อ.ส.ค.-ออลเทคฯทำMOUยกระดับโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721927

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง “การส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม” ระหว่าง อ.ส.ค.กับบริษัท ออลเทค ไบโอเทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ทั้งนี้ สำหรับ อ.ส.ค.เป็นองค์การเพื่อส่งเสริมกิจการโคนมและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจการอุตสาหกรรมโคนมในประเทศไทย ขณะที่ออลเทคฯ ได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมการเกษตรของโลก ผู้พัฒนานวัตกรรมทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมสุขภาพของสัตว์และมนุษย์ระดับโลก ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกัน เพื่อนำองค์ความรู้เชิงวิชาการ เทคโนโลยี และประสบการณ์เพื่อศึกษาต่อยอดและพัฒนาการผลิตโคนมและโคเนื้อในประเทศไทยอย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้านทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพผลผลิต สวัสดิภาพของสัตว์ ประโยชน์เชิงเศรษฐศาสตร์ตลอดจนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวความคิด “Working Together for a Planet of Plenty” หรือการทำงานร่วมกันเพื่อโลกแห่งความอุดมสมบูรณ์และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนมากขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนากิจการโคนมไทยให้ยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาการบริหารจัดการและกลยุทธ์ทางโภชนาการเพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การทำงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการโภชนาการสัตว์ ส่งเสริมประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น โดยข้อตกลงร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 3 ปี ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีแผนร่วมกันสำรวจ คิดค้น หรือค้นพบงานวิจัยใหม่ในอนาคต

‘เฉลิมชัย’จัดงานครบ 17 ปี กรมการข้าวร่วมพัฒนาชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721929

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี
โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม มีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลคนดีศรีข้าว ศูนย์วิจัยข้าวดีเด่นและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่นประจำปี 2565 โดยผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ นายนรภัทร ศรีษะนอก นักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กองเมล็ด พันธุ์ข้าว และ น.ส.เบญจวรรณ พลโคตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กองวิจัยและพัฒนาข้าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาพี่น้องชาวนาต้องเผชิญสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ส่งออกข้าวลดลง ต้นทุนการผลิตราคาสูง สถานการณ์ภัยธรรมชาติ แมลงศัตรูข้าว ประกอบกับการระบาดของโควิด-19 จึงมีนโยบายช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพและได้ปริมาณมากขึ้น เกษตรกรสามารถจำหน่าย
ข้าวเปลือกได้ในราคาสูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้กรมการข้าวพัฒนาและสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นศูนย์รวมในการบูรณาการ
งานด้านข้าวของทุกส่วนราชการในพื้นที่โดยเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ชุมชนได้อย่างพอเพียงและต่อเนื่อง รวมทั้งยกระดับเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวการลดต้นทุนการผลิตข้าว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าวโดยมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ให้การสนับสนุน

อีกทั้งได้เชิญชวนให้พี่น้องชาวนาร่วมเป็นชาวนาอาสาในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศเพื่อเป็นเครือข่ายสนับสนุนและทำงานช่วยเหลือแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าว ตลอดจนจัดให้มีโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model มุ่งเน้นการผลิตข้าวคุณภาพสูงลดการใช้สารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน ลดต้นทุนการผลิตและการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ เพื่อทำเกษตรอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาศึกษาแนวทางในการทำนาเปียกสลับแห้ง ซึ่งเหมาะสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งและในภาวะฝนทิ้งช่วง สามารถบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อความต้องการ

หม่อนไหมเร่งส่งเสริม มุ่งเพิ่มเกษตรกรปลูกหม่อนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721928

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่าช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีเกษตรกรหม่อนไหม ออกจากอาชีพแล้วกว่า 21,000 ราย เนื่องจากเป็นผู้สูงอายุเป็นผู้ป่วยและผู้พิการ รวมถึงผู้ที่ต้องดูแลกลุ่มผู้เปราะบาง มากกว่าร้อยละ 40 สาเหตุหลักคือเพื่อลดและป้องกันการติดเชื้อโรคระบาดและเสียชีวิต โดยช่วงเวลาดังกล่าวมีเกษตรกรหม่อนไหม เสียชีวิตกว่า 2,000 รายและกว่าร้อยละ 30 เป็นผู้ที่หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีราคาสูงขึ้น ปัจจุบันมีเกษตรกรที่อยู่ในการดูแลรับผิดชอบของกรมหม่อนไหม ประมาณ 65,000 ราย

ในสถานการณ์ดังกล่าว ได้มอบนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนให้บุตรหลานทายาทหม่อนไหม หรือเยาวชนหันมาสืบทอดการประกอบอาชีพหม่อนไหมรวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนที่สนใจ หันมาประกอบอาชีพหม่อนไหมมากขึ้น เนื่องจากเป็นอาชีพที่สร้างรายได้โดยใช้ระยะเวลาสั้นทั้งยังสนับสนุนให้ผู้ที่ออกจากอาชีพแล้วกลับมาประกอบอาชีพหม่อนไหม ได้เกือบ1,000 ราย ขณะเดียวกัน ก็มีการวิจัยและพัฒนาวัสดุอุปกรณ์การทำงานด้านหม่อนไหมต่างๆ เพื่อรองรับผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้สามารถประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาใช้ในการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น การจัดการสัมมนาเชื่อมโยงตลาดเส้นไหมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทอผ้าไหม โดยเป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมและกลุ่มเกษตรกรผู้รับซื้อวัตถุดิบ เป็นแนวทางแก้ปัญหาเส้นไหมไม่เพียงพอกับความต้องการในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิต ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด

รองปลัดฯร่วมถก คกก.ประเมินบุคคล คัดเลือกตำแหน่ง ระดับผู้ชำนาญการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721926

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการประเมินบุคคลตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และนักจัดการงานทั่วไป ระดับชำนาญการและระดับชำนาญการพิเศษ ครั้งที่1/2566 โดยการประชุมดังกล่าวเพื่อรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ และระดับชำนาญการพิเศษ ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานรัฐมนตรี รับทราบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเลื่อน การย้าย การโอน ข้าราชการพลเรือน เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษลงมา ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ

รวมทั้งพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคลระดับชำนาญการพิเศษ การนับระยะเวลาขั้นต่ำในการดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในสายงานที่เกี่ยวข้อง หรือเกื้อกูลกับสายงานที่จะแต่งตั้ง ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ระดับชำนาญการพิเศษ 1 ราย ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และนักจัดการงานทั่วไป ระดับชำนาญการ 2 ราย

‘อธิบดีกรมข้าว’ลงพื้นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721897

'อธิบดีกรมข้าว'ลงพื้นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน  ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

‘อธิบดีกรมข้าว’ลงพื้นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.39 น.

 “อธิบดีกรมข้าว”ลงพื้ นที่เมืองกาญจน์ ตรวจศูนย์ข้าวชุมชน  ปลุกชาวนาปลูกข้าวรักษ์โลก

เมื่อวันที่ 3  เม.ย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์อธิบดีกรมการข้าวได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานศูนย์ข้าวชุมชน  ตำบลท่ามะขาม เพื่อรับทราบถึงข้อมูลการดำเนินงาน และทราบถึงปัญหาอุปสรรคที่เกษตกรกำลังประสบ จึงได้แนะแนวทางแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาให้เกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกในรูปแบบ BCG Model ซึ่งก็คือการปลูกข้าวปลอดภัย ไร้สารเคมี โดยแนะให้ใช้จุลินทรีย์ในการปลูกและสาหร่ายแกมเขียวมาผสมผสานในการเพาะปลูก  โดยมี นางสมพิศ เหลืองประมวล ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721877

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

‘กรมชลฯ’เดินหน้าส่งน้ำตามแผนส่งน้ำฤดูแล้ง เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน

3 เม.ย.2566 ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 10/2566 ผ่านทางระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

โดยนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (3 เม.ย. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 48,219 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,810 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯรวมกัน ในขณะที่มีการใช้น้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 21,226 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 7,655 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 85 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 10.14 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 97 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้ว  6.37 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 3 – 6 เม.ย. 66 ลมตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 7 – 8 เม.ย. 66 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองได้  นอกจากนี้ ยังได้มีการคาดการณ์ในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พบว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดฝนทิ้งช่วง ด้วยปรากฎการณ์เอลนีโญ ที่จะส่งผลให้ปริมาณฝนในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการตาม 5 มาตรการหลัก อาทิ 1. บริหารจัดการน้ำเพื่อให้น้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดทั้งปี 2. บริหารน้ำท่าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3. ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก 4. เก็บกักน้ำในอ่างให้มากที่สุด 5. วางแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันภัยทางน้ำ โดยเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสภาพอากาศและสภาพฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนที่จะถึง เน้นย้ำให้ทุกโครงการฯวางแผนกักเก็บน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในอนาคตให้มากที่สุด รวมถึงสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือในการกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ 

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกร งดทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 เพื่อให้การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญเพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตให้มากที่สุดด้วย

‘ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721869

'ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์'

‘ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์’

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 18.33 น.

“ผำ พืชเกษตรตัวใหม่ผ่านการวิจัยพร้อมแปรรููปสู่เชิงพาณิชย์” ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร ดร.ปรียนุช พรหมภาสิต รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร เป็นประธานเปิดงาน “การยกระดับวัตถุดิบทางการเกษตร ให้มีคุณภาพสูงเพื่อแปรรูปเชิงพาณิชย์” โดยมีพาณิชย์จังหวัดกำแพงเพชร พัฒนาชุมชนจังหวัดกำแพงเพชรเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มยังสมาร์ท ฟาร์ม จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วย บริษัท เดอะ พอสสิเบิ้ล จำกัด และบริษัท คิงส์ เฟาร์เทร่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผำเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรียานุช  พรหมภาสิต กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยฯได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ. ดร. ภญ. รัตติรส คนการณ์ (ดร.ออย)ซึ่งทางมหาวิทยาลัย ฯ มีบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถ ทางด้านการวิจัยที่เก่งและได้รับรางวัลจากผลการวิจัยอยู่มากมาย

ดังนั้นในการนี้ ทางมหาวิทยาลัยจึงได้ วิจัยคุณภาพของผำ ซึ่งเป็นพืชน้ำที่มีคุณค่าทางอาหารและมีโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์ประกอบกับเป็นพืชที่ปลูกง่ายและเหมาะกับธรรมชาติของประเทศไทย ดังนั้นในวันนี้มีหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้ง สถาบันการเงินคือ ธกส.ประกอบกับมีเอกชน ที่มีความพร้อมทางด้านการแปรรูป สู่เชิงธุรกิจ มาร่วมผลักดันผลการวิจัย ให้นำไปสู่การปฏิบัติในภาคการเกษตรผลิตและจำหน่ายได้จริง

โดยมีอาจารย์ทฤษฎี เพชรมะลิ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเลี้ยงผำควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์น้ำ ดร.สุเนตร ม้าทอง ประธาน บริษัท เดอะพอส สิเบิ้ล จำกัด,นายวิศรุต ปัญญาประดิษฐ์โชค บริษัท คิงส์ เฟาร์เทร่น จำกัด พร้อมด้วยวิทยากรที่มีความชำนาญทางด้านการผลิตผำรวมถึงบริษัทผู้แปรรูปผำในเชิงพาณิชย์ได้ให้ความรู้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดโดยมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาพร้อมหลายหน่วยงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานในครั้งนี้

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/721810

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ

วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.55 น.

ทวงถามผลสอบ‘ตู้ตกค้าง’ในโครงการท่าเรือสีขาว จี้ป้อง‘หมูเถื่อน’หลังเบียดตลาดยับ 

3 เมษายน 2566 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการรับสินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อขอทราบผลการตรวจสอบตู้ตกค้างในโครงการท่าเรือสีขาวหลังเปิดไปเพียง 5 ตู้จาก 331 ตู้ ณ วันแถลงข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์  หวั่นยังมีหมูเถื่อนคงค้างรอการระบายอีกหลายตู้ พร้อมขอเข้าฟังขั้นตอนและพิธีการศุลกากรอันรัดกุม เพื่อความมั่นใจในมาตรการป้องกันหมูเถื่อน เนื่องจากผู้เลี้ยงหมูไทยได้รับผลกระทบหนักจากปริมาณหมูส่วนเกินที่นำเข้าจากต่างประเทศเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25,000 เมตริกตัน/เดือน

“หมูเถื่อนจากต่างประเทศไม่ว่าจะจากยุโรปหรืออเมริกาใต้จะผ่านเข้ามาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับด่านกรมศุลกากร ซึ่งเกษตรกรทุกคนเชื่อมั่นว่าพิธีการทางศุลกากรของไทย มีมาตรการที่เข้มงวดรัดกุม ยากที่สิ่งของผิดกฎหมายจะผ่านด่านเข้ามาได้ แต่น่าแปลกที่ปริมาณหมูเถื่อนกระจายอยู่ในท้องตลาดทั่วประเทศมากเหลือเกิน คณะกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและผู้เลี้ยงสุกรจากทุกภูมิภาค  จึงทำหนังสือขอเข้าพบท่านอธิบดีกรมศุลกากร เพื่อขอรับฟังนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่กรมฯ ดำเนินการในการป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายเข้ามาสู่ราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจในการประกอบอาชีพเลี้ยงสุกรต่อไป” นายสุรชัยกล่าว 

นอกจากนี้ นายสุรชัย ยังแสดงความกังวล กับจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ตกค้างในโครงการท่าเรือสีขาวของกรมศุลกากร ที่มีการแถลงข่าวไปเมื่อช่วงกุมภาพันธ์ 2566 ว่ามีตู้ตกค้างมากถึง 331 ตู้ และมีการสุ่มเปิดตู้ต่อหน้าสื่อมวลชนเพียง 5 ตู้ พบเป็นหมูเถื่อนถึง 3 ตู้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่พบข่าวตรวจสอบตู้ตกค้างอีก จึงขอเรียนถาม ผลการตรวจสอบตู้ทั้งหมดจากกรมศุลฯอีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นหมูเถื่อนลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำลายตลาดให้เกษตรกรไทยเดือดร้อนเรื่อยมา

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นต้นมา ปรากฏชิ้นส่วนเนื้อสุกรลักลอบนำเข้าจากหลายประเทศเข้าสู่ประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าไม่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ ตามอำนาจของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรฯได้ติดตามการจับกุมปราบปรามหมูเถื่อนของภาครัฐ พบว่ามีปริมาณเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 5% ของการลักลอบทั้งหมดในแต่ละเดือน ซึ่งคำนวณได้จากปริมาณหมูเถื่อนในท้องตลาดที่มีอยู่ถึง 25,000 เมตริกตัน/เดือน ส่งผลกดดันราคาหมูหน้าฟาร์มในประเทศให้ตกต่ำ นำไปสู่ภาวะขาดทุนของเกษตรกรไทย

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกล่าวอีกว่า  “ต้นทุนการผลิตหมูของไทย สูงกว่าในต่างประเทศถึง 30% เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ของบ้านเรามีราคาสูงกว่ามาก จึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคาขายกับหมูเถื่อนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร ปนเปื้อนสารตกค้าง ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และอาจมีเชื้อโรคระบาดสัตว์ ASF เข้ามาซ้ำเติมหมูไทย เมื่อหมูเถื่อนมีจำนวนมาก เกษตรกรก็มักถูกกดราคาหน้าฟาร์มจากผู้ซื้อ กลายเป็นวังวนปัญหาไม่รู้จบ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากกรมศุลากร ในการป้องกันที่ต้นทางตั้งแต่ก่อนหมูเถื่อนจะเข้าประเทศ”………..-005

โรงพยาบาลพญาไท 2 ชวนฟิตร่างกายให้พร้อมรับกับทุกวัน ทุกไลฟ์สไตล์ ‘Live your life’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722046

โรงพยาบาลพญาไท 2  ชวนฟิตร่างกายให้พร้อมรับกับทุกวัน ทุกไลฟ์สไตล์ 'Live your life'

โรงพยาบาลพญาไท 2 ชวนฟิตร่างกายให้พร้อมรับกับทุกวัน ทุกไลฟ์สไตล์ ‘Live your life’

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.43 น.

แม้งานหนัก แต่ร่างกายยังต้องพร้อม ปัจจุบันคนทำงานในออฟฟิศมักจะเกิดการเจ็บป่วยบ่อยโดยอาจไม่รู้สาเหตุ หรือเจ็บป่วยโดยคาดไม่ถึงทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งอาการต่างเหล่านั้นอาจจะมาจาก ความเครียดจากการทำงานหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งสภาพการจราจรและสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ล้วนส่งผลต่อสุขภาพของชาวออฟฟิศได้ทั้งสุขภาพกายและใจ ไม่ว่าจะเป็น ปวดหัว ปวดเกร็งตามร่างกาย กระเพาะ ลำไส้ หรือแม้กระทั้งโรคที่เราอาจคาดไม่ถึง เช่น ริดสีดวง ข้อเข่าอักเสบ ตับแข็ง ตับอักเสบ สายตา (computer vision syndrome) มะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆอีกมากที่เป็นผลกระทบมากจากการทำงานหนัก และ ความเครียดที่ต้องเผชิญ รพ.พญาไท 2  จึงอยากให้ชาวออฟฟิศหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สังเกตและ“ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ก่อนจะเกิดอาการรุนแรงแล้วค่อยรู้ตัว

โปรแกรมตรวจสุขภาพต่างๆเพื่อป้องกันความเสี่ยงสำหรับชาวออฟฟิศ เพื่อให้คุณพร้อมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวันทั้งที่ทำงานและที่บ้าน

โปรแกรมตรวจตับ ด้วยเครื่อง FibroScanการตรวจภาวะไขมันเกาะตับ ตับ เพื่อตรวจหาความเสี่ยงที่นำสู่โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ชาวออฟฟิศอาจคาดไม่ถึง อาจเกิดจากการรับประทานอาหารไม่ดี กินดึก ดื่มหนัก จนอาจส่งผลร้ายทำลายตับได้ก่อนถึงวัยอันควร รพ.พญาไท 2  เราสามารถตรวจหาค่าตับได้จากเครื่องมือ FibroScanที่ใช้เทคโนโลยีในการตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับและตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับ สำหรับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดทั้งสองอาการซึ่งจะเป็นการตรวจพร้อมกันภายในครั้งเดียวอย่างรวดเร็วและตรงจุดชัดเจน เพื่อให้การวินิจฉัยและวางแผนการรักษาโดยผู้มาตรวจจะไม่ได้รับความเจ็บปวดหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ ทั้งขณะรับการตรวจและ ภายหลังรับการตรวจ

โปรแกรมตรวจความเสื่อมของข้อเข่า ด้วยโปรแกรม Urine CTX-II เป็นการตรวจความเสื่อมสลายของ Collagen type ll จากปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยให้วิเคราะห์ได้ว่า คนไข้จะมีความเสี่ยงเป็นเข่าเสื่อมในอนาคตหรือไม่ แม้จะไม่มีอาการปวดก็ตาม ซึ่งการตรวจข้อเข่าด้วยการเอกซเรย์จะรู้ก็ต่อเมื่อเริ่มมีอาการหรือเริ่มเสื่อมไปแล้ว ข้อดีของการการตรวจแบบ Urine CTX-II จะบอกให้รู้ได้ล่วงหน้าถึงความเสี่ยงที่จะมีในอนาคต

โปรแกรมตรวจสุขภาพตาโดยละเอียดComputer vision syndrome อย่าละเลยตาเพราะตาคือหน้าต่างของหัวใจ รพ.พญาไท 2 มีโปรแกรมตรวจสุขภาพตารอบด้านโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ทั้งตรวจวัดตาทั่วไป (Slit Lamp)ตรวจสุขภาพตาแบบละเอียด โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ตรวจภาวะต้อหินและภาวะต้อกระจก ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ถ่ายภาพ (Fundus Camera) วัดความดันลูกตาโดยไม่สัมผัสตา (Tonometer Without  Contact) ตรวจความหนาของจุดรับภาพและขั้วประสาทตา (Optical Coherence  Tomography: OCT) ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในโปรแกรมที่สามารถตรวจสุขภาพตาอย่างครอบคลุม เราควรตรวจสุขภาพตาทุกปีด้วยโปรแกรมนี้เพื่อสุขภาพตาที่ดีรอบด้าน

โปรแกรมตรวจหามะเร็ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสาวๆ

 -ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) และอัลตร้าซาวด์เต้านม (Ultrasound Breast) สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งเป็นวิธีตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน เหมาะสำหรับผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจเป็นประจำทุกปี

-ตรวจหามะเร็งปากมดลูกด้วย ThinPrepซึ่งเป็นวิธีที่ให้ความถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงถึง 90-95%

-ตรวจหามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นด้วย Low Dose CT Chest ซึ่งเป็นเครื่องเอ็กซเรย์ คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ ที่สามารถตรวจพบมะเร็งระยะแรกได้ชัดเจนกว่า Chest X-ray

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการตรวจฟื้นฟูอาการ Office Syndrome อาการยอดฮิตที่ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่เป็นกันแบบครบวงจรอย่างรอบด้าน ด้วยการตรวจร่างกายอย่างเจาะลึก เพื่อการแก้ไขอาการอย่างตรงจุด พร้อมวิเคราะห์วางแผนและให้คำแนะนำสำหรับคุณโดยเฉพาะ จากทีมนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิดด้วยโปรแกรม All You Can Fits

