เคลียร์อนาคตกองทุนประกันสังคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคลียร์อนาคตกองทุนประกันสังคม

7 พฤศจิกายน 2562 – 07:50 น.
ประกันสังคม
เปิดอ่าน 923 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกากยน 2562

เป็นปัญหาที่วนเวียนถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล คราวนี้ก็มีกระแสข่าวเรื่องกองทุนประกันสังคมที่คาดว่าจะหมดลงภายใน 15 ปี แม้สถานะของกองทุนประกันสังคมในปัจจุบันยังมีความมั่นคงแต่ด้วยปัจจัยในอนาคตที่ต้องพบปัญหาผู้สูงอายุมากขึ้นแต่แรงงานเข้าระบบประกันสังคมลดลง ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาสิทธิประโยชน์สูงขึ้น จะส่งผลถึงสถานะของกองทุนประกันสังคมในระยะยาวได้ ทั้งนี้ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนมีระบบประกันสังคมหรืออาจจะเป็นในรูปเงินกองทุนบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่มีลักษณะเดียวกันคือเป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายสมทบและบางประเทศทางภาครัฐร่วมสมทบด้วย โดยมีอัตราจ่ายสมทบแตกต่างกันไปพร้อมสิทธิประโยชน์ก็แตกต่างกันไปเช่นกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนทั้งเรื่องเจ็บป่วย เสียชีวิต และยามชราภาพ

มีเสียงสะท้อนในกรณีบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคมที่จะส่งผลต่อปัญหาเสถียรภาพทางการเงินและคาดการณ์ว่าอาจทำให้เงินกองทุนหมดลงนั้น เป็นประเด็นข้อกังวลมานานแล้ว เนื่องจากต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนทำงานที่เข้าระบบประกันสังคมน้อยลง โดยเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากหันไปประกอบอาชีพส่วนตัว ขณะที่จำนวนผู้ประกันตนชุดเดิมที่มีจำนวนมากก็ใกล้จะเกษียณอายุ 55 ปี ซึ่งบำนาญของกองทุนจะต้องจ่ายไปเรื่อยจนกว่าผู้ประกันตนเกษียณจะเสียชีวิต แต่ด้วยวิทยาการปัจจุบันคนมีอายุยืนขึ้น ดังนั้นย่อมหลีกไม่ได้หากไม่มีการปรับปรุงและหาวิธีการบริหารกองทุนก็คาดการณ์ได้ว่าจะทำให้เงินกองทุนหมดแน่นอน ซึ่งโจทย์ใหญ่ที่ได้ศึกษาวิจัยกันมาพอสมควรมี 2 แนวทางคือ จ่ายเงินสมทบเพิ่มหรือขยายอายุรับเงินบำนาญ แต่เรื่องดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยอมรับหรือได้ข้อสรุปแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานยืนยันว่าผลการดำเนินงานการบริหารการลงทุนของกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนในเดือนสิงหาคม 2562 มีสถานะเงินลงทุนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 มีเงินลงทุนรวมจำนวน 2,044,921 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหลักทรัพย์มั่นคงสูงร้อยละ 79.42 หลักทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 20.58 จำแนกตามแหล่งลงทุนในประเทศร้อยละ 89.86 ต่างประเทศร้อยละ 10.14 โดยสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้จำนวน 5,976 ล้านบาท ส่วนสถานะเงินลงทุนของกองทุนเงินทดแทน มีเงินลงทุนรวมจำนวน 64,972 ล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้จำนวน 243 ล้านบาท รวมทั้งสองกองทุนได้ผลตอบแทนสูงถึง 6,219 ล้านบาท ส่วนตัวเลขผู้ประกันตนจนถึงเดือนกันยายน 2562 ทุกมาตราคือ มาตรา 33, 39, 40 มีทั้งหมด 16,457,941 คน

ปัญหาสำคัญที่ต้องดำเนินการคือหาข้อสรุปให้ได้ว่าจะใช้แนวทางใดในการให้กองทุนประกันสังคมเข้มแข็งยั่งยืนไม่ล้มละลายขาดทุนในอนาคตที่ประเทศเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว ซึ่งรัฐต้องรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อยุติให้ได้ว่าต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มและขยายอายุรับเงินบำนาญหรือไม่ อีกทั้งต้องศึกษาบทเรียนและโมเดลจากต่างประเทศซึ่งเชื่อว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องได้ทำอยู่แล้ว แต่ต้องนำมาปรับการบริหารให้กองทุนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิมและเป็นอิสระคล่องตัว โดยพบว่าในบางประเทศมีการยกระดับกองทุนเป็นธนาคารดำเนินธุรกิจและถือครองทรัพย์สินและยังเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ต่ำให้แก่โครงการรัฐบาลด้วยซ้ำ แต่ต้องควบคู่กับการตรวจสอบความโปร่งใสไม่ให้มีทุจริต ซึ่งก็เป็นโมเดลหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกองทุนและสรุปแนวทางที่แน่ชัดเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“เจ๊สมพร” เงิบ เจอ “เอ๋ จอมบึง” ตัวจริงเจ้าถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊สมพร” เงิบ เจอ “เอ๋ จอมบึง” ตัวจริงเจ้าถิ่น

6 พฤศจิกายน 2562 – 09:41 น.
สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,เจ๊สมพร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,ปารีณา ไกรคุปต์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 7,726 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 6 พ.ย. 62

**************************

ในที่สุดที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐได้เห็นชอบที่จะเสนอชื่อ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กรุงเทพฯ และ “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส.ราชบุรี เขาไปทำหน้าที่ใน “คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” แทนที่ “พยม พรหมเพชร” ส.ส.สงขลา และ “ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์” ส.ส.อุบลราชธานี

เอ่ยชื่อ “สิระ-ปารีณา” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ คงร้อนรุ่มในหัวใจและรู้สึกไม่พอใจการเล่นเกมตาต่อตา ฟันต่อฟันของพลังประชารัฐ

เอ๋” ลุย “เจ๊สมพร”

หลายคนคงไม่ทราบว่า เอ๋” ปารีณา ไกรคุปต์ เป็น ส.ส.ราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อ.จอมบึง และ อ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และต.ดอนทราย)

ด้วยเหตุนี้ “ส.ส.เอ๋” จึงต้องเข้าไปรับฟังปัญหาชาวบ้านหมู่ 14 บ้านหนองน้ำใส ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งประชาคมหมู่บ้านให้ช่วยเรียกคืนที่ดิน 500 ไร่ จากทั้งหมดกว่า 3,000 ไร่ ของ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” มารดาของธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ 

ปารีณา ไกรคุปต์ พบชาวบ้าน

สัปดาห์ที่แล้ว “ส.ส.เอ๋” ได้นำชาวบ้านจาก อ.จอมบึง ไปยื่นหนังสือถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ กรณีขอที่ดิน 500 ไร่ คืนจากสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เพื่อทำป่าชุมชน

นายอำเภอจอมบึงและเอ๋ พบชาวบ้านเรื่องที่ดิน

ด้านสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ายินดีจะยกที่ดิน 500 ไร่ ให้ชาวบ้าน เพราะก่อนหน้านี้ได้ส่งทนายความไปเจรจากับตัวแทนชาวบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

นัยว่าที่ดินที่เจ๊สมพรซื้อมาเป็นการซื้อในลักษณะเหมารวมทั้งหมด มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน นส.3 ก, นส.3, นส.2 และภบท.5 รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,700-2,800 ไร่

