อย่าลืมเตรียมรับมือ ‘แผ่นดินไหว’ แม้ในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601578

อย่าลืมเตรียมรับมือ‘แผ่นดินไหว’แม้ในยุคโควิด

อย่าลืมเตรียมรับมือ‘แผ่นดินไหว’แม้ในยุคโควิด

วันจันทร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลายเดือนที่ผ่านมา เครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวในหลายๆ ประเทศ สามารถตรวจพบแผ่นดินไหวได้บ่อยขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วแผ่นดินไหวเหล่านี้เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ซึ่งในภาวะปกติแล้วค่อนข้างที่จะทำการตรวจจับได้ยาก เนื่องมาจากว่าหลักการตรวจวัดแผ่นดินไหวนั้น เครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวต้องวางอยู่บนพื้นดินเพื่อวัดการสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เกิดจากแผ่นดินไหว

ดังนั้น “การที่เมืองทั้งเมืองถูกปิดหรือล็อกดาวน์ ผู้คนสัญจรบนถนนหนทางและทำกิจกรรมในสถานที่สาธารณะกันน้อยลงจึงทำให้สัญญาณรบกวนการวัดแผ่นดินไหวก็น้อยลงตามไปด้วย” เช่น เมื่อเดือนส.ค. 2564 มีรายงานการตรวจพบแผ่นดินไหวใกล้กับกรุงเดลี เมืองหลวงของประเทศ “อินเดีย” ขนาด 3.8 ที่ความลึก 10 กิโลเมตร โดยมีระยะห่างจากใจกลางเมืองหลวง (นิวเดลี) เพียง 8 กิโลเมตร

“โดยปกติแล้วเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากเรากำลังสัญจรเดินทางกันอยู่ เช่น ขับรถหรือ เดินอยู่นอกอาคาร เราจะไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนขนาดเล็ก แต่เมื่อชาวเมืองเดลีหยุดเดินทางไปทำงานและกิจกรรมนอกบ้าน ทำงานที่บ้าน หรือ อาศัยอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ในกรุงเดลี สามารถรู้สึกถึงแผ่นดินไหวนี้ได้

หากเปรียบเทียบปี 2563 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.0 ที่เคยเกิดในบริเวณใกล้กรุงนิวเดลี มีผู้รายงานความรู้สึกรับรู้การสั่นไหวจำนวนเพียง 32 รายงาน แต่ในเดือนส.ค. 2564 แผ่นดินไหวขนาด 3.8 เมื่อช่วงล็อกดาวน์ มีจำนวนคนรายงานเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 242 รายงาน ซึ่งช่วยยืนยันได้ว่า มีการตรวจวัดได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นถี่ขึ้น แต่เป็นเพราะสัญญาณรบกวน หายไปนั่นเอง”

ในช่วง 2 ปี ตัวอย่างเมืองหลายๆ แห่งในโลกที่ได้รับทั้งผลกระทบรุนแรงจากการระบาดไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมด้วยภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว หรือจะเรียกว่าภัยพิบัติซ้ำซ้อนก็ได้ เช่น แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.0 ในทะเลอีเจียน ซึ่งคั่นระหว่าง “ตุรกี-กรีซ” ในวันที่ 30 ต.ค. 2563 ทำให้เมืองชายฝั่งของสองประเทศเสียหาย มีผู้เสียชีวิต 14 คน เกิดคลื่นสูงระดับ “มินิสึนามิ”พัดกระหน่ำ น้ำทะเลยกสูงพัดเข้าชายฝั่งทำให้ถนนกลายเป็นแม่น้ำไหลเชี่ยว

ด้าน “ญี่ปุ่น” มีแผ่นดินไหวใน จ.ฟุกุชิมะ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดนอกชายฝั่งทางตะวันออกของโทโฮกุ ขนาด 7.1 ถึง 7.3 แมกนิจูด มีศูนย์กลางอยู่นอกชายฝั่ง 60 กิโลเมตร ความลึกราว 51.9 กิโลเมตร หลังแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้งในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง โดย 3 ครั้งมีขนาดเกิน5.3 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 186 คน ไฟดับมากกว่า 9 แสนครัวเรือน อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย

สิ่งที่ชาว “โครเอเชีย” ไม่คาดฝันเมื่อเกิดแผ่นดินไหวใกล้ กรุงซาเกร็บเมืองหลวงของประเทศ ขนาด 6.3 เมื่อ 22 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 140 ปีของเมือง ทำให้อาคารได้รับความเสียหาย เกิดเพลิงไหม้หลายแห่งประชาชนวิ่งหนีออกมาอยู่บนท้องถนนเด็กวัย 15 ปี โดนอาคารถล่มทับเสียชีวิต

ขณะที่ “เมียนมา ลาว และภาคเหนือของไทย” มีหลายรอยเลื่อน เมื่อเร็วๆ นี้ แผ่นดินไหวขนาด 4.8 จากรอยเลื่อนหงสาในสปป.ลาว เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ที่ระดับความลึก 1 กิโลเมตร ซึ่งประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดของไทย คือ น่าน พะเยา และเชียงราย พบว่าสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ทั้งนี้รอยเลื่อนหงสาในลาวเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 6.4 ซึ่งสร้างความเสียหายในปี 2562 มาแล้ว

ภัยอันน่าเศร้าสลดล่าสุดวันที่ 14 ส.ค. 2564 แผ่นดินไหวขนาด 7.2 ที่ประเทศ “เฮติ” ทำให้อาคารบ้านเรือนพังเสียหายนับพันหลัง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดในบริเวณ
แหล่งอาศัยที่ผู้คนไม่หนาแน่นเท่ากับในเมืองหลวงปอร์โตแปรงซ์ (Port-au-Prince)จึงทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตน้อยกว่าแผ่นดินไหวที่เคยเกิดในเฮติเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

