Science Update : นักวิทย์ฯ ทึ่งซากลูกสิงโตถ้ำไซบีเรีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598196

Science Update : นักวิทย์ฯ ทึ่งซากลูกสิงโตถ้ำไซบีเรีย

Science Update : นักวิทย์ฯ ทึ่งซากลูกสิงโตถ้ำไซบีเรีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คณะนักวิทยาศาสตร์ในรัสเซียต่างทึ่งกับการค้นพบซากลูกสิงโตถ้ำในไซบีเรีย 2 ตัว คือ ซากลูกสิงโตถ้ำเพศเมีย ชื่อว่า สปาร์ตา บริเวณแม่น้ำ Semyuelyakh ในยาคูเตีย เมื่อปี 2018 และพบซากลูกสิงโตเพศผู้ ชื่อว่า บอริส ในปี 2019 ซากสิงโตทั้ง 2 มีอายุราว 1-2 เดือน เก็บรักษาอยู่ในชั้นดินเยือกแข็ง หรือ Permafrost ในพื้นที่ห่างกันเพียง 15 เมตร แต่พวกมันมีอายุต่างกันนับพันปี โดยลูกสิงโต บอริส น่าจะดำรงชีวิตอยู่เมื่อช่วง 43,448 ปีก่อน แต่ที่น่าสนใจ คือ ซากลูกสิงโตถ้ำ สปาร์ตา อายุกว่า 28,000 ปี ยังคงมีขน อวัยวะภายใน และกระดูกครบถ้วนดี และว่าเป็นเรื่องยากที่จะพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ในสภาพที่สมบูรณ์เช่นนี้ ทีมวิจัยหวังว่ายังคงมีคราบน้ำนมแม่ของสิงโตสปาร์ตาเหลืออยู่ ซึ่งอาจจะช่วยให้เราเข้าใจถึงอาหารของสิงโตถ้ำในอดีตได้

การค้นพบซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ในแคว้นไซบีเรีย เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศผิดธรรมชาติ ที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งในทวีปอาร์กติกละลายลงอย่างรวดเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ ในโลก และชั้นดินเยือกแข็งในพื้นที่ดังกล่าวอุ่นขึ้น

ทั้งนี้ สิงโตถ้ำเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วหลายพันปี

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598187

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art

แหวกฟ้าหาฝัน : Valencian Institute of Modern Art

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

IVAM

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงาน Modern Art และ Contemporary Art หากมาเมืองใหญ่ย่อมต้องหามิวเซียมแนวนี้ดู Valencian Institute of Modern Art จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้ Valencian Institute of Modern Art ที่มีชื่อย่อว่าIVAM นี้ถือกำเนิดขึ้นจากกฎหมายระดับท้องถิ่นเพื่อให้เป็นสถาบันที่จะส่งเสริมความรู้ เผยแพร่ และปกป้องศิลปะยุคใหม่และศิลปะร่วมสมัย ที่นี่จึงเป็นแหล่งของการเก็บสะสมงานศิลปะ จัดนิทรรศการ จัดประชุมสัมมนา สอน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ และจัดคอนเสิร์ต

IVAM ที่เป็นสถาบันทางด้านศิลปะสมัยใหม่แห่งแรกของสเปนนี้ตั้งอยู่ที่ CentreJulio Gonzalez ซึ่งออกแบบโดย Emilio Gimenez สถาปนิกชาวสเปนลูกศิษย์ JoseAntonio Coderch สถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปนหลังสงคราม และ CarlosSalvadores อาคารที่เปิดตัว ครั้งแรกในปี 1989 เองนี้ก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในอีก 10 ปีต่อมา เพื่อขยายพื้นที่การจัดแสดงผลงานถาวรเป็น 18,200 ตารางเมตร แม้อาคารนี้จะค่อนข้างใหม่แต่ส่วนใต้ดินที่เรียกว่า Sala de laMuralla ใช้ของเก่าตั้งแต่ครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพื่อจัดนิทรรศการชั่วคราว ปัจจุบันที่นี่เป็นศูนย์กลางของศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งไม่เพียงของสเปน แต่เป็นของสหภาพยุโรปด้วย

ของจัดแสดงของสถาบันประกอบด้วยงานศิลปะและภาพถ่ายของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จำนวนกว่า 10,000 ชิ้น รวมทั้งงานของ Julio Gonzalez จิตรกรและนักประติมากรชาว Barcelona ที่มีผลงานโดดเด่นในการใช้เหล็กในการสร้างงานประติมากรรมนอกจากของจัดแสดงถาวรแล้ว ที่นี่ยังมีของจัดแสดงสำหรับนิทรรศการประกอบด้วยสื่อ ภาพ ประติมากรรม แบบจำลองสถาปัตยกรรม งานออกแบบ ภาพถ่าย อีกต่างหากด้วย ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมักมีการร่วมงานกับ San Diego Museum of Art อีกต่างหากด้วย

ในช่วงระหว่าง 2014-20 ที่ Jose Miguel Garcia Cortes ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการนั้น เขาได้พัฒนาการจัดแสดงผลงานเป็นอันมากก่อนที่จะยกตำแหน่งให้กับ Nuria Enguita Mayo ผู้อำนวยการคนปัจจุบันที่เน้นให้ผลงานที่จัดแสดงในมิวเซียมเป็นงานระดับนานาชาติ การทำวิจัยและเพิ่มความร่วมมือกับองค์กรเอกชนต่างๆ ในการให้การศึกษากับบุคคลทั่วไปจนทำให้สถาบันแห่งนี้ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในมิวเซียมร่วมสมัยที่ดีที่สุดในยุโรปนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนสถาบันแห่งนี้ไม่เพียงจะได้เพลิดเพลินกับงานประติมากรรมของ Julio Gonzalez อย่างจุใจแล้ว ยังจะได้ชมงาน multimedia ที่เป็นงานศิลปะร่วมสมัยอีกมากมายอันเป็นการ
เปิดโลกทัศน์ได้อย่างดีเลยทีเดียว

Reclining Head by Julio Gonzalez

Reclining Head by Julio Gonzalezงาน Julio Gonzalezงาน Julio Gonzalez

หนังสือเด่น : ว่าด้วยเรื่อง ปรัชญากวี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598194

หนังสือเด่น : ว่าด้วยเรื่อง ปรัชญากวี

หนังสือเด่น : ว่าด้วยเรื่อง ปรัชญากวี

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นานมากแล้วเหมือนกันนะที่ผมไม่ค่อยได้พูดถึงความประทับใจในนวนิยายจีน“ปรัชญากวี” วันนี้ เห็นว่างๆ “โควิด” ส่งเสริมให้เกิดความรักบ้าน คอยดูแลบ้าน อย่าทอดทิ้งมันไปไหน หลังจากที่ทิ้งมันมาเป็นเวลาหลายสิบปี เลยหยิบเอานิยายจีนกำลังภายใน ที่มีเอกลักษณ์ของปรัชญากวีแฝงอยู่ในเรื่องมากมายออกมาอ่าน

ต้องยอมรับว่าผิดหวังมาก เพราะปรัชญากวีในนิยายจีนกำลังภายในยุคใหม่นี้ ช่างหายากเหลือเกิน ผมขอเดาว่าคงอาจจะมาจากมูลเหตุใหญ่ สอง ประการ คือ ไม่มีปรัชญากวีในสมองของคนแต่ง สงสัย ขี้เกียจนั่งคิดคำนึงเพราะนึกว่าไม่ได้เรื่องสลักสำคัญ และคงคิดว่า คนอ่าน อาจจะต้องการความสนุกสนานของเนื้อหามากกว่า ปรัชญากวีในเล่ม

