สานต่อโครงการ Women Cancer ร่วมสร้าง ‘บ้านพิงพัก’ ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280129

สานต่อโครงการ Women Cancer  ร่วมสร้าง ‘บ้านพิงพัก’ ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่ยากไร้

สานต่อโครงการ Women Cancer ร่วมสร้าง ‘บ้านพิงพัก’ ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่ยากไร้

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ รับมอบเงิน 5 ล้านบาท จากกลุ่มเซ็นทรัล โดย พิชัย จิราธิวัฒน์, สุพัตรา จิราธิวัฒน์, บุษบา จิราธิวัฒน์,สิราภรณ์ วัฒนา, อนวัช สังขะทรัพย์ และ ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์

เพราะ “กำลังใจ” และ “ความห่วงใย” จากคนข้างกายและครอบครัว นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งในสตรีเผชิญช่วงเวลาเลวร้ายด้วยความเข้มแข็ง กลุ่มเซ็นทรัล จึงได้สานต่อ โครงการ Women Cancer 2017 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่ยากไร้ ให้มีความหวังและกำลังใจในการต่อสู้โรคร้าย โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับ 1โดยมีผู้เสียชีวิตราว 60,000 รายต่อปี เฉลี่ย 7 รายต่อชั่วโมง ซึ่งโรคมะเร็งเต้านม เป็นโรคที่ถูกตรวจพบมากที่สุดในกลุ่มสตรี โดยทุก 10 คน จะมี 1 คนที่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง เต้านม และจะมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวเฉลี่ยวันละ 12 คน

บุษบา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันมีผู้หญิงไทยที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง โดยขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาหรือฐานะยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง และต้องต่อสู้กับโรคร้ายเพียงลำพัง เนื่องจากไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง กลุ่มเซ็นทรัลจึงได้สานต่อ โครงการ Women Cancer หนึ่งในโครงการเพื่อสังคมของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อสร้างกำลังใจให้กับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งในสตรีตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ UN Women (ยูเอ็น วีเม่น-องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ) ที่ทางกลุ่มเซ็นทรัล ได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในด้านการให้ความสำคัญกับผู้หญิงมาโดยตลอด


รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ เผยถึงความก้าวหน้าการก่อสร้าง

โครงการ Women Cancer ได้ระดมทุนจากการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดในช่วงต่างๆ รวมถึงเทศกาลวันแม่ของห้างในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2559 ได้แก่ เซ็นทรัล, โรบินสัน, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์- ท็อปส์ และซูเปอร์สปอร์ต รวมถึงการร่วมสมทบทุนจากภาคีคู่ค้า และการบริจาคของลูกค้าผ่านกล่องรับบริจาคที่เซ็นทรัล, โรบินสัน, เพาเวอร์บาย,
ซูเปอร์สปอร์ต และห้างอื่นๆ ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งสามารถรวบรวมเงินได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 5 ล้านบาทสมทบทุนก่อสร้างโครงการ “บ้านพิงพัก”(Pink Park Village) ของมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยการดูแลของรองศาสตราจารย์นายแพทย์กฤษณ์ จาฏามระ ประธานมูลนิธิซึ่งโครงการบ้านพิงพักจะเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกโดยปราศจากการแสวงหาผลกำไร ดำเนินงานโดยทีมแพทย์พยาบาล จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักโภชนาการและอาสาสมัคร ประกอบด้วย บ้านพักและสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และบ้านพักฟื้นผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษา ศูนย์ฟื้นฟูสภาพและกิจกรรม ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรม และศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม โดยโครงการดังกล่าวจะรองรับผู้ป่วยมะเร็งยากไร้อย่างแท้จริง

ทางด้าน รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติฯเล่าว่า “การรักษาและการวินิจฉัยโรคมะเร็งดีขึ้นกว่าในอดีตมาก โดยโรคมะเร็งเต้านม หากได้รับการตรวจเช็คและรักษาในช่วงระยะเริ่มต้นจะมีโอกาสหายและรอดชีวิตสูงถึง 98% ดังนั้นทุกคนควรจะดูแลตัวเองอยู่เสมอ ด้วยการตรวจมะเร็งเต้านมประจำปีรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงความเครียด และควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากจนเกินไป

โครงการบ้านพิงพัก เริ่มก่อสร้างโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม  2559  ด้วยจุดมุ่งหมายให้เป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายแก่ผู้ยากไร้และศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจร โดยไม่แสวงหาผลกำไร ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง บ้านพักและสถานที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย, บ้านพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยด้อยโอกาสที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดและขาดทุนทรัพย์ที่จะนำมาใช้เป็นค่าที่พักระหว่างการรักษา ต้องอาศัยอยู่ตามวัดหรือใต้สะพานลอย, ศูนย์ฟื้นฟูสภาพและกิจกรรมเพื่อช่วยสร้างกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้รู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่, ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรม ,ศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ เฟสแรกประมาณปลายปี 2560

“บ้านพิงพัก”จะเป็นที่พึ่งพิงให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้ผู้ป่วยเหล่านั้นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีในระหว่างรับการรักษา หรือจนกระทั่งจากไป ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดีและได้รับการดูแลที่อบอุ่นเปรียบเสมือนการดูแลญาติมิตร จากทีมแพทย์และพยาบาลซึ่งเข้าใจถึงจิตใจของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีคุณภาพ โครงการดังกล่าวตั้งอยู่ย่านหนองจอก บนพื้นที่ 121 ไร่  ที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้แก่มูลนิธิใช้งบประมาณในก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 500 ล้านบาท (ไม่รวมอปุกรณ์การแพทย์และค่าก่อสร้างศูนย์วิจัย) ปัจจุบันยังขาดงบประมาณอีกกว่า 300 ล้านบาท จึงขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันสมทบทุน หรือเป็นอาสาสมัครเพื่อทำประโยชน์ร่วมกันให้แก่กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ http://www.qscbcfoundation.org

ปลักแรดโมเดล ‘ป่วยจิตเวช’รักษาเร็ว‘ไม่บ้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280130

ปลักแรดโมเดล  ‘ป่วยจิตเวช’รักษาเร็ว‘ไม่บ้า’

ปลักแรดโมเดล ‘ป่วยจิตเวช’รักษาเร็ว‘ไม่บ้า’

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่น ใช้ชีวิตข้างถนน บ้างยิ้มบ้างหัวเราะเพียงลำพัง..นี่คือภาพที่หลายคนเห็นจนชินตากับ “คนเร่ร่อน” ที่ไม่ใช่เพียงผู้มีปัญหาชีวิตจนต้องมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น ส่วนหนึ่งยัง “มีอาการทางจิต” เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น หรือบางครั้งก็ดูน่ากลัวและเป็นอันตรายเพราะมีท่าที “คุกคาม” คนทั่วไปที่เดินผ่านไปผ่านมา ดังที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ผู้มีอาการทางจิตหลายรายหากได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้อย่างปกติสุขไม่กลายเป็น “คนบ้า” วิกลจริต ดังตัวอย่าง ณโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งมีการนำกลไก สหวิชาชีพ เข้ามาช่วยเหลืออย่างครบวงจร และได้ผลน่าพอใจ ถึงขนาดที่ผู้ป่วยบางรายกลับไปทำบัตรประชาชนได้อีกครั้งหลังจากที่ปล่อยขาดมานานนับปี

นายจำรัส ปานนิ่ม ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ต.ปลักแรด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้พี่สาวของตนมีอาการทางจิตมานานนับปี ต่อมามีทีมสหวิชาชีพเข้ามาดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้พี่มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารและงานบ้าน เพราะกินยาและฉีดยาอยู่เสมอ โดยตนเองมีหน้าที่ไปรับยาจาก รพ. และ ให้หมอจาก รพ.สต. มาฉีดยาให้ จึงต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ลงพื้นที่ เพราะสำหรับชาวบ้านนั้นการดูแลผู้ป่วยจิตเวชถือว่าเป็นเรื่องยาก

ขณะที่ น.ส.ทัศวรรณ ลำมะวงษ์ พยาบาลวิชาชีพ รพ.มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่าการทำงานในชีวิตจริงของบุคลากรระบบสุขภาพไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เพราะหน้างานจริงต้องทำงานกับหมอ ต้องปรึกษานักโภชนาการนักกายภาพภาพบำบัด เภสัชกร อุปสรรคที่เจอคือเรื่องการสื่อสาร โดยเฉพาะกับอาจารย์หมอ ซึ่งพยาบาลจะรู้สึกเกร็งจนบางครั้งรับคำสั่งไม่ครบ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากการสื่อสารและการประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คนไข้ก็จะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

“หลังจากได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมสหวิชาชีพ ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมที่มีหลายวิชาชีพรวมกัน ได้แบ่งงานกันทำ เภสัชกรสอบถามซักประวัติเรื่องยา หมอสอบถามเรื่องการเจ็บป่วย ขณะที่พยาบาล ก็จะสอบถามเรื่องทางบ้านของผู้ป่วย ทำให้การทำงานรวดเร็วชัดเจนมากขึ้น โดยการเรียนแบบสหวิชาชีพยังทำให้แต่ละอาชีพเป็นเพื่อนกันด้วย ซึ่งจะทำให้การทำงานง่ายมากขึ้น” น.ส.ทัศวรรณ ระบุ

สหวิชาชีพคืออะไร? คำถามนี้ น.ส.วันเพ็ญ ตันวีระพันธุ์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ผอ.รพ.สต. ปลักแรด เป็นผู้อธิบาย สหวิชาชีพเป็นการนำบุคลากรสาธารณสุขแขนงต่างๆ มาร่วมกันดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ 1.อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จะทำหน้าที่สอดส่องดูแลสุขภาพของคนในชุมชน หากพบว่ามีผู้ป่วยจิตเวช หรือเจ็บไข้ได้ป่วยอื่นๆ ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ รพ.สต.ทันที

2.เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำ รพ.สต. หลังจากได้รับเรื่องแล้วจะลงพื้นที่มาที่บ้านผู้ป่วยทันที เพื่อประเมินแนวทางการรักษาว่าสามารถรักษาได้ที่ รพ.สต.หรือไม่ หรือต้องไปที่โรงพยาบาล 3.พยาบาลจาก รพ.อำเภอและจังหวัด จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. โดยหลังจากได้รับเรื่องจากในพื้นที่ จะแจ้งเรื่องแก่แพทย์ เพื่อเตรียมตัวในการรักษาคนไข้4.เภสัชกร มีหน้าที่จ่ายยาต่างๆ ให้ผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่จะทำเป็นรายเดือน เพื่อไม่ต้องให้ผู้ป่วยเสียเวลามารับยาที่ รพ. บ่อยๆ


วันเพ็ญ ตันวีระพันธุ์

5.นักภายภาพบำบัด ทำหน้าที่ไปตรวจเยี่ยมและรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวทั้งผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และให้การอบรม อสม. ในการดูแลผู้ป่วยในชุมชน 6.นักจิตวิทยา ซึ่งได้เข้ามาดูแลผู้ป่วยและให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. ว่าจะต้องเข้าหาผู้ป่วยอย่างไร และ 7.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในกรณีผู้ป่วยอาการหนักต้องรักษาอย่างทันท่วงที เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

“การทำงานด้านสุขภาพจิตของ รพ.สต. มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังเกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่เราได้ช่วยผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่ง ที่เคยถูกขังอยู่ในบ้านเพราะคนในครอบครัวไม่รู้จะทำอย่างไร สภาพผมเผ้ารุกรุงรัง แต่หลังจากที่ทีมงานเข้าไปช่วยเหลือแล้ว ต่อมาผู้ป่วยสามารถมีชีวิตปกติ กลับเข้าสู่สังคมได้” น.ส.วันเพ็ญ กล่าว

ผอ.รพ.สต. ปลักแรด เล่าต่อไปว่า การทำงานแบบสหวิชาชีพมีความสำคัญเพราะเราต่างมีความถนัดต่างกัน เมื่อมารวมกันทำงานเป็นทีมจึงสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยสื่อสารกันเป็นชั้นๆ แต่ถ้าในบางกรณีที่มีปัญหาใหญ่จริงๆ และอาการไม่ดีขึ้น ทุกคนจะมาประชุมและหาทางออกร่วมกัน หากมีกรณีฉุกเฉินก็จะมีการลงพื้นที่ทันที อย่างไรก็ตามการดูแลผู้ป่วยสุขภาพจิตนั้นเราจะไม่เข้าไปทีละหลายๆคน เพราะจะมีการต่อต้านจากคนไข้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นงานของ อสม. ที่รับเป็นเจ้าภาพในการดูแลคนป่วย เนื่องจากเป็นใกล้ชิดกับผู้ป่วยและญาติมากที่สุด

“จากวันนั้นถึงวันนี้ เราได้รักษาผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกทิ้งจากครอบครัว จนกระทั่งพวกเขากลับมามีชีวิตเป็นปกติได้จำนวน 24 คน แม้จะดูไม่มาก แต่ในแง่ความเป็นมนุษย์ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะหากคนเหล่านี้ไม่ได้รับความช่วยเหลือพวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่ถูกทิ้ง เป็นคนเร่ร่อนหรือคนบ้าที่อาจจะสร้างความหวาดกลัวและเดือดร้อนให้คนในสังคมแบบที่เราเห็นในข่าวได้ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่กระทบต่อทุกคน” ผอ.รพ.สต. ปลักแรดกล่าวย้ำ


ทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้าน

ด้าน ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า การทำงานของสหวิชาชีพ รพ.สต.ปลักแรด ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการปฏิบัติงานร่วมกันของสหวิชาชีพ (Inter professional practice) ซึ่งได้เสนอให้มหาวิทยาลัยนเรศวรพานักศึกษาไปลงพื้นที่ เพื่อศึกษาว่าบริบทแต่ละวิชาชีพในการทำงานแบบนี้เขาทำอย่างไร

“เหตุที่ ศสช. ต้องการผลักดันการเรียนการสอนแบบสหวิชาชีพ เพื่อให้บุคลากรสุขภาพทำงานเป็นทีมและดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมเมื่อแต่ละวิชาชีพต่างรู้หน้าที่และบทบาทของกันและกัน เมื่อจบไปก็สามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะที่ผ่านมาการเรียนแบบแยกจะทำให้แต่ละคนทำเพียงหน้าที่ของตัวเองแล้วส่งต่อๆ กัน ซึ่งทำให้การรักษามีหลายขั้นตอนใช้เวลามาก แต่การทำงานเป็นทีมจะให้ช่วยให้รักษารวดเร็วยิ่งขึ้น” พญ.วณิชา อธิบาย

เลขาธิการ ศสช. กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า หากบุคลากรสาธารณสุขไม่ได้เรียนร่วมกัน การรักษาพยาบาลจะออกไปทาง “ต่างคนต่างสั่ง” แพทย์มาถึงก็สั่ง เภสัชกรมาถึงก็สั่ง “ไม่มีการเชื่อมโยงประสานกัน”ในทางตรงข้าม การได้มาทำความรู้จักกัน เรียนและทำงานร่วมกัน ความขัดแย้งก็จะลดน้อยลง อนึ่ง..ในบางสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากคณะแพทยศาสตร์กับคณะเภสัชศาสตร์แล้ว ยังดึงเอา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาร่วมเป็นสหวิชาชีพด้วย เพราะต้องเข้าไปดูที่อยู่อาศัยของผู้ป่วย อาทิ จุดเสี่ยงพลัดตกหกล้ม กรณีเป็นผู้สูงอายุ

ผลสุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์..ก็คือคนไข้ที่มารับการรักษานั่นเอง!!!

25สาวงามMiss Tourism Queen Thailand 2017 ชวนลุ้นประกวดรอบตัดสิน13ก.ค. (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280193

25สาวงามMiss Tourism Queen Thailand 2017 ชวนลุ้นประกวดรอบตัดสิน13ก.ค. (ชมคลิป)

25สาวงามMiss Tourism Queen Thailand 2017 ชวนลุ้นประกวดรอบตัดสิน13ก.ค. (ชมคลิป)

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 18.40 น.

11 ก.ค.60 สาวงาม 25 คนสุดท้าย ผู้เข้าประกวด Miss Tourism Queen Thailand 2017 เชิญชวนผู้ชมร่วมลุ้นและให้กำลังใจกับการประกวดรอบตัดสิน ในวันที่13 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ถ่ายทอดสด เวลา 22.00–24.00 น. ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ซึ่งแฟนนางงามสามารถร่วมโหวต “Miss Popular Vote” หรือ “นางงามขวัญใจมหาชน” ผ่านทาง SMS โดยพิมพ์ MT ตามด้วยหมายเลขผู้เข้าประกวด ส่งมาที่ หมายเลข 4111001 (ครั้งละ 3 บาท) ได้จนถึง วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เวลา 18.00 น. โดยสาวงามที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจะได้รับการ Fast Track เข้ารอบ 10 คนอัตโนมัติ

‘โรงแรมแมริออท’สร้างแรงบันดาลใจแห่งความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับ’เทด ซาลอน เวิลด์ไวด์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280076

'โรงแรมแมริออท'สร้างแรงบันดาลใจแห่งความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับ'เทด ซาลอน เวิลด์ไวด์'

‘โรงแรมแมริออท’สร้างแรงบันดาลใจแห่งความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับ’เทด ซาลอน เวิลด์ไวด์’

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 13.38 น.

โรงแรมแมริออท (Marriott Hotels) เดินทางสู่เอเชีย พร้อมเปิดตัวสามนักคิดสหายของเทด (TED fellows) เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนถึงมุมมองต่างๆ ที่พวกเขามีต่อการท่องเที่ยวและนวัตกรรม (Travel and Innovation) โดยได้จัดขึ้น ณ โรงแรมเปิดใหม่ แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) ซึ่งการพูดคุยในวันนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่สี่ในซีรีย์ เทด ซาลอน (TED Salons) ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ณ โรงแรมแมริออท ทั้งในซีแอตเทิล ลอนดอน และอาบูดาบี นับตั้งแต่การจับมือร่วมกันที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016

สามสหายของ เทด (TED fellows) ได้ขึ้นบนเวทีพูดคุยในกรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนถึงวิธีการเดินทางอย่างไรที่จะจุดประกายแนวคิดใหม่ๆ โดยศิลปินแนวสื่อผสมผสานชาวอินเดีย อาพาร์นา ราโอ (Aparna Rao) ได้เน้นย้ำถึงการเดินทางที่มีอิทธิพลทำให้เธอมีอารมณ์ขัน แต่ก็ยังสะท้อนถึงความขมขื่นทางสังคมผ่านงานศิลปะ ขณะที่ มาทิลดา โฮ (Matilda Ho) เจ้าของ ยิมิชิจิ (Yimishiji) ตลาดเกษตรกรรมออนไลน์ที่มีฐานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ได้มอบการพูดคุยอันเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการสนับสนุนชุมชนเกษตรกรรมท้องถิ่นทั่วโลก และการเดินทางยังมีส่วนผลักดันให้สหายของ เทด ลูกครึ่งฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นจากฮ่องกง ซีซาร์ จัง-ฮาราดะ (Cesar Jung-Harada) ริเริ่มก่อตั้งเมกเกอร์เบย์ (MakerBay) และสเคาท์บอตส์ (Scoutbots) ซึ่งเขาได้มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงวิธีการนำความก้าวล้ำในศาสตร์แห่งหุ่นยนต์มาช่วยในการดูแลรักษามหาสมุทรให้สะอาดยิ่งขึ้นเพื่อคนเจเนอเรชั่นต่อไป

โดยเหล่านักเดินทางที่เข้าพัก ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ในวันนี้จะสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงของพวกเขา ด้วยช่องโทรทัศน์รายการ เทด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิงภายในห้องพักไปจนถึงสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม ศกนี้ และ ณ ปัจจุบัน เนื้อหาของ เทด ยังสามารถพบได้ในฐานะส่วนหนึ่งของความบันเทิงภายในห้องพักของโรงแรมแมริออททั่วโลก พร้อมด้วยแผนการเปิดตัวแนะนำช่องโทรทัศน์รายการ เทด ไว้ภายในรายการความบันเทิงภายในห้องพัก ณ โรงแรมต่างๆ ทั่วเอเชียในอนาคตอันใกล้นี้เช่นกัน

SOOK Activity กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279930

SOOK Activity กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ

SOOK Activity กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชวนผู้สนใจร่วมปลุกพลัง ค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านกิจกรรม SOOK Activity ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “พลัง/ศักยภาพ” พบกับหลากหลายกิจกรรมที่จะปลุกพลังให้ได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ด้วยตัวคุณเอง เน้นสร้างประสบการณ์ตรงให้ทุกคนได้ปฏิบัติจริง พร้อมวิธีง่ายๆ ที่จะนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม มาพัฒนาศักยภาพของสมองด้วยกิจกรรม “เทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้จำได้ ไม่มีวันลืม” เรียนรู้เทคนิคการจำอย่างหมดเปลือกกับ ลัดดาวัลย์ชูช่วย แชมป์สุดยอดอัจฉริยะนักจำระดับประเทศ 2 สมัย ที่จะมาแนะนำเทคนิคที่ใช้ในการจดจำสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิธีการจดจำแบบเชื่อมโยงความคิด การจัดระบบทางความคิดเพื่อเพิ่มศักยภาพของสมองด้านการจำ เรียนรู้และทำความเข้าใจศักยภาพและความมหัศจรรย์ของสมองมนุษย์ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งเรื่องเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวันได้

พลาดไม่ได้ใน วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม สำหรับผู้ที่กำลังค้นหาเป้าหมายชีวิตของตนเอง ในกิจกรรม “Discovery You” พบกับกิจกรรมสนุกๆ ที่ช่วยค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อนำมากระตุ้นพลัง สร้างแรงปรารถนา ในการไปสู่เป้าหมายของชีวิต ด้วยการใช้กระบวนการแบบโค้ชชิ่งที่จะช่วยให้เกิดการคิดทบทวน รู้จักศักยภาพและความต้องการของตัวเอง แล้วกระตุ้นให้สร้างแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายได้ เหมาะสำหรับคนหลากหลายวัย
ทั้งวัยรุ่นที่ต้องการค้นหาว่าอยากเรียนหรือทำงานอะไร และผู้ใหญ่ที่ต้องการปลุกไฟในตัวเอง ร่วมแนะนำการค้นหาตัวตนโดย โค้ชวา-จิตตพัฒน์ โห่กุศลสินธุ์

ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิกเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี โดยสามารถสมัครผ่านช่องทาง http://www.thaihealth.or.th/sook หรือมาสมัครที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ซอยงามดูพลี กรุงเทพฯ และสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการส่งชื่อ นามสกุล อายุที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ระบุกิจกรรมที่สนใจ มาที่ activity.thc@thaihealth.or.th หรือ Line ID : thaihealth_center สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081-7318270 เวลา 09.00-17.00 น.วันจันทร์-เสาร์ เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ รวมทั้งติดตามรายละเอียดกิจกรรม และข้อมูลองค์ความรู้จากกิจกรรมที่ผ่านมาได้ทาง http://www.thaihealth.or.th/sook, http://www.facebook.com/sookcenter

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จับมือ 11 ไทยดีไซเนอร์ ออกแบบคอลเลคชั่นกระเป๋าสุดเก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279934

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จับมือ 11 ไทยดีไซเนอร์ ออกแบบคอลเลคชั่นกระเป๋าสุดเก๋

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จับมือ 11 ไทยดีไซเนอร์ ออกแบบคอลเลคชั่นกระเป๋าสุดเก๋

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ด้วยเชื่อว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของ “การให้”จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ หากทุกหัวใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเหตุนี้มูลนิธิรามาธิบดี ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจึงยังคงมุ่งมั่นสานต่อสร้างสรรค์พลังแห่งการให้…ไม่สิ้นสุด ผ่านหลากหลายกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หนึ่งในนั้นคือการเดินหน้าโครงการพาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง (Powerof Giving) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว

ครั้งนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพิ่มความน่าสนใจให้ผลงานออกแบบกระเป๋าคอลเลคชั่น สุดพิเศษให้ควรค่าแก่การจับจอง สะท้อนคาแร็กเตอร์ของผู้ใช้ที่หัวใจเปี่ยมด้วยการให้อย่างมีรสนิยม เอาใจกลุ่มเจนวายผู้หลงใหลในโลกของแฟชั่น ด้วยการจับมือกับ 11 ท็อปไทยดีไซเนอร์ของเมืองไทย นำทีมโดย ASAVA (อาซาว่า) Greyhound Original (เกรย์ฮาวด์ ออริจินัล) Issue (อิชชู่) PAINKILLER (เพนคิลเลอร์) Playhound by Greyhound (เพลย์ฮาวด์ บาย เกรย์ฮาวด์) Senada (ซีนาด้า)Vickteerut (วิคธีร์รัฐ) Kloset (คลอเส็ท) Mimi by Millin (มิมิ บาย มิลิน) Vatanika (วทานิกา) และ Patinya (ปฏิญญา) เพื่อร่วมรังสรรค์ผลงานคอลเลคชั่นพิเศษ เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของแฟชั่นร่วมสมัย โดยรายได้จากการจำหน่ายจะนำไปสมทบทุนโครงการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า การร่วมมือกับดีไซเนอร์ระดับแนวหน้าของประเทศ ทำให้ผลงานคอลเลคชั่นกระเป๋าที่ระลึกของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในปีนี้น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงมองหาแต่สินค้าที่ตอบโจทย์แค่ความสวยงาม แต่ต้องสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ ซึ่งกระเป๋า พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่งนี้ คือ อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะออกแบบอย่างสวยงามและประณีตโดยดีไซเนอร์มากฝีมือแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ ไม่ว่าจะซื้อไว้ใช้เอง หรือจะมอบเป็นของขวัญ ก็ถูกใจและสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะความสุขไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนสองคน แต่ยังส่งต่อไปถึงเพื่อนมนุษย์อีกจำนวนมากสอดคล้องกับที่มาของชื่อคอลเลคชั่นที่ว่า พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง หรือพลังแห่งการให้

ASAVA (อาซาว่า) นำเส้นคลื่นของหัวใจมาตีความเป็นริบบิ้นสีน้ำเงินเข้ม เป็นสีประจำแบรนด์ บนพื้นสีม่วงอ่อน เพื่อลดทอนความเคร่งขรึม และยังคงสวยโก้ Greyhound Original (เกรย์ฮาวด์ ออริจินัล) ได้แรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมฝาผนังระดับตำนาน โดยศิลปินเอกของโลก ไมเคิลแองเจโล พร้อมหัวใจสีแดงด้วยลายเส้นไม่สิ้นสุดIssue (อิชชู่) สื่อถึงการให้ที่ไม่สิ้นสุดด้วยลวดลายกราฟิกในโทนสีชมพู ซึ่งเป็นตัวแทนของความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ กับโทนสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งตัวแทนของความรัก

PAINKILLER (เพนคิลเลอร์) ใช้คำ 3 คำGive, Love และ Hope สอดประสานเป็นเส้นสายคล้ายการสานตะกร้าหวาย พร้อมออกแบบเส้นสีเหลืองและขาวแทนสายคาดกระเป๋าแบบโบราณ คลาสิกตลอดกาล

Playhound by Greyhound (เพลย์ฮาวด์ บาย เกรย์ฮาวด์) นำฟอนต์อักษรต่างๆ ที่ปรากฏบนเสื้อยืดวงร็อกมาเล่นสนุกกับคำต่างๆ ที่สื่อถึงการให้ ก่อนเติมหวานพื้นหลังสีชมพู เสน่ห์ของการ “ให้” ก็ไม่มีวันตายเหมือนเพลงร็อกนั่นเอง Senada (ซีนาด้า) ลายโทนสีมิดไนท์ บลู ที่แทรกด้วยสีขาว แทนความหมายของดวงดาวซึ่งส่องประกายระยิบระยับนำทางในความมืด ซึ่งเปรียบเสมือนการให้ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็จะส่องแสงสว่างนำทางให้กับทุกคน

Vickteerut (วิคธีร์รัฐ) นอกจากตัวอักษร GIVE ที่สะท้อนถึงการให้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ยังเน้นสีฟ้าซึ่งสื่อถึงน้ำที่มีอยู่มากมายบนโลกนี้ เปรียบได้กับน้ำใจแห่งการให้ที่ไม่มีวันเหือดแห้ง Kloset (คลอเส็ท) ส่งความสุขด้วยสารพันของหวานอย่าง อมยิ้ม แคนดี้ เพรสเซล ที่กินแล้วอารมณ์ดี ให้ความสดใส สดชื่นไม่ต่างจากการให้ Mimi byMillin (มิมิ บาย มิลิน) สะท้อนความเป็นผู้หญิงที่น่าค้นหา ด้วยรูปริมฝีปากสีชมพู สอดแทรกด้วยลายเส้นที่เป็นคำพูดต่างๆ เช่น Love, Give และ Share ส่วน Vatanika(วทานิกา) เรียบง่ายคลาสสิกด้วยโทนสีเทาดำ และส้ม ในคอนเซ็ปต์ GIVE IS LIMITLESS Patinya (ปฏิญญา) สวยหวานด้วยลวดลายของผ้าลูกไม้ ฉลุลายโปร่ง เพื่อสื่อความหมายถึงการให้ที่เปิดเผย ให้อย่างจริงใจ

กระเป๋าที่ระลึกคอลเลคชั่นพิเศษ “พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง” (Power of Giving) ราคาชุดละ 999 บาท ประกอบด้วย กระเป๋าสะพายใบใหญ่ ใช้ง่าย กระเป๋าอเนกประสงค์ใบเล็ก เหมาะกับทุกโอกาส และกระเป๋าลูกใบย่อมอเนกประสงค์ พร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ จุดจำหน่ายของที่ระลึกของมูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือสั่งซื้อออนไลน์ผ่าน http://www.ramafoundation.or.th รายได้จากการจำหน่ายสมทบทุนสร้าง สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-2012222

เคล็ด(ไม่)ลับ เปลี่ยนเซลล์เสื่อมให้เป็นเซลล์สด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279927

เคล็ด(ไม่)ลับ เปลี่ยนเซลล์เสื่อมให้เป็นเซลล์สด

เคล็ด(ไม่)ลับ เปลี่ยนเซลล์เสื่อมให้เป็นเซลล์สด

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผู้หญิงยุคนี้มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบและเผชิญความเครียดในชีวิตประจำวันไม่แพ้ผู้ชาย ยิ่งมีลูกเล็กๆที่ต้องดูแลแล้วละก็จะพบปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเหนื่อยล้าในการเลี้ยงลูกและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลเสียต่อสุขภาพภายในจนทำให้เกิดปัญหาภายนอก แก่ก่อนวัยอันควร เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ฝ้า กระ จุดด่างดำตามมา ซึ่งมีผลจากการที่เซลล์ผิวหนังบริเวณใบหน้าเสื่อมลง เราเรียกสภาวะที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ภาวะเซลล์เสื่อม”

นายแพทย์สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เผยว่า “ภาวะเซลล์เสื่อม” เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การอดนอน เพราะการอดนอนไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า แต่ยังส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพ แก่ก่อนวัย เพราะเมื่อร่างกายเข้าสู่ช่วงที่หลับลึก ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) เพื่อฟื้นฟูและคงความสมดุลให้กับเซลล์ในร่างกาย หากร่างกายพักผ่อนน้อย โกรทฮอร์โมนก็จะหลั่งน้อย ร่างกายก็จะเสื่อมสภาพและไม่แข็งแรง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะมีปัญหาการนอนไม่หลับมากกว่าผู้ชาย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ เช่น อาการเครียด หวาดระแวง เกรี้ยวกราด หรือเป็นโรคซึมเศร้า

ดังนั้น การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ภายในร่างกายให้แข็งแรง การหลับลึกที่เป็นช่วงหลับสนิทที่สุดของการนอน จะกินเวลาประมาณ 30-50 นาที และโกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาในช่วงนี้ซึ่งจะเป็นช่วงที่ร่างกายทำการฟื้นฟู ซ่อมแซมเซลล์ในอวัยวะต่างๆ รวมถึงการซ่อมแซมเซลล์ผิวให้คงความสดใสไม่แลดูแก่เกินวัย ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับผิวพรรณ โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการนอนหลับ คือให้ร่างกายได้หลับลึกในช่วงก่อนเที่ยงคืน

อีกสาเหตุที่ทำให้เกิด “ภาวะเซลล์เสื่อมคือ “อนุมูลอิสระ” ซึ่งอนุมูลอิสระสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น มลภาวะเป็นพิษที่อยู่รอบตัวเรา รังสียูวีจากแสงแดด ยาบางชนิด การทานอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยการทอด ปิ้ง ย่าง และสารปรุงแต่งในอาหารบางชนิด เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายของเราเอง เช่น การขาดวิตามิน เกลือแร่บางชนิด ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยอนุมูลอิสระทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ในร่างกายของเราเสื่อมลง จนเกิดเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ตลอดจนโรคมะเร็ง เป็นต้น และมีผลถึงภายนอกร่างกายเช่นผิวหนัง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ แลดูสูงกว่าวัยอีกด้วย

แล้วเราจะมีวิธี เปลี่ยนเซลล์เสื่อมให้เป็นเซลล์สด ได้อย่างไร นายแพทย์สิทธวีร์ อธิบายเพิ่มเติมว่าในร่างกายของเราทุกคนจะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่าเอสโอดี (SOD) หรือ ซุปเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Superoxide Dismutase) โดยเอนไซม์ชนิดนี้อยู่ในร่างกายของเราตั้งแต่แรกเกิด แต่จะมีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเรามีอายุ 25 ปีขึ้นไป

เอนไซม์ เอสโอดี (SOD) นี้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ลึกถึงระดับ DNA ภายในเซลล์ โดยปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดเอนไซม์นี้ได้จากผักและผลไม้จากธรรมชาติ ร่วมกับการใช้โปรไบโอติกส์ (แบคทีเรีย) บ่มร่วมกันเป็นเวลา 180 วัน (Biosymbiotic Culture Technology) จนได้เอนไซม์ เอสโอดี (SOD) สารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในปัจจุบัน นับว่าเอนไซม์นี้เป็นการย้อนวัยเซลล์เปลี่ยนเซลล์เสื่อมให้เป็นเซลล์สดทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงอย่างสมวัย

ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารดีมีประโยชน์ จะทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติและห่างไกลจากโรคได้ การดูแลสุขภาพในระดับเซลล์ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ เพราะการมีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มุ่งมั่นผลิตสารเภสัชรังสี ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากสำเร็จครั้งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279929

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มุ่งมั่นผลิตสารเภสัชรังสี  ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากสำเร็จครั้งแรกในไทย

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มุ่งมั่นผลิตสารเภสัชรังสี ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากสำเร็จครั้งแรกในไทย

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้มุ่งมั่นพัฒนางานด้านการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง กับความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทยของการผลิตสารเภสัชรังสี 68Ga-PSMA เพื่อใช้ตรวจในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยเครื่องเพทซีที-สแกน เพื่อประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยระยะของโรค การกลับเป็นซ้ำ และการติดตามการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเจาะลึกครอบคลุมด้วยประสิทธิภาพความไว และความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยมี รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนิสา โชติพานิช ผู้อำนวยการศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ฝ่ายเวชศาสตร์นิวเคลียร์และเพทซีที พร้อมด้วยนายแพทย์วิสุทธิ์ ล้าเลิศธน แพทย์อายุรศาสตร์มะเร็งวิทยาหัวหน้างานอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้รายละเอียด ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนิสา โชติพานิช ผู้อำนวยการศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ฝ่ายเวชศาสตร์นิวเคลียร์และเพทซีที ให้ข้อมูลว่า การผลิตสารเภสัชรังสี 68Ga-PSMA (Gallium-68 Prostate Specific Membrane
Antigen) เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยเครื่องเพทซีที-สแกน ด้วยสารชนิดใหม่ล่าสุดที่ทางศูนย์ฯ สามารถผลิตขึ้นใช้เองได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยระยะของโรค การกลับเป็นซ้ำๆ และการติดตามการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากเจาะลึกครอบคลุมด้วยประสิทธิภาพความไว และความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

“สำหรับการผลิตสารเภสัชรังสี 68Ga-PSMA เป็นสาร PSMA คือโปรตีน Transmembrane ที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก ซึ่งมีการวิจัยอย่างแพร่หลายว่า มักพบในเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก เมื่อเปรียบเทียบกับโรคต่อมลูกหมากโต จากผลงานวิจัยทางคลินิกในต่างประเทศได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้เทคโนโลยีเพท-ซีทีสแกนด้วยสาร 68Ga-PSMA เมื่อเทียบกับการตรวจวินิจฉัยภาพทั่วไป หรือเมื่อเทียบกับสารเภสัชรังสีตัวอื่นๆ ว่ามีประสิทธิภาพอย่างชัดเจนใการตรวจสำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก โดย 68Ga-PSMA มีประสิทธิภาพความไวในการบอกระยะของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่ถูกต้องแม่นยำ ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด หรือการฉายแสง ประเมินการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งต่อมลูกหมาก ใช้เพื่อติดตามการรักษา รวมทั้งสามารถใช้กำหนดตำแหน่งในการเจาะชิ้นเนื้อในกลุ่มที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก”

นอกจากนี้ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติยังได้จัด “โครงการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีเพท-ซีที สแกน”ในอัตราพิเศษตลอดปี พ.ศ. 2560 เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นพระกุศลแด่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ด้วยศักยภาพและความพร้อมในทุกๆ ด้านเพื่อส่งมอบมาตรฐานการเป็นศูนย์กลางการให้บริการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีระดับสูงที่คนไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงได้

นายแพทย์วิสุทธิ์ ล้าเลิศธน แพทย์อายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา หัวหน้างานอายุรกรรม โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เผยว่า มะเร็งต่อมลูกหมากในประเทศไทย เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 4 ในเพศชายรองจากมะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยจะพบในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และหากบุคคลในครอบครัวหรือมีญาติสายตรงมีประวัติเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ทายาทก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า ทั้งนี้ ปริมาณฮอร์โมนเพศชายหรือ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่สูงขึ้น ก็มีส่วนในการเพิ่มอัตราเร็วของการเจริญของมะเร็งต่อมลูกหมากเช่นกัน

“โดยปกติโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจัดเป็นโรคเงียบ ที่แม้แต่ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ก่อน แต่ก็พอมีข้อสังเกตให้เห็นเบื้องต้นได้เช่นกัน เช่น การถ่ายปัสสาวะกะปริดกะปรอย แสบ หรือเจ็บปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ ปัสสาวะไม่พุ่ง ถ่ายปัสสาวะมีเลือดปน และปวดปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ส่วนในรายที่มะเร็งลุกลามออกไปนอกต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพกหรือต้นขา ปวดไหล่ หรือปวดกระดูกบริเวณอื่น น้ำหนักลด อ่อนเพลียไม่มีแรง และอาจมีอาการอื่นๆ แล้วแต่ว่ามะเร็งได้ลุกลามไปที่ใด

อย่างไรก็ตาม ในโรคบางโรค เช่น โรคต่อมลูกหมากโต โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจมีอาการในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยด้วยการใช้เทคโนโลยีเพท-ซีทีสแกน จึงมีประโยชน์ในแง่ของผู้ป่วยกลุ่มที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และสามารถดูการแพร่กระจายของโรค เนื่องจากมีความไวในการบอกระยะของโรค ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น”

ออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปี 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279931

ออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก  เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปี 3

ออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปี 3

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์ พาร์ค และไอคอนสยาม ร่วมกับ กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย สถาบันพลาสติก และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัด “การประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติกอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปี 3 (The 3rd Thailand Plastics Awards 2017 by Siam Discovery) ภายใต้แนวคิด “Better is your life” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการออกแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์พลาสติก พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ลดการใช้วัสดุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การแข่งขันเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผู้ประกอบการ และประเภทนักศึกษาและบุคคลทั่วไป ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 180,000 บาท และโล่รางวัล พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวด “AseanPlastics Awards” โดย ASEAN Federationof Plastic Industries (AFPI) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

โดยประเภทผู้ประกอบการ สามารถเลือกส่งผลงานได้ตามหัวข้อดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 2.บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุอาหารและผลิตภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว 3.บรรจุภัณฑ์ไม่ได้ใช้บรรจุอาหาร 4.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล 5.ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะทำการคัดสรรชิ้นงานที่ดีที่สุดจากทุกหัวข้อเพื่อให้ได้ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ผู้ชนะรางวัล Gold Award จะได้รับโล่รางวัล พร้อมสิทธิในการเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประกวด Asean Plastics Awards

สำหรับประเภทนักศึกษาและบุคคลทั่วไปส่งผลงานการออกแบบภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” รางวัล Gold Award จะได้รับเงินรางวัล 80,000 บาท, Silver Award รับเงินรางวัล 50,000 บาท, Bronze Award รับเงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ระหว่างนี้ถึง 25 กันยายน 2560 และประกาศผลรางวัลพร้อมชมนิทรรศการผลงานที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดได้ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14.00 น. ณ ลีฟวิ่ง รูม 2 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม สำหรับผู้ประกอบการสอบถามรายละเอียดได้ที่ http://www.ftiplastic.comโทร.02-3451006 สำหรับประเภทนักศึกษาและบุคคลทั่วไป สอบถามรายละเอียดได้ที่ http://www.siamdiscovery.co.th/happening/ The3rdThailand PlasticsAwards2017 โทร.02-6108493

‘ดิษยา’คว้าหัวใจแฟชั่นนิสต้าเจแปนนิส อวดโฉมห้างดัง 3 แห่งในญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279964

‘ดิษยา’คว้าหัวใจแฟชั่นนิสต้าเจแปนนิส อวดโฉมห้างดัง 3 แห่งในญี่ปุ่น

‘ดิษยา’คว้าหัวใจแฟชั่นนิสต้าเจแปนนิส อวดโฉมห้างดัง 3 แห่งในญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล

“DISAYA” (ดิษยา) แบรนด์สำหรับสาวมั่นยุคใหม่ ฝีมือไทยดีไซเนอร์ ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล เดินทางผ่านวันเวลา จนกลายเป็นแบรนด์ไทยที่ไปโลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่นโลกมายาวนาน ล่าสุดก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 อย่างสวยงามและเต็มภาคภูมิ ด้วยการกลายเป็นแบรนด์ขวัญใจผู้นำเทรนด์โลกอย่างแฟชั่นนิสต้าญี่ปุ่น จนได้เป็น แบรนด์ ดีไซเนอร์ไทยที่ได้รับเลือกขึ้นไปวางอวดให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าแดนปลาดิบบน 3 ห้างหรูระดับพรีเมียมของประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Mitsukoshi Ginza (มิตซูโกชิ กินซ่า), Isetan (อิเซตัน) และ Hankyu (ฮันคิว) และร้านอื่นๆ ทั่วญี่ปุ่น

ในโอกาสนี้จึงเปิดตัวในญี่ปุ่นคอลเลคชั่นล่าสุด “DISAYA Fall/Winter 2017 Collection” ในงาน “Disaya Exclusive Preview in Japan” (ดิษยา เอ็กซ์คลูซีฟ พรีวิว อิน เจแปน) โดยมีผู้บริหาร-เซเลบริตี้ และสื่อมวลชน ทั้งไทยและญี่ปุ่น อาทิ ซากุระ คารุกาเนะ, จงกล พลาฤทธิ์, มิกะ โอตานิ, มิชา แจเนตต์ ฯลฯ ร่วมชมคอลเลคชั่น พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านเวิร์กช็อปศิลปะการจัดดอกไม้สไตล์ “Ikebana” (อิเคบะนะ) อย่างอบอุ่น ณ โรงแรมโฮชิโนยา (Hoshinoya Tokyo) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็วๆ นี้

ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล กล่าวว่า “แบรนด์ดิษยาเกิดจากความรักในงานดีไซน์ของตัวออมเอง เมื่องานดีไซน์ที่เรารักกลายเป็นงานที่สาวๆ แฟชั่นนิสต้าหลายๆ ประเทศหลงรักด้วย ก็รู้สึกดีใจมากค่ะ และที่ภูมิใจมากคือ ล่าสุดแบรนด์ดิษยาสามารถผ่านมาตรฐานการคัดเลือกแบรนด์ของทางห้าง พรีเมียมของญี่ปุ่นทั้ง 3 ห้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากค่ะ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใส่ใจในคุณภาพระดับต้นๆ ของโลก นอกจากเรื่องดีไซน์ เรื่องคุณภาพของเนื้อผ้าแล้ว เขายังดูลึกไปถึงเทคนิคการตัดเย็บขั้นสูงอีกด้วย ซึ่ง 12 ปีที่ผ่านมาออมใส่ใจกับเรื่องดีเทลเล็กๆน้อยๆ มาตลอด วันนี้ภูมิใจมากที่ความทุ่มเทที่ผ่านมาของเรามีคุณค่าจริงๆ และสิ่งที่เราภูมิใจนำเสนอให้แฟนๆ ดิษยาทั่วโลกก็คือ คอลเลคชั่นใหม่ “ดิษยา ฟอลล์/วินเทอร์ 2017 คอลเลคชั่น” ซึ่งออมได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดดอกไม้แบบ Still Life ของศิลปินดัทช์ในช่วงศตวรรษที่ 17ภายในงานเอ็กซ์คลูซีฟพรีวิวที่จัดขึ้นที่ญี่ปุ่นครั้งนี้จึงจัดขึ้นอย่างพิเศษสุดโดยได้ร่วมรื่นรมย์กับเวิร์กช็อปศิลปะการจัดดอกไม้สไตล์อิเคบะนะ (Ikebana)ที่ไม่ใช่เพียงการจัดดอกไม้ให้งดงามตามแบบฉบับชาวญี่ปุ่น แต่ยังเป็นการฝึกจิตใจให้นิ่ง ฝึกสร้างสรรค์การจัดวางองค์ประกอบให้เหมาะสมและสมดุล โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดดอกไม้อิเคบะนะ คุณมิกะ โอตานิ เพื่อสัมผัสความเป็นสาวดิษยาให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ”

ก้าวเข้าสู่ในใจแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกระดับนี้แล้ว ต้องปรบมือให้จริงๆ อัพเดทเทรนด์และคอลเลคชั่นล่าสุดจาก DISAYAได้ทาง http://www.disaya.com