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ

สำหรับที่ดินส่วนที่เป็น นส.2 กับ ภบท.5 ชาวบ้านต้องการให้ใช้พื้นที่เป็นป่าชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ตัวแทนของสมพร ต้องการให้ชาวบ้านไปดำเนินการตรวจสอบหาแนวเขตเอง หากพบว่ามีแนวเขตที่ชัดเจนก็ยินดีที่จะมอบพื้นที่คืนให้

ชาวบ้านจึงต้องวิ่งมาหา “ส.ส.เอ๋” ให้ช่วยเหลือประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรม..เรื่องของเรื่อง ทนายเจ๊สมพร อาจไม่ทราบว่า “เอ๋” เป็นขวัญใจคนจอมบึง

ทวี” กับจอมบึง

ทวี ไกรคุปต์” บิดาของปารีณา เป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ “จังพานิช” โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ คือ สวัสดิ์ จังพานิช เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จึงเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้ทวีได้เป็น ส.ส.มา 7 สมัย

ทวี ไกรคุปต์ ไม่ทิ้งคนจอมบึง

ผลงานที่ปรากฏเป็นรูปธรรมจากการที่ได้รับเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนฯ จึงมีค่อนข้างมาก เช่น ถนนลูกรัง ถนนลาดยาง คลองชลประทาน และการขยายเขตไฟฟ้า

อ.จอมบึงในอดีตพื้นที่กว้างขวาง ค่อนข้างทุรกันดาร “ทวี” เข้าช่วยชาวบ้านทั้งการแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคและการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน จอมบึงจึงกลายเป็น “ฐานเสียง” สำคัญของเขา

แม้ อ.โพธาราม จะมี 19 ตำบล 156 หมู่บ้าน แต่ “ทวี” จะให้น้ำหนัก อ.จอมบึง ที่มี 6 ตำบล 90 หมู่บ้าน เนื่องจาก อ.โพธาราม เป็นฐานเสียงของนักการเมืองหลายพรรค ต่างจาก อ.จอมบึง มีตระกูลเดียวคือ ไกรคุปต์

ทุกวันนี้ไม่ว่างานบุญ งานบวช งานเล็ก งานใหญ่ใน อ.จอมบึง ทวีจะไปร่วมงานของชาวบ้านหมด

ศึกสายเลือดโพธาราม

ทวี ไกรคุปต์ เป็นชาว อ.โพธาราม มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล ไกรคุปต์” และ จังพานิช

ปี 2548 ทวีหนุนปารีณา ลูกสาวลงสนามการเมืองแทนตัวเอง ทำให้ “สวัสดิ์” ส่ง สายันต์ จังพานิช อดีต ส.อบจ.ราชบุรี ลงแข่งกับ “เอ๋” หลานสาวตัวเองสองครั้ง โดยครั้งแรกปี 2550 สายันต์สวมเสื้อมัชฌิมาธิปไตย และปี 2554 สวมเสื้อเพื่อไทย แต่ก็พ่าย “ส.ส.เอ๋” ทุกครั้ง

งานเล็กงานใหญ่ ทวีไปหมดใน อ.จอมบึง

ในสนามเล็กปี 2552 สวัสดิ์ จังพานิช ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ทวี ไกรคุปต์ ก็ส่ง วารี จันเกษม หัวคะแนนปารีณาลงชิงชัย ด้วยฐานคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งของทวี ทำให้วารีได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเล็กโพธาราม

กระทั่งปี 2555 สวัสดิ์ล้างแค้นทวีสำเร็จ กลับมาชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม มาจนถึงปัจจุบัน

หากตระกูลไกรคุปต์ ไม่แน่จริง ปารีณาไม่ได้เป็น ส.ส.มา สมัยรวด

เชิญชมนิทรรศการพยุหยาตราทางชลมารค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชิญชมนิทรรศการพยุหยาตราทางชลมารค

5 พฤศจิกายน 2562 – 13:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เปิดอ่าน 1,504 ครั้ง

เชิญชมนิทรรศการพยุหยาตราทางชลมารค คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

12 ธันวาคมนี้ เป็นวันประวัติศาสตร์ชาติไทย โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 94 ปี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โอกาสนี้รัฐบาลได้จัดนิทรรศการอย่างเต็มรูปแบบ ณ สนามหลวง จนถึง 11 พฤศจิกายนนี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนไปร่วมชมเพื่อจะได้ชมความวิจิตรงดงาม ซึ่งจะได้ชมพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันจริงได้อย่างดี

ขอแจ้งรายละเอียดนิทรรศการนี้ให้ทราบว่าจะได้ชมเรือพระราชพิธีจำลองเสมือนจริงทั้ง 4 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

ในงานมีอาคารนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “เถลิงถวัลยราชสมบัติ สยามรัฐสีมา” ประกอบด้วย 3 ห้องหลักคือ “ห้องมหามงคลสมัยพระขวัญไผทเถลิงรัช” มุ่งจัดแสดงองค์ความรู้อย่างละเอียดทุกแง่มุมเกี่ยวกับความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงรัชสมัย “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”

นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เพื่อสร้างสีสันให้นิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำวีดิทัศน์พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากทั่วประเทศ, การเนรมิตห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ได้ศึกษาข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมติดตั้งจอแอลอีดี พาโนรามา สกรีน

ห้องที่สองจัดขึ้นในแนวคิด “นิรมิตเรืองนทีเถลิงหล้า” เน้นการแสดงแสงสีเสียงสื่อผสม เพื่อนำเสนอความสุขของคนไทยภายใต้ร่มพระบารมี ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญ นอกจากจะมีการฉายภาพสามมิติเสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงบนจอแอลอีดี วิชวล พาโนรามา 180 องศา ประกอบการแสดงศิลปวัฒนธรรม

งานนี้ยังจำลองบรรยากาศการแสดงขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเสมือนจริง โดยจัดกระบวนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ พร้อมเสียงขับกล่อมของกาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติฯ ประพันธ์โดย “นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย” เปิดให้ชมวันละ 3 รอบ เวลา 16.00 น. 18.00 น. และ 20.00 น.

การนี้ฉายภาพผ่านจอแอลอีดี สกรีน และจัดทำ “ซาวนด์ โดม” ให้ได้ฟังการเห่เรือ พร้อมเรียนรู้ความสำคัญของเรือพระราชพิธีแต่ละลำ ผ่านภาพเรือจำลอง 52 ลำ, การจัดแสดงการแต่งกายของพนักงานประจำเรือ และสาธิตงานประณีตศิลป์ที่เกี่ยวกับเรือพระราชพิธี

ห้อง “ขบวนนาวาอารยศิลป์แผ่นดินสยาม” ถ่ายทอดเรื่องราวขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

มีการจัดแสดงม่านน้ำประกอบแสงสีเสียงสื่อผสมชุด “ม่านธาราลือขจร เฉลิมราชย์องค์ราชัน” เพื่อถ่ายทอดถึงน้ำพระราชหฤทัยของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรทั่วหล้า เปรียบประดุจสายน้ำที่หล่อเลี้ยงประชาชนให้มีความสุขสงบร่มเย็น

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะหมดเขตนิทรรศการอันทรงคุณค่านี้แล้วจึงขอเชิญชวนไปชมมรดกของแผ่นดินมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘ยาดองเหล้า’ ภูมิปัญญาไทย
 รัฐบาลเจอใบสั่งใคร?

