2 พส. เข้ารับฟังโอวาทเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาสุธี เมตตาแนะนำสั่งสอน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601187

2 พส. เข้ารับฟังโอวาทเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาสุธี เมตตาแนะนำสั่งสอน

2 พส. เข้ารับฟังโอวาทเจ้าคุณอาจารย์ พระราชปัญญาสุธี เมตตาแนะนำสั่งสอน

วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.34 น.

วันที่ 10 กันยายน 2564 ภายหลังจาก พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แห่งวัดสร้อยทอง เดินทางไปหารือกับ กรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร จากกระแสประเด็นการไลฟ์ซึ่งถูกมองว่าไม่สำรวม เมื่อวันที่  9 กันยายนที่ผ่านมา

ล่าสุด พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เข้ารับฟังโอวาทจากเจ้าคุณอาจารย์พระราชปัญญาสุธี รษก. เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง พร้อม พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต 

โดยระบุว่า เข้ารับฟังโอวาทจากเจ้าคุณอาจารย์พระราชปัญญาสุธี รษก. เจ้าอาวาสวัดสร้อยทอง กราบขอบพระคุณเจ้าคุณอาจารย์ ที่ได้เมตตาแนะนำสั่งสอน ทั้งเพื่อการปรับปรุงแก้ไขและการทำหน้าที่ในการเผยแผ่พระศาสนาต่อไป

ปล. เจ้าคุณอาจารย์ฝากว่า ว่างๆ มาทำบุญวัดสร้อยทองกันบ้างนะโยม มาสนับสนุนพระเณรที่ศึกษาเล่าเรียนพระบาลี -007

‘ตรีนุช’ เบรค 2 โรงเรียนนานาชาติ ห้ามขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601059

'ตรีนุช'เบรค 2 โรงเรียนนานาชาติ ห้ามขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

‘ตรีนุช’เบรค 2 โรงเรียนนานาชาติ ห้ามขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 17.08 น.

“ตรีนุช” เบรคโรงเรียนเอกชนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนผู้ปกครอง ในสถานการณ์โควิด

วันที่ 9 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ลงนามประการศ เรื่อง ค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น  ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา ให้โรงเรียนลดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2564 โดยให้คงอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น เท่ากับปีการศึกษา 2563 หากมีความจำเป็นให้ปรับขึ้นได้โดยต้องไม่กระทบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนอยู่เดิม 

นอกจากนี้  น.ส.ตรีนุช ยังได้ลงนามประกาศ เรื่อง ค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ถึงผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนนานาชาติ เซต์ แอนดรูว์ส กรุงเทพฯ  โดยให้ทางโรงเรียนลดอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ประจำปีการศึกษา 2564  ให้คงอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นเท่ากับปีการศึกษา 2563 หากมีความจำเป็นให้ปรับขึ้นได้โดยต้องไม่กระทบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่เรียนอยู่เดิม 

ทั้งนี้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) -007

‘เดโช บูรณบรรพต’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ถึงแก่กรรม สิริรวมอายุ 67 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601032

'เดโช บูรณบรรพต'ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ถึงแก่กรรม สิริรวมอายุ 67 ปี

‘เดโช บูรณบรรพต’ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ถึงแก่กรรม สิริรวมอายุ 67 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.19 น.

วันที่ 9 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (อธิบดี สวธ.) เปิดเผยว่า นายเดโช บูรณบรรพต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช 2559 ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ณ บ้านพักเลขที่ 524/2 ตรอกมาตานุสรณ์ แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร เนื่องจากระบบหัวใจหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่วมกับโรคชรา สิริรวมอายุ 67 ปี มีกำหนดรดน้ำศพในวันที่ 9 กันยายน 2564  เวลา 16.00 น. ณ ศาลา 14 วัดธาตุทอง และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ 9 – 11 กันยายน 2564 ณ ศาลา 14 วัดธาตุทอง ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 12 กันยายน 2564 เวลา 14.00 น. ณ เมรุวัดธาตุทอง กทม.

อธิบดี สวธ.เปิดเผยอีกว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ
 สำหรับประวัติของนายเดโช บูรณบรรพต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช  2559 เกิดวันที่ 6 กันยายน 2496 ที่จังหวัดนครปฐม  ท่านสร้างสรรค์ผลงานแนวชีวิตศิลปะ มีความสวยงาม และมีเรื่องราวในตัวเองให้คุณค่าทางอารมณ์ สื่อความหมายบรรยายกาศได้อย่างครบถ้วน อาทิ ภาพวิถีชีวิต ภาพธรรมชาติของคน ลักษณะของการแต่งกาย การยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นต้น จนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และสร้างชื่อเสียงเป็นอย่างมาก พ.ศ. 2531 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถให้ถ่ายภาพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฒโน) เพื่อใช้ในการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ และได้ถวายงานมาโดยตลอด ด้วยผลงานการถ่ายภาพที่โดดเด่นจึงได้รับหนังสือจากสำนักพระราชวังโปรดเกล้าฯ ให้เป็นช่างภาพในการบันทึกพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนต่างประเทศทั้งการเสด็จส่วนพระองค์และการเสด็จแทนพระองค์อย่างเป็นทางการ ตลอดจนร่วมปฏิบัติงานด้านการถ่ายภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์และพระมหากษัตริย์ต่างประเทศ จึงได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่าย) พุทธศักราช 2559 

-007

‘ตรีนุช’ ยืนยันไม่มีนโยบายสั่งทำคลิป ให้นร.ขอบคุณรับเงินเยียวยา 2 พัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601026

'ตรีนุช'ยืนยันไม่มีนโยบายสั่งทำคลิป ให้นร.ขอบคุณรับเงินเยียวยา2พัน

‘ตรีนุช’ยืนยันไม่มีนโยบายสั่งทำคลิป ให้นร.ขอบคุณรับเงินเยียวยา2พัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.02 น.

