จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไร – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 15:02 น.จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไรสำรวจความพยายามของจีนที่ทำให้ประเทศกลายสภาพจากนรกฝุ่นควันกลายเป็นวันฟ้าใส

1. เมื่อไม่กี่ปีก่อนมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหนักหน่วงมากในจีนและเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนจีน ภาพของประเทศจีนในช่วงทศวรรษที่ 2010 คือภาพของเมืองที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจนกลางวันดูเหมือนตอนกลางคืน โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งซึ่งเจอทั้ง PM2.5 กับฝุ่นทรายจากทะเลทรายโกบีในแต่ละปี จนปักกิ่งแทบมองไม่เห็นฟ้าสีฟ้า

2. จากการวัดโดยรัฐบาลเทศบาลกรุงปักกิ่งในเดือนมกราคม 2013 พบว่าระดับ PM2.5 (อนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร) สูงสุดที่บันทึกไว้อยู่ที่เกือบ 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดต่อสุขภาพของประชาชนในปักกิ่งตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาว และยังมีการสังเกตพบร่องรอยหมอกควันจากจีนแผ่นดินใหญ่ลอยไปไกลถึงรัฐแคลิฟอร์เนียอีกด้วย

3. ในความพยายามที่จะลดมลพิษทางอากาศ รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น หลังจากมลพิษทางอากาศที่สูงเป็นประวัติการณ์ในภาคเหนือของจีนในปี 2012 และ 2013 สภาแห่งรัฐได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศในเดือนกันยายน 2013 แผนนี้มีเป้าหมายเพื่อลด PM2.5 ได้มากกว่า 10% จากปี 2012 ถึงปี 2017

4. การตอบสนองของรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดคือในปักกิ่งโดยมีเป้าหมายที่จะลด PM2.5 ลง 25% ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2017 เนื่องจากเมืองหลวงของจีนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากจากมลพิษทางอากาศในระดับสูงโดยตัวการหลักๆ คือการใช้พลังงานจากถ่านหิน

5. ในเดือนกันยายน 2013 รัฐบาลจีนจึงได้เผยแพร่แผนการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือการลดการใช้ถ่านหินโดยการปิดโรงงานที่ก่อมลพิษและเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6. นโยบายเหล่านี้มีผลบังคับใช้และในปี 2015 ค่าเฉลี่ย PM2.5 ใน 74 เมืองสำคัญลดลง 23.6% ในปี 2013 และแม้จะมีการลดการใช้ถ่านหินและอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ แต่จีนยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพจาก 7.7% ในปี 2013 เป็น 6.9% ในปี 2015 ซึ่งเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด

7. ยุทธศาสตร์ของจีนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่นนิวเคลียร์ พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติอัด และปิดการใช้งานภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานล้าสมัย เช่น เหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียมและซีเมนต์ และเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์และพลังงานเชื้อเพลิงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฟอสซิล นอกจากนี้ยังรวมถึงความตั้งใจที่จะหยุดการอนุมัติโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใหม่และเพื่อลดการใช้ถ่านหินในพื้นที่อุตสาหกรรม

8. ในช่วงไม่กี่ปีจีนก็มีความก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องมลพิษทางอากาศ ตัวอย่างเช่นความเข้มข้นของ PM2.5 โดยเฉลี่ยลดลง 33% จากปี 2013 ถึง 2017 ใน 74 เมือง ในกลุ่มแรกของ 74 เมืองที่ดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพอากาศด้านสิ่งแวดล้อมปี 2012 ความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลดลง 42% และ 68% ตามลำดับระหว่างปี 2013 ถึง 2018

9. ย้อนกลับไปในปี 2016 มีจังหวัดเพียง 84 แห่งจาก 338 จังหวัดที่มีคุณภาพอากาศถึงเกณฑ์แห่งชาติ อย่างไรก็ตามภายในปี 2018 ทั้งหมด 338 จังหวัดกลับมีคุณภาพอากาศที่ดีคิดเป็นสัดส่วนถึง 79% ของจำนวนวันในแต่ละปีหรือสภาพอากาศดีมากเกิน 3 ใน 4 ของปีแล้วจากที่เคยแย่เกืบทั้งปี

10. มลพิษโดยรวมในจีนลดลงอีก 10% ระหว่างปี 2017 ถึง 2018 การศึกษาอีกรายงานหนึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนลด PM2.5 ลง 47% ระหว่างปี 2005 ถึง 2015

11. ในเดือนสิงหาคม 2019 ที่กรุงปักกิ่งมีระดับ PM2.5 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยต่ำสุดที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปักกิ่งพยายายามผลักดันตัวเองให้พ้นจากการเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด 200 อันดับแรกของโลกอีกด้วย จากเดิมที่เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีมลพิษแย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

12. ความสำเร็จของจีนประเมินได้จากการใช้มาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง คือ (1) ครัวเรือนและธุรกิจหลายล้านแห่งเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติ (2) การใช้มาตรการด้านการปลูกป่า (3) การที่จีนเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล

13. รัฐบาลจีนยังใช้จ่ายเงินเพื่อต่อสู้กับมลพิษอย่างมากมายมหาศาล เช่นในปี 2013 สถาบันวางแผนสิ่งแวดล้อมของจีนให้คำมั่นว่าจะอัดฉีดเงินเพื่อต่อสู้กับมลพิษทางอากาศในเมืองเป็นเงิน 277,0000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก เฉพาะการหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนการใช้ถ่านหินต้องใช้เงินอุดหนุนถึง 32,000 – 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

