นักเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 เหรียญทอง การประกวดนวัตกรรมระดับโลกที่ญี่ปุ่น#SootinClaimon.Com

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600700

นักเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้า 8 เหรียญทอง การประกวดนวัตกรรมระดับโลกที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ คว้ารางวัลแห่งความสามารถทางด้านนวัตกรรมเทียบชั้นนวัตกร มืออาชีพในระดับนานาชาติจากการประกวดผลงานนวัตกรรมระดับโลก“Japan Design, Idea AndInvention Expo (JDIE 2021)”ซึ่งจัดในรูปแบบออนไลน์ ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยคว้ามาได้8 เหรียญทอง 8 เหรียญเงินด้วยผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่เต็มเปี่ยมของนวัตกรตัวน้อย จากการส่งเสริมและสนับสนุนของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ และศูนย์นวัตกรรม โรงเรียนสาธิตจุฬาฯฝ่ายประถม เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์นวัตกรรม แม้ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ไม่สามารถปิดกั้นความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนได้

สำหรับรางวัลเหรียญทองที่ได้รับมีดังนี้ “ระบบห้องน้ำอัจฉริยะ ระเบิดความสนุกสำหรับชีวิตวิถีใหม่ (FunPlosion-Smart Bathroomin the New Normal)” ผลงานของ ด.ญ.ปราณรัก บ่ายคล้อย, ด.ญ.ภารวีหนองหารพิทักษ์, ด.ช.ภูริชา หนองหารพิทักษ์, ด.ช.กวีวัธน์ ศานติวรพงษ์และ ด.ช.ญาณวัฒน์ กฤษดาธานนท์เป็นนวัตกรรมออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในวิถีใหม่ ตู้อัจฉริยะที่สามารถตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิน้ำ ไฟ เสียง ภาพหน้าจอ และกลิ่นในห้องน้ำ มีอุปกรณ์เสริมฆ่าเชื้อโรค ลดการสัมผัส ควบคุมผ่านแอปและเสียง

“ไอเมดิแคร์ โซลูชั่น (iMedicare Solution” ผลงานของ ด.ญ.ทิตชญา มั่นคง และ ด.ญ.นภัสนันท์ สุเมธพิมลชัยเป็นนวัตกรรมในการดูแลผู้สูงอายุเครื่องจ่ายยาอัจฉริยะและแอปพลิเคชั่นที่ช่วยเตือน/บันทึกการใช้ยา ขอความช่วยเหลือ และเชื่อมต่อนัดหมายแพทย์ประจำตัวได้

“ชุดอุปกรณ์ช่วยออกกำลังกายในผู้ป่วยติดเตียง (Muvtivate : Muscle and Movement StimulationVersatility Tool-for Elderly)”ผลงานของ ด.ช.ธิปก ตั้งศิริพัฒน์, ด.ญ.จิรัชญา เหมรัญช์โรจน์, ด.ช.ศิรณัฏฐ์โตวิกกัย, ด.ช.ณัฐธรรม โอสรประสพ,ด.ญ.ณัฏฐาศิริ โตวิกกัย และ ด.ญ.นารา สถาปิตานนท์ (โรงเรียนบางกอกพัฒนา) เป็นนวัตกรรมพัฒนาสมองและพัฒนาข้อต่อและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวทุกส่วนอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเองได้อย่างปลอดภัย เพื่อผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ

ส่วนรางวัลเหรียญเงิน มีดังนี้ “TRAVEL POTTY ห้องน้ำสัตว์เลี้ยงพกพา” ผลงานของ ด.ช.วิน บุญญานุสาสน์,ด.ญ.สลิล บุญญานุสาสน์, ด.ญ.บุญญาดาแสงมณี และ ด.ช.ปรมิศวร์ แสงมณี เป็นนวัตกรรมที่ทำให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกสบายใจกับการขับถ่าย ใช้งานง่ายไม่เปรอะเปื้อน เก็บล้างทำความสะอาดง่าย

“เครื่องจ่ายวิตามินทันใจ (EFFERVESCENT DISPENSER)” ผลงานของ ด.ญ.บุญญาดา แสงมณี,ด.ช.ปรมิศวร์ แสงมณี, ด.ช.วินบุญญานุสาสน์ และ ด.ญ.สลิลบุญญานุสาสน์ เป็นนวัตกรรมสำหรับรวบรวมวิตามินหลากหลายชนิดไว้ด้วยกัน ให้ง่ายต่อการเลือกใช้ ออกแบบให้ใช้งานง่าย ประหยัดเวลา

“แปรงสีฟัน 3 รวมเป็น 1(3 in 1 Travel Toothbrush)” ผลงานของ ด.ญ.พริมลักษณ์ บวรวาณิชย์,ด.ช.ทศ บวรวาณิชย์ และ ด.ช.ปวริศร์ตันตระรัตนะ เป็นนวัตกรรมที่ครบครันเรื่องของแปรงสีฟัน ที่มียาสีฟัน และไหมขัดฟันในตัว ใช้งานง่ายและสะดวกมาก ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ พกพาสะดวก