“ตรีนุช” ยืนยันไม่มีนโยบายให้โรงเรียนทำคลิปขอบคุณหลังรับเงินเยียวยา 2 พัน  ย้ำ! ครู ผู้บริหาร และบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศ เร่งรัดจ่ายเงินถึงผู้ปกครองแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ 

9 กันยายน 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ร่วมรายการ “รมว.ศธ. พบเพื่อนครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ” เพื่อมอบนโยบายพร้อมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติในด้านต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการถ่ายทอดสดทางระบบออนไลน์ OBEC Channel เพื่อสื่อสารไปถึงครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ได้รับทราบเข้าใจไปพร้อมกัน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคนที่ได้ทำงานกันอย่างหนักในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่เราได้เปิดเรียนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ภายใต้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ซึ่งคุณครูทุกคนต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อปรับตัวกับการจัดการเรียนการสอน ทางกระทรวงฯและผู้บริหารระดับสูงเองก็ได้ทำงานกันอย่างหนักทั้งในเรื่องการออกระเบียบ กระบวนการทำงานต่างๆ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นตั้งแต่เรื่องของการลดภาระงานครู การประเมินนักเรียน รวมถึงการลดการบ้านนักเรียน และลดการสอบต่างๆ เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองคลายความเครียดในการเรียน และก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากตอนนี้ได้ โดยในส่วนของการปรับลดภาระงานครูนั้น ก็เพื่อให้ครูได้เน้นในเรื่องการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียน เพราะถึงแม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เราก็อยากให้เด็กได้เข้าถึงการเรียนรู้ให้มากที่สุด พร้อมทั้งลดความเครียดให้กับเด็ก เพราะการเรียนรู้ที่อยู่ในภาวะสภาพจิตผ่อนคลายจะเป็นการเรียนที่ทำให้เด็กได้รับความรู้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้น การลดภาระด้านการเรียนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นงานที่กระทรวงฯพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นมาโดยตลอด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและเป็นห่วงนอกจากเรื่องการจัดการเรียนการสอน กับเรื่องการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ จึงได้จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของผู้ปกครองและนักเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในอัตรา 2,000 บาท ต่อนักเรียน 1 คน ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการโอนเงินงบประมาณตามโครงการดังกล่าวไปยังหน่วยงานในสังกัดและนอกสังกัด ศธ. เรียบร้อยแล้ว  เป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ประมาณ 10.8 ล้านคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาท ก็หวังว่าเงินดังกล่าวจะช่วยบรรเทาและลดภาระให้นักเรียนและผู้ปกครอง จึงฝากผู้บริหารและคุณรูดำเนินการจ่ายเงินด้วยความเร่งรัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ 

“สำหรับเรื่องการถ่ายคลิปที่มีผู้ปกครองและนักเรียนขอบคุณรัฐมนตรี จากการจ่ายเงินเยียวยา 2,000 บาท ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้นั้น ดิฉันขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายใดๆ ที่จะไปสร้างภาระให้กับคุณครูด้วยการถ่ายคลิปขอบคุณมาให้  ด้วยมาตรการที่ได้พูดคุยกันในกระทรวงฯมาตลอดอยู่แล้วว่า ในการลงพื้นที่ไปพบปะเยี่ยมเยียนโรงเรียนในสถานการณ์ตอนนี้ทางโรงเรียนก็มีความยากลำบากอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ดิฉันเองจะไม่สร้างภาระต่างๆให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนคลิปวิดีโอที่บางท่านมีความตั้งใจที่อยากขอบคุณมาโดยตรงนั้น ดิฉับก็ต้องขอขอบพระคุณที่มีเจตนาดี แต่โดยหลักการแล้วดิฉันไม่ได้มีนโยบายสั่งการตรงนี้ลงไป” นางสาวตรีนุช