. AFP PHOTO / GREG BAKER

ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 12:45 น.ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการคณะเลือกตั้งโหวต โจ ไบเดน พร้อมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ 20 ม.ค. นี้

บีบีซีรายงาน วันที่ 15 ธ.ค. โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์หลังได้รับเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า “นี่คือชัยชนะของเจตจำนงประชาชน”

ไบเดนยังกล่าวอีกว่าประชาธิปไตยของสหรัฐได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงและแข็งแกร่ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์พยายามที่จะพลิกผลการเลือกตั้งมาหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ไบเดนได้กล่าวชื่นชมประชาชนที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิและเสียงของตัวเอง

พร้อมย้ำว่าเขาชนะด้วยการนับคะแนนการเลือกตั้งแบบเดียวกับที่ทรัมป์ได้รับในปี 2559 โดยกล่าวว่ามันเป็น “ชัยชนะที่ชัดเจน” ทั้งในตอนนั้นและตอนนี้

“เปลวไฟแห่งประชาธิปไตยสว่างไสวในประเทศนี้มานานแล้ว และเรารู้ดีว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถดับเปลวไฟนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดก็ตาม” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงให้กับคณะผู้เลือกตั้ง และคณะผู้เลือกตั้งจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเดโมแครตของไบเดนได้รับชัยชนะเหนือพรรครีพับลิกันของทรัมป์ 306 ต่อ 232 คะแนนเสียง

Photo by ROBERTO SCHMIDT / AFP

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 11:40 น.พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐสหรัฐเลือกพยาบาลรัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับวัคซีน ด้านทรัมป์เผยจนท.ทำเนียบขาวรอก่อน

บีบีซีรายงาน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. แซนดรา ลินด์เซย์ พยาบาลประจำแผนกผู้ป่วยหนักที่ศูนย์การแพทย์ ลอง ไอส์แลนด์ ยิววิช รัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech)

โดยมีการเผยแพร่ภาพสดบนทวิตเตอร์ของ แอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นรัฐศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอกแรกในสหรัฐเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ลินด์เซย์ กล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าการรักษากำลังจะมาถึง” พร้อมเผยว่าการฉีดวัคซีนนี้ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากการฉีดวัคซีนอื่นๆ และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่เจ็บปวดในประวัติศาสตร์ และต้องการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าวัคซีนมีความปลอดภัยซึ่งทุกคนต้องมีส่วนร่วม

อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐกล่าวว่า “ขณะนี้มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการระบาดที่น่ากลัว” พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech) ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยโครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐมีเป้าหมายที่จะฉีดให้กับประชาชน 100 ล้านคนภายในเดือนเมษายน ซึ่งไฟเซอร์ได้ตกลงที่จะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดสให้กับสหรัฐภายในเดือนมีนาคม โดยเบื้องต้นจะมอบให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและผู้สูงอายุ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อสหรัฐและทั่วโลกเช่นเดียวกัน พร้อมกล่าวว่าบุคลากรที่ทำงานในทำเนียบขาวควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มท้ายๆ เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริงๆ

Photo by Mark Lennihan / POOL / AFP

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 10:29 น.กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5หนังสือพิมพ์ขะแมร์ ไทม์ส (Khmer Times) ของกัมพูชา รายงานว่ากัมพูชาได้ออกคำสั่งห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทเผาฟางข้าวและขยะในไร่นา เพื่อลดมลพิษทางอากาศ

เนตร พักตรา (Neth Pheaktra) โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจพบว่า แหล่งที่มาและกิจกรรมหลักที่ทำให้ความเข้มข้นของอนุภาคเฉื่อยเพิ่มขึ้น ได้แก่ การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ ไฟป่า การเผาทุ่งหญ้า การเผาขยะการเกษตร การถางป่า การเผาฟางข้าว การเผาขยะมูลฝอยในที่โล่งและหลุมฝังกลบ และฝุ่นจากสถานที่ก่อสร้าง

เขากล่าวว่าผลการสำรวจช่วงธันวาคม 2019 – เมษายน 2020 ซึ่งเป็นฤดูแล้ง เผยว่ากรุงพนมเปญและจังหวัดต่างๆ มีคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอนุภาคเฉื่อยที่ลอยอยู่ในอากาศ (PMID และ PM2.5) ที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจนสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

พักตรากล่าวว่าเพื่อป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศในประเทศ กระทรวงจึงกำลังนำมาตรการ 5 ประการมาใช้ ได้แก่ การป้องกันไฟป่า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางถนน การกำจัดฝุ่นบริเวณท้องถนน การให้ความรู้ประชาชนเพื่อไม่ให้เผาขยะ ขยะมูลฝอย หญ้า ฟางข้าวหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอื่นๆ  และการเตรียมมาตรการป้องกันไฟป่า

หนังสือพิมพ์รายงานคำพูดของพักตราว่า “เราคาดหวังให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม โดยลดการเผาขยะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่เพาะปลูกและสัมปทานที่ดิน เพราะการเผาทั้งหมดล้วนสะสมจนกลายเป็นมลพิษทางอากาศ แม้แต่อนุภาคที่เล็กที่สุดก็ยังหมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศและอาจส่งผลกระทบต่อการหายใจ”

“เราขอให้ประชาชนล้มเลิกการเผาฟาง แต่ให้ใช้วิธีไถกลบและฝังแทน” เขากล่าว “โดยสามารถฝังลงในบ่อหมักเพื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยได้”

เทพ บุญเทือน (Tep Bunthoeun) ชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอำเภอพนมสะรวจ จังหวัดกำปงสปือ กล่าวว่าเขามักเผาฝางทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควันจะส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศและพื้นที่การเกษตรอย่างไร จึงยุติวิธีดังกล่าวแล้ว

สดึง เชนี (Sdeung Chany) ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองกงพิสัย จังหวัดกำปงสปือกล่าวว่า ทุกเช้าเธอจะทำความสะอาดบ้านและเผาขยะพลาสติกจำนวนหนึ่ง เพราะคิดว่าการเผาขยะเพียงเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

“ฉันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ฉันเคยทำเมื่อได้เห็นประกาศของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการเผาฟางข้าว ไฟป่า และการเผาขยะพลาสติก ล้วนสร้างมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกัน” เชนีกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ภาพประกอบ – ชาวอินเดียกำลังเผากองไม้เนื่องในพิธีกรรมทางศาสนา Photo by Sanjay KANOJIA / AFP

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 09:01 น.อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX อินโดนีเซียส่งคำเชิญ อีลอน มัสก์ สร้างฐานปล่อยจรวดในประเทศ ชี้ข้อดีใกล้เส้นศูนย์สูตร

เอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. โจดี มาฮาร์ดี โฆษกกระทรวงการประสานงานกิจการทางทะเลและการลงทุนอินโดนีเซียเผยว่า อินโดนีเซียกำลังเชื้อเชิญให้ อีลอน มัสก์ ประธานบริหารเทสลามาสร้างสถานที่ปล่อยจรวดสเปซเอ็กซ์ในอินโดนีเซีย

มาฮาร์ดี ยังกล่าวว่าอินโดนีเซียมีพื้นที่หลายแห่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเหมาะกับการใช้เป็นฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศเพื่อให้จรวดเดินทางเข้าสู่วงโคจรได้ง่ายกว่าการปล่อยจรวดในพื้นที่อื่น รวมถึงการลดต้นทุนเชื้อเพลิงจรวดซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการปล่อยจรวดต่ำลง 

โดยกระทรวงระบุว่า “อีลอน มัสก์ ได้ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด โดยวางแผนที่จะส่งทีมของเขาไปยังอินโดนีเซียในเดือนมกราคม 2021 เพื่อสำรวจโอกาสสำหรับความร่วมมือในทุกด้าน”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการไปยังอิลอน มัสก์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถาบันอากาศและอวกาศแห่งชาติของอินโดนีเซีย (LAPAN) ได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่ามีแผนที่จะสร้างศูนย์อวกาศแห่งแรกของอินโดนีเซียบนเกาะเบียก ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งทางเหนือของเกาะนิวกินี โดยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ

โดยศูนย์อวกาศดังกล่าวจะพัฒนาจรวดและฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรโลก ซึ่งมีกำหนดที่จะทดสอบจรวดครั้งแรกในปี 2024

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2007 อินโดนีเซียได้ทดสอบปล่อยจรวดขนาดเล็ก RX-250 ซึ่งสามารถทะยานขึ้นไปที่ระดับความสูง 53 กิโลเมตร ทั้งนี้ ระดับความสูงที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตพรมแดนอวกาศ (Karman Line) อยู่ที่ 100 กิโลเมตร

ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มุ่งหน้าพัฒนาด้านอวกาศเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเปิดเผยว่า “รัฐบาลไทยเตรียมประกาศสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ ในช่วงมกราคมปีหน้า โดยจะส่งยานอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นประเทศที่ 5 ในเอเชีย”

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว (komchadluek.net)

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว

15 ธันวาคม 2563 – 10:45 น.

ผอ.UddC-CEUS เสนอแผนสร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว ระยะสั้น-ระยะกลาง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว ในวิกฤตโควิด-19 ชี้ยิ่งประเทศพึ่งพารายได้การท่องเที่ยว ยิ่งต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองคุณภาพ เสียดายไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในระดับพรีเมียม

หลายประเทศเริ่มทยอยฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชน แต่สำหรับประเทศไทย ยังรอลุ้นกลางปี2564 ว่าจะได้รับวัคซีนฯ หรือไม่ และในรูปแบบไหน แต่ความเสียหายได้เกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวคิดจะสร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยวกันแล้ว

อ่านข่าว :  กทท. เดินหน้าพัฒนา ‘นักเดินทางโฮมลอด์จ’ เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในระดับสูง (Hyper Tourism Dependency) วิกฤตโควิด-19 จึงไม่เพียงสร้างผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการ

หากภาวะความซบเซาทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2563 ยังสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนและความเปราะบางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศทั้งระบบ ดังนั้น ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) จึงมีข้อเสนอด้านยุทธศาสตร์เสริมภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยวในวิกฤตโควิด-19 กรณีศึกษาเมืองภูเก็ต จากการหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ นักวิชาการในพื้นที่ ตลอดจนภาคีพัฒนาเมืองภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้น

ผู้อำนวยการ UddC-CEUS กล่าวว่า รายละเอียดของแผนยุทธศาสตร์คือการสร้างระบบความเชื่อมั่น (Immunitised Community) บนพื้นฐานของการปรับตัวของต้นทุนทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ของเมือง โดยการออกแบบนิเวศแห่งการท่องเที่ยวเพื่อรองรับมาตรการสาธารณสุข ตั้งแต่เมืองต้นทางถึงสถานกักตัวและย่านที่อยู่อาศัยโดยรอบ ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังมองหาที่พักพิงในช่วงวิกฤต โดยปรับเมืองภูเก็ตกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวและอยู่อาศัยชั่วคราวที่ปลอดภัย

“ภูเก็ตในฐานะมหานครด้านการท่องเที่ยวทางภาคใต้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นมหานครการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคเลย คงหนีไม่พ้นกับโจทย์ด้านความสามารถในการล้มลุก รวมถึงการตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกอย่างรวดเร็วและฉับพลัน เพื่อให้ยังคงใช้ศักยภาพและจุดแข็งด้านการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายทั้งในปัจจุบันและอนาคตหลังการเปิดเมือง เพราะนี่คือโอกาสของปรับเปลี่ยนเพื่ออยู่รอด และก้าวกระโดดต่อไปอย่างมีเสถียรภาพ” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว

ส่วนแผนระยะกลาง ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล เสนอให้ภาครัฐลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเดินทาง อาทิ ระบบขนส่งมวลชนและทางเดินเท้าคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อ (connectivity) ในสเกลใหญ่ระหว่างเมือง และสเกลเล็กระหว่างย่าน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์โดยตรงต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนเมือง และช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจน สร้างมูลค่าเพิ่มด้านสินค้าและบริการ ส่งผลให้เมืองหลุดพ้นกับดักรายได้การท่องเที่ยวปานกลาง

“ยิ่งต้องพึ่งพารายได้การท่องเที่ยว ยิ่งต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองคุณภาพ หลายคนอาจคิดว่านักท่องเที่ยวเป็นคนเลือกเมือง แต่ในความเป็นจริง เป็นไปได้อย่างสูงที่เมืองต่างหากเป็นผู้เลือกนักท่องเที่ยว ในเมื่อไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูงมาก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เมืองของเรายังไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มที่ เป็นได้แค่เมืองท่องเที่ยวระดับกลาง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่เพียงติดกับดักรายได้ปานกลาง แต่ยังติดกับดักรายได้การท่องเที่ยวปานกลางด้วยเช่นกัน” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว

สำหรับกรณีเมืองภูเก็ต ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ได้ศึกษาและวางผังโครงการยุทธศาสตร์นำร่องกระตุ้นการ

ท่องเที่ยว ตลอดจนพัฒนาสภาพแวดล้อมส่งเสริมสุขภาวะและพื้นที่นันทนาการของชุมชน ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคการศึกษา ภาคีพัฒนาและชุมชน อาทิ โครงการฟื้นฟูคลองบางปากกะตะ ย่านกะตะ-กะรน โครงการพัฒนาเมืองเดินได้เมืองเดินดีย่านเมืองเก่าภูเก็ต โครงการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำสะพานหิน โครงการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำคลองบางใหญ่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ข้อมูลโดยโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk) โดย UddC-CEUS และ สสส. พบว่า หากภาครัฐลงทุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาสภาพแวดล้อมเมือง ที่สอดรับกับโอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้ารางเบาเชื่อมสนามบินกับย่านเศรษฐกิจศูนย์กลางเมือง จะช่วยส่งเสริมคุณภาพการเดินเท้าของเมือง ตลอดจนการเชื่อมต่อระหว่างย่านสำคัญของเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยวผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (komchadluek.net)

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน  ปลอดมลพิษ  ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

15 ธันวาคม 2563 – 09:04 น.

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม อยู่ห่างจากตัวเมืองลพบุรี ประมาณ 14 กิโลเมตร มีพื้นที่กว้างขวาง ถนนหนทางสะดวก ที่จอดรถสบาย

ปลูกเอาใจนักท่องเที่ยวกว่า 60 ไร่ “ทานตะวันปลอดมลพิษเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม” เป็นทุ่งทานตะวันที่กำลังเริ่มผลิดอก แย้มความสวยให้เห็น ที่โลเคชั่นฉากหลังเป็นภูเขาสูงรูปร่างแปลกตา ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เขาเที่ยง หรือ เขาโด่ ซึ่งบรรดานักถ่ายภาพ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ขนานนามว่าทุ่งทานตะวันสวยสุดในประเทศไทย ในวันหยุด วันคริสต์มาส เทศกาลวันปีใหม่นี้ จะไปเที่ยวที่ไหนดี ขอแนะนำเปิดจุดเช็กอินถ่ายรูปสวย “ทุ่งดอกทานตะวันบานกว่า 60 ไร่ ” ที่ไร่ จำรัส ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี พร้อมบานสะพรั่งเหลืองอร่ามรอรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.63 ไปยันปีหน้า การันตีความสวยงาม ที่ทางไร่คัดสรรพันธุ์พิเศษดอกใหญ่สีสันสวยงามยามต้านแสงอาทิตย์ ผสมผสานกับลมหนาวที่พัดโชยท่ามกลางหุบเขา ไม่ไกลกรุงเทพฯ และไม่ต้องเสี่ยงโควิด-19

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อน มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ในช่วงวันหยุด ต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชม ดอกทานตะวันปลอดมลพิษ…เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ภายในทุ่งทานตะวัน ไร่จำรัสใน จ.ลพบุรี ที่กำลังผลิดอก ชูช่อรอรับแสงแดดยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติกลางหุบเขาโด่ (หรือเขาเที่ยง) ต.นิคมสร้างตนเอง ลพบุรี เรียกได้ว่าเป็นทุ่งทานตะวันยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่เฝ้ารอถ่ายรูปคู่กับดอกทานตะวันทุกปี ทุ่งทานตะวันแห่งนี้ถือเป็นทุ่งทานตะวันที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย มีจุดให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปอย่างมากมายท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ โลเคชั่นฉากหลังไร่ทานตะวันเป็นรูปเขาโด่ และทิวเขาเรียงรายลดหลั่น ที่แปลกไม่เหมือนใคร

ทุ่งทานตะวัน ไร่จำรัส ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 7 ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมืองลพบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองลพบุรี ประมาณ 14 กิโลเมตร มีพื้นที่กว้างขวาง ถนนหนทางสะดวก ที่จอดรถสบาย ซึ่งทุ่งทานตะวันแห่งนี้จะอยู่ใกล้ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว วัดเวฬุวัน (วัดเขาจีนแล) ซึ่งมีจะพระพุทธรูปใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขา และอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก คุณจำรัส อินทร์เผือก เจ้าของไร่ทานตะวัน ที่ปลูกทานตะวันดอกใหญ่ขนาดพิเศษ กล่าวว่าทานตะวันแปลงนี้ปลูกแบบไม่เผาตอซัง เป็นการไถกลบ และการกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนแทนการใช้สารเคมี ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวพบและสัมผัสความสวยงามของดอกทานตะวัน ”ปลอดมลพิษ..เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม” ที่จะเริ่มชูช่อเบ่งบานเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง รอนักท่องเที่ยวมาเยือนตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.63 เป็นต้นไป

นอกจากทุ่งทานตะวันเหล่านี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีแล้ว ทานตะวันยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดที่สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันปรุงอาหาร หรืออบแห้งเพื่อรับประทาน และสารพัดประโยชน์ของทานตะวันอีกมากมาย นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวทุ่งทานตะวันที่เขาโด่แล้ว สามารถแวะเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในละแวกใกล้เคียงได้ อาทิ นมัสการศาลพระกาฬ ศาลศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลพบุรี เยี่ยมชมพระปรางค์สามยอด พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ อ่างซับเหล็ก และเขาตระกล้าทอง เป็นต้น

กฤษณ์ สนใจ ผู้สื่อข่าวจังหวัดลพบุรี

สิ้นไชยา ทายาท “หนึ่ง-โหน่ง” มรดกการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิ้นไชยา ทายาท “หนึ่ง-โหน่ง”  มรดกการเมือง (komchadluek.net)

สิ้นไชยา ทายาท “หนึ่ง-โหน่ง”  มรดกการเมือง

สิ้นไชยา ทายาท "หนึ่ง-โหน่ง"  มรดกการเมือง

15 ธันวาคม 2563 – 13:17 น.

หลังสิ้นไชยา จับตา “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ฝ่าคลื่นลม ใต้การนำของ 2 ทายาท “หนึ่ง-โหน่ง” 

++
พลันที่มีข่าว “หัวหน้าอ้อน” ไชยา สะสมทรัพย์ จากไปในวันที่สงครามเลือกตั้งท้องถิ่น กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย สภากาแฟเมืองเจดีย์ใหญ่ จึงตั้งคำถามว่า อนาคตของกลุ่มชาวบ้านจะเป็นฉันใด?

อ่านข่าว…  รอยทาง “อ้อน ไชยา” ตำนาน “บ้านใหญ่” นครปฐม 

สิ้นไชยา ทายาท "หนึ่ง-โหน่ง"  มรดกการเมือง

ไชยา พาลูกชาย จิรวัฒน์ ออกหาเสียง    

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2563 “เฮียหมวย” อนุชา สะสมทรัพย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “สายเลือดสะสมทรัพย์ เข้มข้น ถึงสุขภาพจะไม่ ดีแต่ใจ 100%ให้ลูกชายจิรวัฒน์ เบอร์ 2 ทำรูปหาเสียงคู่กับลูกชายโค้งสุดท้ายของการหาเสียง(ป๋าอยากช่วยลูก)..”    

เฮียหมวยเขียนถึงพี่ชาย-ไชยา พร้อมกับโพสต์ภาพสุดท้าย ที่มีตัวเขา พี่ไชยา และหลานหนึ่ง-จิรวัฒน์    

ก่อนหน้านั้น ไชยา และอนุชา ได้เดินทางไปพบพี่น้องชาว อ.บางเลน พูดคุยกับคนเก่าแก่ ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.อยู่ในเวลานี้

++
สิ้นร่มโพธิ์ใหญ่
++ 
ในวันที่สูญเสียประมุข “บ้านใหญ่มาลัยแมน” สำหรับทายาทการเมือง 2 คนคือ “หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ และ “โหน่ง” พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ได้เขียนคำไว้อาลัยถึงบิดาอย่างสุดซึ้ง    

“ผมภูมิใจที่เกิดเป็นลูกพ่อ ต่อไปนี้ ผมจะทำหน้าที่แทนพ่อ ให้พ่อภูมิใจในตัวผม ป๋าเป็นผู้ให้มาตลอด ป๋าเหนื่อยมามากแล้ว..” (พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์)    

“สิ้นแล้วร่มโพธิ์ใหญ่ แม้แต่ฟ้ายังร้องไห้ ป๋าครับ หนึ่งรักป๋าครับ” (จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์)    

ย้อนไปดูผลการเลือกตั้งใหญ่ 24 มี.ค.2562 เป็นความปราชัยย่อยยับของ “สะสมทรัพย์” บ้านใหญ่นครปฐม ในสีเสื้อพรรคชาติ ไทยพัฒนา เหลือเพียงพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ลูกชายไชยาได้ชัยชนะที่เขต 2 เพียงหนึ่งเดียว    

สิ้นไชยา ทายาท "หนึ่ง-โหน่ง"  มรดกการเมือง

ไชยา และพาณุวัฒน์ ส.ส.นครปฐม

ส่วนอดีต ส.ส.ค่ายใหญ่ร่วงหมด ไม่ว่า ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร เขต 3, อนุชา สะสมทรัพย์ เขต 4 และเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เขต 5     

บังเอิญว่า มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 นครปฐม เมื่อ 23 ต.ค.2562 ปรากฏว่า เผดิมชัย สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา กลับมาแก้มือได้สำเร็จ เอาชนะ ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ ไปได้    

นับว่าเป็นศึกล้างตา และกู้ศักดิ์ศรีบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ กลับคืนมาได้ 

++
ศึกเมืองเจดีย์ใหญ่
++
20 ปีที่ผ่านมา การเลือกตั้งนายก อบจ.นครปฐม เป็นการต่อสู้ระหว่าง “กลุ่มชาวบ้าน” ของไชยา สะสมทรัพย์ กับ “กลุ่มไม่เอาบ้านใหญ่” นำทีมโดยพรศักดิ์ เปี่ยมคล้า อดีต ส.ส.นครปฐม และเจ้าของคอกม้าชื่อดังแห่ง อ.ดอนตูม 

เวลานั้น บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ ส่ง พเยาว์ เนียะแก้ว ยึดครองอบจ.นครปฐม มา 4 สมัยแล้ว แต่สำหรับปีนี้ บ้านใหญ่เปลี่ยนตัวผู้เล่น จากพเยาว์ เป็น “หนึ่ง จิรวัฒน์” ลูกชายคนโตของไชยา สะสมทรัพย์    

ขณะที่คู่แข่งกลุ่มชาวบ้าน ก็เปลี่ยนไป เมื่อคณะก้าวหน้า (พรรคอนาคตใหม่เดิม) ได้ส่ง ชัชวาล นันทะสาร หรือ “หมอชัช” ลงสมัครนายก อบจ.นครปฐม วยความหวังที่จะล้มช้างได้ เหมือนตอนเลือกตั้ง ส.ส.หนที่แล้ว    

ด้าน พเยาว์ เนียะแก้ว อดีตนายก อบจ.หลายสมัย ได้นำทีมลงสมัครในนามกลุ่มพลังแผ่นดิน เช่นกัน โดยมีทีมงาน ส.อบจ.กลุ่มชาวบ้านในอดีตบางส่วนให้การสนับสนุน    

เบื้องหลังของพเยาว์ ก็มีกลุ่มไม่เอาบ้านใหญ่ มาให้การสนับสนุนด้วย จึงทำให้ “หัวหน้าอ้อน” เป็นกังวลมาก ถึงกับต้องฝืนสังขารออกหาเสียงช่วยลูกชาย

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ “บ้านใหญ่” กินเรียบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ “บ้านใหญ่” กินเรียบ (komchadluek.net)

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ “บ้านใหญ่” กินเรียบ

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ "บ้านใหญ่" กินเรียบ

15 ธันวาคม 2563 – 09:30 น.

อบจ.อีสานใต้ เพื่อไทยได้เบียด ก้าวหน้าหมดลุ้น เพราะ “บ้านใหญ่รวมใจ” ปกป้องที่มั่น คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
ภาคอีสาน 20 จังหวัด คณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบจ.ประมาณ 10 จังหวัด มีรายงานว่า จะล้มช้างล้มแชมป์ประมาณ 2-4 จังหวัด 

สำหรับพื้นที่อีสานใต้ ตรวจแนวรบทั้งหมดแล้ว คณะก้าวหน้าไม่มีโอกาสชนะ ทำได้อย่างเก่งแค่ลุ้นอันดับ 2 

อ่านข่าว…  มากันครบ “บ้านใหญ่” ไม่ตายทายท้า “ธนาธร”

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ "บ้านใหญ่" กินเรียบ

พรชัย มุ่งเจริญพร

++
อุบลฯ : เพื่อไทยอาจวืด
++
เบอร์ 5 กานต์ กัลป์ตินันท์ อดีตนายก อบจ.อุบลฯ พรรคเพื่อไทย หวนคืนสังเวียน เพราะพี่ชาย-เกรียง กัลป์ตินันท์ หมายมั่นปั้นมือจะทวงแชมป์คืน แต่อาจพ่ายซ้ำเป็นหนที่ 3 

เมื่อขั้วตรงข้ามเล่นเกมแตกแบงก์ย่อย เริ่มจากเบอร์ 2 นายกแอนสมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุบลฯ ได้รับแรงหนุนจาก พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และ พรชัย โควสุรัตน์ อดีตนายก อบจ.อุบลฯ สังกัดกลุ่มคุณธรรม

ตามมาด้วยเบอร์ 4 “ตี๋เล็ก” เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ลูกชาย อดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส.ส.อุบลฯ 8 สมัย โดยมีตระกูล “ฟองงาม” และ “จินตะเวช” สนับสนุน สังกัดกลุ่มอุบลคนดี

++     
ยโสธร : เพื่อไทยชัวร์
++ 
เบอร์ 1 วิเชียร สมวงศ์ อดีต ส.อบจ.ยโสธร น้องชาย บุญแก้ว สมวงศ์ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ได้แรงหนุนจากอดีต ส.ส.ยโสธร และอดีตนายก อบจ.ยโสธร
ชิงดำกับเบอร์ 3 สฤษดิ์ ประดับศรี อดีต ส.ส.ยโสธร และอดีตนายก อบจ.ยโสธร สวมเสื้อคณะก้าวหน้า

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ "บ้านใหญ่" กินเรียบ

วิชิต ไตรสรณกุล

++
ศรีสะเกษ : พ่อน้องกวาง
++ 
เบอร์ 3 วิชิต ไตรสรณกุล อดีตนายก อบจ.ศรีสะเกษ 5 สมัย บิดา “กวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกรัฐบาล
ตระกูล “ไตรสรณกุล” จับมือทุกตระกูลการเมืองในศรีสะเกษ ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน จึงนอนมาทุกสมัย

++
บุรีรัมย์ : หลานเนวิน
++ 
เบอร์ 8 ภูษิต เล็กอุดากร อดีต ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.พลับพลาชัย 3 สมัย เจ้าของโรงโม่หินภูศิลา และหลานชายของเนวิน ชิดชอบ สังกัดทีมเราเพื่อนเนวิน เนวินเพื่อนเรา ไร้คู่แข่ง

++
สุรินทร์ : บ้านใหญ่รวมใจ
++ 
เบอร์ 5 พรชัย มุ่งเจริญพร อดีตผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ เขต 7 พรรคภูมิใจไทย กลุ่มสุรินทร์รวมใจ
เที่ยวนี้ ตระกูลการเมืองในสุรินทร์ เดินแนวทางปรองดอง ทั้งตระกูล “มุ่งเจริญพร”, “รุ่งธนเกียรติ” ,“ร่วมพัฒนา” และอีก 2-3 ตระกูล 
ส่วนเบอร์ 2 มานพ แสงดำ อดีตนายก อบต.สลักได คณะก้าวหน้า ทำได้แค่อันดับ 2

ฟันธง อบจ. สมรภูมิอีสานใต้ "บ้านใหญ่" กินเรียบ

หน่อย ยลดา นครราชสีมา

++
ชัยภูมิ : ชาลีเครือ
++ 
ถึงที่สุดแล้ว สนามชัยภูมิมีชิงดำแค่ 2 เบอร์เท่านั้น โอกาสของสิงห์เฒ่า-อร่าม โล่ห์วีระ กลับมายาก
เบอร์ 3 ปาริชาติ  ชาลีเครือ รองอดีตนายก อบจ.ชัยภูมิ และอดีต ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
สุชน ชาลีเครือ ให้ปาริชาติ ลงสนามแทนน้องชาย-มนตรี  ชาลีเครือ อดีตนายก อบจ.ชัยภูมิ มีกองหนุนจากค่ายเพื่อไทยด้วย
เบอร์ 4 “สจ.โย” สุชีพ  เศวตกมล อดีต ส.อบจ.ชัยภูมิ เขต อ.เมือง พรรคเพื่อไทย ได้ตระกูล “จรรย์โกมล” และ “โลหะวณิช” หนุน
ประเมินแล้ว “ชาลีเครือ” เหนือกว่า “สจ.โย” นิดๆ 

++
นครราชสีมา : เอี่ยมเฮงมาวิน
++
สนามใหญ่ มีงบประมาณเยอะ ส.อบจ.แยะ “บ้านใหญ่” เมืองย่าโม จึงเดินเกมปรองดอง ส่งเบอร์ 2 “มาดามหน่อย” ยลดา หวังศุภกิจโกศล ภรรยา “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ และประธานชมรมทูบีนัมเบอร์วัน เอี่ยมเฮง ในนามทีมร่วมสร้างโคราชโฉมใหม่
คู่ชิงเบอร์ 3 “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีสาธารณสุข (อนุทิน ชาญวีรกูล) สู้ขาดใจ แต่ก็แพ้

นายกฯ ห่วงประชาชนได้รับผลกระทบ PM 2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกฯ ห่วงประชาชนได้รับผลกระทบ PM 2.5 (komchadluek.net)

นายกฯ ห่วงประชาชนได้รับผลกระทบ PM 2.5

นายกฯ ห่วงประชาชนได้รับผลกระทบ PM 2.5

15 ธันวาคม 2563 – 19:37 น.

นายกฯ ห่วงประชาชนได้รับผลกระทบ PM 2.5 สั่งในที่ประชุม ครม. ให้เจ้ากระทรวงติดตามหน่วยงานในกำกับเร่งแก้ PM 2.5 ลดผลกระทบด้านสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานปัญหาฝุ่น PM 2.5 และห่วงใยประชาชนที่อาศัยและทำกิจกรรมในพื้นที่ที่สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 รุนแรง โดยได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5  ติดตามการปฏิบัติงานหน่วยงานในกำกับของตน เร่งบรรเทาฝุ่น PM 2.5  ลดผลกระทบด้านสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันให้มากที่สุด แต่ต้องไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน  

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้กำหนดแนวทางแก้ปัญหา PM 2.5  ยกระดับขึ้นเป็นวาระแห่งชาติโดยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ“การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” (พ.ศ. 2563)  ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท ป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) เช่น ยานพาหนะ อุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง การก่อสร้างและผังเมืองและภาคครัวเรือน  และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ รวมทั้งแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง 12 มาตรการ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรายงานสถานการณ์PM 2.5  ได้ตลอดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.)” https://www.facebook.com/airpollution.CAPM

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่า ระหว่างการเยี่ยมชมสถานีกลางบางซื่อ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ยืนยันว่ารัฐบาลได้มีการออกมาตรการแก้ปัญหา PM 2.5  และให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจำกัดหรืองดการเผาลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขอให้ใช้รถขนส่งมวลชนสาธารณะให้มากขึ้น ตรวจจับรถควันดำอย่างเข้มงวด ไม่ต่อใบอนุญาตรถที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเรื่องของ PM2.5 ก็ดีขึ้น ยอมรับว่าปัญหา PM 2.5  มักจะเกิดในช่วงที่อากาศปิดในลักษณะครอบฝาซี รวมทั้งจากการเผาวัชพืชเพื่อเตรียมเพาะปลูกฤดูกาลใหม่ การก่อสร้าง การขนส่งคมนาคมและการจราจร ซึ่งได้กำชับให้ไปดำเนินการตรวจสอบ เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็ก

อนึ่ง ในวันนี้ ณ ศูนย์แถลงข่าวทำเนียบรัฐบาล  นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ชี้แจงว่า  เนื่องจากสภาพอากาศในช่วง 1-2 วันนี้ ทำให้เกิดการสะสมของ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน (50 ไมโครกรัมลูกบาศก์เมตร) ทำให้เช้าวันนี้ พื้นที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่า PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน 14  เขต  ซึ่งพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรุงเทพมหานคร ยกระดับเชิงปฏิบัติการให้เข้มข้นขึ้นด้วย ทั้งการปรับแผนเพิ่มตรวจสกัดรถควันดำ งดการเผาในที่โล่ง รวมไปถึงในจังหวัดใกล้เคียง กทม. ทุกจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 14 – 17 ธ.ค. โดยจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนเติมน้ำมันที่มีค่ากำมะถันต่ำเพื่อช่วยลดควันดำ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนผู้ประกอบการ เช่น ลดราคาน้ำมัน ลดราคาการตรวจสภาพเครื่องยนต์ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาจะประสานกับกรมควบคุมมลพิษเพื่อนำข้อมูลมาแจ้งเตือนกับประชาชนเป็นระยะ ๆ  ซึ่งช่วงปีใหม่นี้ยังต้องตรวจสอบสภาพอากาศ ดูความกดอากาศสูงว่ามาต่อเนื่องหรือไม่ แต่คาดว่าในช่วง 2 วันหลังจากนี้ ปริมาณฝุ่นจะลดลงเพราะมีลมพัด  นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่สีส้ม สีแดง ซึ่งมีค่า PM2.5 สูงและผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรอยู่ในพื้นที่ปลอดฝุ่น หากมีอาการหายใจไม่สบาย สามารถปรึกษาแพทย์ได้ในโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทุกแห่งในพื้นที่ สำหรับโรงเรียนขอให้ลดระยะเวลาการเข้าแถวตอนเช้ารวมทั้งป้องกันฝุ่นในห้องเรียนด้วย โอกาสเดียวกันนี้ ร้อยตำรวจเอก พงศกร ขวัญเมืองโฆษก กทม. ยืนยัน กทม. ออกแผนปฏิบัติ 2 เดือน ช่วงเดือน ธ.ค. – ก.พ. อาทิ การกำกับดูแลพื้นที่ก่อสร้างไม่ให้ทำกิจกรรมเกิดฝุ่นมาก ลดกิจกรรมกลางแจ้งในโรงเรียน การล้างถนน ฉีดละอองน้ำจากอาคารสูง การเปิดคลินิกมลพิษเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย สำหรับการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า จะให้ดำเนินการได้แค่กิจกรรมที่ไม่เกิดฝุ่น เช่น การตกแต่งภายใน  ในส่วนการขนดิน การถมพื้นที่ การขุดเจาะ จะประสานขอให้งดกิจกรรมในช่วง 2-3 วันนี้ก่อน เพราะก่อให้เกิดฝุ่นปริมาณมาก  และดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา นักวิชาการ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นทางวิชาการว่า มาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของรัฐบาลเดินทางแล้ว โดยอาศัยวิชาการเป็นหลักในการกำหนดนโยบายและมาตรการเน้นการกำจัดแหล่งต้นตอของฝุ่น รวมทั้งลดพฤติกรรมตนเองที่จะเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ในที่สุดเชื่อว่า PM2.5 สามารถหมดไปจากประเทศไทยเหมือนที่ไทยประสบความสำเร็จกำจัดสารตะกั่ว ซึ่งก็เป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของรัฐบาลเช่นกัน