ฮือฮา นาซา ลุยสร้างจรวดพลังนิวเคลียร์ ส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611956

ฮือฮา นาซา ลุยสร้างจรวดพลังนิวเคลียร์ ส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร

25 ม.ค. 2566 15:49 น.

ฮือฮา นาซา ลุยสร้างจรวดพลังนิวเคลียร์ ส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร

นาซาเผยกำลังสร้างจรวดความเร็วสูง ใช้พลังนิวเคลียร์ เพื่อส่งมนุษย์ไปดาวอังคารได้เร็วขึ้นกว่าปัจจุบันที่ใช้เวลาเดินทางจากโลกไปดาวอังคารนานถึง 7 เดือน

เมื่อ 25 ม.ค. 2566 เดลี่เมล รายงาน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เปิดเผยว่า นาซากำลังสร้างจรวดพลังนิวเคลียร์ ที่สามารถส่งมนุษย์อวกาศไปดางอังคาร (Man on Mars) โดยใช้เวลาเดินทางเร็วขึ้นกว่ายานอวกาศในปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 7 เดือน จึงจะถึงดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้

นาซาร่วมกับสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงด้านกลาโหม (DARPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้มีการสาธิตจรวดภายใต้โครงการ ‘Rocket for Agile Cislunar Operations’ หรือจรวด DRACO (ดราโก) ซึ่งจะมีการทดสอบในปี 2027 หรือ 4 ปีข้างหน้า

ภาพจาก @DARPA : จรวดความเร็วสูงพามนุษย์ไปดาวอังคาร ใช้พลังความร้อนนิวเคลียร์
ภาพจาก @DARPA : จรวดความเร็วสูงพามนุษย์ไปดาวอังคาร ใช้พลังความร้อนนิวเคลียร์

Nuclear Thermal Rocket (NTR) จรวดเครื่องยนต์พลังความร้อนนิวเคลียร์ อาศัยความร้อนจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชั่นมาทำความร้อนและพ่นออกไปจากจรวดด้วยความเร็วสูงเพื่อผลักดันยานไปข้างหน้า โดยจรวดเครื่องยนต์พลังความร้อนนิวเคลียร์จะให้อัตราส่วนของแรงขับต่อน้ำหนักสูงกว่าแรงขับด้วยเครื่องยนต์ไฟฟ้าถึงประมาณ 10,000 เท่า และสูงกว่าการแรงขับจากปฏิกิริยาเคมี 2-5 เท่า

ทีมวิจัยนาซา และ DARPA มีแผนจะใช้รูปแบบจรวด NTR ในการออกแบบจรวด DRACO หลังจากได้มีการทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์จรวดครั้งล่าสุดบนดาวอังคารตั้งแต่ 50 ปีก่อน และนาซาได้ศึกษาแนวคิดการใช้จรวด Nuclear Thermal Propulsion หรือ NTP มาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่เทคโนโลยีเครื่องยนต์พลังความร้อนนิวเคลียร์ NTR จะลดความเสี่ยงอันตรายให้แก่นักบินอวกาศได้ตลอดการเดินทางไปยังดาวอังคาร

“สหรัฐฯ-เยอรมนี” พร้อมส่งรถถังไปช่วยยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611950

"สหรัฐฯ-เยอรมนี" พร้อมส่งรถถังไปช่วยยูเครน

25 ม.ค. 2566 15:00 น.

“สหรัฐฯ-เยอรมนี” พร้อมส่งรถถังไปช่วยยูเครน

สหรัฐฯ และเยอรมนีวางแผนที่จะส่งรถถังไปยังยูเครน ซึ่งรัฐบาลยูเครนหวังว่าจะเป็นตัวพลิกสถานการณ์ในสนามรบ

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน คาดว่าจะประกาศแผนการส่งรถถัง ‘เอ็ม 1 เอบรามส์’ (M1 Abrams) อย่างน้อย 30 คัน ขณะที่มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนี ได้ตัดสินใจส่งรถถัง ‘เลพเพิร์ด 2’ (Leopard 2) อย่างน้อย 14 คัน 

ด้านนายอนาโตลี อันโทนอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความในเทเลแกรมว่า “หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งรถถัง การอ้างเหตุผลต่อการกระทำดังกล่าวด้วยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ “อาวุธป้องกัน” จะไม่ได้ผลอย่างแน่นอน และถือเป็นการยั่วยุที่ชัดเจนต่อสหพันธรัฐรัสเซีย ส่วนโฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า การตัดสินใจของเยอรมนีจะไม่ก่อให้เกิดผลดี และทิ้ง “ร่องรอย” ไว้บนความสัมพันธ์กับรัสเซีย

เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า พวกเขาต้องการอาวุธหนักอย่างเร่งด่วน และกล่าวว่ารถถังที่มีจำนวนเพียงพอสามารถช่วยกองกำลังของยูเครนยึดดินแดนคืนจากรัสเซียได้ แต่จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ และเยอรมนียังคงเผชิญแรงกดดันจากภายในและภายนอกประเทศในการส่งรถถังของตนไปยังยูเครน

