เปิดสาเหตุดัน ‘ไข่’ ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594283

เปิดสาเหตุดัน‘ไข่’ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน

เปิดสาเหตุดัน‘ไข่’ราคาพุ่ง ผู้เลี้ยงประสานเสียงยันไม่ขาดแคลน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.12 น.

ผู้เลี้ยงไก่ไข่เหนือ-ใต้-อีสาน ประสานเสียงยืนยันราคาหน้าฟาร์มไม่ขยับ ด้วยเข้าใจสถานการณ์โควิดลำบากกันทุกคน คาดติดปัญหากระจายเฉพาะที่  มั่นใจผลผลิตปัจจุบันเพียงพอบริโภค

11 สิงหาคม 2564 นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลผลิตไข่ไก่ที่มีอยู่ในระบบยังมีปริมาณตามปกติ ที่  41-42 ล้านฟองต่อวัน และจากมาตรการรัฐที่ให้ยืดอายุแม่ไก่ยืนกรง จะทำให้ปริมาณไข่ไก่เพิ่มอีก 3 ล้านฟองต่อวัน รวมเป็น 44-45 ล้านฟองต่อวันในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เป็นปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน ที่สำคัญคือราคาขายหน้าฟาร์มเกษตรกรยังอยู่ในระดับเดิมตามที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือไว้ จึงแปลกใจว่าทำไมราคาไข่ไก่ในหลายพื้นที่มีการปรับสูงขึ้น

“ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่มีหลายจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้มถูกล็อกดาวน์ การขนส่งผลผลิตไข่ไก่ให้กับห้างต่างๆ  จึงทำได้ไม่สะดวกนัก ส่งได้เพียงวันละหนึ่งเที่ยว หากว่ามีคนซื้อมากกว่าปกติ ก็จะทำให้เติมไม่ทัน ยืนยันว่าผลผลิตไข่ไก่ที่มีอยู่ขณะนี้เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน ความต้องการที่ดูเหมือนว่ามีเพิ่มขึ้นช่วงนี้น่าจะเป็นเพราะผู้บริโภคซื้อตุนไว้ เพื่อลดความถี่ในการออกนอกบ้าน จากปกติซื้อที่ 10 ฟอง ก็เพิ่มเป็น 90-120 ฟอง เราเองก็เห็นใจผู้บริโภค ก็ต้องประคับประคองกันไป เพื่อก้าวผ่านโควิด-19 ไปด้วยกัน” นายสุเทพ กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวด้วยว่า ปัญหาราคาไข่ที่สูงขึ้นช่วงนี้ อยู่ที่พ่อค้าคนกลางเป็นสำคัญ ซึ่งทางสมาคมฯได้ย้ำให้เกษตรกรระมัดระวังไม่ขายผลผลิตไข่ให้คนแปลกหน้า แต่จะขายให้เฉพาะลูกค้าประจำ สำหรับต้นทุนการเลี้ยง ขณะนี้มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยพุ่งขึ้นมาใกล้เคียงเกือบเท่าราคาที่ขายหน้าฟาร์มแล้ว จากช่วงไตรมาสที่สองต้นทุนอยู่ที่ฟองละ 2.76 บาท และมีแนวโน้มต้นทุนสูงขึ้นอีกจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ทำให้ตอนนี้ผู้เลี้ยงแทบไม่มีกำไรเลย

ด้านนายสุวัฒน์ แพร่งสุวรรณ์ ประธานชมรมไข่ไก่ภาคอีสาน เปิดเผยว่า การที่ราคาไข่ในขณะนี้ดีดตัวขึ้น มาจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้สำหรับผู้กักตัวที่โรงพยาบาลสนามต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ป่วยจากกทม.ที่กลับมารักษาตัวที่ภูมิลำเนาของตนเองมากขึ้น เพราะไข่ไก่เป็นสินค้าที่นำมาประกอบอาหารได้ง่าย และเก็บรักษาไม่ยาก ขณะที่ราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ในระดับที่กรมการค้าภายในขอความร่วมมือ  โดยปกติไข่ไก่ในภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะเป็นผลผลิตส่วนเกินของภาคอื่น ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณที่ลดลงบ้างจากช่วงปกติ จากที่ภาคอื่นๆมีความต้องการเพิ่มขึ้นดังกล่าว

ส่วนนายอุ่นเรือน ต้นสัก ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด กล่าวว่า ปริมาณไข่ไก่ในพื้นที่ทางภาคเหนือมีเพียงพอกับความต้องการบริโภค ไม่มีปัญหาขาดแคลน และจำหน่ายตามราคาที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด พร้อมขอให้ภาครัฐช่วยดูแลให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพ รวมทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงพอจะสามารถลืมตาอ้าปากได้

พรรคกล้าปลื้ม! ‘กรณ์-วรวุฒิ’ ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594181

พรรคกล้าปลื้ม! 'กรณ์-วรวุฒิ'ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง

พรรคกล้าปลื้ม! ‘กรณ์-วรวุฒิ’ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.48 น.

พรรคกล้าปลื้ม! “กรณ์-วรวุฒิ”ไลฟ์สดขายมังคุดใต้ 10 ตัน หมดใน 1 ชั่วโมง ป๊อกป๊อก-มูฟมี ส่งฟรีทั่วกรุง เตรียมขยายผลช่วยขายสินค้าเกษตรอื่นต่อสัปดาห์ละครั้ง แนะเกษตรกรใช้เทคโนโลยีไม่ต้องพึ่งคนกลาง

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 10 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา เพจ PokPok รถอาหารแสนอร่อย ทำการไลฟ์สด ขายมังคุดเกรดพรีเมียม จากสวน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จำนวน 10 ตัน โดยมี นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า , นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค , นายสราวุฒิ สุวรรณรัตน์ ผู้กล้า จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับ PokPok บริษัทสตาร์ทอัพที่เกิดจากโครงการ กล้าสตาร์ทอัพ และตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า Muvmi มาช่วยกันขายมังคุดเพื่อช่วยเกษตรกรชาวสวนในภาคใต้ ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ราคาซื้อขายหน้าสวนเพียงกิโลกรัมละ 3 – 6 บาท ทาง PokPok ได้ซื้อมาในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรได้กำไรและอยู่ได้ บรรจุใส่ลังอย่างดีลังละ 10 กิโลกรัม จำหน่ายลังละ 300 บาท ไม่คิดค่าบริการขนส่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เปิดให้สั่งสินค้า มีคนสนใจสั่งมังคุดจำนวนมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่ามังคุดภาคใต้เป็นมังคุดที่อร่อยที่สุด ส่งผลให้สามารถขายหมดภายในเวลา 1 ชั่วโมง และในวันที่ 11 สิงหาคม 2564 นี้ PokPok และตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า Muvmi จะทยอยส่งให้ลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานครตามออเดอร์ คาดว่าจะสามารถดำเนินการส่งให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน

นายกรณ์ กล่าวว่า มังคุดล็อตที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ เก็บจากสวน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้ยังมีความสด รสชาติ หวานอร่อย และที่พิเศษคือ สวนลุงโอ๋ จ.ชุมพร เป็นมังคุดออการ์นิกส์ ลังที่ใช้บรรจุมังคุด จะมีข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่ามาจากสวนไหน คือมีทั้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และคิวอาร์โค้ด ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีของเกษตรกร ที่กล้าการันตีผลผลิตของตัวเอง

นายวรวุฒิ กล่าวว่า หลังจากที่ แพลตฟอร์ม PokPok ซึ่งเกิดจากโครงการ กล้าสตาร์ทอัพ ประสบความสำเร็จจากการสรรหาอาหารอร่อยจากที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ส่งตรงผู้บริโภคถึงบ้าน โดยไม่คิดค่า GP ทุกคนสามารถได้รับประทานของอร่อยในราคาเท่ากับไปที่ร้าน โดยไม่ต้องเดินทาง หลังจากที่ดำเนินงานมาได้ 3 เดือนได้รับผลตอบรับดีมาก วันนี้ PokPok จึงมาช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ เหมือนเราได้ช่วยติดอาวุธให้เกษตรกร ให้รู้จักการใช้เทคโนโลยีในการจำหน่ายผลผลิตของเขา เพราะปกติมังคุดต้องไปซื้อตามห้างหรือตามตลาด และหากเป็นผลไม้คัดเกรด ราคาจะค่อนข้างสูง แต่วันนี้เราขายผลไม้เกรดพรีเมี่ยม สดจากสวนใต้ ลังละ 300 บาท บรรจุ 10 กิโลกรัม ซึ่งรวมค่าขนส่งไว้ทั้งหมดแล้ว ปกติ 10 กิโลกรัม ค่าขนส่งก็ประมาณ 100 บาท เท่ากับเราขายเกือบเท่าราคาทุน

นายวรวุฒิ กล่าวด้วยว่า การขายสินค้าที่ลูกค้ายังไม่เห็นสินค้า สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าสินค้าดีจริง พรรคกล้า ได้ลงไปช่วยแนะนำให้ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือเจ้าของสวนเอาชื่อเบอร์โทร มีคิวอาร์โค้ดให้สั่งซื้อวันหลังได้ แปะไว้บนกล่องบรรจุ หากของไม่ดีจริงเขาก็เสียชื่อ เพราะฉะนั้นสินค้าต้องมีคุณภาพ แพคเกจต้องไม่บุบไม่ยุบ ไม่ทำให้ผลไม้เสียหาย อย่างไรก็ตามการช่วยขายครั้งนี้ เป็นการช่วยแบบชั่วคราว แต่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือ ทำให้เกษตรกรรู้ว่า การขายสินค้าเกษตรวันนี้ สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีออนไลน์ ถ้าเขารู้จักใช้เทคโนโลยี ในอนาคตก็ไม่ต้องพึ่งเรา ไม่ต้องพึ่งล้ง เขาสามารถที่จะขายกันเองได้ในราคาที่ดี เสียดายช่วงนี้ ระบบโลจิสติกส์มีปัญหา ทำให้ส่งสินค้าไม่ได้ในบางพื้นที่ หากไม่มีปัญหา เราก็จะแนะนำให้ผู้ซื้อโอนเงินตรงให้ชาวสวน และให้พวกเขาจัดส่งไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศเอง

“อนาคตโครงการแบบนี้ จะไม่ได้ขายเฉพาะมังคุด แต่เราจะไลฟ์ช่วยเกษตรกรขายผลไม้อื่น สัปดาห์ละครั้ง เช่น ลำไย ลองกอง ส้ม ส้มโอ ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง สอนบุตรหลานให้ขายของเป็น เพื่อให้เขาอยู่รอด และได้กำไรจากการทำเกษตรกรรม” นายวรวุฒิ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชรต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594101

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’  สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด  ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เราคนเพชร ต้องช่วยกัน’ สส.สุชาติลุยภารกิจพิชิตโรคระบาด ส่งของอุปโภค-บริโภคช่วยประชาชน

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สส.สุชาติ อุสาหะ เพชรบุรี เขต 3 และ “กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ลุยช่วยเหลือพื้นที่หนองหญ้าปล้อง-แก่งกระจาน ร่วมมอบเครื่องอุปโภค-บริโภค เต็นท์ผ้าใบเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ สนับสนุน และเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาส ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

นายสุชาติ อุสาหะ สส.เพชรบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐและ“กลุ่มเพื่อน สส.เปี๊ยก”ได้ร่วมกันนำเครื่องอุปโภค-บริโภค อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง เป็นต้น จำนวน 250 ชุด ไปมอบให้นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอแก่งกระจาน และนายสุขประเสริฐ ทับสี สสอ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่รับผิดชอบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 พร้อมกันนี้ยังได้จัดมอบของ อุปโภค-บริโภค อีก จำนวน 220 ชุด ไปมอบให้ชุมชนในพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง โดยมีนายทวิช เที่ยวมาพบสุข นายอำเภอหนองหญ้าปล้อง และ น.ส.สุมาลี จันทรสุขโข สสอ.หนองหญ้าปล้อง รับมอบเพื่อ นำไปแจกจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงซึ่งมีฐานะยากจน กลุ่มผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแล ณ ศาลาประชาคม อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

นอกจากนี้ ยังร่วมกันไปมอบเต็นท์ผ้าใบ จำนวน 1 หลัง สำหรับประชาชนที่รอเข้ามาใช้บริการในการรักษา และเครื่องฉีดพ่นแอลกอฮอล์ จำนวน 5 เครื่อง เพื่อดูแล ให้แก่ พญ.อนุธิดาประทุม ผอ.รพ.แก่งกระจาน เพื่อนำไปใช้ในภารกิจของโรงพยาบาล ณ รพ.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี อีกด้วย

สส.สุชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่เสียสละ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง และขอขอบคุณ สจ.อุทิศ เพิ่มทรัพย์ สจ.สุชาติ สมใจ สจ.เขต อ.แก่งกระจาน ผอ.มีชัย ปฏิยุทธผอ.โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่านที่ให้เกียรติไปร่วมรับมอบสิ่งของดังกล่าว

“ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านและขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละและมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรีมาโดยต่อเนื่อง สำหรับกระผมในฐานะสส. ยินดีให้ร่วมมือและพร้อมสนับสนุนภารกิจของพวกท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อพิชิตโรคระบาดในครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ศิลปิน-แฟนเพลงร่วมรำลึก 13 ปี ‘ยอดรัก สลักใจ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594102

ศิลปิน-แฟนเพลงร่วมรำลึก13ปี‘ยอดรัก สลักใจ’

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดหาดแตงโม อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ชมรมเรารักยอดรัก สลักใจ พร้อมด้วยแฟนเพลง ร่วมจัดงานครบรอบ 13 ปีการจากไปของ “ยอดรัก
สลักใจ” หรือ ส.ต.ต.นิพนธ์ ไพรวัลย์ ขุนพลเพลงลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2551 เพื่อเป็นการรำลึกถึง “ยอดรัก สลักใจ”

โดยชมรมเรารักยอดรัก สลักใจพร้อมด้วยแฟนเพลง ร่วมกันจัดงานรำลึก 13 ปี ของยอดรัก สลักใจ ที่วัดหาดแตงโม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของยอดรักอย่างเรียบง่ายในช่วงสถานการณ์โควิด โดยมีการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดหาดแตงโม ส่วนบริเวณที่หน้าศาลา ซึ่งเป็นที่ตั้งหุ่นรูปปั้นยอดรักได้ทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของยอดรัก ด้วยอาหารคาวหวาน มีแฟนคลับ และแฟนเพลงของยอดรัก ที่อยู่ใน จ.พิจิตร เดินทางมากราบไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศล ขณะที่กลุ่มศิลปิน ยังร่วมนำเครื่องดนตรี มาขับร้องบทเพลงของยอดรัก สลักใจ ที่ขับร้องไว้เพื่อรำลึกถึงบทเพลงของขุนพลเพลงลูกทุ่งขวัญใจชาวไทย

กรมชลฯพัฒนาลุ่มน้ำอิงเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ ช่วยชาวพะเยา-เชียงรายพ้นอุทกภัยภัยแล้งซ้ำซาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594105

กรมชลฯพัฒนาลุ่มน้ำอิงเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ  ช่วยชาวพะเยา-เชียงรายพ้นอุทกภัยภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯพัฒนาลุ่มน้ำอิงเพิ่มศักยภาพเก็บกักน้ำ ช่วยชาวพะเยา-เชียงรายพ้นอุทกภัยภัยแล้งซ้ำซาก

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำอิง เป็นหนึ่งในแผนพัฒนาแหล่งน้ำในกลุ่มภาคเหนือตอนบน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการพัฒนาลุ่มน้ำอิง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และนโยบายของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโครงการ

จากสภาพปัญหาของลุ่มน้ำอิง พบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำอิงทั้งหมด 7,239 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 17 อำเภอ แบ่งเป็นจังหวัดเชียงราย 10 อำเภอและจังหวัดพะเยา 7 อำเภอ รวมระยะทางตลอดลำน้ำอิงยาว 314 กม. ลักษณะสภาพลำน้ำอิงรับน้ำจากเนินเขาสูง ลักษณะดินเป็นดินทราย และมีปัญหาตื้นเขินจากการทับถมของตะกอนดินประกอบกับปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำอิงปีละประมาณ 1,300 ล้านลบ.ม. แต่ความสามารถในการเก็บกักน้ำยังไม่เต็มศักยภาพ ทำให้น้ำจากต้นน้ำอิงที่จังหวัดพะเยา ไหลลงไปที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ลงสู่แม่น้ำโขงกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้ฤดูแล้งไม่มีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด ขณะที่ฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากเกิดอุทกภัยทุกปี

ที่ผ่านมากรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานพะเยา สำนักชลประทานที่ 2 ได้ทำการพัฒนาลุ่มน้ำอิงทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้แก่ การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฝาย และประตูระบายน้ำ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้จำนวน 159 ล้านลูกบาศก์เมตรอย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่รับน้ำที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำ บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการวางแผนเก็บกักน้ำไว้ใช้ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาหนองเล็งทราย จังหวัดพะเยา รวม 6 ระยะ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 877.64 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 ปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม โดยการขุดลอกให้มีขนาดกว้างขึ้น ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 3.256 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันกำลังดำเนินการะระยะที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บน้ำ ก่อสร้างฝายพับได้ เพิ่มระดับเก็บกักน้ำอีก 1 เมตร จะได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 7 ล้าน ลบ.ม. ควบคู่กับฟื้นฟูแก้มลิงช่วยเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 1.9 ล้าน ลบ.ม. ส่วนระยะที่ 3-6 เป็นการฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทราย งานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้างานระบบกระจายน้ำและทำนบดิน จะดำเนินการภายในปี 2565-2566

สำหรับแผนการพัฒนากว๊านพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญแต่ปัจจุบันประสบปัญหาตื้นเขินจากการทับถมของตะกอน และมีผักตบชวา วัชพืชมากขึ้น คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม มีการบุกรุกลำน้ำสาขาและกว๊านพะเยา ปริมาณสัตว์น้ำลดลง มีประชากรที่ได้รับผลกระทบใน 6 ตำบล ของอำเภอเมืองพะเยา โดยกรมชลประทานได้วางแผนพัฒนากว๊านพะเยาโดยการขุดลอกตะกอนดิน และทำอาคารบังคับน้ำ ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2567 รวมงบประมาณ 750 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรอบกว๊านพะเยาฝั่งตะวันตก 5,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของเมืองพะเยา

เชียงรายประกวด อาหารพื้นถิ่น-ฟิวชั่น เสริมการท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594104

เชียงรายประกวด อาหารพื้นถิ่น-ฟิวชั่น เสริมการท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดกิจกรรมประกวดทำอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟิวชั่น ที่อาคารปฏิบัติการเฉพาะวิชาคหกรรมศาสตร์ สำนักวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีนายวุฒิชัย เสาวโกมุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด และนายบุญเชิด ลีลาคุณากร ท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย กล่าวรายงาน พร้อมนำผู้เกี่ยวข้องและทีมปรุงอาหารจากผู้ประกอบการชื่อดังและสถานศึกษาต่างๆ เข้าประกวด โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคืออาหารพื้นถิ่น และอาหารพื้นถิ่นฟิวชั่น ซึ่งพบว่ามีทีมเข้าร่วมแข่งขันประเภทละ 8 ทีม โดยต่างนำวัตถุดิบและเครื่องปรุงต่างๆ เข้าร่วมแข่งขันอย่างมีสีสัน 

นายบุญเชิดกล่าวว่า จ.เชียงราย ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมปีการท่องเที่ยว จ.เชียงราย “VisitChiangrai Year ประจำปี 2564” ภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม เชิงนิเวศ และเชิงสุขภาพแบบบูรณาการ 

ดังนั้นจึงมีการจัดประกวดอาหารพื้นถิ่นโดยแบ่งเป็น 2 ประเภทดังกล่าวโดยประเภทแรกเน้นความเป็นอัตลักษณ์ชุมชนโดยให้คงรสชาติ รูปลักษณ์ของอาหารตามแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนประเภทฟิวชั่นเน้นใช้วัตถุดิบหลักอย่างใบชาและกาแฟ เพื่อเปิดให้ผู้แข่งขันนำใบชาและกาแฟมารังสรรค์เข้ากับอาหารถิ่นในรูปอาหารฟิวชั่น ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร

ลุยเกษตรสุดเขตไทย : ช่วยพยุงราคาผลไม้สุดด้ามขวานไทย ต่อลมหายใจพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/594106

ลุยเกษตร สุดเขตไทย : ช่วยพยุงราคาผลไม้สุดด้ามขวานไทย ต่อลมหายใจพี่น้อง3จังหวัดชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุยเกษตรสุดเขตไทย โดย “หนุ่มยูโร” วันนี้ยังอยู่ที่ภาคใต้ ไปดูการช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนผลไม้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่ออาทิตย์ก่อน รองนายกสมาคมผู้ส่งออกผลไม้ไทยภาคใต้ ได้นำนักลงทุนและผู้ส่งออกชาวจีนเดินทางมายังจังหวัดนราธิวาส เพื่อเข้าพบนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส นายสาราหุดิน อาบู ประธานสภาอบจ.นราธิวาส เพื่อสร้างความมั่นใจและปรึกษาแนวทางการรับซื้อผลไม้เพื่อส่งออกไปยังตลาดประเทศจีนเพื่อช่วยพยุงราคาผลไม้ที่ตกต่ำเพราะพิษโควิด-19

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสเป็นจังหวัดที่ “หนุ่มยูโร”คุ้นเคย เดินทางไปถ่ายทอดเรื่องการเกษตรหลายครั้ง ร่วมกับทีมลุงพร เกษตรก้าวไกล ลุยสวนทุเรียนมาแล้วมากมาย รับรู้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี เราลุยสุดชายแดนไปถึง อ.เบตง ใต้สุดสยาม ชื่นชมในผลผลิตของเกษตรกรทุกปี มาช่วงนี้ทราบว่าราคาผลไม้ตกต่ำมากๆ ทั้งทุเรียน มังคุด และลองกอง

นับว่ายังมีข่าวดีคือการเปิดตลาดกลางการเกษตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายของจังหวัดนราธิวาส โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส เพื่อต้องการกระจายผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จึงได้เชิญนักลงทุนและพ่อค้าผู้รับซื้อผลไม้ ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมกันปรึกษาหาแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจและระบายผลผลิตในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยแนวทางในการดำเนินการ จะเปิดตลาดกลางการเกษตรให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตโดยเฉพาะทุเรียน นำมาขายได้ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกอบจ.นราธิวาส กล่าวว่า การเปิดตลาดกลางทางการเกษตรจังหวัดนราธิวาส เพื่อลดต้นทุนของเกษตรกรในการเดินทางเพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะทุเรียน ไปขายยังจังหวัดยะลา และเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการ ในการเฝ้าระวังโควิด-19 การเปิดตลาดกลางการเกษตรในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากนายเจษฎา จิตรัตน์ ผวจ.นราธิวาส ซึ่งได้ออกคำสั่งมาตรการการผ่อนปรนในเรื่องของการเดินทาง หลังเวลา 21.00 น. ถึง 04.00 น. เพื่อให้เกษตรกรสามารถเดินทางและขนส่งผลไม้ มายังพื้นที่ตลาดกลางการเกษตรได้

นายสาราหุดิน อาบู ประธานสภาอบจ.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวถึง การดำเนินการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับเกษตรกรในการนำผลผลิตมาขายในครั้งนี้ว่า การจัดเตรียมตลาดการเกษตรซึ่งตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษมขาออก ข้างปั๊ม ปตท. ปลักปลา ซึ่งที่นี้ ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสม เพราะเป็นเส้นทางหลัก ที่เกษตรกรสามารถเดินทางได้สะดวก ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม 4084 สะดวกกับการเดินทาง ประกอบกับมีร้านค้า ร้านอาหาร ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นายมูหามัดรอซากี รองนายกสมาคมผู้ส่งออกผลไม้ภาคใต้ กล่าวถึงแนวทางในการรับซื้อผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งมีผลผลิตมากในจังหวัดนราธิวาสว่า เกษตรกรทุเรียนสามารถนำทุเรียนมาจำหน่ายให้กับนักลงทุนและผู้ซื้อได้โดยตรง โดยทางสมาคมฯ ได้ติดต่อประสานงานไปยังผู้ซื้อจากหลายๆส่วน ทั้งจากตลาดไท กลุ่มผู้ส่งออก ชาวไทยและต่างประเทศ โดยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ส่งออกชาวจีน ได้เดินทางมาดูสถานที่และจะเปิดตลาดรับซื้อโดยตรงใช้ระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน

ส่วนที่จ.ยะลา พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งแก้ปัญหาการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร
ในพื้นที่ จ.ยะลา โดยเปิดตลาดที่แยกมาลายูบางกอง ถนนสาย 15 ตำบลสะเตงอำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยบริเวณจุดดังกล่าวถือเป็นจุดที่มีการรับซื้อทุเรียนรายใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะนำทุเรียนมาจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการเพื่อส่งจำหน่ายต่อในพื้นที่อื่นๆ โดยปัญหาที่พบในปีนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของระบบการขนส่งที่ไม่สามารถขนส่งไปจำหน่ายในพื้นที่ต่างๆ ได้ เนื่องจากในพื้นที่เองมีมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะในการเดินทางไป-มานอกพื้นที่

นับเป็นเรื่องที่ดีที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เข้ามาช่วยเกษตรกรอีกแรงครับ

 “หนุ่มยูโร”

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดบ้านออนไลน์ ชมเบื้องหลังงานอนุรักษ์ผ้า ช้อปสินค้าราคาพิเศษมอบเป็นของขวัญแทนใจสานรักผูกพันในวันแม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/594240

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดบ้านออนไลน์ ชมเบื้องหลังงานอนุรักษ์ผ้า ช้อปสินค้าราคาพิเศษมอบเป็นของขวัญแทนใจสานรักผูกพันในวันแม่

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดบ้านออนไลน์ ชมเบื้องหลังงานอนุรักษ์ผ้า ช้อปสินค้าราคาพิเศษมอบเป็นของขวัญแทนใจสานรักผูกพันในวันแม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 89 พรรษา 12 สิงหาคม 2564 และวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2564 

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  จัดกิจกรรม “QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021” แบบออนไลน์ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 โดยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับงานเบื้องหลังของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ทั้งความรู้ในงานอนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ควบคู่ไปกับการเลือกชมและช้อปสินค้าจากพิพิธภัณฑ์ผ้า และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทุกวันเสาร์ ตลอดเดือนสิงหาคม เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ประเดิมเปิดบ้านเสาร์แรกวันที่ 6 สิงหาคม 2564

ภายในงาน “QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021” แบ่งเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจแตกต่างกันไปในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้ วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พบกับ “Behind the scenes with QSMT” ครั้งแรกของการเปิดห้องปฎิบัติการอนุรักษ์ผ้า ให้ชมผ่านช่องทางออนไลน์ โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้งานด้านการอนุรักษ์ ที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามของนิทรรศการต่างๆ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านการจัดเก็บวัตถุและการอนุรักษ์ในเบื้องต้น โดยมีนักอนุรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เป็นผู้บรรยาย

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม ช้อปเพลินกับ “Shop for Mom with QSMT” พาเยี่ยมชมร้านพิพิธภัณฑ์ซึ่งได้คัดเลือกสินค้าหลากหลายประเภทให้ได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากสำหรับเดือนของแม่ในปีนี้ พร้อมส่วนลดสุดพิเศษ! ลด 5% เมื่อซื้อสินค้าครบ 500 บาท, ลด 10% เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท, ลด 15% เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,500 บาท และ ลด 20 % เมื่อซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม เพลิดเพลินไปกับ “The inspiration for Power of Love” ชวนพูดคุยเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” โดยภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม จุใจกับ “Shop for Mom with QSMT: Hilltribe Edition” เชิญสายช้อปมาเลือกซื้อสินค้าผ้าปักชาวไทยภูเขา จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่คัดสรรมาให้ได้เลือกซื้อเพื่อเป็นของขวัญของฝากสุดพิเศษสำหรับเดือนของแม่ในปีนี้   

ติดตามกิจกรรมเปิดบ้านออนไลน์ “QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021” ที่จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ในทุกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน  ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไปได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/qsmtthailand และ เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/qsmtshop

พระมิ่งแม่แห่งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/594272

พระมิ่งแม่แห่งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระมิ่งแม่แห่งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและโดยพระชนมพรรษาจึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์พระองค์ปัจจุบันในพระบรมราชจักรีวงศ์

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งโดยเสด็จพระราชดำเนินตาม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกายพระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่มศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้งทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก หรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนาญอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกศิลปาชีพ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป

งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Technique of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand” หรือเรียกย่อๆ ว่า “The SUPPORT Foundation”

รวมถึง โขน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่งเพราะการฟื้นฟูโขนนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง ทั้ง วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัสตราภรณ์ของไทย ให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบันในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทยเป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบและดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจึงเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2548 โดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กรมศิลปากร สนองพระราชดำริด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ที่คงความงดงามตามแบบโบราณ และกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อใช้ในการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” ชุด “ศึกพรหมาศ”ถวายทอดพระเนตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 

การแสดงครั้งนั้น ได้เชิญ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม มาออกแบบฉากส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายจัดแสดงโขนในรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ต เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดดนตรีสากลโดยเลือกบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้ชื่อว่า การแสดงเฉลิมพระเกียรติ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : พรหมาศบรรเลงโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 (รอบประชาชนทั่วไปวันที่ 27-28 ธันวาคม) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงดำเนินงานปรับปรุงเกี่ยวกับโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายโขนที่เพิ่มรายละเอียดให้วิจิตรยิ่งขึ้น

จากนั้นในปีพุทธศักราช 2551 มิได้ทำการแสดงโขน เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ ปีต่อมาจึงได้จัดแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน พรหมาศ ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีวงดนตรีสากลและวงดนตรีไทยเล่นประกอบโขนจัดแสดง 6 รอบ ต่อมาได้มีการเพิ่มรอบในภายหลังตามคำเรียกร้องของผู้ชมและในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการโขนพระราชทาน ในงานเปิดหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเป็นครั้งแรกที่ได้พระราชทานการแสดงโขนในปีต่อไปคือ ตอน “นางลอย” จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อจาก “โขนเฉลิมพระเกียรติ” เป็น “โขนพระราชทาน” อันเป็นการแสดงที่พระราชทานลงมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้ชม

สำหรับโขนพระราชทาน ตอน “นางลอย” นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีการจัดแสดงถึง 2 ช่วง ในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างฉากที่วิจิตรตระการตาและเพิ่มเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้นและการแสดงโขนพระราชทานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนจนต้องเพิ่มรอบการแสดงขึ้นทุกปี ในปีพุทธศักราช 2554 มีการแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกมัยราพณ์” ต่อมามีการแสดงโขนพระราชทาน ชุด “จองถนน” ในปีพุทธศักราช 2555 การแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกกุมภกรรณ” ตอนโมกขศักดิ์ ในปีพุทธศักราช 2556 การแสดงโขนพระราชทานชุด “ศึกอินทรชิต” ตอน “นาคบาศ” ในปีพุทธศักราช 2557การแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกอินทรชิต” ตอน “พรหมาศ” ในปีพุทธศักราช 2558 และต่อมาในปีพุทธศักราช 2559 การแสดงโขนพระราชทาน ตอน“พิเภกสวามิภักดิ์” ต้องยกเลิกการแสดง เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต และในปีพุทธศักราช 2560 ได้ว่างเว้นการแสดงไปอีก 1 ปี เนื่องจากอยู่ในห้วงเวลาถวายความอาลัย

ในปีพุทธศักราช 2561 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” อันเป็นการสื่อความหมายของความจงรักภักดีและการรักษาความเที่ยงธรรมสุจริตมาจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2561 และในปีพุทธศักราช 2562 กำหนดแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สืบมรรคา” (สืบ-มัน-คา) ซึ่งจะเปิดการแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2562 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย การแสดงโขน ตอน “สืบมรรคา” (สืบ-มัน-คา) นี้มีเนื้อหาสนุกสนาน หลากรส และชวนติดตามไปกับการผจญภัยของหนุมานทหารเอกของพระราม เมื่อพระรามต้องยกกองทัพข้ามมหาสมุทรไปทำสงครามกับเหล่าอสูร ณ กรุงลงกา จึงมอบหมายให้หนุมานปฏิบัติภารกิจสำคัญสืบหาหนทางนำพากองทัพของพระราม ฝ่าฟันอุปสรรคและเหล่าอสูรร้ายที่ปกป้องรักษาด่านข้ามทะเลไปยังที่หมาย นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่ๆ เช่น นกสัมพาทีนางผีเสื้อสมุทร นางอังกาศตไล ยักษ์ปักหลั่น และที่น่าจับตาชม คือเครื่องแต่งกายของตัวละครที่แปลกตากว่าตอนอื่นๆ เช่น ทศกัณฐ์หน้าทอง ที่มีผ้าคล้องไหล่ พวงมาลัยคล้องพระกรขวา และพัดด้ามจิ้วจันทน์ที่ใช้สะบัดประกอบท่ารำ รวมถึงจะได้ชมกระบวนรำฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวนที่สวยงาม แสดงความเจ้าชู้ยักษ์ของตัวทศกัณฐ์ที่เข้าไปเกี้ยวพาราสีนางสีดา เป็นต้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อาทิ พระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็วสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นจะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง เมื่อได้ทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

ปัจจุบันโครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้วตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครโครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

พระราชกรณียกิจด้านการทหารนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงาน พร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เสมอ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฏิบัติการสู้รบต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาราษฎร์ ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลากหลายรูปแบบ อาทิทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฎรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดา-มารดา พี่น้องของเด็ก ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเองและครอบครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเภา และทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวม พร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่นชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

ด้วยพระราชกรณียกิจอันเป็นอเนกอนันต์ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ราษฎรอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น องค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่ 11พฤษภาคม พุทธศักราช 2552 ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปีพุทธศักราช 2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2524, สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2533, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2535

กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538, สมาคมไหมโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล หลุยส์ ปาสเตอร์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเทิดพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมไทย จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลก รวมทั้งช่วยให้ราษฎรผู้ผลิตไหมไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2545เป็นต้น นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น

นับได้ว่าเป็นบุญของชาติและประชาชนชาวไทย ที่มี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระสิริโฉมงดงามเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณ ซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าพระบรมราชินีพระองค์อื่นใดในโลก

ศูนย์กระดูกสันหลังนครธน ชี้สัญญาณเตือนปวดหลังที่ต้องถึงมือหมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/594290