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า นอกจากเรื่องของการจ่ายเงินเยียวยา นายกฯก็ห่วงเรื่องการจะฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียน โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้กับครูมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งเราได้วางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียนแล้ว ในขณะนี้เราได้ฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาไปแล้วกว่า 70% และกำลังเร่งทยอยฉีดในส่วนที่เหลือ ในการเร่งรัดการฉีดวัคซีนก็เพื่อไม่ให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้ในช่วงเวลานี้ ซึ่งสิ่งที่กระทรวงฯคิดมาตลอด คือ ไม่มีการเรียนรู้รูปแบบใดที่จะดีไปกว่าการที่เด็กได้ไปเรียนในโรงเรียน (On -Site) เพราะการเรียนในห้องเรียนจริง ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาหาความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูและกับเพื่อนนักเรียนและสังคมเข้ามาด้วย รวมถึงเป็นการลดความเครียดของเด็ก เหล่านี้จึงจะเป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ได้ นี่เป็นสิ่งที่กระทรวงฯพยายามคิดอยู่เสมอว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้การเรียนแบบ On-Site เกิดขึ้นได้และมีความปลอดภัย ซึ่งทางด้านกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้เปิดเผยข้อมูลการฉีดวัคซีน ที่จะมีการนำเข้ามาฉีดให้กับเด็กและเยาวชน อายุ 17-18 ปี ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมความพร้อม โดยตนพร้อมด้วยปลัด ศธ. เลขาธิการ กพฐ. และผู้บริหารหน่วยงานหลักของกระทรวงฯ จะได้มีการพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ในการเตรียมพร้อมการวางแผนการฉีดวัคซีน หากมีวัคซีนเข้ามาตามแผนปฏิทินที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เราจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับเด็กรวดเร็วที่สุดได้อย่างไร จะมีหน่วยงานใดที่รับผิดชอบ และต้องคำนึงถึงว่าวัคซีนอะไรที่เหมาะสมจะฉีดให้กับนักเรียน ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงฯก็ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการสำรวจรายชื่อเด็กนักเรียน โดยทางเลขาธิการ กพฐ. ได้มีการประสานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้สำรวจว่ามีเด็กนักเรียนในสังกัดเท่าไหร่  รวมถึงการยินยอมของผู้ปกครองที่จะให้บุตรหลานได้รับการฉีดวัคซีนว่ามีจำนวนเท่าไหร่  ซึ่งเราจะเร่งกระบวนการในส่วนนี้ต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า  นอกจากนั้น กระทรวงฯ ได้ทำโครงการ Safety School Sandbox สำหรับโรงเรียนประจำ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมาให้คำแนะนำว่าต้องทำกิจกรรม bubble and seal กันอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ในระยะแรก ศธ.ได้ดำเนินการไปแล้ว 44 โรงเรียน และจะมีการขยายผลต่อไป ซึ่งในการเปิดเรียนเราจะต้องประเมินสถานการณ์ในภาพรวมใหญ่ด้วย และในส่วนของโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยในโรงเรียน ก็ต้องขอบคุณสถานศึกษา คุณครู ผอ.โรงเรียน ผอ.เขตฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ช่วยเหลือชุมชนในการจัดเตรียมสถานที่ในโรงเรียนให้เป็นโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย เนื่องจากที่ผ่านมาเรามีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้โรงเรียนเป็นโรงพยาบาลสนามก็ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และได้ช่วยเหลือชุมชนด้วย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนหรือในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียน

“อีกสิ่งที่สำคัญคือการสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับนักเรียนและผู้ปกครอง เพราะในการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆเรื่องผู้ปกครองอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ปกครองอาจจะมีความคาดหวังในระดับหนึ่ง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเราทำได้อีกระดับหนึ่ง เราจึงต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กและผู้ปกครอง ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง  สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อีกทั้งมีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง ในการทำงานให้กับเยาวชนและพี่น้องประชาชนของเราต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)  กล่าวเสริมว่า ในเรื่องของการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งทาง สพฐ. ได้โอนเงินไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตเรียบร้อยแล้ว สำหรับสถานศึกษาทุกแห่ง เมื่อได้รับการจัดสรรเงินตามมาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ขอให้เร่งดำเนินการโอนเงินหรือจ่ายเงินสดให้ถึงมือผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา อย่างเต็มจำนวนโดยเร็ว โดยไม่มีการหักเงินค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เพราะตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลต้องการให้เงินนี้เป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายในการเรียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ตามความจำเป็น เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และอื่น ๆ เป็นต้น  ส่วนกรณีของสถานศึกษาหรือนักเรียนที่อาจได้รับเงินเยียวยาล่าช้า เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเป็นนักเรียนที่ได้มีการโยกย้ายสถานที่เรียนหลังจากการอนุมัติโครงการแล้ว ทำให้เกิดรายชื่อตกหล่น ในส่วนนี้ได้ประสานหน่วยงานต่างๆให้เร่งติดตามและดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้เงินลงไปถึงมือผู้ปกครองและนักเรียนครบถ้วนทุกคน

“ส่วนการเตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งเร่งสำรวจรายชื่อนักเรียนรวมถึงการยินยอมของผู้ปกครองให้นักเรียนฉีดวัคซีนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่ว่าหากได้รับการจัดสรรวัคซีนจากกระทรวงสาธารณสุขตามแผนปฏิทินที่วางไว้แล้ว เราจะสามารถดำเนินการได้ทันที  ทั้งนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องเพื่อนครูและผู้บริหารทั้งในระดับโรงเรียน และระดับเขตพื้นที่ ที่ได้ทำงานร่วมกันอย่างสุดความสามารถ และขอให้นำนโยบายของ รมว.ศธ. ไปปรับใช้กับการทำงานในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม เพื่อเกิดประโยชน์กับการจัดการศึกษามากที่สุด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว. 009

โชว์ 12 ผลงานเด่นช่วยชาติ! แก้ว่างงาน U2T เรียนไม่จบไม่ถูกรีไทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/601021

โชว์12ผลงานเด่นช่วยชาติ! แก้ว่างงานU2T เรียนไม่จบไม่ถูกรีไทร์

โชว์12ผลงานเด่นช่วยชาติ! แก้ว่างงานU2T เรียนไม่จบไม่ถูกรีไทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.43 น.