อันที่จริง ปรัชญากวี ไม่ใช่ของสนุก ตื่นเต้น ชวนให้ติดตาม แต่มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของผลงานที่ทำให้อ่านแล้วมองเห็นกึ๋นความสามารถของ นักประพันธ์ว่า มองโลกอย่างไร มีอะไรที่จะชี้แนะ หรืออยากสร้างค่านิยมอันดีงามบางอย่างให้เกิดกับสังคมบ้าง

ไหนๆ ก็พูดถึงปรัชญากวี กันแล้ว เลย ขอสุ่ม หยิบนิยายจีน สี่เล่ม ที่ขายดีในยุคนี้มาค้นหาปรัชญากวีกันดูซิ ว่า ขนาดที่มีคนติดตามพอสมควร เขามีปรัชญากวีมากน้อยแค่ไหน

เล่มแรก ชื่อ พลิกฟ้าท้ามาตุภูมิฮั่นสุ่มมากจากเล่มที่ 7 คนเขียน คือ “เจี๋ยอวี่เอ้อร์”ในฐานะเราเป็นคนไทย อ่านภาษาจีนไม่ได้ บางทีก็พลาดเป้าไปเหมือนกันคือ คนแปล เป็นไทย ไม่คำนึงถึงคุณค่าของปรัชญาที่แฝงอยู่ในเนื้อหาเลยตัดทิ้งไปเลย ขอร้องเถอะนะครับว่า “นั่นคือ ส่วนหนึ่งของหัวใจของ “งานเขียน” เช่นกัน”

เล่มนี้ เป็นเล่มที่ 7 แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่หน้าแรก ก็เจอเลย ขึ้นชื่อ ตอนว่า “เกียรติยศอันบีบคั้น” ประโยคนี้ไม่เลวครับ ทุกวันนี้ คนหลายคนถูก เกียรติยศอันบีบคั้น ครอบงำอยู่จนทำอะไรไม่ได้ จนถูกคนด่าแบบว่า บรรพชนแทบจะกระโจนลงมาจากสวรรค์ แล้วบอกว่า “กูไม่ใช่คนอย่างนั้นโว้ย” ตัวอย่างง่ายๆ ขออนุญาตยกตัวอย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกคนเกือบทั้งประเทศ รุมกันด่า รุมกันประณาม จนแทบจะหาความขาวสะอาดในตัวเองไม่ได้ แถมยังแพร่ไปถึงต่างประเทศด้วย เขาเป็นคนเช่นนั้นหรือ หรือ ว่า “ถูกเกียรติยศอันบีบคั้น”ค้ำคออยู่เลยทำอะไร ไม่ได้ ลองไปหาอ่านดูจากนิยาย แล้วนำมาเปรียบเทียบกันดูนะครับว่ามันอยู่ใน “ร้อยเนื้อทำนองเดียวกันหรือเปล่า อะไรที่มันพออภัยให้ก็ควรอภัยกันบ้าง และ ท่านประยุทธ์ อะไรที่มีฝืนได้ ก็อย่าทำตามใจคนอื่นมากนัก?”

มีอีกไหม ขอเปิดดูต่อไป…

“การเข้าสู่สนามรบเป็นคนแรก จากไปเป็นคนสุดท้าย คือ วิสัยของ แม่ทัพที่ฮั่วชวี่ปิ้งยึดถือ” นี่คือข้อความอีกความหมายหนึ่งที่คนโบราณยึดถือว่า เป็น “วิสัยของลูกผู้ชาย”ที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองผู้ที่ด้อยกว่า ซึ่งหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ จำนวนคนประเภทนี้ มันสูญพันธุ์ไปเยอะแล้ว เท่าที่พอมีให้เห็นอยู่ก็เป็นพวกหน้าตัวเมีย พอเห็นอะไร หรือรู้ว่า ข้างหน้าอาจจะมีภัยก็จะหลบลี้หนีหน้าทันที พอเหตุการณ์สงบค่อยโผล่ออกมาเอาหน้า มาแสดงโวหารเป็นห่วงเป็นใย กลายเป็น “ไอ้พวกหัวหงอก” ที่“แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” บอกตรงๆว่า มีคนที่ผมศรัทธา และกำลังจับตามอง เขาว่าจะเป็นหนึ่ง ที่แม่ทัพที่ ฮั่วชวี่ปิ้งยึดถือหรือไม่ เขาผู้นี้คือ คุณสนธิ ลิ้มทองกูล (ขออภัยด้วยความศรัทธาที่ต้องเอ่ยถึง)

เปิดนิยายเรื่อง “พลิกฟ้าท้ามาตุภูมิฮั่น”เพียงไม่กี่หน้พบความประทับใจหลายแห่ง แสดงว่า “สอบผ่าน ในวิชา ปรัชญากวี” ครับผม

ขออีก ชื่อ “เจ้ารัตติกาลแผ่นดินเถื่อน”ประพันธ์ โดย “เยี่ยกวน” แปลเป็นไทยโดย“น.นพรัตน์” ขอยกคำพูดในตอนหนึ่งที่ “มือปราบโจวพูดให้เจ้านายรับทราบถึง “ของขวัญที่สาหัส”ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็ไม่รังเกียจ“ของขวัญ” แต่มันเป็นของขวัญที่สาหัส แสดงว่า ต้องเป็น ความหมายหรือ มีคุณค่าที่ตรงข้ามกับของขวัญใน “วิถีธรรมดา”แต่มันคงเป็น “นิว นอร์มอล เป็นธรรดาที่ไม่ธรรมดา” เลยทำให้นึกถึง เรื่องของขวัญของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ควรหามาอ่านบ้างว่า ของขวัญที่สาหัสมันหมายถึงอะไรรวมถึง ใครๆ อีกหลายท่านที่เป็นผู้นำของสังคมอย่าลืมคำนึงถึง “ของขวัญที่สาหัสกันบ้าง” ก่อนที่จะสายเกินแก้ เพราะเจ้าของขวัญที่สาหัสมันเชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึง ประโยคอันเป็นปรัชญาอีประโยคในตอนท้ายๆ เล่มที่ว่า “เผือกเผาที่ร้อนลวก” ได้อย่างกลมกลืม”

หนังสือเล่มนี้ คงจะมีอีกหลายช่วงหลายตอนที่มีสำนวน ปรัชญากวี แฝงอยู่มากมาย มิฉะนั้น “น.นพรัตน์”คงไม่หยิบมาใส่ เครื่องหมายของตัวเอง รับแปลนิยายเรื่องนี้

ไหนๆ ก็หยิบมาแล้วอีกสองเล่มคือ “กระบี่เหินพิชิตฟ้า” เขียนโดย “หว่อซือ ซีหงสื้อ” กับเรื่อง “ตำนานกระบี่ข้ามฟ้า” เขียนโดย โจวเสี่ยน”