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อขอให้ท่านเป็นสื่อกลางว่ารัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งให้กรมสรรพสามิตจัดการตามกฎหมายกับยาดองเหล้าซึ่งผมถือว่าไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องอย่างมาก

ยาดองที่กรมสรรพสามิตอ้างว่าต้องปราบปรามนั้น ผมเชื่อว่ามีใบสั่งจากบริษัทผลิตเหล้าที่มีอำนาจการเงินและเป็นสปอนเซอร์ให้จัดการโดยมีเหตุผลถึงสุขภาพแบบเดียวที่รัฐบาลแบนสารพิษที่เป็นข่าวใหญ่ยุ่งกันไปหมด

ผมอยากจะบอกว่ายาดองเหล่านี้ผสมกับสมุนไพรและมีสรรพคุณ ถือเป็นภูมิปัญญาไทยมีมานานหลายชั่วอายุคนแล้วตั้งแต่โบราณ

ได้เคยชิมยาดองเหล่านี้ในงานก็อร่อยดี ยกตัวอย่างเช่น ‘ยากำลังเสือโคร่ง’ มีสรรพคุณบำรุงกำลังร่างกาย เจริญอาหาร ‘ยากำลังช้างสาร’ ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ ชะลอความแก่ กระตุ้นฮอร์โมน เพศชาย ‘ม้ากระทืบโรง’ แก้ปวดเมื่อย ทำให้ร่างการแข็งแรงสมบูรณ์ ฯลฯ

ผมยกตัวอย่างมาหลายๆ ขนาน และเรื่องจะไปขัดคำสั่งของราชการคงลำบากแต่สงสัยว่าทำไปเพราะมีใบสั่งหรือเปล่า ?
บุญสิน (โคราช)

เรียน คุณ ‘บุญสิน’ โคราช
ผมเองเคยลองยาดองเหล้าบ้างตามคำชวนของเพื่อน ก็อร่อยดีแต่แรงไปหน่อยเพราะลองไปหลายขนานมาจนเมื่อได้รับจดหมายแสดงความเห็นมาจึงขอร่วมออกความเห็นว่ายาดองเหล้าเป็นภูมิปัญญาไทย ส่วนจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่นั้น ขอให้กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศแจ้งมา

เวลานี้คนไทยเป็นจำนวนมากคิดว่ารัฐบาลรังแกหรือห้ามโน่นนี่จนกระดิกตัวลำบากและทำอะไรผิดกฎหมายบ้านเมืองไปหมด

ไม่อยากให้เรื่องยาดองเป็นประเด็นใหญ่โตคิดว่าคนไทยพูดกันเข้าใจรู้เรื่อง
อ๊อด เทอร์โบ


อยู่บ่เป็น แม่โขงตายแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397118?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่บ่เป็น แม่โขงตายแล้ว

5 พฤศจิกายน 2562 – 10:50 น.
กระดานความคิด,ประชุมสุดยอดอาเซียน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,น้ำตกคอนพะเพ็ง,เขื่อนดอนสะโฮง,เขื่อนไซยะบุลี
เปิดอ่าน 6,708 ครั้ง

อยู่บ่เป็น แม่โขงตายแล้ว คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบหารือกับเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งตอนหนึ่งนายกฯ ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาค ผ่านกรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) และกรอบแม่โขง-ล้านช้าง

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) มีสมาชิก 4 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ส่วนจีนและเมียนมาร์ไม่ได้เข้าร่วม ซึ่ง MRC มักถูกวิจารณ์ว่า อ่อนแอ ไม่สามารถยับยั้งการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำตามแม่น้ำโขงได้

ในสายตาเอ็นจีโอและภาคประชาชน 3 ชาติ(ไทย กัมพูชา และเวียดนาม) มองว่า “จีน” เป็นผู้คุมเกมเรื่องแม่น้ำโขง รวมทั้งสร้างความชอบธรรมในการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขง

ตัดกลับไปที่น้ำตกคอนพะเพ็ง เมืองโขง แขวงจำปาสัก เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 ช่างภาพอิสระชาวลาวได้ถ่ายภาพน้ำตกคอนพะเพ็ง แล้วโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก และแสดงความเห็นว่า น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำแห้งกว่าทุกปี

4 สหายแห่งลุ่มน้ำโขง

หากสอบถามคนเมืองโขง แขวงจำปาสักก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำโขงในช่วงปลายฝนต้นหนาวปีนี้ น้ำแห้งเหมือนหน้าแล้ง

ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา “เขื่อนไซยะบุลี” บนแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว ได้ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อย่างเป็นทางการ

เขื่อนไซยะบุลี เป็นเขื่อนแรกที่สร้างบนแม่น้ำโขง ตอนล่าง มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนไทย กัมพูชาและเวียดนาม เนื่องจากมีข้อกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงและระบบนิเวศ

มิเพียงเขื่อนไซยะบุลี ก็ยังมี “เขื่อนดอนสะโฮง” ที่อยู่ใกล้ๆ น้ำตกคอนพะเพ็ง บริเวณสี่พันดอน เมืองโขง แขวงจำปาสัก โดยมีการสร้างเขื่อนกั้น “ฮูสะโฮง” ทางน้ำไหลธรรมชาติ

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนดอนสะโฮง จะสนอง 4 แขวงภาคใต้ คือแขวงสาละวัน แขวงอัตตะปือ แขวงเซกอง และแขวงจำปาสัก และที่เหลือส่งขายให้กัมพูชา

เขื่อนไซยะบุลี

การไฟฟ้าลาวได้เซ็นสัญญาขายไฟฟ้าให้แก่กัมพูชาเป็นที่เรียบร้อย โดยสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้เดินทางมาเยี่ยมชมการก่อสร้างโครงการดอนสะโฮงด้วยตัวเอง เมื่อปี 2560

รัฐบาล สปป.ลาว ถือว่า เขื่อนไซยะบุลี และเขื่อนดอนสะโฮง เป็นโครงการยุทธศาสตร์ของรัฐบาลลาว ในการพัฒนาเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างอยู่ในแม่น้ำโขง

นอกจากนี้ รัฐบาลลาว ยังมีแผนจะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงอีก 3 แห่งคือ “เขื่อนปากแบ่ง” แขวงอุดมไซ ที่มีการสำรวจออกแบบเรียบร้อยแล้ว “เขื่อนหลวงพระบาง” แขวงหลวงพระบาง และ “เขื่อนปากลาย” แขวงไซยะบุลี

ขณะที่สื่อออนไลน์ลาวได้เสนอข่าวว่า รัฐบาลลาวเดินหน้าสร้างเขื่อนหลวงพระบางอย่างแน่นอน ภายในปี 2563 แม้จะมีเสียงทักท้วงจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ให้ทบทวนแผนการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

เขื่อนหลวงพระบางนั้น ดำเนินการลงทุนโดยกลุ่มนักธุรกิจจากเวียดนาม และอาจมีการดึงบริษัท ช.การช่าง ผู้สร้างเขื่อนไซยะบุลี เข้าไปร่วมลงทุนด้วย

เขื่อนดอนสะโฮง

แม้จะมีเสียงตะโกนว่า น้ำโขงกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ แต่ผู้นำรัฐบาลลาวก็ทำเป็นหูทวนลม เพราะความต้องการเม็ดเงินจากการขายไฟฟ้าให้เพื่อนบ้าน สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากความยากจน

ตอนที่กำลังมีการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ภาคประชาชนกัมพูชาส่งเสียงคัดค้าน สมเด็จฮุน เซน ก็แอ็กชั่นขานรับรีบนั่ง ฮ.มาดูจุดก่อสร้างเขื่อนทันที พอฟังท่านทองลุน สีสุลิด อธิบายความเรื่องราคาไฟฟ้าที่จะขายให้การไฟฟ้าเขมร นายกฯฮุน เซน ก็เงียบไปโดยพลัน

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนรอบนี้ ท่านเหวียน ชวน ฟุก, ท่านทองลุน สีสุลิด และสมเด็นฮุน เซน ได้มีโอกาสพบปะกันนอกรอบ และเชื่อว่า สามผู้นำลุ่มน้ำโขงจะไม่มีการพูดถึงกระแสคัดค้านการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงอย่างแน่นอน

          ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาชนไทย กัมพูชา และเวียดนาม จึง “อยู่บ่เป็น” ต้องออกมาส่งเสียงให้ผู้นำลาวได้ตระหนักถึงการเขื่อนกั้นน้ำโขง ก็เท่ากับสมรู้ร่วมคิดกับจีนฆ่าแม่น้ำโขงซ้ำอีก  

น้ำตกคอนพะเพ็ง

“ฮุน เซน” ขนกองทัพ จับ “สม รังสี” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ฮุน เซน” ขนกองทัพ จับ “สม รังสี”

5 พฤศจิกายน 2562 – 09:35 น.
สมเด็จฮุน เซ็น,ฮุนเซ็น,สม รังสี,กัมพูชา,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สมเด็จฮุน เซน
เปิดอ่าน 17,485 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 5 พ.ย.2562

***************************

พ่อค้าแม่ค้าแถวปอยเปตบ่นพึม เมื่อทหารบางส่วนจากกองพลน้อยที่ 70 สมทบทหารท้องถิ่นนับพันนาย เคลื่อนกำลังเข้าสู่เมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ตั้งแต่เช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ส่งผลให้การค้าขายชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านด่านคลองลึกซบเซาลงทันที

หน่วยทหารองค์รักษ์สมเด็จฮุนเซน เข้าสู่เมืองปอยเปต

ทหารกัมพูชาเหล่านี้ ไม่ได้หวังจะทำศึกกับทหารไทยแต่ประการใด ภารกิจของพวกเขาคือ ป้องกันมิให้ “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ปลุกระดมพาแรงงานเขมรจากฝั่งไทย ข้ามพรมแดนเข้าสู่ดินแดนกัมพูชา

ทหารเขมรรวมพลอยู่ที่เมืองปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย

ปลุกขวัญทหารกล้า

นับแต่ “สม รังสี” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ประกาศจะกลับถึงกัมพูชา ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันฉลองเอกราชของชาวกัมพูชา ฝ่าย สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้ทำสงครามข่าวสารตอบโต้แผนการของอดีตผู้นำฝ่ายค้านต่อเนื่อง

ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 มีกองกำลังทหารในจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ตามแนวพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นด้านชายฝั่งทะเล, เวียดนาม และไทย ได้ออกมาแสดงพลังรักชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน

ทหารกองพลน้อยที่ 70

ผู้ทหารกัมพูชาในจังหวัดกำโปต, ตะโบงคะมุม, พระวิหาร, อุดรมีชัย, ไพลิน และพระตะบอง ต่างป่าวประกาศว่า สม รังสี เป็นผู้ทรยศชาติ และพยายามทำรัฐประหารล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

ฝ่ายผู้ถืออำนาจในพนมเปญ ชี้ว่าการปลุกระดมมวลชนล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถือว่าเป็นความตั้งใจของสม รังสี ที่จะนำประเทศเข้าสู่สงครามอีกครั้ง

แรงงานเขมรทัพหน้า

เช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 สม รังสี ได้แถลงผ่านยูทูบและแฟนเพจสม รังสี ว่า “ฉันจะหาทางกลับสู่กัมพูชาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

วันที่ 9 พฤศจิกายน ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่อดีตผู้นำฝ่ายค้านจะเดินทางกลับสู่กัมพูชา ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างกัมพูชาใหม่ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีศักดิ์ศรี มีความยุติธรรมและสันติภาพสำหรับทุกคน

สม รังสี โชว์หนังสือเดินทาง

สม รังสี ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส มีแผนจะปลุกระดม แรงงานเขมร” ที่อาศัยในไทย เดินเท้าไปยังด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำพาตัวเขา และอดีต ส.ส.ของพรรคซีเอ็นอาร์พี ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา กลับเข้ากัมพูชา

ในอดีต พรรคซีเอ็นอาร์พี มีฐานกำลังสนับสนุนจากผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มปัญญาชนคนชั้นกลาง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงามเขมรที่อาศัยอยู่ในต่างแดน ล้วนชื่นชอบ สม รังสี และต้องการโค่น “ระบอบฮุน เซน”

สมเด็จฮุน เซน มาประชุมอาเซียนซัมมิทที่กรุงเทพฯ

สมเด็จฮุน เซน ไม่ประมาทสม รังสี เพราะนักการเมืองเขมรคนนี้ มีสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปหนุนหลัง จึงต้องพึ่งพาให้ไทยเป็นหูเป็นตา

ดูสถานการณ์วันนี้ เหมือนสมเด็จฮุน เซน จะเปิดปฏิบัติการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพื่อจับคนคนเดียว

ไทยไม่เล่นด้วย

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สม รังสี เดินทางไปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ไปพบกับเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม และกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐ ร้องขอให้สหรัฐปกป้องสม รังสี และเรียกร้องให้สภาสูงสหรัฐ ตั้งคณะกรรมาธิการเข้าไปสังเกตการเดินทางกลับกัมพูชาของเขา

อย่างไรก็ตาม สม รังสี ได้ส่ง มู ซกฮัว” อดีตรองประธานพรรคซีเอ็นอาร์พี และอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา มาทดสอบท่าทีของรัฐบาลไทย โดยอดีต ส.ส.หญิงปากกล้า เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อ 24 ตุลาคม 2562 แต่ถูกกักตัวไว้นานหลายชั่วโมง และถูกปฏิเสธการเข้าประเทศ ทำให้ต้องเดินทางกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง

ทหารกัมพูชาในจังหวัดต่างๆ ก็เคลื่อนไหวคึกคัก

ปฏิบัติการของ มู ซกฮัว เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หากมู ซกฮัว เข้าประเทศไทยได้ สม รังสี ก็จะใช้เส้นทางนี้เข้ากัมพูชาเช่นเดียวกัน

กรณีอดีต ส.ส.หญิงเข้าไทยไม่ได้ สร้างความวิตกให้แก่ฝ่ายสม รังสี เป็นอย่างมาก เพราะหากเขาดึงดันจะบินจากฝรั่งเศสมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ย่อมต้องเจอแบบเดียวกับมู ซกฮัว

รัฐบาลประยุทธ์กับรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน มีความสัมพันธ์แนบแน่น แผนการกราบแผ่นดินกัมพูชาของสม รังสี น่าจะเป็นฝันลมๆ แล้งๆ เสียมากกว่า

หลอกคนโลภ อุปโลกน์ความรวย หายนะลูกแชร์แม่มณี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลอกคนโลภ อุปโลกน์ความรวย หายนะลูกแชร์แม่มณี

5 พฤศจิกายน 2562 – 09:10 น.
แชร์แม่มณี,แชร์ลูกโซ่,แม่มณี,ความโลภ,ความเสี่ยง,วันทนีย์ ทิพย์ประเวช
เปิดอ่าน 1,975 ครั้ง

หลอกคนโลภ อุปโลกน์ความรวย หายนะลูกแชร์แม่มณี

ไม่น่าเชื่อว่าการสร้างสิ่งจูงใจด้วยการหลอกล่อว่าเงิน 100 บาท เมื่อนำมาลงทุนในวง แชร์แม่มณี จะมีผลตอบแทนสูงถึง 93 บาท ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ จะสามารถเรียกแขกได้มากนับพันๆ คน

หลายคนเมื่อลงทุนครั้งแรกแล้วได้ผลตอบแทนจริง จึงย่ามใจทุ่มทุนเพิ่ม หนำซ้ำยังชักชวนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง มาร่วมด้วย เพราะมองเห็นว่านี่คือ ลาภก้อนโต ที่จะนำพวกเขาไปสู่หนทางแห่ง ความร่ำรวย

แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และความเสี่ยงของแชร์แม่มณีเกิดจาก ความโลภ ซึ่งจบลงด้วย หายนะ !

