‘ไพศาล’การันตี 2 พส.’ ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ซัดพวกกาเหว่าหยุดไอโอได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601688

'ไพศาล'การันตี' 2 พส.'ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ซัดพวกกาเหว่าหยุดไอโอได้แล้ว

‘ไพศาล’การันตี’ 2 พส.’ไม่ใช่พวกล้มเจ้า ซัดพวกกาเหว่าหยุดไอโอได้แล้ว

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 08.26 น.

วันที่ 13 กันยายน 2564 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า หยุดไล่พระไปเป็นพวกล้มเจ้าได้แล้ว!!!

1.ขณะนี้มีการจัดกระบวนการไอโอ ถล่ม 2 พระมหาเป็นการใหญ่ โดยมีข้อหาลึกๆ ว่า เป็นพวกกาเหว่าล้มเจ้า ทำให้เกิดความขัดแย้งกระแสใหม่ขึ้นในวงการพุทธศาสนา เพราะ 2 พระมหาก็มีแฟนคลับหลายแสนคน

2.ข้อกล่าวหาเรื่องเป็นอลัชชี หรือล่วงพระวินัยนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ฆราวาสจะไปตัดสิน หรือวินิจฉัยพระ เพราะนั่นคือการล่วงละเมิดพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ให้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ ซึ่งต้องตั้งผู้แทนสงฆ์ขึ้นพิจารณาอธิกรณ์โดยเฉพาะ แต่วันนี้ฆราวาส ตั้งตนเป็นผู้ชำระอธิกรณ์เสียเอง โดยมีวาระซ่อนเร้น เพื่อกำจัด 2 พระมหา โดยสำคัญว่า เป็นพวกกาเหว่าล้มเจ้า ทำให้เกิดความขัดแย้งขยายเป็นวงกว้าง

3.ผมไม่ก้าวล่วงไปวินิจฉัยอธิกรณ์ แต่ความจริงหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ 2 พระมหานี้ ไม่ใช่พวกกาเหล่าล้มเจ้าท่านเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมีผู้นิยมชมชอบมาก และคำเทศน์สั่งสอนของท่านโดยทั่วไป ก็เป็นคำสอนให้ประชาชนยึดมั่นในพระศาสนา มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ท่านได้แสดงธรรม แสดงพระคุณอันประเสริฐของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นอันมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ถ่ายทอดทางโทรทัศน์

การเทศน์ที่แสดงทางโทรทัศน์เป็นเรื่องของกิจนิมนต์ที่ผู้จัดรายการได้จัดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีการโฆษณา มีการเอื้อเฟื้อ เพื่อให้รายการนั้นดำรงอยู่ได้ ดังนั้นการแสดงลีลาเพื่อให้มีผู้ชมรายการมากขึ้น จึงถูกยกขึ้นโจมตี 2พระมหานี้ 

และเป็นช่องให้พวกกาเหว่าล้มเจ้า ฉวยโอกาสแพร่ข่าวอ้างว่า 2 พระมหาเป็นพวกเดียวกัน! จึงมีผู้งับเหยื่อ!!! ผลักไส 2 พระมหาไปเป็นพวกล้มเจ้า!!!! ผลคือผลักพระสงฆ์ที่ประชาชนชื่นชอบเป็นพวกล้มเจ้า!!!!

พระมหาสมปอง สำนักอยู่วัดสรัอยทอง เป็นสหายธรรมกับพระมหาไพรวัลย์ ทั้ง 2 รูปเป็นพระนักเทศน์ที่มีไหวพริบปฏิภาณมาก 

ท่านเป็นศิษย์ของพระมหานุ่ม พระผู้ทรงพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์แห่งสำนักวัดสร้อยทอง ซึ่งเป็นสำนักศึกษาปริยัติธรรมที่ใหญ่และสำคัญ และผมรู้จักเป็นอันดี!!! 

เพราะท่านเป็นพระที่แม่ผมส่งเสียให้ขึ้นมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ เมื่อ 70 ปีก่อน!
 
พระมหานุ่มอบรมสั่งสอนศิษย์ให้อยู่ในพระธรรมวินัย เป็นจำนวนมาก หลายรูปได้รับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเป็นนาคหลวง เพราะสำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยคตั้งแต่เป็นสามเณร!

เลิกผลักไสผู้คนให้เป็นพวกล้มเจ้าเสียทีเถอะ เพราะนี่คือการสร้างศัตรูให้เจ้า สร้างความเดือดร้อนให้กับพระองค์ท่านโดยไม่เป็นธรรมเลย -007

‘คณะเกษตรฯ มข.’ อบรมทำสบู่ ช่วยชุมชนสร้างรายได้เสริมยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601577

‘คณะเกษตรฯมข.’อบรมทำสบู่  ช่วยชุมชนสร้างรายได้เสริมยุคโควิด

‘คณะเกษตรฯมข.’อบรมทำสบู่ ช่วยชุมชนสร้างรายได้เสริมยุคโควิด

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.สุกัลยา เชิญขวัญ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) พร้อมคณะผู้จัดทำโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล : U2T) ลงพื้นที่ ณ บ้านโนนสมบูรณ์ ต.โพธิ์สัย อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ดจัดโครงการอบรมเชิงปฏบัติการ การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติ สร้างอาชีพเสริม โดยมี น.ส.ปาริชาติ หาญไชยนะ ผู้จัดการสมาคมเพื่อนธรรมชาติ จ.กาฬสินธุ์ เป็นวิทยากรในการดำเนินกิจกรรม

กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านมีองค์ความรู้ในนำทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นวัสดุใช้สอยในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่าย และเปิดโอกาสทางด้านการตลาด ผลักดัน
ให้สินค้าในชุมชนเกิดมูลค่าพร้อมกับยังคงสร้างอาชีพในชุมชน ลดปัญหาการว่างงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในชุมชน ซึ่ง น.ส.สุกัลยา กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ เกิดจากกลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุในชุมชน ต้องการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และนำทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นวัสดุใช้สอยในครัวเรือน

โดยการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้นอกจากการบรรยายให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำสบู่ และอธิบายถึงคุณค่าต่อสุขภาพผิวของการนำสมุนไพรมาเป็นองค์ประกอบในการทำสบู่แล้วยังมีการสาธิตและการฝึกปฏิบัติของผู้เข้าร่วมอบรม ในการฝึกปฏิบัติทำสบู่ 3 สูตร ประกอบด้วย การทำสบู่กลีเซอรีน การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติสูตรเย็น และการทำสบู่น้ำมันธรรมชาติสูตรร้อน ไขมันธรรมชาติที่ใช้ได้นั้นได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลืองน้ำมันงา น้ำมะกอก น้ำมันมะพร้าว และ น้ำมันรำข้าว และผสมด้วยสมุนไพรและพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ดอกมะลิ มะนาว มะกรูด มะขาม กระชาย ขมิ้น และว่านห่างจระเข้

“คณะผู้จัดทำโครงการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดอบรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชุนชนบ้านโนนสมบรูณ์ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับชุมชนรอบข้าง และสามารถเกิดเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่” น.ส.สุกัลยา กล่าว

ประวัติศาสตร์ ‘ลูกหนัง’ เมืองไทย จากวัฒนธรรมนำเข้า..สู่กีฬามหาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601579

ประวัติศาสตร์‘ลูกหนัง’เมืองไทย  จากวัฒนธรรมนำเข้า..สู่กีฬามหาชน

ประวัติศาสตร์‘ลูกหนัง’เมืองไทย จากวัฒนธรรมนำเข้า..สู่กีฬามหาชน

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ฟุตบอล” แม้จะไม่ใช่กีฬาประจำชาติไทย แต่เป็นกีฬาขวัญใจมหาชนชาวไทยอย่างแท้จริง หลายคนมีทีมเชียร์ทั้งระดับสโมสรลีกไทยและต่างประเทศ ตลอดจนทีมชาติที่มาฟาดแข้งกันในมหกรรมใหญ่ๆ อย่างฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร ฯลฯ ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ ฟุตบอลกับเมืองไทยก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปีดังเรื่องเล่าจากงานบรรยาย “จากรั้ววังรั้วโรงเรียน สู่รั้วอคาเดมี : ประวัติศาสตร์เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในสังคมไทย” จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับแผนงานคนไทย 4.0 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้

พงศกร สงวนศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้ แบ่งพัฒนาการของวงการฟุตบอลไทยเป็น 3 ยุคคือ 1.ยุครั้ววังเริ่มตั้งแต่ปี 2444 วังหรือราชสำนักเป็นสถานที่แรกที่รับกีฬาลูกหนังมาจากประเทศอังกฤษ โดยเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 และหลังจากนั้นได้มีการแปลกฎกติกา ให้กระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) บรรจุเข้าหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนต่างๆ

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนในสมัยนั้นยังไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศอย่างในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากเขตวังมากนัก เนื่องจากเป็นยุคที่ประเทศไทยแบบรัฐสมัยใหม่เพิ่งถูกสร้างขึ้นผ่านการจัดระเบียบการปกครองแทนที่ระบบหัวเมืองแบบเดิม อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ เช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบการศึกษาในยุคนั้นก็เป็นไปเพื่อสร้างพลเมืองในสังคมใหม่ โดยหนึ่งในลักษณะนิสัยอันพึงประสงค์ในสังคมใหม่คือการเคารพกติกา และกีฬาฟุตบอลก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาผู้คนให้มีนิสัยดังกล่าว

ฟุตบอลมีบทบาทในฐานะกลไกสร้างชาติไทย (หรือสยามในเวลานั้น) ชัดเจนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีการตั้งทีมฟุตบอลทีมชาติไทยขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ฟุตบอลยังมีบทบาทในฐานะเครื่องมืออบรมชายไทยให้มีบุคลิกภาพสมกับเป็นชายชาตรีด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2475 เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รายการแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานต่างๆ ที่ริเริ่มจัดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ได้ถูกรัฐบาลคณะราษฎรระงับไป โดยเว้นว่างระหว่างช่วงปี 2475-2490

ฟุตบอลยุครั้ววังคาบเกี่ยวมาถึงช่วงสงครามเย็น หรือประมาณปี 2500-2520 เพราะแม้ฟุตบอลเริ่มออกจากรั้ววังไปบ้างแล้วผ่านโรงเรียนและการพัฒนาด้านต่างๆ ในยุคที่ สหรัฐอเมริกา สนับสนุน
งบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาประเทศไทยตามนิยาม “น้ำไหล-ไฟสว่าง-ทางดี” แลกกับการไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้คนไทยเริ่มได้ดูฟุตบอลต่างประเทศและเล่นฟุตบอลกันแพร่หลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่นักฟุตบอลส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้วัง เช่น กลุ่มโรงเรียนจตุรมิตร

2.ยุครั้วโรงเรียน เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2520 ฟุตบอลเริ่มเป็นกีฬาที่สังคมรับรู้ผ่านระบบโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนกีฬาประจำจังหวัดจะมีบทบาทสำคัญในการปลุกปั้นนักฟุตบอล เมื่อประกอบกับระบบโทรคมนาคมพัฒนายิ่งขึ้นกว่ายุคก่อนหน้า การดูฟุตบอลต่างประเทศจึงกลายเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งในชีวิตของคนไทย หลายคนเริ่มมีนักกีฬาในดวงใจ และคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า “คนไทยเริ่มบ้าบอลในยุคนี้”เห็นได้จากเด็กและเยาวชน ดูฟุตบอลทางโทรทัศน์แล้วไม่สะใจ ต้องมาวาดลวดลายโชว์ฝีเท้ากันจนเหงื่อไหลไคลย้อยในสนามของโรงเรียนก่อนเข้าเรียน

แต่วงการฟุตบอลไทยในยุครั้วโรงเรียนยังอยู่ในระดับกึ่งอาชีพ หมายถึงนักกีฬาไม่ได้เล่นฟุตบอลเพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างจริงจังเนื่องจากยังไม่มีระบบการจัดการแข่งขันที่มีมาตรฐานระดับอาชีพรองรับ แต่มีรายได้ในฐานะพนักงานขององค์กรต่างๆ ถึงกระนั้น ฟุตบอลยุครั้วโรงเรียนพบที่มาของนักกีฬาหลากหลายมากขึ้นทั่วทุกภูมิภาค เนื่องจากรายการแข่งขันที่กระจายไปทั่วประเทศซึ่งผู้จัดการแข่งขันมีทั้งหน่วยงานรัฐและธุรกิจเอกชน

“พอรายการแข่งขันมันกระจายออกไป มันเริ่มมีช่องทางให้นักฟุตบอลจากต่างจังหวัดได้โชว์ตัว เหมือนมีเวทีได้โชว์ตัว เช่น กีฬาเขต รายการแข่งขันเหล่านี้ก็เป็นช่องทางให้นักฟุตบอลจากต่างจังหวัดได้แสดงตัวในระดับประเทศ ถ้าผลงานโดดเด่นหน่อยเดี๋ยวโรงเรียนกีฬา ตรงนั้นตรงนี้ก็จะดึงไปเล่น เดี๋ยวสโมสรก็จะดึงไปเล่น อย่างไรก็ตาม ในด้านการจัดการแข่งขัน พวกสโมสรที่มีอยู่ในตอนนั้นก็ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคารและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ จะมีสโมสรแนวนี้เยอะมาก” พงศกร กล่าว

พงศกร ยังกล่าวถึงฟุตบอลในยุครั้วโรงเรียนอีกว่า ด้วยความที่สโมสรมีตั้งกระจุกตัวในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คนไทยในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับฟุตบอลระดับสโมสรมากนัก ถึงขนาดต้องจ้างตลกมาแสดงระหว่างพักครึ่งเวลาก็มีมาแล้ว เมื่อเทียบกับการแข่งขันฟุตบอลระดับจังหวัดที่ได้รับความนิยมมากกว่า เห็นได้จากรายการ “ไทยแลนด์คัพ” ที่เริ่มจัดครั้งแรกในปี 2520 ฟาดแข้งตั้งแต่รอบจังหวัด ภาค จนสุดท้ายมาชิงชนะเลิศกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งเคยเกิดปรากฏการณ์ “สนามแตก”มาแล้ว เนื่องจากผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับทีมที่เข้าแข่งขันมากกว่าสโมสร

และ 3.ยุครั้วอะคาเดมี เริ่มตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เหตุที่ต้องเริ่มนับยุคนี้ในปี 2552 เนื่องจาก สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ออกระเบียบสำหรับการแข่งขันฟุตบอลที่สมาพันธ์เป็นผู้จัด กำหนดให้ 1.จะต้องให้เอกชนเป็นผู้จัดการลีก ห้ามรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยจัดการแข่งขันอย่างเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานของ AFC เช่น ไฟต้องสว่างเท่าไร ขนาดสนามเท่าไร จำนวนที่นั่ง ความปลอดภัย ฯลฯ ระเบียบที่ AFC ตั้งขึ้นมา

ดังนั้นการปฏิรูปนี้เรียกว่ามาจากปัจจัยภายนอก กับ 2.สโมสรต้องจัดตั้งในรูปแบบนิติบุคคลหรือบริษัทเอกชนเท่านั้น ทำให้สโมสรต่างๆ ของหน่วยงานรัฐรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนธนาคารต้องปรับตัว “หลังการปฏิรูปใหญ่วงการฟุตบอลไทย เกิดลีกอาชีพขึ้นอย่างชัดเจน มีสโมสรฟุตบอลก่อตั้งตามจังหวัดต่างๆ ก็พบความนิยมในฟุตบอลสโมสรของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก” เห็นได้จากรายได้ในปี 2557 ไทยลีกมีเม็ดเงินจากการขายตั๋วรวม 216 ล้านบาท เพิ่มมาหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2552 อันเป็นปีแรกที่เริ่มปฏิรูป ซึ่งอยู่ที่ 2.69 ล้านบาท

ตลอดจนเกิด “วัฒนธรรมแฟนบอล”ที่ผูกโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สโมสรการท่าเรือ กับชาวชุมชนย่านคลองเตย การไปสนามจึงเป็นอะไรมากกว่าเพียงการไปชมฟุตบอล เพราะมีการรวมกลุ่มด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน “ยุคนี้การเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวสามารถทำได้จริง และหากฝีเท้าดีรายได้ก็ยิ่งสูงขึ้นไปด้วย” อย่างไรก็ตามบทบาทในการสร้างนักฟุตบอลของโรงเรียนกีฬาลดลง โดยมีอะคาเดมีของสโมสรฟุตบอลมาแทนที่ และอะคาเดมีเหล่านี้ลงทุนในการปั้นนักกีฬาสูงกว่าที่โรงเรียนกีฬาดำเนินการ

“เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดก็มีความหวังขึ้นมาว่า การเป็นนักฟุตบอลอาชีพจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้ ก็สะท้อนผ่านการลงทุน ผ่านการผลักดันให้ลูกๆ หลานๆของเขา ได้เข้าสู่โรงเรียนฟุตบอล อะคาเดมีฟุตบอลของสโมสร เพราะว่าหวังว่าโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอลมันจะเป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพต่อไป” พงศกร กล่าวในท้ายที่สุด

‘สสส.’ ชูตัวอย่างบทเรียนจาก ‘ไทย’ ประชุมป้องกัน ‘มะเร็ง’ เอเชีย-แปซิฟิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601575

‘สสส.’ชูตัวอย่างบทเรียนจาก‘ไทย’  ประชุมป้องกัน‘มะเร็ง’เอเชีย-แปซิฟิก

‘สสส.’ชูตัวอย่างบทเรียนจาก‘ไทย’ ประชุมป้องกัน‘มะเร็ง’เอเชีย-แปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าร่วมการประชุมนวัตกรรมวิทยาศาสตร์สุขภาพภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC LIFE SCIENCES INNOVATION FORUM : LSIF) ประเด็นการป้องกันมะเร็ง ในหัวข้อ“การพัฒนาการป้องกันมะเร็งอย่างยั่งยืน”(Sustaining and Improving Cancer Prevention Efforts) จัดโดยกระทรวงสาธารณสุขไต้หวัน (Ministry of Health and Welfare, Chinese Taipei) ซึ่งมี

ผู้เข้าร่วมประชุมจาก 8 ประเทศผ่านระบบออนไลน์

การประชุมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นโยบายการป้องกันมะเร็งของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เพื่อป้องกัน หรือลดอุบัติการณ์ของมะเร็ง โดย นายสุปรีดา นำเสนอตัวอย่างการทำงานป้องกันโรคมะเร็งของไทยในระดับต้นน้ำ ว่า จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของโลก มีผู้เสียชีวิตราว 9.6 ล้านคนในปี 2561 ในกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มะเร็งเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของสาเหตุการตาย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทยในทุกเพศ

“สำหรับโรคกลุ่มนี้ การป้องกันการเกิดโรคคุ้มค่ากว่าการรักษามาก ส่วนการป้องกันที่อาจแยกเป็นการป้องกันรายบุคคล เช่น การตรวจคัดกรอง การให้บริการสุขศึกษา และการป้องกันระดับปฐมภูมิในประชากร ที่ใกล้เคียงกับการสร้างเสริมสุขภาพ จะประกอบด้วยการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพและวิถีชีวิต ตลอดจนสังคมสิ่งแวดล้อมให้ปลอดต่อปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงตัวสำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การกินผักและผลไม้น้อย การขาดการออกกำลังกาย และน้ำหนักตัวเกิน การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เป็นต้น” นายสุปรีดา ระบุ

นายสุปรีดา กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีบทบาทหลักในการให้บริการป้องกันโรครายบุคคลและรายกลุ่มในระบบบริการสุขภาพ ในขณะที่ สสส. มุ่งให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงในระดับประชากรเป็นหลัก โดยการสนับสนุนและเชื่อมประสานสามพลัง อันประกอบด้วย พลังวิชาการ พลังนโยบาย และพลังสังคม ของทุกภาคส่วน ทั้งในหน่วยงานด้านสุขภาพและนอกวงการสุขภาพไม่ว่าภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน

ในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกระแสสังคมที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพ และสังคมสิ่งแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงต่างๆ ข้างต้น ซึ่งจะเอื้อต่อการป้องกันการเกิดมะเร็ง สำหรับตัวอย่างการทำงานขับเคลื่อนไตรพลังของ สสส. นำไปสู่นโยบายและมาตรการสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ฯ รวมทั้งกระแสสังคมที่สนับสนุนการขยายเขตปลอดบุหรี่ และการจัดเทศกาลและงานสังคมต่างๆ ที่ปลอดเหล้า

“มาตรการเหล่านี้ร่วมกันส่งผลให้คนไทยดื่มเหล้า สูบบุหรี่ลดลง ทำนองเดียวกับการประสานและผลักดันมาตรการที่ลดปัจจัยเสี่ยงตัวอื่นๆ” นายสุปรีดา กล่าว