จุฬาฯวิจัย องค์ความรู้ทางเคมีเพื่อเกษตรกร ประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลในก้านทุเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596946

จุฬาฯวิจัย องค์ความรู้ทางเคมีเพื่อเกษตรกร ประเมินทุเรียนสุกจากน้ำตาลในก้านทุเรียน

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงงานวิจัยหาวิธีช่วยเกษตรกรให้ประเมินอายุทุเรียนสุกได้อย่างแม่นยำก่อนการตัดเพื่อจำหน่าย ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา งานวิจัยทางเคมีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของผลทุเรียนที่ตัดออกจากต้นแล้วเพื่อหาความสุกที่เหมาะสม แต่งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการประเมินอายุของทุเรียนจากก้านทุเรียนซึ่งมีผู้ศึกษาค่อนข้างน้อย” รศ.ดร.ธนิษฐ์ กล่าว

อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลและกรดอะมิโนในก้านทุเรียน จะช่วยบ่งชี้อายุของผลทุเรียนก่อนตัดออกจากต้นช่วยเกษตรกรให้ตัดทุเรียนที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายและส่งออกเล็งพัฒนาเซ็นเซอร์ตรวจวัดทุเรียนสุกได้ทุกสายพันธุ์ซึ่งหนึ่งในปัญหาสำคัญของเกษตรกรคือการประเมินอายุทุเรียนว่าเหมาะสมพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วหรือไม่ เพราะหากเก็บทุเรียนก่อนอายุที่เหมาะสมก็จะส่งผลต่อรสชาติและคุณภาพ ทำให้ไม่อาจจำหน่ายทุเรียนได้ในราคาดี ดังนั้น รศ.ดร.ธนิษฐ์ ปราณีนรารัตน์ ภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงวิจัยหาวิธีช่วยเกษตรกรให้ประเมินอายุทุเรียนสุกได้อย่างแม่นยำก่อนการตัดเพื่อจำหน่ายซึ่งโดยทั่วไป วิธีการส่วนใหญ่ที่ชาวสวนทุเรียนนิยมใช้คือการนับอายุของทุเรียนโดยนับตั้งแต่วันหลังดอกบานจนถึงวันที่พร้อมเก็บเกี่ยววิธีการนี้จึงมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ แม้ช่วงอายุที่พร้อมเก็บเกี่ยวจะเป็นข้อมูลที่เป็นที่ทราบกันดี เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทองมีอายุที่เหมาะสมที่ราว 120 วันผลทุเรียนแต่ละกิ่งที่แม้อยู่บนต้นเดียวกันอาจเติบโต ไม่พร้อมกัน การนับอายุจึงต้องอาศัยความเอาใจใส่ในการติดตามที่มาก” รศ.ดร.ธนิษฐ์ อธิบาย

นอกจากนี้ อีกวิธีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำสืบต่อกันมานานคือการชิมของเหลวบริเวณขั้วของผลทุเรียนถ้าชิมแล้วมีความหวานก็แสดงว่าทุเรียนมีอายุเหมาะสมพร้อมจะตัดจากต้น แต่ความแม่นยำของวิธีการนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของชาวสวนแต่ละคนด้วย ภูมิปัญญาชาวสวนทุเรียนในการชิมขั้วทุเรียนจุดประกายให้ รศ.ดร.ธนิษฐ์ นำองค์ความรู้ทางเคมี มาวิเคราะห์อายุของทุเรียนจากก้าน ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นวิธีการวิเคราะห์แบบที่ไม่จำเป็นต้องตัดผลทุเรียนออกจากต้นได้

ในการวิจัย รศ.ดร.ธนิษฐ์ใช้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากสวนที่จังหวัดระยอง โดยแบ่งอายุทุเรียนเป็น 3 ช่วง คือ 13 สัปดาห์ 15 สัปดาห์ และ 17 สัปดาห์ ซึ่งทุเรียนแต่ละผลในแต่ละช่วงอายุได้มาจากคนละต้นเพื่อให้ได้ผลวิจัยที่แม่นยำยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการดูองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในก้านทุเรียนว่าสามารถบ่งชี้อายุของทุเรียนที่เหมาะสมจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่

“เราพบว่าองค์ประกอบทางเคมีของของเหลวในก้านทุเรียนจะประกอบไปด้วยสารประกอบพวกน้ำตาลซึ่งสอดคล้องกับความหวานจากการชิม แต่การวิเคราะห์ทางเคมีทำให้ทราบว่าเมื่อทุเรียนเริ่มสุกจะมีน้ำตาลซูโครสเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ในขณะที่น้ำตาลกลูโคสและฟรุกโตสจะลดน้อยลง นอกจากนี้ยังพบว่ากรดอะมิโนบางชนิดก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเมื่ออายุของทุเรียนมากขึ้น” รศ.ดร.ธนิษฐ์ เผยข้อค้นพบจากงานวิจัย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสาร Scientific Reports ซึ่งเป็นวารสารนานาชาติ ในเครือ Nature

“งานวิจัยนี้นับเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีการที่จะช่วยให้เกษตรกรประเมินอายุของทุเรียนที่ยังไม่ได้ตัดจากต้นได้ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการตัดทุเรียนก่อนเวลาที่สมควร” รศ.ดร.ธนิษฐ์กล่าวเน้นความสำคัญของงานวิจัย พร้อมเล่าถึงแผนงานวิจัยในอนาคตว่าจะเพิ่มจำนวนตัวอย่างทุเรียนที่วิเคราะห์ให้มากขึ้น และขยายการวิจัยกับทุเรียนพันธุ์อื่นๆ นอกเหนือจากพันธุ์หมอนทอง รวมถึงมีแผนการผลิตเซ็นเซอร์ที่พกพาได้ เช่น เซ็นเซอร์ฐานกระดาษเพื่อตรวจวัดปริมาณสารที่ค้นพบจากการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้เข้าถึงทางเลือกในการประเมินอายุทุเรียนที่ใช้งานได้ง่ายและลดความผิดพลาดจากตัวผู้ประเมินเอง

สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37 ม.มหาสารคาม จัดงานรูปแบบออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596945

สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37  ม.มหาสารคาม จัดงานรูปแบบออนไลน์

สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37 ม.มหาสารคาม จัดงานรูปแบบออนไลน์

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37 ประจำปี 2564 ภายใต้ชื่องาน“จุดประกายความคิด พัฒนาชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างชาติด้วยเทคโนโลยี สู่วิถีแห่งนวัตกรรม”ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม วันที่ 4-5กันยายน และวันที่ 11 กันยายน 2564 ดำเนินการจัดงานรูปแบบออนไลน์ 100% โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไลอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธาน พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย และเปิดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 37ประจำปี 2564

ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ประมวล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานดำเนินการในรูปแบบออนไลน์ รับชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ (รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 9และรัชกาลที่ 10) นิทรรศการผลงานด้านวิชาการของคณาจารย์ และกิจกรรมผลงานของนิสิต ในวันที่ 4กันยายน 2564 เป็นการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ นิทรรศการทางด้านวิชาการของแต่ละภาควิชา/หน่วยงานภายนอกต่างๆ และรับชมรายการบันเทิง Science Show

สำหรับวันที่ 5 กันยายน 2564 เป็นการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเป็นการแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การประกวดโครงงานคณิตศาสตร์ การแข่งขัน crossword ระดับมัธยมศึกษา ชมนิทรรศการทางด้านวิชาการของแต่ละภาควิชา/หน่วยงานภายนอกต่างๆ และรับชมรายการบันเทิง Science Show และวันที่ 11 กันยายน 2564 (การแข่งขันระดับประถมศึกษา) มีการแข่งขันวาดภาพการ์ตูนวิทยาศาสตร์ การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของนักวิทยาศาสตร์น้อย การแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์และการแข่งขันวาดภาพความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จินตนาการทางวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา อีกด้วย

‘ตรีนุช’ จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597025

'ตรีนุช'จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา

‘ตรีนุช’จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.48 น.

“ตรีนุช” จี้ สพฐ.-สอศ.ขจัดเครียดเรียนออนไลน์ จี้เขตพื้นที่ฯติดตามให้ทุกสถานศึกษา ปฏิบัติตามนโยบายลดเวลาเรียนหน้าจอ-ลดการบ้าน-ลดการสอบให้เห็นภาพชัดเจน
 

วันที่ 23 สิงหาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการวิจัยของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK)  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ โดยระบุว่า จำนวนการบ้านมากขึ้น, เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง,เครียด วิตกกังวล โดยเฉพาะนักเรียนชั้น ป.6 เตรียมศึกษาต่อ ม.1และ ม.6 เตรียมศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เพราะกังวลว่าจะไม่มีโรงเรียนที่ดีรับเข้าเรียน นั้น ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนออนไลน์แล้ว เช่น มีนโยบายลดภาระผู้เรียน ทั้งสายสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา โดยปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดให้นักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ต้องรู้ ลดเวลาเรียนหน้าจอ, ให้การบ้านเท่าที่จำเป็น โดยครูแต่ละวิชาร่วมบรูณาการในการให้การบ้าน, การวัดประเมินผลเน้นหลักฐานการเรียนรู้ มากกว่าการสอบ, เลิกใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นองค์ประกอบของผลการตัดสินจบการศึกษาและการเข้าศึกษาต่อทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้รัฐบาล ได้มีมาตรการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนทุกคน คนละ 2,000 บาท โดยผู้ปกครองรับเงินเต็มจำนวน ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สนับสนุนอินเทอร์เน็ตบอรดแบนด์สำหรับการเรียนออนไลน์ด้วย เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนและผู้ปกครอง  

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 บีบบังคับให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบการศึกษาทางไกล ซึ่งการสอนออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่งที่ต้องนำมาใช้จัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนในสถานการณ์นี้ ทำให้นักเรียน ครู และผู้ปกครองบางส่วนไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเองได้ทัน ไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ ซึ่ง ศธ.ทราบปัญหาเหล่านี้ โดยมีนโยบาย มาตรการและแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ทุกกลุ่มมาโดยตลอด ซึ่งสถานศึกษาบางแห่งก็ปรับได้เร็ว แต่บางแห่งก็ไม่ปรับตัวจัดตารางสอนออนไลน์เหมือนที่เรียนในโรงเรียน ไม่ลดเวลาเรียน ครูยังให้การบ้านนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งดิฉันได้สั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ให้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ติดตามสถานศึกษาเป็นรายโรงเรียน ได้ปฏิบัติตามนโยบายลดภาระผู้เรียน ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง สพฐ. และ สอศ.ได้ประกาศแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลที่ยืดหยุ่นในสถานการณ์โควิด-19 ไปแล้ว โดยหลังจากนี้เวลาเรียนหน้าจอ และการบ้านของนักเรียนต้องลดลงอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งเร็วๆนี้ ดิฉันจะเปิดช่องทางรับฟังปัญหาจากครูโดยตรง เพื่อให้ครูสามารถสะท้อนปัญหาการทำงานที่เกิดขึ้นจริงในบริบทที่แตกต่างกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะรับไปพัฒนาแนวทางช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับแต่ละบริบทต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘สุเทพ’ ไม่หนักใจ เจอกระแสข่าว ขรก.-นายทุน ลงขัน 50 ล้าน ซื้อเก้าอี้เลขาฯ กอศ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597005

‘สุเทพ’ ไม่หนักใจ เจอกระแสข่าว ขรก.-นายทุน ลงขัน 50 ล้าน ซื้อเก้าอี้เลขาฯ กอศ.

‘สุเทพ’ ไม่หนักใจ เจอกระแสข่าว ขรก.-นายทุน ลงขัน 50 ล้าน ซื้อเก้าอี้เลขาฯ กอศ.

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.57 น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการวิ่งเต้นของข้าราชการบางคนเพื่อขอรับตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรณมการการอาชีวศึกษา โดยให้โยกย้ายตนไปอยู้ในตำแหน่งอื่นในช่วงที่จะมีการเสนอชื่อโยกย้ายข้าราชการแทนตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.2564 นี้ ว่า ตนก็พึ่งจะทราบข่าวจากสื่อเช่นกันว่าจะถูกแซะเก้าอี้  ซึ่งตนไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะถือว่าเรื่องการแต่งั้งโยกย้ายเป็นอำนาจของท่านรัฐมนตรี จึงแล้วแต่ท่านรัฐมนตรีจะพิจารณา  ซึ่งตอนนี้ตนให้ความสำคัญว่าทำอย่างไรจะให้การเรียนออนไลน์ของนักเรียน นักศึกษามีคุณภาพ โดยเฉพาะเรียนอาชีวะจะต้องมีการฝึกปฏิบัติ รวมถึงการจัดส่งเงินเยียวยา จำนวน 2,000 บาท ให้ถึง นักเรียน นักศึกษาผู้ปกครอง ครูที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุดมากกว่า  ซึ่งถ้าเงินโอนมาสำนักงานคณะกรณมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ก็พร้อมดำเนินการส่งต่อเงินได้ภายใน 7 วัน ตามที่รัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้  เพราะที่ผ่านมาสอศ.ได้ทำการซักซ้อมส่วนต่างๆไว้แล้ว ส่วนเรื่องโยกย้ายขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา 