แม่มณี เปิดวงแชร์ลูกโซ่เพียงไม่นาน สามารถระดมเงินได้มากมายมหาศาล หลายร้อยล้านบาท บางทีอาจถึงหลักพันล้านบาท ถ้าไม่เกิดการฟ้องร้องจากลูกแชร์ที่ถูกเบี้ยวหรือรู้สึกว่ากำลังจะถูกโกง แชร์วงนี้อาจมีเงินสะพัดไปถึงหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

หายนะของวงแชร์แม่มณีเริ่มปรากฏขึ้นช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากลูกแชร์ใน จ.อุดรธานี ทยอยกันขึ้นโรงพัก สภ.เมืองอุดรธานี แจ้งความดำเนินคดี วันทนีย์ ทิพย์ประเวช เท้าแชร์ที่ผันตัวจากแม่ค้าขายตุ๊กตาออนไลน์ มาสู่นักระดมทุนรายใหญ่ในข้อหา “ฉ้อโกง” ก่อนที่ลูกแชร์ในจังหวัดอื่นๆ จะเข้าแจ้งความตามๆ กันมา จนนำไปสู่การสั่งอายัดบัญชีธนาคารในชื่อของ วันทนีย์ และ เมธี ชิณภา แฟนหนุ่ม

กระทั่งวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้อนุมัติออกหมายจับ วันทนีย์ และ เมธี  ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแต่ประชาชน  พร้อมกับออกควานหาตัวเขาทั้งสองในทันที

จากการออกติดตามตัวนี้เองทำให้พบว่า วันทนีย์ หรือ แม่มณี ในวัยเพียง 28 ปี มีเล่ห์เหลี่ยมเกินตัว สามารถจัดฉากสร้างเครดิตได้อย่างน่าเชื่อถือด้วยการหลอกลวงลูกข่ายว่ากำลังทำโครงการก่อสร้างที่พักแบบพูลวิลล่า มีสระว่ายน้ำสำหรับจัดปาร์ตี้แห่งแรกใน จ.อุดรธานี  บนที่ดิน 5.6 ไร่ ห่างจากสนามบินอุดรธานีเพียง 300 เมตร ทั้งที่เจ้าของที่ดินตัวจริงเป็นนักธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังสร้างภาพว่ามีธุรกิจคาร์แคร์ ซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์หรู  ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นการหลอกลวงทั้งนั้น และจากการเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ภายในซอยจินตคาม เทศบาลนครอุดรธานี ที่เธอซื้อและเช่าทำสำนักงาน พบใบถอนเงินธนาคารมีลายเซ็น เมธี ชิณภา เก็บไว้ในกล่องจำนวนมาก

ฮาที่สุด บนชั้น 3 ของอาคาร เธอเนรมิตห้องเล็กๆ ให้กลายเป็นร้านขายทองชื่อ บ.ห้างทองแม่มณี (2019) จำกัด ภายในตกแต่งด้วยตู้โชว์ทองรูปพรรณทั้ง สร้อยคอ แหวน เลสข้อมือ จำนวนมากเหมือนร้านทองทั่วไป แต่ทั้งหมดเป็นทองชุบ ที่ทำขึ้นมาสำหรับไลฟ์สดสร้างโปรไฟล์แหกตาลูกข่ายให้ดูดีมีระดับ

ส่วนบ้านในโครงการบ้านเอื้ออาทรอุดรธานี 3 หมู่ 1 ต.บ้านจั่น อ.เมืองอุดรธานี ที่เธอเคยอาศัยอยู่กับแม่ แต่ปัจจุบันถูกปิดเงียบไปแล้ว

“วิธีการหลอกลวงของแม่มณี เป็นรูปแบบเดิมๆ ทั้งนั้น ถ้าเหยื่อไม่มีความโลภ รู้ว่าความจริงแล้วไม่มีธุรกิจอะไรที่ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกำไรมากถึงขนาดนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เพื่อจะไม่ตกเป็นเหยื่อแบบนี้”

พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 เชื่อว่าสาเหตุที่วงแชร์แม่มณีขยายเครือข่ายได้กว้างขวางมากขนาดนี้เกิดจากความโลภของนักลงทุนโดยแท้ โดยเฉพาะในเพื้นที่ ภ.4 ทั้ง 12 จังหวัด มีผู้เสียหายมากกว่า 244 คน รวมมูลค่าประมาณ 140 ล้านบาท จ.อุดรธานี มีมากที่สุด 220 คน มูลค่าเสียหาย 115 ล้านบาท มีผู้ลงทุนมากที่สุดรายดียว 20 ล้านบาท นอกนั้นกระจายกันไปตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้าน

ผบช.ภ.4 เผยว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังสืบสวนขยายผลว่ามีใครร่วมขบวนการของแม่มณีบ้าง หลังจากเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน  ตำรวจได้ควบคุมตัว  วันทนีย์ พร้อมเมธี แฟนหนุ่มได้ที่ห้องเช่าใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แล้วนำตัวมาสอบสวนและฝากขังที่ศาลจังหวัดอุดรธานี โดยเธอยังให้การภาคเสธ ว่าไม่ได้มีเจตนาโกงผู้เสียหาย ส่วนแม่ของเธอจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องก่อน แต่เบื้องต้นวันทนีย์ บอกว่าแม่ของเธอก็ร่วมเล่นแชร์กับลูกสาวด้วย ส่วนจะว่ามีคนมีสีอยู่เบื้องหลัง และช่วยในการหลบหนี เรื่องนี้จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนอีก หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนความคืบหน้าการสอบปากคำผู้เสียหาย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ได้สอบปากคำผู้เสียหายแล้วกว่า 200 ปาก ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอรับคดีไปทำแล้ว

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้รวบรวมคดีที่เกิดขึ้นในภาค 4 และภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมส่งสำนวนให้ดีเอสไอ ภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน ซึ่งสำนวนทั้งหมดจะไปรวมกันที่ดีเอสไอ ส่วนประเด็นที่ว่าจะมีใครเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลัง คงจะต้องพิสูจน์ทราบทางเชิงลึก รวมถึงเส้นทางการเงินด้วย”

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นในการดำเนินคดีกับ วันทนีย์ ทิพย์ประเวช เท้าแชร์วงล่าสุดที่พัฒนารูปแบบมาจากต้นกำเนิดแชร์ลูกโซ่ผู้โด่งดังระดับตำนาน “แชร์แม่ชม้อย” ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2520-2528 โดย นางชม้อย ทิพย์โส อดีตพนักงานองค์การเชื้อเพลิง ได้ตั้งตัวเป็นเท้าแชร์ระดมเงินจากประชาชนในรูปการเล่นแชร์น้ำมัน มีผู้ตกเป็นเหยื่อถึง  15,473 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 4,822 ล้านบาท

          นางชม้อย ถูกศาลพิพากษาจำคุก 154,005 ปี แต่ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้ลงโทษรวมกันทุกกระทงแล้วไม่เกิน 20 ปี ศาลจึงพิพากษาให้จำคุกนางชม้อยและพวกเป็นเวลา 20 ปี แต่เนื่องจากระหว่างถูกจองจำเธอมีความประพฤติดีถูกจัดให้เป็นนักโทษชั้นดี และได้รับพระราชทานอภัยโทษเรื่อยมา เธอจึงติดคุกอยู่เพียง 7 ปี ก็ได้รับอิสรภาพ

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5 พฤศจิกายน 2562 – 08:26 น.
สิ่งแวดล้อม,ประชุมสุดยอดอาเซียน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 390 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2562

