ไอ.ซี.ซี.พาย้อนยุคเที่ยววิถีไทยห่มสไบเก๋ไก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277515

ไอ.ซี.ซี.พาย้อนยุคเที่ยววิถีไทยห่มสไบเก๋ไก๋

ไอ.ซี.ซี.พาย้อนยุคเที่ยววิถีไทยห่มสไบเก๋ไก๋

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สุทธญาณ์ บัณฑุกุล

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) โดยบัตรสมาชิก His & Her Plus Point ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวในแบบวิถีไทย จัดกิจกรรมภายใต้ชื่องาน “His & Herชวนแต่งไทยชมเมืองมัลลิกา พาเที่ยวกาญจนบุรี” มอบประสบการณ์สุดประทับใจสไตล์วิถีไทยนำลูกค้าสมาชิกบัตรฯ แต่งไทยห่มสไบร่วมสัมผัสกับวิถีชีวิตแห่งความเป็นไทยย้อนยุคในบรรยากาศเสมือนจริง ณ เมืองมัลลิกา ร.ศ. ๑๒๔ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยมี อินทิรา นาคสกุล ผู้จัดการส่วนลูกค้าสัมพันธ์ บัตรสมาชิก His & Her Plus Point ดูแลอย่างใกล้ชิดอบอุ่นและเป็นกันเอง

อินทิรา นาคสกุล ผู้บริหารบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ลูกค้าสมาชิกบัตรฯ ได้ร่วมสัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวไทยสมัยโบราณแบบใกล้ชิด ในบรรยากาศที่แท้จริงตามแบบสมัยก่อนช่วงปลายยุครัชกาลที่ 5 ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายซื้อของที่ต้องใช้เงินโบราณ เป็นเหรียญสตางค์มีรูตรงกลาง การทำขนมไทยโบราณหายาก การแกะสลักผลไม้ ร้อยมาลัย การตำการฝัดข้าวล้วนมีคุณค่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่สวยงาม ทางบริษัทฯ ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปลุกปลุกกระแสการท่องเที่ยวในแบบวิถีไทยให้มีอย่างต่อเนื่องอีกแรง

สุทธญาณ์ บัณฑุกุล บอกว่า “การได้แต่งชุดไทยสมัยโบราณ แล้วเข้าไปเดินในเมืองมัลลิกาที่จำลองวิถีชีวิต บ้านเรือน ตลาด ร้านค้า ของชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมได้เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยสมัยก่อน และร่วมทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำขนมไทยโบราณ การฝัดข้าว รวมถึงการจับจ่ายด้วยเงินโบราณ ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนได้นั่งเครื่องย้อนเวลาไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ และพบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน หากมีโอกาสจะกลับมาเที่ยวอีกแน่นอน”

สมถวิล ตัณวัฒนา บอกว่า “เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของไทยที่ควรค่าสนับสนุนให้มาร่วมสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ การที่ทุกคนได้แต่งชุดไทยห่มสไบกันทั้งเมือง พูดขอรับ เจ้าคะกัน ทำให้บรรยากาศโดยรวมสวยงามเหมือนได้ไปใช้ชิวิตจริงในสมัยโบราณ และเราได้เรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อน ซึ่งเราเคยดูแต่ในหนังในละคร ต้องขอบคุณ His & Her ที่จัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ขึ้นมาค่ะ”

ยกระดับศิลปะการแสดงสู่มาตรฐานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277514

x

ยกระดับศิลปะการแสดงสู่มาตรฐานโลก

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กลุ่มสมาคมวิชาชีพภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล และ กลุ่มสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพการถ่ายภาพยนตร์ แถลงข่าวเปิดตัวและประชาสัมพันธ์ “โครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพศิลปะการแสดงและการบันเทิง สาขาอุตสาหกรรมภาพยนตร์” ที่ศูนย์ศิลปะภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาเขตรังสิต)

ในงาน วีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดงาน อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจาก ภควัต สุพรร ขันธ์ นายกกลุ่มสมาคมวิชาชีพภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล, พิชา ศรีศันสนีย์ นายกกลุ่มสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพการถ่ายภาพยนตร์ เข้าร่วมกล่าวเปิดงาน และกล่าวรายงานความเป็นมาของโครงการ โดย อาจารย์เศรษฐา วีระธรรมานนท์ ผู้จัดการโครงการ

วีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า “ ในส่วนของภาพยนตร์วันนี้เราคงเน้นในเรื่องของ โปรดักชั่น ของเทคนิค แสง สี เสียง ในเรื่องที่เป็นเทคนิค เพราะว่าในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุดและจะเป็นจุดเริ่มต้น และเราคงจะทำในสาขาอื่นๆ ที่อยู่ในส่วนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ต่อเนื่องจนกระทั่งครบ จากตัวเลขที่เห็นมีการนำเสนอกัน ก็เป็นหลักหลายพันล้านเพิ่มขึ้นมา

อีกทั้ง ในส่วนของมาตรฐานที่สถาบันคุณวุฒิไปจัดทำร่วมขึ้นมา ก็จะช่วยยกระดับให้มีการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในสายอาชีพนี้เข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น เพราะฉะนั้นในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการทำงานให้กับผู้สร้างภาพยนตร์ในประเทศไทยหรือในต่างประเทศที่จะมาทำงานในเมืองไทย มาสร้างในเมืองไทย แม้กระทั่ง ต่างประเทศจะจ้างบุคลากรของเมืองไทยไปก็จะมีมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วในทางอุตสาหกรรมก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนนี้ก็จะเป็นตัวช่วยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอีกด้วย

“นอกจากอุตสาหกรรมจะมีโอกาสใหญ่ขึ้น มากขึ้น มันจะไปต่อยอดในเรื่องของการท่องเที่ยวโดยตรง จะเห็นว่าในปัจจุบันในเรื่องของการมาตามรอยภาพยนตร์ต่างๆ ที่สร้างที่ไหนๆ ก็มี ฉะนั้นโลเคชั่นก็มีส่วนที่สำคัญ แต่อันนี้เป็นภาคในอนาคต อย่างน้อยตอนแรกเราคงคาดหวังได้ว่าสิ่งที่เราพัฒนาไปในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้บุคลากรในอาชีพที่อยู่ในกลุ่มนี้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและตรงตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นในระดับสากลและเป็นที่ยอมรับ โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ดีมากทีเดียว”

‘แป๊ะเจี๊ยะ’ธุรกิจก่อสร้าง ต้นทุนแฝง..บ้านแพงเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277532

‘แป๊ะเจี๊ยะ’ธุรกิจก่อสร้าง ต้นทุนแฝง..บ้านแพงเกินจริง

‘แป๊ะเจี๊ยะ’ธุรกิจก่อสร้าง ต้นทุนแฝง..บ้านแพงเกินจริง

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“อยู่ในวงการมา 20-30 ปี การขออนุญาตมันมี 2 แบบ แบบที่ผิดแน่ๆ อันนี้สร้างไม่ได้แน่นอน แต่อีกประเภทที่กึ่งผิดกึ่งถูกแล้วแต่เจ้าหน้าที่จะตีความ จากประสบการณ์ที่ทำงานจริง ทุกแบบเสียสตางค์หมด แม้กระทั่งสร้างบ้านของตัวเอง ผมเลี่ยงที่จะไม่จ่ายแต่ทำยังไงใบอนุญาตก็ไม่ออก สุดท้ายทนไม่ไหวก็ต้องจ่าย ทั้งที่ถูกต้องหมด”

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบอาชีพ สถาปนิก รายหนึ่ง กล่าวในเวทีเสวนา “ใบอนุญาตก่อสร้าง ความสะดวกที่ต้องจ่าย… จริงหรือ” ซึ่งจัดโดย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ณ รร.ดุสิตธานี แยกศาลาแดง กทม. ระบายความ “คับแค้นใจ” ที่แม้จะยื่นเอกสารครบถ้วนทุกอย่าง แต่ยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐ “เตะถ่วง”แกล้งดึงเรื่องให้ล่าช้าเพื่อกดดันให้ต้องยอม “จ่ายค่าหล่อลื่น” แลกกับการอนุมัติให้ก่อสร้างอาคาร

ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องเล่าของ สรรค์ สุขุขาวดี ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า เคยได้ยินเพื่อนฝูงในวงการอสังหาริมทรัพย์เล่าให้ฟังอยู่บ้าง โดยนับตั้งแต่ก่อนจะเริ่มโครงการ ผู้บริหารบริษัทจะถูก “เชิญ” ไปพูดคุยกับผู้มีอำนาจอนุมัติ คำถามแรกคือ “คุณตัดสินใจได้ไหม?” ถ้าไม่ได้ก็ไม่คุย ให้ไปเรียกคนที่ตัดสินใจได้ในองค์กรมาแทน จากนั้นก็จะเป็นเจรจา “ต่อรองผลประโยชน์” ที่ทุกวันนี้ใช้คำว่า “แบ่งปันรายได้” แทนที่จะเป็นศัพท์เดิมๆ อย่างแป๊ะเจี๊ยะ เก๋าเจี๊ยะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา ฯลฯ เพื่อให้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูขึ้น

ที่ปรึกษาอาวุโสธุรกิจคอนโดมิเนียมแบรนด์ดังผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า ในความเป็นจริง “ไม่มีใครอยากจ่าย” เพราะนั่นหมายถึงต้นทุน ซึ่งผู้ประกอบการก็จะต้อง “ผลักภาระ” ไปให้ผู้บริโภคด้วยราคาอาคารที่แพงขึ้น แต่สาเหตุที่ยอมจ่ายก็จะมี 2 เรื่อง เรื่องแรก
…ผู้ประกอบการ “ทำผิดเอง” ลักษณะนี้ช่วงหลังๆ ไม่น่าจะมีแล้ว เพราะผู้ประกอบการเข้าถึงความรู้ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีทีมงานวิศวกร สถาปนิก ฝ่ายกฎหมายเก่งๆ มากขึ้น

ทว่า เรื่องที่สอง…ผู้ประกอบการต้อง “ซื้อเวลา” เพราะเมื่อลงทุนไปแล้วแต่ใบอนุญาตก่อสร้างยังไม่ออก ย่อมไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้ บางแห่งใช้เวลานานนับปี ลักษณะนี้เป็นการ “บีบ” ให้ผู้ประกอบการต้องยอมจ่าย เพราะยิ่งนานไปต้นทุนยิ่งเพิ่ม ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะการจะก่อสร้างอาคารสักหลังหนึ่ง มีข้อกฎหมายกฎระเบียบยิบย่อยเต็มไปหมด เปิดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ “ดุลยพินิจ” ดึงเรื่องให้ล่าช้าได้

อาทิ การก่อสร้างอาคารสูง ต้องจัดทำ รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจริงๆ EIA เป็นเรื่องดีเพราะจะช่วยป้องกันหรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนรอบอาคาร แต่ปัญหาคือ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา เก็บขยะมูลฝอย การจราจร ฯลฯ “ไม่ตอบอะไร” EIA ก็ไม่สามารถถูกนำเข้าไปพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ จึงอยากให้แก้ไขกฎระเบียบนี้เป็นเพียง “แจ้งให้ทราบ” เท่านั้น เพราะอย่างไรเสีย การจะได้สร้างหรือไม่ได้สร้าง ทุกอย่างก็ต้องมาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการEIA เป็น “ผู้ชี้ขาด” ในตอนสุดท้าย

“ถ้ามี One Stop Service ได้ยิ่งดี พอเราไปยื่นก็จะต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไฟฟ้า ประปา จราจร แจ้งให้ทราบ แล้วหลังจากนั้น EIA เขาจะเป็นผู้พิจารณา เพราะเราได้แจ้งหน่วยงานรัฐไป แล้วถ้าหน่วยงานรัฐนั้นเห็นว่ามีปัญหาก็สามารถแจ้งเข้ามาที่ EIA ได้ ถ้ากรณีที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค เงือนไขยื่น EIA ไม่ต้องรอหนังสือ เพียงแต่แจ้งเพื่อทราบก็น่าจะเพียงพอ” ที่ปรึกษาอาวุโสธุรกิจคอนโดมิเนียมแบรนด์ดัง เสนอแนะ

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อ “ภาพลักษณ์” ในสายตาชาวโลกอย่างมาก อาทิ รายงาน Doing Business ซึ่งจัดทำโดย ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ไทยยังมีปัญหามากในด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ขอใช้อาคาร รวมถึงขอไฟฟ้า เป็นอุปสรรคในการลงทุน จนเป็นที่มาของ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 กฎหมายใหม่ที่อาจเป็น “ความหวัง” ของผู้ประกอบการ

อารีพันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) อธิบายว่า เหตุที่การขออนุญาตต่างๆ มีกฎระเบียบค่อนข้าง “หยุมหยิม” เต็มไปหมด เกิดมาจาก “วิธีคิด” ของฝ่ายรัฐ ที่เชื่อว่าตนเอง “รู้ดีที่สุด” เมื่อกฎหมายแม่อย่างพระราชบัญญัติเปิดช่องไว้ ก็ไปออกกฎหมายลูก เช่น กฎกระทรวง ขึ้นมาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน แม้จะมีเจตนาดีต้องการให้ทุกอย่างถูกต้องไม่มีผิดพลาด แต่ก็มีผลข้างเคียงคือ “ล่าช้า” ตามมาด้วยกลายเป็นการ “จูงใจ” ให้เอกชนยอมจ่ายเพื่อซื้อเวลา โดยเฉพาะหากนำไปรวมกับการใช้ดุลยพินิจ

พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ จึงออกมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ เบื้องต้นต้องการ “ปิดช่อง” ด้านการใช้ดุลยพินิจก่อนเป็นลำดับแรก กล่าวคือ กำหนดให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่อนุมัติ-อนุญาตทั้งหลาย ต้องจัดทำระเบียบให้ชัดว่า การยื่นขอในแต่ละเรื่องต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง จ่ายค่าธรรมเนียมเท่าไร ใช้เวลาดำเนินการเท่าใด โดยเชื่อว่าถ้าขั้นตอนทุกอย่างชัดเจน ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ประอบการต้องจ่าย “ใต้โต๊ะ” ให้เจ้าหน้าที่อีกต่อไป

“ในอดีตเมื่อท่านไปยื่นก่อสร้าง ท่านอาจจะรับรู้ว่าใช้แค่ 5 เอกสาร แต่วันดีคืนดีเจ้าหน้าที่ขอเพิ่มอีก 2 เป็น 7 เอกสาร มาครบเมื่อไรจึงจะเริ่มนับหนึ่ง นี่เป็นปัญหา พอกฎหมายนี้ออกมา 2 ปี สิ่งที่เราได้รับฟังมาคือเราได้ความโปร่งใสขึ้น” อารีพันธ์ ระบุ

ที่ปรึกษา ก.พ.ร. กล่าวต่อไปว่า แม้เบื้องต้นกฎหมายนี้จะทำให้ขั้นตอนต่างๆ โปร่งใสตรงไปตรงมา แต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไรเนื่องจากขั้นตอนการขออนุญาตต่างๆ ยังเยอะอยู่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าเอกชนอาจจะยังอยากจ่ายเงินพิเศษเพื่อซื้อเวลา ดังนั้นแผนงานขั้นต่อไปคือ “ปรับลดขั้นตอนลงให้ได้ร้อยละ 30-50” โดยคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานไปหาวิธีว่าจะทำได้อย่างไร?

“บางหน่วยงานอาจจะบอกว่าลดไม่ได้แล้ว เราก็จะให้พิสูจน์ว่าลดไม่ได้เพราะอะไร? จากที่ทำเรื่องราชการมาเยอะ จะพบว่าการออกแบบระบบราชการทั้งหลายใช้กลไกคณะกรรมการเยอะมาก จะต้องหาคนมาตรวจสอบมาร่วมรับผิด เรื่องง่ายๆ ก็ต้องมีองค์คณะ พอมีองค์คณะไม่ครบก็นัดประชุมไม่ได้ ก็ต้องเลื่อนไปจนกว่าจะครบองค์ โดยไม่คิดว่าประชาชนจะต้องรออยู่ นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำ” ที่ปรึกษา ก.พ.ร. ยกตัวอย่าง

อีกด้านหนึ่ง อัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งข้อสังเกตว่า บางทีสังคมไทยอาจจะต้อง “ยอมรับความจริง” บ้างหรือไม่? เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีเงินเดือนไม่มากนัก อาทิ นายกรัฐมนตรีมีเงินเดือนเพียงแสนกว่าบาท ข้าราชการระดับปลัดกระทรวงมีเงินเดือนเพียงไม่กี่หมื่นบาท ระดับรองๆ ลงไปก็ยิ่งน้อยกว่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูง ก็อาจคิดใช้อำนาจไปในทางทุจริตได้ โดยเฉพาะเมื่อเอกชนเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้เพื่อแลกกับความสะดวก จึงเสนอให้ปรับค่าอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น

“ทำให้มันอยู่บนโต๊ะไหม? สมาคมอสังหากับภาครัฐจับมือคุยกันไหม? ปรับค่าธรรมเนียมขึ้นไปเลยแล้วยุติซะ ยอมรับซึ่งกันและกัน แล้วบอกให้ชัดว่าต้องผ่านกี่โต๊ะ โต๊ะนี้ดูโซนนิ่ง โต๊ะนี้ดูสาธารณูปโภค อันนี้ดูเรื่องของเสีย บอกไปเลยว่ามีกี่เรื่องที่ต้องระวัง นั่นคือรัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำ คือเราอาจจะต้องยอมรับในบางเรื่อง สมัยก่อนผู้พิพากษา อัยการมีปัญหา วันหนึ่งรัฐก็ปรับเงินเดือน ความเป็นธรรมในสังคมก็ดีขึ้น” อัชชพล ให้ความเห็น

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ที่ยกตัวอย่างการยื่นขอ หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีหลายช่องทางให้เลือก เช่น ขั้นตอนปกติไม่รีบไม่ร้อน ใช้เวลา 3 วันทำการ เสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาท ถ้าด่วนขึ้นมาหน่อย ทำวันนี้ได้วันถัดไป เสียค่าธรรมเนียม 2,000 บาท ถ้าด่วนอย่างที่สุด ทำวันไหนได้วันนั้นเลย เสียค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เป็นต้น

“คือถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้น ต้องทำธุรกิจด่วนก็ต้องจ่าย ยินดีจ่ายด้วยความสบายใจ แถมขอบคุณด้วยที่มีบริการแบบนี้ มันต้องเป็นแบบนี้คือคนจ่ายไม่ต้องรู้สึกว่าจ่ายใต้โต๊ะ จ่ายบนโต๊ะแล้วก็ได้รับการตรวจ ซึ่งมันก็เป็นผลดีต่อการไปสร้างอาคารด้วย” ดร.ต่อตระกูล ฝากทิ้งท้าย

เฟซบุ๊คแฟนเพจ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เผยแพร่บทความ “คนไทยซื้อบ้านแพงเพราะเงินสินบน?” ซึ่งเขียนโดย ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ระบุว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องจ่ายเงินประมาณ 1.5-2.7 หมื่นบาทต่อยูนิตก่อสร้าง ขณะที่รายเล็กต้องจ่ายประมาณ 2-5 หมื่นบาทต่อหลัง แต่หากเป็นกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายบางอย่างก็อาจต้องจ่ายมากถึงร้อยละ 10 ของต้นทุน

เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาทต้องจ่ายสารพัดเงินสินบนถึง 3 แสนบาท แม้การก่อสร้างบ้านของตัวเอง คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องจ่ายใต้โต๊ะประมาณ 1-3 หมื่นบาท โดยเจ้าของบ้านอาจจ่ายด้วยตนเองหรือจ่ายผ่านสถาปนิกผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ถ้าเป็นการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เช่น อพาร์ทเมนท์ โรงงาน อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ราคาจะสูงกว่านี้อีกมากตามแต่กรณีและพื้นที่

หากไม่มีการแก้ไข..คนไทยก็ยังคงต้อง “ซื้อบ้านราคาแพงเกินจริง” กันต่อไป!!!

นานมี สานต่อแนวคิดในหลวง รัชกาลที่ 9 ‘พลังความดีเพื่อพ่อ’ต้นแบบฝึกฝนพากเพียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277512

นานมี สานต่อแนวคิดในหลวง รัชกาลที่ 9  ‘พลังความดีเพื่อพ่อ’ต้นแบบฝึกฝนพากเพียร

นานมี สานต่อแนวคิดในหลวง รัชกาลที่ 9 ‘พลังความดีเพื่อพ่อ’ต้นแบบฝึกฝนพากเพียร

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปรีญาณี สุพุทธิพงศ์ มอบรถไฟฟ้าเคลื่อนที่ “ฟรีไรเดอร์” เรวัตร์ ต๋านะ, ร.ต.ต่วนอัมรัน กูโซะ และ บุสรี วาเวนิ

กลุ่มบริษัท นานมี จัดโครงการ “นานมีร่วมสร้างสรรค์ พลังความดีเพื่อพ่อ” ในรูปแบบกิจกรรมทำความดีต่างๆ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และเป็นอีกหนึ่งพลังในการสืบสานพระราชปณิธาน สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ดีและน่าอยู่ โดยได้คัดเลือกผู้เป็นแบบอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องชื่นชม ได้แก่ นายเรวัตร์ ต๋านะ แชมป์โลกวีลแชร์เรซซิ่ง, ร.ต.ต่วนอัมรัน กูโซะ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสายใจไทย อดีตพลทหารที่สูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และ นายบุสรี วาเวนิ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักกีฬาวีลแชร์เทเบิลเทนนิส ดาวรุ่งทีมชาติ ซึ่งแม้ทั้งสามท่านเป็นผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย แต่สามารถน้อมนำแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตจนประสบความสำเร็จ กลุ่มบริษัท นานมีจึงให้การช่วยเหลือและสนับสนุนคนดี โดยมอบรถไฟฟ้าเคลื่อนที่ “ฟรีไรเดอร์” ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันและเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำความดีต่อไป

นางปรีญาณี สุพุทธิพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท นานมี กล่าวว่า “รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นสัญลักษณ์การทำความดีและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม กลุ่มบริษัท นานมีจึงอยากให้คนไทยนำแนวความคิดมาเป็นแรงบันดาลใจให้ทำสิ่งดีๆ ซึ่งทางเราได้เห็นว่าบุคคลทั้งสาม แม้ว่าจะเป็นผู้พิการแต่ไม่เคยย่อท้อ ไม่นำความบกพร่องทางร่างกายมาเป็นข้อด้อย กลับมุ่งมั่นทำความดี ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่เต็มกำลังความสามารถ มิใช่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เพื่อคนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและถือเป็นแบบอย่างที่น่าภูมิใจ จึงอยากตอบแทนคนดีที่ทำดีให้รู้ว่าสังคมรับรู้ถึงการกระทำนั้นและร่วมภูมิใจไปกับการทำดีนั้น ด้วยการมอบฟรีไรเดอร์ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าเคลื่อนที่ ช่วยสร้างความสะดวกสบายในการเคลื่อนไหวแก่คนดีทั้งสามเป็นการให้กำลังใจและทำให้คนดียิ้มได้”


ร.ต.ต่วนอัมรัน กูโซะ

นายเรวัตร์ ต๋านะ นักกีฬาวีลแชร์ทีมชาติไทย ดีกรีแชมป์โลกเหรียญทอง ทำลายสถิติโลก ในการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่งนานาชาติ ประเภท 5,000 เมตร กล่าวว่า “เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมเป็นเด็กมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระราชินีนาถ เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรที่ดอยอ่างขางซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดารในสมัยนั้น ผมเป็นเด็กดอยซึ่งมีความพิการได้รับความเมตตาให้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ รู้สึกเป็นบุญอย่างที่สุดในชีวิตและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้เสมอมา ผมได้ยึดถือท่านเป็นแบบอย่างตั้งแต่นั้น ไม่เคยย่อท้อกับความพิการ เสมือนท่านได้ให้ชีวิตใหม่กับผม ทำให้มีแรงกายแรงใจที่จะทำความดี ทุกครั้งที่ผมไปแข่งในต่างประเทศ ผมมีท่านอยู่ในหัวใจเสมอ”

ร.ต.ต่วนอัมรัน กูโซะเจ้าหน้าที่มูลนิธิสายใจไทย เล่าว่า “ตลอดชีวิตผมเห็นรัชกาลที่ 9 ทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่เด็กผมมุ่งมั่นอยากรับใช้ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เมื่อครั้งเป็นพลทหารประจำที่ 5 จ.ยะลา ก็ปฏิบัติภารกิจอย่างอดทนและเข้มแข็ง จนเมื่อต้องสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ในวันแห่งการสูญเสียนั้นกลับได้รับโอกาสและกำลังใจดีๆ มากมาย ตอนพักรักษาตัวนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมทหารผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทรงรับสั่งให้กำลังใจและให้ผู้ใหญ่ช่วยเหลือจนได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิสายใจไทย ในแผนกเพ้นท์งานศิลปะบนเครื่องใช้ในครั้งแรกงานฝีมือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ จนผมท้อเลย แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสสอนไว้ว่าเมื่อมีงานทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไข ยิ่งมีความขยันเอาใจใส่ ซื่อสัตย์สุจริต ก็จะช่วยให้ประสบผลสำเร็จ จนวันนี้ผมมีงานที่ดีทำ มีอาชีพมีรายได้แม้ไม่มากมาย แต่ก็ดำรงเลี้ยงชีพได้อย่างมีคุณภาพ โดยยึดหลักความพอเพียง ทำให้ชีวิตผู้พิการอย่างผมได้มีความสุขในชีวิต และวันนี้ได้รับฟรีไรเดอร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อยากฝากถึงผู้พิการอื่นๆว่าแม้ร่างกายพิการแต่อย่านำมาเป็นข้ออ้างที่จะละเลยในการทำความดี เพราะท้ายสุดแล้วความดีจะตอบสนองผู้ที่ทำดีเสมอครับ”

นายบุสรี วาเวนิ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักกีฬาวีลแชร์เทเบิลเทนนิสดาวรุ่งทีมชาติ กล่าวว่า “การทำความดีไม่จำเป็นต้องรอให้มีความพร้อม ทุกคนสามารถทำได้ทันที และเป็นเรื่องง่ายใกล้ๆ ตัว เช่น การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ที่ผ่านมาผมเองเคยมีร่างกายที่เป็นปกติ แต่เมื่อวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียขาไป แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคให้ชีวิตผมต้องหยุดชะงัก เมื่อเรามีความมุ่งมั่นและมีความพากเพียรพยายามอย่างที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่าง ผมเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายและกลับมาเข้มแข็งมีแรงกายแรงใจที่จะสานต่อทำความดีเพื่อพระองค์ท่านได้ครับ”

รณรงค์สาวๆ คิดบวก อายุเป็นแค่ตัวเลข มั่นใจ และมีความสุขในแบบที่เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277513

รณรงค์สาวๆ คิดบวก อายุเป็นแค่ตัวเลข  มั่นใจ และมีความสุขในแบบที่เป็น

รณรงค์สาวๆ คิดบวก อายุเป็นแค่ตัวเลข มั่นใจ และมีความสุขในแบบที่เป็น

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เอสเค-ทู เผยผลการสำรวจเกี่ยวกับภาวะกดดันเรื่องอายุของผู้หญิงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าผู้หญิงเพียง 2 จาก 10 คนเท่านั้นที่ไม่รู้สึกแย่กับการมีอายุมากขึ้น กว่าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงเอเชียที่เข้าร่วมการสำรวจเผยว่าตนเองรู้สึกไม่ดีและไม่พอใจกับมุมมองที่ผู้อื่นมีต่อสถานะของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองเกี่ยวกับอายุหรือสถานภาพทางการสมรส ซึ่งมีผู้หญิงถึงร้อยละ 72 ในประเทศเกาหลีใต้ และร้อยละ 62 ในประเทศจีน ที่ต้องตอบคำถามในประเด็นนี้จากคนรอบข้างและรู้สึกไม่สบายใจ

ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นำมาเป็นสองอันดับแรกที่ผู้หญิงรู้สึกไม่มีความสุขกับการมีอายุมากขึ้น ซึ่งผู้หญิงญี่ปุ่นจาก 6 ใน10 คน และผู้หญิงเกาหลีใต้เกินครึ่งที่รู้สึกแบบนี้เช่นกัน ส่วนในประเทศจีน ผู้หญิงโสดกว่า 6 ใน 10 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ต่างชี้ว่าการหาคู่ที่เหมาะสมเพื่อแต่งงาน เป็นเรื่องที่ชวนให้เครียดที่สุดสำหรับผู้หญิงโสดในวัยของตน สำหรับในประเทศไทยเองร้อยละ 56 ของผู้หญิงไทยคิดว่าช่วงวัยที่ดีที่สุดในชีวิตของผู้หญิงที่หลายๆ อย่างลงตัวคือช่วงอายุไม่เกิน 30 ปี มีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่คิดว่าช่วงอายุ 31-40 เป็นช่วงอายุที่ดีที่สุด ซึ่งมีสัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการมีช่วงอายุที่ตั้งไว้ในใจ และในด้านของสาเหตุความเครียด ผู้หญิงไทยเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่า การต้องตอบคำถามจากสังคมรอบข้าง อาทิ เพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงานเป็นต้นเหตุของความเครียดของพวกเธอ

ผลการสำรวจเหล่านี้เน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมอย่างกว้างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะกดดันเรื่องอายุเพื่อเป็นการต่อยอดแนวคิด #changedestiny ของแบรนด์และต่อยอดแคมเปญ “MarriageMarket Takeover” ของประเทศจีนในปีที่แล้ว เอสเค-ทู ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชั้นสูง มุ่งที่จะนำเสนอประเด็นดังกล่าวด้วยการสร้างสรรค์แคมเปญใหม่ที่ขยายออกมาจากแคมเปญของเอสเค-ทูในประเทศจีนโดยมีประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เข้าร่วมแคมเปญนี้ด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพูดถึงประเด็นดังกล่าวในระดับเอเชียแปซิฟิก

หัวใจของแคมเปญใหม่นี้ คือภาพยนตร์สั้น“The Expiry Date” นำความคิดของผู้หญิงหลายๆ คนที่รู้สึกว่าตนเองมีวันหมดอายุอยู่ในตัว มาตีความให้เห็นจริงผ่านเรื่องราวของผู้หญิง 3 คน ที่ได้เดินทางผ่านแต่ละช่วงวัยในชีวิตพร้อมกับความกดดันทั้งจากภายในและภายนอกเรื่องอายุที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากกรอบที่สังคมวางไว้ ผ่านการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ด้วยการประทับตราตัวเลขวันหมดอายุลงบนท้องแขน ซึ่งจะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้นจุดประสงค์ของภาพยนตร์คือการแสดงให้เห็นถึงลำดับของชีวิตที่สังคมกำหนดให้ผู้หญิง และเพื่อจุดประเด็นเกี่ยวกับภาวะความกดดันเรื่องอายุที่ผู้หญิงทั่วทั้งเอเชียและทั่วโลกต่างประสบ

Sandeep Seth Brand Director, Global SK-II กล่าวว่า “เมื่อสองปีที่แล้ว เอสเค-ทู ได้ออกแคมเปญ #ChangeDestiny ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของสังคมที่ว่าโชคชะตาของเรานั้นถูกกำหนดไว้แล้วตั้งแต่เกิดและทำให้ผู้คนหันมาสนใจในประเด็นนี้ ต่อมาเราได้ถกกันเรื่องปัญหาต่างๆ ที่ผู้หญิงต้องพบเจอ ในฐานะที่ประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด #ChangeDestiny ซึ่งจากแคมเปญ ‘The Marriage Market Takeover’ พบว่าความกดดันที่จะต้องแต่งงานก่อนอายุ 25 ปีและความกลัวที่จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้หญิงที่ขายไม่ออก” หลังอายุ 27 ปีนั้น ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้หญิงโสดในประเทศจีนเครียดที่สุด หลังจากที่ออกแคมเปญดังกล่าว ก็มีผู้หญิงจากทั่วทุกมุมโลกออกมาแสดงความสนใจและมีส่วนร่วมกับแคมเปญนี้อย่างล้นหลาม ทำให้เราค้นพบว่าความกดดันเรื่องอายุนั้นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาที่ผู้หญิงจีนประสบเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาของผู้หญิงทั่วโลก”

จากมุมมองของ ดร.แซนดี โท ผู้เชี่ยวชาญ นักสังคมศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ China’s Leftover Women (Routledge 2015) ให้ความเห็นว่า “ภาวะการเลือกปฏิบัติจากการตัดสินเรื่องอายุ ถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ผู้หญิงต้องเผชิญในทุกวันนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงโสด ความกดดันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อพวกเธออยู่ในวัย 30 กลางๆ หรือเมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป เมื่อถึงช่วงวัยหนึ่งหากผู้หญิงคนนั้นยังโสดและไม่มีครอบครัวเป็นของตัวเอง สังคมก็จะมองว่าเธอนั้นผิดปกติ”

นอกเหนือจากการนำเสนอภาพยนตร์นี้ เอสเค-ทู หวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขจัดความคิดในแง่ลบเกี่ยวกับอายุของผู้หญิง ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวระดับภูมิภาค รณรงค์ให้ติดแฮชแท็ก “#INeverExpire เพื่อเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้ผู้หญิงได้เปิดใจ แสดงความคิดเห็น และความรู้สึกลึกๆ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์ The Expiry Date จะช่วยรณรงค์ให้เกิดกระแสที่ดีในระดับโลกและภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อส่งเสริมความคิดที่ว่าทุกคนควรภูมิใจกับทุกความสำเร็จในชีวิตและภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด เพศอะไร และไม่ควรรู้สึกว่าตัวเองถูกจำกัดไว้ภายใต้กรอบของลำดับขั้นตอนในชีวิต และวันหมดอายุที่สังคมกำหนด

ผู้สนใจรับชมภาพยนตร์สั้น “The Expiry Date” ได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=v3JCA4lCMGw

พบโรคซับซ้อนทางด้านหัวใจ คร่าชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277498

พบโรคซับซ้อนทางด้านหัวใจ คร่าชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้น

พบโรคซับซ้อนทางด้านหัวใจ คร่าชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้น

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันโรคหัวใจในไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีไขมัน ทำให้เป็นโรคไขมันในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีภาวะอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ ยังมีโรคที่เกิดขึ้นกับหัวใจอีกมากมายและซับซ้อนจากเดิม อาทิ โรคเส้นเลือดแดงโป่งพอง หรือโรคลิ้นหัวใจรั่ว ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ระดับโลกและระดับประเทศ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ แนะแนวทางการรักษาโรคซับซ้อนทางด้านหัวใจ สำหรับผู้ป่วยที่เข้าข่ายเสี่ยง รวมไปถึงวิธีการรักษาด้วยยาและการผ่าตัด เพื่อเตรียมรับมือกับโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายแพทย์ประดับ สุขุม ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เปิดเผยว่า พบสถิติผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจมากที่สุดถึง 40% และมีแนวโน้มว่าตัวเลขนี้จะสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ จากพฤติกรรมการใช้ที่ชีวิตที่เปลี่ยนไป อีกทั้งยังมีแนวโน้มเกิดโรคซับซ้อนทางด้านหัวใจมากขึ้นเช่นกัน ทำให้การรักษาโรคหัวใจในปัจจุบันต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ รวมถึงเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อช่วยในการวินิจฉัยอย่างแม่นยำและการผ่าตัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการผ่าตัดแบบแผลเล็กทางเลือกใหม่ที่สะดวก ปลอดภัย ฟื้นตัวได้ไว สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในเวลาอันใกล้ เพื่อช่วยผู้ป่วยให้มีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคหัวใจยอดฮิต อย่างโรคเส้นเลือดแดงโป่งพอง และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ ซึ่งทั้ง 2 อาการนี้สามารถรักษาได้ หากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

นายแพทย์ทวีศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นโรคที่พบมากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงมาจากการติดเชื้อ เกิดภูมิต้านทานผิดปกติ และการเสื่อมสภาพของหัวใจเมื่ออายุมากขึ้น หรือบางรายเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบจนกล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการหอบ เหนื่อย ไม่มีแรง หน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เนื่องจากลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพ กรอบ แข็ง ความยืดหยุ่นน้อย และมีไขมันหินปูนเกาะ ทำให้ลิ้นหัวใจเปิดหรือปิดไม่สนิท

ส่วนใหญ่ลิ้นที่มีปัญหา คือ Mitral Valve/Aortic Valve ซึ่งเป็นลิ้นหัวใจฝั่งซ้าย ซึ่งพบในผู้สูงอายุ มีบางครั้งพบในเด็ก แพทย์จะทำการวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษา ในบางรายไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าอกเพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แต่สามารถผ่าตัดแบบแผลเล็กที่มีความแม่นยำและปลอดภัยได้ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น ความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนก็น้อยลง หรือในรายที่ลิ้นหัวใจ Rheumatic ลิ้นหัวใจแข็ง มีการตีบ การรั่ว เกิดจากแคลเซียมไปเกาะตัวที่ลิ้นหัวใจทำให้เป็นพังพืด วิธีการซ่อมลิ้นสามารถทำโดยการลอกแคลเซียมที่จับตัวออก และหาเนื้อเยื่ออื่นมาซ่อมแทนเพื่อให้ลิ้นหัวใจทำงานได้ใกล้เคียงปกติ หรือเหมือนเดิม แต่ในกรณี Degenerative ลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพตามวัย เช่น เอ็นยึดลิ้นหัวใจที่ยืด หรือขาด ลิ้นหัวใจรั่ว จำเป็นต้องใช้เทคนิคหรือวิธีการผ่าตัดมาซ่อมแก้ไขให้กลับทำงานได้ตามเดิม และด้วยเทคนิคการรักษาที่มีมาตรฐานและทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญช่วยให้การผ่าตัดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจส่วนใหญ่ทำให้คนไข้อาการดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง และผลระยะยาวจะดีกว่าการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เนื่องจากไม่ต้องกังวลกับภาวะแทรกซ้อนจากการกินยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด

นายแพทย์วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รองผู้อำนวยการศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ให้ข้อมูลโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบได้บ่อยว่า คือโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง เกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า(Aorta) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ออกมาจากขั้วหัวใจทอดยาวจากช่องอกสู่ช่องท้องและให้แขนงเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายหลายแห่ง โรคหรือภาวะบางอย่างอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้ามีความอ่อนแอ เกิดการโป่งพองขยายขนาดจนใหญ่กว่าปกติขึ้น (Aneurysm) ซึ่งเมื่อมีการโป่งขยายจนถึงระดับหนึ่งก็จะแตกทำให้เสียเลือดจำนวนมากกะทันหันจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ปัจจุบันการวินิจฉัยจนไปถึงการผ่าตัดทำได้รวดเร็ว ด้วยทีมแพทย์ผ่าตัดที่มีความเชี่ยวชาญช่วยเสริมประสิทธิภาพและความแม่นยำของการรักษาที่ต้องผ่าตัดในระยะเวลานาน

โรคเส้นเลือดแดงโป่งพอง มักไม่มีอาการนำมาก่อน ดังนั้น ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการที่หนักแล้ว การวินิจฉัยและการรักษาจึงต้องทำอย่างทันท่วงที การตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ หรืออัลตราซาวด์ การตรวจคัดกรองถือว่ามีประโยชน์มากในการช่วยวางแผนการรักษาและการป้องกัน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองความเสี่ยงทางหลอดเลือดทั้งร่างกาย ได้แก่ การตรวจ ABI เพื่อดูสภาพเส้นเลือดที่ขา, การตรวจ Carotid dropper เพื่อดูเส้นเลือดแดงบริเวณที่คอที่ไปเลี้ยงสมอง, การตรวจ Aneurysm Screening เพื่อดูเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพองบริเวณหน้าอกและช่องท้อง, การตรวจ M.R.A. Brain เพื่อดูสภาพเส้นเลือดสมอง การรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพองขึ้นกับความเสี่ยงในการแตกของหลอดเลือดยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการแตกสูงกว่า ดังนั้น จึงแนะนำให้ผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดเอออร์ต้าใหญ่หรือมีอัตราการโป่งขยายเร็ว ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ว่าหลอดเลือดมีความเสี่ยงในการแตกสูง เช่น ปวดท้อง หรือเจ็บหน้าอก หรือมีอาการจากการที่หลอดเลือดเอออร์ต้ากดเบียดอวัยวะข้างเคียง ก็นับเป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเช่นเดียวกัน ถ้าหลอดเลือดเอออร์ต้ายังมีขนาดไม่ใหญ่ถึงขั้นที่จะต้องผ่าตัดก็แนะนำให้ตรวจติดตามต่อร่วมกับให้ยาลดความดันโลหิตเพื่อลดแรงดันเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด

นายแพทย์อรรถภูมิ สู่ศุภอรรถ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก เชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีการผ่าตัดในปัจจุบันทำได้ดีขึ้น นอกจากการผ่าตัดเปิดเพื่อเย็บซ่อมหลอดเลือดแล้ว ในบางรายแพทย์จะใช้การผ่าตัดสอดสายสวนเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง (Endovascular Aortic Aneurysm Repair หรือ EVAR) และการใส่ท่อหลอดเลือดเทียม (vascular stent graft) ให้กับผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะ ข้อดีของการทำ EVAR คือเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มที่อายุมาก มีปัจจัยเสี่ยงสูง โดยวิธีการนี้ภาวะแทรกซ้อนจะน้อยกว่าการผ่าตัดใหญ่เพื่อซ่อมหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งการผ่าตัดแผลเล็กนั้น จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลต่ำ อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมุ่งเน้นในการรักษา คือการเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัด รักษา ดูแลด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด มีเครือข่ายโรงพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถให้คำปรึกษา หรือทำการผ่าตัดให้ได้อย่างทันท่วงที อีกทั้ง ยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอบรมให้ความรู้แก่แพทย์ด้วยกันอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นการให้บริการด้านโรคหัวใจในทุกด้าน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

ชวนน้องๆ เดินตามรอยพ่อ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277510

ชวนน้องๆ เดินตามรอยพ่อ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ชวนน้องๆ เดินตามรอยพ่อ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทำไข่เค็มเสริมรายได้

ด้วยตระหนักในความสำคัญของปรัชญาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่สามารถน้อมนำมาปฏิบัติเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) จึงนำเด็กและเยาวชนกว่า 30 ชีวิต จากชุมชนรอบๆ บริษัท ออกตามรอยพ่อ ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ศึกษาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาในชุมชน” ณ ศูนย์การเรียนรู้บ้านสารภี จังหวัดสมุทรสงคราม

นางภาวิณี ทิพย์เพชร ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกรรมการและสื่อสารองค์กร บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เทเวศประกันภัย ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ของเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกำลังหลักที่ดีของสังคมและประเทศ การพาเด็กและเยาวชนในชุมชนต่างๆ รอบๆ บริษัทฯมาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านสารภี จังหวัดสมุทรสงครามในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพที่ดีระหว่างกัน อีกทั้งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับเรื่องของจิตอาสา ซึ่งนับเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ”


ด.ช.ภัทรเดช มาศชานนท์

กิจกรรม “ศึกษาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาในชุมชน” พาเด็กๆ และเยาวชนไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองที่ “ศูนย์การเรียนรู้บ้านสารภี” จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเกิดจากความตั้งใจดีของ คุณลุงสุชล สุขเกษม ที่เปิดให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้ฟรี เนื่องจากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความพอเพียง จากชีวิตที่เคยล้มลุกคลุกคลานทำให้สุชลพบความสุขที่แท้จริงบนพื้นที่ 1 ไร่ ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ และการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยของพ่อหลวง

โดยคุณลุงสุชล ได้นำเด็กๆ ตะลุยศูนย์การเรียนรู้บ้านสารภี เพื่อเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่ในตะกร้า การทำไข่เค็ม การปลูกผักผลไม้นานาชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตหมุนเวียนออกมาบริโภคและจำหน่าย มีทั้ง มะละกอ มะนาว พริก ซึ่งที่นี่ใช้การรดน้ำด้วยระบบจักรยานผันน้ำที่ต้องใช้แรงปั่น การทำปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ การทำน้ำส้มควันไม้ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางการเกษตร เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช นอกจากนี้น้ำส้มควันไม้ยังนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว ผลิตสารปรับผิวนุ่ม ใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น ต่อด้วยเรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดโดย วันชัย เทียนศาสตร์ วิทยากรจากโครงการชั่งหัวมัน ที่นอกจากบรรยายให้ได้รู้ว่าเห็ดมีมากกว่า 3,000 ชนิดแล้ว ยังให้น้องๆ ได้ลองเพาะเห็ดกันอย่างสนุกสนาน แถมก่อนกลับน้องๆ ยังได้ของที่ระลึกเป็นชุดปลูกผักวอเตอร์เครส หรือ สลัดน้ำ เพื่อให้นำกลับไปปลูกที่บ้านกันอีกด้วย


พื้นที่น้อยก็เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ได้

ด.ช.ภัทรเดช มาศชานนท์ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนสตรีวรนาถ บอกว่า “ผมรู้สึกมีความสุขกับสวนและธรรมชาติ มันร่มเย็น
ดีกว่าในเมืองที่มีแต่ตึกกับกลุ่มควัน ผมชอบไก่ตะกร้าที่เลี้ยงไว้บนชิงช้า เหมือนชิงช้าสวรรค์ สวยดี ลุงสุชลคิดเก่ง เลี้ยงดี ประหยัดพื้นที่ พอเพียง ไม่ต้องไปซื้ออะไรมาก อีกอย่างที่ผมชอบคือการเลี้ยงไส้เดือน เพราะชอบตกปลา อนาคตอยากทำตามลุงสุชล เลี้ยงไก่ ไส้เดือน ส่วนผักที่ได้ปลูกวันนี้ผมจะเอาไปปลูกต่อที่บ้านและจะบอกพ่อแม่ให้ปลูกผักที่กินได้ด้วย เพราะที่บ้านมีแต่ต้นไม้ดอกไม้ ผมจะบอกให้เพื่อนๆ ช่วยกันปลูกต้นไม้ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ เศรษฐกิจพอเพียงมาจากพ่อหลวง ร.9 ผมอยากทำตามที่พ่อหลวงสอนครับ”

เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองในระดับต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน ผลจากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี การได้พาเด็กและเยาวชนลงพื้นที่ในกิจกรรม “ศึกษาเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาในชุมชน” จึงเป็นเสมือนการวางรากฐาน บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้เด็กและเยาวชนได้ซึมซับและนำไปปรับใช้ เพื่อการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง


คุณลุงสุชล สุขเกษม อธิบายให้เด็กๆ ฟังถึงการทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างง่ายๆ

47 ปี Yamaha Thailand Music Festival พิสูจน์ ‘ยามาฮ่า’ หลักสูตรดนตรีศึกษายอดนิยมที่สุดในเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277525

47 ปี Yamaha Thailand Music Festival  พิสูจน์ ‘ยามาฮ่า’ หลักสูตรดนตรีศึกษายอดนิยมที่สุดในเมืองไทย

47 ปี Yamaha Thailand Music Festival พิสูจน์ ‘ยามาฮ่า’ หลักสูตรดนตรีศึกษายอดนิยมที่สุดในเมืองไทย

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ มอบรางวัลและแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศ Band Challenge

Yamaha Thailand Music Festival ชูความสัมฤทธิผลอันยอดเยี่ยม และสมบูรณ์แบบที่สุดในเมืองไทย หลักสูตร Yamaha Music Worldwide Education System รับรองโดย ยามาฮ่า มิวสิก ฟาวน์เดชั่น ประเทศญี่ปุ่น โชว์พลังดนตรีนักเรียนโรงเรียนดนตรียามาฮ่า ทั่วประเทศ กว่า 3,000 คน ได้สร้างสรรค์ผลงานดนตรี เพื่อให้ทุกคนได้แสดงพลังที่ออกมาจากข้างในอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ช่วยเพิ่มทักษะ และพัฒนาการเล่นดนตรีกับเครื่องดนตรีคุณภาพจากยามาฮ่า

47 ปี ตอบโจทย์นักเรียนโรงเรียนดนตรียามาฮ่า ในเครือข่าย ที่มีใจรักและมีความสนใจอยากเรียนดนตรีหลักสูตรสมัยใหม่ “ยามาฮ่า” ที่มีการคิดค้นพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จของ Yamaha Thailand Music Festival ในปี 2017 ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันประเภทต่างๆ คือ เปียโน อิเล็กโทน กีตาร์ ไวโอลิน กลอง การร้องเพลง ฯลฯ จะได้รับถ้วยประทานจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา 10 รางวัล, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ 10 รางวัล และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ 10 รางวัล เพราะทุกรางวัลมีคุณค่า มีความหมายทางจิตใจเสมือนเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนเหล่านี้ ได้เดินตามความฝันบนเส้นทางดนตรี สร้างสรรค์ผลงานพัฒนาคุณภาพดนตรีให้ทัดเทียมกับเวทีในระดับสากล โดยมีคณะกรรมการตัดสินที่มีความเชี่ยวชาญ อาทิ ดร.ยุทธพงษ์ แสงสมบูรณ์, อ.อติพร ศงสภาต, ดร.สรัล ภาชื่น, อ.ณัฐพร ผกาหลง, อ.ยงยศ แสงไพบูลย์, อ.แมนรัฐ แสงสว่างวัฒนะ, อ.พรรษวัชร์ พุธสัฒนะ, อ.วรกานต์ แสงสมบูรณ์, อ.จุมพฏ กอวัฒนา, Mr.Artas Balakauskas จากสถาบันดนตรียามาฮ่า และ ศ.ดร.วีรชาติ เปรมานนท์, ผศ.ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ, ดร.อโณทัย นิติพน, ดร.พรพรรณ บันเทิงหรรษา, อาจารย์ภูกร (สุทิน) ศรีณรงค์ ฯลฯ


วงชนะเลิศ Guitar Ensemble

เพราะที่นี่…..มีชีวิตกับดนตรี (Live with Music) เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเด็กเก่งหลายคนที่มีโอกาสไปสร้างชื่อเสียงในเวทีต่างๆ เพราะนี่คือ เมล็ดพันธุ์ดนตรีชั้นดี ซึ่งน้องๆ ที่รับรางวัลได้สร้างรอยยิ้ม สร้างความภูมิใจ และเรียนรู้ประสบการณ์ที่ดี และในอนาคตเด็กๆ จะพัฒนา ทักษะ ฝึกฝนการเล่นดนตรีสร้างโลกนี้ให้มีแต่เสียงดนตรี


รางวัลชนะเลิศ Piano Duet


นักเปียโนรุ่นเยาว์ Piano Duet


มร.มาซายา ฟูรูตะ กก. รอ.ผจญ. ร่วมแสดงความยินดีกับน้องๆ ประเภท ElectoneTeam Talent ไม่เกิน19 ปี


ศิลปินน้องๆๆ แชมป์ Singing for Kid

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277516

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2560

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2560

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 16.10 น.

ll เจ้าสัวขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ CEO บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงานระดับอินเตอร์ Thailand International Motor Expo ช่วงนี้ถือว่ามีโชคถึง 2 ชั้น ด้วยคำแนะนำของ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอิตาลี ให้ใช้รถยนต์ Maserati รุ่นซีดานหรู Ghibli ซื้อมาปรากฏว่า สมรรถนะดีสมความคาดหมาย เฉพาะเวลาเครื่องแผดเสียงอย่างเดียวก็โดนใจเกินจะบรรยาย (เพราะรถตระกูลนี้เขาจูนเครื่องรถทีละคัน) ประการที่สองกลับจากงานประชุมพบรูปเพ้นท์ติ้งสี Abstract ขนาดใหญ่ในออฟฟิศ โฟกัสเป็นกระจังหน้าของรถ Maserati หรู สอบถามแล้วจึงได้รู้ว่าผู้บริหาร Authorized Distributor นำมามอบให้ด้วยใจ…

ll พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พล.ต.ต.ชัยยศ บัวทรัพย์ 27 มิ.ย.16.00 น. ณ ศาลาชวลิตธำรง วัดธาตุทอง…สวดพระอภิธรรมถึง 3 ก.ค.18.30 น. และพระราชทานเพลิง 4 ก.ค. 17.00 น. …ขอแสดงความเสียใจกับ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ที่สูญเสียพี่ชายหลังจากป่วยเป็นเวลานาน…

ll พญ.อุบลรัตน์ สุคนธมาน ลงหุ้นสลากกินแบ่งกับ รศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา ไปจำนวนสูงสุด แม้จะติดคุกไปแล้วก็ไม่รู้จะได้คืนอย่างไร ชาวจุฬาฯไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้เลยที่ 100 ปีจุฬาฯมาเจอสึนามิจนจุกไปอีกนาน…

ll ดร.เจริญศรี ท่วมสุข ป่วยเกี่ยวกับโรคหัวใจ ช่วงนี้ต้องบินไปพักผ่อนที่ญี่ปุ่นระยะยาว ทิ้งบ้านที่เมืองไทยให้คนเฝ้าสักพัก…

ll รศ.ลาวัณย์ ไกรเดช จัดทำกัณฑ์เทศน์มหาเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์ประกอบดนตรีไทย ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วันที่ 3-5 ก.ค. เวลา 07.30-18.30 น. ทุกวันโดย สกอ.และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันจัด อาจารย์เล่าว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของท่าน เพราะจัดมาหลายปีแล้วพยายามให้ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติให้สืบทอดต่อ ใครจะเป็นทายาทรีบไปช่วยงานท่านด้วย…

ll ศิษย์มาแตร์ฯรุ่น 38 วัย 68 อิ่มทิพย์ ซูฮาร์โต้ และ อารดา โกศลตระกูล บินจากบันดุง อินโดนีเซียและเชียงใหม่มาถ่ายภาพหมู่ศิษย์เก่ามาแตร์เดอี ที่โรงเรียนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในโอกาสมารวมตัวกันฉลองครบ 90 ปีของโรงเรียน…

ll จาก L.A. มร.จอน กับ มาดามธนารัตน์ ปีเตอร์สัน ไปเที่ยวไอร์แลนด์พร้อมชื่นชมงานศิลปะที่นั่น ข้าง จุฑาภรณ์ มุสโซลท์ พอเสร็จสิ้นคดีที่ดินที่เรื้อรังมานานกว่า 10 ปี ก็บินรี่ไปพักผ่อนที่ฝรั่งเศส เช็กโก ผ่อนคลายหายเครียดไปเรียบร้อยแล้ว…

ll ยินดีกับ อำนาจ สอนอิ่มศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลนาฏราช จากสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ ในฐานะผู้จัดรายการทางวิทยุดีเด่นมายาวนาน พิธีมอบรางวัลจัดต้นเดือนหน้า…

ll อินทรีย์ขยับปีกฝุ่นย่อมฟุ้งกระจาย…วงการการเมืองให้ความสนใจอย่างสูงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส มีแนวโน้มว่าจะโดดลงสมัครรับเลือกตั้งในวาระที่จะมาถึงปี 2561 นี้ กลุ่ม “เพื่อนเสรี” เริ่มเดินเครื่องอย่างเต็มสูบจัดเดินหาเสียงในระดับสูงกับบุคคลที่เรียกทางวิชาการว่า “Influentials” โดยจัดให้มีการพบปะหารือกันในกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ยังมีแฟนคลับอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียกร้องให้ ท่านอดีตผบ.ตร. หันมามองตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม.ด้วยเพราะมั่นใจกันมากว่าด้วยบารมีท่านบวกด้วยแบ๊กอัพตัวแปรอีกขนานเดียวลงตัวได้เลย !!…ll

บารอนเนส

‘ล้านนาตะวันออก’งัดกลยุทธ์! โปรโมทท่องเที่ยวจังหวัดภาคเหนือตอนบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277483

'ล้านนาตะวันออก'งัดกลยุทธ์! โปรโมทท่องเที่ยวจังหวัดภาคเหนือตอนบน

‘ล้านนาตะวันออก’งัดกลยุทธ์! โปรโมทท่องเที่ยวจังหวัดภาคเหนือตอนบน

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 14.41 น.

ล้านนาตะวันออก งัดกลยุทธ์จัดคาราวานแรลลี่โปรโมทการท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามจังหวัด กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ผนึกกำลังชูเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามจังหวัด จัดกิจกรรม “คาราวานแรลลี่เที่ยว 4 จังหวัดล้านนาตะวันออก…ทริปแรลลี่ตามรอยพระบาท สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด” ทั้งประเภทรถมอเตอร์ไซด์และรถยนต์  วันที่ 16-18 และ 23-25 มิถุนายน นี้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและชูจุดขายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามจังหวัด

นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “คาราวานแรลลี่เที่ยว 4 จังหวัดล้านนาตะวันออก…ทริปแรลลี่ตามรอยพระบาท สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด” โดยมี นายอิสรา สุขแจ่มใส นายอำเภอเด่นชัยกล่าวต้อนรับ และ นางนารถนรี ธนปัญโญ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ เป็นผู้กล่าวรายงาน

นอกจากนี้ยังได้ เรย์ แมคโดนัลด์ ดารานักแสดงชื่อดังร่วมประชาสัมพันธ์โครงการนี้ด้วย ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จังหวัดแพร่ ซึ่งโครงการคาราวานแรลลี่ท่องเที่ยวล้านนาตะวันออก จัดเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2

นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “คาราวานแรลลี่เที่ยว 4 จังหวัดล้านนาตะวันออก…ทริปแรลลี่ตามรอยพระบาท สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด”ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมคาราวานแรลลี่รถยนต์ท่องเที่ยวล้านนาตะวันออก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (แพร่ น่าน พะเยา และเชียงราย) ภายใต้โครงการคาราวานแรลลี่ท่องเที่ยวล้านนาตะวันออก เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 หรือล้านนาตะวันออก ประกอบไปด้วยจังหวัดแพร่ น่าน พะเยาและเชียงราย  ถือเป็นดินแดนที่มีมนต์เสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ในการศึกษาโครงการหลวงตามพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รวมถึงประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตและอื่นๆ ซึ่งการส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัด นับว่าเป็นเรื่องที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นจุดที่น่าสนใจดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังท้องถิ่น

ดังนั้นกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จึงกำหนดจัด “คาราวานแรลลี่เที่ยว 4 จังหวัดล้านนาตะวันออก…ทริปแรลลี่ตามรอยพระบาท สัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด” ขึ้น (แรลลี่รถยนต์)บนเส้นทางจากจังหวัดแพร่ มุ่งสู่ น่าน-พะเยา และจุดหมายปลายทางที่จังหวัดเชียงราย การจัดคาราวานแรลลี่ดังกล่าว เกิดจากแนวคิดที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ต้องการนำเอากิจกรรมทางกีฬา (Sport Event) มาส่งเสริมและสร้างรายได้แก่การท่องเที่ยวในพื้นที่ เนื่องจากการจัดคาราวานแรลลี่รถยนต์ จะเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปให้เข้ามาร่วมกิจกรรมได้อย่างกว้างขวาง โดยได้เดินทางชมสถานที่ Unseen วนอุทยานแพะเมืองผีของจังหวัดแพร่ ชมทิวทัศน์อ่างเก็บน้ำแม่ถาง มุ่งหน้าสู่จังหวัดน่าน ชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน แล้วต่อไปยัง อำเภอบ่อเกลือจังหวัดน่าน ชมบ่อเกลือบนภูเขาหนึ่งเดียวในโลก

หลังจากนั้น เดินทางต่อสู่จังหวัดพะเยาเข้าชมอุทยานแห่งชาติภูซางหรือน้ำตกภูซาง ที่มีน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา เสร็จแล้วเดินทางต่อไปยังภูชี้ฟ้าชมทะเลหมอกยามเช้าที่ยอดดอยภูชี้ฟ้าและแวะพักจุดชมวิวพญาพิทักษ์ ซึ่งทางคดเคี้ยวและสูงชัน แต่บรรยากาศสวยงามมากสมคำที่ว่าธรรมชาติสรรสร้าง สิ้นสุดที่เส้นชัยแม่น้ำโขงอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นอันจบทริปคาราวานแรลลี่เที่ยว4จังหวัดล้านนาตะวันออก