“ผมไม่มีศัตรูกับใคร คงไม่ใช่เรื่องขัดผลประโยชน์ใคร เพราะผมไม่ได้ฝักใฝ่เรื่องนี้ ผมก็ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ผมทำงานสนองนโยบายรัฐมนตรีเต็มที่อยู่แล้ว ผมเหลืออายุราชการอีก 5 ปี จึงไม่กังวลอะไร ก็ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาว่าจะขยับโยกย้าย หรือให้ทำงานอยู่ต่อในตำแหน่ง เลขาธิการการอาชีวศึกษา ก็ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา  ที่ผ่านมาผมก็ขับเคลื่อนงานอาชีวะตามที่ท่านรัฐมนตรีมอบหมายอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องวาระเร่งด่วน (Quick Win) และนโยบายหลัก ล่าสุดก็ทำเรื่องการลดภาระของครู และการเยียวยา นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และทำอย่างไรที่จะทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสถานการณ์ปกติ  ผมว่าเอาสมองมาคิดเรื่องนี้ดีกว่า ไม่หวั่นนไหว่หรือวิตกกังวลกับเรื่องย้าย ผมมองว่าพอถึงฤดูกาลก็จะมีข่าวแบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกยุกต์สมัยอยู่แล้ว จึงไม่วิตกกังวลอะไร” ดร.สุเทพ กล่าว

ดร.สุเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามีข้าราชการคนหนึ่งร่วมกับพ่อค้าขายคุรุภัณฑ์อาชีวะใช้เงิน 50 ล้านบาท วิ่งเต้นเข้าหานักการเมืองพรรคใหญ่ เพื่อให้ช่วยย้ายตนออก เพื่อจะได้เข้ามาเสียบแทนนั้น ตนไม่ทราบจริงๆ และไม่แน่ใจว่าข่าวจริงหรือข่าวลือ จึงไม่ได้ใส่ใจ สนใจแต่ตอนนี้จะทำอย่างไรให้เด็กอาชีวะมีคุณภาพไม่ยิ่งหย่อนกว่าปกติเท่านั้น 

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ ทางออก ‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ ไทยพร้อม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596769

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’  ทางออก‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ไทยพร้อม?

‘รัฐสวัสดิการ-รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ ทางออก‘แก้เหลื่อมลํ้า-เลิกหวังหวย’ไทยพร้อม?

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“..ถามต่อไปอีกว่า ถ้าเราบอกว่าเงินทองเปลี่ยนประเทศได้ แล้วจะร่ำรวยได้อย่างไรในประเทศนี้ คำตอบคือ 76% บอกว่าต้องมีครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อรวย เกิดมารวย 11% ตอบว่าต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 แล้วจำนวนหนึ่งบอกว่าต้องถูกติดกันหลายๆ รอบด้วยอีก 8% บอกว่าทำงานหนัก ขยันอดออม อีก 5% บอกว่ากตัญญูทำความดีทำบุญ นี่คือคำตอบของคนที่ตอบมาว่าทำอย่างไรถึงจะรวยได้..”
(ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยาย “พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทั้งสนุกและได้สาระ” 24 ต.ค. 2561)

“..ผมเคยวิจารณ์งานของศูนย์การพนันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมบอกว่ามันทำหน้าที่หลายอย่างอันแรกคือความหวังที่จะเลื่อนชนชั้นโดยที่ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงกับชีวิตตัวเอง อันที่ 2 คือ ถ้าคุณเป็นคนจน ความบันเทิงในชีวิตมีอะไรบ้าง ถ้ามีเงินก็ไปดูหนัง เพ้อฝันมีความสุขสนุกไป แต่เวลาซื้อหวย ซื้อวันที่ 5 ออกวันที่ 16 ใบละ 80 บาท ฝันว่าถูกรางวัลที่ 1 ฝันว่าจะเอาไปทำอะไรดี ฝันไป 10 วัน วันละ 8 บาท ถูกกว่าดูหนังอีก คุ้มค่าแล้ว ไม่ถูกก็คุ้มค่าแล้วเวลาที่ผ่านมา..” (ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บรรยาย “พฤติกรรมการเงินแบบไทยๆ จากมุมมองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทั้งสนุกและได้สาระ” 24 ต.ค. 2561)

“..แรงงานเขาก็เคยถามผมนะ..อาจารย์! พวกเศรษฐีเขาเล่นไก่ตีไก่ (ไก่ชน) ทีละ 10-20 ล้าน (บาท) หรือพวกคนรวยๆ ไปแทงพนันม้า ทำไมเวลาเราเล่นพนันบอลเล่นหวย ถึงมองว่ามันร้ายแรงจังเลย?..เขาสร้างพื้นที่สาธารณะตรงนี้ขึ้นมา เพื่อทดแทนบางอย่างที่มันขาดหายไปในชีวิตส่วนตัวของเขา รายได้ก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายไม่มีช่องทางเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในที่ที่เขาใช้ชีวิตอยู่ ก็เพราะเป็นประชากรแฝง จะไปเลือกตั้งหรือเสนอนโยบายได้อย่างไร ก็ปราศจากความช่วยเหลือจากรัฐท้องถิ่น..” (ผศ.ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา , เสวนา “ชีวิตเสี่ยงพนัน..จะป้องกันเยาวชนอย่างไร?” 17 พ.ค. 2561)

ADVERTISEMENT

ข้างต้นเป็นทรรศนะจากข้อค้นพบของนักวิชาการที่ไปทำวิจัยประเด็น “สังคมไทยกับการพนัน” โดยเฉพาะ “หวย” (ทั้งหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล) ว่า “สำหรับชนชั้นรากหญ้าหาเช้ากินค่ำแล้ว..หวยดูจะเป็นความหวังในการทำให้ชีวิตลืมตาอ้าปากในสังคมเหลื่อมล้ำ” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ทุกๆ ช่วงบ่ายวันที่ 1 และ 16 ของเดือน สายตาแทบทุกคู่ในประเทศไทยจะจับจ้องไปที่การถ่ายทอดสดการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งในวันนี้จะมีทั้งคน “ปล่อยโฮเพราะถูกกิน..ร้องเฮเพราะถูกหวย” เป็นภาพที่คุ้นชินตามานานแสนนาน