“กล่องสี เอ็มไอวาย (MIY Coloring)” ผลงานของ ด.ญ.ปิยสรณี วินะยานุวัติคุณ, ด.ญ.ชญาภาศรีวรวิไล, ด.ญ.ปริญ อุดมเกียรติกูล,ด.ญ.ปัณฑารีย์ เลิศฤทธิ์จรัสกิจ และ ด.ญ.พิชา บัณฑิตชุติกุล เป็นนวัตกรรมที่ช่วยในการผสมสีให้ได้สีที่ตรงใจและสามารถจดบันทึกส่วนประกอบการผสมสี ไม่ว่าจะผสมใหม่กี่ครั้งก็จะได้สีเดิมที่ต้องการอยู่เสมอ

“คิดส์เพลิน (Kid Play & Learn)” ผลงานของ ด.ช.ธิปก ตั้งศิริพัฒน์, ด.ญ.จิรัชญา เหมรัญช์โรจน์,ด.ช.ศิรณัฏฐ์ โตวิกกัย, ด.ช.ณัฐธรรมโอสรประสพ, ด.ญ.ณัฏฐาศิริ โตวิกกัยและ ด.ญ.นารา สถาปิตานนท์ (โรงเรียนบางกอกพัฒนา) เป็นนวัตกรรมเกมสำหรับเด็กยุคใหม่ที่มีแนวโน้มที่จะติดเกม ติดมือถือมากขึ้น โดยการนำการละเล่นพื้นบ้านของไทยและนำความรู้ทางด้านจิตเวชมาพัฒนาเกม เพื่อส่งเสริมให้เด็กทุกคน เล่นเกมที่ช่วยพัฒนาสมอง สมาธิ และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

“Shuttlecock Pro” ผลงานของ ด.ญ.ศิริศรัณย์ ดิเรกวัฒนะ, ด.ญ.ปัญญากัญญ์ ไตรทางกูร,ด.ช.บารเมษฐ์ เจริญชัยสมบัติ และ ด.ช.หฤษฎ ปุณณาภิรมย์ เป็นนวัตกรรมฝึกทักษะแบดมินตันสามารถปรับใช้รับลูกแบดมินตันได้ตามความสามารถจำนวนลูกที่เข้าเป้าหมาย เก็บสถิติไว้เพื่อวัดทักษะความแม่นยำ และยังสามารถวางแผนการฝึกซ้อมแต่ละรายบุคคล

ส่วนรางวัลเหรียญทองโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยมมีดังนี้ “โปรแกรมการสอนสะกดนิ้วมือในภาษามืออเมริกันโดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (INFING : INtelligent ASLFINGerspelling tutoring system)” ผลงานของ นายพีระวัฒน์ พันธ์นัทธีร์,จีซู ยุน คำวิลัยศักดิ์, รัชพล ธรรมจาโร,นาราภัทร เห็นการไกล, ภิญญดา ธัญญวรรณ์ และ วณิช เชี่ยววณิชชา เป็นนวัตกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการเรียนรู้ภาษามือแบบอัตโนมัติโดยการใช้เทคโนโลยีการรู้จำท่าสะกดนิ้วมือแบบใหม่

“ชุดทดสอบบอแรกซ์ชนิดเจล (Jelly Borax Tube Kit)” ผลงานของ นายพิรัชย์ อัศวกาญจน์, ด.ญ.ปภาดา อัศวกาญจน์, น.ส.กัลยรักษ์ อัศวกาญจน์และ น.ส.รมณ อัศวกาญจน์ เป็นนวัตกรรมใช้เพื่อทดสอบสารบอแรกซ์ ในอาหาร ใช้งานง่าย และไม่ต้องอาศัยความชำนาญในการใช้งาน

“Less Snore More Sleep” ผลงานของ น.ส.จ้าวไหม ตั้งศิริพัฒน์,ด.ญ.ธันยนันท์ พูนบันดาลสิน, ด.ช.มัชฌิชา สุวิชชโสภณ และ ด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์ เป็นนวัตกรรมลดการนอนกรน ปรับสมดุลการนอน ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย AIที่ช่วยตรวจจับการนอนกรน การหยุดหายใจขณะหลับสำหรับผู้ใช้แต่ละบุคคล

“โปรแกรมฝึกคลื่นสมองด้วยเทคนิคสะท้อนกลับ ป้องกันสมองเสื่อม และลดปัญหาความรุนแรงจากสมาธิสั้น (TRaIN)” ผลงานของ ด.ช.กร เหมรัญช์โรจน์, ด.ช.ธีรภาส อภินันท์กูล และ ด.ช.สุธีพันธุ์ โขวิฑูรกิจเป็นนวัตกรรมจับสัญญาณคลื่นสมอง เพื่อฝึกฝนให้สามารถตั้งสมาธิจดจ่อ คลายความกังวล และเปลี่ยนเป็นการใช้สมาธิที่เพ่งสูงสุด

“Up lift shift life” ผลงานของ ด.ญ.ธันยนันท์ พูนบันดาลสิน,ด.ญ.ณิชาภัทร โกมลบุตร, ด.ช.ปัณณทัตจิตรภักดี, ด.ญ.นภาพร ลี่ดำรงวัฒนากุลและ นายจีราวัฒน์ พูนบันดาลสิน เป็นนวัตกรรมเพื่อให้ผู้ใช้งานนั่งอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม ป้องกันการเกิดโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (ออฟฟิศซินโดรม)

รางวัลเหรียญเงินโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม ได้แก่ “ปากกาต้านโรคระบาด (Anti-Pandemic Pen)”ผลงานของ ด.ช.ธรรมธัช พัวพงษ์พันธ์ และ ด.ช.บุณยกร สัมฤทธิวนิชชา หลิวสุวรรณ เป็นนวัตกรรมต่อต้านโรคระบาดจึงได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น มีฟังก์ชั่นสเปรย์แอลกอฮอล์และสบู่เหลวแบบโรลออน

“พราวด์(มะ)พร้าว (ECO NUT)” ผลงานของ ด.ญ.ณิชานันท์ ทรัพย์สมพล, ด.ญ.ณฐพร พิบูลย์รัตนกิจและ ด.ญ.ลภัสรดา ภาษีผล เป็นนวัตกรรมวัสดุทดแทนพลาสติกและหนังสัตว์จากผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถนํามาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋าสตางค์, กระเป๋าช็อปปิ้ง,พวงกุญแจ

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันวิชาชีพประเภททักษะ One Product One Business #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า https://www.naewna.com/local/600865

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันวิชาชีพประเภททักษะ One Product One Business

อาชีวะอุบลฯคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันวิชาชีพประเภททักษะ One Product One Business

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.56 น.

สุดยอด นักศึกษาแผนกวิชาการตลาดและการจัดการธุรกิจค้าปลีก อาชีวะอุบลฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก 25 ทีมทั่วประเทศ ในการแข่งขันทางวิชาชีพ ประเภททักษะ One Product One Business (หนึ่งผลิตภัณฑ์สู่หนึ่งธุรกิจ)

8 กันยายน 2564 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า วันนี้ แผนกวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม ประกาศผลการแข่งขันทักษะ One Product One Business (หนึ่งผลิตภัณฑ์สู่หนึ่งธุรกิจ) อย่างเป็นทางการ โดยเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2564 แผนกวิชาการตลาดและการจัดการธุรกิจค้าปลีก นำตัวแทนนักศึกษา ระดับชั้น ปวส.1 ได้แก่ นางสาวณัฎฐ์จิรา ธรรมสา นางสาวนุชสรา โยสา และนางสาวไพรินทร์ คำสา ชื่อผลงาน “Cherry Crispy หอยเชอรี่อบกรอบ” โดยมีครูผู้ควบคุมการแข่งขัน คือ นางสาวอรทัย ปริต นางประภัสสร คำเจริญ นางสาวศกลรัตน์ อุทธา นางสาววชิราภรณ์ เขม้นดี และนางสาวดวงดาว จันทร เข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาชีพ ประเภททักษะ One Product One Business (หนึ่งผลิตภัณฑ์สู่หนึ่งธุรกิจ) ภายใต้โครงการ มหกรรมวิชาชีพธุรกิจค้าปลีก ครั้งที่ 1 ดำเนินการจัดโดย แผนกวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม ร่วมกับ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาพันธ์ SME ไทย จังหวัดนครปฐม

ทั้งนี้ กติกาการแข่งขัน ให้ผู้เข้าแข่งขันระดมความคิด จัดทำผลงานกับการคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมี เกิดขึ้น หรือซ้ำซ้อน อาจจะเป็นเพียงความคิดที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ แต่มีความน่าสนใจในการจัดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีข้อจำกัดของรายละเอียดผลงานไม่เกิน 5 หน้ากระดาษ A4 จากนั้นจัดส่งข้อมูลเพื่อเข้าร่วมแข่งขันผ่าน e-mail ให้คณะกรรมการตัดสินผลงานตามแนวความคิดสร้างสรรค์ จากการแข่งขันดังกล่าวปรากฏว่า นักศึกษา แผนกวิชาการตลาดและการจัดการธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จาก 25 ทีมทั่วประเทศ ได้รับเงินทุนการศึกษา จำนวน 1,500 บาท พร้อมเกียรติบัตร สามารถพัฒนาศักยภาพของตนจากการเรียนในชั้นเรียนสู่การประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน และสามารถคว้ารางวัลได้สำเร็จ

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และร่วมสร้างสรรค์ผลงานการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร เพิ่มเวทีในการแสดงความสามารถและศักยภาพของผู้เรียนอาชีวศึกษากลุ่มอาชีพค้าปลีก

เรียบเรียงโดย -(016)

สกศ. กางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย ชูแนวคิด Unplug Coding ทักษะโลกยุคใหม่ สู่การปฏิบัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600857

สกศ. กางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย   ชูแนวคิด Unplug Coding ทักษะโลกยุคใหม่ สู่การปฏิบัติ

สกศ. กางยุทธศาสตร์พัฒนาเด็กปฐมวัย ชูแนวคิด Unplug Coding ทักษะโลกยุคใหม่ สู่การปฏิบัติ

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 20.16 น.

วันที่ 8 กันยายน 2564 ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา  ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมการประชุมชี้แจงแนวทางขับเคลื่อนแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570 ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านโปรแกรม Cisco WebEx โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ กรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย นายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. กล่าวถึงแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570 ซึ่งเกิดขึ้นจากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นผู้ดำเนินการในฐานะฝ่ายเลขานุการ ฯ และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและคาดหวังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการงานร่วมกัน เพื่อผลักดันให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านและเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

ด้าน ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. เสริมความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มตั้งแต่ดูแลหญิงตั้งครรภ์ให้มีสุขภาวะที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับจากรัฐ ทั้งนี้เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ควรได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Unplug Coding ทักษะที่โลกยุคใหม่ต้องการ คือการเรียนโค้ดดิ้งโดยไม่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านการเล่น กล้าตัดสินใจ กล้าตั้งคำถามง่าย ๆ เพื่อใช้ชีวิตประจำวัน สร้างภูมิคุ้มกันการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นพลเมืองโลกในยุคดิจิทัล

หลังจากนั้น ที่ประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวง (พม.-มท.-สธ.) รายงานการขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570  โดย นายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัด พม. กล่าวถึงการดำเนินงานระบบสวัสดิการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และดูแลระบบคุ้มครองเด็ก (Child Protection Information System : CPIS) โดยรับแจ้งเหตุเด็กที่มีความเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือต่อไป  

ต่อจากนั้น  นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รายงานว่า องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนของเด็กปฐมวัย โดยดำเนินการดูแลโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 20,000 แห่ง และรับผิดชอบเด็กปฐมวัยกว่า 870,000 คน มุ่งเน้นการพัฒนาตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ รวมทั้งดูแลการจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าเครื่องแบบ และค่าอาหารกลางวัน 

และนายแพทย์อรรถพล  แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย สธ. เสนอโครงการส่งเสริมการเกิดอย่างมีคุณภาพ และหลังคลอดมีโครงการส่งเสริมการเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต รองรับการให้ความรู้ความเข้าใจกับมารดาในการให้นมบุตร รวมทั้งปฏิบัติการติดตามดูแล ให้คำปรึกษากับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านสุขภาพ ผ่านตัวชี้วัด 4D ได้แก่ 1. Diet ด้านข้อมูลโภชนาการ 2. Development & Play ด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและการเรียนรู้ผ่านการเล่น 3. Dental ด้านสุขภาพช่องปาก และ 4. Disease ด้านสุขภาพร่างกาย

จากนั้นที่ประชุมพิจารณาแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564-2570 โดย ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา รายงานใจความสำคัญของแผนดังกล่าว ที่ยึดมั่นพัฒนาให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพ ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ โดยสรุป ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดและการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย เริ่มตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ และเด็กปฐมวัยได้รับโอกาสเข้าถึงบริการต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม เช่น การสำรวจคัดกรองเพื่อหาภาวะความต้องการพิเศษ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครองมีทักษะการดูแลและคุ้มครองสิทธิเด็ก (Parenting Skills)

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยสร้างระบบให้คำปรึกษา (Coaching) กับบุคลากรที่ดูแลเด็กปฐมวัย และส่งเสริมให้ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพตามมาตรฐานอาชีพผู้ดูแลเด็ก และคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพบริการสุขภาพ 

 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบและกลไกการบูรณาการสารสนเทศด้านเด็กปฐมวัยและการนําไปใช้ประโยชน์ ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลรายบุคคลและสารสนเทศเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดเป็น “ระบบกลางระบบเดียว” เพื่อความถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดทำและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยและการดำเนินการตามกฎหมาย มีระบบและกลไกในการรับเรื่อง ร้องเรียน ไกล่เกลี่ย และดำเนินการทางคดีเพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับประโยชน์ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

ยุทธศาสตร์ที่  6 การวิจัยพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ จากการถอดบทเรียนสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีวิธีปฏิบัติดีเด่น (Good Practices) ส่งเสริมให้มีการเทียบเคียง (Benchmarking) เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง

และยุทธศาสตร์ที่ 7 การบริหารจัดการ การสร้างกลไกการประสานการดําเนินงาน และการติดตามประเมินผลหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ แนวทางการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลแผนดังกล่าว วางกรอบการทำงานระยะแรกในปี พ.ศ. 2564-2565 มุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้และการดำเนินงานควบคู่ทั้ง 4 กระทรวง และเผยแพร่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ผ่านกระบวนการจัดประชุมร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีรายละเอียดระดับโครงการและงบประมาณรายปีอย่างชัดเจนต่อไป -007

สิ้น ‘แม่ครูสุวรรณี’ ศิลปินแห่งชาติ ละครหลวงสำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600762

สิ้น'แม่ครูสุวรรณี'ศิลปินแห่งชาติ ละครหลวงสำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน

สิ้น’แม่ครูสุวรรณี’ศิลปินแห่งชาติ ละครหลวงสำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.32 น.

วันที่ 8 กันยายน 2564 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานว่า นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ – ละครรำ) พุทธศักราช 2533  ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564  เวลาประมาณ  19.42  น. ที่โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เนื่องจากอาการลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดปอด สิริรวมอายุ 95 ปี 4  เดือน

โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ วันที่ 9 กันยายน 2564   เวลา 17.30  น. ณ ศาลา 1  และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2564  เวลา 18.00  น. ณ ศาลา 1  วัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ในวันอาทิตย์ที่ 12  กันยายน 2564  เวลา 16.00 น. ณ เมรุวัดบางไผ่ จังหวัดนนทบุรี

อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000  บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท และขอพระราชทานเพลิงศพให้ ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

สำหรับประวัติของนางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ เกิดเมื่อวันที่ 1  พฤษภาคม พ.ศ.2469  ที่จังหวัดนนทบุรี เป็นละครหลวง สำนักพระราชวังรุ่นสุดท้าย ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนาฏศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ทั้งแบบพื้นเมืองและแบบราชสำนัก เคยแสดงเป็นตัวเอกในละครแบบต่างๆ ให้กรมศิลปากรมาแล้วมากมายหลายเรื่องหลายตอน บทบาทที่ได้รับการยกย่องและนิยมชมชอบจากผู้ชมมากที่สุด “ตัวพระ” เช่น อิเหนา สังข์ทอง พระไวย ไกรทอง สัตยวาน บางครั้งก็แสดงเป็น “นางเอก” เช่น ละเวงวัลลา เป็นต้น

แม่ครูสุวรรณี เป็นผู้อนุรักษ์แบบแผนท่ารำนาฏศิลป์ไทย และละครรำไว้ได้มากที่สุด เคยแสดงและนำคณะไปแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในหลายประเทศ ได้ถ่ายทอดวิชานาฏศิลป์ให้กับนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียนต่าง ๆ หลายแห่ง เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยจริยธรรมคุณธรรม และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ให้แก่สาขาวิชาชีพมาเป็นเวลากว่า 50  ปี จนเป็นที่ยอมรับกันในวงการนาฏศิลปินว่า เป็นผู้มีความสามารถสูงยิ่งต่อเนื่องมาตลอด ท่านจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ – ละครรำ) พ.ศ.  2533

เต็มแล้ว! ยอดจองวัคซีน’ซิโนฟาร์ม’สถานศึกษา เปิดให้เด็ก 10-18 ปี ฉีดฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600649

เต็มแล้ว! ยอดจองวัคซีน'ซิโนฟาร์ม'สถานศึกษา เปิดให้เด็ก 10-18 ปี ฉีดฟรี

เต็มแล้ว! ยอดจองวัคซีน’ซิโนฟาร์ม’สถานศึกษา เปิดให้เด็ก 10-18 ปี ฉีดฟรี

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.47 น.

วันที่ 8 กันยายน 2564 จากกรณีที่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการ “VACC 2 School”  เปิดให้ลงทะเบียนฉีดวัคซีน นำร่องฉีดวัคซีนบริจาค “ซิโนฟาร์ม” ให้กับเด็กและเยาวชน อายุระหว่าง 10 – 18 ปี เพื่อติดตามศึกษาผลของวัคซีน และการกลับคืนสู่การศึกษาปกติอย่างเป็นระบบ โดยผ่านการเปิดรับสมัครให้ “สถานศึกษา” ยื่นความประสงค์ขอรับการจัดสรรวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ให้แก่กลุ่มนักเรียนในสังกัด ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยรับเยาวชนทั้งหมด จำนวน 50,000 ราย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีกำหนดเริ่มนัดฉีดให้กับสถานศึกษาที่ได้รับการจัดสรร ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ซึ่งถือเป็นวันเยาวชนแห่งชาติด้วย  และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก่อนเปิดภาคเรียนใหม่นั้น

ล่าสุด จากการเข้าตรวจสอบการรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ https://vaccine.cra.ac.th ขณะนี้ มีสถานศึกษา ลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนในสังกัด ครบจำนวน 50,000 ราย แล้ว

อย่างไรก็ตาม จะเริ่มฉีดวัคซีนได้ ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2564 เป็นต้นไป และเข้ารับวัคซีนได้ที่ ศูนย์ฉีดวัคซีนตัวเลือกซิโนฟาร์ม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ บมจ.โทรคมนาคม อาคาร 9 ถ.แจ้งวัฒนะ -007

‘ตรีนุช’ไขข้อข้องใจกลุ่ม’นักเรียนเลว’ ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการเพื่อการเรียนไม่หยุดชะงัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600592

'ตรีนุช'ไขข้อข้องใจกลุ่ม'นักเรียนเลว' ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการเพื่อการเรียนไม่หยุดชะงัก

‘ตรีนุช’ไขข้อข้องใจกลุ่ม’นักเรียนเลว’ ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการเพื่อการเรียนไม่หยุดชะงัก

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 09.26 น.

“ตรีนุช”ไขข้อข้องใจกลุ่ม”นักเรียนเลว” รับเรียนออนไลน์ไม่ดีเท่าเรียนที่โรงเรียน แต่เป็นระบบหนึ่งที่ใช้ในการขับเคลื่อนการศึกษาภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ย้ำ ศธ.ใช้ทุกมาตรการ เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงัก ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม “นักเรียนเลว” ที่เรียกร้องให้หยุดเรียนออนไลน์ ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่ม และขอชี้แจงว่าการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 ทำให้ ศธ.ต้องออกคำสั่งปรับรูปแบบการศึกษา เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยมีนโยบายและมอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดจัดทำคู่มือการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และให้โรงเรียนพิจารณาเลือกรูปแบบการเรียนการสอน 5 รูปแบบ คือ 1.On-site เรียนที่โรงเรียน โดยมีมาตรการเฝ้าระวังตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) 2.On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ DLTV 3.On-demand เรียนผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ 4.On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต และ 5.On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร เช่น หนังสือ แบบฝึกหัดใบงาน ในรูปแบบผสมผสาน หรืออาจใช้วิธีอื่นๆ เช่น วิทยุ เป็นต้น และการเรียนตั้งแต่ 2 แบบขึ้นไป โดยพิจารณาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ยึดหลักความปลอดภัย และความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นหลัก

รวมถึงได้มอบหมายให้หน่วยงานต้นสังกัดออกแนวปฏิบัติ แนวทางลดภาระครู นักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน หลังจากที่มีการจัดการเรียนการสอนไประยะหนึ่ง และ ตั้ง ศบค.ศธ.เพื่อติดตามสถานการณ์ แก้ไขปัญหา สนับสนุนการเรียนการสอน เพื่อให้การจัดการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก – 006

‘เรียนรู้แบบไฮบริด’ เทรนด์ใหม่จัดการสอนยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600435

‘เรียนรู้แบบไฮบริด’ เทรนด์ใหม่จัดการสอนยุคโควิด

‘เรียนรู้แบบไฮบริด’ เทรนด์ใหม่จัดการสอนยุคโควิด

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงปาฐกถา เรื่องการเสริมสร้างระบบการเรียนรู้แบบไฮบริดให้มีประสิทธิภาพสำหรับช่วงหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 (Creating anEffective Hybrid Learning for the Post-Pandemic World) ในงานประชุมสัมมนาวิชาการระดับอุดมศึกษา Education NEXT Forum 2021 จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสมาคมดิจิทัลไทย (DUGA)

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า การสร้างระบบการเรียนรู้แบบไฮบริด หรือ Hybrid Learning เป็นการออกแบบและจัดการเรียนรู้ผสมผสานระหว่างชั้นเรียนแบบรักษาระยะห่างกับการเรียนรู้ทางไกลผ่านออนไลน์ กลายเป็นกระแสความนิยมใหม่ที่เกิดขึ้น หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้สถาบันการศึกษาต่างต้องหยุดการเรียนการสอนในห้องเรียนและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนโดยการเตรียมแพลตฟอร์มรองรับ

ซึ่งผู้สอนต้องปรับ Mindset เปลี่ยนกลยุทธ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ใหม่ ด้านผู้เรียนก็ต้องปรับตัวในการเรียนรู้วิถีใหม่และใช้อุปกรณ์ IoTต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการมีส่วนร่วมและแสดงข้อคิดเห็นในชั้นเรียน โดยปัจจุบันคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำแนวคิด Hybrid Learning เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตจากโควิด-19 และพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาในอนาคตเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตไปพร้อมกัน โดยจัดการเรียนการสอนในหลายรูปแบบที่สามารถปรับยืดหยุ่นผสมผสานให้เหมาะกับพื้นที่ผู้เรียน และเนื้อหาวิชา

เช่น จัดการเรียนรู้ทั้งหมดในห้องเรียน การเรียนการสอนในห้องเรียนแล้วลงมือทำด้วยตนเองที่บ้าน การเรียนการสอนออนไลน์ที่บ้านแล้วลงมือทำที่ห้องเรียน การเรียนรู้ผ่านคลิปวีดีโอที่บันทึกไว้ร่วมกับการเรียนทางไกล การแบ่งผู้เรียนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียนที่ห้องเรียนและถ่ายทอดสดให้อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ที่บ้านได้เรียนรู้เพื่อลดความแออัดในสถานศึกษา

“การผสมระหว่างเรียนออนไลน์ที่บ้านกับสถานศึกษา หรือการเรียนแบบ Live-Streaming ควบคู่กันไปกับการสอน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และช่วยแก้ไขปัญหาพัฒนาการเรียนให้เกิดประสิทธิภาพ เหล่านี้ถือเป็นการบริหารจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผสมผสานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายโทรคมนาคม สามารถเรียนในห้องเรียนก็ได้ ออนไลน์ก็ได้ คนละที่หรือที่เดียวกันก็ได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและการเรียนรู้” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการวัดประเมินผลการเรียนการสอนแบบไฮบริด (Hybrid Learning) สามารถทำได้หลายด้าน เช่น ด้านสถิติบนแพลตฟอร์มพิจารณาความเสี่ยงต่อสุขภาพ ประสบการณ์ของครู กิจกรรมและสมรรถนะของผู้เรียนในการเรียนทางไกล ด้านการดูแลสุขภาพ จากความก้าวหน้าของหลักสูตร การมีส่วนร่วมของผู้เรียน การมอบหมายงาน ผลการเรียน ด้านการสำรวจครู พิจารณาจากสุขภาวะของผู้เรียน ความพึงพอใจ ด้านการสำรวจผู้เรียน พิจารณาการเข้าถึงได้ครอบคลุม คุณภาพของการถ่ายทอดความรู้ เป็นต้น

‘เซนต์จอร์จ’ปรับปรุงวิทยาเขต ต้อนรับนักศึกษากลับเกรเนดา #SootinClaimon.Com

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600437

‘เซนต์จอร์จ’ปรับปรุงวิทยาเขต  ต้อนรับนักศึกษากลับเกรเนดา

‘เซนต์จอร์จ’ปรับปรุงวิทยาเขต ต้อนรับนักศึกษากลับเกรเนดา

วันพุธ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) ก่อตั้งขึ้นในปี 2519 โดยมีเป้าหมายในการดึงผู้มีความสามารถและเชี่ยวชาญสูงสุดจากทั่วโลก ซึ่งได้กลายมาเป็นศูนย์การศึกษาชั้นนำที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ด้วยนักศึกษาและคณาจารย์ที่มาจากกว่า 150 ประเทศ SGU จึงนับว่าเป็นสถาบันระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ด้วยมุมมองระดับโลกที่ไม่เหมือนใคร พร้อมให้ความรู้แก่นักศึกษาในโลกที่เปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ มีหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต (พ.บ.) สี่, ห้า, หกและเจ็ดปี โดยเรายินดีรับนักศึกษาจากทุกระบบการศึกษาต่างๆ ทั่วโลก SGU มีเครือข่ายโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ในเครือมากกว่า 70 แห่งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ยังมอบโอกาสพิเศษให้นักศึกษาได้เลือกเริ่มต้นประกอบอาชีพแพทย์ในเกรเนดา สหราชอาณาจักร หรืออินเดีย

คณะแพทยศาสตร์แห่ง SGU ถือเป็นอันดับหนึ่งในฐานะผู้ผลิตแพทย์ประจำบ้านฝึกหัดให้กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพียงแค่ปีแรก สามารถผลิตบุคลากรได้มากกว่า 12 ปีที่ผ่านมารวมกัน และภายในปี 2564 นี้ ทางมหาวิทยาลัยได้ผลิตแพทย์ประจำบ้านฝึกหัดไปแล้วมากกว่า 1,090 คน ให้กับสหรัฐฯ (ข้อมูล ณ เดือนก.ค. 2564) โดย 16 คน เป็นนักศึกษาจากเอเชียตะวันออก

ขณะนี้ วิทยาเขตในเกรเนดาพร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักศึกษากลับสู่ถิ่นด้วยรูปโฉมแบบใหม่ ที่เหล่านักศึกษาจะสามารถสังเกตเห็นถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายจุด SGU ได้ให้การสนับสนุนชุมชนในวิทยาเขตที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยับขยาย และพัฒนาโครงการต่างๆ ขึ้นใหม่ ที่จะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2564-2565 และเมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทางวิทยาเขตจะสามารถรองรับการศึกษาแบบรายบุคคลและแบบกลุ่มได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในห้องปฏิบัติการทักษะทางคลินิกขั้นสูง

ชาร์ล โมดิกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ปรับปรุงหลายๆ จุดในวิทยาเขต และเชื่ออย่างแท้จริงว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญให้นักศึกษาของพวกเราประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังรอคอยการกลับมาของนักศึกษาอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อทำให้วิทยาเขตกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ขณะที่ เกลน เจค็อบ ผู้บริหารระดับสูงของSGU กล่าวว่า เมื่อนักศึกษา คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ของเราได้มาอยู่ในวิทยาเขตพร้อมหน้ากัน ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่วิเศษในการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตร่วมกัน การต่อเติมและการปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยสร้างประสบการณ์พิเศษที่ไม่เหมือนใครให้แก่นักศึกษา

India Sourced: Boeing maintains ‘billion-dollar’ sourcing from India #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006023

India Sourced: Boeing maintains ‘billion-dollar’ sourcing from India


Global aerospace giant Boeing has maintained the momentum of sourcing from India by going in for deep localisation as well as growing supplier base which caters to its international supply chains.

Accordingly, despite challenges posed by the pandemic and global economic upheaval the aerospace giant has continued to source around a billion worth of components and services from India.

Presently, 275 suppliers provide the company with advanced components, sub-assemblies and software support for commercial and defence aircraft as part of Boeing’s integrated global supply chain.

These parts and assemblies cover critical components such as aerostructures, wire-harness, composites, forgings, avionics, mission systems and ground support equipment.

“Our supplier base in India continues to grow and today we have more than 275 suppliers from India who are part of the global supply chain and are manufacturing critical systems and components that go into some of Boeing’s most advanced aircraft,” Boeing India President Salil Gupte told IANS.

“In 2021, we added new suppliers, including several Micro, Small and Medium Enterprises (MSMEs) in support of our commitment to ‘Aatmanirbhar Bharat’ (Self-reliant India). In fact, 26 per cent of our suppliers from India are MSMEs.”

According to Gupte, Boeing’s growth in India has been marked by an increase in the number of partnerships with MSMEs towards manufacturing, skilling and technology in Indian aerospace.

“The Indian supplier landscape has gone through a transformation over the last few years with proven capabilities in driving manufacturing predictability and performance.

“We have consistently supported our partners in upgrading their capabilities and technologies through training, skilling and other initiatives.”

At present, Tata Boeing Aerospace Limited (TBAL), Boeing’s first equity joint venture in India, with Tata Advanced Systems Limited (TASL) has been producing aero-structures for Boeing’s AH-64 Apache helicopter, including fuselages, secondary structures, and vertical spar boxes for customers worldwide.

Recently, Boeing announced the addition of a new production line to manufacture complex vertical fin structures for the 737 family of airplanes.

“This demonstrates that we are moving onwards in the journey towards ‘Aatmanirbhar Bharat’ with Indian suppliers and in making the country a key hub for aerospace and defence manufacturing for the world.”

Besides, the company sees an accelerated recovery in passenger traffic after Covid 2.0.

It has asserted that India’s key long-term fundamentals remain intact.

As per the latest annual India Commercial Market Outlook (CMO), Boeing predicted strong aviation growth in India due to the country’s growing economy and an expanding middle class, fueling demand for more than 2,200 new jets valued at nearly $320 billion over the next 20 years.

Currently, the company directly employs 3,000 people in India.

It has been present in India’s civil aviation sector for more than 75 years. It has provided aircraft and choppers to the Indian Air Force and the Indian Navy as well.

Published : September 12, 2021

How is New Zealand doing it? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40006022

How is New Zealand doing it?


New Zealand, one of the countries that earned global praise last year for its effective pandemic response, quickly imposed a lockdown last month over a single new case of COVID-19.

How is New Zealand doing it?

Prime Minister Jacinda Ardern went live on her Facebook page on Aug. 18 to give a quick 11-minute update on the level-4 lockdown, the country’s strictest alert level, and took questions in a sober, engaging manner — something that did not escape the attention of Filipinos who could only wish they had the same kind of leadership amid a pandemic that has claimed thousands of lives and taken a terrible toll on the economy.
 

To be sure, New Zealand’s COVID-19 playbook has not been spared criticism by its own citizens — the slow vaccination rate, for instance — but the country’s fundamental success so far against the pandemic is undeniable: It has managed to keep the number of cases low and prevent the massive spread of the virus through rigorous contact tracing, isolation, and treatment. It recorded its first death from the Delta variant, the country’s first coronavirus-related death since mid-February, only last Sept. 4.

“We were among the last countries in the world to have the Delta variant in our community… but COVID is very tricky, very hard and it’s all a matter of how we respond once we find it. And New Zealand… we’ve always had our way of respondingʍgo hard, go early because it’s much better than going light and long,” said Ardern.

As of yesterday, the country has reported 3,892 COVID-19 cases and 27 deaths since March last year when the World Health Organization declared a pandemic. In June 2020, Ardern announced that New Zealand was COVID-19-free and then lifted containment measures.

In the Philippines at about the same time, presidential mouthpiece Harry Roque claimed that New Zealand’s success would be hard to replicate in these parts because New Zealand has a much smaller population—5 million—compared to the Philippines’ 109 million. Observers were quick to point out that it was not only a matter of population, but also, and more crucially, of government foresight and leadership.

For instance, New Zealand banned flights from China as early as Feb. 3, 2020, weeks before Feb. 28 when it reported its first confirmed case, and imposed Alert Level 4, with only grocery stores, pharmacies, hospitals, and petrol stations allowed to operate. While the Philippines, on the other hand, banned China flights earlier on Jan. 31, 2020, it did so only after its first COVID-19 case had been reported. The health secretary had earlier justified the dilly-dallying by saying that banning flights from China would have political and diplomatic repercussions.

New Zealand also established from the outset a clear-cut COVID-19 four-level alert system that defined the conditions, risks, and regulations for each levelʍa basic public administration imperative that was seemingly lost on the Philippine government. In “Confusing classifications do not help,” (Safe Space, 9/8/21), Inquirer columnist Anna Cristina Tuazon pointed out how the Duterte administration’s uncoordinated announcements and chaotic policy-making throughout the 18 months of the pandemic have only worsened public anxiety and confusion.

“It is not enough to know what quarantine name we are in; it is more important that we know what to do. When is it time to pause in-person operations? Is it safe to go out and buy groceries? Am I allowed to take a walk around the block? If ‘GCQ’ means something different every single time, with guidelines released right before implementation, this does not allow me to take immediate and appropriate action to keep my family and household safe,” Tuazon wrote.

The Inter-Agency Task Force for the Management of Emerging Infectious Diseases (IATF) has been notorious for its haphazard regulations. Last Sept. 4, it approved a “granular” lockdown for Metro Manila starting Sept. 8; the order was released without any accompanying guidelines. The IATF then abruptly recalled the order on the night of Sept. 7, just hours before it was to take effect. By then, businesses had started preparing for their reopening—one restaurant owner’s post went viral after she went through all the trouble of buying ingredients and briefing her staff, only to learn that the government had clamped down again.

Contrast this administration’s typically muddled messaging with, say, Ardern’s demonstration of reassuring clarity and crisp leadership by answering questions about her government’s support to traders through wage and business subsidies right after announcing New Zealand’s most recent lockdown. And that brand of leadership appears to have worked again — the country is now easing restrictions after cases fell, suggesting that the new outbreak is on its way to being contained. How is New Zealand doing it? If only the smug functionaries in Malacañang—and their principal — would bother to learn from exemplars like it.

Published : September 12, 2021