“ดังนั้นสำหรับประเทศไทย ในแผนการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะโรคระบาดโควิด-19 ควรคำนึงถึงภัยพิบัติซ้ำซ้อน จากภัยธรรมชาติประเภทอื่นๆ ที่ยังเกิดขึ้นตลอดเวลาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยแผ่นดินไหวซึ่งไม่มีคำเตือนล่วงหน้าและอาจจะย้อนกลับมาหาเราได้ทุกเมื่อเช่นกันหากเราลืมมันไป”

สำหรับการเตรียมการรับมือเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อนในระดับพื้นที่ สามารถดำเนินการอย่างประสานสอดคล้องกันซึ่งครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติและโควิด-19 เป็นการลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ความรุนแรงและการสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินและพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน เช่น 1.ซักซ้อมความร่วมมือกับหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง

จัดทำข้อมูลแผนที่ชุมชน กลุ่มเปราะบางกลุ่มคนป่วยติดเตียง ข้อมูลการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดภัย เป็นต้น 2.เตรียมความพร้อมแหล่งข้อมูลและซัพพลายเชน ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีในการกู้ภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้มากขึ้นกว่าเดิม 3.วิเคราะห์และวางแผนจุดอพยพ จุดปลอดภัยในมิติที่ครอบคลุมผู้ติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มเสี่ยงผู้สัมผัสคนติดเชื้อ กลุ่มเปราะบาง ที่อาจจำเป็นต้องย้ายที่อยู่

4.ใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารมาสร้างระบบเชื่อมโยงระหว่างชุมชน ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพ ข้อมูลในพื้นที่มีความแม่นยำ และได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชนและทุกฝ่าย และ 5.ประสานเครือข่ายและหน่วยงานในการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านสุขภาพกายและใจ ปัจจัยสี่ คมนาคมขนส่ง การให้คำแนะนำรศ.ดร. ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์

ภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ครูโอ๊ะ’ ชื่นชม ‘รร.เอกชน’ จัดสรรเงินเยียวยาถึงมือนักเรียน-ผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601672

'ครูโอ๊ะ'ชื่นชม'รร.เอกชน'จัดสรรเงินเยียวยาถึงมือนักเรียน-ผู้ปกครอง

‘ครูโอ๊ะ’ชื่นชม’รร.เอกชน’จัดสรรเงินเยียวยาถึงมือนักเรียน-ผู้ปกครอง

วันอาทิตย์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.01 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2564 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการจัดสรรเงินในโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของสถานศึกษาเอกชน จำนวน 3,991 คน ว่า ขณะนี้ดำเนินการจ่ายเงินให้ผู้ปกครองและนักเรียนไปแล้วกว่า 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 94.72 ของนักเรียนที่มีสิทธิ์ตามโครงการฯ โดยได้ย้ำให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้

“จากการรายงานของเลขาธิการ กช. (นายอรรถพล ตรึกตรอง) และ นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (นายศุภเสฏฐ์ คณากูล) ว่า การดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาของโรงเรียนเอกชนทั้ง 3,991 แห่ง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทั้ง 71 จังหวัด สำนักงานเอกชนจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโรงเรียนทุกแห่ง ทำให้สามารถจ่ายเงิน จำนวน 2,000 บาท ให้กับผู้ปกครองและนักเรียน รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,022,265 คน คิดเป็นเงิน 4,044,530,000 บาท (ร้อยละ 94.72) ซึ่งเกือบจะครบถ้วนตามเป้าหมายนักเรียนที่ได้รับสิทธิ์ 2,134,978 คน” รมช.ศธ.กล่าว

นางกนกวรรณ กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างโปร่งใส ให้เงินถึงมือเด็กและผู้ปกครองเต็มจำนวน และตรวจสอบได้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและวัตถุประสงค์ของโครงการฯที่จะช่วยลดภาระทางการศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 พร้อมให้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาในส่วนที่เหลืออย่างครบถ้วนโดยเร็ว

“ขอแสดงความชื่นชมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมดำเนินการจนเกิดความก้าวหน้ามาโดยลำดับ และขอแสดงความขอบคุณโรงเรียนเอกชน ที่รับภาระจัดการศึกษาแก่ลูกหลานของเรา พร้อมปรับตัวและนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมทั้งการอำนวยความสะดวกการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนอย่างเต็มที่ ดิฉันขอแสดงความขอบคุณในนามของกระทรวงศึกษาธิการ และยินดีที่จะสนับสนุนการจัดการศึกษาของเอกชนร่วมกันต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

ผลตรวจสอบ ‘องค์พระปฐมเจดีย์’ ไม่พบส่วนใดชำรุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601476

ผลตรวจสอบ'องค์พระปฐมเจดีย์' ไม่พบส่วนใดชำรุด

ผลตรวจสอบ’องค์พระปฐมเจดีย์’ ไม่พบส่วนใดชำรุด

วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.06 น.

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการประสานจากวิศวกรจำนวนหนึ่ง ว่าจากกรณีที่มีฝนตกหนักเป็นระยะเวลาหลายวัน ส่งผลให้องค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาว จ.นครปฐม ได้รับความเสียหาย โดยอาจเกิดน้ำเซาะดินทำให้องค์พระปฐมเจดีย์ทรุดตัว ได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หน่วยงานในกำกับดูแลตรวจสอบแล้ว

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลของ พศ. เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ได้ให้ข้อมูลว่าองค์พระปฐมเจดีย์มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2551 โดยกรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณะปฏิสังขรณ์ จากกรณีที่มีคลิปเผยแพร่ภาพมีน้ำไหลหลากเป็นน้ำตกจากบันไดหน้าพระร่วง หรือมีน้ำท่วมขังบริเวณลานด้านองค์พระ มักเกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อมีฝนตกจำนวนมาก ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามที่ได้รับการแจ้งเตือนมา ทั้งนี้ ได้หารือสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครปฐมเพื่อจะประสานงานกับกรมศิลปากรเข้ามาสำรวจอีกครั้งว่ามีส่วนใดได้รับความเสียหายหรือชำรุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่พุทธศาสนิกชนและชาวนครปฐมที่มีความกังวลดังกล่าว 

สธ.เผยไทยฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 40 ล้านโดส ผู้ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็ม ได้บูสเตอร์​โดสเดือน ต.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601467

สธ.เผยไทยฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 40 ล้านโดส ผู้ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็ม ได้บูสเตอร์​โดสเดือน ต.ค.