แต่อีกด้านหนึ่ง มีผู้ที่พยายามตั้งคำถามว่า “สังคมไทยจะดีกว่านี้ได้หรือไม่?” ซึ่งหมายถึงการที่คนแต่ละคนมีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว หรือแม้กระทั่งสามารถใช้ชีวิตไล่ตามความฝันโดยไม่ต้องละทิ้งมันแล้วมาทนทำงานที่ไม่ชอบเพื่อหารายได้มาดูแลคนที่รัก นั่นหมายถึงการมี “รัฐสวัสดิการ” และไปจนถึง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI)” ดังล่าสุดกับงานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “คุยกันหลังวันหวยออก-UBI” จัดโดยเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เมื่อช่วงกลางเดือน ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายหลักในการเสวนาครั้งนี้ เริ่มจากการอธิบายว่า เดิมนั้นคนวัยทำงานถูกกำหนดหน้าที่จากรัฐว่าต้องมีงานทำหรือหากไม่มีก็ต้องพยายามหางานทำ เนื่องด้วยเมื่อประชาชนมีงาน-มีรายได้รัฐก็จะมีรายรับจากภาษี โดยหากประชาชนว่างงานรัฐอาจจ่ายเงินชดเชยให้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากจะขอความช่วยเหลือหลังพ้นระยะเวลานั้นต้องแสดงหลักฐานว่าได้ทุ่มเทพยายามหางานทำอย่างเต็มที่แล้ว แม้จะเป็นในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีก็ตาม

กระทั่งในช่วง 10-20 ปีล่าสุด รูปแบบการทำงานได้เริ่มเปลี่ยนไป คนไม่ได้ทำงานแบบมีนายจ้างตายตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคนเป็นผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่ทำงานแบบอาชีพอิสระ (Freelance) ที่ลักษณะการทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น
จึงเป็นที่มาของคำถาม “คนวัยทำงาน (อายุ 18-59 ปี) ทุกคนควรมีรายได้พื้นฐานโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือไม่?” ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นคำถามที่ท้าทายมาก และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้ UBI เต็มรูปแบบ

หลักคิดของ UBI นั้นมีอยู่ 2 แนวทางคือ 1.เสรีนิยม มองว่า UBI ควรมาแทนสวัสดิการของรัฐทุกชนิด พร้อมกับการลดขนาดขององค์กรและกลไกรัฐให้เล็กลง โดยเชื่อว่า UBI ลักษณะนี้จะทำให้กลไกตลาดทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย กับ 2.สังคมนิยม มองว่า UBI ควรเป็นตัวเสริมจากสวัสดิการรัฐที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อว่าจะทำให้คนสามารถจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้นและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

อาจารย์ษัษฐรัมย์ อธิบายต่อไปว่า ตามแนวคิดแบบทุนนิยม มนุษย์จะถูกกำหนดให้ต้องทำงานที่มีมูลค่าหรือราคา หมายถึงการทำอะไรแล้วบอกว่าเป็นงานนั่นคือต้องขายงานได้ และงานที่มีรายได้มากคืองานที่ดีหรืองานที่สูงส่ง แต่ UBI จะทำให้มนุษย์สามารถคิดถึงสิ่งอื่นที่เห็นว่าสำคัญกับชีวิตตนเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้สามารถวิพากษ์รัฐและทุนได้มากขึ้นด้วย

“เราสร้างสวนสาธารณะ เราบอกว่าอยากให้มีสวนสาธารณะคนจะได้มีสุขภาพดีมากขึ้น แต่นึกถึงภาพจริงๆ คนจะมีเวลาไปใช้สวนสาธารณะมากแค่ไหนถ้าเกิดเราอยู่ในสังคมที่มันเหลื่อมล้ำมากๆ คนที่จะมีเวลาไปสวนสาธารณะก็จะมีจำกัด เพราะคนก็จะไปทำมาหากิน หรือในอีกด้านคือคนไม่มีเงินไม่มีเวลา คนก็ไม่สามารถเข้าถึง Service (บริการ) ได้แบบเท่าเทียม ก็จะเข้าถึงได้เพียง Service ที่จะลากเราเข้าไปสู่ระบบทุน สมมุติเช่นรถไฟฟ้า รถเมล์อะไรอย่างนี้ ที่จะขนเราจากบ้านไปที่ทำงาน ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง” อาจารย์ษัษฐรัมย์ ยกตัวอย่าง

กลับไปที่เรื่องหวยตามหัวข้อการเสวนา อาจารย์ษัษฐรัมย์เปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างเงินจากการถูกหวยกับเงินที่เป็นรายได้ประจำ (เช่น เงินเดือน) คนจะมีพฤติกรรมการใช้เงิน 2 ก้อนนี้ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ “เมื่อคนถูกหวยเงินจากหวยมักถูกรีบใช้อย่างรวดเร็ว” อาทิ ซื้ออาหารจำนวนมากแล้วชวนญาติสนิทมิตรสหายมาสังสรรค์ เพราะไม่รู้ว่าจะได้แบบนี้อีกเมื่อใด ส่วน UBI ที่เป็นรายได้ประจำ คนจะใช้อย่างวางแผนไม่ว่าเพื่อการบริโภค ใช้จ่ายช่วงเปลี่ยนงาน หรือนำไปลงทุนทำธุรกิจ

แต่แนวคิดเรื่อง UBI ที่ผ่านมาก็มีข้อกังวล เช่น “คนจะเกียจคร้านไม่ทำงานหรือไม่?” ประเด็นนี้จริงๆ แล้ว UBI ก็ไม่ต่างจากสวัสดิการรัฐอื่นๆ ที่ไม่ได้ให้มากเกินไปจนทำให้คนไม่ทำงาน เช่น สมมุติทุกคนได้เงิน 5,000 บาท ต่อเดือนทุกเดือน คงไม่มากพอที่จะทำให้คนไม่อยากทำงาน แต่ก็อาจมีการเปรียบเทียบกันเองว่าบ้านหนึ่งคนออกไปทำงานแต่อีกบ้านหนึ่งคนยังไม่ออกไปทำงาน ซึ่งต้องอธิบายว่า การเลือกไม่ทำงานที่ตนเองรู้สึกไม่อยากทำ ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจมากกว่าก็ได้

“สิ่งที่เป็นผลเสียกับระบบเศรษฐกิจอย่างหนึ่งคือเราต้องไปทำงานที่ไม่ถนัด ไม่มีความสุข แต่ต้องไปทำเพื่อประทังชีวิต แต่ผมมองกลับกัน ถ้าสมมุติมีรายได้พื้นฐาน 5,000 บาท 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำ มันก็อาจจะทำให้รู้สึกว่าฉันน่าจะต่อรองกับนายจ้างได้มากขึ้น ฉันสามารถเอาเงินตัวนี้ไปพัฒนาทักษะของฉันในแง่อื่น แล้วฉันก็อาจเปลี่ยนงานได้