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อ้างถึงการฝึกอบรมและการบำรุงรักษาที่จำเป็นสำหรับรถถังเอบรามส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่รัฐบาลเยอรมนีต้องเผชิญกับการถกเถียงทางการเมืองมานานหลายเดือน ท่ามกลางความกังวลว่าการส่งรถถังไปจะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย และทำให้นาโต้เป็นฝ่ายที่ต้องทำสงครามกับรัสเซียโดยตรง

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า การประกาศเรื่องการจัดส่งรถถังไปยังยูเครนอาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่ออ้างว่าสามารถส่งได้อย่างน้อย 30 คัน อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการจัดส่งยังไม่ชัดเจน และอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ยานเกราะต่อสู้ของสหรัฐฯ จะไปถึงแนวรบ

นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของเยอรมนียืนยันว่าพวกเขาจะเห็นชอบในการส่งรถถังเลพเพิร์ด 2 ไปยังยูเครน ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ส่ง เอ็ม 1 อับบรัมส์ ด้วย

ด้านอังกฤษเคยกล่าวว่า จะส่งรถถัง ชาลเลนเจอร์ 2 ไปยังยูเครน ส่วนโปแลนด์ 1 ใน 16 ประเทศในยุโรปและกลุ่มนาโต ที่มีรถถัง ลีโอพาร์ด 2 ที่ผลิตในเยอรมนี กำลังผลักดันที่จะส่งรถถังไปยังยูเครน แต่อยู่ภายใต้กฎหมายการส่งออกที่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเยอรมนี.

สหรัฐฯ กราดยิงรายวัน ล่าสุดกราดยิงในร้านสะดวกซื้อดับ 3 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611940

สหรัฐฯ กราดยิงรายวัน ล่าสุดกราดยิงในร้านสะดวกซื้อดับ 3 ศพ

25 ม.ค. 2566 14:52 น.

สหรัฐฯ กราดยิงรายวัน ล่าสุดกราดยิงในร้านสะดวกซื้อดับ 3 ศพ

คนร้ายกราดยิงคนไม่เลือกหน้าภายในร้านสะดวกซื้อที่รัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ก่อนที่มือปืนจะยิงตัวตายหนีความผิด

เหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ยังคงเกิดขึ้นรายวัน โดยเหตุล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น. วันอังคารที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ภายในร้านสะดวกซื้อเซอร์เคิล เค ในเมืองยาคิมา รัฐวอชิงตัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ โดยมีคนถูกยิงภายในร้าน 2 ศพ และถูกยิงหน้าร้านอีก 1 ศพ ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป โดยคนร้ายยังกราดยิงใส่รถที่ผ่านไปมาในขณะที่วิ่งข้ามไปอีกฝั่ง และจี้ขโมยรถเพื่อขับหลบหนี ตำรวจได้เร่งติดตามไล่ล่านานหลายชั่วโมง ก่อนที่จะได้เบาะแสจากพลเมืองดีแจ้งที่ซ่อนตัวของคนร้าย จนกระทั่งผู้ก่อเหตุตัดสินใจยิงตัวตายขณะถูกตำรวจปิดล้อมกดดัน

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจ แมทท์ เมอเรย์ ระบุว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายจาริด ฮัดด็อก อายุ 21 ปี เป็นชาวเมืองยาคิมา โดยการลงมือก่อเหตุดังกล่าวน่าจะเป็นการสุ่มยิงไม่เลือกหน้า โดยไม่มีเหตุขัดแย้งกับผู้เสียชีวิตมาก่อน โดยไม่มีรายงานตำรวจได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

เหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้นับเป็นเหตุความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนครั้งล่าสุดในสหรัฐฯ หลังจากเมื่อวานนี้มีเหตุกราดยิงในรัฐแคลิฟอร์เนียถึง 2 ครั้ง ทั้งเหตุชายชาวจีนสัญชาติอเมริกันก่อเหตุยิงเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตไป 7 ศพ และบาดเจ็บอีก 1 คน ที่ฟาร์มเกษตร 2 แห่งในเมืองฮาล์ฟ มูน เบย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนนถูกตำรวจจับกุมตัวได้ และก่อนหน้านั้นเมื่อคืนวันเสาร์ก็เพิ่งเกิดเหตุชายชาวเวียดนามกราดยิงผู้คนในฮอลล์เต้นรำ ในเมืองมอนเทอเรย์ ปาร์ก ซึ่งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียเช่นกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 11 ศพ บาดเจ็บ 9 คน ก่อนที่มือปืนจะปลิดชีพตัวเอง.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

เกาหลีเหนือล็อกดาวน์กรุงเปียงยางหลังพบผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611835

เกาหลีเหนือล็อกดาวน์กรุงเปียงยางหลังพบผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่ม

25 ม.ค. 2566 13:42 น.

เกาหลีเหนือล็อกดาวน์กรุงเปียงยางหลังพบผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่ม

กรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลา 5 วัน หลังพบผู้มีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจไม่ทราบชนิดจำนวนเพิ่มสูงขึ้น

เว็บไซต์ข่าว เอ็นเคนิวส์ ที่เกาะติดสถานการณ์ในเกาหลีเหนือ ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเกาหลีใต้ รายงานอ้างประกาศของรัฐบาลเกาหลีเหนือในวันนี้ว่า กรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือได้ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลา 5 วัน หลังพบผู้มีอาการป่วยเกี่ยวกับทางเดินหายใจไม่ทราบชนิดเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประกาศครั้งนี้ไม่ได้ระบุว่าเป็นโรคโควิด-19 แต่ระบุว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองจะต้องอยู่ในบ้านจนถึงสิ้นวันอาทิตย์ และต้องเข้ารับการตรวจวัดอุณหภูมิหลายครั้งทุกวัน

รายงานข่าวระบุว่า ชาวกรุงเปียงยางพากันไปซื้อสินค้าเพื่อกักตุน เพื่อรับมือกับมาตรการเข้มงวดของทางการ แต่ไม่แน่ชัดว่าเมืองอื่นๆ ของเกาหลีเหนือได้ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ด้วยหรือไม่

ก่อนหน้านี้ ทางการเกาหลีเหนือเคยเปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายแรกในประเทศเมื่อปีก่อน และประกาศชัยชนะเหนือโควิดในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เกาหลีเหนือไม่เคยยืนยันยอดผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศว่ามีจำนวนเท่าใด เนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์ในการตรวจหาเชื้อ แต่กลับรายงานยอดผู้ป่วยรายวันที่มีไข้ ซึ่งมียอดผู้ป่วยสะสมราว 4.77 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 25 ล้านคน และหยุดรายงานตัวเลขดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. ปีที่แล้ว

สื่อของรัฐยังคงรายงานเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเพื่อต่อสู้กับโรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงไข้หวัด แต่ยังไม่ได้รายงานเกี่ยวกับคำสั่งล็อกดาวน์

เมื่อวันอังคาร สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ระบุว่า เมืองแกซอง ใกล้ชายแดนเกาหลีใต้ ได้รณรงค์สื่อสารสาธารณะอย่างเข้มข้น เพื่อให้คนทำงานทุกคนปฏิบัติตามกฎต่อต้านการแพร่ระบาดด้วยความสมัครใจ ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต.

เรือบรรทุกสินค้าฮ่องกง อับปางนอกชายฝั่งเกาะเชจู สูญหาย 8 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611818

เรือบรรทุกสินค้าฮ่องกง อับปางนอกชายฝั่งเกาะเชจู สูญหาย 8 ราย

25 ม.ค. 2566 13:34 น.

เรือบรรทุกสินค้าฮ่องกง อับปางนอกชายฝั่งเกาะเชจู สูญหาย 8 ราย

เกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติฮ่องกง อับปางกลางทะเลนอกชายฝั่งเกาะเชจู ซึ่งเป็นน่านน้ำระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้สูญหายอย่างน้อย 8 ราย

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เร่งค้นหาผู้สูญหาย 8 คน จากเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติฮ่องกงล่มนอกชายฝั่งเกาะเชจู บริเวณน่านน้ำรอยต่อของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยหน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นระบุว่าตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้สูญหายที่เหลือรวมทั้งสัญชาติของผู้สูญหาย ขณะที่สามารถช่วยเหลือลูกเรือมาได้แล้ว 14 คน ในจำนวนนี้ 6 คนได้รับการช่วยเหลือโดยหน่วยยามฝั่งของเกาหลีใต้ที่เข้ามาร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีเรือส่วนตัวอีก 3 ลำที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ได้เข้ามาช่วยเหลือ และรับตัวลูกเรือที่ประสบเหตุอีกหลายคนด้วย

อย่างไรก็ตาม ลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมา มี 11 คน ที่ยังไม่ได้สติ โดยหน่วยยามฝั่งได้เร่งส่งตัวทั้งหมดไปยังเมืองนางาซากิทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นแล้ว

สำหรับเรือที่ประสบอุบัติเหตุครั้งนี้คือเรือ จิน เทียน เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติฮ่องกงระวางเรือ 6,651 ตัน โดยเรือจิน เทียนพร้อมลูกเรือชาวจีน 14 ชีวิต และลูกเรือเมียนมาอีก 8 ชีวิต ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือในช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น ขณะที่เรือแล่นอยู่ห่างจากเกาะดันโจ ซึ่งเป็นเกาะร้างทางตะวันตกของญี่ปุ่นราว 110 กิโลเมตร ขณะที่กัปตันเรือได้ใช้โทรศัพท์ดาวเทียมแจ้งหน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้ในช่วงเช้าของวันพุธตามเวลาในท้องถิ่น ว่าพวกเขาและลูกเรือถูกทิ้งไว้ในเรือที่กำลังจะจม ก่อนที่จะขาดการติดต่อไป

ซึ่งจนถึงขณะนี้ หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นยังคงใช้เครื่องบิน รวมทั้งเรือออกค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง โดยทางการเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ส่งเรืออีกหลายลำมาช่วยสมทบในปฏิบัติการครั้งนี้แล้ว โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นจัด โอยอุณหภูมิในช่วงกลางวันของญี่ปุ่น บริเวณเกาะรอบๆ ที่เกิดเหตุลดต่ำเหลือเพียง 3 องศาเซลเซียสเท่านั้น.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

จีนหนาวสะท้าน ทุบสถิติใหม่ -53 องศาเซลเซียส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611565

จีนหนาวสะท้าน ทุบสถิติใหม่ -53 องศาเซลเซียส

25 ม.ค. 2566 08:45 น.

จีนหนาวสะท้าน ทุบสถิติใหม่ -53 องศาเซลเซียส

จีนหนาวจัด บริเวณพื้นที่ตอนเหนือของประเทศ มีอุณหภูมิลดลงทำสถิติใหม่อยู่ที่ -53 องศาเซลเซียส เป็นตัวเลขต่ำที่สุดทำสถิติใหม่เท่าที่เคยบันทึกสถิติมา

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2566 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีน รายงานว่า ตอนนี้สภาพอากาศหนาวจัดในหลายพื้นที่ แต่ที่เมืองโม่เหอ ในจังหวัดต้าซิงอันหลิง มณฑลเฮย์หลงเจียง ซึ่งอยู่ห่างไกลแถบพื้นที่ทางภาคเหนือสุดของประเทศ มีอุณหภูมิลดลงไปอยู่ที่ -53 องศาเซลเซียส เป็นตัวเลขต่ำที่สุดทำสถิติใหม่เท่าที่เคยบันทึกสถิติมา

รายงานข่าวระบุว่า เมืองโม่เหอ หนาวจัดต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียสมา 4-5 วันติดกันแล้ว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และตัวเลข -53 องศาฯ นี้วัดได้เมื่อเวลา 07.00 น. ของเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ต่ำกว่าตัวเลขที่เคยวัดได้หนาวสุด -52 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2512

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีน รายงานว่า คาดว่าพื้นที่ทางภาคเหนือของจีนจะเผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นจัดสุดขั้วแบบนี้ต่อเนื่องไปอีกหลายวัน พร้อมประกาศเตือนภัยคลื่นความเย็นบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ของประเทศ.

สงครามยูเครน โลกร้อน ดัน “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ขยับไปที่ 90 วินาทีถึงเที่ยงคืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611540

สงครามยูเครน โลกร้อน ดัน "นาฬิกาวันสิ้นโลก" ขยับไปที่ 90 วินาทีถึงเที่ยงคืน

25 ม.ค. 2566 08:13 น.

สงครามยูเครน โลกร้อน ดัน “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ขยับไปที่ 90 วินาทีถึงเที่ยงคืน

นักวิทย์ปรับเข็ม “นาฬิกาวันสิ้นโลก” อยู่ที่ 90 วินาทีถึงเที่ยงคืน เพื่อเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ว่าหายนะโลกกำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและสงครามการสู้รบในยูเครน

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2566 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (The Bulletin of the Atomic Scientists-BAS) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า เข็มของ “ดูมส์เดย์ คล็อก” (Doomsday Clock) หรือ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ปี 2566 ถูกปรับมาอยู่ที่ 90 วินาทีเท่านั้นก็จะถึงเวลาเที่ยงคืน หรือไม่ถึง 1 นาทีครึ่งเท่านั้น เนื่องจากปีนี้โลกต้องเผชิญกับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และสงครามการสู้รบในยูเครน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่อเดือนก.พ.ปีที่แล้ว

“นาฬิกาวันสิ้นโลก” จะถูกปรับเข็มนาฬิกาทุกปี เพื่อเป็นการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ สื่อให้เห็นว่า ขณะนี้โลกยังตกอยู่ในความเสี่ยง และเข้าใกล้ช่วงเวลาหายนะจุดสิ้นสุดของมนุษยชาติ โดยการขยับเข็มนาฬิกาในปีนี้ ลดลงไป 10 วินาที เหลือเพียง 90 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืน ถือเป็นเวลาที่สั้นที่สุดในรอบ 3 ปี โดยตั้งแต่ปี 2563 เข็มนาฬิกายังอยู่ที่ 100 วินาทีก่อนเที่ยงคืน โดยเวลาที่ลดลงไปนั้น สะท้อนถึงสถานการณ์โลกที่สุ่มเสี่ยงจากการที่รัสเซียส่งทหารรุกรานยูเครน ได้สร้างความหวาดกลัวถึงสงครามนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2517 หรือเป็นเวลา 76 ปีมาแล้ว โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งในตอนนั้นได้มีการตั้งเข็มนาฬิกาที่อยู่ที่เวลา 7 นาทีก่อนเที่ยงคืน เพื่อเตือนถึงความเสี่ยงที่มนุษยชาติอาจถูกทำลายจากสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น

โดยการปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกในแต่ละปี จะขึ้นอยู่กับข้อมูลปัจจัยความเสี่ยงต่อโลกและมวลมนุษยชาติแต่ละปีนักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ ของโลก แล้วประกาศตัวเลขเข็ม “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ซึ่งเป็นการบอกเวลาเชิงสัญลักษณ์ บ่งชี้สถานการณ์โลกว่ากำลังเข้าใกล้หายนะมากเพียงใด.

ส่องแนวทางกำจัดขยะของฮ่องกง เมื่อพื้นที่ฝังกลบขยะไม่เพียงพออีกต่อไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611030

ส่องแนวทางกำจัดขยะของฮ่องกง เมื่อพื้นที่ฝังกลบขยะไม่เพียงพออีกต่อไป

25 ม.ค. 2566 08:00 น.

ส่องแนวทางกำจัดขยะของฮ่องกง เมื่อพื้นที่ฝังกลบขยะไม่เพียงพออีกต่อไป

  • ฮ่องกงเร่งหาแนวทางรับมือกับขยะปริมาณมหาศาล หลังจากที่พื้นที่ฝังกลบขยะไม่เพียงพอที่จะรองรับขยะอีกต่อไป
  • ประชาชนชาวฮ่องกงจึงถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการช่วยลดขยะเศษอาหาร ซึ่งคิดเป็นปริมาณมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนขยะมูลฝอยของเทศบาลในเวลานี้

ฮ่องกงเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีพื้นที่เพียง 1,114 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่าประเทศไทยราว 500 เท่า แต่พื้นที่ขนาดเล็กนี้มีประชากรอาศัยอยู่มากถึง 7.4 ล้านคน ทำให้ฮ่องกงจึงเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของเอเชียที่มีปริมาณขยะมากที่สุด

รัฐบาลฮ่องกงกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองให้ประชาชนเข้าร่วมในโครงการรีไซเคิลขยะเป็นระยะเวลานาน 18 เดือน เพื่อหวังให้เกิดพฤติกรรมต่อเนื่องและทำเป็นนิสัย เพื่อช่วยกันลดปริมาณขยะในระยะยาว หลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ฝังกลบขยะมีไม่เพียงพอ โดยทุกๆ เย็น หลังจากมื้อค่ำ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในย่านอะเบอร์ดีน จะนำขยะเศษอาหารของพวกเขามาทิ้งในถังขยะรีไซเคิลอัจฉริยะที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้

โดยปัจจุบันนี้พื้นที่ฝังกลบขยะของฮ่องกงกำลังลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีพื้นที่เหลือ ในขณะที่ขยะจากอาหารมีปริมาณคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของขยะมูลฝอยทั้งหมดของทางเทศบาล ซึ่งขยะเหล่านี้แทบจะไม่สามารถนำไปกำจัดรวมกับขยะอื่นๆ ได้ เพราะการฝังกลบจะทำให้เกิดก๊าซมีเทนปริมาณมาก

หนึ่งในผู้อยู่อาศัยที่ร่วมโครงการนี้ระบุว่า มันค่อนข้างจะยุ่งยากที่จะต้องลงมาจากที่พักเพื่อทิ้งขยะรีไซเคิลทุกวัน แต่ทุกคนก็ควรร่วมมือกันเพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีต่อพลเมืองทุกคน และยังช่วยสร้างนิสัยในการแยกขยะให้เกิดขึ้นด้วย

นับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้สามารถรวบรวมขยะเศษอาหารใน 5 นิคมที่พักอาศัยได้มากถึง 43 ตัน ในขณะการทดลองครั้งที่แล้วสามารถเก็บได้ราว 200 ตัน

การกระตุ้นให้พลเมืองรีไซเคิล

สำหรับผลประโยชน์ที่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับจากการนำขยะเศษอาหารไปรีไซเคิล ก็คือการได้แต้ม 50 แต้มต่อ 1 วัน ซึ่งหากสะสมแต้มได้ 150 แต้ม จะสามารถนำไปแลกกับบะหมี่สำเร็จรูปได้ 1 แพ็ก แต่หากสะสมแต้มได้ถึง 1,000 แต้ม จะสามารถนำไปแลกข้าวสารได้ 1 กิโลกรัม

นับว่าโครงการที่ริเริ่มขึ้นมานี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนต่างเข้าใจในความเร่งด่วนของการรับมือกับขยะ

ประชาชนอีกรายที่เข้าร่วมโครงการนี้ระบุว่า เขาสามารถลดปริมาณขยะที่จะต้องไปทิ้งที่บ่อขยะลงได้ถึง 1 ใน 3 แถมขยะจากเศษอาหารยังสามารถนำไปทำประโยชน์ได้ อย่างการไปทำเป็นปุ๋ยสำหรับพืช หรือทำเป็นอาหารสัตว์ โดยไม่เสียเปล่า โดยหวังว่าการลงมือทำในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อไป

ส่วนชาวบ้านอีกคนที่ชื่นชอบโครงการนี้เช่นกันระบุว่า ตราบใดที่ยังมีโครงการนี้ต่อไป เขาก็ยินดีที่จะนำเศษอาหารของเขากลับมาใช้ใหม่ เขายังได้เห็นคนที่อายุมาก พยายามที่จะเรียนรู้การใช้งานถังขยะรีไซเคิลอัจฉริยะ และเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเสียงตอบรับจากประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางบวก แต่ตอนนี้ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าการทดลองนี้จะทำต่อเนื่องไปในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลก็ต้องการประเมินผลว่าการใช้งบประมาณเพื่อโครงการนี้มีความคุ้มค่าหรือไม่

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 กระทรวงสิ่งแวดล้อมฮ่องกงได้ออกพิมพ์เขียวด้านการบริหารจัดการขยะปี 2035 ซึ่งมุ่งเน้นการลดปริมาณของเสีย เพิ่มการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ และยกเลิกการกำจัดขยะแบบฝังกลบ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะกลาง คือ ทยอยลดปริมาณการทิ้งขยะมูลฝอยของแต่ละบุคคลลงร้อยละ 40-44 จากปริมาณขยะของเสียภายในเมือง ซึ่งสร้างขยะเศษอาหารถึงราว 3,400 ตันต่อวัน

เศษอาหารไม่สามารถย่อยสลายได้ดีด้วยวิธีฝังกลบ

ขยะเศษอาหารของเมืองมีที่มาจากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม ตลาด และแม้แต่อุตสาหกรรมผลิตอาหาร แต่ 68 เปอร์เซ็นต์ของเศษอาหารมาจากครัวเรือนเป็นหลัก โดยหลายปีที่ผ่านมา ขยะเศษอาหารเหล่านั้นก็ถูกฝังกลบสะสมขึ้นทุกทีๆ แต่ขยะเศษอาหารกลับไม่สามารถกำจัดได้ดีด้วยวิธีการฝังกลบขยะ เพราะขยะเหล่านี้จะสร้างก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

นับตั้งแต่ปี 2018 ฮ่องกงได้เริ่มเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ ที่ศูนย์ฟื้นฟูทรัพยากรอินทรีย์ เฟส 1 หรือที่เรียกกันว่า O พาร์ก 1

ในปี 2021 ฮ่องกงสามารถรีไซเคิลเศษอาหารราว 66,100 ตัน ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 21 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ศูนย์รีไซเคิลขยะหรือศูนย์ฟื้นฟูทรัพยากรอินทรีย์แห่งที่ 2 จะแล้วเสร็จในปีหน้า โดยจะสามารถเปลี่ยนขยะราว 300 ตันต่อวันให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งจะสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ 5,000 ครัวเรือนได้ใช้เพียงพอนานถึง 1 ปี

เร่งสร้างสังคมสีเขียว

สังคมสีเขียว ถือเป็นหนึ่งในโครงการสนับสนุนการลดปริมาณขยะและเพิ่มอัตราการนำขยะกลับมาใช้ใหม่หรือการรีไซเคิล ภายใต้พิมพ์เขียวที่ฮ่องกงวางไว้ โดยมีการจัดตั้งสถานที่เพื่อรับขยะจากประชาชน 3 ประเภท ได้แก่ สถานีรีไซเคิล ร้านรีไซเคิล และจุดรีไซเคิลซึ่งจะตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนในย่านต่างๆ ทั่วฮ่องกง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์การรีไซเคิลขยะและสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชน

นอกจากนี้ยังมีองค์กรต่างๆ ที่เข้ามาช่วยในการกำจัดขยะ อย่างสมาคมส่งเสริมชุมชนเชิงนิเวศ จำกัด หนึ่งในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รับเก็บขยะเศษอาหารตามชุมชน ระบุว่าพวกเขาหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมสีเขียวให้เกิดขึ้นในฮ่องกงให้ได้ โดยนายอิวาน ไท่ ผู้ก่อตั้งสมาคมระบุว่า พวกเขาต้องการสื่อสารไปยังประชาชนว่าการสร้างขยะจะนำมาซึ่งค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงถือเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะต้องช่วยกันลดและรีไซเคิลขยะเศษอาหาร

ทุกวันนี้สมาคมของนายไท่ จะเก็บค่าบริการเก็บขยะเศษอาหารตามบ้านเรือนประชาชนหลังละ 14 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 500 บาทต่อเดือน โดยปัจจุบันมีบ้านสมาชิกที่ใช้บริการสมาคม 150 หลัง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเกาะฮ่องกง และหลังจากนี้พวกเขาตั้งเป้าจะขยายการให้บริการไปที่เกาะเกาลูน และเขตดินแดนใหม่ แต่ก็คงไม่ง่าย เพราะการจะไปติดตั้งถังขยะนี้ได้ก็ต้องมีคนในหมู่บ้านอย่างน้อย 20 หลังคาเรือนที่สมัครใช้บริการ รวมทั้งยังต้องไปชี้แจงกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ถึงประโยชน์ของมันด้วย เนื่องจากคนที่ไม่ได้ใช้บริการอาจจะรู้สึกว่าถังขยะนี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและอาจจะส่งกลิ่นเหม็นในชุมชน ซึ่งนายไท่ยืนยันว่า ถังขยะที่ติดตั้งนี้จะมีล็อกแน่นหนา และอยู่ห่างจากทางเข้าด้านหน้า โดยทันทีที่ถังขยะเต็ม จะมีทีมงานไปเก็บขยะ และจะเก็บขยะเป็นประจำทุกคืน

ในความเห็นของนายไท่ เขามองว่าชาวฮ่องกงยังไม่ค่อยใส่ใจกับการรีไซเคิลขยะเศษอาหารเท่าที่ควร ชาวฮ่องกงมักจะใช้ชีวิตอยู่กับความเร่งรีบ และสะดวกสบาย ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า การพยายามทำอะไรที่เพิ่มขั้นตอนเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาและความยุ่งยากสำหรับพวกเขา ดังนั้นหากภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม และโปรโมตโครงการรีไซเคิลขยะเศษอาหารอย่างจริงจัง สภาพแวดล้อมในฮ่องกงจะเลวร้ายกว่านี้แน่นอน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบริหารจัดการขยะที่มีแนวทางที่น่าสนใจ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณขยะที่กำลังเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งนอกจากจะนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณขยะแล้ว แนวทางในการนำขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวอย่างการนำไปทำเป็นพลังงานไฟฟ้าก็ถือเป็นไอเดียที่น่าสนใจที่หลายประเทศควรนำไปพิจารณา. 

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย , ฮ่องกงฟรีเพรส

ยูเครนเดินหน้ากวาดล้างคอร์รัปชัน บิ๊ก จนท.ลาออกนับสิบราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611553

ยูเครนเดินหน้ากวาดล้างคอร์รัปชัน บิ๊ก จนท.ลาออกนับสิบราย

25 ม.ค. 2566 07:30 น.

ยูเครนเดินหน้ากวาดล้างคอร์รัปชัน บิ๊ก จนท.ลาออกนับสิบราย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครน ทั้งที่ปรึกษาอาวุโส รัฐมนตรีช่วย 4 คน และผู้ว่าฯ อีก 5 แคว้น ลาออกจากตำแหน่ง หลังประธานาธิบดีผลักดันกวาดล้างการคอร์รัปชัน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เริ่มการกวาดล้างคอร์รัปชันวงกว้าง และเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขาครั้งใหญ่แล้ว หลังมีรายงานเรื่องการทุจริตมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเจ้าหน้าที่หลายรายรับสินบน, จัดซื้ออาหารในราคาสูงเกินจริง และมีอย่างน้อย 1 ราย ถูกกล่าวหาว่าใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย

นายมิคไฮโล โพโดลียัค ผู้ช่วยอาวุโสของเซเลนสกี กล่าวว่า ประธานาธิบดีตอบสนองต่อการเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้ความเป็นธรรมเข้าถึงทุกคน โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีได้สั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางออกนอกประเทศนอกจากได้รับมอบหมาย

ผู้ที่ลาออกเป็นคนแรกเมื่อวันอังคารที่ 24 ม.ค. 2566 คือ นายคีรีโล ทีโมเชนโก รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของทำเนียบประธานาธิบดียูเครน ผู้ดูแลด้านนโยบายท้องถิ่น และเคยดูแลแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งให้เซเลนสกี ก่อนจะกลายมาเป็นโฆษกของรัฐบาลที่ปรากฏตัวบ่อยครั้งหลังรัสเซียเข้ารุกรานเมื่อกุมภาพันธ์ปีก่อน

นายทีโมเชนโก ถูกนักข่าวสืบสวนของยูเครนกล่าวหาว่า ใช้รถสปอร์ตราคาแพงหลายคันตลอดช่วงสงคราม แม้เขาจะออกมาปฏิเสธการกระทำผิด แต่ก็ตัดสินใจลาออก และโพสต์เทเลแกรมขอบคุณเซเลนสกีที่ให้โอกาสทำความดีในทุกเมื่อเชื่อวัน

ขณะที่ นายวยาเชสลาฟ ชาโปวาลอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ลาออกเช่นกัน หลังมีรายงานว่าเขาเป็นควบคุมการจัดซื้อเสบียงอาหารของกองทัพในสูงเกินจริงจากบริษัทที่ไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งทางกระทรวงฯ ออกมาโต้แย้งว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค และยังไม่มีการจ่ายเงินแต่อย่างใด ส่วนรัฐมนตรีอย่าง นายโอเลคซี เรซนิคอฟ ก็ถูกตั้งครหาในข้อหาเดียวกัน

เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ลาออก หรือถูกปลดเมื่อวันอังคาร ยังรวมถึง โอเลคซี ซีโมเนนโก รองอัยการสูงสุด, อิวาน ลูเคอเรีย กับ วยาเชสลาฟ เนโกดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาชุมชนและดินแดน, วิตาลี มูซีเชนโก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงนโยบายสังคม และผู้ว่าการแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, ซาปอริชเชีย, เคียฟ, ซูมี กับเคอร์ซอน

ทั้งนี้ยูเครนมีประวัติเรื่องการคอร์รัปชันอยู่แล้ว และในการจัดอันดับความโปร่งใสนานาชาติ ปี 2564 พวกเขาถูกจัดให้อยู่อันดับ 122 จาก 180 ประเทศที่มีการคอร์รัปชันซึ่งเรียงจากน้อยสุดไปมากสุด โดยการปราบคอร์รัปชันเป็นหนึ่งในสิ่งที่สหภาพยุโรปเรียกร้อง หากยูเครนต้องการเดินหน้าเรื่องการเข้าเป็นสมาชิก EU

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่งจับกุมตัว นายวาซิล โลซินสกี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงโครงสร้างพื้นฐาน ในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยรับสินบนมูลค่า 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ อันเกี่ยวข้องกับการจัดหาเครื่องปั่นไฟฟ้า แต่เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา.

ที่มา : bbc

เจออีก จนท.พบเอกสารลับที่บ้านอดีตรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2611515

เจออีก จนท.พบเอกสารลับที่บ้านอดีตรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์

25 ม.ค. 2566 04:45 น.

เจออีก จนท.พบเอกสารลับที่บ้านอดีตรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์

ทนายความของไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ พบเอกสารลับที่บ้านของเขาในรัฐอินเดียนา แต่มอบให้เอฟบีไอแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอังคารที่ 24 ม.ค. 2566 ว่า ทนายความของ นายไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยุครัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ พบเอกสารลับทางราชการจำนวนหนึ่งที่บ้านของเพนซ์ในรัฐอินเดียนา เมื่อสัปดาห์ก่อน และส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) แล้ว

ตัวแทนของไมค์ เพนซ์ ส่งจดหมายถึงหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อแจ้งเรื่องการพบเอกสารลับดังกล่าว ก่อนเจ้าหน้าที่เอฟบีไอจะเดินทางไปยังบ้านของเขาในรัฐอินเดียนา เพื่อเก็บเอกสาร โดยข้ามกระบวนการตามมาตรฐาน และขอให้ส่งเอกสารให้พวกเขาโดยตรง

“เอกสารจำนวนเล็กน้อยที่ประทับตราว่าเป็นความลับ ถูกเก็บไว้ในกล่องโดยไม่ได้ตั้งใจ และถูกส่งไปยังบ้านของนายเพนซ์ช่วงการสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์” จดหมายของทนายความของนายเพนซ์ ระบุ และเสริมด้วยว่า การค้นพบเกิดขึ้นหลังจาก นายเพนซ์ ขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการกับเอกสารลับเพื่อป้องกันไว้ก่อน หลังมีการเปิดเผยว่า พบเอกสารลับที่บ้านพักของประธานาธิบดีไบเดน ในเมืองวิลมิงตัน

ทั้งนี้ กรณีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ทีมอัยการพิเศษกำลังตรวจสอบการจัดการเอกสารลับของประธานาธิบดี โจ ไบเดน และอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังมีการพบเอกสารลับที่ออฟฟิศหรือที่พักของทั้งคู่ โดยนายทรัมป์กำลังเผชิญการสอบสวนคดีอาชญากรรมข้อหาจัดการเอกสารลับอย่างไม่เหมาะสม ส่วนกรณีของ นายไบเดน กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ม.ค.) เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมตรวจค้นบ้านของนายไบเดนในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์นานร่วม 13 ชั่วโมง และพบเอกสารลับเพิ่มอีก 6 ฉบับ โดยยังไม่แน่ชัดว่าเรื่องนี้จะทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกเอาผิดฐานจัดการเอกสารลับอย่างไม่เหมาะสมหรือไม่

ที่มา : bbc