‘เอนก’โชว์ 12 ผลงานเด่นช่วยชาติ แก้ปัญหาว่างงานผ่าน U2T สร้าง รพ.สนามรับผู้ป่วยโควิด ฉีดวัคซีนให้ประชาชนกว่า 7 แสนโดส เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ ได้ศาสตรจารย์โดยไม่ต้องส่งผลงานวิจัย ไปจนถึงการทำวิจัยแก้จนใน 10 จังหวัด พร้อมโครงการสำรวจอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของไทย ยกระดับเศรษฐกิจประเทศ 

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “12 เดือน 12 ดี” ผลงานของ อว. ในรอบปีงบประมาณ 2564 ว่า ผลงานทั้ง 12 เรื่องของ อว. มีทั้งเรื่องการสร้างผลประโยชน์ในระยะสั้น หรือเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน และสร้างผลประโยชน์ระยะกลางและระยะยาวให้กับประเทศ

โดยในระยะสั้นที่ อว.ดำเนินการ อาทิ โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศหรือ U2T ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานจากวิกฤติโควิด-19 เป็นการจ้างงานของรัฐบาลที่ทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทำให้คน 6 หมื่นคนที่เป็นลูกหลานชาวบ้านได้มีงานทำกระจายไป 3 พันตำบลทั่วประเทศ และเป็นครั้งแรกที่เอามหาวิทยาลัยกว่า 76 แห่งลงสู่ตำบลเพื่อทำงานร่วมกับชุมชน ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนหลายร้อยล้านบาท ล่าสุดกำลังขออนุมัติโครงการ U2T ในระยะที่ 2 อีก 4 พันกว่าตำบลเพื่อจ้างงานอีกกว่า 1.2 แสนคน ใช้งบประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท 

รมว.อว. กล่าวต่อว่า เรื่องต่อมาคือ รพ.สนามสู้ภัยโควิด ที่เป็นกองหนุนในยามวิกฤติ อว.เปิด รพ.สนาม 60 กว่าแห่งทั่วประเทศเกือบครบทุกจังหวัด โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัย รับคนไข้มาแล้ว 6-7 หมื่นคน การสร้าง รพ.สนาม เป็นการผันตัวเองอย่างรวดเร็วของ อว.ในยามวิกฤต แสดงให้ประชาชนเห็นว่ามหาวิทยาลัยลงจากหอคอยงาช้าง หน่วยงานวิจัยออกจากป้อมปราการ เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนต่อสู้ในยามวิกฤติ

ต่อมาคือการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด โดย อว. ได้เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 14 จุดและต่างจังหวัด 76 จุด ซึ่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วกว่า 7 แสนโดส นอกจากนี้ ยังมีโครงการ อว.พารอด เป็นโครงการที่ดึงจิตอาสาและอาสาสมัครมาช่วยผู้ป่วยโควิดทรี่กักตัวอยู่บ้านหรือในชุมชน โดยการโทรศัพท์ไปให้กำลังใจและคำปรึกษาพร้อมส่งกล่องยาสมุนไพรและอุปกรณ์จำเป็นไปให้ โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชนมาร่วมบริจาคสิ่งของจนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคม 

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการ BCG โมเดลเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลที่ อว.ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของประเทศในระยะกลางและระยะยาวเพื่อนำไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม 4.0 และนำไปประเทศไทยไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจแบบทำน้อยได้มาก ไม่ใช้ทำมากได้น้อยเหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกันมีโครงการธัชชาหรือวิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อทำให้เห็นว่า อว.ไม่ได้มีแค่วิทยาศาสตร์ เทคโลยีและนวัตกรรม แต่ยังมีเรื่องของสังคมศาสตร์ฯ ด้วยเพื่อสร้างความสมดุลให้กับทุกศาสตร์ ผลงานสำคัญคือการทำเรื่องสุวรรณภูมิศึกษา เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศไทยย้อนหลังไป 2,500 – 3,000 ปี เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยมีอารยธรรมและยังช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้  

“ที่สำคัญยังมีผลงานเรื่องการวิจัยความยากจนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า โดยการทำวิจัยใน 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยจนได้ตัวเลขคนจนจริงๆ มากว่า 4 แสนคน เพื่อจัดทำเป็นบิ๊กดาต้านำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนที่ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมมีการติดตามประเมินผลจนกว่าจะหายจนอีกด้วย” รมว.อว. กล่าว

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยไม่ต้องส่งงานวิจัยหรือตำราก็ได้ โดยมีคุณสมบัติ อาทิ ทำงานรับใช้สังคมและท้องถิ่น ทำงานสร้างสรรค์หรือด้านศิลปะ มีการสอนที่เป็นเลิศ เป็นต้น การลดค่าเทอมเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาและผู้ปกครองในช่วงโควิด ถือเป็นการแบ่งเบาภาระที่เป็นรูปธรรมอีกผลงานหนึ่งของ อว. 

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวด้วยว่า ขณะที่ การยกเลิกการกำหนดระยะเวลาสำเร็จการศึกษา เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ เป็นอีกเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนไปด้วยพร้อมกับทำงานไปด้วย ผลงานต่อมาคือเรื่องของ TSC โครงการสำรวจอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และสุดท้ายคือการเปิดหลักสูตร WINS ที่เป็นการนำผู้บริหารระดับสูงของ อว.มาอบรมและทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความรักสามัคคี พร้อมช่วยสร้างและพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศ 

“ยืนยันว่า อว.ทำงานดี เร็ว คล่องและประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างไม่ติดขัด ขอย้ำว่าความสำเร็จทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้ทำคนเดียว แต่เป็นผลงานจากความร่วมมือทั้งทีมการเมือง ทีมผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของ อว.ทกคน” รมว.อว. ระบุ -012

บ้าไปแล้ว! ‘พุทธะอิสระ’ซัดป่วยชัดๆ สองมหาพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือเป็นการพ้นทุกข์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600966

บ้าไปแล้ว! 'พุทธะอิสระ'ซัดป่วยชัดๆ สองมหาพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือเป็นการพ้นทุกข์?

บ้าไปแล้ว! ‘พุทธะอิสระ’ซัดป่วยชัดๆ สองมหาพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือเป็นการพ้นทุกข์?

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 14.34 น.

วันที่ 9 กันยายน 2564 นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ “พุทธะอิสระ” ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อยจังหวัดนครปฐฒ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังนี้

ถามมา ตอบไป

ถาม พวกเอฟซีของสองมหาและนักวิชาการรุ่นใหม่ ออกมาเขียน ออกมาโพสต์ว่า การทำให้คนหัวเราะถือเป็นการทำให้เขาพ้นจากทุกข์?

ตอบ บ้ากันไปใหญ่แล้ว นี่มันความคิดเห็นของคนป่วยชัดๆ หากพูดแล้วทำให้คนหัวเราะ ถือว่า เป็นการพ้นทุกข์ได้จริง แล้วทำไมองค์พระโพธิสัตว์ต้องทิ้งสมบัติ ออกบวช

ทั้งที่ในพระราชวังก็มีผู้ทำหน้าที่เป็นตลกหลวง คอยให้องค์ราชาและพระราชวงศ์รื่นเริงบันเทิง หากทำให้คนหัวเราะเป็นทางพ้นทุกข์ได้จริง

เช่นนั้นคนที่ทำอาชีพตลก คงจะไม่มีทุกข์งั้นสิ

วิธิคิดแบบนี้มันเป็นมิจฉาทิฐิชัดๆ การที่บุคคลจะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้นั้น

คือการที่จิตนี้ปราศจากอารมณ์ ไม่เว้นแม้แต่อารมณ์สนุกสนาน เพลิดเพลิน แม้แต่อารมณ์ที่เป็นฝ่ายกุศลหรืออกุศลก็ต้องไม่มี

จนพัฒนาถึงขั้นไม่มีแม้แต่ตัวกู ของกู ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเครื่องผูก เครื่องรัด อันได้แก่ โลกธรรมทั้ง ๘ ซึ่งมีอารมณ์ ๒ ขั้วรวมอยู่ คือ ชอบกับไม่ชอบ

อารมณ์ที่ชอบมี ๔ อย่าง คือ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข

ส่วนอารมณ์ที่ไม่ชอบ อันได้แก่ มีทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมอารมณ์

อารมณ์ทั้งแปดที่พระพุทธเจ้า ทรงเรียกว่า ธรรมเครื่องผูกสัตว์ให้ตกเป็นทาสนี้ ถือเป็นกิเลสอย่างหยาบ ที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้จักต้องทำให้ได้เสียก่อนเป็นเบื้องต้น

อีกทั้งต้องทำความเข้าใจรู้จักถึงความจริงอันประเสริฐ ที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ อันได้แก่ ทุกข์ล้วนเกิดมาจากเหตุ หากต้องการดับทุกข์จักต้องปฏิบัติตามหลักที่ทำให้ทุกข์นั้นดับ

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ คนหลงมัวเมาอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ บริวาร สุข ทุกข์ คงจะไม่เข้าใจดอก เฮ้อ..เสียดายผ้าเหลือง

พุทธะอิสระ

-007

‘กมธ.ศาสนา’แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600937

'กมธ.ศาสนา'แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก

‘กมธ.ศาสนา’แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.03 น.

“กมธ.ศาสนา”แจงดราม่าไลฟ์สด 2 พส.ขายขำ ชี้ไร้อำนาจฟันผิดถูก แต่ขอลดความตลกลงเหลือ 30% ด้าน”พระมหาสมปอง”มีต่อรองขอฮาแบบครึ่งๆ เรียกคนดู ชี้สินค้าอุปถัมภ์ ทำได้แค่วางโชว์-เหมาะกับวิถีพุทธแต่ห้ามโปรโมท

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 9 กันยายน 2564 ที่รัฐสภา ภายหลัง พระมหาสมปอง ตาลปุตโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ 2 พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลาร่วม 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ได้ลงมาแถลงข่าวร่วมกับ กมธ. (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย)

โดย นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ.กล่าวว่า การประชุมวันนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี และพระอาจารย์ทั้ง 2 ก็ตอบคำถามได้ชัดเจน ซึ่งมองว่าการไลฟ์สดเป็นเรื่องดีที่สามารถทำได้ แต่จะเหมาะสมหรือไม่อย่างไร มีพระที่เป็นผู้ปกครองดูแลอยู่แล้ว กมธ.ไม่มีอำนาจในการที่จะชี้ผิดหรือชี้ถูก เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม กมธ.ทำได้แค่แลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่เข้าฟังการชี้แจงด้วยนั้นก็พอในใจกับการชี้แจง และมีการเคลียร์ทุกประเด็นแล้ว

ด้าน พระมหาสมปอง กล่าวว่า โดยสรุปมีทั้งหมด 3 ประเด็น ในส่วนของด้านดีคือ การทำงานที่ทันยุคทันสมัย ส่วนด้านลบที่ต้องปรับปรุงคือ หากผิดพลาดจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งอาตมาก็จะปรับปรุง โดยกรรมาธิการก็ให้ข้อแนะนำว่าให้ระวังเรื่องคำพูด เพราะหากเกิดผิดพลาดจะแก้ไขได้ยาก โดยมีการตกลงกันว่า เนื้อหาธรรมะ 70% และตลกขบขัน 30% อาตมาก็ได้ต่อรองไปว่าในช่วงต้นไลฟ์ของเรื่องหาธรรมะ 50 ตลก 50 เพื่อดึงคนให้ฟังไลฟ์ต่อ

เมื่อถามถึงการโฆษณาหรือสินค้าอุปถัมภ์ นายสุชาติ กล่าวว่า สามารถทำได้ ในลักษณะการตั้งโชว์ แต่ไม่ให้พูดถึงตัวสินค้าที่เป็นโฆษณา ไม่ให้เชียร์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะอุปถัมภ์ต้องมีความเหมาะสมกับพระพุทธศาสนา

ด้าน พระมหาไพรวัลย์ กล่าวขอบคุณที่ กมธ.ได้เชิญมารับฟังความคิดเห็น ยืนยันว่าจะนำคำแนะนำของ กมธ.ทุกคนไปปรับปรุงให้เหมาะสม ซึ่งอาตมาก็คำนึงถึงความเป็นห่วงของทุกคน ที่ได้เห็นว่าเราเป็นพระที่ได้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เหมาะสมต่อไป

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีกฎอะไรในการที่จะไลฟ์สดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า กรณีนี้ถือเป็นกรณีใหม่ ที่มีการเทศน์ออนไลน์และมีคนติดตามเป็นจำนวนหลายแสนคน เราจึงจะนำข้อตกลงในวันนี้มาเป็นบรรทัดฐานในกรณีไลฟ์สดหากมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ.ออกมาระบุให้พระทั้ง 2 รูป ลาสิขาบทเพื่อไปเป็นดารา นายสุชาติ กล่าวว่า ได้มีการเคลียร์ใจในที่ประชุม กมธ.แล้ว ในขณะที่พระมหาไพรวัลย์ กล่าวย้ำว่า นายไพบูลย์ ฝากมาบอกสื่อว่า อย่าจี้ถามทุกเรื่อง – 006

2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600921

2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

2 พส.แจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.18 น.

แค่สร้างเสียงฮา! “2 พส.แห่งวัดสร้อยทอง”เข้าแจงสภาฯปมไลฟ์สด อ้างไม่ขัดธรรมวินัย หาใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ยันยินดีตอบทุกคำถาม ฝากธรรมะพ่วงนักการเมือง”ลืมความหลังสร้างปัจจุบันเพื่ออนาคต-เมื่ออยากเป็น ก็ต้องอยากทำงานด้วย”

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 9 กันยายน 2564 พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ 2 พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง เดินทางมาที่รัฐสภา ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นิมนต์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีเกิดกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียลถึงการออกมาไลฟ์สดทางโซเชียลฯ

โดยพระมหาสมปอง ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ว่า วันนี้ ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย เหมือนกับที่อาตมาไลฟ์สดก็ไม่ได้เตรียมอะไร ดังนั้น ก็แล้วแต่ กมธ.ถามว่ามีประเด็นไหนบ้างที่เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ตรงไหนเกิน ตรงไหนขาด ถ้าเตือนก็คงน่าจะเป็นเสียงของพระมหาไพรวัลย์ ถ้าจะเติมก็เป็นเรื่องของธรรมะ จริงๆ แล้วการไลฟ์สดของอาตมาทั้ง 2 รูปที่ผ่านมา เป็นเพียงคาบเรียนแรก และเป็น 1 ชั่วโมงแรกที่เจอเด็กๆ เพื่อทักทายกัน และให้เขาสนใจ แต่คาบต่อไปคือ วันนี้ จะเข้าสู่เนื้อหามากขึ้น ซึ่งตอนนั้นเด็กๆ ก็คงจะเริ่มหลับกันแล้ว

ด้าน พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้ซีเรียสอะไร กมธ.นิมนต์มา เราก็ยินดีที่จะมา และยินดีตอบทุกคำถามอยู่แล้ว กมธ.อาจจะสงสัย ซึ่งเราก็เข้าใจท่าน เพราะบางเรื่องอาจจะทำแบบนี้ได้หรือไม่ เราก็จะตอบให้หมด

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ มีบางฝ่ายมองว่าการไลฟ์สดที่ผ่านมา ผิดพระธรรมวินัย ที่ไม่สำรวม พระมหาไพรวัลย์ กล่าวว่า ไม่กังวล เมื่อวานได้คุยกับหลายท่านว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร จริงๆ เรื่องเสียงหัวเราะไม่น่ามีปัญหา

พระมหาสมปอง กล่าวเสริมว่า เรื่องนี้ไม่กังวล เพราะอาตมาคิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่เป็นห่วง และกมธ.ก็มีหน้าที่อุปถัมภ์ คุ้มครองพระพุทธศาสนา ดังนั้น เราคิดว่าจะคุ้มครอง และดูแลเรา อย่างไรก็ตาม หากใครเชิญให้ไปชี้แจง อาตมาก็จะไป และอาตมาอยากจะถามด้วยว่า กมธ.ศาสนา ที่คุ้มครองและอุปถัมภ์ศาสนา เราทำงานมาไม่ค่อยมีใครอุปถัมภ์ เราไปบรรยายที่นั้นที่นี้ ส่วนใหญ่โรงเรียนก็ดูแลเรา ต่อไปพระรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกฝนตัวเองขึ้นมาแทนเรา กมธ.จะดูแลอย่างไร หรือว่ามีใครมาด่าลูกๆ ท่าน ซึ่งเราก็ดูเหมือนลูกศาสนา ท่านจะคุ้มครองเราอย่างไร จะคุ้มครองหรือทำลายเรา โดยเรื่องนี้อาตมาคิดไว้ในหัว ก็ไม่รู้จะกล้าถามหรือไม่

เมื่อถามว่า แม้จะเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังจะไลฟ์สดเหมือนเดิมต่อไปหรือไม่ พระมหาสมปอง กล่าว เราจะ “ล.ร.ร.” เราจะ “ไลฟ์เรียบร้อย” ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ ตอบเสริมว่า การไลฟ์ ไม่ถึงกับเหมือนเดินเราจะปรับให้ดีขึ้น

เมื่อถามว่า ยังคงมั่นใจว่าการไลฟ์สดลักษณะนี้ ทำให้เยาวชนหันมาฟังธรรมะมากขึ้นใช่หรือไม่ พระมหาสมปอง กล่าวว่า เชื่อมือเราเถอะ อาตมาบรรยายธรรมมา 20 กว่าปี ตั้งแต่ยังไม่ออกทีวี เราทำงานเก็บผู้ฟังอย่างไร ให้อะไรตอนไหน เรามีจังหวะนั้นอยู่แน่นอน แต่การไลฟ์วันแรกก็อย่างที่บอกยังงงกับเด็กนักเรียนอยู่ แล้ว ผอ.มาดุว่า 2 คนนี้สอนอะไรกันเสียงดังไปห้องข้างๆ แล้วท่านก็มาบอกว่าควรจะสอนอย่างนี้ อย่างนั้น เพื่อเกิดความเหมาะสม ซึ่งอาตมามองตรงนั้นมากกว่า

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ขอให้พระทั้ง 2 รูป เมื่อมาถึงรัฐสภาแล้ว ขอให้ฝากธรรมะด้วย โดยพระมหาสมปอง กล่าวว่า “จงลืมเสียเถิดความหลัง แล้วสร้างปัจจุบันเพื่ออนาคต” บางท่านก็ยึดติดกับความหลัง และไปรื้อฟื้นต่างๆ มา เหมือนกับไปรื้อฟื้นคลิปเก่าๆ ของพระมหาไพรวัลย์ ที่มีคนฟังหลักสิบหลักร้อย แต่ถ้ารื้อฟื้นแล้วเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ก็ดี แต่อย่างไรเราก็สร้างปัจจุบัน เน้นเผยแพร่ศาสนา เหมือนเรามาพีเซนต์หน้าห้อง แล้วพระอาจารย์บอกว่าอันนี้ไม่ดีต้องกลับไปแก้ไข เราก็พร้อมทำอยู่แล้ว เราเป็นพระเด็กๆ ก็พร้อมที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ พระมหาสมปอง ยังได้ฝากธรรมะถึงนักการเมืองว่า เมื่อเราอยากเป็น เราก็ต้องอยากทำงานด้วย เหมือนกับถ้าเราอยากไลฟ์ ก็ต้องอยากให้ธรรมะสอนคนด้วย ฉะนั้น ถ้าท่านมาแล้วดูแลประชาชน ก็สมกับที่ท่านอยากเป็น อย่างที่เขาบอกว่า “ธรรมชาติของตา อยู่ต่ำกว่าสมอง จงอย่าตัดสินแค่การมอง โดยลืมไต่ตรองด้วยการใช้สมองที่สูงส่ง ทุกครั้งที่เราดูอะไร เห็นอะไรต่างๆ ก็ตัดสินใจเลย เหมือนกับที่มีคนมาเตือนแต่แรก แต่ใจเขาบอกดูให้จบก่อน พอจบแล้วก็กลายเป็นให้กำลังใจ และชม ถ้าเป็นภาษาดั้งเดิมตอนเด็ก คือดูหนังให้จบม้วนก่อนแล้วค่อยตัดสินเรา และค่อยตัดสินว่าคิดอย่างไร และให้เราแก้ไขอย่างไร ก็บอกกันได้ แต่ทุกวันนี้โลกของโซเซียลมันเรียล มันจริงมาก ชอบไม่ชอบ ดีไม่ดี แต่จะเป็นเกณฑ์เลยหรือไม่ อาตมาไม่เคยตั้งไว้ เพราะกลัวเขาว่า จะทำให้รู้สึกนอย หรือรู้สึกแย่ ดังนั้น ลองชั่งน้ำหนักดู ประโยชน์ หรือโทษ อันไหนหนักกว่ากัน เพราะเราเพิ่มประโยชน์และสิ่งดีมีคุณค่าได้ เหมือนพวกท่านที่สนใจในคลิป เมื่อสักครู่ตอนลงรถ ยังถามพระมหาไพรวัลย์ ว่า เคยคิดว่าจะมีอย่างนี้หรือไม่ อยู่ก็มาเจอคนเยอะ ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ ได้ตอบกลับว่า “นึกว่ามางานเมืองคาน”