ผมคิดว่าเรื่อง UBI มันฮิตขึ้นมาเพราะว่าคนรุ่นใหม่เริ่มนิยามการทำงานที่มันต่างไป นิยามลักษณะคำว่างานที่มันเปลี่ยนไป มันมีอาชีพนักแคสต์เกม มันเป็นอาชีพที่รายได้สูงมากนะ เรานึกไม่ออกว่ามันจะมีอาชีพแบบนี้ แต่กว่าจะมาแคสต์เกมได้คุณต้องเข้าใจจิตวิทยาของคนที่มาดู
คุณต้องมีการลองผิดลองถูก คุณต้องทำอะไรหลายอย่างซึ่ง UBI นี่แหละที่มันจะสามารถทำให้คนว่างไปลองผิดลองถูกได้”
อาจารย์ษัษฐรัมย์ ระบุ

อีกคำถามสำคัญและเชื่อว่าเป็นคำถามที่ใหญ่มากคือ “จะหางบประมาณมาจากไหน?” โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย อาจารย์ษัษฐรัมย์ ชวนย้อนคิดไปถึงสวัสดิการอื่นๆ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากมองกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่ระบบนี้จะถือกำเนิดขึ้น เวลานั้นไทยก็ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย และประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาระบบสวัสดิการก็เริ่มดำเนินการในช่วงที่ประเทศยังไม่ร่ำรวยเช่นกัน

ส่วนงบประมาณนั้นหากดูผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทยซึ่งอยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท หากจะทำรัฐสวัสดิการจะใช้งบประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท หรือหากจะทำ UBI เฉลี่ย 4-5 พันบาทต่อคนต่อเดือนสำหรับคนวัยทำงาน จะใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท และหากทำทั้ง 2 อย่างจะใช้งบประมาณเกือบ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณร้อยละ 30 ซึ่งไมได้เพิ่มขึ้นมากมายนักอย่างที่กังวลกัน

แต่เรื่องนี้อยู่ที่ “วิธีคิด” อาจารย์ษัษฐรัมย์ ยกตัวอย่างหลากหลายข้อกังวล เช่น 1.ประเทศไทยยังมีคนเสียภาษีน้อย
แต่อีกมุมหนึ่งหากมีระบบสวัสดิการที่ดีก็จะเพิ่มโอกาสให้คนเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง และเมื่อทำงานดีมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็จะสามารถจ่ายภาษีให้รัฐได้ 2.การเก็บภาษีความมั่งคั่งกับคนที่ร่ำรวยมากๆ ทำได้จริงหรือ หากเก็บสักร้อยละ 3-5 ต่อปี คงไม่ถึงขั้นทำให้คนเหล่านี้ยากจนลง และการเก็บภาษีความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเพียงการหางบประมาณ แต่ยังสร้างความตระหนักว่าเมื่อร่ำรวยแล้วก็ควรรับผิดชอบกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย

3.คนที่เสียภาษี 2 ต่อ นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วยังมีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย เนื่องจากทำงานมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีที่ตนเสียไปช่วยเหลือคนที่ไมได้เสียภาษี คำถามนี้หากเปรียบเทียบง่ายๆ กับน้ำบรรจุขวดพลาสติกที่แต่ละคนซื้อมาบริโภค จริงอยู่ที่รู้สึกว่าน้ำขวดนี้ตนเองเป็นเจ้าของเพราะใช้เงินซื้อมา แต่อีกมุมหนึ่งกว่าจะมาเป็นน้ำบรรจุขวดก็ต้องอาศัยแรงงานมากมาย ตั้งแต่คนงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน คนขนส่งน้ำ ฯลฯ ดังนั้นทรัพย์สินที่เรามีก็ต้องตระหนักว่ามาจากส่วนประกอบที่เกิดขึ้นจากสังคมเช่นกัน

“ผมเคยทำโพลล์มาประมาณพันกว่าคน สัก 3 ปีที่แล้วสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือพอแบ่งตามรายได้ คนที่มีรายได้7 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งก็คือชนชั้นกลางในสังคมไทย ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้โอเคกับรัฐสวัสดิการ ไม่ได้ต่อต้าน ทีแรกผมก็แปลกใจ คนที่มีรายได้ 7 หมื่นต้องเป็น Ignorance (เพิกเฉย) ไม่สนใจใดๆ แล้ว แต่ปรากฏว่าคนที่มีรายได้ 7 หมื่นขึ้นในสังคมไทย ส่วนมากเข้าสู่วัยกลางคน อายุ 40 ปีขึ้นไป

ภาระในชีวิตพ่อแม่เริ่มแก่ ลูกเข้ามัธยม ตัวเองเปลี่ยนงานไม่ได้ บ้านผ่อนมากลางเทอมแล้ว อีกสัก 5-10 ปี ก็คงจะหมด คือขยับอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้จริงๆ แล้วต่อให้เงินเดือน 7 หมื่น พอประเทศไม่มีสวัสดิการ 7 หมื่นไม่รู้ว่าได้ใช้เท่าไร อาจจะได้ใช้เดือนละ 5 พัน Fix Cost (รายจ่ายประจำ) เลี้ยงลูก 3 คน 7 หมื่นมันพอไหม ผมคิดว่าในยุคนี้ไม่น่าพอ สมมุติว่าแค่ค่ากินอย่างเดียวก็คนละหมื่นกว่าแล้ว ค่าเรียน ค่ารถ ค่าอุปกรณ์ ผมว่าหมด” นักวิชาการผู้นี้ เล่าถึงการสำรวจความคิดเห็นเรื่องรัฐสวัสดิการ

อาจารย์ษัษฐรัมย์ ให้ข้อสรุปว่า ชนชั้นกลางไม่ได้ต่อต้านรัฐสวัสดิการมากอย่างที่เข้าใจกัน แต่อาจจะรู้สึกไม่ไว้วางใจรัฐ เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้โดยการทำให้กลไกรัฐมีความเป็นประชาธิปไตย ตรวจสอบได้ มีการกระจายอำนาจหรือกำหนดว่าภาษีบางประเภทให้นำไปใช้ในบางเรื่องเป็นการเฉพาะ ดังเช่นปัจจุบันที่มีการกำหนดให้เงินภาษีจากยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและสื่อสาธารณะ อาทิ หากเก็บภาษีความมั่งคั่งได้ ให้นำเงินส่วนนี้ไปจัดสวัสดิการให้ทุกคนเรียนมหาวิทยาลัยฟรี หรือเก็บภาษีจากกิจการที่ก่อผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ก็จะทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น

และเมื่อเริ่มมีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้นให้เห็นแล้ว ความไว้ใจก็จะเพิ่มขึ้นเองไปโดยปริยาย!!!