สธ.เผยไทยฉีดวัคซีนโควิดแล้ว 40 ล้านโดส ผู้ฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็ม ได้บูสเตอร์​โดสเดือน ต.ค.

วันเสาร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.30 น.

วันที่ 11 กันยายน 2564 ที่กระทรวง​สาธารณสุข​ นพ.โอภาส​ การ​ย์​กวิน​พงศ์ ​อธิบดี​กรมควบคุม​โรค​ แถลง​ข่าวสถานการณ์​การแพร่ระบาด​ของ​โรค​โค​วิด​-19 ว่าผูัติดเชื้อทั่วโลกวันนี้เพิ่มขึ้น 595,081 ราย ทำให้ทั่วโลกมียอดติดเชื้อสะสม 224,647,087 ราย โดยประเทศสหรัฐอเมริกา​เป็นประเทศที่มีการระบาดมากที่สุดโดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 171,125 ราย สะสม 41,741,693 ราย รองลงมาเป็นอินเดียติดเชื้อ​เพิ่มขึ้น 37,873 ราย สะสม 33,200,877 ราย สังเกตเห็นสถานการณ์​ยังขึ้นๆลงๆ แต่ในภาพรวมยังคงรุนแรง สำหรับผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น 9,080 ราย สะสม 4,630,843 ราย ส่วนสถานการณ์ประเทศ​ไท​ยเพิ่มขึ้น 15,191 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น​ 253 ราย

อย่างไรก็ตามเราจะลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงเรื่อย ซึ่งเป็นสิ่งที้เราต้องร่วมมือกัน เห็นว่าในขณะนี้สถานการณ์การระบาดจะดูเหมือนลดลง จึงขอบคุณความร่วมมือของประชาชน ในการดำเนินมาตรการต่างๆ โดยในระยะต่อไปก็คงจะต้องมีการดำเนินการต่างๆมากขึ้น เช่นเรื่องของการป้องกันส่วนบุคคล การฉีดวัคซีน การตรวจคัดกรองต่างๆ ซึ่งต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำมากขึ้นแล้วก็บ่อยขึ้นก็คือเรื่องของมาตรการองค์กรถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเปิดการทำกิจกรรมต่างๆ ก็จะต้องมีมาตรการที่ทำให้การระบาดไม่กลับไปมากขึ้นเหมือนเดิม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐ เอกชน

นพ.โอภาส กล่าวว่า การดำเนิน​ก​ารฉีดวัคซีนตอนนี้เพิ่มขึ้น 753,503 โดส สะสม 39,631,862 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 26,954,546 ราย และเข็มสอง 12,063,642 ราย ในระยะต่อไปเราจะมีวัคซีน​เพิ่มขึ้น ทั้งนี้วัคซีน​แต่ละยี่ห้อ​ที่ประเทศนำมาฉีดทั้งหมดผ่านห้อง​ปฏิบัติการ​ และทุกชนิดมีประสิทธิภาพ​ในการป้องกันโรค โดยซิโนแวคเรามีการวัดประสิทธิภาพ​ลดป่วยหนักหรือเสียชีวิต​ ซึ่งการระบาดที่สมุทรสาคร​มีประสิทธิอยู่ 90.5% แต่พอเชื้อไวรัสเปลี่ยนแปลงไปประสิทธิภาพในช่วงหลังๆลดลง เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์​ แต่ถ้าเราต้องการป้องกัน​โรค​ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะต้องมีกระบวนการ​การในการบริหารจัดการวัคซีน ซึ่งประเทศไทยใช้คือการเปลี่ยนสูตรวัคซีน เดิมวัคซีนแต่ละยี่ห้อเราจะฉีดยี่ห้อนั้นๆครบสองเข็ม แต่พอพบเหตุการณ์​แบบนี้เราได้ปรับวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยมาปรับสูตรหลักสูตร ปัจจุบันใช้เป็นซิโนแวค แอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ ข้อดีก็คือภูมิคุ้มกันในวันขึ้นพอๆกับฉีดแอสต​ร้า​เซน​เน​ก้า​ 2 ต่อสู้กับสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย)​ ได้ดีขึ้น

นพ.โอภาส​ กล่าวเพิ่มเติ่ม​ว่า ในระยะต่อไปกระทรวง​สาธารณสุข​จะรีบดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนครบสองเข็มได้เร็วขึ้น เพื่อลดอาการรุนแรง ทั้งนี้วัคซีนไม่ใช่วิธีการป้องกันโรคเพียงอย่างเดียวมาตรส่วนบุคคล ก็ยังต้องเข้มงวด นอกจากนี้กลุ่มผู้เสียชีวิตกว่า 90% เป็นกลุ่ม 608 ซึ่งเราต้องเร่งรัดการฉีดวัคซีนต่อไปครอบคลุม อย่างไรก็ตามจากนี้ไปปลายเดือน ก.ย. เราจะฉีดวัคซีนได้ทั้งหมด 45 ล้านโดส ทั้งนี้เรามีวัคซีนหลักอยู่ 4 บริษัทคือ ซิโ​นแ​วค​ แอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ ไฟเซอร์ ​และซิโน​ฟาร์ม​ ผลข้างเคียงทุกยี่ห้อส่วนใหญ่จะคล้ายกันมีไข้ ปวดศรีษะ​ ถ้าทานยา ลดไข้ ทานยาแก้วิงเวียน อาการก็จะดีขึ้น แต่ผลข้างเคียงที่เราติดตาม คืออาการแพ้รุนแรง ของซิโนแวคอาการที่รุนแรงคืออาการแพ้วัคซีนพบทั้งหมด 24 ราย คิดเป็น 0.1 % ต่อแสนรายส่วนแอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ มีทั้งหมด 6 ราย 0.04 ต่อแสนราย