ทั้งสองเล่มเป็นแนว ที่มุ่งประเด็นไปถึงการบอกเล่าเรื่องราวในดงยุทธจักรที่ใครสักคนนึ่งจะต้องประสบความสำเร็จ เขาจะต้องมีความอดทน มั่นคงเด็ดเดี่ยวมีความพยายาม ไม่ย่อท้อ การจะแฝงปรัชญาของชีวิต คงมีไม่มากนัก แต่ที่จะมีน่าจะเป็น ปรัชญาในเรื่องของ ความอดทน อดกลั้น และการคิดค้นถึงสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะมีขึ้นบนโลกใบนี้ ให้ปรากฏออกมาเพื่อจะได้นำมาสู่ความยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียงไปก้องโลกในแนวปรมาจารย์นักสู้ ไว้คราวหน้าครับจะเอามาบอกให้ทราบ วันนี้หมดเนื้อที่ขอจากกันก่อน

โดย ชนิตร ภู่กาญจน์

ตะลอนเที่ยว : สะพานบุญแนวหน้า เพื่อความผาสุกของเพื่อนร่วมสังคม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598240

ตะลอนเที่ยว : สะพานบุญแนวหน้า เพื่อความผาสุกของเพื่อนร่วมสังคม

ตะลอนเที่ยว : สะพานบุญแนวหน้า เพื่อความผาสุกของเพื่อนร่วมสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ได้ทำงานช่วยคนอื่นถือว่าเป็นเกียรติทำให้เรามีความสุข” 

ลายพระหัตถ์ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2556

หนังสือพิมพ์แนวหน้าขอปาวารณาตนร่วมทำความดีเพื่อให้สังคมไทยมีความสุข และขอทำตัวเป็นสะพานบุญเพื่อนำสิ่งของบริจาคจากคุณผู้อ่านแนวหน้าไปมอบให้กับเพื่อนร่วมสังคมไทย ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ทั้งนี้แนวหน้าได้อุทิศตนเพื่อเป็นสะพานบุญให้กับสังคมไทยมาโดยตลอด เพราะผู้อ่านแนวหน้าจำนวนมากมายให้ความไว้วางใจโดยขอให้แนวหน้าช่วยติดต่อประสานงานกับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ รวมถึงคนในชุมชนทั่วประเทศที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ เพื่อให้รอดพ้นจากความเดือดร้อนอันเกิดจากพิบัติภัย และความเดือดร้อนสารพัดชนิด 

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งรุมเร้าสังคมไทยมายาวนานประมาณหนึ่งปีครึ่ง ผู้อ่านแนวหน้าทราบดีว่าเพื่อนร่วมชาติของเราต้องประสบความเดือดร้อนแสนสาหัส หลายคนต้องไร้งานทำ หลายคนต้องติดเชื้อโควิด-19 หลายคนประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ขาดยาสามัญประจำบ้าน และขณะเดียวกันก็ทราบดีว่าบุคลากรด้านการแพทย์คือบุคคลสำคัญที่สุดซึ่งอยู่ในพื้นที่ด่านหน้า เพราะคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญหน้ากับเชื้อโควิด-19 ตลอดเวลา ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องช่วยกันบำรุงรักษาให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายให้ได้ เพราะหากด่านหน้าพังทลายลงแล้ว สังคมไทยจะไม่สามารถต้านทานเชื้อโควิด-19 ได้อีกต่อไป 

นับเป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่ผู้อ่านแนวหน้านำสิ่งของต่างๆ อาทิ เจลแอลกอฮอล์ และสเปรย์แอลกอฮอล์สำหรับฆ่าเชื้อโควิด-19 หน้ากากอนามัยชุด PPE ถุงมือการแพทย์ ชุดตรวจ ATK (Antigen Test Kit) สเปรย์พ่นจมูกเพื่อดักจับเชื้อไวรัสที่จะเข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งสเปรย์นี้มาจากสารสกัดลำไย(ผลงานวิจัยของ ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ว่าที่คณบดีคณะเภสัชกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) โคมไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้า แปรงและยาสีฟัน สบู่ น้ำดื่ม ขนม อาหาร เสื้อผ้า หนังสือ ของเล่น ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน เครื่องกีฬา ไปมอบให้แนวหน้า เพื่อให้เป็นตัวกลางนำข้าวของไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลสนาม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน วัด โรงเรียนและชุมชนต่างๆ ที่ขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ 

ซึ่งที่ผ่านมานั้นผู้มีจิตศรัทธาหลายรายได้นำสิ่งของบริจาคไปมอบให้ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้าเป็นประจำ หรือหากในกรณีมีสิ่งของบริจาคจำนวนมาก หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ประสานงานไปยังกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อขอให้ส่งรถบรรทุกของตชด. ไปรับสิ่งของบริจาคถึงบ้านของผู้บริจาค 

โดยข้าวของที่ทุกท่านบริจาคมานั้นได้ถูกส่งไปยังจุดหมายต่างๆ โดยครบถ้วน ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถนำไปใช้งานได้ทันการณ์ เพื่อประโยชน์สูงสุด 

ในนามของหนังสือพิมพ์แนวหน้าMr.Flower ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศล และเสียสละเพื่อเพื่อนร่วมสังคมของเราที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ และขอเรียนให้ทุกท่านที่มีความประสงค์จะบริจาคข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เพื่อนร่วมสังคม กรุณาติดต่อประสานงานได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

และก่อนจะลาจากกันในสัปดาห์นี้Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณที่มีสุขภาพดี แข็งแรง ไร้โรคร้ายต่างๆ กรุณาไปร่วมกันบริจาคโลหิต ณ สภากาชาดไทย หรือที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งที่มีจุดให้บริการรับบริจาคโลหิต เนื่องจากในระยะนี้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนโลหิตสำหรับช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องได้รับโลหิต 

ขอยืนยันว่า ผู้ให้ย่อมมีความสุขตลอดไป และมีความอิ่มเอมใจตลอดเวลา เพราะผู้ให้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ย่อมได้รับความปีติยินดี และเบิกบานใจ

มรภ.นครปฐม ร่วมกับ ภาครัฐ เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598227

มรภ.นครปฐม ร่วมกับ ภาครัฐ เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนโควิด-19

มรภ.นครปฐม ร่วมกับ ภาครัฐ เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนโควิด-19

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.01 น.

28 สิงหาคม 2564 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา จัดงานนิทรรศการ “โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นภายใต้ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” โดยโครงการนี้ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในภูมิภาคตะวันตก จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มธุรกิจระหว่างภูมิภาค ซึ่งในงานนี้มีผู้ประกอบการจำนวน 200 คน และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ร่วมการคัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 99 ผลิตภัณฑ์ จาก 8 จังหวัด มีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือก จำนวนทั้งสิ้น 20 ผลิตภัณฑ์ โดยมีการนำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ OTOP เพิ่มช่องทางการตลาด และมูลค่าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันตกให้มั่นคงและยั่งยืน

ดร.วิรัตน์ ปิ่นแก้ว อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยฯ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ตามพระบรมราโชบายของพระบามสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนอกจากการผลิตบัณฑิตแล้ว อีกส่วนที่สำคัญคือการช่วยยกระดับศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบกับท้องถิ่นและชุมชนเป็นอย่างมาก มหาวิทยาลัยฯ มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านต่างๆ ในการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมความเข็มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชน

นอกจากนี้ รศ.ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมและหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ เกิดสภาวะการว่างงาน และส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาคตะวันตกประสบปัญหาเรื่องการขายลดลง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมจึงร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด, สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในภูมิภาคตะวันตก พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของชุมชนท้องถิ่น เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์มะพร้าวดิ๊ป เป็นมะพร้าวอบกรอบเคลือด้วยแกงเขียนหวานซึ่งเป็นการเคลื่อด้วยเทคนิคพิเศษ และปัจจุบันมียอดการสั่งซื้ออาหารว่างชนิดนี้จากประเทศอินเดียแล้ว หรือผลิตภัณฑ์ซอสสับปะรด เป็นการพัฒนาต่อยอดโดยนำสับปะรด GAP ที่ขึ้นชื่อของอำเภอบ้านคา มาทำเป็นซอสจิ้มทีมีแคโรทีนอยด์ใช้กระบวนการฆ่าเชื้อแบบ sterilized ทำให้สามารถเก็บรักษาได้นาน 1 ปี ซึ่งสามารถต่อยอดนำไปขายใน Modern Trade ได้ในอนาคต

ในการจัดนิทรรศการ “โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นภายใต้ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ชุมชนทั้งสิ้นรวม 20 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม มีจำนวนทั้งสิ้น 11 ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย

1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์มะพร้าวดิ๊ป เป็นมะพร้าวอบกรอบเคลือบแกงเขียนหวานด้วยเทคนิคพิเศษ ลดการเหม็นหืนแล้วยังเสริมเครื่องเทศที่มีฤทธิ์ในการต้าน lipid oxidation

2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซุปมันม่วงกึ่งสำเร็จรูป มีสารต้านอนุมูลอิสระ และใยอาหารสูง ซึ่งเป็นการต่อยอดวัตถุดิบที่มีเดิมของผู้ประกอบการ

3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอสสับปะรด เป็นการพัฒนาต่อยอดโดยนำสับปะรด GAP ที่ขึ้นชื่อของอำเภอบ้านคา มาทำเป็นซอสจิ้มที่มีแคโรทีนอยด์ (สารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านมะเร็ง) เก็บรักษาได้นาน 1 ปี

4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์กะปิผง เพื่อให้ง่ายต่อการบริโภคและเก็บรักษาได้นาน สามารถคืนตัวด้วยการเติมน้ำเปล่าให้เป็นกะปิสด

5) การพัฒนาผลิตภัณฑ์บิสกิตผักโขม เป็นบิสกิตเสริมผงผักโขมซึ่งในผักโขมให้สารวิตามินเอเหมาะสำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพและเด็ก เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและลดปัญหาการล้นตลาดของผักโขม

6) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวไรซ์เบอรี่อบกรอบ ผลิตข้าวไรซ์เบอรี่ออร์แกนิค ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ธาตุเหล็ก วิตามินอี เบต้าแคโรทิน

7) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ซุปเห็ดผง ซึ่งเห็ดช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เหมาะกับคนรักสุขภาพและผู้สูงวัย และสะดวกในการรับประทาน

8) การพัฒนาผลิตภัณฑ์แห้วดอง โดยร่วมกับสมุนไพรบางชนิด เช่น ชิง กระชาย กระเทียม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์แห้วดองที่มีประโยชน์จากสมุนไพร บริโภคได้ทั้งกับข้าวต้มและข้าวสวย และเป็นเครื่องเคียงร่วมกับอาหารชนิดอื่นได้

9) การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพริกแกงเขียวหวาน สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้นโดยยังคงกลิ่นรสชาติและคุณภาพได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องใช้สารกันบูด

10) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ฝรั่งโรล มีรสชาติอร่อยชุ่มคอ หอมกลิ่นฝรั่ง ไฟเบอร์สูง

11) การพัฒนาผลิตภัณฑ์กัมมี่มะนาวดองแบบแท่ง เป็นการเพิ่มมูลค่าและเพิ่มตลาดในการบริโภคมะนาวดอง รสชาติอร่อยชุ่มคอเหมาะสำหรับรับประทานเล่น

2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก มีจำนวนทั้งสิ้น 3 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้จากเส้นเยื่อกระดาษ มีความแข็งแรงทนทาน นำมาย้อมสีและออกแบบลวดลายจักสานใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และกระเป๋าได้

2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เจดีย์ทองเซรามิก เป็นการพัฒนาลวดลายที่มีความน่ารัก ทันสมัย ที่วัยรุ่นหรือวัยทำงานสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เปลญวน เป็นการนำผักตบชวามาผสมผสานกับไม้ หนังและผ้าแคนวาส โดยใช้เทคนิคการถักเชือกมาทำเป็นกระเป๋า

3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย มีจำนวนทั้งสิ้น 3 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลากัดผ้าไทย เป็นการพัฒนาจากผ้าขาวม้าแปรรูปให้เป็นชุดเสื้อผ้าเด็กที่มีความทันสมัยมากขึ้น เน้นรูปแบบใส่ง่าย ใส่สบาย สไตล์มินิมอล

2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์วงเดือนผ้าจกไทย การพัฒนาฟื้นฟูผ้าจกไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ และพัฒนาผ้าทอมือเส้นเมอร์ซีไรท์ เพื่อเพิ่มรายได้และช่องทางการตลาดองค์ความรู้การย้อมสีธรรมชาติ

3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจก กลุ่มทอผ้าลาวซี-ลาวครั่ง ซึ่งมีความสวยงามและมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยการนำวัตถุดิบสู่การออกแบบและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัย

4. กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร มีจำนวนทั้งสิ้น 3 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ลิปบาล์มสีธรรมชาติ ที่สามารถให้สีสันที่สวยงามควบคู่กับทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นริมฝีปาก

2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่สมุนไพรธรรมชาติจากผลอินทผลัม ทางเลือกสบู่ชนิดใหม่ของผู้ประกอบการในการวางจำหน่าย

3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากขมิ้นชัน ผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ในรูปแบบของสติ๊กระงับกลิ่นกายจากขมิ้นชัน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและเป็นการเพิ่มมูลค่าของขมิ้นชัน

การสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและฐานทรัพยากรธรรมชาติ ในชุมชนท้องถิ่นของภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทยนี้ นับว่า เป็นผลิตภัณฑ์คนไทย ที่ใช้งานวิจัยเพิ่มมูลค่าจะช่วย ส่งเสริมศักยภาพสินค้าท้องถิ่นเพื่อการตลาดในประเทศ และต่างประเทศ สร้างเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาคตะวันตกให้เติบโตอย่างยั่งยืน สินค้าดี มีคุณภาพ ช่วยชุมชนไทย มีจำหน่ายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ Search หาตามชื่อแบรนด์สินค้า , Shopee หรือสนใจข้อมูลสินค้า สอบถามเพิ่มเติมที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โทร 0886745925

‘หยา จรรยา’ เผยเคล็ดลับ สุขภาพดี สยบเบาหวาน ลดความเสี่ยงโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598220

'หยา จรรยา' เผยเคล็ดลับ สุขภาพดี สยบเบาหวาน ลดความเสี่ยงโควิด

‘หยา จรรยา’ เผยเคล็ดลับ สุขภาพดี สยบเบาหวาน ลดความเสี่ยงโควิด

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.41 น.

ตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ที่พุ่งสูงทะลุ 20,000 คนต่อวัน ทำเอาหลายๆ คนหวาดผวากันไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่อยู่ในภาวะความเสี่ยง หากติดเชื้อแล้วมีโอกาสรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต

“หยา จรรยา ธนาสว่างกุล” ที่โด่งดังมาจากบท พี่ผิน ในละครบุพเพสันนิวาส ก็สยองขวัญเช่นกัน เพราะเป็นป่วยเป็นโรคเบาหวานความดัน ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง ทุกวันนี้ต้องอัดยาสารพัดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

“หยาเป็นภาวะเบาหวานและความดันสูงมาเกือบ 8 ปีแล้ว ผลของความดันสูงส่งผลกระทบกับหัวใจ ภาวะผนังหัวใจโตทำให้หัวใจทำงานหนัก และส่งผลให้ค่าไตค่าตับมีความผิดปกติ ส่งผลให้ตับไตทำงานหนักและอาจเป็นโรคไตในอนาคต ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเสี่ยงกับการติดโควิด ถ้าติดแล้วจะอากาศหนักทรุดไว เราก็เลยต้องดูแลตัวเองให้เต็มที่”

“บอยเลยว่าค่อนข้างนอยด์ เพราะเราต้องเจอคนต้องทำงาน เงินก็ต้องหากลัวก็กลัว อันดับแรกเลยต้องไปฉีดวัคซีน กลัวผลกระทบก็กลัวนะ แต่เมื่อเทียบกับความเสี่ยงเมื่อติดโควิดแล้วเราจะเป็นหนักก็เลยตัดสินใจไปฉีดเลยดีกว่า จากนั้นก็ต้องดูแลตัวเองควบคุมเบาหวานและความดันให้คงที่ ต้องคุมอาหารไม่กินตอนกลางคืนเพราะมันจะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล แล้วก็ต้องกินพวกวิตามินในการบำรุงเยอะมาก ต้องกินวิตามินดี กินน้ำมันตับปลา กินซิ้งค์ ธาตุเหล็ก และคุณหมอก็แนะนำให้กินขมิ้นชันด้วย”

“วันๆ หนึ่งนี่กินหลายตัวมากๆ รวมไปถึงยากินที่ต้องรักษาอีกทั้งวันต้องกิน 15 เม็ดกินเป็นกำๆ จนเรารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ก็ต้องหาเสริมอาหารที่กินแค่เม็ดเดียวแล้วได้ทุกอย่างที่เราขาดก็คือคามินเนีย(Caminia) ซึ่งตอนนี้บอกเลยว่ามันได้ผลจริงๆ ตอนแรกค่าวิตามินดีในร่างกายหยาไม่ขึ้นเลย แต่หลังจากทานคามินเนียไปค่าวิตามินดีขึ้นไปถึง 25 คุณหมอแฮบปี้มาก”

“แล้วทุกวันเราต้องวัดความดันส่งคุณหมอ พอเริ่มกินเสริมอาหารคามินเนียความดันดีขึ้นคุณหมอค่อนข้างพอใจ ถึงกับสั่งให้ลดการกินยาลดความดันไป 1 เม็ด มันเป็นชัยชนะเล็กๆ แต่มันยิ่งใหญ่มากกับการที่แบกความดันสูงมา 8 ปี ก็ขอบคุณตัวเองที่ยอมไปหาหมอและก็ยอมเปิดใจให้กับคามินเนีย ตอนนี้อินซูลีนเบาหวานเคลียร์หมดแล้ว ใครที่มีภาวะเบาหวานความดันแบบหยาก็ขอให้เร่งเคลียร์ร่างกายตัวเองให้เรียบร้อย เพราะโควิดมันยังอยู่กับเราไปอีกนาน ดูแลร่างกายตัวเองไว้ให้ดีๆ ปลอดภัยที่สุดค่ะ”

ความจนไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เพราะผมอยู่กับมันมา เพราะความจนจึงทำให้ผมต้องต่อสู้มากขึ้น เพื่อให้ตัวเองมีความรู้มากๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598051

ความจนไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เพราะผมอยู่กับมันมา เพราะความจนจึงทำให้ผมต้องต่อสู้มากขึ้น เพื่อให้ตัวเองมีความรู้มากๆ

ความจนไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เพราะผมอยู่กับมันมา เพราะความจนจึงทำให้ผมต้องต่อสู้มากขึ้น เพื่อให้ตัวเองมีความรู้มากๆ

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

การพูดความจริงเรื่องฐานะยากจนไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ที่เราต้องอายก็คือการไม่พูดความจริง เพราะความจริงไม่มีอะไรต้องทำให้เรารู้สึกอาย 

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย นำคุณไปสนทนากับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่า เพราะความยากจนจึงทำให้สามารถเข้าไปเรียนในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ และขอบคุณความจนที่ทำให้มีความอุตสาหะพยายามมากขึ้น 

เรียนถามท่านผู้ว่าฯ ว่าคำสอนจากแม่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้ว่าอย่างไรบ้างครับ เพราะสิ่งที่คนทั่วไปเห็นจากท่านคือ ท่านไม่เคยปกปิดเรื่องการมีฐานะยากจนในวัยเด็ก 

นายชัยวัฒน์ : คุณแม่ผมเป็นคนที่มีความรู้ไม่มาก ท่านไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก ท่านไม่ค่อยพูดหรือสอนผมด้วยคำพูด แต่ท่านทำตัวอย่างให้ผมเห็นมาตั้งแต่ผมยังเด็ก ครอบครัวของเราอยู่ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ผมเห็นคุณแม่ทำงานเพื่อเลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กผมเห็นตัวอย่างการดำเนินชีวิตจากแม่ ตัวอย่างที่แม่สอนคือสิ่งที่แม่ทำให้เห็นครับ เช่น สมัยผมเด็กๆ ผมอยากได้เงิน ผมถามแม่ว่าเราคั่วเม็ดมะขามไปขายได้ไหมครับ แม่สอนผมโดยทำตัวอย่างกระทงให้ดู แล้วบอกว่าต้องทำกระทงให้สะอาดเรียบร้อย แล้วคนน่าจะซื้อของของเรา แล้วเวลาขายก็ต้องไม่ตั้งราคาแพงมาก แค่กระทงละ 50 สตางค์ก็พอแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ผมดูจากคุณแม่คือความสะอาดในการทำอาหาร คุณแม่ผมทำแกงขายและท่านเน้นเสมอว่าต้องทำให้สะอาดสะอ้านถูกสุขลักษณะ เมื่อเราทำของดี คนกินก็จะสนับสนุนเราเราก็จะขายของได้ ผมเห็นการเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหาร เห็นการใช้ภาชนะที่สะอาด เห็นแม่เช็ดใบตองจนสะอาดทั้งสองด้าน ก่อนจะทำกระทง นี่คือการเรียนรู้จากการเห็นของจริงครับ แม้กระทั่งการรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า ผมก็ได้เรียนรู้จากคุณแม่ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด คนที่จ้างเราจะได้ไว้วางใจเราตลอดไป ผมเห็นคุณแม่ทำงาน แล้วเมื่อผมเข้าไปช่วยในบางสิ่ง ก็ทำให้รู้ว่าเราต้องทำงาน เราจึงจะมีเงินใช้จ่าย และรู้ว่าเราต้องอดทนตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด 

แม้ฐานะค่อนข้างยากจน แต่ท่านผู้ว่าฯก็มีความอุตสาหะในการเรียนหนังสือมากซึ่งผิดกับบางครอบครัวที่ผมเคยสัมภาษณ์เขาบอกว่าเราจน เราไม่ต้องเรียนมาก แต่ต้องทำงานเพื่อหาเงิน ผมเชื่อว่าคุณแม่ของท่านผู้ว่าฯ น่าจะมีแรงผลักดันให้ท่านผู้ว่าฯ สนใจการเรียนหนังสือ ใช่ไหมครับ 

นายชัยวัฒน์ : มีส่วนมากครับ หลังจากผมจบ ป. 6 ผมก็ต้องช่วยทางบ้านหารายได้ เพราะแม่บอกว่าเราต้องทำงานจึงจะมีเงินใช้จ่าย แม่คือตัวอย่างของผม ตอนสมัยเด็กผมไปเป็นกระเป๋ารถเมล์ในจังหวัด แล้วก็โชคดีที่เจ้าของรถเมล์อนุญาตให้ผมไปเรียนการศึกษานอกเวลาได้ และให้จักรยานมาไว้ใช้ถีบไปเรียนหนังสือด้วย ผมก็ปั่นจักรยานจากบ้านขอนแดงไปเรียนในตัวเมือง แล้วเจ้าของรถเมล์ก็ให้โอกาสผมเข้าไปทำงานในโรงอิฐ ผมก็แบ่งเวลาทำงานแล้วไปเรียนหนังสือได้ เพราะผมมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์แม้บางจังหวะจะมีเสียงจากญาติๆ ถามว่า เรายากจนจะเรียนไปทำไม ออกมาทำงานหาเงินดีกว่าไหม แต่ผมก็ยังยืนยันว่า จำเป็นต้องเรียนต่อ และนึกเสมอว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต ผมดูจากแม่ผมแล้วเห็นว่าท่านเป็นคนเพียงไม่กี่คนในหมู่บ้านที่เขียนหนังสือได้ อ่านหนังสือออก ส่วนญาติอีกคนชื่อลุงยอดก็มีส่วนช่วยให้ผมอยากเรียนหนังสือ เพราะลุงยอดอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ แม้จะไม่เคยเรียนในโรงเรียนมาก่อน แต่ท่านใช้ความพยายามในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผมจะเห็นว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์เสมอมา จึงอยากเรียนหนังสือครับ 

ท่านผู้ว่าฯ พูดทุกครั้งทุกที่ ก็จะบอกเสมอว่า ขอบคุณความจน และไม่ปกปิดความจนในวัยเด็กของตนเอง ในขณะที่คนบางคนจะปกปิดความจน เรื่องนี้คุณแม่สอนไว้หรืออย่างไรครับ 

นายชัยวัฒน์ : ความจริงคือเรายากจนจริงๆ ผมไม่เคยปฏิเสธความจริง แล้วก็คิดเสมอว่าเพราะเราจนเราจึงต้องพยายาม แล้วเพราะความจนจึงทำให้ผมมีวันนี้ครับ ถ้าผมไม่จน ผมอาจไม่มีโอกาสเข้าไปเรียนในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะโครงการจุฬาฯ ชนบทให้โอกาสกับเด็กนักเรียนที่มีฐานะยากจน หากผมไม่จน แล้วผมเป็นนักเรียนต่างจังหวัด โอกาสที่ผมจะสอบเข้าไปเรียนในจุฬาฯ อาจจะไม่มากนักผมจึงขอบคุณความจน และผมเห็นว่าเราจนจริงๆเราจึงไม่จำเป็นต้องปกปิดความจน เพราะมันคือความจริง การพูดความจริงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องอับอายครับ ความจนทำให้เราต้องพยายามมากขึ้นมันคือแรงผลักดันให้เราต้องทำงานหนักเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้ นั่นคือเราต้องพยายามมากขึ้นเพื่อให้เราประสบความสำเร็จผมยืนยันว่าไม่เคยอับอายกับฐานะยากจน เพราะมันคือความจริงของเรา ผมระลึกเสมอว่าเพราะผมจนผมจึงเข้าไปเรียนในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ยิ่งผมมาจาก กศน. โอกาสที่จะสอบเข้าจุฬาฯยิ่งน้อยมาก แต่เพราะจุฬาฯ มีทุนจุฬาฯ ชนบทเขาวัดกันที่ความจน ถ้าผมไม่จน ผมก็เข้าไปแข่งขันในโครงการนี้ไม่ได้ เมื่อเข้าจุฬาฯ ไม่ได้ ก็ไม่มีทุนเรียนต่อ ก็หมดโอกาสที่ดีของชีวิตไป ผมจึงขอบคุณความจนตลอดเวลาครับ 

ช่วงที่เป็นนิสิตจุฬาฯ ท่านผู้ว่าฯ เคยนึกน้อยใจบ้างไหมครับ เมื่อเห็นเพื่อนบางคนในจุฬาฯ ที่มีฐานะดีมากๆ มีความเพียบพร้อมในชีวิตมากกว่าเรา  

นายชัยวัฒน์ : ผมไม่เคยคิดเรื่องเหล่านั้นเลย เพราะผมอยู่หอพักของจุฬาฯ ทุกคนก็เป็นเพื่อนกัน ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกว่าเรามีปมด้อยเลยแน่นอนในจุฬาฯ มีคนมีฐานะดีมากๆ บางคนขับรถยนต์ไปเรียน แต่ผมอยู่หอ ผมเดินไปเรียนได้สะดวกมาก เมื่อไปถึงคณะรัฐศาสตร์ เราก็มีเพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือกันและเป็นกันเองอย่างดีเวลาเรียนก็สวมชุดนิสิต ก็ไม่สิ้นเปลือง เพราะไม่ต้องแต่งตัวมาก เพื่อนทุกคนที่มีฐานะดีก็ไม่เคยทำให้เรามีปมด้อย แม้หลายคนจะมีฐานะดีมากก็ตาม แต่ก็ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่าเราด้อยกว่า ชีวิตนิสิตหอพักจุฬาฯ สะดวกสบายมาก เดินไปเรียน เสร็จแล้วก็กลับหอ เปลี่ยนเสื้อผ้าไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาจุฬาฯ เรื่องเสื้อผ้าแฟชั่นก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับเรา ยิ่งเวลาปิดเทอม เราก็ออกไปค่ายของคณะรัฐศาสตร์ เราก็จะไปคลุกคลีกับชาวบ้านในต่างจังหวัด ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เราได้เรียนรู้การเสียสละของนิสิตได้อย่างดี 

สมัยเป็นนิสิต ท่านผู้ว่าฯ ทำงานไปด้วยใช่ไหมครับ 

นายชัยวัฒน์ : ผมทำงานนอกเวลาที่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยด้วยครับ และมีบางช่วงก็เป็นผู้ช่วยทำงานวิจัยกับอาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ เช่น แจกแบบสอบถามตามที่ต่าง ๆ ก็ทำให้มีรายได้สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและสามารถแบ่งเงินให้กับคุณแม่ได้บ้างครับ  

 การออกค่ายอาสาสมัครสมัยเป็นนิสิต ให้บทเรียนอะไรกับท่านผู้ว่าฯ บ้างครับ 

นายชัยวัฒน์ : ได้ทำให้เราเห็นข้อเท็จจริงของสังคมมากขึ้น และทำให้เราเข้าใจทฤษฎีที่เราเรียนมากขึ้น เพราะได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้เห็นของจริง เราจึงเข้าใจสังคมได้มากขึ้น ทำให้เมื่อเราทำงานจริง ก็ได้ประสบการณ์ตรงที่ช่วยในการตัดสินใจของเรา ทำให้เราวางแผนการทำงานได้ดีขึ้น 

ท่านผู้ว่าฯ บอกเสมอว่ากว่าจะสอบเข้ากระทรวงมหาดไทยได้ ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ใช่ไหมครับ 

นายชัยวัฒน์ : ผมสอบถึงห้าครั้งครับกว่าจะได้รับราชการในมหาดไทย ซึ่งทำให้ผมเห็นว่าตัวเองยังมีความสามารถไม่พอ ดังนั้น จึงต้องพยายามให้มากขึ้น ต้องอดทนมากขึ้น ทำงานหนักขึ้นอ่านหนังสือมากขึ้น นี่คือการสอนให้เรารู้ว่าไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย เราต้องตั้งใจมากขึ้น พยายามมากขึ้น เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

ล่าสุดท่านผู้ว่าฯ มีลูก ลูกไม่ได้มีฐานะยากจนเหมือนสมัยเราเป็นเด็ก ท่านผู้ว่าฯ ใช้วิธีการอบรมสั่งสอนลูกอย่างไรครับ เพราะยุคสมัยและฐานะก็ต่างกัน 

นายชัยวัฒน์ : ผมใช้วิธีการคล้ายๆ กับคุณแม่สอนผมคือทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง ในครอบครัวผม เราจะใช้การปรึกษาหารือกันในเรื่องต่างๆ แล้วถามความเห็นของกันและกัน ผมปรึกษาลูกและลูกก็ปรึกษาผม ในครอบครัวเราจะช่วยกันทำงาน ผมไม่เคยสั่งลูกว่าต้องทำอะไร แต่จะสอนให้เขาคิดไตร่ตรองด้วยตัวเอง แล้วตัดสินใจทำในสิ่งที่ดีที่สุด ผมโชคดีครับที่ลูกผมสามารถพูดจาหารือกันด้วยเหตุผล ผมจึงสบายใจว่าลูกตัดสินใจทำทุกสิ่งด้วยเหตุด้วยผล และอยู่บนหลักการของเหตุผลเป็นสำคัญ 

คุณจะได้พบรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ รายการ ไลฟ์ วาไรตี ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางโทรทัศน์ NBT กดหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTubeไลฟ์ วาไรตี

ทรู ร่วมดูแลไทย ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598046

ทรู ร่วมดูแลไทย ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย

ทรู ร่วมดูแลไทย ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทรู ส่งความห่วงใย และร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้และระเบิดโรงงานซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลีจ.สมุทรปราการ ทั้งส่งข้อความ SMS แจ้งเตือนการอพยพ ออกมาตรการดูแลลูกค้ากลุ่มทรู ครอบคลุมพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตร ห่างจากโรงงานที่เกิดเหตุ โดยขยายวันใช้งานเพิ่ม 30 วัน สำหรับลูกค้าเติมเงิน และระงับการตัดสัญญาณลูกค้ารายเดือนกลุ่มทรู พร้อมให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพเบื้องต้นฟรีผ่านแอป True HELATH กับทีมแพทย์ชีวี และฟรีค่าบริการจัดส่งยาถึงบ้าน อีกทั้งส่งทีมวิศวกรเข้าพื้นที่ ดูแลคุณภาพเครือข่ายและติดตั้งรถโมบายชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) พร้อมติดตั้งจุดกระจายสัญญาณ WiFi ให้ใช้ฟรี ในบริเวณศูนย์พักพิงชั่วคราว ตลอดจนส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งน้ำดื่ม หน้ากากอนามัย และซิมทรูมูฟ เอช แก่ผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน

โดย พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้าน Strategic Content & Public Affairs บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้วที่เกิดขึ้น และรุนแรงถึงขั้นประกาศสั่งอพยพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตร ออกจากพื้นที่ทันทีนั้น กลุ่มทรูในฐานะที่เป็นองค์กรสื่อสารโทรคมนาคมไทยตระหนักถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งสื่อสารแจ้งเตือนเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับทราบโดยเร็วที่สุด จึงได้ตัดสินใจใช้เครือข่ายทรูมูฟ เอช ช่วยเตือนภัย หลังประเมินสถานการณ์แล้วว่ามีผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยส่งข้อความ SMS แจ้งข่าวการอพยพไปยังผู้ใช้บริการทั้งในจ.สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ประมาณ 5 ล้านราย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทันท่วงทีมีผู้กดลิงก์ที่ส่งแนบไปเพื่ออ่านข่าวเพิ่มเติมในรายละเอียดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีเสียงตอบรับจากลูกค้าที่เป็นบวกตามโซเชียลมีเดีย เนื่องจากเป็นรายเดียวที่ส่งแจ้งเตือนข้อความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามข่าวตลอด 24 ชั่วโมงยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มทรู ยังตระหนักดีว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤตเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง กลุ่มทรูจึงส่งทีมวิศวกรเข้าพื้นที่ เพื่อตรวจสอบและดูแลคุณภาพเครือข่าย เพิ่มความมั่นใจ และร่วมอำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่เร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ ให้สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างราบรื่นต่อเนื่องพร้อมกันนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ติดตั้งรถโมบายชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) และติดตั้งจุดกระจาย สัญญาณ WiFi เพื่อให้ใช้ฟรีในบริเวณศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ และโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่”

แนวหน้าไกด์ : ‘Taste’ เส้นทางการสร้างภาพยนตร์โดยผู้อำนวยการสร้างชาวไทย ที่คว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/597988

แนวหน้า ไกด์ : ‘Taste’ เส้นทางการสร้างภาพยนตร์โดยผู้อำนวยการสร้างชาวไทย ที่คว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

แนวหน้า ไกด์ : ‘Taste’ เส้นทางการสร้างภาพยนตร์โดยผู้อำนวยการสร้างชาวไทย ที่คว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ไกด์” คอลัมน์ที่สรรหาสิ่งใหม่ ๆ พร้อมความพิเศษมาอัพเดทให้ผู้อ่านทุกท่านก่อนใคร พาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหรือกิจกรรมต่างๆ ทั่วเมืองไทย รวมไปถึงแนะนำโปรโมชั่นและผลิตภัณฑ์เปิดตัวใหม่ในประเทศไทย

และในสุดสัปดาห์นี้ ขอพาผู้อ่านทุกท่าน แนะนำทำความรู้จักกับผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวไทย ที่ได้ฝากผลงานการสร้างภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ‘Taste’ ประสบความสำเร็จโกอินเตอร์ระดับนานาชาติ ได้รับเลือกไปฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งที่ 71 ในเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา และยังได้รับรางวัล Special Jury Award จากสายประกวด Encounters ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งนี้อีกด้วย ได้แก่ นายชยัมพร เตรัตนชัย (Mr. Chayamporn Taeratanachai) เรียกชื่อเล่นว่า เบนช์ (Bench)

เบนช์ เกิดในปี พ.ศ. 2521 ในสมัยวัยเด็ก คุณพ่อและคุณแม่มักจะพาเขาเข้าโรงหนังมาตั้งแต่จำความได้ เขาหลงรักโลกภาพยนตร์ตั้งแต่นั้น จวบจนโตขึ้นหลังจากเรียนจบทั้งระดับประถมและมัธยมจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก็ได้ศึกษาต่อที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Fined and Applied Arts , Major Drama, Thammasat University) และแม้ว่าจะได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้าน Marketing ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว ในใจของเขายังคงมีความฝันที่ชัดเจนและแรงกล้าอยู่ภายในใจมาตลอด หลังจากเข้ามารับช่วงธุรกิจครอบครัวที่บริษัท ธีรชัยไพศาล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรมคุณภาพชั้นนำระดับประเทศได้ 12 ปี เขาจึงตัดสินใจใช้เวลาว่างจากการทำงานไล่ตามความฝันที่อยู่ในใจมาตลอด นั่นคือการสร้างหนังดีมีคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกให้ได้ แต่ด้วยพื้นฐานและความพร้อมที่มี เขารู้ตัวว่า ณ เวลานั้น เขาคงไม่เหมาะที่จะเป็นผู้กำกับเอง เนื่องจากประสบการณ์การทำงานและชีวิตที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการบริหารและการใช้วิสัยทัศน์เป็นหลัก จึงเลือกที่จะสวมบทบาทเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร (Executive producer) โดยโฟกัสไปที่การคัดบทที่มีศักยภาพและเลือกโปรเจคท์ที่จะสร้างหนังที่มีคุณภาพที่มีมาตรฐานเท่านั้น

จนกระทั่งในปี 2559 เขาได้เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกคือ ‘ดาวคะนอง’ ที่เขียนบทและกำกับโดย ใหม่ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 26 ถึง 11 รางวัล และได้รับรางวัลใหญ่อย่าง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับรางวัลจากแทบทุกเวทีประกวดในประเทศไทยในปีนั้น นับเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม

ต่อมาในปี 2560 เบนช์ ชยัมพร เดินหน้าสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อมา โดยได้ร่วมงานกับผุ้กำกับไทยชื่อดังอย่าง ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ กับหนังเรื่อง ‘ไม่มีสมุยสำหรับเธอ (Samui song)’ ซึ่งได้รับเลือกเข้าฉายเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 74 และได้รับการยอมรับในความสำเร็จทางด้านศิลปะอีกครั้ง

หลังจากนั้น เขาก็เป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์อิสระในระดับกว้างขึ้น จนได้มีโอกาสโกอินเตอร์สร้างภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดยผู้กำกับหน้าใหม่ชาวเวียดนาม ‘เลอ บาว (Le Bao)’ และโปรดิวเซอร์ชาวสิงค์โปร์ ‘Weijie Lai’ กับผลงานระดับนานาชาติเรื่อง ‘Taste’ ที่ได้รับเลือกไปฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งที่ 71 ในเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา และยังสามารถคว้ารางวัล Special Jury Award จากสายประกวด Encounters ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งนี้อีกด้วย ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกเป็นครั้งแรกของเขา

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Taste’ นำผู้ชมเข้าไปลิ้มรสชาติความแปลกใหม่ ความงดงามด้านศิลปะ ถ่ายทอดพื้นฐานความเป็นมนุษย์ผ่านงานภาพที่โดดเด่นสวยงามในทุกเฟรมตลอดเรื่อง โดยถ่ายทอดเรื่องราวของ Bassley นักฟุตบอลชาวไนจีเรียที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม และไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ตั้งแต่เขาขาหัก ซึ่งบางครั้งเขาและหญิงวัยกลางคนทั้งสี่คนทำงานเพื่อตัดสินใจที่จะหนีจากความผิดหวังในชีวิตประจำวัน พวกเขาไปบ้านเก่าที่พวกเขาร่วมกันสร้างโลกพิเศษให้ตัวเอง แต่ยูโทเปียที่มีความสนิทสนมนี้ไม่สามารถคงอยู่ตลอดไปได้ เรื่องราวที่น่าสนใจนี้จะลงเอยเช่นไรต้องคอยติดตามและรับชมด้วยตัวเอง

จากนี้ไปเส้นทางการไล่ตามความฝันของเบนช์ ชยัมพร จะไปต่อได้ไกลถึงไหน “แนวหน้า ไกด์” ขอติดตามและเอาใจช่วยให้เขายังคงเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่มีใจรักและยังคงสนับสนุนภาพยนตร์คุณภาพต่อไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านทุกท่านและสร้างความภูมิใจให้กับประเทศไทย

‘ฮักไทย’ รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน อุดหนุนสินค้าไทย ผ่านแพลตฟอร์มแบบ Omni-Channel #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/598045

‘ฮักไทย’ รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน อุดหนุนสินค้าไทย  ผ่านแพลตฟอร์มแบบ Omni-Channel

‘ฮักไทย’ รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน อุดหนุนสินค้าไทย ผ่านแพลตฟอร์มแบบ Omni-Channel

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมขับเคลื่อนนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อป เปิดโซน“ฮักไทย” (HUG THAIS) รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน ชวนอุดหนุนสินค้าไทยช่วยผู้ประกอบการไทยผ่านประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ Omni-Channel ทั้งการ Shopping in Store กับสินค้ากว่า 4,500 รายการ ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, จริงใจ Farmers’Market และแพลตฟอร์มอนไลน์ www.tops.co.th คัดสินค้ากว่า 1,300 รายการ พร้อมจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษเพื่อกระตุ้นการซื้อ หวังเพิ่มยอดขาย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และ โอท็อปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ให้สามารถยืนหยัดและกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

สุจิตา เพ็งอุ่น Chief Operating Officer Large Format บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัดในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวถึงความร่วมมือตามนโยบาย “Connect The Dots”ภายใต้การดำเนินการระหว่าง บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น และหอการค้าไทย โดยหนึ่งใน3 ภารกิจหลักของนโยบายดังกล่าว คือ การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อปที่ได้รับผลกกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 “ท็อปส์” ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 25 ปี จึงขอร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้สำเร็จ ด้วยการเปิดโซน “ฮักไทย” (HUG THAIS) รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน เพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์มแบบOmni-Channel มาวางจำหน่ายในร้าน ท็อปส์ มาร์เก็ต,ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ รวม 102 สาขาและ จริงใจ FARMERS’ MARKET อีก 23 สาขาการจัดโซนสินค้าดังกล่าว จะทำให้ลูกค้าง่ายต่อการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้ช้อปปิ้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ www.tops.co.th ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

การเปิดโซนสินค้า “ฮักไทย” รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกันจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ จากการซื้อสินค้าและใช้ผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบของผู้ประกอบการไทยซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยกว่า750 ราย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพแต่ที่ผ่านมาผู้บริโภคอาจขาดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า หาซื้อได้ยากหรือการจัดวางไม่สะดุดตา รวมทั้งเมื่อประสบปัญหาโควิด ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อปขาดงบประมาณทำการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้า การจัดให้มีโซนสินค้า“ฮักไทย” รวมใจ ไทยไม่ทิ้งกัน พร้อมติดป้ายสัญลักษณ์“ฮักไทย” (HUG THAIS) เพื่อไฮไลท์สินค้าของเอสเอ็มอีโอท็อปให้เห็นเด่นชัด กระตุ้นให้เกิดการซื้อเพิ่มมากขึ้น และยังจัดให้มีโปรโมชั่นลดราคาพิเศษ ซึ่งการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย พยุงการจ้างงาน สร้างรายได้ให้เอสเอ็มอี โอท็อป สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพื่อที่เราทุกคนจะร่วมมือก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปด้วยกันโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง