“ครูโอ๊ะ” ชู กศน. ต้องทำเพื่อประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478544

“ครูโอ๊ะ” ชู กศน. ต้องทำเพื่อประชาชน

12 สิงหาคม 2564 – 20:05 น.

ปลูกฟ้าทะลายโจรและขยายพันธุ์ทั่วประเทศ ถือเป็นการทำความดีเพื่อแม่ของแผ่นดินและแม่ผู้ให้กำเนิดของเรา “ครูโอ๊ะ” ชู กศน. ต้องทำเพื่อประชาชน

วันที่ 12 สิงหาคม 2564 ครูโอ๊ะ หรือ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวใจความตอนหนึ่ง หลังเป็นระธานเปิดโครงการ “ล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ. ห่วงใย ต้านภัยโควิด” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านระบบถ่ายทอดสด (Live) ทางเฟซบุ๊ก “ETV Channel”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

” รมช.ศธ.” เปิดโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ฯ เฉลิมพระเกียรติ”สมเด็จพระพันปีหลวง”

“เรียนออนไลน์” แพะรับบาปวงการศึกษาไทย ยุคโควิด-19

ด่วน ขั้นตอนจ่ายเงิน”เยียวยานักเรียน 2,000 บาท”และช่วงวันโอนเงินเช็กที่นี่

และปลูกต้นกล้าฟ้าทะลายโจรต้นแรกในกระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม พร้อมกับ กศน.ทั่วประเทศ ว่าเนื่องในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สำนักงาน กศน. กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย เพื่อร่วมทำความดี โดยร้อยเรียงภารกิจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของชาว กศน. เพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ คงไว้ซึ่งความไว้วางใจและศรัทธาจากประชาชนในทุกพื้นที่ที่พวกเราอยู่

“เป็นที่รู้กันดีว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กศน. ในการส่งเสริมการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ เพื่อให้คนในสังคมมีสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสภาวะทางสังคมที่ดี ส่งผลต่อสังคมสุขภาวะที่ดี

 และถือวาระพิเศษในวันนี้ วันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ขอเชิญชวนชาว กศน. ร่วมปลูกฟ้าทะลายโจร เพื่อใช้เป็นยาและขยายพันธุ์พร้อมกันทั่วประเทศ ถือเป็นการทำความดีเพื่อแม่ของแผ่นดินและแม่ผู้ให้กำเนิดของเรา

อันจะเป็นการตอบแทนความรักของแม่ ความรักอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน ดูแลพระในบ้านของเรา ให้ได้รับความรักความอบอุ่น ไม่ถูกทอดทิ้งให้ท่านต้องเดียวดาย

ซึ่งการปลูกหรือส่งต่อเมล็ดพันธุ์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่เราต้องร่วมกันดูแลและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปกติใหม่ (New normal) เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้กับประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจจะส่งผลให้คนมีภาวะซึมเศร้า หดหู่ และวิตกกังวลมากขึ้น

โดยสำนักงาน กศน.ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 4 องค์กร ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ตลอดจนเครือข่ายในพื้นที่

จัดอบรมพัฒนาครู กศน. ในหลักสูตร “การจัดกิจกรรม กศน. ป้องกันภาวะซึมเศร้า คงสมรรถนะทางกาย จิต และสมองของผู้สูงอายุ” เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ ไปต่อยอดกับต้นทุนเดิมของ กศน.ด้านทักษะนันทนาการ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกชุมชน

หากจังหวัดใดสถานการณ์คลี่คลาย ขอให้สร้างการบูรณาการองค์ความรู้กับงานในหน้าที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอฝากไปยังโค้ชประจำจังหวัด ได้นำการสะท้อนมุมมองการดำเนินงานระดับพื้นที่ ไปประเมินผลและรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

ท้ายสุด ขอแสดงความขอบคุณผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ กศน. และ ผอ.กศน.จังหวัดสมุทรสาคร ที่ริเริ่มโครงการ “ล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ. ห่วงใย ต้านภัยโควิด” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จนเกิดผลเป็นรูปธรรม ขอขอบคุณสำนักงาน กศน.กทม. ที่ร่วมผลักดันและจัดทำคู่มือประชาชน “การเรียนรู้ ชีวิต สุขภาพ ฟ้าทะลายโจร สู้ภัยโควิด-19”

“และสนับสนุนการกระจายเมล็ดพันธุ์รวมทั้งต้นกล้าไปยัง กศน.ทั่วประเทศ ครูโอ๊ะเชื่อมั่นในตัวพวกเราชาว กศน. เพราะเราคือ กศน.เพื่อประชาชน ซึ่งจะไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูด แต่เราจะร่วมกันสร้างศรัทธาให้สมกับที่เราเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน” รมช.ศึกษาธิการ

“รมช.ศธ.” เปิดโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ฯ เฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478533

” รมช.ศธ.” เปิดโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ฯ เฉลิมพระเกียรติ”สมเด็จพระพันปีหลวง”

12 สิงหาคม 2564 – 19:15 น.

เฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง” รมช.ศธ. น้อมนำชาว กศน.ทั่วประเทศรวมใจปลูกฟ้าทะลายโจร-มอบต้นกล้าพร้อมคู่มือ ชวนประชาชนปลูกเพื่อแม่-ใช้เป็นยาในครัวเรือน สู้โควิด-19

วันที่ 12 สิงหาคม 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดโครงการ “ล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ. ห่วงใย ต้านภัยโควิด” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

" รมช.ศธ." เปิดโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ฯ เฉลิมพระเกียรติ"สมเด็จพระพันปีหลวง"

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ผู้กำกับดัง รวย 4 พันล้าน แต่ไม่ขอให้เงินแม่ เพราะจำคำดูถูกวัยเด็ก

“น้ำชา ชีรณัฐ” โพสต์ซึ้งถึงแม่ ไม่มีแม่ไม่มีวันนี้

ถึง”แม่ตู่ นันทิดา”จากลูกสาว”เพลง ชนม์ทิดา”บอกรักวันแม่ ด้วยภาพอดีต

ผ่านระบบถ่ายทอดสด (Live) ทางเฟซบุ๊ก “ETV Channel” และปลูกต้นกล้าฟ้าทะลายโจรต้นแรกในกระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม พร้อมกับ กศน.ทั่วประเทศ

โดยมี นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายวรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการ กศน. และบุคลากร เข้าร่วมงาน

จากนั้น นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดกรวยกระทงดอกไม้ พร้อมกล่าวอาเศียรวาทสดุดี วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดี

" รมช.ศธ." เปิดโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ฯ เฉลิมพระเกียรติ"สมเด็จพระพันปีหลวง"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจรแก่ผู้บริหารฝ่ายการเมืองและผู้บริหาร ศธ. และถือฤกษ์ดีปลูกฟ้าทะลายโจรในพื้นที่กระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณหน้าศูนย์การเรียนรู้วังจันทรเกษม พร้อม ๆ กับชาว กศน.ทั่วประเทศ ที่ได้รับเมล็ดพันธุ์จากโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ. ห่วงใย ต้านภัยโควิด ร่วมใจปลูกฟ้าทะลายโจรทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่สำนักงาน บริเวณบ้านพัก หรือพื้นที่ที่มีความเหมาะสม

" รมช.ศธ." เปิดโครงการล้านเมล็ดพันธุ์ ศธ.ฯ เฉลิมพระเกียรติ"สมเด็จพระพันปีหลวง"

ต่อมา รมช.ศึกษาธิการ และคณะ เดินทางไปยังสถานีกลางบางซื่อ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจร และคู่มือการปลูกฟ้าทะลายโจร ให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวนกว่า 90 ต้น ได้นำไปปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางยาภายในครัวเรือน

“มช. ผนึกกำลัง มทร.อีสาน” พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ด้านเทคโนฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478405

“มช. ผนึกกำลัง มทร.อีสาน” พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ด้านเทคโนฯ

11 สิงหาคม 2564 – 21:38 น.

สองสถาบันอุดมศึกษา “มช. ผนึกกำลัง มทร.อีสาน” พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ด้านเทคโนโลยีฯ ข้าว กัญชง กัญชา ระบบราง ในฐานะ “มหาวิทยาลัยท้องถิ่น”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

นักวิจัย มวล.พัฒนา “กล้าเชื้อผงปลาส้ม” ทำให้ผลิตปลาส้มได้ทุกฤดูกาล

ด่วน ขั้นตอนจ่ายเงิน”เยียวยานักเรียน 2,000 บาท”และช่วงวันโอนเงินเช็กที่นี่

“ลดค่าเล่าเรียน” 2,000 บาท รอสำนักงบฯจัดสรร “รมว.ศธ.”คาดได้31ส.ค.นี้

โดยรองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ร่วมลงนาม และได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อาวุธ ศรีศุกรี อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในวันนี้ สอดคล้องกับทิศทาง และอนาคตของการพัฒนาประเทศที่สำคัญ อย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก คือการพัฒนาด้านการศึกษา วิชาการและวิจัยร่วมกันในระดับอุดมศึกษา เพื่อการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพื้นที่ จากพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ข้าว กัญชา เป็นต้น

เชื่อมโยงองค์ความรู้ ฐานทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติ และความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดเป็นพลังในการวิจัย พัฒนา และการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ และ

ประการที่สอง คือ สาขาที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะร่วมมือกันล้วนเป็นสาขาความร่วมมือที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน และจะทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการวิจัยนวัตกรรมการปลูกและพัฒนาพืชสมุนไพรท้องถิ่น เช่น กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรไทยชนิดต่าง ๆ

ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานมีคณะทรัพยากรธรรมชาติและโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยเป็นฐานของสมุนไพรหลายร้อยชนิด และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราก็ได้เห็นประโยชน์และคุณค่าของพืชสมุนไพรไทยในการรักษาพยาบาลและต่อสู้กับโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน ในหลายกรณี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีความก้าวหน้าทางด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และเภสัชศาสตร์ ที่สามารถต่อยอดการวิจัยพัฒนาสมุนไพรให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เวชสำอาง การป้องกันโรคระบาด และอื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานมีคณะทรัพยากรธรรมชาติและโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยเป็นฐานของสมุนไพรหลายร้อยชนิด และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราก็ได้เห็นประโยชน์และคุณค่าของพืชสมุนไพรไทยในการรักษาพยาบาลและต่อสู้กับโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างชัดเจน

ในขณะเดียวกัน ในหลายกรณี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีความก้าวหน้าทางด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และเภสัชศาสตร์ ที่สามารถต่อยอดการวิจัยพัฒนาสมุนไพรให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เวชสำอาง การป้องกันโรคระบาด และอื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เปิดเผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในวันนี้ถือเป็นทิศทางที่ดีในการร่วมกันนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เชิงพื้นที่ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีทางด้านข้าว การจัดการขยะ การปลูกและพัฒนาสายพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นถิ่น รวมถึงกัญชง กัญชา และระบบราง ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่าย และด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างมหาวิทยาลัยครับ

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เปิดเผยว่า มทร.อีสาน ในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ภายใต้กรอบนโยบายของสภามหาวิทยาลัย

โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัย ที่มอบหมายให้ มทร.อีสาน ขับเคลื่อนด้านการจัดการเรียนการสอนผลิตบัญฑิตนักปฎิบัติ ให้ตอบโจทย์กลุ่มสถานประกอบการ ควบคู่ไปกับการพัฒนางานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมและส่งเสริมการศึกษาและการกินดีอยู่ดีของคนอีสานซึ่งเป็นที่ตั้งของ มทร.อีสาน

การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรามีเป้าหมายร่วมกันในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการวิจัยต่างๆ ที่ มทร.อีสาน และ มช.มีความแข็งแกร่งของแต่ละแห่งอยู่แล้ว มาพัฒนาภาคอีสาน และภาคเหนือร่วมกัน ในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น

โดยเบื้องต้นได้มีการผสานความร่วมมือในการพัฒนาข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ การจัดการขยะ การปลูกและพัฒนาสายพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นถิ่น รวมถึง กัญชง กัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยและการสาธารณสุข และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการแปรรูปพืชสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นที่สามารถนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้

"มช. ผนึกกำลัง มทร.อีสาน"  พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน ด้านเทคโนฯ

รวมถึงความร่วมมือทางด้านระบบราง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในระบบขนส่งทางรางและความปลอดภัยในการบริการเดินรถไฟ พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระบบรางให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบรางของประเทศและมาตรฐานสากล

“เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการทดสอบวิเคราะห์ระบบรางและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบรางมาประยุกต์ใช้เชิงพื้นที่ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจากความเชี่ยวชาญทั้งฝ่าย มทร.อีสาน และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกันครับ รศ.ดร.โฆษิต กล่าวตอนท้าย

“ม.มหิดล” เตือนไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี “เล่นเซิร์ฟสเก็ต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478371

“ม.มหิดล” เตือนไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี “เล่นเซิร์ฟสเก็ต”

11 สิงหาคม 2564 – 18:25 น.

ปิดเทอมเด็กอยู่ติดบ้าน หลังโควิด-19 ต้องเร่งเยียวยาจิตใจ-ร่างกาย “นพ.อดิศักดิ์” เผยพบเด็กและวัยรุ่นเกิดอุบัติเหตุจากกิจกรรมที่ชอบ เตือนผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กต่ำกว่า 5 ปี “เล่นเซิร์ฟสเก็ต”

ในขณะที่โลกกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 จนต้อง Work From Home มีการสั่งปิดสนามเด็กเล่น สนามกีฬา แต่กระแสนิยมการเล่นเซิร์ฟสเก็ต (Surfskate) กลับกำลังแพร่หลายไปทั่วโลก เช่นเดียวกับในเด็กและวัยรุ่นไทย จนเป็นที่น่าวิตกถึงเรื่องความปลอดภัยและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ม.มหิดล” แนะวิธีใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit แบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง

นักเคมี ม.มหิดล แนะอย่ากลัว “สารเคมี” แต่ควรเรียนรู้อยู่กับสารเคมี

โรงเรียนชีวิต”เด็กป.5″ หยุดเรียนเพราะโควิด-19 แต่จบหลักสูตรขับรถแบ็คโฮ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก (CSIP) ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึง โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดในเด็กและวัยรุ่นว่า จริงๆ แล้วระหว่าง เจ็บ กับ ไข้ พบว่าเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิตด้วยเรื่อง เจ็บ มากกว่า