โดยทั้งหมดที่กล่าวรักษาหายกลับเป็นปกติ ส่วนภาวะลิ่ม​เลือด​อุดตัน​หลังจากได้แอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ ที่ประเทศสหรัฐ​อเมริกา​ และยุโรปพบค่อนข้างมาก ส่วนในเอเชียพบค่อนข้างน้อย พบเพียง 5 รายคิดเป็น 0.03 %ต่อประชากรแสนคน เพราะฉะนั้นวัคซีนหลัก 2 ตัวนี้มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย ถือว่ามีมาตรฐาน​ความปลอดภัยอยู่ในระดับสูง ส่วนไฟเซอร์​ ที่สหรัฐอเมริกา​พบกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตอนนี้ในไทยพบ 1 ราย หลังจากฉีดไปประมาณ 1 ล้านโดส คิดเป็น 0.1% ต่อแสนประชากร โดยรายนี้ไม่รุนแรงและหายเป็นปกติ อย่างไร​ก็ตาม​อาการไม่พึงประสงค์​และอาการข้างเคียงเป็นสิ่งสพคัญทางกระทรวง​สาธารณสุข​ ก็มีการติดตามข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยมากแค่ไหน

“รายที่เสียชีวิต​ภายหลังการฉีดวัคซีน เวลาที่ฉีดวัคซีนเรามีการติดตามคนๆนั้นไปประมาณ 4 สัปดาห์​ หากเกิดอาการผิดปกติ ต้องเข้าโรงพยาบาล​หรือเสียชีวิต เราจะต้องมีการพิสูจน์​ว่าเกิดจากวัคซีน​หรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ในรายที่เสียชีวิต​เราจะต้องขอชันสูตร​ศพว่าเกิดจากอะไร และเอาผลชันสูตร​ให้คณะผู้เชี่ยวชาญ​พิจารณา​ว่าเกี่ยวข้อง​กับ​วัคซีน​หรือไม่” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส ยังกล่าวอีกว่า ข้อมูลฉีดวัคซีนทั้งหมดพบว่า ผู้เสียชีวิตภายหลังการฉีดวัคซีนที่รับรายงานจำนวน 628 ราย คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณา เสร็จแล้ว 416 ราย เพราะว่าส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ทั้งหมด 249 ราย พบ มีสาเหตุต่างๆกัน ทั้งนี้ติดเชื้อในระบบประสาท เลือดออกในสมอง เส้นเลือดสมองอุดตัน ปอดอักเสบรุนแรง ลิ่มเลือดอุดตันในปอด รวมถึงโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และมะเร็ง เป็นต้น ส่วนอีก 32 รายไม่สามารถสรุปได้ เพราะฉะนั้นที่เราฉีดวัคซีน​ไปเกือบ 40 ล้าน​โดส​มีอยู่รายเดียวที่เสียชีวิตที่เกี่ยวข้อง​กับ​วัคซีน

นพ.โอภาส กล่าวเพิ่มเติม​ว่า​ ภาวะลิ่มเลือด​อุดตันที่ร่วมกับเกล็ดเลือด​ต่อ Vaccin-induce immune thrombotic thrombocytopenia (VITT) หลังได้รับการฉีดวัคซีนเกิดได้จากการฉีดวัคซีน​แอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ ถ้าในต่างประเทศพบค่อนข้าง​มากที่ 0.7% ต่อแสนราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในคนผิวขาว​ ส่วนคนเอเชีย​เกิดค่อนข้างน้อย โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ ก็ได้รับคำแนะนำภาวะนี้เกิดได้แต่น้อยมาก และสามารถรักษาให้หายถ้ามีการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นหลังฉีดวัคซีน ถ้าเกิดอาการผิด อย่างเช่นปวดศีรษะมากแขนขาอ่อนแรง ก็ให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อ เพราะฉะนั้นประโยชน์ในการฉีดวัคซีนยังมีอยู่ค่อนข้างสูง จึงขอให้ประชาชนรับวัคซีนต่อไป แต่สิ่งที่เราจะต้อง เร่งรัดให้บุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบเรื่องภาวะ VITT เพื่อให้วินิจฉัยอย่างรวดเร็ว และเพิ่มการพัฒนาการตรวจในห้องปฏิบัติการ

ส่วนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังได้รับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีน mRNA โดยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย รวมถึงเชื้อโควิค 19 โดยส่วนใหญ่เกิดใน 10 รายต่อแสน ราย สำหรับในไทยพบไม่ค่อยมาก ประมาณ 2 คนต่อประชากรแสนคน ส่วนใหญ่จะพบในวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นา ส่วนวัคซีนอื่นๆพบได้แต่ไม่บ่อย ในไทยฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 8 แสนคน พบรายงานเพียง 1 คน เป็นเพศชายอายุ 13 ปี มีอาการเจ็บหน้าอก 2 วันภายหลังได้รับการฉีดวัคซีนตรวจไม่พบการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ขณะนี้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและอาการดีขึ้นแล้ว

สำหรับแผนการฉีดวัคซีน​เมื่อที่ประชุมศบค.โดยนายกรัฐมนตรี​เป็น​ประธาน​ ได้เห็นชอบ แผนการจัดหาวัคซีน รวมถึงแผนการฉีดวัคซีนในเดือน ต.ค. โดยจะมีวัคซีนจากซิโ​นแ​วค​ เข้ามา 6 ล้านโดสแอสตร้า​เซน​เน​ก้า​ 10 ล้านโดส และไฟเซอร์ 8 ล้านโดส รวม 24 ล้านโดส นอกจากนี้ยังมีวัคซีนจากสิโนฟาร์ม เข้ามาอีก 6 ล้านโดส โดยตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไปจะมีวัคซีนเข้ามาค่อนข้างมาก ซึ่งจะมีการเร่งฉีดให้กับประชาชนเพื่อลดอาการป่วยหนัก หรือเสียชีวิต และลดการแพร่ระบาด

สำหรับแผนการฉีด ที่ศบค.เห็นชอบในเดือนต.ค. เป้าหมายฉีดให้กับประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 50  ของทุกจังหวัด โดยที่จะพยายามอย่างน้อย 1 จังหวัดมีความครอบคลุม 70% และมีต้นแบบCOVID Free Area อย่างน้อย 1 พื้นที่ซึ่งมีความครอบคลุมร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังคงเพิ่มความควบคุมในกลุ่ม 608 ให้มากที่สุด นอกจากนั้นในจังหวัดนั้นๆหาก มีกลุ่มประชากรเป้าหมายอื่นที่สำคัญให้คณะกรรมการ​จังหวัด​จัดสรรได้ อย่างน้อยให้ครอบคลุมประชากรร้อยละ 50

นอกจากนี้ในเดือนต.ค. จะมีประชากรที่ฉีดวัคซีนเข็ม 2 ค่อนข้างมาก โดยจะฉีดให้ครอบคลุมมากที่สุด อีกประการหนึ่งในเด็กอายุ 12 ปี ที่เรามีวัคซีนไฟเซอร์เข้ามา เราจะเร่งฉีดเพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปิดภาคเรียนโดยกระทรวงสาธารณสุขจะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการดำเนินการ ส่วนคนที่ฉีดซิโนแวคไปแล้ว 2 เข็ม มีการเห็นชอบฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในเดือนต.ค. หากมีความพร้อมอาจจะเริ่มได้ก่อน

“ภาพรวมเราจะฉีดให้กับประชาชนทั่วไป 16.8 ล้านโดส เด็กนักเรียน 4.8 ล้านโดส แรงงานในระบบประกันสังคม 0.8 ล้านโดส หน่วยงานอื่นๆเช่นองค์กรภาครัฐราชทัณฑ์ 1.1 ล้านโดส และผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบ2 เข็มและต้องการเข็มกระตุ้นเข็มที่ 0.5 ล้านโดส รวม 24 ล้าน โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์” นพ.โอภาส​ ระบุ -007

‘คุณหญิงกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601352

‘คุณหญิงกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

‘คุณหญิงกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.06 น.


“คุณหญิงกัลยา” เปิดนโยบายก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนพร้อมต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ  ด้าน “ดร.วิษณุ” ชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าคืบหน้าเห็นผลรูปธรรม

วันที่ 10 กันยายน 2564 ที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)  แถลงข่าว ก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวทาง เติม ต่อยอด ยั่งยืน พร้อมเร่งเดินหน้าและต่อยอด 7 นโยบายสำคัญเร่งด่วน (Quick Win 7+) โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านซูม แสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยา พร้อมให้นโยบายเดินหน้ามุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาวิถีใหม่ 

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และการวัดผล รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษา เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.วิษณุ กล่าวต่อว่า ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ติดตามการทำงานของ ดร.คุณหญิงกัลยา  มาโดยตลอด ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอชื่นชม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายนี้เพราะเล็งเห็นว่าการเรียน Coding มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก  รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ  ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ  หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียนอาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไม่นับรวมนโยบายและโครงการอื่น ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ, รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพแม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ก็ตาม 

“ต้องขอแสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยา ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ๆได้เป็นผลสำเร็จ และเชื่อมั่นว่าการ “ก้าวสู่ปีที่ 3 ของครูกัลยา” ภายใต้แนวทาง “เติม ต่อยอด ยั่งยืน” จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสุงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษา เพื่อให้เข้ากับการศึกษาวิถีใหม่” ดร.วิษณุ กล่าว 

ดร.คุณหญิงกัลยา  กล่าวว่า  การขับเคลื่อนนโยบายในปีที่ผ่านมานับว่ามีความสำเร็จและมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม ดังนั้น การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนเองในปีที่ 3 นับจากนี้ จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญ (Quick Win 7+) ต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย

1.โครงการ Coding For All  คนไทยต้องได้เรียน Coding กระทรวงศึกษาธิการ จะสร้าง Coding Community ขยายผล ขับเคลื่อนทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย 

2.โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 แล้ว เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่าอาชีวะเกษตรจะสร้างชาติ ด้วยชลกรที่จะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ ขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลายหลายช่องทาง ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขยายบน Facebook, Youtube, Page Website, OBEC Center เป็นต้น

4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM  วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลด ความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน 

5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันและภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้น ๆ จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA) 

6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล เป็นการพลิกโฉมการเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สร้างเด็กสายอาชีพให้กลายเป็นนวัตกร ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน

“ขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่กรุณาส่งกำลังใจมาให้ และสนับสนุนการทำงานมาโดยตลอด เพื่อวางรากฐานทางการศึกษาไทย การก้าวสู่ปีที่ 3 ในการทำงาน ยังมีความท้าทายรออยู่อีกมากมาย เราทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติในทุก ๆมิติ ดิฉันจะทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องและเห็นเป็นรูปธรรม เป็นการเติม ต่อยอด และยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ศธ.พร้อม ต.ค. นี้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้ฉีด เข็มแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601330

ศธ.พร้อมต.ค.นี้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้ฉีด เข็มแรก

ศธ.พร้อมต.ค.นี้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็ก 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้ฉีด เข็มแรก

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.58 น.

“ตรีนุช” สั่งต้นสังกัดสถานศึกษารายงานจำนวนเด็ก อายุ 12-18 ปี ที่ผู้ปกครองยินยอมให้เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ตั้งเป้าฉีดเข็มแรกตุลาคม นี้ ในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัดก่อน

วันที่ 10 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธาน การประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  ได้อนุมัติในหลักการให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18 ปี ทุกคน ทุกสังกัด กว่า 4.5 ล้านคน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนตุลาคม 2564 โดยฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 29 จังหวัดก่อน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ศธ.ได้วางแผนการดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียน นักศึกษาในสังกัดทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีอายุ 12-18 ปี ซึ่งการฉีดวัคซีนให้เด็กจะเป็นไปตามความสมัครใจ ที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน โดย ศธ.ได้กำหนดให้มีการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีน และวิธีการปฏิบัติก่อนและหลังการฉีดวัคซีน ซึ่งจะเริ่มสร้างความเข้าใจในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการสอบถามความยินยอมให้เด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดแบบฟอร์มยินยอมให้เด็กในปกครองฉีดวัคซีน และให้สถานศึกษานำส่งรายชื่อ และจำนวนนักเรียนที่ประสงค์จะฉีดวัคซีน เพื่อรวมรายชื่อทั้งในสังกัด ศธ.และนอกสังกัด ศธ.ไว้ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จากนั้นจะมีการประชุมเพื่อสอบทานสรุปข้อมูลนักเรียนอายุ 12 – 18 ปีกับสาธารณสุขจังหวัด เพื่อวางแผนการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มการฉีดวัคซีนให้ได้ในเดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป และจะเร่งดำเนินการฉีดให้เร็วและครอบคลุมที่สุด เพื่อรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ -007

นักเรียนเลว บุก ศธ.ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหาการศึกษา-ขอบคุณจ่ายเยียวยา 2,000 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601312

นักเรียนเลว บุก ศธ.ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหาการศึกษา-ขอบคุณจ่ายเยียวยา 2,000

นักเรียนเลว บุก ศธ.ยื่น 5 ข้อเรียกร้อง จี้ ‘ตรีนุช’ แก้ปัญหาการศึกษา-ขอบคุณจ่ายเยียวยา 2,000

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.29 น.

วันที่ 10 กันยายน 2564 เวลา 16.30 น. ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักเรียนเลว ประมาณ 10 คน เดินทางมาหน้ากระทรวง พร้อมพานใส่พวงมาลัยเพื่อขอบคุณที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้จ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียนคนละ 2,000 บาท พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียน  ต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว. ศธ.) 5 ข้อ 

โดยในหนังสือร้องเรียน ระบุว่า เนื่องด้วยการบริหารจัดการเรียนการสอนออนไลน์มีผระสิทธิภาพต่ำและไม่สามารถใช้การได้ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-29 พบว่า เด็กไทยจำนวน 2.8 ล้านคนกำลังทยอยหลุดออกจากระบบการศึกษาและนักเรียนไทยกำลังตกอยู่ในความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสจึงได้มีการนัดประทั่วงหยุดเรียนของนักเรียนกว่า 9,000 คน ในช่วงวันที่ 6- 10 กันยายน พ.ศ.2564โดยมีข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลดังนี้

1. รัฐบาลต้องนำวัดซีนที่มีประสิทธิภาพสูงมาฉีดให้นักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยต้องมีการเปิดเผยข้มูล สัญญา และรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนอย่างโปร่งใส และดำเนินการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อให้ระบบการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปใด้

2.กระทรวงศึกษาธิการต้องออกคำสั่งปรับลดตัวชี้วัดชั่วโมงการเรียน ภาระงานของครูและนักเรียนให้ชัดเจน รวมไปถึงปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสม กับสถานการณ์การเรียนออนไลนในปัจจุบันโดยทันที

3. กระทรวงศึกษาธิการต้องจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญในการช่วยเหลือและเยียวยาสภาพจิตใจนักเรียน จากการเรียนออนไลน์ที่มีความเคร่งเครียดมากกว่าปกติ รวมทั้งจัดให้มีช่องทางการรายงานปัญหาต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ และหาทางแก้ใซปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง 

4.ในกรณีที่สถานศึกษายังไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงกระทรวงศึกษาธิการต้องจัดหาอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเยียวยาค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

5. กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งทำให้การศึกษาไม่มีคำใช้จ่ายใด ๆ แอบแฝงทั้งทางตรงและทางอ้อม และจัดการศึกษาที่มีอย่างทั่วถึงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยอาจมีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการศึกษา พักชำระหนี้การศึกษา และจัดหาสวัสดิการการศึกษาที่จำเป็นในเบื้องต้น ให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาไปมากกว่านี้ 

ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับฟังความคิดเห็นรวมถึงความเดือดร้อนของนักเรียน และเร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องเพื่อแก้ใขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การศึกษาไทยเกิดความวิบัติฉิบหายไปมากกว่ที่เป็นอยู่ตอนนี้

จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการตามข้อเรียกร้องกลุ่มปฏิวัติการศึกษาไทย -007

ด้านนายวีระ กล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องของนักเรียน เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัด ศธ. ต่อไป ส่วนการฉีดวัคซีนให้นักเรียนนั้น ในวันนี้ รมว.ศธ. ได้สั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ไปรวบรวมข้อมูลจำนวนนักเรียนที่มีอายุ 12-18 ปี เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อให้ สธ.จัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียนต่อไป เพราะจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับนักเรียนที่อายุตั้งแต่ 12-18 ปี ตั้งแต่วันที่ 4-25 ตุลาคม นี้ ซึ่งขณะนี้ได้ให้ ศธจ. ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ได้เตรียมข้อมูลนักเรียนทั้งในและนอกระบบส่งให้กับทาง สธ.เพื่อกระจายวังซีนลงไป ซึ่งในวันนี้ รมว.ศธ.ก็เตรียมการทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องการฉีกวัคซีนให้กับนักเรียน 

ส่วนการเรียนการสอนออนไลน์ ที่น้อง ๆรู้สึกมีความเครียดนั้นมตนในฐานะครูเข้าใจดี ซึ่งศธ.ก็ได้พยายามผลักดันให้มีการจัดการเรียนการสอนได้ที่โรงเรียน 100% เพื่อต้องการลดความเครียดของเด็กและครู แต่อำนาจการให้เปิดสอนอยู่ที่คณะกรรมการควบคุมโรคระบาดจังหวัด ที่จะต้องพิจารณาเพราะห่วงหากมีเด็กติดโรค จึงได้ชลอการเรียนที่โรงเรียนไว้ก่อน  ดังนั้นหากมีการฉีดวัคซีดมากขึ้นก็อาจจะจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้ จึงขอขอบคุณนักเรียนที่มาแสดงออกด้วยมิตรภาพต่อ ศธ.และแสดงออกด้วยไมตรีจิต แสดงความต้องการอยากให้กระทรวงศึกษาธิการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั่วประเทศ 

จากนั้นกลุ่มนักเรียนเลว ก็ได้กล่าวแสดงความขอบคุณ ที่ศธ.ได้รับข้อเรียกร้องไปพิจารณา และหวัว่าทางศธ.จะเรีงแก้ไขปัญหาให้นักเรียนโดยเร็วที่สุด และจะเร่งช่วยเหลือนักเรียนสดความสามารถ แล้วแสดงสัญลักษณ์โดยการกราบพร้อมกัน

‘ครูกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนการศึกษาต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601296

‘ครูกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนการศึกษาต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

‘ครูกัลยา’ แถลงก้าวสู่ปีที่ 3 เร่งขับเคลื่อนการศึกษาต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.50 น.

เปิดนโยบายก้าวสู่ปีที่ 3 “ครูกัลยา” เร่งขับเคลื่อนพร้อมต่อยอด 7 นโยบายสำคัญ ด้านรองนายกรัฐมนตรี “ดร.วิษณุ” กล่าวชื่นชมผลงาน 2 ปีกว่าเห็นผลรูปธรรม

10 กันยายน 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 3 ชูแนวทาง เติม ต่อยอด ยั่งยืน พร้อมเร่งเดินหน้าและต่อยอด 7 นโยบายสำคัญเร่งด่วน (Quick Win 7+) โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยา พร้อมให้นโยบายเดินหน้ามุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาวิถีใหม่

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ทั้งการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และการวัดผล รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์การการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษา เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามการทำงานของดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงที่จะขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอชื่นชม โดยเฉพาะนโยบาย Coding ที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วซึ่งเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนนโยบายนี้เพราะเล็งเห็นว่าการเรียน Coding มีความสำคัญต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก

รวมไปถึงการพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำฯ  หรือ “ชลกร” รุ่นที่ 1 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกและหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ระดับ ปวส. จนทำให้มีจำนวนนักศึกษาสมัครเข้าเรียนอาชีวะเกษตรและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ไม่นับรวมนโยบายและโครงการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมายที่เกิดขึ้น อาทิ นโยบายการศึกษาพิเศษ, นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย, โครงการวิทยาศาสตร์พลัง 10, การขับเคลื่อนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในกำกับ, รวมไปถึงโครงการ Project 14 ทำให้มั่นใจว่านักเรียนจะได้รับความรู้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพแม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ก็ตาม

“ต้องขอแสดงความยินดี และชื่นชมการทำงานของคุณหญิงกัลยาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆได้เป็นผลสำเร็จ และเชื่อมั่นว่าการ “ก้าวสู่ปีที่ 3 ของครูกัลยา” ภายใต้แนวทาง “เติม ต่อยอด ยั่งยืน” จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป้าหมายสุงสุดในการปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างแน่นอน ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษา เพื่อให้เข้ากับการศึกษาวิถีใหม่”ดร.วิษณุ กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายในปีที่ผ่านมานับว่ามีความสำเร็จและมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ตาม ดังนั้นการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนเองในปีที่ 3 นับจากนี้ จะยังมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญ (Quick Win 7+) ต่อเนื่อง เพื่อสร้างนักเรียนคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.โครงการ Coding For All  คนไทยต้องได้เรียน Coding กระทรวงศึกษาธิการจะสร้าง Coding Community ขยายผล ขับเคลื่อน ทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย 2.โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ขยายผลสู่ชุมชน สร้างความมั่นคงทางการเกษตร โดยปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 แล้ว เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน โดยเชื่อว่าอาชีวะเกษตรจะสร้างชาติ ด้วยชลกรที่จะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยจะเพิ่มปฏิสัมพันธ์เชิงวิพากษ์ ขยายผลการใช้สื่อสู่ห้องเรียนในรูปแบบหลายหลายช่องทาง ทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การขยายบน Facebook, Youtube, Page Website, OBEC Center เป็นต้น 4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM  วิทยาศาสตร์พลังสิบ ลด ความเหลื่อมล้ำ สร้าง Citizen science ให้เกิดขึ้น เป็นการขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง โดยจะเน้นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน

5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบที่หลากหลายและมีคุณภาพ เน้นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันและภูมิปัญญาเฉพาะถิ่นในสังคมชุมชนนั้น ๆ จนสามารถนำไปประกอบอาชีพเพื่อดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะอยู่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เกษตรกรรม (STIA)

6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล เป็นการพลิกโฉมการเรียนอาชีวศึกษาแนวใหม่ด้วยเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ สร้างเด็กสายอาชีพให้กลายเป็นนวัตกร ยกระดับการเรียนในสายอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัล และ 7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะในศตวรรษที่ 21 และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มีการปฏิรูปทั้งตัวผู้สอนคือครู และรูปแบบการเรียนการสอน

“ขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่กรุณาส่งกำลังใจมาให้ และสนับสนุนการทำงานมาโดยตลอด เพื่อวางรากฐานทางการศึกษาไทย การก้าวสู่ปีที่ 3 ในการทำงาน ยังมีความท้าทายรออยู่อีกมากมาย เราทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติในทุกๆมิติ ดิฉันจะทำสิ่งที่ทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่องและเห็นเป็นรูปธรรมเป็นการเติม ต่อยอด และยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู 100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601228

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.47 น.

บอร์ด กพฐ. จี้เร่งฉีดวัคซีนครู100% ย้ำไม่ควรบังคับเปิด-ปิดเทอม 2 พร้อมกันทั่วประเทศ

10 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้หารือกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) , นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) ถึงการเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 12-18  ปี ในสังกัด ศธ. ซึ่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการประชุมในบ่ายวันนี้ (10 กันยายน 2564) โดยขณะนี้ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ.ได้ทำการสำรวจและสอบถามความสมัครใจในการฉีดวัคซีน เพื่อเตรียมรองรับการลงมือฉีดวัคซีนแล้ว หาก ศบค.เห็นชอบแผนการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก ที่มีอายุตั้งแต่ 12 -18 ปี

ด้านนายสุภัทร กล่าวภายหลังหารือว่า ศธ. กำลังรอกระทรวงสาธารณสุข ที่จะเสนอให้ ศบค.พิจารณาถึงการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนว่าผลจะออกมาอย่างไร ศธ.จึงได้ประชุมเพื่อเตรียมการว่า หาก สธ.เสนอ ศบค.ผ่านแล้ว ศธ.จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง

ขณะที่นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ รักษาการประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รักษาการประธาน กพฐ.) กล่าวภายหลังประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมหารือแนวปฏิบัติการควบรวม ยุบ หรือเลิกสถานศึกษาต้องให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้ดูแล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ที่จะเปิดในช่วงเดือนพฤศจิกายน นี้ ถ้าต้องการเปิดเทอมโดยเร็ว ไม่ควรจะห่วงเรื่องการฉีดวัคซีนในเด็ก แต่ควรจะเร่งฉีดวัคซีนครูให้ครบ 100% เพราะจากสถิติแล้วเด็กมีโอกาสติดเชื้อต่ำ และจากข้อมูลที่พบมีเด็กติดเชื้อประมาณ 140,000 คน เสียชีวิต 13 คน ดังนั้นครูควรเป็นเป้าหมายหลัก โดยการฉีดวัคซีนต้องคำนึงถึงครูทุกกลุ่มด้วย ไม่ใช่เฉพาะแค่ครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่ควรจะรวมถึงครูทุกสังกัด โดยเฉพาะครูชาวต่างชาติ

“ขณะนี้ สพฐ. รายงานว่ามีครูได้รับวัคซีนทั่วประเทศ 70% หากครูได้รับวัคซีนครบ 100% ในเดือนตุลาคม นี้ การเปิดเทอมในโรงเรียนก็สามารถทำได้ ส่วนวัคซีนของเด็ก ทราบว่า ศธ. จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อจัดสรรวัคซีนอะไรให้เด็ก โดยการฉีดวัคซีนนั้นต้องได้รับความสมัครใจจากผู้ปกครองด้วย

“นอกจากนี้ไม่ควรบังคับให้เปิดและปิดเทอม 2 เหมือนกันทั้งประเทศ ควรจะให้ สพท. และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาว่าการระบาดในพื้นที่เป็นอย่างไร หากในพื้นที่ไม่มีการระบาดแล้ว ก็ควรจะเปิดเทอม 2 เร็วขึ้นได้ หากพื้นที่ไหนยังมีการระบาดอยู่ อาจจะแบ่งกลุ่มมาเรียนในโรงเรียน เช่น ในระดับชั้นประถมศึกษา ให้เป็นกลุ่มมาเรียนในโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น แม้นักเรียนจะได้มาโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง แต่ก็ยังดีกว่าเรียนออนไลน์ 100%” นายเอกชัย กล่าว

ศธ.จับตาโรงเรียนยึกยักไม่จ่ายเยียวยา 2 พัน ย้ำห้าม ‘หักเงิน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601219

ศธ.จับตาโรงเรียนยึกยักไม่จ่ายเยียวยา2พัน ย้ำห้าม‘หักเงิน’

ศธ.จับตาโรงเรียนยึกยักไม่จ่ายเยียวยา2พัน ย้ำห้าม‘หักเงิน’

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.29 น.

“ตรีนุช” จี้ต้นสังกัดสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชน กำชับโรงเรียนจ่ายเงินเยียวยาช่วยค่าใช้จ่ายการเรียนรู้ถึงมือนักเรียน ผู้ปกครอง เต็มจำนวน 2,000 บาท หลังพบบางแห่งยังไม่จ่าย-ให้ไม่ครบ

10 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ติดตามการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ คนละ 2,000 บาท ตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

ทั้งนี้ ตนได้รับข้อมูล ว่า ขณะนี้มีสถานศึกษาบางแห่งทั้งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินให้แก่ผู้ปกครอง หรือหักเงินดังกล่าวไว้ส่วนหนึ่ง โดยใช้เหตุผลต่าง ๆ เช่น ระบุว่าเป็นการหักค่าบำรุงการศึกษา หรือค่าธรรมเนียมการเรียน ที่ผู้ปกครองค้างชำระสถานศึกษาไว้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการจ่ายเงินเยียวยานี้ รัฐบาล และ ศธ. มีเจตนาให้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 เงินนี้ต้องถึงมือนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองเต็มจำนวน เพื่อนำไปใช้ตามความจำเป็น สถานศึกษาไม่มีสิทธิ์หักเงินนี้ไว้ไม่ว่าในกรณีใด ๆทั้งสิ้น  
 

“เมื่อรับทราบข้อมูล ว่า สถานศึกษาบางแห่ง ยังไม่จ่ายเงินให้ผู้ปกครอง หรือมีการหักเงินส่วนหนึ่งไว้ ดิฉันจึงได้ประชุมร่วมกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) โดยได้กำชับให้สั่งการไปยังแต่ละส่วนราชการในสังกัด ให้ดำเนินการตามหนังสือแนวปฏิบัติการเบิกจ่ายเงินตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้มีหนังสือจากต้นสังกัดแจ้งไปยังสถานศึกษาก่อนหน้านี้อย่างเคร่งครัด รวมถึงดำเนินการจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท ให้ถึงมือนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองเต็มจำนวนโดยเร็ว หากพบปัญหาการแจกจ่ายเงินขอให้แจ้งมาที่สายด่วน ศธ. 1579” รมว.ศธ. กล่าว