ลูกแม่สมพร ‘ธนาธร-สกุลธร’ วิบากธุรกิจการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453181

ลูกแม่สมพร’ธนาธร-สกุลธร’วิบากธุรกิจการเมือง

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

25 ธันวาคม 2563 – 10:28 น.

สองศรีพี่น้อง “ธนาธร-สกุลธร” เผชิญวิบากชีวิต ทั้งปีนี้และปีหน้า คอลัมน์ .. ท่องยุทธภพ โดย .. ขุนน้ำหมึก

++
    ช่วงปลายปี 2563 ชื่อสองพี่น้อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ยังไม่หายไปจากวงจรข่าว
    สำหรับธนาธรนั้น นับแต่มีม็อบราษฎร จนมาถึงการเลือกตั้งนายก อบจ. ตกเป็นข่าวเบื้องหน้าเบื้องหลังมาตลอด ส่วนสกุลธรเพิ่งโผล่เข้ามาในช่วงหลัง อันเนื่องจากคดีความเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
    กระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือยอชท์ ที่ภูเก็ต ก็ยังมีชื่อของสองพี่น้อง “จึงรุ่งเรืองกิจ” เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

++
อาณาจักรเจ๊สมพร
++
    “ถ้าไม่มีคุณพัฒนา ก็คงไม่มีไทยซัมมิทกรุ๊ปเช่นทุกวันนี้”สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดกับสื่อไว้หลายปีแล้ว
    ปี 2520 พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ จึงแยกตัวออกจากร้านซ่อมเบาะแถวสาธุประดิษฐ์ มาซื้อที่ดินบนถนนบางนาตราด กม.16 และเปิดบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด รับผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ 
    ปี 2547 หลังสามี-พัฒนา เสียชีวิต “สมพร” จึงปรับทัพใหม่ โดยลูกสาวคนโต “ชนาพรรณ” เข้ามาดูแลด้านการเงินทั้งหมด พร้อมกับนั่งเก้าอี้รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด 
    ส่วนลูกชาย “ธนาธร” ดูเรื่องงานด้านการตลาด และขยายธุรกิจในต่างประเทศ ,“รุจิรพรรณ” และ “สกุลธร” ก็ได้เข้ามาช่วงงานดูแลบริษัทในเครือ ส่วน “บดินทร์ธร” ลูกคนสุดท้อง ในเวลานั้นยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
    ปี 2561 ธนาธร อำลาอาณาจักรไทยซัมมิทไปเล่นการเมือง สมพร จึงจัดทัพใหม่ งานที่เคยอยู่ในมือธนาธร มอบหมายให้ “สกุลธร” บุตรชายคนรองเข้ามารับไม้ต่อ ทั้งด้านการบริหาร การตลาดและการต่างประเทศ 

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

             ธนาธร ปีหน้ายังลุยการเมืองท้องถิ่น

    ชนาพรรณ ทำหน้าที่แทนแม่สมพรเกือบทุกตำแหน่ง ทั้งงานบริหารบุคคล จัดซื้อ-จัดจ้าง และทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ในกิจการต่างประเทศ ที่ไทยซัมมิทกระจายอยู่ ทั้งในจีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อเมริกา และเวียดนาม 
    ส่วน รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รั้งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหาร พัฒนา กอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท และ บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

             ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” 

++
แม่ทัพอสังหาฯ
++
    สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นลูกคนที่ 4 ของพัฒนา-สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วงปี 2555 แม่สมพรตั้งให้เป็นรองประธานกรรมการบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ดูแลธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือไทยซัมมิท ด้วยทุนจดทะเบียน 900 ล้านบาท 

 ลูกแม่สมพร'ธนาธร-สกุลธร'วิบากธุรกิจการเมือง

              สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ

    เนื่องจากสมพรเป็นนักสะสมที่ดิน จึงกว้านซื้อที่ดินแถวย่านบางนา และสมุทรปราการ 
    ปัจจุบัน บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มี บดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายคนเล็กเข้าบริหารงานอยู่ 
    ส่วนสกุลธร เป็นรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซัมมิท ออโต พาร์ท อินดัสตรี จำกัด รวมถึงมีชื่อเป็นกรรมการเครือไทยซัมมิท 49 บริษัท 
    ปีหน้า ชื่อสกุลธร ยังจะถูกจับจ้องจากสื่อต่อไป เพราะวิบากชีวิตยังไม่จบสิ้น เช่นเดียวกับพี่ชาย-ธนาธร

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/453154

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก

24 ธันวาคม 2563 – 22:47 น.

สมุทรสาคร วิบากกรรมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ปัญหาที่รอทางออก เมื่อมีแรงต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อเค้าลางของโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ยังไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างหรือมองเห็นทางออกได้นั้น สิ่งที่เราต้องเผชิญอาจเป็นวิบากกรรม ที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่าที่ควรจะเป็น

วันที่ 24 ธ.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ขนาด 500 เตียง ของจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เริ่มส่อเค้าลางมีปัญหาเนื่องจากมีแรงต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ คอยกดดันไม่ให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งที่ผ่านมาทางจังหวัดได้มีการเจรจาขอเช่าที่สวนน้ำพันท้ายนรสิงห์ เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแต่ได้ถูกชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้าน จนต้องเปิดการเจราจาถึง 2 ครั้ง แม้ครั้งที่ 2 จะมีเค้าลางของความสำเร็จเมื่อชาวบ้านมีความเข้าใจมากขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถไปต่อได้เมื่อเจ้าของสวนน้ำตัดสินใจไม่ยอมให้เช่าพื้นที่ 

หลังผิดหวังจากสวนน้ำพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาครก็ได้หันกลับมามองพื้นที่ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร ด้วยความที่เป็นส่วนราชการเหมือนกัน และมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอ รวมทั้งมีระบบสารณูปโภคพร้อมรองรับการเข้าพักอาศัยของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาทำความสะอาดสถานที่ เพื่อเตรียมขนอุปกรณ์เตียงสนามเข้าดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 เค้าลางแห่งความขัดแย้งและต่อต้านก็เริ่มปะทุขึ้น เมื่อมีชาวบ้านบางคนเกิดความสงสัย เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาทำความสะอาด จึงได้มีการส่งต่อข้อมูลให้กับคนในชุมชนรอบๆมหาวิยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร ซึ่งมีชุมชนโกรกกราก ชุมชนวัดตึก และชุมชนบางหญ้าแพรก 

จากนั้นคนนับร้อยคนจึงได้กรูกันเข้ามาที่บริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยฯ เพื่อพิสูจน์ข้อมูลที่พวกเขารู้มา และเมื่อพบรถบรรทุกของทหารพร้อมทราบความจริง ว่าเป็นรถขนอุปกรณ์จัดตั้งโรงพยาบาลสนามจะเข้ามาดำเนินการ ชาวบ้านทั้งหมดจึงได้ช่วยกันคัดค้านและกดดันให้รถบรรทุกของทหารออกนอกพื้นที่ จนพลขับและเจ้าหน้าที่ทหารต้องนำรถบรรทุกทั้งหมดประมาณ 8 คัน ออกมาตั้งหลักที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย แม้ในระหว่างการต่อต้านของชาวบ้าน จะมีปลัดจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมข้าราชการฝ่านปกครอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาช่วยเจรจา 

  แม้จะดำเนินการไม่สำเร็จแต่จังหวัดสมุทรสาคร ก็ไม่ได้ละความพยายาม โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่ชุมชนรอบๆมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสมุทรสาคร พร้อมเชิญชาวบ้านในชุมชนเข้ามาร่วมรับฟังคำชี้แจง จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 หากมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาดูแลยังโรงพยาบาลสนาม แต่ไม่สามารถโน้มน้าวให้ชาวบ้านยอมรับและยินยอมได้ 

 นับตั้งแต่การประกาศล๊อกดาวน์จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.63 สิ่งสำคัญที่จังหวัดสมุทรสาครพยายามทำควบคู่ไปกับมาตรการตรวจค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก คือการจัดตั้งโรงพยายาลสนามแห่งที่ 2 ให้สำเร็จ เพราะการมีโรงพยาบาลสนามที่เพียงพอรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 คือการป้องกันไม่ให้ผู้ติดเชื้อออกไปปะปน กับผู้ที่ไม่ติดเชื้อในสังคม ซึ่งเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ดีที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจังหวัดสมุทรสาคร จะปล่อยให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไปกักตัวเองอยู่ที่บ้าน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง โอกาสที่เชื้อโควิด-19 จะแพร่กระจายออกไปนั้นคงมีความเป็นไปมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่ทุกคนยอมอดทนเหนื่อยมาอย่างต่อเนื่องคงสูญเปล่า 

แต่เมื่อเค้าลางของโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ยังไม่อาจเป็นรูปเป็นร่างได้หรือมองเห็นทางออกได้นั้น สิ่งที่เราต้องเผชิญอาจจะเป็นวิบากกรรม ที่ต่อเนื่องยาวนานมากกว่าที่ควรจะเป็น 

สมุทรสาคร- จำรัส โกยอารี – ณรงค์ฤทธ์ มากคง 

ทำเนียบฯลุ้นข้าราชการติด “โควิด” หลังตรวจพบผลบวก 6 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453216

ทำเนียบฯลุ้นข้าราชการติด “โควิด” หลังตรวจพบผลบวก 6 คน

ทำเนียบฯลุ้นข้าราชการติด "โควิด" หลังตรวจพบผลบวก 6 คน

25 ธันวาคม 2563 – 15:35 น.

ทำเนียบฯลุ้นระทึก หลังสุ่มตรวจโควิด พบผู้ต้องตรวจซ้ำ 6 คน แพทย์ไม่ยืนยัน ต้องส่งตรวจเชื้อทางโพรงจมูกอีกครั้ง

เช้าวันนี้ (25 ธ.ค.) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่มาสุ่มตรวจสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) กลุ่ม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของ สลน. จำนวน 350 ราย จากทั้งหมดที่มีเจ้าหน้าที่ 700 ราย โดยวิธีการตรวจหาภูมิคุ้มกัน COVID-19 ด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว หรือ Rapid Test ซึ่งเป็นการตรวจหาเชื้อโดยน้ำลาย

ปรากฏว่ามี 6 รายที่มีผลเป็นบวก และเพื่อความแม่นยำในการตรวจสอบจึงได้ส่งทั้ง 6 ราย ทำการตรวจหาเชื้อจากโพรงจมูกและคอ (SWAB) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ โดยจะทราบผลการยืนยันในวันพรุ่งนี้ (26 ธ.ค.)

ส่วนข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของ สลน.อีก 350 ราย จะทำการตรวจ Rapid Test ในวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค. ทั้งนี้ ทางคณะแพทย์ระบุว่าการตรวจด้วยวิธี Rapid Test เป็นการตรวจอย่างไม่เป็นทางการซึ่ง ต้องส่งตรวจแบบ SWAB อีกครั้ง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยด้วยว่า ที่ตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งเป็นห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ทางเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกและบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นไปยังบริเวณตึกไทยคู่ฟ้า หากเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการ จะนำส่งเอกสารให้นำเอกสารไปวาง และนำเข้าตู้ยูวีเพื่อทำการฆ่าเชื้อก่อน ถึงจะมีการนำส่งให้ผู้บังคับบัญชาตรวจและเซ็นเอกสารตามลำดับชั้น

ขณะเดียวกัน เย็นวันเดียวกันนี้ จะมีเจ้าหน้าที่มา ฉีดพ่นทำการฆ่าเชื้ออบโอโซนให้ที่ห้องปฏิบัติการสื่อมวลชนทั้ง 3 รัง 
อีกทั้งมีรายงานข่าวว่า หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจจะมีการตรวจหาเชื้อทางน้ำลายให้กับกลุ่มผู้สื่อข่าวที่เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย

ศาลยกฟ้อง ‘9คนอยากเลือกตั้ง’ ไม่ผิด ม.116-พ.ร.บ.ชุมนุมฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453202

ศาลยกฟ้อง ‘9คนอยากเลือกตั้ง’ ไม่ผิดม.116-พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

ศาลยกฟ้อง '9คนอยากเลือกตั้ง' ไม่ผิดม.116-พ.ร.บ.ชุมนุมฯ

25 ธันวาคม 2563 – 13:25 น.

ศาลยกฟ้อง ‘9คนอยากเลือกตั้ง’ ไม่ผิดม.116-พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จำเลยไม่ทราบว่าเป็นระยะห้ามชุมนุม และการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วภายในเดือน พ.ย. 2561 ไม่ใช่การยุยงปลุกปั่น เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ

วันที่ 25 ธ.ค. 2563 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำพิพากษา ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและอดีตแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 9 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, จัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากวัง ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

โดยจำเลยที่ 1-9 ประกอบด้วย นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน, นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว, น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์, นายอานนท์ นำภา แกนนำราษฎร 2563, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ, นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และนายสมบัติบุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด

จากกรณีเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2561 พวกจำเลยจัดกิจกรรม “หยุดยื้อเลือกตั้ง หยุดสืบทอดอำนาจ” เพื่อส่งสัญญาณถึง คสช. ว่าประชาชนไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีก ที่สกายวอล์คแยกปทุมวัน หน้าห้างสรรพสินค้า MBK Center โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว เมื่อถึงเวลานัด จำเลยทยอยเดินทางมาศาล

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว จำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดฐานชุมนุมในระยะ 150 เมตร จากวัง ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ หรือไม่ พยานโจทก์เบิกความไม่มีใครทราบมาก่อนว่าพื้นที่ชุมนุมอยู่ในระยะ 150 เมตร จนกระทั่งมีการวัดภายหลัง และไม่มีป้ายติดประกาศห้ามชุมนุม จำเลยทั้งเก้าและประชาชนย่อมไม่ทราบว่าเป็นระยะห้ามชุมนุม อีกทั้งหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ใกล้กว่าที่เกิดเหตุมีการจัดกิจกรรมบ่อยครั้ง ทำให้จำเลยเข้าใจว่าไม่อยู่ในข้อห้าม เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งเก้าไม่มีเจตนาฝ่าฝืน พยานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดฐานนี้

ส่วนจำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือไม่ จากการให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และ 9 การถือป้ายและพูดของจำเลยที่ 6 และคำปราศรัยของพวกจำเลย มีการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วภายในเดือน พ.ย. 2561 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง แม้ปราศรัยสื่อความหมายเชิญชวนชุมนุม แต่การไม่ต้องการเลื่อนการเลือกตั้งไม่ใช่การยุยงปลุกปั่น เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ข้อความปราศรัยและสัมภาษณ์ของพวกจำเลยไม่ถึงขนาดยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 พิพากษายกฟ้อง

“แรมโบ้” ซัด “รังสิมันต์” ไวรัสร้ายอันตรายต่อบ้านเมือง เย้ยกลับ ทัศนคติลบระวังจะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453186

“แรมโบ้” ซัด”รังสิมันต์” ไวรัสร้ายอันตรายต่อบ้านเมือง เย้ยกลับ ทัศนคติลบระวังจะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป

"แรมโบ้" ซัด"รังสิมันต์" ไวรัสร้ายอันตรายต่อบ้านเมือง เย้ยกลับ ทัศนคติลบระวังจะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป

25 ธันวาคม 2563 – 10:53 น.

“แรมโบ้”ซัด”รังสิมันต์” ส.ส.ก้าวไกล คือไวรัสที่ร้ายแรงอันตรายต่อบ้านเมืองทำตัวหนักแผ่นดิน ยันนายกฯไม่เคยปัดความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ตอกกลับ “รังสิมันต์” – “ฝ่ายค้าน” หากยังมีทัศนคติติดลบแบบนี้ ระวังจะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป เพราะไม่มีใครกล้าไว้ใจ

25 ธ.ค.63  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ตำหนินายกฯไม่มีความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และบอกว่าไวรัสที่น่ากลัวที่สุดคือไวรัสประยุทธ์  โดยระบุว่าตนเองไม่ถือสาแนวคิดของคนที่เป็นฝ่ายค้าน เพราะถือว่าเป็นนิสัยที่จะต้องค้านทุกเรื่องโดยไม่สนใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไร

พร้อมกับยืนยันว่านายกฯไม่เคยปล่อยปละละเลยในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ และไม่เคยปัดความรับผิดชอบให้กับประชาชนเลย เพราะตลอดเวลาที่บริหารราชการแผ่นดิน นายกฯและรัฐบาลทำงานอย่างหนักในการดูแลประชาชน และแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเกิดสถานการณ์โควิด-19 ได้หามาตรการต่างๆออกมาจนสถานการณ์คลี่คลายเป็นที่ยอมรับ และนายกฯยังเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนดูแลความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ 

ดังนั้นนายรังสิมันต์ ยังเล่นวาทะน้ำเน่าทางการเมือง ชอบพูดอะไรที่ไม่เป็นความจริงและทำให้ประชาชนสับสน เข้าใจในตัวนายกฯผิด พร้อมขอฝ่ายค้านอย่าเล่นวิธีนี้ แนะนำหากอยากได้ใจจากประชาชนก็ควรที่จะลงมือทำประโยชน์ให้กับประชาชนมากกว่าที่จะออกมาตำหนิคนทำงาน หรือใส่ร้ายคนอื่น เพราะประชาชนรู้ว่าใครทำงานเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง 

และหากนายรังสิมันต์ รวมถึงฝ่ายค้านที่ยังมีทัศนคติเป็นลบต่อคนอื่นหรือมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ก็ขอให้ระวังว่าจะเป็นฝ่ายค้านตลอดไป เพราะไม่มีใครเชื่อใจและไว้ใจให้มาทำงานเพื่อบ้านเมืองอีกในวันข้างหน้า

“ส่วนตนคิดว่า ไวรัสที่น่ากลัวร้ายแรงอันตรายที่สุดและตัวเป็นบ่อนทำลายชาติ คือไวรัสคนที่คิดร้ายต่อบ้านเมือง แพร่กระจายเชื้อไวรัสทางความคิดสนับสนุนคนออกมาทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทำลายความสงบสุขของแผ่นดิน คนอย่างนายรังสิมันต์ เคยทำความดีอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ในสมองวันๆคิดแต่จะสร้างปัญหาให้บ้านเมืองแตกแยก วุ่นวายตลอดเวลา คนประเภทนี้เกิดมาก็เสียชาติเกิด หนักแผ่นดินเปล่าๆ  เกิดมาทั้งทีไม่มีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน เลยสักนิด นี่คือไวรัสที่ร้ายแรงและอันตรายที่สุดมากกว่า” 

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/453182

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

 "ศรีสุวรรณ" จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

25 ธันวาคม 2563 – 10:37 น.

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

25 ธ.ค.63  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ เรือยอร์ชที่ชื่อ Silvretta เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา ชึ่งจอดลอยลำอยู่ที่ท่าจอดเรืออ่าวปอแกรนด์ มารีน่า ต.อ่าวปอ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งสื่อมวลชนได้รายงานว่าเจ้าของเรือสำราญดังกล่าวมีรายชื่อเป็นเจ้าของร่วมอยู่ 4 คน 2 คนเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย เพราะเป็นของนักการเมืองและเศรษฐีชื่อดัง อักษรย่อ “ธ” อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไปแล้ว นอกจากนี้ยังรายงานด้วยว่าเรือนี้จดทะเบียนที่หมู่เกาะคุก ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเขตปลอดภาษี และเป็นเกาะที่ดังเรื่องการฟอกเงินด้วยนั้น

กรณีดังกล่าวเป็นที่สงสัยกันอย่างมากว่า นักการเมืองดังคนดังกล่าวไปจดทะเบียนเรือหรูดังกล่าวในหมู่เกาะดังกล่าวเพื่อหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ และทำไมจึงย้อนแย้งต่อสิ่งที่นักการเมืองคนดังกล่าวพยายามพูดกล่อมสาวกและสังคมไทยมาโดยตลอดว่าจะนักการเมืองจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ แต่กลับตนเองกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามได้หรืออย่างไร

นอกจากนั้น เมื่อตรวจสอบไปยังบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่นักการเมืองรายดังกล่าวได้ยื่นไว้ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. รวมคู่สมรสนั้นพบว่า นักการเมืองคนดังกล่าวได้ระบุชัดเจนว่า มีเรือยอร์ชอยู่ด้วย แต่มีข้อผิดสังเกตที่ช่องทะเบียน และจังหวัด ไม่มีการระบุอะไรไว้ทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงวันที่ซื้อมา และแจ้งราคาไว้เพียง 10 ล้านบาท ส่วนรายละเอียดอื่นๆไม่ปรากฏแต่อย่างใด  

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความพร้อมหลักฐานไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนสอบสวนนักการเมืองคนดังกล่าวเพิ่มเติมว่ามีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองซึ่งควรต้องแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบและมีพฤติการณ์ อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตาม พรป.ว่าด้วย ป.ป.ช. 2561 ม.28(3) ประกอบ ม.102 ม.111 วรรคสอง ม.114 หรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเข้าข่ายให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยเอาผิดตาม ม.167 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับต่อไป 

 "ศรีสุวรรณ" จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบอดีต หน.พรรคการเมืองเจ้าของร่วมเรือยอร์ช Silvretta ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่

โดยสมาคมฯจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค.63 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

‘เฉลิมชัย’ ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541034

‘เฉลิมชัย’ประกาศนโยบายหลักปี’64 เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ขับเคลื่อนไทยยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนต่อภาคการเกษตร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานและมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564 ในการสัมมนา เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 “เดินหน้าเกษตรวิถีใหม่ ขับเคลื่อนไทยอย่างยั่งยืน” ภาคเกษตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ โดยประชากรประมาณร้อยละ 40 ของประเทศอยู่ในภาคเกษตร และจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติที่รุนแรง การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้าระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรของไทย ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและภาคเกษตรของไทย โดยเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท อาทิ การส่งเสริมสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น การทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การพัฒนาสินค้าเกษตรจากฐานชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสู่เกษตรอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิต รวมทั้งการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร

สำหรับการดำเนินการในปี 2564 ได้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงาน รวมทั้งนโยบายด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศและทันต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนภาคเกษตรภายใต้หลักตลาดนำการผลิต ซึ่งจะให้ความสำคัญตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงกับการวางแผนการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาในทุกด้านจะยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ได้แก่

1) บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการน้ำอย่างมีคุณค่า 2) บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้ตรงตามศักยภาพของที่ดิน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากที่สุด 3) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer 4) ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด 5) ส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up เป็นหน่วยธุรกิจให้บริการทางการเกษตร (Agricultural ServiceProviders: ASP) เพื่อยกระดับสู่การให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร 6) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตรออนไลน์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 7) พัฒนาช่องทางการตลาด โดยเพิ่มช่องทางตลาดให้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ 8) เกษตรพันธสัญญา(Contract Farming) เพื่อสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ และร่วมกันยกระดับคุณภาพผลผลิต และแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด 9) การประกันภัยพืชผลให้ความคุ้มครองความเสียหายหรือความสูญเสียต่อพืชผลที่เอาประกันภัย 10)ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร 11) สร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 12) ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และ 14) ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล Big Data ในการเชื่อมโยงการทำการเกษตรร่วมกับหน่วยงานต่างๆ

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541035

ปลัดเกษตรฯยันอาหารทะเลไทยปลอดภัย สั่งทุกหน่วยงานเข้มมาตรการสกัดโควิดระบาด

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ให้ส่วนราชการทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้พิจารณาบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงติดตามสถานการณ์จากความก้าวหน้าผลการสอบสวนผู้ป่วย และตรวจสอบ timeline ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 หากมีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ขอให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรการกักตัวจนครบ 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ลงไปในพื้นที่ และให้ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัด ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และงดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปราชการในพื้นที่เสี่ยง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และมาตรการตามข้อกำหนดของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังให้หน่วยงานวางแผนล่วงหน้าในการปฏิบัติงาน สำหรับข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างในสังกัด กรณีให้ปฏิบัติราชการที่บ้าน (Work from Home) หากสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในสัตว์น้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการตรวจพบโควิด-19 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มโคโรนา 2019 ในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันนี้ อาทิ SAR CoV2 และ MERS ในสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์เลือดเย็นมาก่อน จึงขอให้ผู้บริโภคโปรดมั่นใจในการบริโภคสัตว์น้ำ และกรมประมงยังมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมและตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำก่อนถึงมือผู้บริโภคเพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด สำหรับสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยงจะต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี หรือ GAP ส่วนที่มาจากการทำประมงต้องผ่านการประเมินสุขอนามัยบนเรือประมง อีกทั้งยังมีการสุ่มตรวจสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่วางจำหน่ายในท้องตลาดโดยใช้ชุดทดสอบเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมปศุสัตว์ยังได้มีการปรับแผนในการเข้าไปตรวจสอบมาตรฐานของโรงงานแปรรูปอาหารเพื่อส่งออก และฟารม์ต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงมีการตั้งด่านสุ่มตรวจตามจุดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และสำหรับองค์การสะพานปลาได้มีการประกาศปิดการใช้ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงคราม รวมถึงได้คุมเข้ม 18 ท่าเรือทั่วประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 มีการทำความสะอาดท่าเรือและพ่นยาฆ่าเชื้อ และยังได้มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการสำหรับเรือที่ออกจากท่าก่อนวันที่ 20 ธันวาคม 2563 สามารถนำเรือเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสมุทรสาคร และท่าเรือสมุทรสงครามได้ แต่ต้องมีการแจ้งก่อนล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำชับในทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าไปรับฟังปัญหาและคอยช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541036

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : โควิด-19พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างรุนแรงครอบคลุมไปทั่วทุกธุรกิจ

ยางพาราก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ราคายางมีแนวโน้ม ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดล่วงหน้าปรับตัวที่ปรับตัวลง เพราะมีความกังวลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบ ก็มีปัจจัยบวกหนุนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกยางพาราของไทย

ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคายางสังเคราะห์คู่แข่งสำคัญของยางธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตลาดก็จะหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำขาดแรงงานกรีดยาง เพราะในปัจจุนไทยใช้แรงงานจากประเทศพม่าในการกรีดยางเป็นหลัก

ปัจจัยเหล่านี้มีสำคัญที่จะช่วยพยุงราคายางให้อยู่ในระดับสูงกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ราคาประมูลเฉลี่ย ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 61.01 บาท/กก. ราคายางแผ่นรมควันอยู่ที่ 62.79 บาท/กก.

เมื่อเกิดสภาวะวิกฤติ ย่อมมีโอกาสเช่นเดียวกัน

การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยมากขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ

ช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาท ต่อปี เมื่อมีการระบาดระลอกแรก ได้คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาท ต่อปี แต่เมื่อมีการระบาดระลอกที่ 2 การส่งออกถุงมือยางอาจจะเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ก็เป็นไปได้

ดังนั้นการระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ปัจจัยลบสำหรับยางพาราเสียเลยทีเดียว แต่เป็นปัจจัยบวกที่จะหนุนราคายางให้มีเสถียรภาพด้วย เพราะทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยซึ่งใช้ยางเป็นวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลควรจะเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางและหน้ากากอนามัย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพแล้ว ยังจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติอีกด้วย

นิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจรจะต้องเกิดขึ้น!!

โดยจะต้องพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ คือการปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน จนถึงกลางน้ำคือ การแปรรูปขั้นต้น และปลายน้ำคือ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะถุงมือยางที่มีแนวโน้มความต้องการสูงมาก รวมทั้งระบบขนส่งและกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด

อยู่ที่รัฐบาลว่า จะพลิกวิกฤติการระบาดของโควิด-19 ให้เป็นโอกาส เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติของโลกหรือไม่?


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

‘กรมการพัฒนาชุมชน’ ดัน ‘OTOP’ พรีเมียม 135 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตลาดสุขภาพความงามและของที่ระลึกสู่สากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541157

'กรมการพัฒนาชุมชน' ดัน 'OTOP' พรีเมียม 135 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตลาดสุขภาพความงามและของที่ระลึกสู่สากล

‘กรมการพัฒนาชุมชน’ ดัน ‘OTOP’ พรีเมียม 135 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเปิดตลาดสุขภาพความงามและของที่ระลึกสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.22 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป พรีเมียม ประเภทสุขภาพและความงาม และประเภทของที่ระลึก 135 ผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ ระหว่างวันพุธที่ 16 ธันวาคม ถึง วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2563 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้า Premium ที่เป็นการคัดสรรผลิตภัณฑ์โอทอประดับ 4 ถึง 5 ดาวที่มีความพร้อม มาเข้าร่วมโครงการตลอดระยะเวลา 4 เดือน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และด้านการตลาด เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่นเดียวกับสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และระบบขนส่งในปัจจุบัน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้า Premium เป็นโครงการที่กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์โอทอป ระดับ 4 – 5 ดาว จำนวน 135 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นประเภทสุขภาพและความงาม 85 ผลิตภัณฑ์ และประเภทของที่ระลึก 50 ผลิตภัณฑ์ โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ มาเข้าร่วมโครงการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด โดยตั้งโจทย์จากกลุ่มลูกค้าในแต่ละประเภท และบริบทการแข่งขันทางการตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ และระบบการขนส่งที่รวดเร็วในปัจจุบัน  โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาทั่วโลกพบกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจทุกระดับต้องปรับตัว เช่นเดียวกับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์โอทอป ที่ก็ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันในโลกเปลี่ยนไปได้ โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่จะผลักดันผู้ประกอบการโอทอป ที่มีความพร้อมมาพัฒนา ส่งเสริม เพื่อสามารถนำผลิตภัณฑ์ไทยที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดสากลได้มากยิ่งขึ้น

โดยโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นสินค้า Premium มีการพัฒนาหลายประเภทผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีขั้นตอนตั้งแต่การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการจากผู้ประกอบการโอทอป ระดับ 4 – 5 ดาว ที่มีความพร้อมในด้านต่างๆ มาเข้าร่วมโครงการ ทั้งการเข้าคลาสออนไลน์อบรมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยลงรายละเอียดจำแนกแต่ละประเภท การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เน้นให้ตอบโจทย์การขนส่งในปัจจุบัน รวมไปถึงการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัด Focus Group ร่วมกับภาคเอกชนระดับประเทศ ที่เป็นช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป พรีเมียม ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ก่อนจะนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป พรีเมียม ประเภทสุขภาพและความงาม และประเภทของที่ระลึกในวันนี้นอกจากเป็นการเปิดตัวเพื่อทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์โอทอป พรีเมียม ที่พัฒนาใหม่แล้ว ยังเป็นการเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการโอทอป โดยการสนับสนุนของกรมการพัฒนาชุมชนด้วยอีกทางหนึ่ง

โดยงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โอทอป พรีเมียม ประเภทสุขภาพและความงาม และประเภทของที่ระลึก กำหนดจัดต่อเนื่องระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันพุธที่ 16 ธันวาคม ถึง วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2563 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:00 น. โดยมีกิจกรรมต่างๆ พร้อมลุ้นรางวัลพิเศษในแต่ละวันเพียงซื้อสินค้าภายในงาน สำหรับที่ผู้สนใจสามารถเลือกชมสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.facebook.com/otoppremiumthai.