คาด เจ้าชายแฮร์รี่ จะมาร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ เพียงลำพัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654955

คาด เจ้าชายแฮร์รี่ จะมาร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ เพียงลำพัง

15 มี.ค. 2566 21:10 น.

คาด เจ้าชายแฮร์รี่ จะมาร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ เพียงลำพัง

ผู้เชี่ยวชาญราชวงศ์อังกฤษ คาดว่าเจ้าชายแฮร์รี่จะเสด็จฯ มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ชาร์ลส์ เพียงลำพังองค์เดียว เพราะเมแกนไม่กล้าหรือไม่เข้มแข็งพอที่จะมา

เมื่อ 15 มี.ค.2566 สื่อต่างประเทศรายงาน นายพอล เบอร์เรล อดีตพ่อบ้าน ซึ่งทำงานให้กับเจ้าหญิงไดอานา มานานกว่า 10 ปีก่อนจะสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1997 คาดว่า เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ จะเสด็จฯจากสหรัฐอเมริกา มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เพียงลำพังองค์เดียว ในขณะที่ เมแกน ชายาจะไม่มาด้วย เพราะไม่กล้าหรือไม่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษ

ในขณะที่พอล เบอร์เรล ยังกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันสูงส่งที่เชิญเจ้าชายแฮร์รี่ โอรสองค์เล็กและเมแกน ดัชเชสแห่งซักเซกซ์มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของพระองค์ ถึงแม้เจ้าชายแฮร์รี่ได้สั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษอย่างหนัก จากการออกหนังสือบันทึกความทรงจำ ‘Spare’ ที่เปิดเผยเรื่องราวชีวิตส่วนตัวและในครอบครัวราชวงศ์อังกฤษ

‘คงจะอึดอัดมากสำหรับทั้งคู่ ถ้ามาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษก โดยเฉพาะเมแกน’ พอล เบอร์เรล วัย 64 ปี แสดงความเห็นกับนักข่าว Close Magazine ถึงประเด็นนี้ที่แฟนๆราชวงศ์อังกฤษกำลังติดตาม พร้อมกันนั้น พอล เบอร์เรล ยังกล่าวถึงเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนด้วยว่า ‘พวกเขาเตรียมตัวจะเผชิญกับเสียงดนตรีแล้วหรือยัง?’

‘ผมไม่คิดว่า เมแกน จะกล้าหรือเข้มแข็งพอจะมาที่นี่ แต่ผมคิดว่าเจ้าชายแฮร์รี่อาจจะมาองค์เดียว และบางทีเธอจะบอกกับพระองค์ว่าเธอไม่สามารถมาอยู่เคียงข้างกับพระองค์ได้ ถ้าพระองค์จะมา’ พอล เบอร์เรล แสดงความเห็นในฐานะผู้ที่เคยถวายงานในฐานะเป็นพ่อบ้าน ให้กับเจ้าหญิงไดอานา พระมารดาผู้ล่วงลับของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่มานานนับ 10 ปี

สำหรับความคิดเห็นดังกล่าวของพอล เบอร์เรล มีขึ้นขณะที่ยังไม่มีรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ได้ตอบรับคำเชิญที่ส่งมาทางอีเมลให้ทั้งคู่มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 ที่จะมีขึ้น ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ในเดือน พ.ค. 2566

ที่มา : Newyorkpost

ระทึก เครื่องบินขับไล่อังกฤษ เยอรมนี สกัดเครื่องบินรัสเซีย เข้าใกล้เอสโตเนีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654820

ระทึก เครื่องบินขับไล่อังกฤษ เยอรมนี สกัดเครื่องบินรัสเซีย เข้าใกล้เอสโตเนีย

15 มี.ค. 2566 19:01 น.

ระทึก เครื่องบินขับไล่อังกฤษ เยอรมนี สกัดเครื่องบินรัสเซีย เข้าใกล้เอสโตเนีย

เครื่องบินขับไล่ของอังกฤษและเยอรมนีถูกส่งทะยานขึ้นสกัดเครื่องบินรัสเซีย ขณะบินใกล้น่านฟ้าของประเทศเอสโตเนีย โดยนักบินประจำเครื่องบินขับไล่ของอังกฤษและเยอรมนี กำลังปฏิบัติภารกิจร่วมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เมื่อวันอังคารที่ 14 มี.ค. 2566

โดยเหตุการณ์ระทึกนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากเกิดเหตุเครื่องบินขับไล่รัสเซีย Su-27 ชนโดรนลาดตระเวน MQ-9 Reaper ของกองทัพสหรัฐฯ มูลค่า 32 ล้านดอลลาร์ จนตกในทะเลดำ ทำให้หวั่นเกรงว่าสหรัฐฯ และรัสเซียอาจเกิดการเผชิญหน้า ท่ามกลางสงครามในยูเครน

ตามรายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ Typhoon ของอังกฤษและเยอรมนีได้บินสกัดเครื่องบินเติมน้ำมันเชื้อเพลิงกลางอากาศลำหนึ่งของรัสเซีย หลังจากนักบินประจำเครื่องบินรัสเซียลำดังกล่าวล้มเหลวในการติดต่อสื่อสารกับหอควบคุมการบินของเอสโตเนียในทะเลบอลติก และกำลังบินเข้ามาในน่านฟ้าของนาโต

นับเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินขับไล่ของอังกฤษและเยอรมนีได้ปฏิบัติภารกิจตรวจตราน่านฟ้าของนาโตร่วมกัน และภารกิจนี้ยังเกิดขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคยุโรปตะวันออก หลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียได้ส่งกองทหารทำสงครามในยูเครน ตั้งแต่ 24 ก.พ. 2565 และยังเป็นภัยคุกคามต่อชาติตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรของยูเครน

ที่มา : Dailymail

สื่อนอกตีข่าว ไทยเร่งค้นหากระบอกกัมมันตรังสี ‘ซีเซียม-137’ สูญหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654741

สื่อนอกตีข่าว ไทยเร่งค้นหากระบอกกัมมันตรังสี ‘ซีเซียม-137’ สูญหาย

15 มี.ค. 2566 18:01 น.

สื่อนอกตีข่าว ไทยเร่งค้นหากระบอกกัมมันตรังสี ‘ซีเซียม-137’ สูญหาย

สื่อต่างประเทศตีข่าว ไทยกำลังเร่งค้นหากระบอกกัมมันตรังสีอันตราย ‘ซีเซียม-137’ สูญหาย ไปจากโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี เตือนประชาชนอย่าเปิดกระบอกเหล็กเด็ดขาด

เมื่อ 15 มี.ค. 2566 สื่อต่างประเทศรายงานไปทั่วโลก ประเทศไทยกำลังตามค้นหากระบอกทรงกลมบรรจุสารกัมมันตรังสีอันตราย ซีเซียม-137 ที่สูญหายไปจากโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเขตนิคมอุตสาหกรรม อ.ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่หลายวันก่อน โดยเจ้าหน้าที่ไทยยังได้แจ้งเตือนประชาชนอย่าเปิดกระบอกเหล็ก ซึ่งภายในมีสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 อย่างเด็ดขาด เพราะหากสัมผัสและสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายโดยตรง จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ

แชนเนลนิวส์เอเชีย สื่อใหญ่ในสิงคโปร์ รายงานข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพีว่า พนักงานโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ได้สังเกตพบว่า กระบอกเหล็กทรงกลม ขนาดความยาว 10 ซม. และกว้าง 13 ซม. ซึ่งภายในบรรจุสารกัมมันตรังสีซีเซียม-137 สำหรับใช้เป็นเครื่องมือวัดระดับขี้เถ้าในโซโลของโรงไฟฟ้า และติดตั้งใช้งานตั้งแต่ปี 2538 ได้หลุดออกจากเครื่องกำบัง ระหว่างที่พนักงานกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยภายในโรงงานตามปกติ เมื่อ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ไทยกำลังเร่งค้นหา กระบอกบรรจุสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ที่สูญหายไปจากโรงไฟฟ้า ที่อ.ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี
เจ้าหน้าที่ไทยกำลังเร่งค้นหา กระบอกบรรจุสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ที่สูญหายไปจากโรงไฟฟ้า ที่อ.ศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

แต่หลังจากพยายามค้นหากระบอกบรรจุสารกัมมันตรังสีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานของโรงงานก็ยังไม่พบกระบอกบรรจุสารซีเซียม-137 น้ำหนัก 25 กิโลกรัม โดยพนักงานของโรงไฟฟ้าแห่งนี้เชื่อว่า กระบอกสารซีเซียม-137 อาจตกลงมาจากเครื่องกำบังที่ติดอยู่กับผนัง สูงจากพื้น 18 เมตรในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ไม่รู้ว่าสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใด

ขณะที่ทาง บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินภายในโรงงาน และจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 50 คน โดยมีสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติให้การสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อดำเนินการค้นหาวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในพื้นที่โรงงานทั้งหมด และจากการตรวจสอบไม่พบวัสดุกัมมันตภาพรังสีภายในโรงงาน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าอาจมีการนำวัสดุกัมมันตภาพรังสีออกนอกโรงงานไปแล้ว

สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่รับผิดชอบด้านวิจัยนิวเคลียร์ กล่าวว่าทางโรงไฟฟ้าได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อพยายามระบุว่าใครเป็นคนนำกระบอกสารซีเซียม-137 ออกไปจากโรงงานและเตือนประชาชนอย่าเปิดกระบอกนี้ เพราะหากสัมผัสสารกัมมันตรังสีโดยตรง จะทำให้คนผู้นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยด้วยโรคมะเร็งและเกิดอาการป่วยรุนแรง 

การสูญหายของกระบอกบรรจุสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 ในประเทศไทย มีขึ้น หลังจากเกิดเหตุแคปซูลกัมมันตรังสี ‘ซีเซียม-137’ ของบริษัทริโอ ตินโต ผู้ประกอบการเหมืองขนาดใหญ่ระดับโลก ได้สูญหายในประเทศออสเตรเลียเมื่อเดือนมกราคม 2566 เนื่องจากตกจากรถบรรทุกขณะขนส่ง ทำให้ทางการออสเตรเลียต้องระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่และใช้อุปกรณ์พิเศษในการค้นหา เป็นเวลา 2 สัปดาห์ กระทั่งพบแคปซูลขนาดเล็กบรรจุสารซีเซียม-137 เมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา

ที่มา : Channelnewsasia

หวั่น สหรัฐฯ เผชิญหน้ารัสเซีย หลังโดรนลำละกว่าพันล้าน ถูกชนจนตกทะเลดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654460

หวั่น สหรัฐฯ เผชิญหน้ารัสเซีย หลังโดรนลำละกว่าพันล้าน ถูกชนจนตกทะเลดำ

15 มี.ค. 2566 14:40 น.

หวั่น สหรัฐฯ เผชิญหน้ารัสเซีย หลังโดรนลำละกว่าพันล้าน ถูกชนจนตกทะเลดำ

หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียเกิดการเผชิญหน้า ท่ามกลางสงครามในยูเครน หลังสหรัฐฯ กล่าวหาโดรนลาดตระเวน MQ-9 Reaper มูลค่าลำละกว่าพันล้านบาทของกองทัพสหรัฐฯ ถูกเครื่องบินขับไล่รัสเซียชนจนตกทะเลดำ

เมื่อ 15 มี.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เครื่องบินขับไล่ Su-27 ของรัสเซีย ชนกับโดรนลาดตระเวน MQ-9 Reaper ของสหรัฐฯ จนทำให้โดรนสหรัฐฯ มูลค่าถึงลำละ 32 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,088 ล้านบาท คิดในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 34 บาท) ตกในทะเลดำ เมื่อเช้าวันอังคารที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ทางการสหรัฐฯ ได้เชิญ นายอนาโตลี อันโตนอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี เข้าพบเพื่อประท้วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังกังวลว่า เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงว่าจะเกิดการเผชิญหน้ากัน ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย ที่กำลังทำสงครามในยูเครน เพราะหลังเกิดเหตุโดรน MQ-9 Reaper ตกทะเลดำแล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหารัสเซียว่า เป็นเพราะเครื่องบินขับไล่ Su-27 รัสเซีย 2 ลำ ได้เข้าสกัดโดรนลาดตระเวนของสหรัฐฯ อย่างไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมืออาชีพ

 โดรน MQ-9 Reaper ของกองทัพสหรัฐฯ มูลค่าลำละ 32 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,088 ล้านบาท
โดรน MQ-9 Reaper ของกองทัพสหรัฐฯ มูลค่าลำละ 32 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,088 ล้านบาท

พร้อมกันนั้น กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังยืนยันว่า โดรนลำดังกล่าวของสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติภารกิจในน่านฟ้าสากลของพื้นที่บริเวณนี้ตามปกติ ก่อนเครื่องบินขับไล่รัสเซีย 2 ลำ จะเข้าสกัด จนโดรนสหรัฐฯ ตกสู่ทะเลดำ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังบอกว่า เครื่องบินขับไล่รัสเซียได้เทน้ำมันใส่โดรนหลายครั้ง และบินนำหน้า ก่อนเครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งของรัสเซียจะชนกับใบพัดของโดรน จนทำให้โดรนของสหรัฐฯ ตกทะเลดำ และเสียหายหมดทั้งลำ

ขณะที่ พลเอกเดวิด เบอร์เกอร์ ผู้บัญชาการนาวิกโยธินสหรัฐฯ ยังออกมาเตือนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นเรื่องที่เขามีความกังวลมากที่สุด ความก้าวร้าวของนักบินรัสเซีย หรือจีน หรือกัปตันเรือ หรือบางอย่างที่เข้าใกล้กันมากเกินไป จนทำให้เกิดการชนกัน

อย่างไรก็ตาม ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ตอบโต้ว่า โดรน MQ-9 Reaper ของกองทัพสหรัฐฯตก หลังจากบินหลบอย่างแรง จนไม่สามารถควบคุมการบินได้ และโดรนสหรัฐฯ ลำนี้ยังถูกปิดช่องสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารขณะกำลังบินด้วย ในขณะที่เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ได้กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์นี้เป็นการยั่วยุของสหรัฐฯ.

ที่มา : DailymailBBC

ฮอนดูรัสเตรียมตัดสัมพันธ์ไต้หวัน จ่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654540

ฮอนดูรัสเตรียมตัดสัมพันธ์ไต้หวัน จ่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

15 มี.ค. 2566 14:39 น.

ฮอนดูรัสเตรียมตัดสัมพันธ์ไต้หวัน จ่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

ประธานาธิบดีซิโอมารา คาสโตร ผู้นำฮอนดูรัสกล่าวเมื่อวันอังคารว่า เธอได้ขอให้รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจีน และกดดันไต้หวันก่อนที่ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ และอเมริกากลาง

จีนไม่อนุญาตให้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตรักษาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตนเองโดยไม่มีสิทธิในความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไต้หวันโต้แย้งอย่างรุนแรง

คาสโตรเคยเสนอความคิดที่จะเริ่มสานสัมพันธ์กับจีนและตัดความสัมพันธ์กับไต้หวันในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง แต่เคยกล่าวในเดือนมกราคม 2565 ว่าเธอหวังว่าจะรักษาความสัมพันธ์กับไต้หวัน และหากฮอนดูรัสยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน จะทำให้ไต้หวันเหลือพันธมิตรทางการทูตเพียง 13 ประเทศและดินแดนเท่านั้น

โทมัส แซมบราโน ส.ส.ฝ่ายค้านของฮอนดูรัส กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า การตัดสินใจดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของฮอนดูรัสกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนการค้าอันดับต้นๆ โดยสังเกตว่าหลายครอบครัวต้องพึ่งพาเงินที่ส่งมาจากสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่เป็นผู้ให้การสนับสนุนและจัดหาอาวุธระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องในด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ

เอดูอาร์โด เรอินา รัฐมนตรีต่างประเทศฮอนดูรัสกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเมื่อวันอังคารว่า “เราต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างจริงจังและแสวงหาผลประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับชาวฮอนดูรัส”

แถลงการณ์ของคาสโตรที่เผยแพร่บนทวิตเตอร์ มีขึ้นก่อนแผนการเดินทางไปยังอเมริกากลางของผู้นำไต้หวันในเดือนหน้า ซึ่งคาดว่าเธอจะไปเยือนกัวเตมาลาและเบลีซ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ และพบกับนายเควิน แมกคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก

เฉิน ชินคุง รองหัวหน้าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของไต้หวัน กล่าวหลังถูกซักถามจากส.ส.ในรัฐสภาเมื่อวันพุธ กล่าวว่า เขาไม่ได้ตัดทิ้งความเป็นไปได้ที่จีนจะพยายามกดดันก่อนการเดินทางของไช่

ไต้หวันกล่าวหาจีนว่าหลอกล่อบรรดาชาติพันธมิตรด้วยข้อเสนอเงินกู้จำนวนมหาศาล ซึ่งรัฐบาลจีนกล่าวปฏิเสธ กระทรวงต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่าได้แสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อรัฐบาลฮอนดูรัส และเรียกร้องให้พิจารณาการตัดสินใจอย่างรอบคอบและไม่ “ตกหลุมพรางของจีน” ด้านแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันจำเป็นต้องใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮอนดูรัส

กระทรวงการต่างประเทศของจีนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข่าวดังกล่าว แต่จาง รัน เอกอัครราชทูตจีนประจำเม็กซิโก ทวีตว่าหลักการจีนเดียว ซึ่งถือว่าจีนและไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเดียว คือความเห็นพ้องต้องกันของประชาคมระหว่างประเทศ

เมื่อเดือนธันวาคม 2564 นิการากัวยุติความสัมพันธ์อันยาวนานกับไต้หวัน เปลี่ยนมาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และประกาศว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้

นอกจากนั้น ไต้หวันยังอาจสูญเสียปารากวัยซึ่งเป็นชาติพันธมิตรในละตินอเมริกา หากฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายเดือนเมษายนนี้ โดยนายเอฟเรน อเลเกร ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า ปารากวัยจะตัดสัมพันธ์กับไต้หวันและเปิดความสัมพันธ์กับจีน โดยหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการส่งออกถั่วเหลืองและเนื้อวัว.

“เมตา” ประกาศเลิกจ้างพนักงานรอบสอง อีก 10,000 ตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654388

"เมตา" ประกาศเลิกจ้างพนักงานรอบสอง อีก 10,000 ตำแหน่ง

15 มี.ค. 2566 12:40 น.

“เมตา” ประกาศเลิกจ้างพนักงานรอบสอง อีก 10,000 ตำแหน่ง

เมตา” Meta ซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ วอตส์แอป ได้ประกาศแผนปลดพนักงาน 10,000 ตำแหน่งเป็นระลอกที่สอง หลังเลิกจ้างพนักงาน 11,000 คนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอของเมตา กล่าวว่าการปรับลดพนักงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ปีแห่งประสิทธิภาพ” จะเผชิญความยากลำบาก เขายังกล่าวต่อพนักงานว่า นอกจากการปรับลดพนักงาน 10,000 ตำแหน่งแล้ว ตำแหน่งงานที่ว่างกว่า 5,000 ตำแหน่งในบริษัทจะไม่มีการจ้างพนักงานเพิ่ม

ในบันทึกที่แจ้งต่อพนักงาน ซัคเคอร์เบิร์กบอกกับพนักงานว่า เขาเชื่อว่าบริษัทได้รับสัญญาณเตือนบางอย่างในปี 2565 เมื่อประสบกับรายได้ที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ก่อนหน้านี้ เมตาประกาศว่าในช่วงสามเดือนจนถึงเดือนธันวาคม 2565 รายได้ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ว่าจะยังคงสามารถทำกำไรได้มากกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2565

ซัคเคอร์เบิร์กอ้างถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก และกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อเมตา และมีส่วนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้ จะดำเนินต่อไปอีกหลายปี”

การปรับลดพนักงานครั้งล่าสุดมีขึ้นในขณะที่บริษัทต่างๆ รวมถึง กูเกิล และ แอมะซอน กำลังต่อสู้กับวิธีการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการลดต้นทุน กับความต้องการที่จะยังคงไว้ซึ่งการแข่งขัน

เมื่อต้นปีนี้ แอมะซอนประกาศว่ามีแผนที่จะลดพนักงานมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและการจ้างงานที่รวดเร็วในช่วงที่มีโรคระบาด ในขณะที่อัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ได้ลดพนักงานลง 12,000 ตำแหน่ง

จากข้อมูลของเว็บไซต์ layoffs.fyi ซึ่งติดตามการปรับลดตำแหน่งงานในภาคเทคโนโลยี พบว่าจนถึงปัจจุบันมีการลดงานมากกว่า 128,000 ตำแหน่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปี 2566

ซัคเคอร์เบิร์กกล่าวว่า ฝ่ายจัดจ้างพนักงานจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับแจ้งว่าพวกเขาได้รับผลกระทบจากการปรับลดหรือไม่ และจะทราบผลในวันพุธ นอกจากนี้ เขายังระบุว่าเมื่อใดจะแจ้งให้ทีมอื่นๆ ทราบ

เขาเขียนในบันทึกถึงพนักงานเมื่อวันอังคารว่า “เราคาดว่าจะประกาศการปรับโครงสร้างและการปลดพนักงานในกลุ่มเทคโนโลยีของเราในปลายเดือนเมษายน 2566 และตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจของเราในปลายเดือนพฤษภาคม 2566″ 

“ในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาจนถึงสิ้นปีเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้เสร็จสิ้น ส่วนไทม์ไลน์ของเราสำหรับพนักงานในต่างประเทศจะมีความแตกต่างจากนี้ และผู้บริหารในแต่ละประเทศจะติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม”

ซัคเคอร์เบิร์กกล่าวว่า จะไม่มีการจ้างงานใหม่จนกว่าการปรับโครงสร้างจะเสร็จสิ้น พร้อมเสริมว่าเขามีเป้าหมายที่จะทำให้บริษัท มีขนาดเล็กลงด้วยการปรับลดขนาดของฝ่ายบริหาร ในขณะที่จะปรับลดตำแหน่งงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านวิศวกรรม เน้นการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้น และนำระบบการทำงานทางไกลบางส่วนกลับมาใช้ ซึ่งเคยเกิดในช่วงการระบาดของโควิด-19.

เจียงหยันหย่ง แพทย์ผู้เคยเปิดโปงเรื่องโรคซาร์สในจีน เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654356

เจียงหยันหย่ง แพทย์ผู้เคยเปิดโปงเรื่องโรคซาร์สในจีน เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

15 มี.ค. 2566 12:11 น.

เจียงหยันหย่ง แพทย์ผู้เคยเปิดโปงเรื่องโรคซาร์สในจีน เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

เจียงหยันหย่ง นายแพทย์ผู้เคยเปิดโปงเรื่องที่รัฐบาลจีนปกปิดเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือโรคซาร์สเมื่อปี 2546 เสียชีวิตลงแล้วในวัย 91 ปี

สื่อในฮ่องกงรายงานการเสียชีวิตของนายแพทย์ เจียงหยันหย่ง อดีตศัลยแพทย์ทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ผู้เคยเปิดโปงเรื่องที่รัฐบาลจีนปกปิดเกี่ยวกับโรคซาร์สเมื่อปี 2546 โดยเขาเสียชีวิตด้วยอาการปอดบวม ในกรุงปักกิ่ง ด้วยวัย 91 ปี

โดยนายแพทย์ เจียงหยันหย่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นฮีโร่ ที่สามารถช่วยชีวิตคนจำนวนมาก หลังจากเขียนจดหมายส่งไปยังสื่อต่างประเทศ เพื่อรายงานสถานการณ์การระบาดของโรคซาร์สที่กำลังระบาดหนักและคร่าชีวิตคนจำนวนมากเมื่อปี 2546 แต่ถูกทางการจีนพยายามปกปิดไว้ จนในที่สุดองค์การอนามัยโลกก็ได้เข้าดำเนินการเพื่อเร่งควบคุมการระบาดของโรค และทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเวลานั้นรวมทั้งนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยตัวของนายแพทย์เจียงหยันหย่ง ก็กลายเป็นภัยคุกคามตัวเขาและครอบครัว โดยหลังจากที่เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เขายังเขียนจดหมายเรียกร้องให้ผู้นำระดับสูงของจีนทำการสืบสวนสอบสวนการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 ใหม่อีกครั้ง จนเขาถูกทางการจีนตัดขาดออกจากโลกภายนอก ด้วยการสั่งควบคุมตัวอยู่ภายในบ้านพักตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2562 เป็นต้นมา

นายเจียง เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 1932 ในเมืองหังโจวทางตะวันออกของประเทศ โดยเกิดในครอบครัวนายธนาคารที่มีฐานะร่ำรวย และเริ่มสนใจที่จะเรียนด้านการแพทย์หลังจากที่ป้าของเขาเสียชีวิตด้วยโรควัณโรค นอกจากนี้เขายังเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะจากการเสียสละตัวเองเพื่อเปิดโปงเรื่องการระบาดของซาร์สด้วย.

ที่มา : บีบีซี

ชาวซาอุฯ ช็อก ไม่ทันเตรียมตัว พายุทอร์นาโดทรายถล่มสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654125

ชาวซาอุฯ ช็อก ไม่ทันเตรียมตัว พายุทอร์นาโดทรายถล่มสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

15 มี.ค. 2566 08:11 น.

ชาวซาอุฯ ช็อก ไม่ทันเตรียมตัว พายุทอร์นาโดทรายถล่มสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

พายุทอร์นาโดทราย พัดถล่มพื้นที่เมืองทาอีฟ ในจังหวัดเมกกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ประชาชนไม่ได้เตรียมการรับมือทอร์นาโดแบบนี้มาก่อน ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2566 สำนักข่าวอัล อะราบิยา รายงานว่า เกิดพายุทอร์นาโดทราย พัดถล่มพื้นที่เมืองทาอีฟ ในจังหวัดเมกกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ประชาชนไม่ได้เตรียมการรับมือทอร์นาโดแบบนี้มาก่อน ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยมีรถยนต์และบ้านเรือนของประชาชน ถูกกระแสลมแรงซัดพังเสียหาย ต้นไม้หักโค่น

รายงานข่าวระบุว่า คลิปวิดีโอที่แชร์ในโซเชียลมีเดย แสดงให้เห็นว่าทอร์นาโดได้พัดผ่านบริเวณทุ่งหญ้าและเขตชุมชนที่มีคนอยู่อาศัย ของเมืองทาอีฟ ขณะที่มีรถได้รับความเสียหายหลายคัน

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ประกาศเตือนภัยเกิดฝนตกหนักฟ้าคะนองรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศในช่วงสัปดาห์นี้ โดยขอให้ประชาชนระวังพายุฟ้าคะนอง พายุทราย กระแสลมแรงมากกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัด นอกจากนี้ยังเตือนให้ประชาชนระวังอากาศแปรปรวนฝนตกหนักส่งผลต่อทัศนวิสัยการมองเห็น และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศตามช่องทางต่างๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ.

สหรัฐฯ เดือด เครื่องบินรบรัสเซียทำโดรนสอดแนมตกในทะเลดำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2654321

สหรัฐฯ เดือด เครื่องบินรบรัสเซียทำโดรนสอดแนมตกในทะเลดำ

15 มี.ค. 2566 12:04 น.

สหรัฐฯ เดือด เครื่องบินรบรัสเซียทำโดรนสอดแนมตกในทะเลดำ

เกิดเหตุเผชิญหน้ากัน ระหว่างเครื่องบินรบรัสเซียและโดรนไร้คนขับของสหรัฐฯ ส่งผลให้โดรนสอดแนมของสหรัฐฯ ตกลงไปในทะเลดำ จุดชนวนความตึงเครียดระหว่างสองชาติอีกครั้ง

ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โดรนสอดแนม MQ-9 REAPER ที่ออกไปปฏิบัติภารกิจตามปกติในน่านฟ้าสากล ถูกโจมตีโดยเครื่องบินขับไล่ SU-27 ของรัสเซีย 2 ลำ จนตกลงในทะเลดำเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น โดยก่อนที่จะมีการพุ่งชน เครื่องบินขับไล่ SU-27 ได้มีการทิ้งน้ำมันเชื้อเพลิงใส่โดรนหลายครั้ง และยังบินตัดหน้าก่อนจะชนเข้ากับใบพัดจนเครื่องตก ซึ่งล่าสุดสหรัฐฯ ได้เรียกตัว นายอนาโตลี อันโตนอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเข้าพบ เพื่อประท้วงความเคลื่อนไหวดังกล่าว

ด้านรัสเซีย ยืนยันว่า เครื่องบินขับไล่ของรัสเซียไม่ได้มีการพุ่งชนโดรนสหรัฐฯ แต่อย่างใด โดยกองทัพอากาศรัสเซียตรวจพบโดรนสอดแนมของสหรัฐฯ บินไปในทิศทางแถบชายแดนของรัสเซีย เหนือทะเลดำใกล้แหลมไครเมีย ซึ่งละเมิดเขตน่านฟ้าที่กำหนดไว้สำหรับการปฏิบัติการพิเศษทางทหาร โดยโดรนดังกล่าวยังปิดเครื่องส่งสัญญาณแสดงตน รัสเซียจึงส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นบินเพื่อสำรวจ แต่ไม่ได้ใช้อาวุธใดๆ โจมตี รวมทั้งไม่ได้ชนกับโดรนลำดังกล่าว แต่โดรนลำนี้ตก เนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันจากการบินเฉียดกัน

นับว่าเหตุการณ์นี้ ยิ่งจุดชนวนความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจขึ้นอีกครั้ง นับตั้งแต่ที่รัสเซียผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย เมื่อปี 2014 ขณะที่สงครามในยูเครนในเวลานี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง.

ที่มา : บีบีซี

เยอรมนีไฟเขียวสาวๆ เปลือยท่อนบนว่ายน้ำ เพื่อความเท่าเทียม หรือสะท้อนวัฒนธรรมเปลือยกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2653428

เยอรมนีไฟเขียวสาวๆ เปลือยท่อนบนว่ายน้ำ เพื่อความเท่าเทียม หรือสะท้อนวัฒนธรรมเปลือยกาย

15 มี.ค. 2566 08:00 น.

เยอรมนีไฟเขียวสาวๆ เปลือยท่อนบนว่ายน้ำ เพื่อความเท่าเทียม หรือสะท้อนวัฒนธรรมเปลือยกาย

  • กรุงเบอร์ลินไฟเขียวให้ผู้หญิงสามารถเปลือยท่อนบนว่ายน้ำในสระสาธารณะได้แล้ว โดยหากมองในแง่ดีนี่คือความเท่าเทียมทางเพศ แต่อีกแง่หนึ่งก็สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมเปลือยกายของเยอรมนีที่มีมาช้านาน
  • กรุงเบอร์ลินไม่ใช่เมืองแรกในเยอรมนีที่อนุญาตให้หญิงสาวสามารถเปลือยเปล่าท่อนบนลงว่ายน้ำตามที่สาธารณะได้ เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว เมืองกอทิงเกนในรัฐโลเวอร์แซกโนซีตอนกลางของประเทศเยอรมนี ได้นำร่องให้ผู้หญิงสามารถเปลือยอกว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ ทั้งในร่มและกลางแจ้งได้เป็นเมืองแรก

สาเหตุที่เกิดระเบียบใหม่นี้ขึ้นมาในกรุงเบอร์ลิน ก็เพราะเกิดเหตุการณ์ผู้หญิงคนหนึ่งเข้าร้องเรียนต่อทางการ จากกรณีที่เธอถูกไล่ออกจากสระว่ายน้ำกลางแจ้ง และถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย เนื่องจากเธอเปลือยท่อนบน จนนำไปสู่การพิจารณาถึงการเลือกปฏิบัติ และมีคำสั่งออกมาในภายหลังให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกันที่จะเปลือยท่อนบนว่ายน้ำในสระของกรุงเบอร์ลินได้ ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนวัฒนธรรมเปลือยกายปลื้มปริ่มกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

ที่จริงแล้ว กรุงเบอร์ลิน ไม่ใช่เมืองแรกในเยอรมนีที่อนุญาตให้หญิงสาวสามารถเปลือยเปล่าท่อนบนลงว่ายน้ำตามที่สาธารณะได้ เพราะเมื่อเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว ที่เมืองกอทิงเกนในรัฐโลเวอร์แซกโนซีตอนกลางของประเทศเยอรมนี ก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน โดยมีเหตุการณ์ที่นักว่ายน้ำข้ามเพศ ถูกเจ้าหน้าที่ร้องขอให้ใส่ชุดว่ายน้ำปิดหน้าอก แม้ว่านักว่ายน้ำข้ามเพศคนดังกล่าวจะยืนยันว่าตนเป็นผู้ชายก็ตาม สุดท้ายพนักงานต้องขอให้นักว่ายน้ำคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ไป ซึ่งกรณีดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศ จนนำไปสู่การนำร่องให้ผู้หญิงสามารถเปลือยอกว่ายน้ำในสระว่ายน้ำทั้งในร่มและกลางแจ้งได้เป็นเมืองแรก แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นการทดลองในระยะหนึ่งเท่านั้น

นอกจากเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศแล้ว ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังเป็นกระจกสะท้อนถึงวัฒนธรรมเปลือยกายของเยอรมนี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากอยู่ในสังคมเยอรมนีตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชาวเยอรมัน โดยมีชื่อเรียกว่า ฟรายเคาร์เพอร์เคิลทู หรือ เอฟคาคา (Freikörperkultur – FKK) หรือในภาษาอังกฤษคือ Free-body Culture นั่นเอง

โดยวัฒนธรรมนี้เชื่อว่าการเปลือยกายของมนุษย์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นการสร้างความกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยชาวเยอรมันมักเปลือยกายเล่นน้ำในทะเลสาบ เปลือยกายเล่นกีฬา รวมทั้งยังนุ่งลมห่มฟ้านอนหลับในที่สาธารณะเป็นเรื่องปกติ

คีออน เวสต์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมที่โกลด์สมิทส์ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ได้เปิดเผยถึงงานวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับการเปลือยกายในหลายประเทศในยุโรป โดยพบว่า คนส่วนใหญ่จะมองว่าชาวเยอรมันสบายใจกับการเปลือยกายมากกว่าชาวอังกฤษหรืออเมริกันอยู่แล้ว โดยความแตกต่างของทัศนคติที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับการร่างกายที่เปลือยเปล่าในเยอรมนี เมื่อเทียบกับอังกฤษและสหรัฐฯก็คือ ชาวเยอรมันจะไม่มีความคิดในเรื่องนี้แตกแยกกับคนอื่นๆ เพราะการเปลือยกายเป็นสิ่งสามัญที่ยอมรับได้ของการดำรงชีวิต และการเปลือยกายในที่สาธารณะก็ไม่ได้ดูเป็นพิษเป็นภัยต่อคนอื่นแต่อย่างใด โดยใครอยากจะเปลือยกายก็สามารถทำได้ หากพวกเขารู้สึกดีกับมัน

สำหรับองค์กรเอฟคาคา แห่งแรกของประเทศเยอรมนี ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1898 ก่อนที่จะแผ่ขยายอย่างรวดเร็วในประเทศ โดยในปี 1920 เยอรมนีมีการตั้งชายหาดนู้ดขึ้นเป็นที่แรกของประเทศโดยอยู่บนเกาะ Sylt หลังจากนั้นอีกราว 10 ปีถัดมา ก็มีการตั้งโรงเรียนเปลือยกายแห่งเบอร์ลิน เพื่อส่งเสริมการเปลือยกายออกกำลังกายกลางแจ้ง ก่อนที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาเปลือยกายระหว่างประเทศแห่งแรก

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวส่งเสริมการเปลือยกายในเวลานั้น ถูกสั่งห้ามในยุคนาซี ซึ่งมองว่าผิดศีลธรรม จนกระทั่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่เยอรมนีแบ่งออกเป็นตะวันออกและตะวันตก วัฒนธรรมเปลือยกายก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในเยอรมันตะวันออก และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงเยอรมนียุคใหม่ โดยปัจจุบันนี้มีชาวเยอรมันราว 600,000 คน ที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิกอยู่ในกลุ่มสโมสรเปลือยกาย หรือเอฟคาคา กว่า 300 แห่ง และยังมีสโมสรในเครืออีก 14 แห่งในออสเตรียด้วย การอนุญาตให้ผู้หญิงสามารถเปลือยท่อนบนว่ายน้ำได้ทัดเทียมกับผู้ชายของกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีในครั้งนี้ จึงมีนัยสำคัญทั้งการสนับสนุนเสรีภาพและความเสมอภาคของเพศหญิงตามมุมมองของต่างชาติ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจจะแฝงการแผ่ขยายอิทธิพลทางความคิดเกี่ยวกับเสรีภาพของการเปลือยกายไปยังสังคมโลกไปอย่างแนบเนียนด้วยเช่นกัน.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : CNN , DW