‘วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 29’ เทิดพระเกียรติ ‘เจ้าฟ้านักเคมีที่รักปลา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277700

‘วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 29’ เทิดพระเกียรติ ‘เจ้าฟ้านักเคมีที่รักปลา’

‘วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 29’ เทิดพระเกียรติ ‘เจ้าฟ้านักเคมีที่รักปลา’

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจ้าไตรรงค์

เพื่อเทิดพระเกียรติ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระชนมายุ ครบ 60 พรรษา ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ร่วมกับ กรมประมง, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯครั้งที่ 29” ร่วมชื่นชมกับการถ่ายทอดเรื่องราว “ปลาในพระนิพนธ์” ของ “เจ้าฟ้านักเคมีที่รักปลา” พร้อมชม Waterfall Art Aquarium สูง 3 เมตร, Street Fish Arts ถนนแห่งการประกวดปลาสวยงามระยะทางกว่า 150 เมตร และนิทรรศการทางการแพทย์ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-9 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ โดยรายได้สมทบมูลนิธิจุฬาภรณ์เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง

“งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 29” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพันธุ์ปลาสวยงามสัตว์น้ำ และพรรณไม้น้ำชนิดต่างๆ ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและผู้ส่งออกภายในประเทศ โดยภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ 60 พรรษา “เจ้าฟ้านักเคมีที่รักปลา” ถ่ายทอดเรื่องราว “ปลาในพระนิพนธ์”ในหนังสือ“(เมื่อปลา)….เทวดาตกสวรรค์ , ศิลปะการเลี้ยงปลาผ่านพระนิพนธ์และเส้นสายของภาพวาดฝีพระหัตถ์ และนิทรรศการ “29 ปี ตามรอย ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประมงของพระองค์ท่าน, ชมนิทรรศการสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างๆ ครั้งแรกในเมืองไทย กับ Waterfall Art Aquarium ตู้ปลาน้ำตก 6 ชั้น สูงกว่า 3 เมตร, Street Fish Art ถนนแห่งการประกวดปลาสวยงามระยะทางกว่า 150 เมตร, Exotic Aquatic Art สัตว์น้ำหาชมยากจากลุ่มน้ำอเมซอน, Danger Aquatic Art สัตว์น้ำอันตราย, รวมพลปลากัด 60 เฉดสี ปลากัดสีส้มหลากสายพันธุ์, อลังการสัตว์น้ำขนาดใหญ่ หาชมยาก อาทิ ปูเจ้าพ่อหลวง ปูน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย, จระเข้ยักษ์ ยาว 4 เมตร และกระเบนราหู ยาวกว่า 2 เมตร พร้อมความรู้ทางการแพทย์ที่เป็นประโยชน์ ในหัวข้อ “หัวใจตาย…ใครไม่กลัว” จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


ปลากัดหลากสีสัน

ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ตระการตา ความแปลกมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำหลากสีสันและสุดยอดการประกวดสัตว์น้ำสวยงาม ตลอดจนความรู้เรื่องสุขภาพ และรับบริการด้านสุขภาพเบื้องต้น ฟรี!! ในงาน “วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 29” ได้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์


กระเบน Black Diamond


หนังสือในพระนิพนธ์ “(เมื่อปลา)…เทวดาตกสวรรค์”

เปิดตัวโครงการ ‘Thailand Presents’ สนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277666

เปิดตัวโครงการ ‘Thailand Presents’  สนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0

เปิดตัวโครงการ ‘Thailand Presents’ สนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ประธานเปิดตัวโครงการ “Thailand Presents” พร้อมผู้แทนพันธมิตรโครงการฯ

กระทรวงการต่างประเทศสนองนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงรุก เร่งโปรโมทสินค้าและบริการไทย โดยเปิดตัวเว็บไซต์และทัชสกรีน คีออส (Touchscreen Kiosk) นำเสนอของดีของไทยสู่กลุ่มเป้าหมายทุกที่ทุกเวลา ภายใต้โครงการ “Thailand Presents”

อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในงานเปิดตัวโครงการ “Thailand Presents” อย่างเป็นทางการที่กระทรวงการต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ โครงการ Thailand Presents ริเริ่มโดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการไทยสู่สาธารณชนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ผ่านกลยุทธ์การจัดทำเว็บไซต์ สำหรับสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ที่สามารถเจาะตรงเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคทั่วโลก โดยงานเปิดตัวโครงการ Thailand Presents อย่างเป็นทางการ จัดแสดงเป็น mini-exhibition ในบรรยากาศไทยอันเปี่ยมสีสัน นำเสนอแก่คณะทูตานุทูต ซึ่งมาร่วมในเวที MFO CEO Forum with Central Group จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของเซ็นทรัล กรุ๊ป และกระทรวงการต่างประเทศ


อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการ
ต่างประเทศ พร้อมด้วย ป้ายข้อมูลดิจิทัลระบบสัมผัส (Touchscreen kiosk)

“โครงการ Thailand Presents เป็นอีกความพยายามของกระทรวงการต่างประเทศ ในการเพิ่มเครื่องมือการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการคุณภาพเยี่ยมของประเทศไทยออกสู่ชาวโลกทั้งยังจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการค้า การลงทุน ระหว่างไทยกับนานาชาติ โดยดำเนินการนำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพเยี่ยมของไทยผ่านสื่อออนไลน์ คือเว็บไซต์ wwwThailandPresents.com พร้อมกันนี้ได้ขยายผลการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ดังกล่าวไปในช่องทางอื่นๆ เริ่มจาก “Touchscreen Kiosk” หรือการจัดทำป้ายข้อมูลดิจิตอลระบบสัมผัส เพื่อนำไปติดตั้งยังสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศ”

อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศกล่าวต่อไปว่า “ทั้งเว็บไซต์และตัวทัชสกรีน คีออส ภายใต้โครงการ Thailand Presents เป็นการดำเนินงานสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจ กลไกประชารัฐ และแนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล เนื่องจากเป็นการนำนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลมาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นความสำเร็จในการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก จากการนำของหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, กรมการพัฒนาชุมชน, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ และอีกหลายหน่วยงาน”

http://www.ThailandPresents.com นำเสนอสินค้าและบริการระดับคุณภาพคัดสรรจากทั่วประเทศ พร้อมด้วยช่องทางการติดต่อเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลากหมวดหมู่สินค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ (Organic Products) สุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness) ศิลปะและงานฝีมือ (Arts & Crafts) ครัวไทยสู่ครัวโลก (Thai Kitchen To The World) แหล่งพัก แหล่งท่องเที่ยว (Thai Hospitality) ไปจนถึงวิจัยพัฒนาและเทคโนโลยี (Research & Technology) เป็นต้น เว็บไซต์ http://www.ThailandPresents.com จัดทำเป็น 3 ภาษาได้แก่ ไทย อังกฤษ และ จีน นับเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการไทยในรูปแบบของ Directory Platform ที่มีความเป็นสากลและทรงประสิทธิภาพ มีดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัยและนำเสนออย่างน่าสนใจ ผู้ซื้อหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากสามารถแสดงผลได้ดีในทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เนต รวมถึงแทบเล็ตและสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ เนื่องด้วยเว็บไซต์ทำงานเชื่อมโยงโดยตรงกับบรรดาเว็บไซต์พันธมิตร และมีการอัพเดตข้อมูลแบบ Real-Time และแบบอัตโนมัติ เว็บไซต์นี้จะมีศักยภาพในการเป็น Hub หรือเป็นศูนย์รวมของสินค้าและบริการของไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุดแหล่งหนึ่งในอนาคต

ร่วมสนับสนุน และร่วมภูมิใจไปกับสินค้าและบริการไทยได้แล้วที่ http://www.ThailandPresents.com


นิทรรศการ และตัวอย่างสินค้า ในโครงการ Thailand Presents

S&P เปิดตัว ‘อาหารไทยแท้เพื่อสุขภาพพร้อมทาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277665

S&P เปิดตัว ‘อาหารไทยแท้เพื่อสุขภาพพร้อมทาน’

S&P เปิดตัว ‘อาหารไทยแท้เพื่อสุขภาพพร้อมทาน’

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผู้บริหาร เอส แอนด์ พี เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แนวคิดอาหารไทยแท้เพื่อสุขภาพ (Simply Thai Taste)

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมออกบูธในงานแสดงสินค้าอาหาร “THAIFEX-World of Food Asia 2017” ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม-4 มิถุนายน 2560 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี โดยเกษสุดา ไรวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แนวคิดอาหารไทยแท้เพื่อสุขภาพ (Simply Thai Taste)

เกษสุดา ไรวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลกปี 2560 ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารสุขภาพ ส่งผลให้สินค้าเพื่อสุขภาพมีความต้องการเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าออร์แกนิค สินค้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ รวมทั้งการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิต ผนวกกับแบรนด์ S&P ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากว่า 44 ปี ในเรื่องเอกลักษณ์รสชาติต้นตำรับของอาหารไทยทั้งอาหารคาวและหวาน นอกจากนี้ S&P ยังเป็นผู้นำร้านอาหารไทยและเบเกอรี่ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศกว่า 400 สาขาแล้ว ยังมีร้านอาหารไทยในต่างประเทศภายใต้ แบรนด์ต่างๆ เช่น ร้าน “ภัทราฟายน์ ไทย ควิซีน” (Patara Fine Thai Cuisine) รวมทั้งยังมีโรงงานผลิตอาหารแช่แข็งและเครื่องดื่ม และโรงงานผลิตเบเกอรี่ ด้วยศักยภาพของ S&Pที่กล่าวมาแสดงถึงความเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยของประเทศ (Thai food Expertise) เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารไทยในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ และสามารถเป็นผู้นำในการเผยแพร่อาหารไทยสู่ตลาดโลกได้


ภัทรา ศิลาอ่อน สาธิตการทำอาหาร

ในปี 2560 ออกผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งใหม่ (Frozen Food) หลากหลายประเภท ทั้งในรูปแบบอาหารไทยคาว-หวาน และทานเล่น ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน แต่ยังคำนึงถึงสุขภาพที่ยั่งยืนของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ของเราด้วย สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารไทยแท้อาหารแช่แข็งที่เปิดตัว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารมังสวิรัติ ภายใต้แบรนด์ “S&P Vegan” มี 5 เมนู ได้แก่ ข้าวกล้องงอกแกงเขียวหวาน, ข้าวแกงเผ็ด, ผัดไทย (ไม่ใส่ไข่),ข้าวผัดแปดเซียน และบะหมี่ผัดซอส กลุ่มอาหารมังสวิรัติมาคู่กับข้าวกล้องงอกออร์แกนิคและข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิค มี 6 เมนู ได้แก่ ข้าวกล้องงอกออร์แกนิคแกงเขียวหวาน, ข้าวกล้องออร์แกนิคแกงเผ็ด, ข้าวกล้องออร์แกนิคผัดแปดเซียน,ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิคแกงเขียวหวาน, ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิคแกงเผ็ด และข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิคแปดเซียน และยังเอาใจผู้บริโภคที่ชื่นชอบการทำอาหารด้วยตนเองอย่างผลิตภัณฑ์ กลุ่มเครื่องแกงไทย อาทิ ชุดอาหารไทย น้ำแกงเขียวหวาน, น้ำปรุงผัดไทย,น้ำแกงมัสมั่น, น้ำแกงแดง และน้ำแกงพะแนงกลุ่มขนมทานเล่น ประกอบด้วย กลุ่มคุกกี้ และเค้กบัทเทอร์ ได้แก่ คุกกี้ทุเรียน, คุกกี้รสต้มยำ,คุกกี้ดอกคำฝอย, เค้กบัทเทอร์ทุเรียน, เค้กบัทเทอร์อัญชันตะไคร้มะนาว, เค้กบัทเทอร์ตะไคร้ต้มยำ และกลุ่มแปรรูปผลไม้อบแห้ง (Freeze dried) ได้แก่ ทุเรียน และขนุน”

ด้านทิศทางตลาดอาหารแช่แข็ง “S&P Quick Meal” “ปี 2559 มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์แช่แข็งมากกว่า 50% จึงทำให้มั่นใจในศักยภาพตลาดส่งออกที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บวกกับกระแสความต้องการบริโภคอาหารไทยที่เพิ่มมากขึ้น S&P จึงได้วางแผนทางการตลาดในอนาคตที่จะขยายฐานการส่งออกไปทั่วโลก ปัจจุบันเราส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 15 ประเทศทั้งในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย และทวีปออสเตรเลีย ในปี 2560 ได้ประมาณการยอดขายส่งออกคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 60% และคาดหวังยอดขายแตะหลัก 100 ล้านบาท ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า”


เกษสุดา ไรวา Cooking อาหารไทยแท้เพื่อสุขภาพ

ด้วยศักยภาพความเป็นผู้นำอาหารไทยทั้งเรื่องรสชาติและความเชี่ยวชาญในการผลิต เรื่องคุณภาพวัตถุดิบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของ S&P มาจากการคัดสรรวัตถุดิบภายในประเทศจากแหล่งที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ตามนโยบายของบริษัทที่ต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเติบโตไปพร้อมกับ S&P ได้อย่างยั่งยืน

เปิดรั้วโรงเรียนอินเตอร์หัวใจไทย พร้อมสอนจริงสิงหาฯนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277690

เปิดรั้วโรงเรียนอินเตอร์หัวใจไทย พร้อมสอนจริงสิงหาฯนี้

เปิดรั้วโรงเรียนอินเตอร์หัวใจไทย พร้อมสอนจริงสิงหาฯนี้

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรรชัย กำเหนิดพลอย และ ก้อง-กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี มาร่วมชมโรงเรียน

ไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล จัด Open House เปิดโรงเรียนให้ผู้ปกครองเข้าชมความพร้อมของทุกห้องเรียน ก่อนเปิดสอนระดับ เตรียมอนุบาล-Grade 5 เดือนสิงหานี้ เน้นสร้างกระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เรียนรู้จริงตามวัย ครูต้องมีจิตวิญญาณ บนพื้นฐานสังคมวัฒนธรรมไทยสู่สากล

อ.มัลลิการ์ ธรรมวัฒนะ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล เผยถึงการจัดงาน Open House TIS ว่าเนื่องจากมีผู้ปกครองที่สนใจโรงเรียนเป็นจำนวนมาก และอยากเข้าชมโรงเรียน ขณะนี้การก่อสร้างอาคารเรียน ในเฟสแรกจากทั้งหมด 5 เฟส ซึ่งเป็นส่วนของอาคารทรงกลม หรืออาคารพฤหัสจรัสแสงนั้น แล้วเสร็จไปกว่า 90% ดังนั้นเพื่อสร้างมั่นใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของโรงเรียนที่สามารถให้การเรียนการสอนกับเด็กได้แน่นอน จึงได้เปิดให้ชมบรรยากาศของโรงเรียนจริง ทั้งในส่วนของ ห้องเรียน Smart Classroomห้องประกอบและส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ สระว่ายน้ำ ฯลฯ ก่อนจะเปิดสอนเทอมแรก ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึง Grade 5 ในเดือนสิงหาคมนี้


รศ.ดร.จงรักษ์ ไกรนาม ประธานคณะผู้ก่อตั้ง TIS

บรรยากาศภายในงาน นอกจากมีผู้ปกครองกว่า 100 ครอบครัวที่เข้าร่วมชมห้องเรียน ห้องกิจกรรม ต่างๆ แล้ว ยังมีการแสดง ทั้ง การขับร้องเพลง TIS I Call My Home ซึ่งเป็นเพลงประจำโรงเรียน โดยน้องเทียร่า ธรรมวัฒนะ บุตรสาว ดร.นพดล ธรรมวัฒนะ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดนักเรียน อวดความน่ารักของเหล่านักเรียน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลือกโรงเรียนให้ลูกของครอบครัวดาราที่พร้อมใจกันมาร่วมงาน อาทิ ก้อง- กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี ซึ่งจะดูในเรื่องของหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนก่อน โดยเฉพาะในส่วนของการสอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ญี่ปุ่นและ ภาษาอื่นๆ ที่จำเป็นในการสื่อสารในยุคโลกาภิวัตน์ ครอบครัว เบนซ์-พรชิตาและ มิค-บรม วุฒิหิรัญยัษฐิติ นั้นจะเลือกโรงเรียนที่ลูกชอบก่อน เพราะถ้าลูกรู้สึกชอบโรงเรียนแล้ว ก็จะทำให้อยากมาโรงเรียน จากนั้นก็จะเป็นเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน ส่วน จูน–กษมา ศิลาชัย ซึ่งฉายเดี่ยวมาพร้อมน้องออกัส ออการ์ ก็จะเลือกโรงเรียนที่ใกล้บ้านก่อน เพราะลูกจะได้ไม่เหนื่อย จากนั้นก็จะดูที่สภาพความพร้อม ความปลอดภัยของโรงเรียน และ หลักสูตรการสอน ส่วน คุณแม่นางสาวไทย นุ้ย- สุจิรา หลีระพันธ์ ก็มีเน้นเรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร ประสบการณ์ของครูผู้สอน บรรยากาศ และความปลอดภัยของโรงเรียน ฯลฯ ที่ต้องเหมาะสมกับลูกๆ มากที่สุด

ในส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนนั้น รศ.ดร.จงรักษ์ ไกรนาม ประธานคณะผู้ก่อตั้ง โรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล เปิดเผยว่า TIS ใช้มาตรฐานหลักสูตรอเมริกันที่เชื่อในปรัชญาธรรมชาตินิยม ปรัชญาการศึกษาปฏิบัตินิยม ปรัชญาสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา และจิตวิทยา มาบูรณาการให้เหมาะสมกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน และจุดยืนของสังคมวัฒนธรรมไทยเด็กสามารถใช้ภาษาอังกฤษทั้งการพูด อ่าน เขียน ได้ดีใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา พร้อมกับเป็นผู้มีศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีสัมมาคารวะ สุภาพ อ่อนโยน เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมและประเทศชาติ ดั่งคำขวัญของโรงเรียนคือ สำนึกไทย สร้างไทย สู่สากล


ชยพล-สุจิรา หลีระพันธ์

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะเข้าชม Open House โรงเรียนไทยอินเตอร์เนชั่นแนลสกูล สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 094-5245456

กรุงเทพประกันภัย มอบห้องน้ำ และเครื่องกรองน้ำดื่ม โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277664

กรุงเทพประกันภัย มอบห้องน้ำ  และเครื่องกรองน้ำดื่ม โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ

กรุงเทพประกันภัย มอบห้องน้ำ และเครื่องกรองน้ำดื่ม โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำโดย ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการมูลนิธิกรุงเทพประกันภัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัทกรุงเทพประกันภัย ร่วมกิจกรรมในโครงการการมอบห้องน้ำและเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดให้แก่โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ (จันทร์เอียงทับทิมราษฎร์) จ.สมุทรสงคราม ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ 70 ปีกรุงเทพประกันภัย เนื่องในวาระพิเศษที่บริษัท ครบรอบ 70 ปีแห่งการดำเนินงาน ในปี 2560 เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในการสร้างสุขอนามัยที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.สุรินทร์ ศรีสนิท รักษาการราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสงคราม และ กาญจนา อาทยะกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2560

กิจกรรมในครั้งนี้ได้มีการมอบห้องน้ำที่ได้จัดสร้างขึ้นใหม่และมอบเครื่องกรองน้ำดื่มที่สะอาดแล้ว บริษัทยังได้มีการสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษา โดยจัดโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และได้รับประสบการณ์จากการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทได้จัดมุมหนังสือ และสนับสนุนตำรา หนังสือเรียน และหนังสือความรู้อื่นๆ นอกจากนี้พนักงานจิตอาสาของบริษัท ยังได้ร่วมกันปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบห้องน้ำที่ได้จัดสร้างใหม่ให้มีทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น และร่วมกันสอนนักเรียนพับกระดาษ และเล่านิทานให้นักเรียนให้ได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน รวมทั้งกิจกรรมสันทนาการ เพื่อช่วยสร้างเสริมคุณภาพการศึกษาที่ดีและสร้างความสุขให้แก่เด็กนักเรียนอีกด้วย


คณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ร่วมมอบห้องน้ำ เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด และหนังสือตำราเรียนให้แก่โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ฯ


เครื่องกรองน้ำดื่มสะอาด ในโครงการ 70 ปี กรุงเทพประกันภัย


ห้องน้ำเพื่อสุขอนามัยที่ดีของเด็กนักเรียน


มอบหนังสือตำราเรียน ในโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน


พนักงานจิตอาสาเล่านิทานให้เด็กนักเรียนได้เพลิดเพลิน


พนักงานจิตอาสาสอนการพับดอกไม้จากกระดาษสี

อนาคตประชาธิปไตย ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277702

อนาคตประชาธิปไตย  ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ

อนาคตประชาธิปไตย ‘สังคมไทย’ตัวแปรสำคัญ

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับจากเดือนมิถุนายนปี 2475 ซึ่งมีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ในการเลือกผู้นำผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในปี 2560 นี้ก็เป็นปีที่ 85 เข้าไปแล้ว แต่ดูเหมือน จะไม่ไปถึงไหน การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับการเลือกตั้งแล้วเกิดวิกฤติทางการเมือง เกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาท จบด้วยทหารออกมารัฐประหารยึดอำนาจ

แต่พอเป็นรัฐบาลทหารก็มีปัญหาในอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ด้านเศรษฐกิจและการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นานวันเข้าทั้งกระแสเรียกร้องภายในประเทศและแรงกดดันจากนานาชาติ ลงท้ายกองทัพก็ต้องวางมือและคืนอำนาจให้ประชาชน กลับสู่การเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งเพื่อรอคอยเวลาที่จะวนเข้าสู่วงจรเดิม ซึ่งก็ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่า วังวนนี้จะจบสิ้นลงเมื่อใด?

เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งก็ดี ประชาธิปไตยก็ดี การศึกษาหรือวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากมักมุ่งไปที่บทบาทของ “ผู้นำ-ชนชั้นปกครอง” เพราะมองว่าคนเหล่านี้“มีอำนาจ” นำพาสังคมไปในทิศทางที่ต้องการได้ ทว่าก็ต้องไม่ลืม “ประชาชนคนทั่วไป” ที่แม้แต่ละคนจะไม่มีอำนาจอะไร แต่หากประชาชนจำนวนมาก “เห็นตรงกัน” ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเกิดเป็น “กระแสสังคม” เมื่อนั้นย่อมกลายเป็นอีกพลังอำนาจที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ที่งานเสวนา “85 ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดี” ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดประเด็นคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตกลงแล้วสังคมไทยต้องการประชาธิปไตยจริงหรือไม่?” เพราะหากยังไม่ตกผลึกในประเด็นดังกล่าว ถึงจะอธิบายว่าระบอบประชาธิปไตยมีข้อดีอย่างไรย่อมไม่มีประโยชน์

“กองทัพจะออกมายึดอำนาจไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชาธิปไตย นี่คือคำถามแรกที่ต้องตอบ ตกลงเราต้องการประชาธิปไตยหรือเปล่า?” ดร.ปริญญา กล่าว

คำถามต่อไป “แล้วทำไมต้องประชาธิปไตย?”รองอธิการบดี มธ. อธิบายถึงความสำคัญของประชาธิปไตย ว่าเพราะในความเป็นจริงจะเป็นรัฐบาลที่มีที่มาแบบไหน “มีโอกาสเกิดปัญหาได้พอกัน” แต่สิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยต่างจากระบอบอื่นๆ คือ“กลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ผ่านหลักการ “แบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย” คือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เพื่อไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไปจนไม่อาจถูกทักท้วง

ยกตัวอย่าง “กฎหมายพิเศษ” ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แบบ “เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและเป็นที่สุด” กับผู้นำตัดสินใจเพียงผู้เดียวการใช้อำนาจแบบนี้หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา แน่นอนตอบได้อย่างเดียวว่า “ทำใจ” เพราะไม่มีศาลไหนรับฟ้อง ต่างจากการเมืองแบบเลือกตั้ง ที่หากรัฐบาลทำผิดพลาดแล้วประชาชนได้รับผลกระทบยังสามารถไปฟ้องศาลต่างๆ ได้

นอกจากนี้ แม้ตัวผู้นำจะเป็นคนดี แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าพรรคพวกบริวารของผู้นำจะเป็นคนประเภทเดียวกัน ที่สำคัญ มนุษย์ทุกคนมีอายุขัยจำกัด ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไป จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้นำคนใหม่จะเป็นคนดีอย่างคนเก่า บทสรุปของทั่วโลกจึงออกมาอยู่ที่การออกแบบระบอบการปกครองที่มีหลักการตรวจสอบถ่วงดุลและแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งก็คือหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย และย้ำว่า รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเกิดไม่ได้ทั้งจากการรัฐประหารและการเลือกตั้ง แต่จะเกิดได้จากการมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งเท่านั้น

“ผมยกตัวอย่างเรื่องการแบ่งเค้กระหว่างคน 2 คน วิธีการที่จะให้นาย ก ตัดเค้กขนาดเท่ากันแบ่งให้นาย ข ไม่ใช่การร้องขอให้นาย ก เป็นคนดี เพราะเราไม่รู้หรอก นาย ก จะเป็นคนดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ต้องให้นาย ก ตัดเค้กอย่างเดียว แล้วให้นาย ข เป็นคนเลือกเค้ก ถ้านาย ก ตัดเค้กชิ้นใหญ่ คนเลือกคือนาย ข ผลลัพธ์คือนาย ก ก็จะได้เค้กชิ้นเล็ก ดังนั้นถ้านาย ก ไม่อยากกินเค้กชิ้นเล็กก็จะต้องตัดแบ่งเค้กให้เท่ากัน นี่คือหลักการแบ่งแยกอำนาจ ผู้มีอำนาจเรื่องใดต้องไม่มีประโยชน์ในเรื่องนั้น” ดร.ปริญญา ยกตัวอย่าง

อีกปัจจัยในระดับประชาชน รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงบทบาทของ “ชนชั้นกลาง” ว่ามีความสำคัญมาก ระดับ“ตัวแปรชี้ชะตา” สังคมนั้นว่าจะเดินไปในทิศทางใดเรื่องนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก ทว่าสำหรับประเทศไทยชนชั้นกลางไทยไม่ค่อยอยากเป็นพันธมิตรกับชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นล่าง แต่กลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขึ้นไปเป็นชนชั้นสูง

“ชนชั้นกลางไทยอยากจะทำตัวไฮโซ ถือกระเป๋าแบรนด์เนม ไปพักผ่อนต่างประเทศ และมีแนวคิดเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำอนุรักษ์นิยม อันนี้เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่ไปถึงไหน เพราะชนชั้นกลางเป็นชนชั้นที่มีพลังที่สุดในการเปลี่ยนแปลง ถ้าชนชั้นกลางไม่ขยับ ยังรักษาผลประโยชน์ของตนเองอันคับแคบ ก็จะกลายเป็นพลังเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย จะทำอย่างไรให้ชนชั้นกลางตระหนักถึงผลประโยชน์ของตนเองที่จะอยู่ร่วมกับชนชั้นอื่นๆแทนที่จะไปอยู่ร่วมกับชนชั้นนำ อันนี้คือโจทย์ใหญ่” ดร.สิริพรรณ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะเป็น “ความหวัง” ให้สังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน? คำถามนี้ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับนี้ ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560สาระสำคัญคือพยายาม “ลดอำนาจรัฐ” โดยเฉพาะระบบราชการลง แล้ว “เพิ่มอำนาจประชาชน” ให้เข้มแข็งขึ้น เช่น มาตรา 51 เปิดช่องให้ประชาชน “ฟ้องรัฐ” ได้หากรัฐไม่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 58 เมื่อจะมีโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าภาครัฐทำเองหรือมอบหมายให้เอกชนทำแทน ต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมด้วย, มาตรา 77 การออกกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเดิมต้อง “รับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้องเสียก่อน” ภาครัฐจะออกกฎหมายเองในทันทีอย่างในอดีตไม่ได้ ขณะที่อีกกลไกสำคัญคือ “แนวทางปฏิรูป” ซึ่งพยายามเขียนให้ครอบคลุม เช่น เกษตรกรต้องมีที่ดินของตนเอง ต้องมีน้ำใช้เพียงพอ เป็นต้น หวังแก้ปม “ความเหลื่อมล้ำ” ที่อยู่กับสังคมไทยมานาน

“อย่างเรื่องโครงสร้างระบบอุปถัมภ์เราพยายามปฏิรูปโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาพยายามเปลี่ยนทัศนคติคน ให้เน้นการทำงานตามความถนัด ไม่เน้นปริญญา เพราะพอเน้นปริญญามันก็แข่งกัน วิ่งเต้นเอาลูกเข้าโรงเรียนก็ไปตอกย้ำอีก ลูกคนมีสตางค์ ลูกคนนามสกุลใหญ่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ แต่ลูกคนตัวเล็กๆ ไม่ได้เข้าไปวิ่งกันเข้ามหา’ลัยดังๆ ก็ไปสร้างสังคมแบบนั้น” ดร.ชาติชาย กล่าว

กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้ ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปรากฏการณ์ “เสื้อสี” ที่หมายถึงประชาชนมีมุมมองความเห็นที่แตกต่างกัน หลังจากนี้ก็คงยังมีอยู่ไม่หายไปไหน แต่จะทำอย่างไรที่ความขัดแย้งจะไม่รุนแรงถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้? เพราะต้องยอมรับว่าหลายสิบปีมานี้ ระบบทุนนิยมโลกมีอิทธิพลมากขึ้น สวนทางกับระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ ขณะที่ พรรคการเมือง แทนที่จะเป็น “ตัวกลาง”ประสานความร่วมมือกับทุกกลุ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ แต่กลับ “เอาง่ายเข้าว่า” มุ่งหาเฉพาะฐานเสียงที่ดูแล้วเป็นของตนเองแน่นอนเท่านั้น

เช่น บางพรรคสนิทสนมกับเครือข่ายระบบราชการหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ก็เข้าหาแต่กลุ่มนั้น ส่วนบางพรรคที่เห็นช่องว่างบางอย่างก็มุ่งเข้าหาแต่ชาวไร่ชาวนาคนระดับล่าง แต่ไม่ได้มองปัญหาประเทศโดยรวม มุ่งเพียงเรื่องเดียวคือหาคะแนนเสียงสะสมไว้สำหรับเข้าไปในสภา เมื่อรวมกับการปล่อยให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและข้ามชาติมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ก็มีสัดส่วนอยู่มาก มันซับซ้อนไปหมด จึงเป็นปัญหากับคนด้อยโอกาสหรือที่อยู่ระดับล่าง

“ความเป็นประชาธิปไตยเราก็อยากจะเป็น แต่ประชาชนก็ต้องการประสิทธิภาพ ก็ต้องการยอมรับประชาธิปไตยที่มีอำนาจนิยมแฝงอยู่บ้าง ประเทศไทยเรากำลังเผชิญ 2 สิ่งนี้ แต่ภายใต้โลกที่กดดันเราทุกด้าน และปัญหาประเทศเราแทบทุกเรื่อง ทรัพยากร เศรษฐกิจ คุณภาพคน ราชการ มันก็ต้องหาทางออก แน่นอนมันคงไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ขอใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบประนอมอำนาจหรือเป็นประชาธิปไตยแบบฟื้นฟู ก็ต้องประคองไปก่อน”กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านนี้ ฝากทิ้งท้าย

เผยนวัตกรรมเทคโนโลยีวินิจฉัย หัวใจเต้นผิดจังหวะลดโรคไหลตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277681

เผยนวัตกรรมเทคโนโลยีวินิจฉัย  หัวใจเต้นผิดจังหวะลดโรคไหลตาย

เผยนวัตกรรมเทคโนโลยีวินิจฉัย หัวใจเต้นผิดจังหวะลดโรคไหลตาย

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เกียรติศักดิ์ ไชยนนท์ และ ธนุต กิ่งงาม

“โรคไหลตาย” หรือบางคนเรียกว่า “โรคหัวใจวายเฉียบพลัน” เกิดจาก “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มักพบว่าสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคร้ายแรงใด แต่พอเข้านอนแล้วหัวใจก็หยุดทำงานไปเฉยๆ จึงเป็นเรื่องที่หลายคนหวาดกลัว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศวัยโดยเฉพาะคนวัยทำงานและคนสูงอายุโดยองค์กร National Organization for Rare Disorder ให้ข้อมูลว่าทั่วโลกพบคนเป็นโรคไหลตายในอัตรา 5 คนต่อ 10,000 คนถือเป็นอัตราที่น่าตกใจ

นายแพทย์กุลวี เนตรมณี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจแปซิฟิกริมลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา และ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ความรู้ว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นภัยเงียบที่อาจสร้างความเสียหายอย่างถาวรให้กับหัวใจ หรือรุนแรงถึงขั้นผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เพราะบางรายไม่แสดงอาการให้เห็นขณะมาตรวจหรือมีอาการเกิดขึ้นเพียงบางเวลา ขณะที่บางรายมีอาการ เช่นวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่นหายใจขัด เจ็บแน่นบริเวณหน้าอก เป็นลมหมดสติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุความผิดปกติอย่างแม่นยำตรงจุด


นพ.กุลวี เนตรมณี

“ปัจจุบันมีการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยี CardioInsight หรือ CardioInsightMappingSolution ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแผนที่ไฟฟ้าแบบ 3 มิติ สามารถวิเคราะห์ตรวจจับทิศทางสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจได้ทั่วทั้งดวง ซึ่งเครื่องมือนี้มีลักษณะเป็นเสื้อกั๊กที่ฝังอิเล็กโทรดตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจจำนวน 252 ตำแหน่งบนเสื้อสามารถตรวจจับทิศทางสัญญาณไฟฟ้าจากหัวใจได้ทั่วทั้งดวง ยิ่งเมื่อนำข้อมูลที่ได้ประมวลผลร่วมกับข้อมูลจากเครื่อง CT Scan จะเห็นภาพชัดเจนว่าเกิดความผิดปกติในจุดไหน โดยไม่ต้องผ่านหรือสอดใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยเหมือนในอดีตจึงปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดการบาดเจ็บ ความเครียด และวิตกกังวลของผู้ป่วยลงไปได้ ข้อสำคัญคือช่วยให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและรักษาได้แม่นยำเข้าถึงตำแหน่งเฉพาะได้ดียิ่งขึ้น”

นายเกียรติศักดิ์ ไชยนนท์ อายุ 37 ปีผู้ป่วยที่เคยเฉียดตายด้วยโรคไหลตายเล่าถึงการรอดชีวิตหวุดหวิดว่า “วันหนึ่งอยู่ๆ ผมก็นอนหลับไปคนมาเรียกก็ไม่รู้สึกตัวจนต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลคุณหมอบอกว่าผมเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ และให้ผมใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจซึ่งจะช็อตผมทุกครั้งที่เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเพื่อช่วยให้หัวใจผมกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ทุกครั้งที่เครื่องช็อตหัวใจมันเหมือนคนโดนไฟช็อตแต่มาช็อตที่หัวใจ รู้สึกเจ็บและอึดอัดมาก ไม่รู้เลยว่าเครื่องจะช็อตเราขึ้นมาอีกเมื่อไหร่เป็นภาวะที่เครียดอยู่ไม่เป็นสุขเลย แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมได้รับการส่งตัวให้มารับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง CardioInsight หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยถูกเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจช็อตอีกเลยรู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติ”


ชารู รามันนาธาน

เช่นเดียวกับหนุ่มน้อย นายธนุตกิ่งงาม วัย 19 ปี อาชีพช่างทำฝ้าเพดาน เล่านาทีชีวิตว่า “ตอนนั้นอายุ 17 ปี ขณะกำลังนั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ดีๆ ก็หลับไปเลยมารู้ตัวอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลแล้วเพื่อนบอกว่าเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นเลยช่วยกันปั๊มหัวใจขณะเอาผมขึ้นรถส่งโรงพยาบาล พอมาถึงโรงพยาบาลเขาก็ปั๊มหัวใจต่อผมเป็นโรคไหลตายมา 2 ปีแล้วที่ต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจมันทำให้เราใช้ชีวิตยากลำบากมาก ต้องอยู่กับความกลัวหวาดระแวงตลอดว่าเมื่อไหร่เครื่องจะกระตุกมาช็อตหัวใจอีก สุดท้ายคุณหมอส่งผมมารับการตรวจด้วย CardioInsightซึ่งผมสวมใส่เสื้อกั๊กนี้แค่แป๊บเดียวเท่านั้นรู้สึกเย็นๆ เวลาใส่ ไม่เจ็บอะไร ผมไม่ต้องเจ็บตัวและเสี่ยงกับการสอดสายสวนตรวจเข้าไปในร่างกายบริเวณหัวใจตรวจแบบเมื่อก่อนอีกตอนนี้ผมใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไปแล้วครับและที่สำคัญต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตงดการดื่มของมึนเมา ไม่สูบบุหรี่ก็อยากจะขอบคุณผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องนี้ขึ้นมาและทีมแพทย์ผู้รักษา”

นางสาวชารู รามันนาธาน ผู้ก่อตั้งCardioInsight จากสหรัฐอเมริกา เผยว่า “ประเทศไทยนับเป็นแห่งที่ 3 ของโลกและเป็นแห่งแรกของเอเชียที่มีนวัตกรรมนี้ ซึ่งอยู่ที่ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยโรงพยาบาลอีก 2 แห่งที่มีเครื่องมือนี้คือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยบอร์กโดซ์ในประเทศฝรั่งเศส และโรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิธในประเทศอังกฤษ”

เหงื่อ…ไม่ใช่ตัวการเกิดกลิ่นตัว ผื่นผิวหนัง เสมอไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277685

เหงื่อ...ไม่ใช่ตัวการเกิดกลิ่นตัว ผื่นผิวหนัง เสมอไป

เหงื่อ…ไม่ใช่ตัวการเกิดกลิ่นตัว ผื่นผิวหนัง เสมอไป

วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมืองไทยเราเป็นเมืองร้อน ที่หลายๆ คน ชอบแซวว่ามี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก และร้อนมากที่สุด แม้จะเข้าหน้าฝนแล้วก็ยังไม่วายร้อนจัด สลับกับชื้นๆ แฉะๆ ทุกปีพอร้อนจัดบวกชื้น แบบนี้ภาพที่เห็นจนชินตาคือ เสื้อที่โชกไปด้วยเหงื่อ หน้าที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำ จนบางคน “เหงื่อหยดติ๋งๆ” จริงๆ ดูแล้วก็เป็นภาพที่ไม่สบายตาเอาเสียเลย

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าเหงื่อนั้นเป็นทางระบายความร้อนที่สำคัญที่สุดของร่างกายเรา เวลาเราเป็นไข้พอเหงื่อออกอุณหภูมิลดลง เราก็รู้สึกสบายขึ้นถ้าเหงื่อเราไม่ออกอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในต่างประเทศที่เขาชินกับอากาศหนาวมากๆ พอ “คลื่นความร้อน” มาแต่ละทีจะมีคนตายกันเป็นจำนวนมาก ในบางปีตายกันหลายร้อยคน ส่วนมากก็จะเป็นผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในที่ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ พออากาศร้อนมากะทันหันไม่คุ้นเคย เหงื่อออกไม่ทัน ก็เป็นเหตุให้เสียชีวิต

“ร่างกายเรามีต่อมเหงื่ออยู่ทั่วตัวนะครับ ประมาณกันว่ามีอยู่ราวๆ 2-4 ล้านต่อม คนที่เหงื่อออกเก่งๆ นั้น ออกได้หลายลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10 กว่าลิตรต่อวันทีเดียว เวลาร้อนมากๆ หรือออกกำลังกายหนักๆ เราจึงกระหายน้ำเป็นสัญญาณว่าร่างกายเราเริ่มขาดน้ำแล้วอีกอย่างที่เราจะรู้สึกก็คือ เหงื่อออกมากๆ เราจะเพลียอันนี้เป็นเพราะเราสูญเสียเกลือแร่ไปกับเหงื่อมากนั่นเองครับ เกลือแร่ต่างๆ นั้นเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกาย เราจึงต้องคอยเก็บเกลือแร่ ไม่ให้ขับออกไปทางปัสสาวะและทางเหงื่อมากจนเกินไป ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของไตและต่อมเหงื่อพอเหงื่อออกน้อยๆ เราเก็บเกลือแร่กลับได้ทันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเหงื่อออกมากๆ ออกเร็วๆ ต่อมเหงื่อเรารับมือไม่ไหว ก็เลยสูญเสียเกลือแร่เป็นปริมาณมากๆ ได้ ทำให้เราเพลีย จึงต้องมีการชดเชยด้วยการดื่มน้ำหรือดื่มเกลือแร่เวลาที่ออกกำลังกายหนักๆ”

ศ.ดร.นพ.ประวิตร กล่าวต่อว่า เหงื่อนั้นเป็นทางกำจัดสาร โลหะ และยารับประทานบางชนิด เช่น ยาฆ่าเชื้อรารวมทั้งยารักษามะเร็งบางตัว จะถูกร่างกายขับทางเหงื่อ แต่ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เข้าใจว่าถ้าทำให้เหงื่อออกจะช่วยให้ลดความอ้วนได้ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

“เรามักจะพบบ่อยๆ เวลาไปออกกำลังกายตามฟิตเนสต่างๆ จะมีคนตัวอ้วนๆ มานั่งในห้องซาวน่าหรือในห้องสตรีม เหงื่อแตกพลั่กอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง ค่อนชั่วโมง แต่ไม่ออกกำลังกายใดๆ สองปีสามปีผ่านไปคนเหล่านี้ก็ยังคงนั่งในห้องซาวน่า และก็มีแต่จะอ้วนขึ้นๆ อย่างนักมวยนั้นเขาใช้วิธีรีดเหงื่อเพื่อลดน้ำหนัก ช่วงสั้นๆ ก่อนชั่งน้ำหนัก พวกนั้นเขาน้ำหนักเกินเป็นขีด พอเหงื่อออกน้ำหนักก็ลดลงอยู่ในพิกัด ชั่งน้ำหนักก็ผ่าน ก็แน่ละครับเหงื่อออก 1 ลิตร น้ำหนักก็ย่อมลดไป 1 กิโล แต่พอชั่งน้ำหนักเสร็จ ดื่มน้ำเข้าไปใหม่น้ำหนักก็ย่อมกลับมาเท่าเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นการทำให้เหงื่อออกไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก”

อีกเรื่องหนึ่งพอได้ยินคำว่าเหงื่อหลายๆ ท่านก็มีคำว่า “กลิ่นตัว” ลอยมาทันที ทุกท่านคงเคยเดินตามคนที่เหงื่อออกมากๆ หรือขึ้นรถเมล์ที่แน่นๆ หรืออยู่ในที่ผู้คนแออัด คงไม่ต้องบรรยายว่ากลิ่นจากเหงื่อมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไร

“ความจริงเหงื่อที่ออกใหม่ๆ นั้น ไม่มีกลิ่นนะครับ ลองสังเกตดูว่าเวลาที่เราอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ บางทีจะมีเหงื่อออก แต่ตัวเราก็ไม่เหม็น หรือเวลาวิ่งรอบสวนลุม 2 รอบ เหงื่อท่วมตัว เราก็ยังไม่เหม็น แต่พอนั่งไปสักพักหนึ่ง ยิ่งถ้าเป็นพักใหญ่ๆ ทานข้าวด้วย นั่งรถกลับบ้านด้วย จะสังเกตว่าเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดี อันนี้ก็เป็นเพราะบนผิวหนังเราจะมีแบคทีเรียอยู่ ซึ่งจะแปลงสารในเหงื่อบางอย่างทำให้มีกลิ่นขึ้นได้ โดยเฉพาะบริเวณร่มผ้า เช่น รักแร้ จะมีต่อมเหงื่อชนิดพิเศษทำให้เกิดกลิ่นได้มากกว่าบริเวณอื่น เพราะฉะนั้นถ้าไปพบแพทย์ก็อาจจะได้ยาฆ่าเชื้อมาทา หรือได้รับคำแนะนำให้ใช้สบู่ที่มีสารบางอย่างที่ฆ่าแบคทีเรียได้ กลิ่นตัวก็จะลดลง อีกส่วนที่ทำให้มีกลิ่นได้ คือ อาหาร คนบางชาติที่เขารับประทานเนื้อแกะ เนื้อแพะ หรือชีสบางประเภทเป็นประจำนั้น เวลาที่เขามาเมืองไทยทำให้เราได้กลิ่นตัวที่ค่อนข้างแรงกว่าปกติ”

ส่วนโรคที่มากับเหงื่อ นั่นคือ กลากและเกลื้อน ซึ่งเกิดจากเชื้อราคนละประเภท กลากนั้นชอบความชื้น ความแฉะ ความอับ เพราะฉะนั้นที่ไหนก็ตามที่มีความอับชื้นพอเหมาะ ราก็จะเจริญเติบโตทันที บริเวณที่พบกลากได้บ่อยคือ ขาหนีบและฝ่าเท้า รวมทั้งซอกนิ้วเท้า ส่วนเชื้อเกลื้อนนั้นชอบความมัน เหงื่อ และความร้อน และไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจากภายนอก แต่เป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนังคนทุกคน จะสะอาดแค่ไหนก็มีทั้งนั้น ดังนั้นในหน้าร้อนที่ทำให้เหงื่อออกได้ง่าย ผิวมันมากขึ้น บวกกับเชื้อราร้ายที่อาศัยอยู่บนผิวหนังก็เป็นสาเหตุที่ให้เป็นเกลื้อน โดยบริเวณที่พบได้บ่อยคือ หน้าอก และหลัง อีกหนึ่งอาการทางผิวหนัง
อันเนื่องมาจากเหงื่อที่พบได้บ่อย ผื่นภูมิแพ้-ผิวหนังอักเสบบางประเภท และคนมักจะเข้าใจว่า “แพ้เหงื่อ” ซึ่งความจริงไม่มีใครแพ้เหงื่อตัวเอง แต่ผื่นดังกล่าว ร้อนจัดก็เป็น หนาวจัดก็เห่อ แห้งมากก็คัน หรืออากาศชื้นก็ยุบยิบ แต่ความเป็นจริง เหงื่อเป็นตัวกระตุ้นแต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดผื่นภูมิแพ้อย่างที่เข้าใจ

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองเหงื่อออกมากกว่าปกติ ทั้งนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนว่าเหงื่อออกเป็นปกติ หรือผิดปกติ หากเหงื่อออกมากผิดปกติจริงก็มีวิธีรักษาหลายวิธี ทั้งยาทา ยารับประทาน การใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ การฉีดยาโบทูลินั่มท็อกซิน การดูดไขมัน (และกำจัดต่อมเหงื่อ) ไปจนถึงการผ่าตัด ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าเป็นแบบเฉพาะที่ หรือเป็นแบบทั้งตัว ไม่ควรวินิจฉัยเองแล้วไปหาวิธีรักษาผิดๆ นอกจากไม่หายแล้วอาจเกิดอันตรายได้โดยไม่รู้ตัว

สหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร รวมพลังสมาชิกจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ‘ดารารัตน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277523

สหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร  รวมพลังสมาชิกจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ‘ดารารัตน์’

สหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร รวมพลังสมาชิกจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ‘ดารารัตน์’

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร, พรทิพย์ ห่านตระกูล กรรมการสมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ฯ พร้อมด้วยชาว วปอ.377

เป็นกิจกรรมอีกครั้งแห่งความจงรักภักดีและความอาลัยที่มีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงสถิตอยู่ในดวงใจพสกนิกรชาวไทยตราบนิรันดร์ รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอ ชาร์ตร ได้จัดสอนประดิษฐ์ A ดอกไม้จันทน์ “ดารารัตน์” ให้แก่สมาชิกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชาร์ตร สมาชิกชมรมผู้รู้คุณแผ่นดิน, วปอ.377, พนักงานบริษัทตรีทิพย์คอมเพล็กซ์ จำกัด และสมาชิกตรีนิตี้เรดิโอ โดยมี วิทยากรจิตอาสา นำโดย พรทิพย์ ห่านตระกูล กรรมการสมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำคณะวิทยากรจิตอาสาจากศูนย์น้ำใจไมตรี กระทรวงวัฒนธรรมมาช่วยสอนการทำดอกไม้จันทน์ ณ อาคารตรินีตี้ คอมเพล็กซ์ ถ.สีลม เมื่อเร็วๆ นี้


สมาชิกชมรมผู้รู้คุณแผ่นดิน จากสมาคมนักเรียนเก่าจิตรลดา สมาคมศิษย์เซนต์โยเซฟฯ, สมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ และมูลนิธิอุบลรัตน์เด็กเก่งที่ 1 ประเภท Classical Guitar


รศ.ดร.วีณา เชิดบุญญชาติ และกลุ่มญาติ จุรีพร ศรีสวัสดิ์, สมพร โทณวณิก, รุจาภา แย้มมณฑา และ ตวงรัตน์ ศิริยงค์


กลุ่มกรรมการและศิษย์เก่าจากโรงเรียนในเครือสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอลเดอชารตร์


กลุ่มสมาชิก ตรีนิตี้เรดิโอ


วิทยากรจากศูนย์น้ำใจไมตรี กระทรวงวัฒนธรรม


พนักงาน บริษัท ตรีทิพย์คอมเพล็กซ์ จำกัด

‘แพทย์จุฬาฯ’เตรียมพร้อม ปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุค Thailand 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277518

‘แพทย์จุฬาฯ’เตรียมพร้อม ปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุค Thailand 4.0’

‘แพทย์จุฬาฯ’เตรียมพร้อม ปรับกลยุทธ์เข้าสู่ยุค Thailand 4.0’

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จบลงอย่างประทับใจสำหรับงาน “ตอบปัญหาวิชาการชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องในงานสัปดาห์วันอานันทมหิดล ประจำปี 2560” โดย “คณะแพทยศาสตร์” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งงานนี้จัดขึ้นเพื่อแนะแนวทางการศึกษาต่อ ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมปาฐกถาพิเศษจากแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาฯ คณบดีคณะแพทย์จุฬาฯ, ผศ.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ นักวิจัย Nanoscience รางวัลระดันานาชาติ, นพ.วีระวิชย์ วาทีทิพย์ นิสิตแพทย์ทุนรางวัลเยาวชนสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล นายกสโมสรนิสิตแพทย์จุฬาฯ และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดีเด่น ที่มาเปิดมุมมองต่างๆ ที่มีต่อวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทย ยุค 4.0 ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทย์จุฬาฯร่วมเปิดงาน ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โดยงานนี้ ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูประบบสาธารณสุขด้านการคลังสุขภาพและระบบประกันสุขภาพ เปิดเผยว่า

เนื่องจากในปัจจุบันอาชีพนี้มีความต้องการสูงมาก เพราะแพทย์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการรองรับ สำหรับการรักษาประชาชนได้อย่างทั่วถึง ทำให้ภาครัฐเล็งเห็นถึงปัญหาสำคัญตรงนี้ และต้องการเพิ่มบุคลากรในสายวิชาชีพนี้ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กำลังเร่งผลิตบุคลากรในส่วนนี้ และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีแพทย์เพียงพอต่อประชากรในประเทศ พร้อมเสิร์ฟในโรงพยาบาลต่างๆ ของภาครัฐ ที่สำคัญคณะแพทย์ฯ ของเรามีความพร้อมในการปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ยุคที่การแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระบบการทำงาน วิธีการรักษา อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ในการรักษา ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะสิทธิประโยชน์ที่คนไทยพึงมีภายใต้หลักประกันสุขภาพของประกันสังคม และ สปสช. สามารถเข้ารักษาอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ตระหนักในข้อนี้เป็นสำคัญ มุ่งพัฒนาให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น

ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวต่อว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และสโมสรนิสิตคณะแพทย์ฯ บรรยากาศในวันนี้ถือว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี จากน้องๆ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะมีผู้สมัครเข้ามาอย่างล้นหลาม ตามเป้าที่ตั้งไว้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก อาทิ การแข่งขันตอบปัญหาชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อทดสอบน้องๆ ทำให้พวกเขาได้เห็นลักษณะของข้อสอบ เรียกว่าเป็นการชิมลางก่อนการสอบเข้าจริง ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น เพราะความรู้ไม่ใช่มีแค่ในตำราเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการคิดนอกกรอบ นำเอาความคิดสร้างสรรค์เข้ามาประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย อุปกรณ์การแพทย์ที่มีการพัฒนาขึ้น และล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน


ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาฯ อดีตคณบดีคณะแพทย์จุฬาฯ


ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทย์จุฬาฯ