น่าสนใจยิ่งว่าการหยิบยกเอาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็น “ธีม” สำหรับการประชุมระดับนานาชาติจะสอดคล้องต้องกันกับการดำเนินนโยบายของนานาชาติหรือไม่ ทั้งนี้ ในการประชุมอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธานการประชุมก็ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งโดยหยิบยกเอาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นหนึ่งในอีกหลายเรื่องที่อาเซียนจะต้องร่วมมือกันฟันฝ่า โดยเฉพาะความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การแข่งขันทางภูมิยุทธศาสตร์ระดับโลกและภูมิภาค ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติมูลค่าสูงถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความเป็นหุ้นส่วนและมิตรภาพที่แน่นแฟ้นสำคัญจะทำให้ภูมิภาครับมือและก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้

ก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวระหว่างพูดคุยกับเยาวชนไทยเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนในรายการ Government Weekly ว่าการประชุมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมตามหลัก 3 อาร์ คือลดขยะ นำกลับมาใช้ และรีไซเคิล รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการประชุมจะครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการจราจร 2.ลดการใช้เอกสาร 3.วัสดุตกแต่งสถานที่สามารถใช้ซ้ำได้ 4.ไม่เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และ 5.คำนวณค่าคาร์บอนจากการจัดงาน ชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อทดแทน นอกจากไทยจะริเริ่มการจัดประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่ง

แวดล้อมยังมุ่งผลักดันประเด็นความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคและโลก เช่น ปัญหาฝุ่นควันจากการเผาป่าและการบุกรุก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแก้ไขปัญหาขยะอย่างเป็นระบบ เพื่อให้อาเซียนมีสภาพแวดล้อมสีเขียว สะอาด เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นการพูดถึงบทบาทของไทยและอาเซียนกับสิ่งแวดล้อมในเวทีการประชุม แต่ในทางปฏิบัติก็ยังเป็นข้อน่าสงสัยว่าหลายประเทศในอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่ได้รับเชิญมาใส่ใจหรือจริงใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคหรือไม่ อย่างเช่น การก่อสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงนับ 10 แห่งเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งต้องแลกมาด้วยการทำลายล้างสภาพแวดล้อมอย่างเหลือคณานับ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์สัตว์น้ำ สัตว์บก พันธุ์นกบนฟ้าหลายพันชนิด ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายแก่สภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรหลายประเทศที่แม่น้ำนานาชาติซึ่งสามารถผลิตอาหารจากสัตว์น้ำจืดได้มากถึงหนึ่งในสี่ของโลกไหลผ่านนับแต่ทางตอนใต้ของจีน เมียนมาร์ ลาว ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผู้นำประเทศและตัวแทนเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น

ไม่กี่วันก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้นที่กรุงเทพฯ เขื่อนไซยะบุรีในลาวเปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าขายให้ไทยในสภาพที่เขื่อนนี้ตกเป็นจำเลยผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดแก่ลำน้ำโขงอย่างใหญ่หลวง แต่ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า เขื่อนต่างๆ ที่กั้นลำน้ำโขงนั้นเป็นเขื่อนทดน้ำ ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำแบบมีอ่างเก็บ เมื่อน้ำจากธรรมชาติจากจีนไหลผ่านมาเท่าไรก็ต้องปล่อยออกทางท้ายเขื่อนในปริมาณที่เท่ากัน แต่ในอีกด้านหนึ่งเขื่อนพลังงานไฟฟ้าก็จะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ที่การผลิตกระแสไฟฟ้าอันจะส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำที่ทดไว้โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมหรือการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำเป็นเรื่องรองหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีที คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย จะต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังยิ่งเสียกว่าการแสดงออกผ่านเวทีการประชุมใดๆ

เขี้ยว-เล็บ-งา ไม่มีทางขลังไปกว่ามันสมองและสองมือของมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขี้ยว-เล็บ-งา ไม่มีทางขลังไปกว่ามันสมองและสองมือของมนุษย์

4 พฤศจิกายน 2562 – 13:15 น.
พระเมธีวชิโรดม ววชิรเมธี,งาช้าง,สัตว์ป่า,เครื่องราง,ของขลัง
เปิดอ่าน 853 ครั้ง

เขี้ยว-เล็บ-งา ไม่มีทางขลังไปกว่ามันสมองและสองมือของมนุษย์ โดย… พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

มนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดี มีความสุข มีเงินมีทอง และความสำเร็จในหน้าที่การงานกันทั้งนั้น แต่หากการอยากมีชีวิตที่ดีต้องแลกมาด้วยการเบียดเบียนชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อมาเป็นวัตถุที่เชื่อกันว่า ‘มงคล’ เชื่อว่ามัน ‘ขลัง’ สิ่งนั้นจะเป็นของมงคลได้อย่างไร

ชีวิตดีที่ต้องไร้ ‘ฆ่า’ ในที่นี้จึงหมายถึงการละ เลิกใช้และซื้อผลิตภัณฑ์ที่มาจากซากสัตว์ป่าทุกชนิด โดยเฉพาะซากเสือโคร่ง และงาช้าง เพราะทุกปีมีช้างมากกว่า 20,000 ตัว ถูกฆ่าเพื่อเอางาในแอฟริกา เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์งาช้างหลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทย ขณะที่เสือโคร่งที่เหลืออยู่ในป่าทั่วโลกมีจำนวนน้อยกว่า 4,000 ตัว แต่พวกมันตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกล่าเพื่อเขี้ยว หนังและกระดูก ขณะที่ในไทยมีเสือโคร่งในป่าราว 150-200 ตัวเท่านั้น ล่าสุดมีรายงานจากเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า ว่านกชนหิน และนกเงือกหลายชนิดพันธุ์กำลังถูกล่าในไทยและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำชิ้นส่วนบริเวณโหนกหัวไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น จี้ สร้อยคอ ขายในโลกออนไลน์ด้วยความเชื่ออย่างผิดๆ ว่าจะช่วยเสริมโชคลาภ ประดับบารมี เราอาจมองว่าอาชญากรรมต่อสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว แต่หากยังมีคนซื้อคนใช้ก็จะทำให้เกิดการล่าเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น และไม่ส่งผลดีต่อสัตว์ที่มีความสำคัญต่อธรรมชาติ

ความเชื่อในเครื่องรางของขลัง หรือวัตถุมงคลที่ทำมาจากซากสัตว์ป่าไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธองค์สอนให้เราเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง และเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำดีตอนไหน ตอนนั้นเป็นสิริมงคล มงคลในชีวิตขึ้นอยู่กับมันสมองและสองมือของเราเอง พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสเลยว่าเอาเขี้ยวเล็บงามาประดับร่างกายแล้วจะทำให้เรามีแต่สิริมงคล สิ่งนั้นถือว่าเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

สิ่งที่มาพร้อมกับการอ้างอิงสรรพคุณเครื่องรางของขลังที่ทำจากซากสัตว์ป่า ก็คือพุทธคุณด้านต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีทางที่พุทธคุณจะไปอยู่ในเครื่องรางของขลังที่ทำจากเขี้ยวเล็บงาของสิงห์สาราสัตว์ได้เลย เพราะพระพุทธคุณที่แท้จริงนั้นมี 3 ประการ คือ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ซึ่งหมายถึงปัญญา ความบริสุทธิ์ และความเมตตาอาทร สามประการนี้เท่านั้นที่เรียกว่าพุทธคุณ