รู้ทันโรคของชาวออฟฟิศ “กันไว้ดีกว่าแก้” เพื่อชีวิตที่มีความสุขทุกวัน “Live your life”เข้ามาปรึกษา ได้ที่ รพ. พญาไท 2 สามารถดูแพ็กเกจต่างๆ ได้ ทาง โรงพยาบาลพญาไท | แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และแหล่งรวมความรู้ด้านสุขภาพ – Phyathai HospitalและPhyathai Call Center 1772

ร่างกายดูแข็งแรง แต่อาจหัวใจวาย เสี่ยงตายไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721895

ร่างกายดูแข็งแรง แต่อาจหัวใจวาย เสี่ยงตายไม่รู้ตัว

ร่างกายดูแข็งแรง แต่อาจหัวใจวาย เสี่ยงตายไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“หัวใจวาย” หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบได้เรื่อยๆ ปัจจุบันพบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องอายุมากเสมอไปร่างกายภายนอกดูแข็งแรง แต่แท้จริงแล้วอาจมีภาวะหลอดเลือดตีบซ่อนอยู่เพราะฉะนั้น ไม่ควรชะล่าใจละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะสุขภาพของหัวใจ

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า หัวใจวายเฉียบพลันเกิดจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันจนกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงจนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย สาเหตุเกิดจากการสะสมของคราบไขมันที่บริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจจนเกิดการปริหรือแตก กระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันการไหลเวียนของเลือดอย่างฉับพลันทันที ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วกว่าปกติ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูงเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง หรือการมีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจ จึงทำให้ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีอายุน้อยกว่าสถิติมากขึ้นเรื่อยๆ

อาการที่สังเกตได้เบื้องต้น ได้แก่ เจ็บ แน่นหน้าอก อึดอัด หรือรู้สึกไม่สบายตรงกลางหน้าอก อาจมีอาการเจ็บร้าวไปที่คอ กราม ขากรรไกร หรือต้นแขน อาการร่วมอื่นๆ เช่น เวียนศีรษะ หายใจไม่สะดวก คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น โดยอาการเหล่านี้อาจเป็นนานกว่า 15 นาที และจะไม่ทุเลาลงด้วยการพักหรือการได้รับยาอมใต้ลิ้น นอกจากนี้ ในบางรายอาจหายใจหอบเหนื่อย หน้ามืด หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ โดยผู้ป่วยควรต้องรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดหรือเรียกรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

ปัจจุบันการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยคัดกรองความเสี่ยงและหาวิธีที่จะป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้แนวทางการตรวจหาภาวะหัวใจขาดเลือดในปัจจุบันมีหลายวิธี ได้แก่

1.การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย(Exercise stress test : EST) เรียกสั้นๆว่าการวิ่งสายพาน ใช้ตรวจหาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดขณะออกกำลังกายหนักๆ ดังนั้น หากผู้ที่มภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ การทดสอบนี้จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ มีผลทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป

2.การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery calcium scoring) เป็นการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ตรวจหาหินปูนที่บริเวณหลอดเลือดแดง หากค่ายิ่งสูงจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจที่สูงตามไปด้วย

3.ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ(coronary CCTA) เพื่อดูว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน หรือความผิดปกติอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งผู้ที่เข้ารับการตรวจวิธีนี้จะได้รับสารทึบรังสีเพื่อให้ได้ภาพเอกซเรย์ที่ดีที่สุด 4.การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization Angiography : CAG) คือการสอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดง แล้วจึงฉีดสารทึบรังสีบริเวณหลอดเลือดหัวใจเพื่อบันทึกลักษณะความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจทั้งการอุดตันและการตีบตัน และทำการรักษาอาการผิดปกติของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การรักษาผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันในปัจจุบันมีทั้งการให้ยาละลายลิ่มเลือดและการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) สำหรับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนนั้น ผู้ป่วยจะไม่มีแผลผ่าตัด พักฟื้น
ในโรงพยาบาลไม่นาน ฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันหลายเส้นหรือแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ

ที่สำคัญการรักษาภาวะหัวใจวายขึ้นกับเวลา ควรทำให้แล้วเสร็จภายใน 60-90 นาที เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน
ให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเสียชีวิตของผู้ป่วยหรือการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในอนาคต อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุดของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น หากมีอาการที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยควรรีบบอกคนรอบข้างและมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด