เปิดยิ่งใหญ่งาน‘VIV Asia 2019’ โชว์เทคโนโลยีพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์-สัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402146

x

เปิดยิ่งใหญ่งาน‘VIV Asia 2019’ โชว์เทคโนโลยีพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์-สัตว์น้ำ

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมช.ลักษณ์เปิดงาน VIV Asia 2019 งานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำในระดับเอเชีย

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวิฟ เอเชีย (VIV Asia 2019) ณ ลานกิจกรรมวิฟ สแควร์ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานครว่า การจัดงานดังกล่าว เป็นการแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำในระดับเอเชีย โดยมีรูปแบบเน้นการแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับปศุสัตว์และการจัดสัมมนาในหัวข้อที่นำไปสู่การต่อยอดความรู้เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจปศุสัตว์ได้ นอกจากนี้ ยังมุ่งที่จะยกระดับการเกษตรไทยผ่านการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ และการทำประมง มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล เกิดความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ในการจัดการฟาร์มมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์มาโดยตลอด โดยได้มอบหมายกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการจัดงานดังกล่าว และร่วมจัดงานประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ “การจัดการการป้องกันโรคในฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งออก” อีกทั้ง ยังเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ของกำลังแรงงาน และการจัดการกับความท้าทายที่สำคัญเหล่านี้ โดยอาศัยมาตรการต่าง ๆ ทั้งการทำงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของฟาร์มและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร รวมถึงส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมในการทำการเกษตรด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานมีการนำเสนอธุรกิจใหม่ขยายมายังหมวดวิศวกรรมอาหาร ที่เป็นงานที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และเปิดโอกาสให้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในธุรกิจการเกษตรและปศุสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย การจัดงานดังกล่าว จึงเป็นส่วนสำคัญในการนำเสนอประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และยังเป็นจุดหมายหลักทางธุรกิจของเอเชียที่ได้รับการสนับสนุนจากความพร้อมของสถานที่จัดงานไมซ์และผู้ประกอบวิชาชีพด้านไมซ์ที่มีความสามารถทัดเทียมนานาประเทศ

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402145

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม พร้อมทั้ง ยังได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงานแถลงข่าว “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง โดยนางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดดำเนินการทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัดในครั้งนี้จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย…ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐได้เข้ามาผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เกษตรกรไทยเก่งผลิตแต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเที่ยวชมฤดูกล้วยไม้ป่าบาน ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พบกับดอกกล้วยไม้ป่านานาพันธุ์ มากกว่า 70 ชนิด ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช พร้อมขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่ากระจายสู่ชุมชน

นอกจากภารกิจในด้านการให้บริการแก่เกษตรกรในเรื่องของการขยายพันธุ์พืชเพื่อกระจายสู่ชุมชนของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นหายาก และนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเน้นหนักไปที่ กล้วยไม้ป่า ซึ่งได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ป่ามากกว่า 70 ชนิด และได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม อาทิ ไอยเรศ และรองเท้านารีเหลืองตรัง ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม และสำหรับ ว่านเพชรหึง ที่ถือเป็นราชินีกล้วยไม้ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นไฮไลท์ของศูนย์ฯ ซึ่งจะออกดอกเพียง 1 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม โดยทางศูนย์ฯ จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในวันเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ก.เกษตรฯคิกออฟปราบพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีนหมา-แมวฟรีทั่วไทย ยันปี’63คน-สัตว์ต้องปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402148

x

ก.เกษตรฯคิกออฟปราบพิษสุนัขบ้า ฉีดวัคซีนหมา-แมวฟรีทั่วไทย ยันปี’63คน-สัตว์ต้องปลอดโรค

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานีว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์ จัดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2562 เป็นระยะเวลา 4 เดือน และมีการคิกออฟรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศพร้อมกันในวันนี้ โดยมีกิจกรรมฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน และจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอรับบริการต่างๆ ผ่านเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงาน มีเป้าหมายภายในปี 2563 ต้องไม่พบโรคทั้งในคนและในสัตว์ ซึ่งวางแนวทางเรื่องการกระจายวัคซีนลงไปในพื้นที่อย่างทั่วถึงเป็นหลัก โดยบูรณาการบริหารจัดการวัคซีนร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน และปีนี้มีการนำเข้าวัคซีน 14.9 ล้านโด๊ส ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการและกระจายทั่วถึงทุกพื้นที่ นอกจากนี้ ได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนภายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาวัคซีนขาดแคลน สร้างความมั่นคงด้านวัคซีน โดยเริ่มตั้งศูนย์ผลิตวัคซีนร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จังหวัดนครราชสีมา เริ่มดำเนินงานแล้วเป็นเวลา 1 ปี จากแผนการดำเนินงาน 3 ปี คาดว่าไม่เกินปี 2564 จะมีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ผลิตภายในประเทศกระจายสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงและมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนคุณภาพของวัคซีนนั้น มีการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนในภาคสนาม ภายหลังฉีดวัคซีนโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า วัคซีนมีคุณภาพสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้สำหรับ ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

“ขอให้ประชาชนขอรับบริการผ่านเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน และขอความร่วมมือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ให้เฝ้าระวัง หากพบสุนัข-แมว มีอาการน่าสงสัย ป่วยหรือตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 หรือผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ได้ทันท่วงที ทั้งนี้ หากท่านให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ป้องกันและควบคุมการเกิดโรคอย่างเคร่งครัด สัตว์เลี้ยงของท่านจะปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า และขอให้ระลึกไว้เสมอว่า “รัก-เลี้ยง-รับผิดชอบ” พาสุนัข-แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี” นายกฤษฎา กล่าว

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402149

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เปิดภารกิจเร่งด่วน 6 ประการ จากนักจัดรูปที่ดิน เป็นนักจัดการพื้นที่ให้เกษตรกร อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน ในผืนดิน ส.ป.ก

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ซึ่งตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา ได้สืบสานเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรและพัฒนาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินพร้อมกับได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้เกษตรกร รวมทั้งจัดฝึกอบรมอาชีพการเกษตรและให้ความรู้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด จนปัจจุบันเกษตรกรได้รับมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ไปแล้ว 2.8 ล้านราย รวมพื้นที่ 36 ล้านไร่

ในโอกาสที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) ก้าวสู่ปีที่ 44 ในวันที่ 6 มีนาคม 2562 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า สิ่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไปมี 6 ประการด้วยกัน คือ ประการแรก การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน ให้มีความเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ขณะนี้ ส.ป.ก. ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว 2 คณะ เพื่อทบทวนและยกร่างพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ใหม่ทั้งฉบับ รวมถึงระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2562 ประการที่สอง การแต่งตั้ง Area Manager โดยต่อจากนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัดจะต้องแต่งตั้งผู้ดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. ในแต่ละจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน ในการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ยึดคืนตาม ม.44และจัดสรรตาม คทช. ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉม ส.ป.ก. จากนักจัดรูปที่ดินเป็นผู้จัดการพื้นที่ หรือ Area Manager เพื่อบูรณาการจัดการพื้นที่หลังจากที่จัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว ทั้งในเรื่องของน้ำ ดิน ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย เส้นทางคมนาคมสัญจร รวมถึงการนำพาตลาดเข้ามาหาเกษตรกรในพื้นที่ และสำคัญที่สุดคือการสร้างเครือข่ายกับภาครัฐ เอกชน หอการค้า หน่วยงานธุรกิจต่าง ๆ เพื่อเข้ามาฟื้นฟูพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ประการที่ 3 การจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากการขยายตัวของเขตเมืองและพาณิชยกรรม การขยายตัวของชุมชนในพื้นที่ ส.ป.ก. เอง ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้พื้นที่ ส.ป.ก. สุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ส.ป.ก.จึงได้เชิญกรมโยธาธิการและผังเมืองและกรมพัฒนาที่ดินเพื่อมาร่วมกันวางแผนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตปฺฏิรูปที่ดิน โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะทำการศึกษาค้นคว้าหาแบบจำลอง (Model) ที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำมาขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยการซ้อนทับของแผนที่ผังเมืองของกรมโยธาธิการและผังเมือง แผนที่ Agri-Map ของกรมพัฒนาที่ดิน และแผนที่ ส.ป.ก. พร้อมกันนี้ ส.ป.ก.จะได้ขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแจ้งให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ ส.ป.ก. ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก. อย่างเคร่งครัด

ประการที่ 4 ขยายการให้บริการ Mobile Unit ซึ่งหลังจากที่ได้เริ่มให้บริการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่หรือ Mobile unit แก่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ที่อยู่ห่างไกลและได้รับการตอบรับที่ดี ดังนั้น ส.ป.ก. จะได้จัดบริการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่หรือ Mobile unit ให้ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ พร้อมทั้งจะเพิ่มบริการอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องเกษตรกรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเพิ่มจำนวนรอบหมุนเวียนการให้บริการให้มากขึ้น เพื่อให้ ส.ป.ก. และพี่น้องเกษตรกรมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นต่อไป

ประการที่ 5 ปรับปรุงและขยายศูนย์บริการประชาชน สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มาติดต่อใช้บริการ ส.ป.ก. ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด และประสบปัญหาสถานที่พักคอยคับแคบและไม่เพียงพอ ส.ป.ก. จึงได้ดำเนินการโครงการก่อสร้าง/ขยาย/ปรับปรุงศูนย์บริการประชาชน ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด ให้มีความกว้างขวางโอ่โถงมากขึ้น มีจำนวนที่นั่งพักคอยเพียงพอ และมีน้ำดื่มสะอาดให้บริการ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรที่มารับบริการมีสถานที่พักคอยที่เพียงพอและมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และประการสุดท้าย คือ การสำรวจรังวัดด้วยเครื่องมือทันสมัย ซึ่ง ส.ป.ก. กำลังจัดซื้อเครื่องหาค่าพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียม (GNSS ชนิด Rover) จำนวน 88 ชุด เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านงานสำรวจรังวัดและทำแผนที่ของ ส.ป.ก. ในการจัดที่ดินเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรมีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการสำรวจรังวัดและช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ/ซ้อนทับกันของแผนที่รูปแปลงที่ดินเกษตรกร นอกจากนี้ ยังเป็นการพัฒนาระบบแผนที่แปลงที่ดินของ ส.ป.ก. ให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแผนที่แปลงที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐ One Map การจัดทำแผนที่ฐาน Base map มาตราส่วน 1 : 4,000 ของประเทศไทย (ONE DATUM) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการถือครองที่ดินของรัฐในระบบดิจิทัล (Big Data) ที่มีข้อมูลถูกต้องเป็นปัจจุบันทันสมัย สามารถช่วยในการขับเคลื่อนประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีประเทศไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และ Model Thailand 4.0

“ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก. จะขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ALRO ALERT” ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Manager) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังว่าการทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย Social Enterprise ซึ่งมีปฏิรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้จัดการพื้นที่ และมีผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่าน เป็น Supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น Backbones ที่จะสนับสนุนการทำงานของ ส.ป.ก. ให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “การทำให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืน” มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในครอบครัว และการทำให้ที่ดิน “ส.ป.ก. เป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทยตลอดไป”เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402101

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.37 น.

‘กฤษฏา’ปักธง6วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบเดือนพ.ค. มั่นใจรายได้พุ่งปีละ5.66 แสนบาท

17 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช เปิดเผยว่าสั่งให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ คณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์ ทุกจังหวัด เร่งขับเคลื่อนโครงการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ให้จัดทำแผนปฏิบัติการแปลงต้นแบบในเดือนพ.ค.นี้ โดยใช้พื้นที่ ส.ป.ก. และนิคมสหกรณ์ซึ่งเกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการเกษตรอยู่แล้ว ใน 6 ภูมิภาค ได้พื้นที่เป้าหมายแปลงละ 1,000 ไร่ขึ้นไปได้แก่ ส.ป.ก. ระบำ จ.อุทัยธานี ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ บ่อทอง/หนองใหญ่ จ.ชลบุรี วังน้ำเขียว/ปากช่อง จ.นครราชสีมาโคกสูง จ.สระแก้ว ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยจัดรูปที่ดินตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือ เกษตรกรได้สิทธิ์เข้าทำกิน แต่ไม่ได้เอกสารสิทธิส.ป.ก. 4-01 แล้วให้ทำเป็นแปลงรวม จัดรูปแบบสหกรณ์มาเช่าและบริหารจัดการทำเกษตรกรรม ส่วนที่ดินของนิคมสหกรณ์ซึ่งมีอยู่ 36 แห่งทั่วประเทศนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายที่เหมาะสมอยู่

“ทุกหน่วยงานลงทำความเข้าใจเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ซึ่งเกษตรกรจะรวมแปลงกัน ตัดสินใจเลือกทำการเกษตรที่เหมาะสมตามแผนที่จัดการด้านเกษตรกรรม (Agri-Map)โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ต้องการสินค้าเกษตรมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมกับบูรณาภาครัฐและเอกชนมาจัดหลักสูตรอบรม เน้นวิธีการจัดการสมัยใหม่แบบเกษตรแม่นยำ ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรกรรมดั้งเดิมให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การทำเกษตรที่ลงทุนน้อยให้ผลตอบแทนสูง นำความรู้ทางเทคโนโลยี เครื่องมือและเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตเพื่อทดแทนการใช้แรงงาน” นายกฤษฏา กล่าว

ทั้งนี้ ได้ศึกษาเปรียบเทียบรายได้ระหว่างเกษตรกรที่ทำแปลงย่อยกับแปลงใหญ่ กรณีที่ฤดูผลิต 1 ปลูกข้าว ฤดูผลิต 2 ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และฤดูผลิต 3 ปลูกพืชผักนั้น ผลผลิตต่อไร่แบบแปลงใหญ่สูงกว่าแปลงย่อย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และได้กำไรมากกว่า ซึ่งจะทำให้รายได้ครัวเรือนต่อปีสูงขึ้นเป็น 566,107 บาท จากเดิม 350,607 บาท เพิ่มขึ้น 215,500 บาทหรือร้อยละ 61.5

สำหรับวิธีบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่นั้นเป็นแบบมีส่วนร่วมที่ทันสมัย โดยให้เกษตรอำเภอร่วมกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดรวมกลุ่มเกษตรกรเจ้าของที่ดินเพื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน แล้วคัดเลือกเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือคัดเลือกบุตรหลานของเกษตรกรเจ้าของที่ดินต้องการทำการเกษตรเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Farmers) มาเป็นผู้จัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ โดยอาจปรับเป็นการทำธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดินกับภาคเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนโดยออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร แนะนำวิธีการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ ขณะที่เกษตรกรยังเป็นเจ้าของที่ดิน จากนั้น​ให้สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนรวบรวมผลผลิตขายให้เอกชนหรือหาตลาดส่งขายเองหรือวางขายในระบบออนไลน์ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเชิญชวนภาคเอกชนมาตั้งโรงรวบรวบรวมผลผลิตหรือตั้งโรงงานแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิต

ทั้งนี้ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วนระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดิน สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ให้เป็นไปตามหลักความเป็นธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

“เป้าหมายของโครงการคือ การเพิ่มบทบาททั้งภาครัฐและเอกชนให้มีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการวิสาหกิจแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับรายได้เกษตรกร อีกทั้งพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้มีศักยภาพ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันในตลาดโลกได้” นายกฤษฏากล่าว

ศธ.เร่งเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401860

ศธ.เร่งเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาฯ

ศธ.เร่งเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาฯ

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 19.35 น.

ศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสายวิชาชีพอย่างเข้มข้น เดินเครื่องโครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเป็นการขับเคลื่อนแนวทางตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า โครงการครูพิเศษอาชีวศึกษาอุตสาหกรรม 4.0 นับเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวทางตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีความสอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 ที่ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ดำเนินการโดยการยกระดับสถาบันการศึกษา ในสาขาที่มีความเชี่ยวชาญ สู่ความเป็นเลิศ โดยเฉพาะสาขาวิชาชีพ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเรามีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นผู้กำกับดูแล ที่จะมีส่วนช่วยในการผลักดันให้การพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

ครูผู้สอนเป็นถือเป็นหัวใจหลักของกระบวนการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ซึ่งครูพิเศษจากสถานประกอบการเป็นอีกส่วนสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการเสริมทัพครูอาชีวศึกษาที่มีอยู่ในระยะเร่งด่วน  เพื่อรองรับกับความต้องการที่ตรงกับบริบทพื้นที่และตรงตามทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นับจากที่มีโครงการความร่วมมือกับผู้บริหารสถานประกอบการทั่วประเทศ ในการส่งอาสาสมัคร “ครูพิเศษ” เพื่อเสริมทัพครูอาชีวศึกษาที่มีอยู่ ในสาขาเร่งด่วน รวมทั้งสาขาที่ต้องการพิเศษ อาทิ ครูพิเศษใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย EEC และอุตสาหกรรม 4.0 หรือด้านภาษา กฎหมาย การลงทุน ระบบบัญชี การเงิน การจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ การตลาด และการขาย

ทั้งนี้ เพื่อที่จะเข้ามาถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพพร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถของครูผู้สอนไปพร้อมกัน ซึ่งหมายรวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความเหมาะสม ทันสมัยเพื่อการพัฒนากำลังคนด้านการศึกษาสายวิชาชีพอย่างยั่งยืนต่อไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในการเปิดรับสมัครลงทะเบียน ครูพิเศษจำนวนทั้งสิ้น 500 ราย และเริ่มการเรียนการสอนไปแล้ว ในห้วงปีที่ผ่านมา

โดยในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน มีการพัฒนาหลักสูตรที่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา และมีครูพิเศษจากสถานประกอบพื้นที่EEC มาสอนในหลักสูตรช่างซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม โดยมีการจัดเตรียมแผนกและครุภัณฑ์ในการเรียนการสอนรุ่นแรกที่วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี ซึ่งแผนกช่างซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเปิดรับนักเรียนจำนวน 20 คน สอนในระดับชั้นปวส. โดยทำการเรียนการสอนในรูปแบบทวิภาคี 1 ปีเรียนกับสถาบันทางการศึกษา และอีก 1 ปีหลังทำการฝึกงานที่สถานประกอบการ ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาจาก SEC สู่ EEC ทั้งนี้แผนกช่างซ่อมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ได้เปิดการเรียนการสอนภายในปีการศึกษา 2562 จึงนับได้ว่าโครงการดังกล่าวนอกจากจะช่วยตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานด้านนี้อย่างตรงเป้าหมายแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำในภาคการศึกษาของประเทศอีกด้วย

7จว.ลุยตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401545

x

7จว.ลุยตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหม

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังแถลงข่าวการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562 ว่าจากการกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ โดยให้หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ รวมทั้งให้แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับ

ภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้วางแผนการผลิตเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ กรมหม่อนไหมจึงสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิต และทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยให้หน่วยงานระดับพื้นที่เป็นตัวกลางประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม อีกทั้ง สร้างการรับรู้เรื่องพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้เกษตรกร ผู้ประกอบการและบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพ.ร.บ. ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

ด้านน.ส.ศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินการนำร่องใน 7 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และอุทัยธานี มีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้าคือ 1.สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด 2.สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่นจำกัด 3.สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติกและ4.สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัทไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่ได้ประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมใน 7 จังหวัด จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30ล้านบาท ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย

ตั้งทีมศึกษาผลกระทบกม.เกษตรพันธสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401543

x

ตั้งทีมศึกษาผลกระทบกม.เกษตรพันธสัญญา

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานคณะทำงานศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเกษตรพันธสัญญา สภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า ตามที่พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 ได้ประกาศและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560ซึ่งพบว่ากระบวนของระบบเกษตรพันธสัญญายังมีปัญหาเกิดขึ้นในพื้นที่ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดใหม่ศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายเกษตรพันธสัญญา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ โดยคณะทำงานฯมีอำนาจหน้าที่คือ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลและสภาพปัญหาที่มีผลต่อการทำเกษตรพันธสัญญา เสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไข โดยจัดทำข้อเสนอเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิให้เกษตรกร เสนอหลักเกณฑ์ มาตรการและวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจากปัญหาในพื้นที่ รวม 2 เรื่องหลัก คือ

การประชาสัมพันธ์ ความรู้ด้านกฎหมายของระบบเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจขั้นตอนการทำข้อตกลงสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตทางการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขึ้นทะเบียน ความกังวลต่อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้นายสุรศักดิ์เหลืองอร่ามกุล หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาผู้แทนกระทรวงเกษตรฯรับเรื่องไปกำหนดแผนประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกษตรกรรับทราบสาระสำคัญและแนวทางปฏิบัติตามพ.ร.บ. เช่น การทำสัญญา รวมถึงการแจ้งข่าวสารในพื้นที่ เช่น ระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวกับระบบเกษตรพันธสัญญา โดยขอความร่วมมือให้สภาเกษตรกรจังหวัด ซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรทำความเข้าใจกับเกษตรกรในเรื่องนี้ด้วย

กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาท เกษตรกรเกรงกลัวต่ออิทธิพลของผู้ประกอบการในการเผชิญหน้า ซึ่งขั้นตอนนี้บุคคลที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ประธานการไกล่เกลี่ย ควรเป็นอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งขั้นตอนเจรจาไกล่เกลี่ยที่เกิดขึ้นภายในจังหวัด ไม่ได้สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรอย่างแท้จริง และทำให้เกษตรกรต้องยอมรับสภาพหนี้สิน โดยมิอาจทำการโต้แย้งได้

อย่างไรก็ตาม คณะทำงานฯพิจารณาร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น เนื่องจากกฎหมายเพิ่งประกาศใช้จึงยังไม่สามารถเสนอปรับปรุงได้ โดยจะนำเรื่องนี้ไปหารือร่วมกัน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้ต่อไป

กรมชลฯเร่งฟังความเห็นแก้ท่วมชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401546

x

กรมชลฯเร่งฟังความเห็นแก้ท่วมชุมพร

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำริว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างลงพื้นที่ประชุมชี้แจงและรับฟังข้อคิดเห็น และแนวทางแก้ปัญหาจากราษฎรผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งที่ผ่านมาราษฎรเข้าใจและร่วมกำหนดแนวทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ กรมชลประทานจะจัดประชุมชี้แจงต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจนสิ้นข้อโต้แย้ง จากนั้นถึงจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อของบประมาณดำเนินการโครงการฯ คาดว่าใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี

สำหรับการดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำรินั้น กรมชลประทานดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 เป็นการก่อสร้างอาคารประตูควบคุมบังคับน้ำ ขุดลอก ขุดขยายคลองระบายน้ำหลายสาย โดยออกแบบเพื่อตัดยอดน้ำ ผันน้ำอ้อมเมือง ซึ่งที่ผ่านมาป้องกันและบรรเทาอุทกภัยให้ตัวเมืองได้เป็นอย่างดีในระดับเป็นที่น่าพอใจ แต่จากความผันผวนของภูมิอากาศทำให้มีฝนตกในจ.ชุมพรมากกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2557 ทำให้เกิดน้ำท่วมแถวชานเมือง บริเวณต.นากระตาม ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ ต.หาดพันไกร ต.บางลึก อ.เมือง กระทั่งพฤศจิกายน 2561เกิดฝนตกหนักวัดได้มากกว่า 250 มิลลิเมตร จึงเกิดน้ำป่าไหลหลากจากคลองท่าแซะและคลองรับร่อลงมารวมกันที่คลองท่าตะเภามากถึง 1,111 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เกินความสามารถรับน้ำของคลองท่าตะเภา ทำให้เกิดน้ำท่วม ดังนั้น กรมฯจึงเห็นควรปรับปรุงคลองท่าตะเภาให้รับน้ำได้ในระดับ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที จากนั้นจึงจัดทำเวทีชี้แจงรับฟังปัญหาข้อความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ถูกน้ำท่วมดังกล่าว

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำรินั้น วางแนวทางดำเนินการไว้ เช่น ปรับปรุงคลองหัววัง ให้ระบายน้ำได้ 930 ลบ.ม.ต่อวินาที ปรับปรุงคลองพนังตักให้ระบายน้ำได้ 1,150 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มบานปตร.หัววัง และ ปตร.พนังตักจากเดิม 3 ช่องเป็น 9 ช่อง ปรับปรุงคลองรับร่อจาก อบต.ท่าข้ามถึงจุดบรรจบคลองท่าตะเภาให้ระบายน้ำได้ 800 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มศักยภาพการรับน้ำคลองท่าตะเภา ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ หากแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในอ.ท่าแซะ อ.เมือง ที่ถูกน้ำท่วมได้ 42,000 ไร่ และแก้ปัญหาน้ำท่วมถนนเพชรเกษมเส้นทางสายหลักในการสัญจรสู่ภาคใต้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองท่าตะเภาได้อย่างยั่งยืน ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองหน้าแล้ง

ส่วนความคืบหน้างานขุดคลองผันน้ำลุ่มน้ำคลองชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามพระราชดำริเปิดโครงการมาตั้งแต่ปี 2558 แต่ติดขัดเรื่องการจัดหาที่ดิน จนกระทั่งมีการขอออกราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินคาดว่างานขุดคลองผันน้ำฯจะเสร็จปี 2564 ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41(แยกปฐมพร) ที่เกิดทุกปี รวมถึงบรรเทาอุทกภัยในชุมชนตอนล่างของ อ.เมือง 6 ตำบล ลดพื้นที่น้ำท่วม 37,500 ไร่ ช่วยเหลือราษฎร 16,802 ครัวเรือน และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง 6.5 ล้านลบ.ม.

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401542

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อาหารปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ได้เข้าไปฟังการเสวนา เรื่อง “ก้าวต่อไปของเกษตรกรไทย วิกฤติ หรือ โอกาส” ทาง facebook live ของ เครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในการเสวนาครั้งนี้มีการพูดถึงการทำการเกษตรตามระบบ GAP หรือ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีไว้อย่างน่าสนใจ ผู้ที่พูดถึงเรื่องนี้คือ ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย ผู้ซึ่งเป็นแกนนำในการสร้างระบบ THAIGAP

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ บอกว่า ที่ตนเองออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระบบ THAIGAP ทั้ง ๆ ที่ หน่วยราชการคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีระบบการรับรอง GAP อยู่แล้ว ก็เนื่องมาจากการผลักดันของกระทรวงเกษตรฯ ในการที่จะให้เกษตรกรทำการผลิตตามระบบ GAP นั้น เน้นไปที่การผลิตเพื่อการส่งออก และให้เป็นมาตรการสมัครใจ แต่ในสิ่งที่ควรจะเป็นคือ ควรจะสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรว่า เกษตรกรควรผลิตในระบบที่ถูกต้องไม่ว่าจะส่งออก หรือไม่ก็ตาม

เพราะวิธีการปฏิบัติตามระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP นั้น ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ผลผลิตมีคุณภาพ และที่สำคัญคือผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ชูศักดิ์ พูดถึง ออร์แกนนิค หรือเกษตรอินทรีย์ว่า การจะปลูกหรือทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์นั้น ต้องใช้พื้นฐานของ GAP หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีมาก่อน เพราะเกษตรอินทรีย์ กับ GAP มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ผลผลิตมีความปลอดภัย เพียงแต่การผลิตแบบ GAP ใช้สารเคมีได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง และไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ส่วนเกษตรอินทรีย์นั้น ไม่สามารถใช้
สารเคมีใดๆ ได้

อย่างไรก็ตาม มีคนพูดถึงแต่ว่าเกษตรอินทรีย์ ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าผลผลิตจากระบบเกษตรอินทรีย์ มีโอกาสปนเปื้อนสูง เชื้อโรคอีโคไล ซาลโมเนลล่า ถ้าตรวจพบในต่างประเทศ มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันล้มละลายเลยทีเดียว เพราะเชื้อเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ว่าคนไทยมีภูมิต้านทานสูงกว่าฝรั่งจึงไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องนี้ปรากฏให้เห็นนัก

ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไม่มีปัญหา หรือความขัดแย้งระหว่างการผลิตโดยใช้สารเคมีกับการผลิตแบบอินทรีย์ เพราะญี่ปุ่นมีเป้าหมายเดียวคือ ผลผลิตต้องปลอดภัย การผลิตแบบอินทรีย์ก็ทำไป จะส่งเสริมหรือสร้างชื่อเสียงกันก็ทำเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของท้องถิ่นนั้นๆ ไป

การผลิตตามระบบ GAP ของญี่ปุ่น เอกชนเป็นคนทำ ราชการไม่ได้มาเกี่ยวข้อง ราชการเพียงแต่ออกกฎหมายว่าอาหารต้องปลอดภัย ส่วนการทำให้ปลอดภัยทำอย่างไรคนผลิตต้องไปจัดการเอง นั่นคือต้องมีระบบ เอกชนจึงไปสร้างระบบให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย หรือ GAP และ GAP ของญี่ปุ่น เป็น GAP ที่ใช้มาตรฐานสูงของยุโรป และทำทั้งการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ใช้มาตรฐานเดียวกัน ญี่ปุ่นจึงไม่มีปัญหาการตลาดกับตลาดต่างประเทศ และที่น่าสนใจคือญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรสูงกว่าของไทยทั้ง ๆ ที่พื้นที่ทำการเกษตรไม่มาก แต่มีการบริหารจัดการที่ดี

ย้อนกลับมาที่ GAP ของไทย ปัจจุบันยังมีปัญหาความล่าช้าของการรับรองแหล่งผลิต GAP จากทางราชการ ยกตัวอย่าง ทุเรียนที่จันทบุรี สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความต้องการทุเรียนจากไทยปีละประมาณ 5 แสนตัน ซึ่งต้องเป็นแปลงที่ผลิตในระบบ GAP แต่ปริมาณผลผลิตทุเรียนจำนวนดังกล่าวคำนวณแล้วต้องมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 2 แสนไร่ แต่สวนที่ได้การรับรอง GAP มีเพียงหลักหมื่นไร่ ส่วนที่เหลือจะทำอย่างไรจึงจะรับรองให้ทันในฤดูกาลนี้ถ้าไม่แก้ปัญหาการรับรอง GAP ให้ได้อย่างรวดเร็วอาจจะเสียโอกาสทางการตลาดของทุเรียนไทยไปอย่างน่าเสียดาย

ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ กล่าวถึง THAIGAPว่าเป็นระบบการรับรองที่เอกชนสร้างขึ้นมา โดยสภาหอการค้าไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันพัฒนาและผลิตภัณฑ์อาหาร สวทช. GISDA สมาคมการค้าปลีกแห่งประเทศไทย ร่วมกันทำงานทั้งการพัฒนาเกษตรกร การตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรอง เป็นมาตรฐานที่สากลยอมรับ แต่การรับรอง THAIGAP เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่เหมือน Q GAP หรือ GAP ของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

เกษตรกรคงต้องชั่งน้ำหนักดูว่าจะยอมลงทุนให้เอกชนรับรอง หรือ จะรอภาคราชการรับรองให้ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ น่าจะต้องพิจารณาระบบการรับรอง GAP ของไทยแล้วว่าจะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ หรือต้องจับเข่าคุยกันกับภาคเอกชน และทำ GAP ให้เข้มแข็ง มาตรฐานเดียวกันทั้งการส่งออก และบริโภคภายในประเทศ และควรจะมีเพียง GAP เดียว ผู้บริโภคจะได้ไม่สับสน

แว่นขยาย