ทั้งนี้ พระมหาไพรวัลย์ กล่าวเสริมว่า ถือคติว่า ถูกต้องทั้งหมดไม่มี ไม่ถูกต้องทั้งหมดก็อาจจะไม่มี ก็ชั่งใจเอา อาตมาว่าจะทำให้ถูกใจทุกคนคงอยาก อย่างว่าคนดูหลักแสน คนดูหลักสิบในคอมเม้นต์ยังตีกันเลย

จากนั้น พส.ทั้ง 2 รูป ได้ขึ้นลิฟต์ไปยังห้องประชุม กมธ. CA 303 เพื่อร่วมชี้แจงต่อ กมธ. (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 2พส.เข้าสภา! ‘มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง’ชี้แจงกมธ.ศาสนา) – 006

2พส.เข้าสภา! ‘มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง’ชี้แจงกมธ.ศาสนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600902

2พส.เข้าสภา! 'มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง'ชี้แจงกมธ.ศาสนา

2พส.เข้าสภา! ‘มหาไพรวัลย์-มหาสมปอง’ชี้แจงกมธ.ศาสนา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.33 น.

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ CA303 อาคารรัฐสภา พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระลูกวัด วัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เข้าชี้แจงถึงกรณีที่มีการไลฟ์สดสอดแทรกเนื้อหาธรรมะ โดยมีการแสดงกิริยาไม่เหมาะสมกับภิกขุภาวะ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยทั่วไป ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสุชาติ อุสาหะ ส.ส.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน – 006

สสว. จับมือ ISMED ผุดโครงการ SME SCALE UP พัฒนาด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม#SootinClaimon.Com

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600702

สสว. จับมือ ISMED ผุดโครงการ SME SCALE UP  พัฒนาด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม

สสว. จับมือ ISMED ผุดโครงการ SME SCALE UP พัฒนาด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แถลงผลการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาเพื่อการขยายธุรกิจสู่สากล (SME SCALE UP)โดยมีหน่วยงานพันธมิตร 19 หน่วยงาน จากภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน ร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการ MSME เปิดโอกาสทางการตลาด ด้วยการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม มาต่อยอดธุรกิจ ปรับโฉม เพิ่มมูลค่า และเตรียมความพร้อมการลงทุน มั่นใจศักยภาพสินค้าไทยขึ้นแท่นยืนหนึ่งในตลาดโลก โดยในปี 2564 นี้ พร้อมจะถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรมจากต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การขยายขนาดการผลิต (Scale up) หรือที่เรียกว่าจากหิ้งสู่ห้าง โดย สสว. สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการประเมินโอกาสทางการตลาด แล้วจึงสรรหาเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรมที่พร้อมจะถ่ายทอด เพื่อ Up Scale สินค้าและบริการควบคู่ไปกับการให้คำปรึกษาแนะนำ สำหรับรูปแบบการทำงานของโครงการ คือ จะให้ผู้ประกอบการ MSME 101 กิจการที่ร่วมโครงการ สามารถเลือก “ช็อปปิ้ง” หน่วยงานให้บริการเอง แต่จะมี ISMED เข้ามาให้คำแนะนำว่าสิ่ง ที่ต้องการนั้นเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจากโครงการทั่วๆ ไป และนอกจากนี้เรายังช่วยประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผ่านแผนการเงินของผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่นี้ ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้ระดับหนึ่ง

ผอ.สสว. เผยอีกว่า จากการพัฒนาในโครงการ SME SCALE UP นี้ สสว.จะมองจากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง ซึ่งจากการทำงานเรามีเคสที่น่าสนใจที่สามารถสร้างเครือข่าย “ต้นแบบเครือข่ายความร่วมมือ” ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับวิสาหกิจชุมชน 3 แห่งด้วยกัน โดยมีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใยผักตบชวา แต่มีจุดคอขวดเรื่องวัตถุดิบ ดังนั้น สสว. จึงเชื่อมโยงให้วิสาหกิจชุมชน 3 แห่ง ที่มีวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหัตถกรรมจากผักตบชวา และประสบปัญหาผลกระทบจากยอดขายในช่วงโควิด-19 สามารถส่งต่อวัตถุดิบต่าง ๆ ป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ ทำให้สามารถเพิ่มการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาจากเดิมใช้ส่วนของก้านได้เพียง 15% ของทั้งกอเพื่องานหัตถกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้ง 100% ในระดับอุตสาหกรรม ทั้งการผลิตเส้นใยผักตบชวาเพื่องานสิ่งทอ ผักตบชวากันกระแทกเพื่อสิ่งแวดล้อม และปุ๋ยจากเศษเหลือทิ้งของผักตบชวาเพื่อการเกษตรปลอดภัย ซึ่งการพัฒนารูปแบบนี้เป็นการตอบสนองนโยบาย BCG ของรัฐบาล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ ผู้ประกอบการในโครงการจะมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 410 ล้านบาท มีการลงทุนเพิ่มไม่น้อยกว่า 109 ล้านบาท ส่งผลต่ออัตราการจ้างงานที่จะเพิ่มขึ้น 368 อัตรา และจะเกิดความคุ้มค่าของงบประมาณในรูปของภาษีที่ภาครัฐจะได้รับจากกำไรของธุรกิจ