงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เริ่มเถียง ไม่ฟังมีคิดต่างจากพ่อแม่บ้าง ไม่ชอบถูกสั่งให้ทำ เพราะรู้สึกเสียความเป็นตัวเอง ฉะนั้นแนวทางการเลี้ยงลูกวัยนี้คือ พ่อแม่จะพูดอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ต้องเปิดใจฟังลูกเยอะๆ เพื่อให้รู้จักตัวตนเขามากๆ โดยใช้การตั้งคำถาม ว่าลูกคิด รู้สึกอย่างไร เช่น เรื่องที่เราจะสอนเขา ลองใช้คำถามให้เขาคิดเองก่อน หาคำตอบด้วยตัวเอง การที่ลูกคิดเองได้ ก็มีแนวโน้มที่เขาจะทำตามนั้นสิ่งนั้นได้ดี พ่อแม่แค่คอยชมเมื่อเขาคิดหรือทำได้ถูก เด็กก็จะค่อยๆ เติบโต จากภายในพัฒนาไปเป็นวัยรุ่นที่สมบูรณ์ ทำให้ชีวิตวัยรุ่นมีความ
เสี่ยงน้อย”

อีกด้านเด็กจะเริ่มมีความชอบความถนัด เริ่มค้นหาตัวตนของตัวเอง การปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน การทำตามกฎระเบียบของโรงเรียน เรียนรู้การใช้ชีวิตทางสังคมมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรหาให้ได้ว่าลูกจะมีจุดเด่นอะไร และหาทางส่งเสริมให้ถูกทาง ให้ตัวตนของเขาแสดงออกมาชัดเจน โดยไม่เน้นเรื่องเรียนอย่างเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลอง สัมผัสกับการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ สิ่งไหนที่เขาทำได้ดี ก็ส่งเสริมให้เป็นจุดเด่น รวมถึงฝึกความกล้าแสดงออก และกล้าเปิดเผยเรื่องของตัวเองกับพ่อแม่

การ Work shop จึงเน้นเรื่องการสะท้อนความคิดความรู้สึกของเด็กให้พ่อแม่เข้าใจ โดยพ่อแม่ก็ต้องรู้จักสะท้อนความรู้สึกของตัวเองก่อนเช่นกัน เราจะได้เข้าใจเด็กมากขึ้น และไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ไม่เอาความคาดหวังของตัวเองมากดดันกับลูก การสะท้อนคิดจะทำให้เรารู้จักตัวตนของตัวเองและของลูกมากขึ้น เตรียมที่จะพัฒนาไปเป็นบุคลิกภาพของเขา เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นต่อไป”

ภายในการ Work shop คุณหมอ ให้คุณพ่อคุณแม่สะท้อนสิ่งที่ตนเองคาดหวังให้ลูกเป็นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ หลังจากนั้นจับกลุ่มแบ่งปันสิ่งที่คิดกับพ่อแม่ท่านอื่นๆ พร้อมแชร์ปัญหาที่พบ และแนวทางแก้ไขซึ่งกันและกัน โดยมีคุณหมอคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภัทริยา สุพรหมจักร อายุ 42 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เปิดเผยว่า ตนเองมีลูกสาว 11 ขวบ และ ลูกชาย 8 ขวบ อยากได้แนวทางเลี้ยงลูกในวัยที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและเหมาะสม ด้วยวิธีที่นุ่มนวลหลังจากได้ฟังคุณหมอ พฤติกรรมของลูกเป็นไปตามที่คุณหมอบอก คือเดิมลูกจะเชื่อฟัง แต่ช่วงนี้เขามีความคิดของตัวเองและคิดต่างจากเรา เราอยากให้เขาทำในสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะสม แต่ก็ไม่อยากบังคับจนเกินไป อย่างเช่นเรื่องเล่น iPad เคยตกลงกันว่าจะเล่นได้เมื่อทำการบ้านเสร็จ แต่หลังๆ มา การบ้านยังไม่เสร็จ ก็ไปเล่นแล้วคงต้องเปิดใจพูดคุยตกลงร่วมกันอีกครั้ง และดูว่าลูกทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็ให้รางวัล แต่ถ้าทำไม่ได้ต้องมีวิธีที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเสียใจมากนักและยอมรับกับผลตรงนั้น คุณหมอแนะนำว่าให้เป็นวิธีตัดรางวัลที่เขา ควรจะได้ ถือเป็นการทำโทษ แต่ไม่ใช่ไปทำโทษด้วยการลงไม้ลงมือ ว่ากล่าวรุนแรง ดุด่า เป็นวิธีที่ไม่แนะนำให้ใช้ รวมไปถึงจะลองหากิจกรรมทำร่วมกับลูก ใช้เวลาช่วงนั้นในการพูดคุยกับลูก ให้เขาได้เล่าในสิ่งที่เขาไม่กล้าเล่า เราก็ใช้ช่วงนี้คอยสอนไปด้วย จะนำแนวทางไปปรับใช้กับลูก และสังเกตุดูผลว่าจะเป็นไปทิศทางใด และนำกลับมาแชร์ต่อในครั้งต่อไป”

ด้าน ปาริชาต แสงคำ อายุ 46 ปี ประกอบอาชีพแม่บ้าน กล่าวว่า ตนเองมีลูกสาวอายุ 9 ขวบ เห็นว่าการเลี้ยงลูกในปัจจุบันมีอุปสรรคและปัจจัยเสี่ยงเยอะ จะเอาวิธีการเลี้ยงแบบสมัยก่อนมาใช้คงไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องการความรู้เพิ่มเติม แต่สิ่งแรกที่ต้องปรับคือตัวเราก่อนว่าเรามีมุมมองที่มองด้านเดียวหรือไม่ สิ่งที่คุณหมอแนะนำเป็นแนวทางเดียวกับที่เรากำลังตั้งใจจะทำ จะลองไปปรับใช้ เริ่มต้นที่ปรับตัวเองก่อน ว่าจะสามารถเอาแนวความคิดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากแค่ไหน ถ้าเราปรับได้เยอะ ก็จะส่งผลต่อลูกเยอะเช่นกัน เพราะสิ่งที่ลูกแสดงออกมาคือมีผลมาจากตัวเราทั้งนั้น ฉะนั้นอยากให้ลูกเป็นอย่างไร พ่อแม่ก็ต้องเป็นแบบนั้นก่อน ถ้าภูมิคุ้มกันในบ้านแข็งแรง ปัญหานอกบ้านก็จะน้อยมาก

ทั้งนี้ การเลี้ยงลูกแต่ละวัยมีความแตกต่างกันรวมถึงปัจจัยและความเสี่ยงที่จะต้องพบเจอ หากคุณพ่อคุณแม่ มีความรู้และประสบการณ์ก็จะสามารถรับมือและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เสมือนเป็นเกาะป้องกันให้ลูกเติบโตอย่างเหมาะสมและสมวัยได้ไม่ยาก สำหรับ Work shop Positive Parenting ความสำคัญของการเลี้ยงดูสู่การเรียนรู้ของลูกวัย 8-13 ปี” นี้ เป็นหลักสูตรต่อเนื่องจำนวน 2 ครั้ง ระยะห่างกัน 4 เดือน โดยคุณพ่อคุณแม่ที่มาเข้าร่วมครั้งนี้จะนำคำแนะนำไปปรับใช้ และนำกลับมาแชร์ร่วมกันในครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่28 ตุลาคม 2560 ขณะที่ Work shop Positive Parenting ความสำคัญของการเลี้ยงดูสู่การเรียนรู้
ของลูกวัย 0-7 ปี” จะจัดขึ้นอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 19 สิงหาคมคม 2560 คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจยังสามารถสมัครเข้าร่วมได้ที่ โทร.02-6623000 ต่อ 5226, 4425, 4441 หรือ 085-0909162

คุณแหน : 16 กรกฎาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280861

คุณแหน : 16 กรกฎาคม 2560

คุณแหน : 16 กรกฎาคม 2560

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ll สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประพรมน้ำมนต์พร้อมประทานพรแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ เข้าเฝ้าเพื่อถวายเครื่องสักการะ ในเทศกาลเข้าพรรษา สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่นายกฯมุ่งหวังและปรารถนาอันเป็นไปโดยชอบธรรม เพื่อชาติบ้านเมืองขอให้สิ่งนั้นจงประสบความสำเร็จด้วยเทอญพร้อมหากทำดีย่อมได้ดี ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน…

 

ll วาทะของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา “หลักการของผม ทุกคนต้องโตภายในแท่งหน่วยงานของตัวเองเว้นแต่มีปัญหาค่อยแก้ไขกัน ถ้ามัวแต่ไปคิดว่าจะข้ามห้วยได้ อีกหน่อยไม่มีคนอยากทำงาน คิดแต่จะข้ามห้วยกันไปหมด คนในห้วยไม่ต้องไปไหนกันจมน้ำตายกันอยู่ตรงนั้นหรือ”…

ll๑ ตุลาคมนี้ จะมีประธานศาลฎีกาท่านใหม่นาม ชีพ จุลมนต์ ท่านจะอยู่ในตำแหน่งนานถึงสองปี จนกว่าจะเกษียณอายุ เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้วิชาการคดี เป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการ ตุลาการ และอาวุโส …

ll มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ต่างๆนานาเรื่องการปฏิรูปตำรวจโดยมี อดีต ผบ.สส.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานและคณะอีก ๓๕ ท่านทั้งๆ ที่เป็นการเริ่มต้น รอให้มีบทสรุปไม่ดีกว่าหรือ ทุกอย่างคงไม่สมใจคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคน…

ll ให้ชื่นชม โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล โปรมือหนึ่งของโลก ได้รับคะแนนโหวตผ่านเว็บไซต์ESPN เป็นอันดับหนึ่งในรายการนักกีฬากอล์ฟหญิงของโลก PSPY…

ll ส่วนนักกอล์ฟหญิงอนาคตไกลอีกหนึ่งอาฒยา ฐิติกุล วัยเพียง ๑๔ ปี๔ เดือน ๑๙ วัน อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ชนะเลิศ รายการเลดี้ส์ยูโรเปี้ยนส์ ไทยแลนด์แชมเปี้ยนชิพที่ทำสกอร์รวม ๕ อันเดอร์พาร์ ๒๘๓…

ll อย่าลืม ท่านที่ชอบกีฬาเทนนิสคอร์ตหญ้า ณ สนามวิมเบิลดันกรุงลอนดอน ช่วยเชียร์เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลมสิบแปดสมัยที่จะคว้าวิมเบิลดัน ในเย็นวันอาทิตย์นี้ เฟเดอร์เรอในวัย ๓๖ ในวิมเบิลดันครั้งที่ร้อย จะได้สมใจหรือไม่…ll

น้องโน้ต

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ฉากบังเพลิง’ จิตรกรรมชั้นสูงพระนารายณ์อวตาร 9 ปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280833

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฉากบังเพลิง’ จิตรกรรมชั้นสูงพระนารายณ์อวตาร 9 ปาง

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ฉากบังเพลิง’ จิตรกรรมชั้นสูงพระนารายณ์อวตาร 9 ปาง

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น กรมศิลปากรโดยสำนักช่างสิบหมู่ได้ร่วมกันสร้างศิลปกรรมชั้นสูงหนึ่งเดียวในแผ่นดิน โดยเฉพาะงานจิตรกรรมฉากบังเพลิงขนาดสูง 4.4 เมตร กว้าง 5.35 เมตร สำหรับประกอบบนพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอดนั้นมีความน่าสนใจมาก กล่าวคือ ฉากบังเพลิงด้านหน้าและด้านหลังแต่ละด้านเขียนภาพในฉากบังเพลิง 4 ช่อง ช่องละ 2 ส่วนนั้นเขียนเป็นภาพพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์จากพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 เรื่อง พระนารายณ์สิบปาง ที่คัดเลือกมา 8 ปาง ยกเว้นปางที่ 5 และปางที่ 9 สำหรับปางที่ 9 นั้นได้ถือเอาพระบรมโกศทองใหญ่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นพระนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่ง ซึ่งได้อัญเชิญพระบรมโกศตั้งอยู่ในพระเมรุมาศทรงบุษบก9 ยอดอยู่แล้ว

นอกจากภาพพระนารายณ์อวตารแล้วฉากบังเพลิง นั้นยังคัดเลือกเอาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำคัญจาก 4,000 โครงการ โดยแยกงานตามหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ  เป็น 24 โครงการ ประกอบช่องล่างของพระนารายณ์อวตารที่ภาพขนาบซ้ายขวาของฉากนั้นเป็นภาพกลุ่มเทวดาที่ลงมาแสดงความสักการะแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9และรับกลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ส่วนช่องล่างของฉาก 4 ช่องรวมถึงบริเวณทางขึ้นบันไดสองด้านนั้นเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 โครง โดยกำหนดให้ด้านทิศเหนือเป็นหมวดน้ำ ด้านบนเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่ 1 มัสยาอวตาร ทรงอวตารเป็นปลากรายทอง และปางที่ 2 กูรมาวตาร ทรงอวตารเป็นเต่า โครงการได้แก่ ฝนหลวง แก้ปัญหาความแห้งแล้ง ภาคอีสานอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝายต้นน้ำ เพื่อชะลอน้ำศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ยามขาดแคลนน้ำ ประตูน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ ลุ่มน้ำปากพนัง กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศ บำบัดน้ำเสีย ด้านทิศตะวันออก เป็นหมวดดิน ด้านบนเป็นพระนารายณ์อวตาร ปางที่ 3 วราหาวตาร ทรงอวตารเป็นหมูป่าและปางที่ 4 สิงหาวตาร ทรงอวตารเป็นนรสิงห์  โครงการได้แก่ ดินกรวด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ดินเค็ม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ดินทราย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน และโครงการหุบกะพง-ดอนห้วยขุน ดินดานลูกรัง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ดินพรุ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และ ดินเปรี้ยว ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองทิศตะวันตก เป็นหมวดลม ช่องด้านบนเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่ 9 กฤษณาวตาร ทรงอวตารเป็นพระกฤษณะและปางที่ 10 กัลกยาวตาร ทรงอวตารเป็นมนุษย์ขี่ม้าขาว โครงการ ได้แก่ กังหันลม โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ บ้านหนองคอไก่ จ.เพชรบุรี โครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ กังหันลม โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและ กังหันลมสูบน้ำ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช และบางกระเจ้า

พระราชดำริพื้นที่บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ พื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของกรุงเทพฯ ด้วยลมมรสุมจากอ่าวไทยนั้นได้พัดเอาอากาศบริสุทธิ์จากพื้นที่แห่งนี้เข้ามาฟอกอากาศเสียในกรุงเทพฯ ตลอดเวลามากกว่าปีละ 9 เดือน ด้านทิศใต้เป็นหมวดไฟ ช่องด้านบนเป็นภาพพระนารายณ์อวตาร ปางที่ 6 ปรศุรามาวตารทรงอวตารเป็นพราหมณ์ปรศุราม ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธและปางที่ 7 รามาวตาร ทรงอวตารเป็นพระรามในรามเกียรติ์ โครงการได้แก่ สบู่ดำ ปลูกเพื่อสกัดน้ำมัน สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน โรงงานผลิตไบโอดีเซล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองเชื้อเพลิงอัดแท่ง แกลบอัดแท่ง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ก๊าซชีวภาพ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ และกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า ที่ประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ ด้านหลังฉากบังเพลิงทั้งสี่ด้านนั้น เป็นภาพพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ลอยบนพื้นดอกดาวเรืองสีเหลืองสีประจำวันพระราชสมภพของพระองค์และรอบข้างเป็นดอกไม้มณฑาทิพย์ที่ร้อยเป็นลายเฟื่องอุบะห้อยอยู่ถือเป็นดอกไม้แห่งสวรรค์ที่ร่วงหล่นแสดงการเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 พระเจ้าแผ่นดินของโลก


ภาพหมู่เทวดา


ภาพวราหาวตาร


สิงหาวตาร


ฉากบังเพลิงด้านหลัง


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280866

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคือเทศกาลคเณศจตุรถี เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระพิฆเณศวร เทพแห่งความรู้และความสำเร็จ เทศกาลนี้จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 โดยจะมีการจัดงานนี้ตามเมืองต่างๆ ในประเทศอินเดีย รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้นับถือพระพิฆเณศวร

ในช่วงเทศกาลนี้จะมีพิธีกรรมเพื่อบวงสรวงและบูชาเทพแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ พร้อมกับมีพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร โดยจัดสร้างรูปเหมือนของพระพิฆเณศวรขนาดใหญ่เพื่อเป็นประธานในพิธี ซึ่งจะจัดงานกันประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วเมื่องานจบลงก็จะแห่องค์พระพิฆเณศวรไปตามถนนสายสำคัญแล้วจบลง ณ ริมฝั่งแม่น้ำสำคัญของเมือง หรือไม่ก็ริมทะเล โดยการอัญเชิญพระพิฆเณศวรลงลอยในแม่น้ำหรือทะเล แล้วให้องค์เทวรูปค่อยๆ จมลง แล้วสลายไปในสายน้ำ ซึ่งพิธีนี้เชื่อกันว่าเป็นการส่งเสด็จกลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์

เทศกาลคเณศจตุรถี จะมีผู้คนจำนวนมากมายซึ่งนับถือพระพิฆเณศวรไปรวมตัวกันเพื่อร่วมทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ โดยเกือบทุกคนจะทำองค์พระพิฆเณศวรด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินเหนียว หรือวัสดุอื่นใดที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายในกระแสน้ำ พร้อมทั้งนำเครื่องไหว้บูชา อันประกอบด้วย ดอกไม้ที่มีสีสันสดใสนานาชนิด มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย นมสดและนมเปรี้ยวที่หมักตามวิธีการของชาวบ้าน และขนมต้ม ไปถวายเทวรูปพระพิฆเณศวร ในขณะที่ทำพิธีนั้นผู้คนก็จะท่องบทสวดไปด้วย หลังจบสิ้นพิธีกรรมก็จะเชิญพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยงดูและให้การปรนนิบัติเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามมีข้อห้ามตามความเชื่อของผู้ที่นับถือพระพิฆเณศวรคือ ในเทศกาลดังกล่าวนี้ ห้ามผู้เข้าร่วมพิธีจ้องมองดวงจันทร์เป็นอันขาด เพราะจะไม่เป็นมงคลกับตัวเอง มีเรื่องเล่าว่า สาเหตุที่พระพิฆเณศวรทรงห้ามมองพระจันทร์ในวันพิธีเพราะว่าพระพิฆเณศวรทรงพลัดตกจากหลังหนู เนื่องจากหนูตกใจที่เห็นงูเห่าที่เลื้อยผ่านหน้า เมื่อทรงตกลงมาก็ทำให้ท้องของพระพิฆเณศวรแตก ขนมต้มที่เสวยเข้าไปก็ไหลทะลักออกมา จากนั้นก็ทรงเก็บขนมต้มเหล่านั้นยัดกลับเข้าไปในพุง แล้วใช้งูเห่าตัวนั้นรัดที่พุงไว้ ขณะนั้นพระจันทร์ผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะด้วยความขัน ทำให้พระพิฆเณศวรอับอายแล้วเกิดความโกรธอย่างมาก จึงใช้งาขว้างไปที่พระจันทร์ งาติดที่องค์พระจันทร์ทำให้พระจันทร์ไม่สามารถเปล่งแสงสว่างได้ ส่งผลให้โลกในยามค่ำมืดสนิท เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระอินทร์และทวยเทพจึงไปอ้อนวอนขอให้พระพิฆเณศวรทรงยอมถอนงาออกจากพระจันทร์ ซึ่งก็ทรงยอมทำตามคำขอ แต่ก็ทรงสาปแช่งให้พระจันทร์ต้องได้รับโทษคือจะต้องไม่สามารถเป็นพระจันทร์เต็มดวงได้ตลอดเวลา นั่นคือจะต้องมีลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ เป็นระยะๆ จนกว่าจะถึงวันขึ้น 15 ค่ำ แล้วก็กลับไปเว้าๆ แหว่งๆ เช่นนี้เรื่อยไป (จึงเกิดเป็นวันข้างขึ้นข้างแรม)

ทัวร์คุณแหนจะนำคุณๆ ไปร่วมเทศกาลคเณศจตุรถี ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน 2560 นำไปกราบนมัสการทักทูเสธ (Dugdusheth) พระพิฆเณศวรประจำเมืองปูเน นครมุมไบ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพิฆเณศวรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะเครื่องทรงทำด้วยทองคำ (คนไทยหลายคนคงจำได้ว่ามุมไบคือเมืองบอมเบย์นั่นเอง) ในเทศกาลนี้คุณจะได้ชมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ปราณประติษฐา คือพิธีที่ทำให้เทวรูปมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ พิธีบูชา 16 ขั้นตอน หรือโษทโศปจาร คือการสรงเทวรูปด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆ และดอกไม้ แล้วตามด้วยการสาธยายมนต์คเณศาถรวศีรษะตามคัมภีร์พระเวท และพิธีบูชาด้วยประทีป หรืออารตี และจะพาคุณไปกราบสักการะพระพิฆเณศวรประจำเมืองมุมไบ ณ วิหารสิทธิวินายัค (Siddhivinayak Temple) ที่เชื่อกันว่าเทวรูปพระพิฆเณศวรในวิหารนี้ คือองค์ประธานของเทวรูปพระพิฆเณศวรทั่วโลก

คุณๆ ที่สนใจไปร่วมพิธีคเณศจตุรถี ณ นครมุมไบ ในปีนี้โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

Tech for life : 16 กรกฎาคม 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280858

Tech for life : 16 กรกฎาคม 2560

Tech for life : 16 กรกฎาคม 2560

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มัลแวร์

บางท่านอาจจะเคยได้ยินว่า “ประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศ ในเอเชียที่เสี่ยงภัยจาก Malware (Malicious Software) หรือ มัลแวร์” ขณะที่ โปรแกรม Thai WPS Office ให้ข้อมูล Malware ว่าจากการศึกษาของ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า อาชญากรคอมพิวเตอร์จะฝังมัลแวร์เข้าไปในแผ่นซีดี หรือดีวีดี หรือช่องทางออนไลน เช่น โปรแกรมโหลด Bit Torrent นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟท์แวร์เถื่อนมักจะติดมัลแวร์ด้วย

ซอฟท์แวร์ใหม่

นี่คือ Thai WPS Office ซอฟต์แวร์จัดการงานเอกสารตัวใหม่ นวัตกรรมของบริษัทไทย ดับเบิ้ลยูพีเอส

Thai WPS Office ประกอบไปด้วยซอฟต์แวร์หลัก 3 ตัว ได้แก่ Writer ซอฟต์แวร์จัดการงานเอกสารในลักษณะเดียวกับ Microsoft Word ซอฟต์แวร์จัดการตารางคำนวณในลักษณะเดียวกับ Microsoft Excel และซอฟต์แวร์Presentation ลักษณะเดียวกับ Microsoft PowerPoint มีขนาดเล็กเพียง 57MB

เถา คาเฟ่

แจ็ค หม่า ประธานบริหารของ อาลีบาบา กรุ๊ป ร่วมงาน เถาเป่า เมกเกอร์ เฟสติวัล ณ ศูนย์นิทรรศการนานาชาติหังโจว เมื่อเร็วๆ นี้

ไฮไลท์ของงานไอทีนี้ อาทิ เถา คาเฟ่ ร้านค้าแห่งอนาคต ให้ลูกค้าสามารถทดลองเลือกซื้อสินค้าได้ โดยไม่ต้องเข้าคิวชำระเงินเหมือนร้านค้าทั่วไป เป็นเพราะการผสานนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลของอาลีบาบาเข้าด้วยกัน

ดินสอมินิ

หุ่นยนต์ดินสอมินิ ผลงานการพัฒนาของ บริษัท ซีที เอเชีย โรติกส์ จำกัด ถูกนำไปแสดงในงาน อินเตอร์แคร์ เอเชีย 2017 (InterCare Asia 2017) ที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

หุ่นยนต์นี้มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่เคลื่อนไหวไม่ สะดวกและต้องนอนบนเตียง โดยจอรับภาพจะเฝ้าดูผู้ป่วยตลอดเวลา หากหกล้มหรือคลาดสายตาของหุ่นยนต์ จะส่งสัญญาณเตือนไปยังแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนของญาติหรือบุคลากรการแพทย์ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งแอนดรอยด์ และไอโอเอส

หนังสือเด่น : อย่าให้ยาฆ่าคุณ เรื่องที่ควรรู้สำหรับทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280859

หนังสือเด่น : อย่าให้ยาฆ่าคุณ เรื่องที่ควรรู้สำหรับทุกคน

หนังสือเด่น : อย่าให้ยาฆ่าคุณ เรื่องที่ควรรู้สำหรับทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“KONDO MAKOTO” เป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง และสุขภาพองค์รวมของวงการแพทย์มานานกว่า 40 ปี เขาได้ชื่อว่า เป็นคุณหมอคุณธรรมแห่งยุคปัจจุบัน ที่ให้ความรู้แก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งสวนกระแสกับแนวคิดเดิมๆ แต่ทุกความรู้ที่เขาเอ่ยถึง เป็นงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับมาแล้วทั้งสิ้น

อย่าให้ยาฆ่าคุณ ชื่อ ก็บอกชัดๆอยู่แล้ว ในทำนองต้องการบอกเล่าให้ผู้ที่ มีความคิดว่า ยา คือ ผลผลิตที่ใช้เพื่อการรักษาโรค และทำให้สุขภาพดีขึ้นได้เข้าใจในทางตรงกันข้าม โดยเขาได้นำเอาความรู้เกี่ยวกับการใช้ยา 47 เรื่องมา บอกให้ทราบถึงผลดี และผลเสีย และความจำเป็นในการใช้ยา ซึ่งผู้เขียน ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่ “ไม่จำเป็น” และเป็นความ “เข้าใจผิด” ของคนที่คิดว่ายาคือพระเจ้า

มีหลายบท หลายตอน ที่เขาย้ำว่า ความเชื่อที่เราเคยรับรู้มานั้น เป็นเรื่อง โกหกทั้งเพ และขอให้เลิกล้มความเชื่อเหล่านั้นไปเสีย อย่าใส่ใจว่า มันจะช่วยอะไรคุณได้

นอกจากความเข้าใจในเรื่องของการใช้ยาเพื่อการรักษาโรคแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังบอกถึงองค์รวมของการรักษาสุขภาพให้ดี ปราศจากโรค โดยไม่ต้องพึ่งยาที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพแต่อย่างใด

มีหลายคำพูดที่ หมอคนโด บอกให้คนฟังถึงกับตะลึง ในความเข้าใจเดิมๆ ที่เคยยึดถือมาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น…

“เคล็ดลับที่ผมจะบอกไม่มีอะไรหรอกครับ เพียงไม่กินยา ไม่กินอาหารเสริม ไม่ไปหาหมอ และไม่ตรวจสุขภาพ แล้วกินเนื้อสัตว์และผักให้มาก เพลิดเพลินกับแอลกอฮอล์และของหวานตามสบาย หมั่นพูด หมั่นคุย ทำกิจกรรมบ่อยๆ ขอเพียงอย่าสูบบุหรี่ อย่าโหยหาอดีต อย่ากังวลเรื่องอนาคต ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน นี่คือสิ่งสำคัญสำหรับการมีสุขภาพดี”

อ่านจบแล้วต้องยอมรับจริงๆ ครับว่า นายแพทย์ท่านนี้ มีความคิดสวนกระแสความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในสังคมจริงๆ หากมีการแพร่หลายอออกสู่สังคมมากๆ และมีผลปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เห็นทีว่าอาชีพหมอ และโรงพยาบาลหรูๆ คงต้องเปลี่ยนไปเป็นอพาร์ทเม้นท์ เสียแล้ว

 

 

เทพยุทธ์ เซียน GLORY

แนวใหม่ของนวนิยายยุคปัจจุบัน

“เทพยุทธ์ เซียน GLORY” เขียนโดย “หูเตียหลาน” แปลเป็นไทยโดย “อนุรักษ์ กิจไพบูลย์ทวี” เป็นนิยายรูปแบบใหม่ที่ผสมกันระหว่าง แนว E-Sport และแนวแฟนตาซี ที่มีเนื้อหาหลายหลากผสมร่วมกัน ซึ่งให้ทั้งความตื่นเต้น ในเชิงกำลังภายใน และแนวการแข่งขันที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว นิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชาวจีน ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมจากนักอ่านชาวไทยด้วยเช่นเดียวกัน ออกวางแผงมาจนถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในราคา 375 บาท

หนุ่มยุคใหม่หลงเข้าสู่อดีตยุคหมิง

เรื่องราวกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด

“ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง” เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ของจีนในยุคสมัยราชวงศ์หมิง เขียนโดย “เยี่ยกวน”แปลเป็นไทยโดย “น.นพรัตน์” เป็นเรื่องร่วมสมัยระหว่างยุคใหม่กับยุคโบราณ เมื่อเซลส์แมนหนุ่ม หลงเข้าไปสู่ในช่วงเวลาของราชวงศ์หมิง ทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่คาดไม่ถึง โดยคิดว่า เมื่อมาถึงแล้วก็จะทำตัวให้สุขสบาย สมกับที่ได้เป็นอ๋อง โดยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับด้านอื่นๆ แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อชีวิตของเขาต้องพบกับความแก่งแย่ง และการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด นิยายเรื่องนี้ เป็นเรื่องยาว ที่ผ่านมาถึงเล่มที่ 7 แล้ว จำหน่ายเล่มละ 230 บาท

สารานุกรมภาพของโลกและจักรวาล

สำหรับเด็กเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

“โลกและอวกาศ” เป็นหนังสือสารานุกรมภาพ ปกแข็งพิมพ์ด้วยการกระดาษอาร์ตอย่างดีสี่สีสวยงาม จำหน่ายเล่มละ 395 บาท เนื้อหาต้องการจะบอกให้เยาวชนได้รับรู้ถึงปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมไปถึงจักรวาลและดวงดาวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ โดยการนำเสนอจะเรียกร้องความสนใจของเด็กๆ ด้วยการ ตั้งประโยคขึ้นเป็นปริศนาคำทายเพื่อเร้าความสนใจของเด็ก จากนั้นก็จะเฉลยคำตอบพร้อมทั้งตัวอย่างอื่นๆ ที่เชื่อมโยงผูกพันถึงกัน เพื่อให้เด็กได้รับรู้ถึงความเป็นมาของโลก และจักรวาล นอกจากการใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับเด็กๆ แล้ว ผู้เขียนยังมีกิจกรรม หรือเกมต่างๆ เพื่อให้เด็กใช้สมองในการเข้าร่วมเล่นเกมอีกด้วย

การผูกคำให้เป็นประโยคเพื่องานเขียน

คู่มือสำหรับผู้มีใจรักในการเขียนหนังสือ

“คำ เครื่องมือช่วยการเขียน” เป็นหนังสือคู่มือสำหรับผู้มีใจรักในการเขียนหนังสือ แต่งโดย “รงค์ ประพันธ์พงศ์” ที่ผู้ประพันธ์เปิดใจว่า การใช้คำในภาษาไทยมีรูปแบบ และการใช้ที่เป็นระบบ ซึ่งผู้ที่รักงานเขียนควรจะต้องศึกษา และรับรู้ ในการนำไปใช้ สำหรับผูกคำให้เป็นรูปประโยค ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก และเมื่อวันใดที่เรารู้จักใช้คำเพื่อนำไปสร้างประโยคแล้ว จะทำให้เกิดคุณค่าต่างๆ ตามมา ในรูปแบบของงานเขียนทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความการเขียนสารคดี และการเขียนเพื่อการสื่อสารอื่นๆ จำหน่ายเล่มละ 100 บาท