‘บ้านยางชุม-วังศิลา’ จ้างงานคนพิการ ต้นแบบสร้างอาชีพ-ความมั่นคงอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596768

‘บ้านยางชุม-วังศิลา’จ้างงานคนพิการ  ต้นแบบสร้างอาชีพ-ความมั่นคงอาหาร

‘บ้านยางชุม-วังศิลา’จ้างงานคนพิการ ต้นแบบสร้างอาชีพ-ความมั่นคงอาหาร

วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังระบาดเป็นวงกว้างส่งผลกระทบต่อทุกคนจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาแรงงานถูกเลิกจ้างงาน สถานประกอบการบางแห่งต้องปรับลดอัตรากำลังการจ้างงานให้น้อยลง ลดเวลาการทำงาน ส่งผลกระทบต่อรายได้ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้

จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2564 พบคนพิการวัยทำงานที่ยังไม่มีอาชีพ จำนวน 72,466 คน จากจำนวนคนพิการวัยทำงานทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบ 857,253 คน ซึ่ง สสส. ได้ร่วมกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ เพื่อพัฒนาการจ้างงานคนพิการระยะยาวในวิกฤตโควิด-19 โดยใช้กลไกชุมชนด้านความมั่นคงทางอาหารมาจ้างงานเชิงสังคม ให้คนพิการทำงานที่บ้านและในท้องถิ่นของตัวเองได้

เช่น เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เพราะการจ้างงานลักษณะนี้คนพิการมีความรู้พื้นฐานเป็นทุนเดิม ทำให้ไม่ต้องปรับตัวจากการทำงานมาก และเป็นอาชีพที่สามารถทำงานที่บ้านและไม่ขาดแคลนอาหารในการบริโภค โดยโมเดลความมั่นคงทางอาหารและสนับสนุนอาชีพคนพิการมีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ 1.พัฒนาทักษะคนพิการให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพที่ท้องถิ่นของตัวเองในภาวะวิกฤต 2.พัฒนาให้คนพิการทำงานตามแผนการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.พัฒนาเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อถอดบทเรียนการทำชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ ระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ในอนาคต

“ในวิกฤตโควิด-19 นี้ ถือเป็นโอกาสสร้างอาชีพแก่คนพิการซึ่งเป็นอีกกลุ่มประชากรที่ควรได้รับความเป็นธรรมทางสุขภาพในทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม การที่คนพิการสามารถประกอบอาชีพ และมีรายได้จากการทำงานเหมือนคนทั่วไป ทำให้เกิดความภูมิใจในตัวเอง และช่วยให้มีพฤติกรรมทางสุขภาพที่ดีขึ้น เกิดการยอมรับจากสังคม ที่ผ่านมา สสส. ได้สนับสนุนเรื่องการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำ ทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมของทั้งคนพิการ สถานประกอบการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการผ่านการมีส่วนร่วมในชุมชนอยู่แล้ว” นางภรณี กล่าว

ด้าน นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอาชีพความมั่นคงทางอาหารสู่การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ ซึ่งสนับสนุนโดย สสส. เป็นการร่วมกันพัฒนาอาชีพไปยังคนพิการและครอบครัวในต่างจังหวัด ที่ตั้งใจพัฒนาเรื่องอาชีพและต้องการมีรายได้ในช่วงโควิด-19 ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างหรือมีรายได้น้อยลง

โดยบริษัทที่จ้างงานจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องวัตถุดิบอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ และประสานเรื่องการจัดทำเอกสารและติดตามส่งรายงานให้บริษัทที่เข้าร่วมการจ้างงานเชิงสังคมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 โดยคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีบัตรคนพิการ อายุ 20-70 ปี และผู้ดูแลจะต้องมีชื่อหลังบัตรคนพิการให้สามารถใช้สิทธิแทนคนพิการ เพื่อนำเงินไปเตรียมพื้นที่สำหรับการประกอบอาชีพ ซึ่งครอบครัวคนพิการส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผัก สมุนไพร ผลไม้ และเลี้ยงสัตว์

และหลังจากผลผลิตถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะถูกจำหน่ายหรือมีผู้ค้าเข้ามารับซื้อ และผลผลิตส่วนที่เหลือหรือแบ่งเก็บไว้ครอบครัวคนพิการจะนำมาบริโภคเป็นอาหาร ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยผลกำไรหรือรายได้ทั้งหมดที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนพิการและครอบครัว บริษัทจะไม่เรียกรับเงินคืนเพราะต้องการสร้างอาชีพให้คนพิการในระยะยาวและสามารถต่อยอดไปถึงอนาคตได้

ปัจจุบันได้จัดทำนำร่องไปแล้วตั้งแต่โควิด-19 ระลอกแรกเมื่อปี 2563 ที่บ้านยางชุม และบ้านวังศิลาอ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ และเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มไปยังจังหวัดอื่นๆ ในอนาคตโดยมีโมเดลนำร่องจากที่นี่เป็นแบบอย่าง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ค คนพิการต้องมีงานทำ-มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 02-2799385

ผ่าน เลือกตั้ง เข้ามาให้ได้ก่อนค่อยคุยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480101

ผ่าน เลือกตั้ง เข้ามาให้ได้ก่อนค่อยคุยกัน

23 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/embed/B0jlh3WJAhs

แก้ระบบ เลือกตั้ง ยังเป็นปัญหา เพื่อไทย ไม่ยี่หระ ก้าวไกล ขู่ยื่นตีความ ประชุมรัฐสภา พิจารณาแก้ รัฐธรรมนูญ 24-25 สิงหาคมนี้

การเปลี่ยนแปลงต้องมียุทธศาสตร์และกลยุทธ์ซึ่งจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ปัญหาใจกลางของการเมืองไทยปัจจุบัน คืออำนาจสูงสุดของประเทศนี้ เป็นของใคร  การทำงานในสภา เพื่ออำนาจสูงสุดของประชาชนคู่ขนานกับการทำงานทางความคิดนอกสภาจึงสำคัญ  
นี่เป็นตะกอนที่ตกค้างมาจากการอภิปรายงบประมาณของชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล 

ผ่าน เลือกตั้ง เข้ามาให้ได้ก่อนค่อยคุยกัน

สอดรับกับความคิดของ ปิยะบุตร แสงกนกกุล จากกลุ่มก้าวหน้า ที่ตั้งคำถาม อนุมานได้ตามความหมายที่ชัยธวัชระบุว่า การทำงานในสภาและนอกสภา ต้องคู่ขนานกัน 

ผ่าน เลือกตั้ง เข้ามาให้ได้ก่อนค่อยคุยกัน

การประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 24-25 สิงหาคมนี้ ก่อนพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาญัตติเรื่องด่วนที่พรรคก้าวไกลเสนอ ว่ากรรมาธิการฯแก้รัฐธรรมนูญเกินกว่าร่างฯที่รับหลักการสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ ประธานคณะกรรมาธิการฯแก้รัฐธรรมนูญ ไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่กังวลเพราะเชื่อว่านอกจากสมาชิกรัฐสภาจะไม่เห็นด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่รับพิจารณา 

หากยังจำกันได้ช่วงที่ กรรมาธิการ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ เป็นพรรคก้าวไกลที่ออกมาโวยวาย ว่าพรรคการเมืองใหญ่ซูเอี๋ยกัน ผลักดันให้มีการเลือกตั้ง แบบบัตรสองใบ ทำให้พรรคก้าวไกลและพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่เสียเปรียบ ถามว่า แก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ ประชาชนได้อะไร คำตอบคือได้เลือกตั้งแบบใหม่ที่ฝ่ายประชาธิปไตย เช่นพรรคเพื่อไทยเคยชนะมาในอดีต 

ผ่าน เลือกตั้ง เข้ามาให้ได้ก่อนค่อยคุยกัน

การเมืองฝั่งประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยยึดกุมฐานเสียงเสื้อแดงรุ่นเก่าเอาไว้เป็นกอบเป็นกำนำมาซึ่งชัยชนะอันดับหนึ่ง จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ขณะที่มวลชนคนรุ่นใหม่ที่มาจากฐานเดียวกัน เป็นพรรคก้าวไกล ที่กุมสภาพขับเคลื่อนทั้งในและนอกสภามีหมุดหมายที่ว่า หากเอาชนะทางความคิดในสังคมไม่ได้ จะมีสส.กี่ร้อยคนสุดท้ายประชาชนก็แพ้อยู่ดี ความเจริญก้าวหน้าของสังคัมและปากท้องที่ดีของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ถ้าระบบการเมือง รับใช้คนส่วนใหญ่

ผ่าน เลือกตั้ง เข้ามาให้ได้ก่อนค่อยคุยกัน

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีแนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในพรรคไทยรักไทย เจ้าของวลีที่ว่า คิดจะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตยต้องใจเย็นๆไม่ต้องห่วงฐานเสียงจะถูกแย่งไปเพราะพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยผุดขึ้นมาให้เห็นเป็นดอกเห็ด คล้ายๆจะเตือนว่า ผ่านเลือกตั้งเข้าสภามาให้ได้ก่อน  ค่อยคุยกัน

ครม. เคาะ “ไตรยฤทธิ์” นั่งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480280

ครม. เคาะ “ไตรยฤทธิ์” นั่งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่

24 ส.ค. 2564

ครม. เคาะ“ไตรยฤทธิ์”นั่งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ พบมีผลงานเพียบยึดทรัพย์ยาเสพติด 7พันล้าน – แชร์ Forex-3D ด้านพันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล นั่งรองปลัดยุติธรรม

วันที่ 24 ส.ค.64 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติแต่งตั้งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ ตามที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เสนอชื่อ นายแพทย์ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แทนพันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้ 

โดยสำหรับประวัติ นายแพทย์ไตรยฤทธิ์ อายุ 55 ปี เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ และติดตามคุณพ่อรับราชการเป็นนายแพทย์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

เรียนจบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  เรียนต่อจนจบเป็นผู้เชี่ยวชาญวุฒิบัตรด้านนิติเวชศาสตร์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

จากนั้นรับราชการเป็นหัวหน้าห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช (แพทย์นิติเวชคนแรกของกระทรวงสาธารณสุข)โรงพยาบาลศูนย์สุราษฎร์ธานี

จากนั้นเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี(ศูนย์มะเร็งเดิม) จนดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ

ก่อนจะมารับราชการ ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ประมาณปี 2547 ซึ่งผ่านหลักสูตรผู้บริหารงานจำนวนมาก อาทิ หลักสูตรการบริหารงานสายการแพทย์ทหารอากาศชั้นสูงรุ่นที่ 18 หลักสูตรนักบริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (ยธส.) รุ่นที่ 1  

หลักสูตรผู้บริหารงานยุติธรรมระดับสูง (บธส.)รุ่นที่ 1 หลักสูตรเพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงภาครัฐรุ่น 5 และผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) รุ่นที่ 21 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 61

โดยนายแพทย์ไตรยฤทธิ์ เริ่มเติบโตตามลำดับชั้นจนถึงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาตร์ ก่อนที่มีคำสั่งย้าย มารับราชการตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และได้ขึ้นตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ในสมัยนายสมศักดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงในช่วงหนึ่ง ได้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย

สำหรับผลงานของนายแพทย์ไตรยฤทธิ์  ที่ผ่านมา มีผลงานโดดเด่นด้านการสืบสวนสอบสวน อาทิ เป็นประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อการยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด (หัวหน้าคณะพาลีปราบยา 16 ชุด)ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการติดตามยึดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดและผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพื่อทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดทั้งส่วนกลางและระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยได้เป็นผู้ประสานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานกรรมการ/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ เป็นที่ปรึกษาการประชุม และมีการขับเคลื่อนการปฏิบัติการของชุด “พาลีปราบยา” ทั้ง 16 ชุดอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งการผลักดันให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดหาเครื่องมือพิเศษในการสืบสวนทางเทคโนโลยีชั้นสูง มาใช้ในการปฏิบัติงานปราบปรามและยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงการนำเครื่องมือพิเศษดังกล่าวมาใช้ในการสืบสวนและตรวจสอบข่าวปลอมให้กับทางรัฐบาล อีกภารกิจหนึ่งในปัจจุบันด้วย

โดยนับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวเมื่อ 26 ธันวาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน สามารถยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดได้แล้วประมาณ 7,000 ล้านบาท สูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้คือ 6,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ระหว่างดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำระบบการสืบสวนสอบสวนออนไลน์มาใช้ในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น กรณีหลอกลวงให้ลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ (Forex-3D)

ซึ่งในคดีนี้ เบื้องต้นมีผู้เสียหายลงทะเบียนไว้กว่า 14,000 คน แต่มาให้ปากคำการสอบสวน 8,436 คน พบมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 1,908,113,421  บาท ทำให้สามารถใช้เวลา 7 เดือนเศษ ในการทำสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย เป็นตัวบุคคล 2 ราย และนิติบุคคล 2 ราย มีสำนวนการสอบสวน 196,444 แผ่น เป็นแฟ้ม 434 แฟ้ม บรรจุ 74 ลัง ส่งไปยังสำนักงานอัยการคดีพิเศษได้เป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติให้ นางอรัญญา ทองน้ำตะโก  อธิบดีกรมบังคับคดี ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง  

พันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล  ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

เกมพลิก นายกฯ สั่งแก้ข้อสั่งการ ให้ สธ.เดินหน้าซื้อ “ATK” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480263

เกมพลิก นายกฯ สั่งแก้ข้อสั่งการ ให้ สธ.เดินหน้าซื้อ “ATK”

24 ส.ค. 2564

ประยุทธ์ แจงกลาง ครม. สั่งให้แก้ไขข้อความข้อสั่งการ ให้ สธ.เดินหน้าจัดซื้อชุด “ATK” ส่วนข้อขัดแย้งหมอชนบทให้เร่งแก้ปัญหาให้ดีที่สุด ด้านอนุทินแจงชัดในครม. ชุดตรวจเอทีเค แบบ โฮมยูส ยังไม่มีชนิดไหนได้รับการรับรองจาก WHO

นางสาวไตรศุลี  ไตรสรณกุล  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีหรือ ครม.รับทราบการขอปรับปรุงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)  ครั้งที่ 12/2564

และการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564 โดยขอแก้ไขข้อความจากเดิมระบุในสรุปผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)  ครั้งที่ 12/2564 หน้าที่ 17 ข้อ 6 ว่า

“การเร่งจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบแอนติเจน(Antigen Test Kit : ATK)ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก(WHO) รวมทั้งต้องมีความแม่นยำในการตรวจ เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ทันท่วงที และพร้อมจัดส่งให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด”

เป็นข้อความว่า “ในเรื่องการจัดหาซื้อชุดตรวจ ATK นี้ ขอให้สธ.เร่งดำเนินการให้ได้โดยเร็ว หากมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ในปัจจุบัน ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด”

สำหรับการแก้ไขข้อสั่งการครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)   ปรับปรุงแก้ไขข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี โดยฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)  ได้พิจารณาทบทวนสรุปผลการประชุมดังกล่าว และตรวจสอบจากบันทึกการประชุม ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมมีข้อความดังนี้คือ “ในเรื่องการจัดหาซื้อชุดตรวจ ATK นี้ ขอให้สธ.เร่งดำเนินการให้ได้โดยเร็ว หากมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ในปัจจุบัน ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข กล่าวในที่ประชุม ครม.ด้วยว่า กรณี ชุดตรวจ ATK  ที่เป็นชนิดให้ประชาชนตรวจกันเอง (Self or Home Use) นั้น ยังไม่มีชนิดใดที่องค์การอนามัยโลก(WHO )รับรอง  แต่ในส่วนที่เป็นองค์การอนามัยโลก(WHO) ประกาศรับรอง Antigen test ให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน(Emergency Use Listing) เพียง 4 ชนิด (ข้อมูลล่าสุด 14 ก.ค. 2564) ทั้งหมดเป็นแบบที่ใช้ในสถานพยาบาลโดยบุคลากรทางการแพทย์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คำสั่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบ ATK ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีจำหน่ายในไทย มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองจาก WHO

ทำให้ กลุ่มแพทย์ชนบท นำข้อความดังกล่าวไปกล่าวอ้าง และออกแถลงการณ์คัดค้านองค์การเภสัชกรรมที่เตรียมลงนามจัดซื้อ ATK จากจีน 

กลุ่มไทยไม่ทน จี้ “นายสิระ” ตรวจสอบ คฝ.คุมเหตุม็อบ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480264

กลุ่มไทยไม่ทน จี้ “นายสิระ” ตรวจสอบ คฝ.คุมเหตุม็อบ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่

24 ส.ค. 2564

กลุ่มไทยไม่ทน ร้อง “นายสิระ” ให้ตรวจสอบ คฝ.คุมเหตุม็อบ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ โดยให้ ผบ.ตร เป็นผู้ส่งรายงานชี้แจงและเอาผิดกับผู้สั่งการที่กระทำเกินกว่าเหตุ

วันที่ 24 ส.ค. 64 เวลา 12.30 น. นายยศวริศ ชูกล่อม ผู้แทนกลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือกับ “นายสิระ” เจนจาคะ ประธานคณะ กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่บริเวณจุดรับหนังสือ ชั้น 1 อาคารรัฐสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากกรณีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

กลุ่มไทยไม่ทน จี้ "นายสิระ" ตรวจสอบ คฝ.คุมเหตุม็อบ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่

การชุมนุมโดยสันติวิธีในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ทุกครั้งที่มีการชุมนุม คฝ. ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย กลับเป็นผู้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล คณะไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ในฐานะองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนไม่สามารถนิ่งดูดายกับพฤติกรรมของ คฝ. ที่ละเมิดสิทธิของประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จึงขอเรียกร้องมายังประธานคณะ กมธ.

ด้าน “นายสิระ” เจนจาคะ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะ กมธ. โดยในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค. 64) คณะ กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะ กมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เชิญ ผบ.ตร. มาเข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร

กลุ่มไทยไม่ทน จี้ "นายสิระ" ตรวจสอบ คฝ.คุมเหตุม็อบ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่

สำหรับข้อเรียกร้องคือของกลุ่มไทยไม่ทนที่ส่งให้ “นายสิระ” คือ

1. ขอให้ดำเนินการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้บังดับบัญชา คฝ. ส่งรายงานปฏิบัติการในการสลายการชุมนุมเพื่อชี้แจงให้สังคมได้รับรู้ว่ามีเหตุผลใดที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของประชาชน

2. ขอให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของ คฝ.

3. ขอให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดกับผู้สั่งการและเจ้าหน้าที่ที่กระทำการเกินกว่าเหตุต่อประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมและขอให้ คฝ. หยุดใช้ความรุนแรงโดยทันที

4. ขอให้ คณะ กมธ. เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของประชาชนทุกกลุ่มเพื่อเป็นการป้องปรามและหยุดยั้งเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการชุมนุมของประชาชนในครั้งต่อไป

กลุ่มไทยไม่ทน จี้ "นายสิระ" ตรวจสอบ คฝ.คุมเหตุม็อบ เป็นไปตามหลักสากลหรือไม่