ซึ่งในที่นี้ หมายถึง “การบาดเจ็บ” ที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุและความรุนแรง หากขาดการดูแลและเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

สำหรับ “ไข้” นั้นหมายถึง การป่วยไข้ด้วยโรคต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แม้เด็กอาจไม่มีอาการรุนแรงเท่าผู้ใหญ่ แต่อาจเป็นพาหะ หรือส่งต่อเชื้อไปยังผู้สูงวัย และสมาชิกในครอบครัวที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงได้

การเล่นเซิร์ฟสเก็ตที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ โดยมากเป็นการเล่นซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บ ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เพราะยังไม่สามารถทรงตัวในอุปกรณ์ที่เคลื่อนไหวนี้ได้

เนื่องจากการประสานงานของกล้ามเนื้อและสมองซึ่งนำไปสู่การรักษาสมดุลของร่างกายในการควบคุมอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วนั้นยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

ส่วนเด็กที่มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไปเล่นได้ แต่จะต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จะต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ควรเล่นเซิร์ฟสเก็ตในบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายโดยไม่คาดฝันได้

ข้อดีของการเล่นเซิร์ฟสเก็ต นอกจากได้ออกกำลังกาย ฝึกกล้ามเนื้อ และการทรงตัวแล้ว ยังช่วยให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะ EF (Executive Functions) ในการมุ่งสู่เป้าหมาย โดยตั้งใจไว้ว่าจะต้องเล่นให้เป็นให้ได้ แล้วเริ่มต้นฝึกเป็นขั้นตอน ยอมเริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ มีผู้ดูแล ฟังคนสอน จำ และนำมาใช้จริง ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ และสุขใจจากการบรรลุเป้าหมายในการฝึกเป็นระยะๆ จากท่าง่ายๆ จนประสบความสำเร็จในท่ายากๆ

นอกจากนี้ ควรฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบทั้งต่อตัวเอง คือ สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันกระแทก สนับเข่า และสนับศอก ฯลฯ ทุกครั้ง และรับผิดชอบต่อผู้อื่น โดยจะต้องไม่ออกไปเล่นเซิร์ฟสเก็ตบนท้องถนน หรือที่รถวิ่ง

รวมทั้งจะต้องระมัดระวังไม่ให้ไปชนผู้สัญจรรอบข้างด้วย ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมจะต้องเป็นพื้นที่กว้าง และปลอดภัย โดยยังควรต้องรักษาระยะห่างด้วยการสลับกันเล่น

ซึ่งสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้ออกไปพบกลุ่มเพื่อน ต้องเผชิญกับความเครียด ไปจนถึงความสูญเสีย ฯลฯ ระยะหลังช่วงวิกฤติโควิด-19  จึงควรต้องหาทางฟื้นฟูเยียวยา เสริมทักษะ เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้ ตลอดจนร่วมสร้างชุมชนที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันที่จะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเด็กต่อไปในอนาคต

“เรียนออนไลน์” แพะรับบาปวงการศึกษาไทย ยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478359

“เรียนออนไลน์” แพะรับบาปวงการศึกษาไทย ยุคโควิด-19

11 สิงหาคม 2564 – 17:25 น.

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เพราะประโยคนี้ หรือไม่ ทำให้ “การเรียนออนไลน์” ไม่ประสบความสำเร็จ  บทวิเคราะห์ โดยชัยวัฒน์ ปานนิล

การเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ กำลังเป็นแพะวงการศึกษาไทย ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)โควิด-19  เพราะตลอดระยะเวลา ที่มีการระบาดของ โควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” เป็นโรงพยาบาลสนามรับผู้ป่วยโควิด-19

“เรียนออนไลน์”พบทั้งครูและนักเรียนร้อยละ 50 ไม่พร้อม

“รมว.ศธ.” ตื่นรู้ สั่งสำรวจชีวิตครู-นักเรียน “เรียนออนไลน์”ช่วงโควิด19

สิ่งที่ต้องมาก่อนเสมอ คือ การปิดสถานศึกษา แม้ว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่ก็ตาม จนกระทั่งในการระบาดระลอกที่ 3 มีความชัดเจนว่า ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน มีการปิดสถานศึกษาเป็นวงกว้าง และยาวนาน

มีบุคคลสำคัญของวงการศึกษา รวมทั้งผู้บริหารระสูงของกระทรวงศึกษาธิการ มากล่าวต่อสาธารณะว่า อาจจะมีการหยุดเรียนยาวทั้งปี หรือปีนี้อาจจะไม่ได้มาโรงเรียนเลย จนกระทั่งมีนักวิชาการการศึกษา เสนอ ยาแรง ถึงขั้น หยุดเรียนเป็นเวลา 1 ปี

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 อาจจะส่งผลกระทบให้นักเรียนอาจต้อง “เรียนออนไลน์” อย่างน้อย 1-2 ปีนั้น มองว่าอาจเกิดขึ้นได้จริง

แต่ขณะนี้ปัญหาใหญ่ของการ“เรียนออนไลน์” คือ เด็กทั่วประเทศโดด“เรียนออนไลน์” กว่า 20% ทำให้เห็นว่าการ”เรียนออนไลน์” ทำให้เด็กเครียดจนต้องโดดเรียน ดังนั้น ถ้ายังจะต้อง“เรียนออนไลน์” ต่ออีก 1 ปี คิดว่าการศึกษาไทยน่าเป็นห่วงอย่างมาก ทั้งในเชิงคุณภาพ ความถดถอยทางการศึกษา และสุขภาพจิตของเด็กที่เป็นผู้เรียน

ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุว่า ระบบการศึกษาไทยเป็นระบบอนุรักษ์นิยม ที่ติดกรอบ ติดระเบียบไปหมด บวกกับความกลัวการแพร่ระบาดขอเชื้อโควิด-19 ทำให้ระบบการศึกษาหดตัว ถดถอย จึงกลายเป็นความกลัวเกินเหตุ ทำให้การจัดการศึกษาไม่ตอบสนองกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง สถานศึกษาต้องปรับการเรียนการสอนตาม 5 รูปแบบที่ ศธ.กำหนด คือ On-site, On-air, On-demand, On-line และ On-hand แทนการสอบปกติแทบทั้งหมด

(อ้างอิง จาก https://www.matichon.co.th/education/news_2873877)

การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์  หรือ“เรียนออนไลน์” ไม่ได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่สังคมคาดหวัง เมื่อเรามองไปที่โรงเรียน ซึ่งเป็นหน่วยจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ จริงๆ จะสามารถวิเคราะห์ ได้ว่า การที่การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง เพราะอะไร

อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์ ของผู้บริหารที่มองว่า โควิด-19 “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ทำให้ขาดการวางแผนในระยะยาวที่เป็นระบบ แถมยังยึดติดในระเบียบเดิมๆ ไม่มีการปรับเปลี่ยน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มองว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น “ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เราต้องอดทน ผ่านมันไปด้วยกัน

 เมื่อเป็นเช่นนั้น ในระดับปฏิบัติมีหลายแห่งที่เกียร์ว่าง รอโรงเรียนเปิดเรียนแล้วสอนในชั้นเรียนเป็นการชดเชยให้กับเด็ก อย่างที่เคยทำในการระบาดระลอกแรก จะเห็นได้จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ไม่ยอมปรับเปลี่ยนแม้กระทั่ง วันปิด-เปิด ของแต่ละภาคเรียน ในปีการศึกษา 2564

ความไม่ชัดเจนในการสั่งการและวิธีปฏิบัติ เป็นอีกหนึ่งปัญหา ที่ทำให้การจัดการเรียนการสอน ของสถานศึกษาในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ล้มเหลว การที่กระทรวงศึกษาธิการมองว่า ปัญหาโควิด-19 เป็นปัญหาระดับพื้นที่ ที่มีความแตกต่างกัน มีบริบทที่ไม่เหมือนกัน

จึงมอบอำนาจการตัดสินใจในการวางแผนดำเนินการและแก้ปัญหา ไว้กับผู้อำนวยโรงเรียน ภายใต้การอนุมัติของ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระดับจังหวัด (ศบค.จังหวัด) 

และการกำกับติดตามของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ส่งผลให้การดำเนินการแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน บางที่ปิดเรียนยาว บางพื้นที่ก็ยังเปิดเรียนตามปกติ จึงจะส่งผลต่อนักเรียนที่ต้องศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป อาจจะจบเรียนไม่พร้อมกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่หลายคนชอบพูดถึงกัน

ความไม่พร้อมของครูผู้สอนและนักเรียนในหลายๆ ด้าน จำแนกจาก ระดับชั้นในการจัดการเรียนการสอน ระดับปฐมวัย(อนุบาล1-อนุบาล 3) และระดับชั้นประถมศึกษา ป. 1 – ป. 3 ไม่พร้อมอย่างยิ่งสำหรับการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ หากเรียนได้จำเป็นต้องมีผู้ปกครองช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษ ก็จะเป็นปัญหาต่อเนื่องไปอีก 

ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ถึงมัธยมศึกษาตอนต้น พอเรียนได้ แต่ก็จะมีปัญหาในเรื่องของ อุปกรณ์การเรียน อยากบอกให้ทราบว่า ในปีการศึกษานี้ โรงเรียนยังแจกสมุด ดินสอ ให้กับนักเรียนอยู่สำหรับงบสื่อการเรียนการสอน ซึ่งน่าจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้แล้ว

นอกจากปัญหาด้านอุปกรณ์แล้ว ยังมีปัญหา เรื่อง อินเตอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มมา และด้วยวัยของเด็ก ทำให้มีความยากที่จะตั้งใจเรียน เหมือนกับการเรียนในชั้นเรียน

ความไม่พร้อมของผู้ปกครอง ครอบครัวไทย สมัยใหม่ เป็นครอบครัวเดียว อยู่กัน 2-5 คน พ่อ แม่ ลูก ในเมื่อพ่อ แม่ ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่สามารถที่จะดูแลลูกๆ ให้เข้า”เรียนออนไลน์” ได้ทุกชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหา นักเรียนไม่เข้าเรียนออนไลน์

สุดท้าย คือ ความไม่พร้อมของรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ ด้วยความคิดที่ว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ทำให้ครูนำรูปแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามปกติมาใช้กับการเรียนการสอนแบบออนไลน์

ครูอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วสอนนักเรียนเหมือนอยู่หน้ากระดานดำ นักเรียนเรียนที่บ้านแล้วคิดว่าอยู่ในห้องเรียน ไม่เหมือนก็แค่ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียน ซึ่งก็มีในเห็นมาแล้วในช่วงแรกๆ ที่ให้นักเรียนใส่ชุดนักเรียน นั่งเรียนออนไลน์ เมื่อแนวคิดไม่เปลี่ยน วิธีการไม่เปลี่ยน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่เปลี่ยน

“ถ้าระเบียบ ทำให้ประชาชนต้องตาย เพราะไม่มีที่กักตัว โปรดจงก้าวข้ามระเบียบนั้น แล้วบอกว่า ต้องทำ เพราะผมเป็นคนสั่งเอง ให้มันรู้ไปว่าระเบียบ กับ ความตายอะไรสำคัญกว่า” นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เคยกล่าวไว้ กระทรวงศึกษาธิการก็อยากได้คนกล่าวเช่นนี้เหมือนกัน

ก้าวข้ามกฎระเบียบ สร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่ออนาคตของเด็กไทย ยังไม่สายที่จะลงมือทำดีกว่าบอกแค่ว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

ด่วน ขั้นตอนจ่ายเงิน “เยียวยานักเรียน 2,000 บาท” และช่วงวันโอนเงินเช็กที่นี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/478334

ด่วน ขั้นตอนจ่ายเงิน”เยียวยานักเรียน 2,000 บาท”และช่วงวันโอนเงินเช็กที่นี่

11 สิงหาคม 2564 – 15:25 น.

ด่วน รับเงิน “เยียวยานักเรียน 2,000 บาท” เช็กที่นี่ ขั้นตอนจ่ายเงิน และช่วงวันโอนเงิน เมื่อก.คลัง โอนถึงเขตพื้นที่ฯ ภายใน 3 วันทำการผู้ปกครองต้องได้รับเงินทันที “คมชัดลึกออนไลน์” มีรายละเอียดมานำเสนอ

พลันที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น เกิดกระแสความสนใจของประชาชนพ่อแม่และผู้ปกครองนักเรียน กรณีเงิน “เยียวยานักเรียน 2,000 บาท” ตามที่ครม.เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“ครม.”เคาะลดภาระค่าเรียน”นักเรียน-นักศึกษา” วงเงิน 32,000 ล้านบาท

“ลดค่าเล่าเรียน” 2,000 บาท รอสำนักงบฯจัดสรร “รมว.ศธ.”คาดได้31ส.ค.นี้

ด่วน “ตรวจสอบสิทธิ์เยียวยานักเรียน” รับ 2,000 ทั้งไทยและต่างชาติ เช็คเลย

กระแสความสนใจของประชาชนผู้ปกครองนักเรียน กรณีเงิน “เยียวยานักเรียน 2,000 บาท” ตามที่คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการเด็กนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกสังกัด รวมทั้งระดับการศึกษา ปวช./ปวส. รับเงินคนละ 2,000 บาท

เฉพาะนักเรียนในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตามที่ครม.มีมติเห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้

โดยให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ.ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นอนุบาล-ม.6 และระดับอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน

วันรุ่งขึ้น นางสาวตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกธิการ(รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร  จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการทั้งหมดเกี่ยวกับเงิน “เยียวยานักเรียน 2,000 บาท”

ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)นั้น นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.)ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุด ที่ศธ. 04006 /ว 2487 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 เรื่องแนวทางการดำเนินงานตามโครงการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVIC-19) ไปถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต/ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ทั้งประเทศ

เนื้อหาสาระของคำสั่งด่วนที่สุด ที่ศธ. 04006 /ว 2487 อ้างถึงมติครม.เมื่อวันที่3 สิงหาคม 2564 ตามที่ปรากฏ และในการนี้เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการขอรับจัดสรรงบประมาณตามโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVIC-19) และให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้

ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทราบและดำเนินการ ดังนี้

1.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยเบิกจ่ายดำเนินการ ดังนี้

1.1 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่งบัญชี ชื่อบัญชี “ชื่อหน่วยงาน (โครงการเงินกู้เพื่อแก้ไขปัญหาCOVIC-19) เพื่อรองรับเงิน ที่่ขอเบิกจากบัญชีเงินฝากกระทรวงการคลัง สำหรับเตรียมดำเนินการตามโครงการดังกล่าวทันที

1.2 ตรวจสอบข้อมูลนักเรียน ผู้ปกครอง รายละเอียดเกี่ยวกับธนาคารที่ผู้ปกครองประสงค์จะให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ที่โรงเรียนจัดส่งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ถูกต้องและครบถ้วน

ด่วน ขั้นตอนจ่ายเงิน"เยียวยานักเรียน 2,000 บาท"และช่วงวันโอนเงินเช็กที่นี่

ตัวอย่างหน้าสมุดบัญชีธนาคาร และบัตรประชาชนผู้ปกครองและบัตรประชาชนนักเรียน ต้องอยู่ในหน้าเดียวกัน

2. สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้

2.1 สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตรวจสอบข้อมูลการยืนยันตัวตนนักเรียน จากระบบนักเรียนรายบุคคล (DMC) ณ วันที่  25 มิถุนายน 2564

สำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตรวจสอบข้อมูลการยืนยันตัวตนนักเรียนจากระบบ SET  วันที่ 25 มิถุนายน 2564

ด่วน ขั้นตอนจ่ายเงิน"เยียวยานักเรียน 2,000 บาท"และช่วงวันโอนเงินเช็กที่นี่

ตัวอย่าง รายละเอียดการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ปกครอง

2.2 จัดทำข้อมูลรายละเอียดบัญชีธนาคารผู้ปกครอง(ชื่อธนาคาร ชื่อบัญชีเงินฝากธนาคาร เลขที่บัญชีเงินฝากธนาคาร) หรือบัญชีธนาคารนักเรียนกรณีผู้ปกครองไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อขอรับความช่วยเหลือตามโครงการดังกล่าว พร้อมตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง และจัดส่งให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเตรียมรองรับการจัดสรรงบประมาณตามโครงการดังกล่าวโดนด่วน

“หากสำนักงานงบประมาณ จัดทำรายละเอียดและจัดสรรเงินมาให้ ศธ.แล้ว จากนั้น ศธ.จะตรวจสอบข้อมูล เพื่อจัดสรรเงินงบประมาณลงไปที่สถานศึกษาต่อไปคาดว่าภายในวันที่ 31 สิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนนี้ สถานศึกษาจะได้รับเงิน และทำการโอนเงินเยียวยา 2,000 บาท ให้นักเรียนและผู้ปกครองต่อไป” นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)กล่าวให้คำมั่น

ที่มาข้อมูล :  กระทรวงศึกษาธิการ

“นิคมเศรษฐกิจพอเพียง” ภายใต้โครงการขยายผล “ฟาร์มตัวอย่างฯ” อำเภอคำตากล้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/478468

 “นิคมเศรษฐกิจพอเพียง “ภายใต้โครงการขยายผล”ฟาร์มตัวอย่างฯ “อำเภอคำตากล้า

12 สิงหาคม 2564 – 11:39 น.

“นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการขยายผล”ฟาร์มตัวอย่างฯ “อำเภอคำตากล้า การพัฒนาเพื่อสุขของประชาชนจากพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดตั้งนิคมเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินของ 2 ตำบล คือ ตำบลนาแต้และตำบลคำตากล้า

โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร คือ ในก้าวสำคัญในการดำเนินงานเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานพระราชดำริให้พิจารณาจัดทำโครงการฟาร์มตัวอย่างในพื้นที่ 4 ตำบล

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ได้แก่ ตำบลนาแต้ ตำบลคำตากล้า ตำบลหนองบัวสิม และตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2548 ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร  ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนคำ – เสนานฤมิตร ตำบลนาแต้ อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีรายได้หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนา

โดยในระหว่างเสด็จเยี่ยมราษฎรอยู่นั้นได้มีคณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ร้องขอต่อสำนักราชเลขาธิการเพื่อขอให้ ส.ป.ก. ดำเนินการปรับพื้นที่และขุดขยายแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลนาแต้ และตำบลคำตากล้า อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการจึงได้เชิญคณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ร่วมประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว 

ภารกิจการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมใน 3 ด้านหลัก คือ หนึ่ง งานจัดที่ดิน สอง งานพัฒนา และสาม งานเพิ่มรายได้ คือ แนวทางช่วยเหลือที่สำคัญของ ส.ป.ก. ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2549

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

ทั้งนี้ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้กล่าวว่า ในปี 2549 ส.ป.ก. ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริแห่งการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามภารกิจที่กำหนด

โดยได้มีการจัดที่ดินและจัดสรรที่อยู่อาศัย พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกร จำนวน 4,008 ราย 4,681 แปลง รวมเนื้อที่ 65,151 ไร่ ซึ่งเป็นการแสดงถึงการถือครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฏหมาย 

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

“หลังจากที่เกษตรกรมีความพร้อมในเชิงพื้นที่แล้ว  ส.ป.ก. จึงให้การสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่าง ๆ ภายในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดตั้งขึ้น อาทิ การขุดสระน้ำ ขุดลอกแก้มลิง ฝายน้ำล้น อ่างเก็บน้ำ อาคารเรียนรู้ และอาคารรวบรวมผลผลิต กิจกรรมทางด้านการผลิต การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้

รวมถึงการพัฒนาอาชีพเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร ด้วยการจัดฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ โดยในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ นั้น ได้เน้นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว  

จากการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปปรับใช้เพื่อทำการเกษตรในแปลงที่ดินของตนเอง  สร้างอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้ ภายใต้การผลิตที่ตรงต่อความต้องการของตลาด และได้มาตรฐานความปลอดภัยในรูปแบบของการเกษตรผสมผสาน ที่มีการประกอบกิจกรรมอย่างหลากหลาย

เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว การเพาะเห็ด การปลูกพืชสมุนไพรเพื่อใช้ทำยารักษาโรค การเลี้ยงปลาเลี้ยงกบ ทั้งนี้   จากการติดตามผลการดำเนินงานของ ส.ป.ก. พบว่า ผลการส่งเสริมและพัฒนาได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มมากขึ้น อยู่ที่ 20,000 – 25,000 บาท ต่อเดือน

จากการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ส.ป.ก. ในพื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอคำตากล้า  ได้ช่วยพลิกเปลี่ยนชีวิตความอยู่ของประชาชน ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้เห็นผล ทำให้วันนี้มีสภาพชีวิตความอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 "นิคมเศรษฐกิจพอเพียง "ภายใต้โครงการขยายผล"ฟาร์มตัวอย่างฯ "อำเภอคำตากล้า

นายประมวลชัย ทองใส อยู่บ้านเลขที่ 193 บ้านหนองเม็ก หมู่ 12 ตำบลนาแต้ อำเภอคำตากล้า คือ หนึ่งในเกษตรกรที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาของ ส.ป.ก. ภายใต้นิคมเศรษฐกิจพอเพียง ในโครงการขยายผลฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอคำตากล้า

และจากการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักชัย ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่การทำเกษตรผสมผสาน จนประสบความสำเร็จกลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ ให้ผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้

“ผมได้รับจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 7 – 3 – 95 ไร่ พร้อมทั้งเข้ามาช่วยปรับพื้นที่แปลงเกษตรกรรมและขุดขยายแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ และจากข้อแนะนำและองค์ความรู้ที่ทางส.ป.ก.ได้เข้ามาแนะนำ จึงเห็นว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิมนั้น ไม่สามารถทำให้ผมหลุดจากปัญหาความยากจนเหมือนที่เป็นมาได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทาง

ผมจึงเลือกเดินตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง มีกิจกรรมการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ทั้งการเพาะเห็ดชนิดต่าง ๆ การทำนาข้าว การเลี้ยงปลาธรรมชาติ การเพาะพันธุ์กบและพันธุ์ปลา การปลูกพืชสวนครัวแบบอินทรีย์ ฟาร์มไก่พื้นเมืองและไก่พันธุ์ไข่ การทำน้ำหมักและสารสกัดชีวภาพใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต”

นอกจากจะทำให้เกษตรกรผู้มีอาหารไว้สำหรับในการบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังก่อเกิดเป็นรายได้จากการนำผลผลิตออกจำหน่ายในตลาดของชุมชนได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้เพิ่มถึงปีละ 770,000 บาท ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น

เพราะข้อแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. จึงทำให้ “ประมวลชัย” ได้เข้าใจถึงหัวใจสำคัญของหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้นำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น หลักความพอประมาณ เขาจะเน้นการใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลัก มีการทำปุ๋ยน้ำหมัก สารสกัดชีวภาพขึ้นใช้เอง พร้อมทั้งจำหน่ายให้เพื่อนเกษตรกรที่สนใจ เป็นต้น

ส่วนในหลักของความมีเหตุผล สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาและประเมินความสามารถของตนเองและครอบครัวถึงความจำเป็น ความเป็นไปได้ คิดก่อนที่จะทำ อีกทั้งมีการวางแผนและการบริหารจัดการเงินทุน มีส่วนร่วมในการประชุมกับเจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก. เป็นต้น

ขณะที่หลักการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี “ประมวลชัย”จะเน้นการลดต้นทุนการผลิต  รวมถึงการรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่าย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นต้น

“จากที่ผมและครอบครัวมีชีวิตเป็นสุขได้อย่างในทุกวันนี้ เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ส่งหน่วยงานที่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือเกษตรกร อย่าง ส.ป.ก. เข้ามาช่วยพัฒนา จนทำให้ผมและคนอื่น ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าในอดีตอย่างมากแบบที่ไม่เคยคาดคิดว่ามีได้เลยครับ” ประมวลชัย กล่าวในที่สุด

เบื้องลึก “เสี่ยตาล” เจ้าบุญทุ่ม ปั้น “ลำพูนวอริเออร์” ผงาดไทยลีก 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478703

เบื้องลึก “เสี่ยตาล” เจ้าบุญทุ่ม ปั้น “ลำพูนวอริเออร์” ผงาดไทยลีก 2 

13 สิงหาคม 2564 – 19:50 น.

ข่าวร้ายรับไทยลีก “เสี่ยตาล” ประธานลำพูนวอริเออร์ เจอมรสุมชีวิต ไปต่อยังไง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สุดสัปดาห์นี้ ฟุตบอลไทยลีก ยังไม่เปิดฤดูกาล แต่ทีมน้องใหม่ไทยลีก 2 อย่างสโมสรลำพูน วอร์ริเออร์ ตกเป็นข่าวสะเทือนแผ่นดิน ดังที่ทราบกันแล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

“ยึดทรัพย์” ​100 ล้าน ปธ.สโมสรฟุตบอลชื่อดัง น้องใหม่ไทยลีก2 ฐานค้ายาเสพติด

เข้ามอบตัวแล้ว ประธานสโมสรฟุตบอลชื่อดัง สู้คดี “ค้ายาเสพติด” ยึดทรัพย์ 150 ล้าน

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวงวิกฤติ”สิงหามรณะ”รัฐบาลแพแตกโควิดระบาดหนัก-ม็อบรวมตัว

ล่าสุด แหล่งข่าวภายในสโมสรลำพูน วอริเออร์ ว่า คณะผู้บริหารของทีมลำพูน วอริเออร์พร้อมเดินหน้าลุยไทยลีก 2 ต่อแน่นอน แม้ประธานสโมสรจะเจอมรสุมคดีความ เพราะเป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” ไม่เกี่ยวกับสโมสร

นับแต่ปิดฤดูกาลที่แล้ว ทีม “ราชันโคขาว” ลำพูน วอร์ริเออร์ มีข่าวดีต่อเนื่อง เริ่มจากได้เลื่อนชั้นจากไทยลีก 3 ไปเตะในไทยลีก 2 พร้อมกับเซ็นสัญญาคว้านักเตะต่างชาติ อาลี ซิสโซโก้ อดีตแบ็กซ้าย นักเตะลิเวอร์พูล และ เจฟเฟรน ซัวเรส อดีตนักเตะบาร์เซโลน่า มาร่วมทีม

สื่อสายกีฬา ต่างจับจ้องไปที่ “เสี่ยตาล” หรือ “บอสตาล” พงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก ประธานสโมสรลำพูน วอร์ริเออร์ ในฐานะเจ้าบุญทุ่มหน้าใหม่ และมีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้นเอง

ต้นเดือน ส.ค.2564 “เสี่ยตาล” ประธานสโมสร ลำพูน วอร์ริเออร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เลข 910261 งวดวันที่ 1 ส.ค.64 จำนวน 2 ใบ รับทรัพย์เน้นๆ 12 ล้านบาท นับเป็นโชคก้อนใหญ่ก่อนเปิดฤดูกาลไทยลีก

เบื้องลึก "เสี่ยตาล" เจ้าบุญทุ่ม ปั้น "ลำพูนวอริเออร์" ผงาดไทยลีก 2 

เสี่ยตาล ถูกรางวัลที่ 1

จาก “ข่าวดี” ข่าวใหญ่ก่อนหน้านี้ มาถึง “ข่าวร้าย” หลายคนคงอยากรู้จัก พงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก ประธานสโมสรลำพูน วอริเออร์ มากขึ้น

++
คนหนุ่มร้อยล้าน
++
ปี 2563 “เสี่ยตาล” พงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก ซื้อทีมลำพูน วอริเออร์ จาก “เสี่ยโอน” อนุสรณ์ วงศ์วรรณ นายก อบจ.ลำพูน ซึ่งขณะนั้น ทีมอยู่ในระดับไทยลีก 3 หลังจากนั้น ผู้บริหารชุดใหม่ ได้ซื้อผู้เล่นราคาแพง เงินเดือนสูงเข้าสู่ทีม ปรับปรุงสนามซ้อมและสนามแข่งขัน จนสามารถพาทีมเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 

“เสี่ยตาล” เป็นชาวลำพูน เป็นคนชอบฟุตบอล โดยเฉพาะเสี่ยตาล เป็นสาวกหงส์แดง ส่วนธุรกิจของเสี่ยตาล ที่นักเที่ยวกลางคืนรู้จักดีคือ ผับอินฟินิตี้ ที่เชียงใหม่ และผับอันซีน ที่ จ.เชียงราย ส่วนธุรกิจอื่นๆ ก็ไม่ปรากฎชัด  

ที่แฟนบอลไทยรู้จัก “เสี่ยตาล” มากขึ้น ก็ตอนประมูลเสื้อของ “เจ้าอุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ในราคา 5 แสนกว่าบาท เพื่อนำรายได้มอบให้ “จ่าเหน่” เสน่ห์ โพนมณีศักดิ์ อดีตนักเตะทีมชาติ  ที่ป่วยอยู่ นัยว่า เสี่ยตาลเป็นเพื่อนรักกับ “เจ้าอุ้ม” รู้จักคบหากันมานานแล้ว

++
จากการเมืองสู่ธุรกิจ
++

จุดเริ่มต้นของทีมลำพูน วอริเออร์ คือ “เสี่ยโอน” อนุสรณ์ วงศ์วรรณ อดีต ส.ส.ลำพูน 4 สมัย และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง มีใจรักกีฬาฟุตบอล อยากสร้างชื่อเสียงให้ท้องถิ่น จึงลงทุนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในนามของ “บริษัท สโมสรฟุตบอลลำพูน จำกัด” เมื่อปี 2554

“เสี่ยโอน” ก็ทำทีมลำพูน วอริเออร์ อยู่ในลีกภูมิภาค ผลงานลุ่มๆดอนๆ เนื่องจากการทำทีมฟุตบอลต้องใช้เงินทุนไม่น้อย แต่ทีมราชันโคขาว ก็มีชาวลำพูนให้การสนับสนุนอยู่ไม่น้อย

เบื้องลึก "เสี่ยตาล" เจ้าบุญทุ่ม ปั้น "ลำพูนวอริเออร์" ผงาดไทยลีก 2 

หนุ่มวัย 30 ทุ่มทุนไม่อั้นสร้างทีมลำพูนวอริเออร์

ปี 2562 อนุสรณ์ วงศ์วรรณ ยังเป็นประธานสโมสรลำพูนวอริเออร์ ร่วมกับ “เสี่ยต้น” ศิริพงษ์ ฐาราชวงศ์ศึก ผู้จัดการทีม ซึ่งเสี่ยต้นเป็นพี่ชายเสี่ยตาล
จริงๆแล้ว เสี่ยต้นมีบทบาทสำคัญในการบริหารทีมลำพูน วอริเออร์ และดึงน้องชาย “เสี่ยตาล” มาเป็นผู้อำนวยการสโมสร 

ปลายปี 2563 อนุสรณ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ลำพูน จึงวางมือในการบริหารทีมราชันโคขาว และมอบให้ “เสี่ยตาล” ขึ้นเป็นประธานสโมสร

ส่วน “เสี่ยต้น” ศิริพงษ์ ฐาราชวงศ์ศึก ไปเป็นผู้บริหารคนใหม่ของทีม” ขุนพลนเรศวร” พิษณุโลก เอฟซี ทีมไทยลีก 4 โซนภาคเหนือ 

“ชมรมแพทย์ชนบท” ฮีโร่ สกัด ATK ไร้คุณภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478668

“ชมรมแพทย์ชนบท” ฮีโร่ สกัดATKไร้คุณภาพ

13 สิงหาคม 2564 – 15:42 น.

เกือบไปแล้ว ชุดตรวจ”โควิด19″ฟรี ยังดีที่”ชมรมแพทย์ชนบท” ออกมาสกัด 8.5 ล้านชุด FDAสหรัฐเรียกเก็บไปจากท้องตลาดตั้งแต่เดือนพฤษภา

"ชมรมแพทย์ชนบท" ฮีโร่ สกัดATKไร้คุณภาพ

การออกแถลงการณ์ เรื่อง “องค์การเภสัชกรรมต้องจัดหา ATK ที่มีคุณภาพมาตรฐานองค์การอนามัยโลก ” แถลงโดย นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธาน #ชมรมแพทย์ชนบท ทำให้นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม ต้องสั่งชะลอการดำเนินการในขั้นตอนการทำสัญญาจัดหาชุดตรวจ #โควิด19 ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด  ที่ผ่านการเปิดซองประมูล เมื่อวันที่10 สิงหาคม ออกไปก่อน

"ชมรมแพทย์ชนบท" ฮีโร่ สกัดATKไร้คุณภาพ

‘หมอแอ้ม”แพทย์ รพ.ภูมิพล ติด”โควิด-19″ เสียชีวิต- ฉีด ‘ซิโนแวค’ ครบ 2 เข็ม

ศบค.เผยสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดคาดปลายส.ค.ติดเชื้อพุ่ง 7 หมื่นราย เล็ง”ขยายล็อกดาวน์”

ปัญหาการคัดเลือกผู้ชนะการประมูล เกิดจาก#องค์การเภสัชกรรม ใช้เกณฑ์ราคาถูกที่สุดเป็นตัวตัดสิน โดยไม่ได้ใส่ใจในการคัดเลือก ATK ที่มีคุณภาพสูง ทั้งที่ยี่ห้อ LEPUซึ่งชนะการประมูล ได้ถูกเรียกเก็บสินค้าออกจากตลาดสหรัฐอเมริกา ตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ให้ระงับใช้ชุดตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดทั้ง Antigen Rapid Test Kit และ Antibody Rapid Test Kit ของ Lepu Medical Technology เพราะให้ผลการตรวจที่ไม่แม่นยำ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

แต่ชุดตรวจชื่อเดียวกันนี้ กลับได้รับการขึ้นทะเบียนจากอย.ของไทยเมื่อเดือนกรกฎา และบริษัทที่นำเข้ามา ชนะการประมูล ด้วยการเสนอราคาถูกที่สุด แต่เป็นยี่ห้อที่มีข้อกังขาเรื่องความแม่นยำมากที่สุด  นี่จะทำให้การควบคุมโรค #โควิด19 ที่วิกฤตหนักมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกโดยใช่เหตุหรือไม่

การที่องค์การเภสัชกรรมทำการจัดซื้อ ATK 8.5 ล้านชิ้นให้กับ สปสช.เพื่อกระจายให้โรงพยาบาลแจกจ่ายกับประชาชนเป็นเรื่องที่ น่าดีใจ แต่หากชุดตรวจ ATK คือหัวใจของการควบคุมโรคโควิด ก็ ต้องมีคุณภาพสูง ต้องมีความแม่นยำ ความจำเพาะและมีความไวตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก 

"ชมรมแพทย์ชนบท" ฮีโร่ สกัดATKไร้คุณภาพ

หากไม่มีความแม่นยำ ต้องตรวจซ้ำด้วย RT-PCR อีก จะเสียโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโดยเร็ว  เปรียบเสมือนทหารต้องการรถถัง เครื่องบิน เรือดำน้ำที่มีคุณภาพสูงเพื่อสู้กับผู้รุกรานฉันใด วงการแพทย์ก็ต้องการชุดตรวจ ATK ที่มีมาตรฐานสูงในระดับองค์การอนามัยโลกรับรองเพื่อสู้ภัยโควิดฉันนั้น

"ชมรมแพทย์ชนบท" ฮีโร่ สกัดATKไร้คุณภาพ

เรื่องที่เกิดขึ้นคราวนี้  ทำให้มีคำถามว่า ทำไมชมรมแพทย์ชนบทจึงรู้ว่า ชุดตรวจATK ที่ชนะประมูล ไม่ผ่านมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา หรือเป็นเพราะว่า แพทย์ชนบทเป็นคนใช้จึงติดตามข่าวสารได้ละเอียดกว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์การเภสัชกรรม

พาคนไปเสี่ยง “ม็อบ 13 สิงหา” เมิน “บก.ลายจุด” เตือนกับดักความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/478633

พาคนไปเสี่ยง “ม็อบ 13 สิงหา” เมิน “บก.ลายจุด” เตือนกับดักความรุนแรง

13 สิงหาคม 2564 – 15:15 น.

ยึดสามเหลี่ยมดินแดง “ม็อบ 13 สิงหา” กลุ่มทะลุฟ้า ฝ่าแนวต้าน บุกบ้านประยุทธ์  คอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

ไม่ว่าจะชื่อ “เยาวชนปลดแอก” หรือ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” หรือ “ทะลุฟ้า” ก็เป็นม็อบไม่มีแกนนำ และอาศัยการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ค, ทวิตเตอร์ และคลับเฮาส์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

รุกใหญ่ “ทักษิณ” คู่ขนาน “คาร์ม็อบ” ดีเดย์ 15 สิงหา ประยุทธ์ออกไป

สิงหาชี้ชะตา ‘ณัฐวุฒิ’ ปลุกแดงจัดคาร์ม็อบ ‘เพื่อไทย’ ลุยเชือดประยุทธ์

ลับลวงพราง ‘ประวิตร’ คิดแผนสำรอง ‘ทักษิณ” ตัวช่วย

การจัดม็อบแนวนี้ มักถูกวิจารณ์ว่า สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกับตำรวจ แต่กองเชียร์ม็อบสามนิ้วบางคน กลับหนุนให้มี “ม็อบรายวัน” ดังเช่นวันศุกร์ที่ 13 ส.ค.2564 กลุ่มทะลุฟ้า ได้นัดมวลชนบุกบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครั้ง

กลุ่มทะลุฟ้า แตกหน่อมาจากกลุ่มเดินทะลุฟ้า นำโดย “ไผ่ ดาวดิน” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ที่รวบรวมรุ่นน้องจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดกิจกรรม “เดินทะลุฟ้า” ซึ่งไผ่ และทีมงานเดินเท้าจากขอนแก่น ถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นเวลา 17 วัน ระยะทาง 247.5 กิโลเมตร  

จากนั้น ไผ่ ดาวดิน นำทีมงานเดินทะลุฟ้า ไปปักหลักชุมนุมพื้นที่ข้างทำเนียบรัฐบาลโดยใช้ชื่อ “หมู่บ้านทะลุฟ้า” และตำรวจเข้าสลายการชุมนุม จากนั้น “ไผ่” ก็หันมาใช้ชื่อกลุ่มทะลุฟ้า ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ช่วงโควิดระบาด เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก

ขณะนี้ ไผ่ ดาวดิน หรือจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกจับกุมคดีสาดสีแดงใส่ป้าย สน.ทุ่งสองห้อง และศาลอาญา มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว 

++
คำเตือนของพี่
++
กลุ่มทะลุฟ้า ก็ไม่ต่างจากกลุ่มเยาวชนปลดแอก ที่ใช้การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์นัดชุมนุม และมีเป้าหมายจะไปที่หน้า ร.1 รอ.ทม. ถ.วิภาวดี ซึ่งบ้านพัก พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ภายในค่ายทหารแห่งนี้

มีข้อน่าสังเกต มวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมระยะหลัง เป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์ ที่มีทั้งอาชีวะ ,ไรเดอร์ และวัยรุ่นทั่วไป ไม่ใช่คนหนุ่มสาวหน้าใสๆ เหมือนปีที่แล้ว 

ฉะนั้น สมรภูมิสามเหลี่ยมดินแดง จึงกลายสังเวียนเดือด ภาพการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจชุดควบคุมฝูงชน เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็น #ม็อบ 1 สิงหา #ม็อบ 7 สิงหา #ม็อบ 10 สิงหา และ #ม็อบ 11 สิงหา

พาคนไปเสี่ยง "ม็อบ 13 สิงหา" เมิน "บก.ลายจุด" เตือนกับดักความรุนแรง

กลุ่มทะลุฟ้า ยืนยันแนวสันติวิธี

วันที่ 12 ส.ค.2564 สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด จึงสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ บก.ลายจุด @nuling ว่า “การเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่าเสียความชอบธรรม เพราะแนวร่วมจะหดแคบลง เมื่อโดดเดี่ยวจะถูกทำลายล้างโดยง่าย”

ปฏิกิริยาจากฟากฝ่ายเดียวกัน ถาโถมใส่ บก.ลายจุด มากมายทีเดียว เพราะนักวิชาการบางคนเชื่อในทฤษฎี “จลาจลเพื่อการเปลี่ยนแปลง”  

++
สมรภูมิเลือดดินแดง
++
เมื่อมีปฏิริยาวิพากษ์ท่าทีของ “บก.ลายจุด” ทำนอง “ถ้ากลัวก็ถอยออกไป” เจ้าของไอเดียคาร์ม็อบ จึงใช้เฟซบุ๊คบอกเล่า สิ่งที่ตัวเขาเผชิญในช่วงปี 2553

พาคนไปเสี่ยง "ม็อบ 13 สิงหา" เมิน "บก.ลายจุด" เตือนกับดักความรุนแรง

บก.ลายจุด นัดคาร์ม็อบ 15 ส.ค.

“ช่วงที่ทหารสลายการชุมนุมปี 53 มีประชาชนโดนยิงเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ผมเป็นคนไปตั้งเวทีย่อยที่เวทีสามเหลี่ยมดินแดง ระหว่างที่ปราศรัยบนรถหกล้อ ผมเห็นคนโดนยิงโดนแบกออกมาเป็นระยะ เกือบทุกครั้งผมมองขึ้นไปบนตึกสูง ถามตัวเองว่าจะโดนสไนเปอร์ยิงมาจากด้านบนที่ใดที่หนึ่งหรือเปล่า”

นี่คือภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุม บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง-ถนนราชปรารภ ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค.2553 

“คำถามจึงไม่ได้อยู่ตรงที่กลัวหรือกล้าหรือเปล่า มันอยู่ตรงที่เราประเมินแล้วว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ นี่เฉพาะชีวิตของเราคนเดียว ไม่รวมชีวิตของผู้คนที่อยู่รอบตัวเราหรือมวลชนที่ตามเราออกมา ความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้นำต้องแบกรับ”

หลายคนอาจไม่เคยประสบเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง ด้วยกระสุนจริง ไม่ใช่กระสุนยาง และแก๊สน้ำตา เหมือนทุกวันนี้

“ดังนั้นเวลา มีคนด่าผมว่าผมปอดแหก ขี้กลัว เป็นพวกโลกสวย เลี้ยงไข้ ผมขอใช้ข้อความข้างบนนี้อธิบายข้อกล่าวหาเหล่านั้น ผมเรียนรู้ว่านอกจากจิตใจที่ต้องกล้าหาญแล้ว เราต้องใช้สติปัญญาในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง”

บก.ลายจุด ย้ำว่า “การไปยืนอยู่หน้าบ้านของประยุทธ์ ไม่ได้ทำให้ประยุทธ์ลาออก แต่การที่ประชาชนออกมาตะโกนไล่ประยุทธ์ทุกหนแห่งต่างหากที่จะทำให้ประยุทธ์ ต้องลงจากอำนาจ”