มีเรื่องเล่าว่ามีพรานป่าจำนวนหนึ่งเข้าป่าล่าสัตว์แล้วก็พากันไปยิงเสือ จากนั้นก็ตัดเอาเขี้ยวเสือแล้วพากันไปหาหลวงปู่รูปหนึ่งซึ่งถือกันว่าเป็นพระเกจิที่มีวิชาอาคมขลังมากขอให้ท่านเสก หลวงปู่ก็ถามว่า “นี่คืออะไร” พวกนายพรานก็ตอบว่านี่คือเขี้ยวเสือไฟขอรับ หลวงปู่ถามต่อว่า แล้วเจ้าตัวเสือมันไปไหนล่ะ นายพรานก็ตอบว่า เสือก็คือสัตว์ที่พวกผมไปล้ม แล้วก็ตัดเอาเขี้ยวมันมา ทันใดนั้นหลวงปู่ก็ตอบว่า ‘ขนาดเสือที่เป็นเจ้าของเขี้ยวยังตาย แล้วเขี้ยวเสือไฟที่พวกเธอได้มามันจะคุ้มครองป้องกันพวกเธอได้อย่างไร’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายพรานกลุ่มนั้นก็เลิกเชื่อถือบูชาเขี้ยวเสือไฟตลอดชีวิต ส่วนการอ้างว่าเราไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ เราแค่เอาชิ้นส่วนของเขามาทำเป็นวัตถุมงคล เราลองมองในมุมกลับกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีใครคนหนึ่งจู่ๆ มาขอตัดเขี้ยวเราไป ขอฟันกรามเราไปทำเป็นเครื่องประดับ วัตถุมงคล ถามหน่อยว่าเราจะยอมไหม อาตมาว่าไม่มีใครยอมหรอก เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตล้วนรักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

การที่พระสงฆ์ หรือเกจิอาจารย์ไปปลุกเสกผลิตภัณฑ์จากเขี้ยวเล็บงาทั้งหลายให้กลายเป็นเครื่องรางของขลัง เราต้องบอกว่าไม่ใช่ปฏิปทาของพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพระสงฆ์ที่ไปทำอย่างนั้นถือว่าท่านทำในสิ่งซึ่งไม่ถูกต้อง การปลุกเสก คือการเสกคนที่ไม่รู้ให้มีความรู้ เสกคนที่ยังหลับให้ตื่น เสกคนที่งมงายให้มีปัญญา นี่คือการพุทธาภิเษกที่ถูกต้อง

ความเชื่อในเครื่องรางของขลังจากซากสัตว์เป็นความเชื่อของยุคบรรพกาลในยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ เราควรจะเชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผลและสามารถแก้ปัญหาในชีวิตของเราได้จริงๆ เพราะทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ มีโครงสร้างทางสมองที่วิจิตรที่มหัศจรรย์กว่าสิงห์สาราสัตว์นับร้อยนับพันเท่า กลับมาเชื่อมั่นในสติปัญญาและสองมือของตัวเองจะดีกว่า

ความเมตตาอาทรนั้นเราต้องแผ่ขยายจากใจของเราไปยังทุกคน ทุกสิ่งมีชีวิตรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เราจะเมตตาเฉพาะคนไม่ได้ แต่เราจะต้องเมตตาทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งสิ่งแวดล้อม เพราะเมตตาที่สากล คือรักคน รักทุกชีวาอย่างเสมอหน้ากัน

ชีวิตดีต้องไร้ฆ่า ไม่พึ่งเขี้ยวงา

ขยาย 6 สนามบินสองแสนล้านแก้คนแออัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขยาย 6 สนามบินสองแสนล้านแก้คนแออัด

4 พฤศจิกายน 2562 – 12:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ขยาย 6 สนามบิน,สุวรรณภูมิ,ดอนเมือง,สนามบินเชียงใหม่,สนามบิน เชียงราย,สนามบินภูเก็ต,สนามบินหาดใหญ่
เปิดอ่าน 1,771 ครั้ง

ขยาย 6 สนามบินสองแสนล้านแก้คนแออัด คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ ‘ใครๆ ก็บินได้’ ตามสโลแกนของสายการบินแอร์เอเชีย จึงเกิดสายการบินต้นทุนต่ำ หรือ โลว์คอสต์ แอร์ไลน์บินว่อนทั้งในประเทศและไปต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สนามบินหลายๆ แห่งในประเทศไทยของเราแออัดไป ไม่นับสนามบินหลักใน กทม. ทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งท่านที่เคยไปสนามบินที่ว่านี้คงเจอสภาพเหมือนกันว่าคนโดยสารและญาติมิตรแน่นไปหมด

มีข่าวออกมาว่า ผู้ว่าการ บริษัทท่าอากาศยานไทย (มหาชน) หรือ ทอท. จะยุบสนามบินหาดใหญ่และเชียงราย

บัดนี้รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีนโยบายแต่อย่างใด-สรุปว่าเราต้องเชื่อรัฐมนตรีไว้ก่อน

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐมนตรีคมนาคมยังมีนโยบายขยาย 6 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-เชียงใหม่-เชียงราย-ภูเก็ต-หาดใหญ่ ออกไปอีกโดยใช้งบประมาณราวๆ 200,000 ล้านบาท! เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้สนามบินของเรายังอยู่กับที่ในขณะที่ผู้ใช้บริการ ผู้โดยสารมากขึ้นๆ

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่เพราะระบบราชการไทยกว่าจะวางแผน-ประมูล-ก่อสร้าง ใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเสร็จ

เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนคือสนามบิน ‘ต้าชิง ปักกิ่ง’ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เงินลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท ให้บริการเต็มรูปแบบแล้วโดยบินระหว่างประเทศเมื่อปลายเดือนเที่ยวแรกมากรุงเทพฯ-สุวรรณภูมิ ของเรานี่เอง

รีบคิดรีบทำโดยเร็วให้ทันเถิดเพราะอุตสาหกรรมการบินมีการแข่งขันอย่างหนักและหากไทยหยุดพอแค่นี้จะเสียโอกาสทองในการเป็นศูนย์กลางการบินไป

หากเรามีความตั้งใจจริงคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติปราศจากการเมืองมาแทรกแซงแล้ว ประเทศไทยมาแรง 100%
อ๊อด เทอร์โบ


 เทศกาลลอยกระทง
 ต้องคำนึงความปลอดภัย

วันลอยกระทงปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นเทศกาลแห่งความสุขขนาด ‘ลุงตู่’ นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังเป็นนายแบบร่วมกับรัฐมนตรีอีกหลายคนโดยประชาสัมพันธ์ทันสมัยว่า ‘ลอยกระทง กระทรวงวัฒนธรรม-ใส่ใจสายน้ำและสิ่งแวดล้อม’

ผมขอชื่นชมว่าเก๋ไก๋มากและอยากเรียนให้คุณเป็นสื่อกลางว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากเพราะทุกที่ที่ผ่านมา มักมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับโป๊ะล่ม แพล่ม ฯลฯ น่าสยองขวัญมาก

คนโบราณท่านบอกไว้ว่าตื่นวัวตื่นควายยังพอห้ามกันได้แต่ ‘ตื่นคน’ นี่ห้ามไม่ได้เพราะต่างคนต่างแย่งกันลงลอยกระทงจนตกน้ำหรือสาเหตุอื่นๆ อีกมาก

จึงเขียนจดหมายส่งมาเพื่อให้ทุกจังหวัด-อำเภอ-กทม. หรือทุกหน่วยงานช่วยตรวจตราความแข็งแรงของโป๊ะหรือแพท่าน้ำเป็นพิเศษและทางที่ดีขอเพิ่มว่าอย่าดื่มจนเมามายเลยให้มีสติลอยกระทงแล้วกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเถิด
วรพจน์ (สุโขทัย)