ศูนย์กระดูกสันหลังนครธน  ชี้สัญญาณเตือนปวดหลังที่ต้องถึงมือหมอ

ศูนย์กระดูกสันหลังนครธน ชี้สัญญาณเตือนปวดหลังที่ต้องถึงมือหมอ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศูนย์กระดูกสันหลังโรงพยาบาลนครธน ที่เกิดจากความร่วมมือกับบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์คแนะผู้ที่ปวดหลังรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากรู้สึกปวดหลังจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยทีมแพทย์ของศูนย์ฯ พร้อมให้คำแนะนำ last opinion และใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องรักษาโดยใช้เวลาผ่าตัดและรอให้ผู้ป่วยฟื้นจากยาสลบ ก็กลับไปพักฟื้นที่ห้องผู้ป่วย และสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น

นายแพทย์วีระพันธ์ ควรทรงธรรม ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ และศัลยแพทย์ระบบประสาท กล่าวว่า อาการปวดหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ, กระดูกหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง หลายอาการสามารถหายเองได้ หรือรักษาได้ด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัด เช่น การใช้ยา หรือการทำกายภาพบำบัด เป็นต้น แต่มีกลุ่มอาการสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามและควรต้องรีบมาพบแพทย์ ได้แก่ ปวดจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น ลุกยืน นั่ง หรือเดิน และมากขึ้นเมื่อขยับยืนหรือเดินปวดร้าวตามเส้นประสาทจากหลังลงไปถึงขาและมีอาการชาอ่อนแรง ปวดแขนหรือขาร่วมด้วยหรือรู้สึกปวดเหมือนมีไฟฟ้าช็อตปวดแนวกระดูกกลางหลังหรือปวดต่อเนื่องนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือปวดเฉียบพลัน ที่ไม่ได้เกิดจากการยกของหนักออกกำลังกาย หรือขยับตัวผิดท่า หรืออุบัติเหตุ

“อาการปวดเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเกิดความผิดปกติกับกระดูกสันหลัง ไม่ว่าจะเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือมีโพรงกระดูกสันหลังตีบที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคที่มีความรุนแรง มีผลสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคน” นายแพทย์วีระพันธ์ กล่าว

การวินิจฉัยหาสาเหตุที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้รักษาได้ตรงจุด และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์สูง และเครื่องมือที่ทันสมัย

แต่คนส่วนใหญ่มักรู้สึกกลัว จึงไม่ได้มาหาหมอทันที เพราะเห็นว่าการผ่าตัดกระดูกสันหลังเป็นเรื่องใหญ่ ใช้เวลานาน และมักจะไปหาความเห็นจากแพทย์หลายๆ ท่านอย่างที่เรียกว่าsecond opinion ก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาและทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดนานขึ้น กังวลนานขึ้น และทำให้อาการปวดหรือปัญหาของกระดูกสันหลังรุนแรงเพิ่มขึ้น

“ศูนย์กระดูกสันหลังโรงพยาบาลนครธนที่เกิดจากความร่วมมือกับบำรุงราษฎร์ เฮลท์เน็ตเวิร์ค ทราบดีถึงความกังวลของผู้ป่วย เราจึงทำหน้าที่เป็นผู้ให้ last opinion โดยมีทีมแพทย์ที่ประกอบด้วยแพทย์ระดับซีเนียร์ร่วมให้ความเห็นกับแพทย์เจ้าของไข้ รวมเป็นทีมใหญ่ และจะต้องมีแพทย์อย่างน้อย 4 ท่าน ที่ให้ความเห็นตรงกัน จึงจะทำการรักษา เท่ากับว่าผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องไปหา second opinion จากที่ไหน และได้รับ last opinion จากทีมแพทย์ของศูนย์ฯ ได้เลย”นายแพทย์วีระพันธ์ กล่าวนอกจากนี้ทีมแพทย์ของศูนย์ฯ ยังเน้นการให้ข้อมูลรอบด้าน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองอีกด้วย

และสำหรับผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท และโพรงกระดูกสันหลังตีบ 2 โรคนี้ ศูนย์ฯมีเทคโนโลยีทันสมัยสามารถผ่าตัดโดยการส่องกล้อง ทำให้มีแผลเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร หรือเพียงปลายนิ้วก้อยใช้เวลาผ่าตัดและรอให้ผู้ป่วยฟื้นจากยาสลบเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็กลับไปพักฟื้นที่ห้องผู้ป่วย และสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นโดยการเดินได้ด้วยตนเอง

โรงพยาบาลนครธน ตั้งอยู่ในทำเลย่านพระราม 2 สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้หลายช่องทางทั้งผ่านระบบโทรศัพท์ โทร.02-4509999 บริการคอนแทค
เซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง และออนไลน์แพลตฟอร์มทางเว็บไซต์ www.nakornthon.com สามารถนัดหมายแพทย์เฉพาะทางและ บริการถาม-ตอบปัญหาสุขภาพผ่าน LINE official @Nakornthon Hospital และเฟซบุ๊คเพจFB: Nakornthon Hospital