ตอบคุณ ‘วรพจน์’ สุโขทัย
จดหมายของคุณโดนใจและมีคุณค่ามากเลยครับเพราะเทศกาลลอยกระทงที่ผ่านมาทุกปีมักเกิดเรื่องราวที่กล่าวมาอยู่เสมอซึ่งขอย้ำว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ให้มากก่อนความสนุก

ผมขอเพิ่มเติมอีกว่าอย่าจุดประทัดหรือลอยโคมไฟหรือวัตถุระเบิดเสียงดัง ซึ่งผิดกฎหมายโปรดสนุกให้อยู่ในขอบเขตจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าปีนี้เราจะลอยกระทงอย่างมีความสุขเหมือนที่กระทรวงวัฒนธรรมหวังไว้ว่าใส่ใจในสายน้ำและสิ่งแวดล้อม

กระทงควรทำจากวัสดุธรรมชาติไม่ใช่พลาสติกหรือโฟม หรือพอหมดเทศกาลลอยกระทงแล้วเกิดขยะในแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ฯลฯ

ขอให้ช่วยกันรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ไม่ต้องทำโพลล์
 วินมอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า
(ผ่านไปยังวินมอเตอร์ไซค์)

ผมไม่ต้องการคำตอบใดๆ ในจดหมายต่อไปนี้แต่อยากจะบอกว่า กทม.จะต้องทำตัวอย่างอันดีตามกฎหมาย

เรื่องที่มีข่าวว่า กทม.จะทำโพลล์รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างว่าหากวิ่งบนทางเท้าหรือฟุตบาทว่าจะยึดเสื้อวิน 3 ปี หากทำผิด

ผมว่าเราจะต้องมีมาตรฐานเข้มข้นเพราะมอเตอร์ไซค์วินเดี๋ยวนี้มีมาก ซึ่งผมเองก็ใช้บริการอยู่เสมอและอยากจะบอกว่าไม่ชอบที่เห็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งบนทางเท้าเพราะอันตรายมากๆ

จึงขอให้มีบทลงโทษและขอให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรและมีน้ำใจต่อกันด้วย
บริรักษ์ (กทม.)


โรดแม็พถล่มรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรดแม็พถล่มรัฐบาล

4 พฤศจิกายน 2562 – 11:35 น.
โรดแม็พ,สุทิน คลังแสง,การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคประชาธิปัตย์,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
เปิดอ่าน 2,667 ครั้ง

โรดแม็พถล่มรัฐบาล คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…   อสนีบาต  aussaneebard @ Hotmail.com

เหมันตฤดูมาเยือนแล้ว ตื่นขึ้นมามีลมเย็นๆ พัดผ่านกระแทกใบหน้ากันบ้างหรือยัง ส่วนคนในพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มจะหนาวๆ ร้อนๆ อยู่เหมือนกันครับ พลันได้รับทราบความเคลื่อนไหวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมนัดหารือถึง “โรดแม็พถล่มรัฐบาล”

ทันทีที่มีการเปิดสภาสมัยสามัญเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จะมีอีเวนท์สำคัญสองเรื่อง เรื่องแรก ขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีทัพหน้าจากเหล่าอดีต ส.ส. ตกงาน อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินสายสร้างเครือข่ายอยู่นอกสภาไว้แล้ว ส่วนภายในสภาว่าด้วยการถกญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมสร้างแรงกดดันพุ่งตรงไปสู่ “รัฐบาลลุงตู่” โดยเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐ ที่พยายามแก้เกมด้วยการลงพื้นที่จัดกิจกรรม “ปากท้องต้องมาก่อนแก้ รธน.” จะปรับทัพรับศึกในสภาอย่างไรเพราะไม่ใช่แค่พรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” มีนโยบายแก้ไข รธน. ร่วมด้วยช่วยผสมโรง
เรื่องที่สอง ถือเป็นไฟท์บังคับ ไม่ทำไม่ได้ เดี๋ยวจะขาดใจตายเพราะช้าไปจะไม่มีพื้นที่เก็บคะแนนหาเสียง นั่นคือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เบื้องต้นวางปฏิทินคร่าวๆ จะเปิดอภิปรายไม่เกินวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ขืนช้าเกินการณ์ไปกว่านี้จะเจอเทศกาลคริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อีก การเตรียมเสนอหน้าออกสื่อเก็บคะแนนก็จะหมดความหมาย
นอกจากนั้นมีการปล่อยข่าวออกมาอีกว่าบุคคลที่จะถูกซักฟอกคือ 3 รัฐมนตรี ตั้งแต่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ด้วยปมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่การทุจริต โครงการอีอีซี รถไฟฟ้า และบีทีเอส “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในกรณีบีทีเอส ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.วิสามัญในสภาคัดค้านไม่ให้ต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัท BTSC ออกไปอีก 40 ปี เพราะเป็นการใช้อำนาจ ม.44 มาต่อสัญญาโดยไม่ชอบและสัญญาไม่เคยผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุน (PPP)
รายที่สามกลายมาเป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เกี่ยวกับการใช้อำนาจและการแต่งตั้งโยกย้ายในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนการแทรกแซงการบริหารในรัฐวิสาหกิจต่างๆ จนงานไม่เดิน
ช้าก่อน! นั่นเป็นแค่การปล่อยหัวเชื้อตามสไตล์พรรคเพื่อไทย หวังสร้างประเด็นข่าวให้ฮือฮา เพราะเอาเข้าจริงยังมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในรายของ “ลุงตู่” ผู้ต้องนั่งสมาธิสะกดอารมณ์ก่อนเดินเข้าสภา จะถูกหยิบยกกรณี “คดีพิพาทระหว่างรัฐกับเหมืองอัครา” ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ คสช.มาตรา 44 สั่งระงับการทำเหมืองจนเขาเรียกค่าเสียหายเกือบ 4 หมื่นล้านบาท มาอภิปรายเป็นแน่แท้

กรณีเหมืองอัครา กำลังใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์ซึ่งจะต้องมีการเผชิญหน้าระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับฝ่ายเอกชนต่างชาติราวกลางเดือนพฤศจิกายน ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ต้องแจ้งให้ ครม.ทราบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อหาทางออก แต่ยังไม่มีคำตอบใด
ได้ยินแต่เพียงคำกล่าวสั้นๆ จากนายกฯ ว่า “ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” มาถึงตรงนี้ยังไม่รู้ว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างไร

4 ทางเลือก ระหว่างจ่ายเงินให้บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) แล้วให้เลิกกิจการ 2.ดำเนินการตามข้อเสนอของบริษัทอัครา ซึ่งจะช่วยให้อาจไม่ต้องจ่ายเงิน 3.รอผลการตัดสินของอนุญาโตตุลาการแล้วปฏิบัติตาม หรือ 4.หาช่องทางจ่ายเงินค่าปรับบางส่วนโดยให้ชดเชยค่าเสียหายแล้วให้ดำเนินกิจการต่อ
อย่าลืมว่ากรณีข้อพิพาทเหมืองอัครา ต่อการใช้อำนาจ คสช.ตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองที่ จ.พิจิตร ถูกพรรคร่วมฝ่ายค้านโดย สุทิน คลังแสง ประเดิมอภิปรายตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วนะจะบอกให้ เดือดร้อนไปถึง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ต้องลุกขึ้นชี้แจงในตอนนั้นและกำลังเครียดในตอนนี้
          คำมั่น “ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” กับการตัดสินใจทางใดทางหนึ่งซึ่งมีผลประโยชน์ชาติเป็นเดิมพัน จะตามมาหลอกหลอน “บิ๊กตู่” ถึงญัตติอภิปรายไม่ไม่วางใจ เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ!