คำต้องห้ามของ !! ‘สายป่าน – วุฒิ’ที่ห้ามพูดถ้าพูดต้องรับผิดชอบ พร้อมเปิดชีวิตหลังใช้ชีวิตคู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/726314

คำต้องห้ามของ !! 'สายป่าน - วุฒิ'ที่ห้ามพูดถ้าพูดต้องรับผิดชอบ พร้อมเปิดชีวิตหลังใช้ชีวิตคู่

คำต้องห้ามของ !! ‘สายป่าน – วุฒิ’ที่ห้ามพูดถ้าพูดต้องรับผิดชอบ พร้อมเปิดชีวิตหลังใช้ชีวิตคู่

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.20 น.

เมื่อ สายป่าน-อภิญญา ควงสามีสุดที่รัก วุฒิ-นันทวุฒิ ได้มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เปิดเรื่องราวในชีวิตพร้อมและเผยความรักแบบทุกซอกทุกมุมของหัวใจ ทั้งคู่ได้เปิดคำต้องห้ามที่ห้ามพูดถ้าพูดต้องรับผิดชอบ พร้อมเปิดชีวิตหลังใช้ชีวิตคู่ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งมีความสุข

แต่มองเข้าไป วุฒิ ดูเป็นคนดุๆนะ

สายป่าน : ก็ดุเหมือนกันค่ะ อย่างที่ ป่าน บอกเขาเป็นคนด้านเดียวค่ะ เขาพูดเลย พอเขาพูดเลยปุ๊บบางคำเขามันค่อนข้างชัดเจน รู้สึกอย่างไรก็พูดอย่างนั้นพอมันชัดเจนเสร็จปุ๊บ !! ป่าน คิดตามแล้ว ป่าน รู้สึกว่าแบบเขาคงไม่พูดอะไรที่มันโหดร้ายไปกว่านี้ แต่คำนี้ ป่านต้องรู้สึกแล้วแหละ ป่าน ก็ต้องคิดได้แล้วแหละ เพราะมันค่อนข้างจะรุนแรงประมาณหนึ่งเหมือนกัน

พอยกตัวอย่างได้ไหมคำพูดไหนที่เคยกระทบใจ ป่าน จริงๆเลย จากปากของเขา

สายป่าน : คือมันจะมีคำพูดหนึ่งของ วุฒิ ทำให้ ป่าน เปลี่ยนเลยค่ะ ด้วยความที่ ป่าน เป็นคนพูดไปเรื่อยๆใช่ไหมคะ มันมีวันหนึ่งที่ ป่าน ดันพูดแบบปากไว แล้วพูดไปคำนี้มันค่อนข้างทำร้ายเขาแล้วเขาก็บอก ป่าน ว่า ป่าน คำพูดของ ป่าน ถ้าพูดออกมาแล้วรับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วยนะ เพราะว่าพูดออกมาแล้วแสดงว่าคิดดีแล้วถึงพูด รับผิดชอบคำพูดรับผิดชอบผลที่จะตามมาด้วย หลังจากนั้นมา ป่าน ก็รู้สึกว่าโอเคคิดเยอะๆนะก่อนจะพูดอะไร .. เพราะว่าเดี๋ยวจะรับผิดชอบคำพูดไม่ไหว

วุฒิ : เหมือนเป็นคำพูดที่ต่อเนื่องกันมา เหมือนทะเลาะแล้วก็แบบเขาก็พรั่งพรูของเขาออกมาเราก็เลยบอกว่าเลือกคำพูดต่อไปนี้ที่จะพูดออกมาให้ดีนะ

สายป่าน : อย่างเช่นคำว่า “เลิก” ค่ะ

วุฒิ : เมื่อพูดออกไปแล้วสิ่งที่มันพูดออกมาแล้วแน่นอนแหละ มันกระทบความรู้สึกของเราสองคนอยู่แล้วครับเพราะฉะนั้นรับผิดชอบในการพูดครั้งนี้ด้วย รับผิดชอบในการกระทำและรับผิดชอบกับผลที่มันจะตามมาด้วย เพราะว่าถ้าผมพูดแล้วผมรับได้เลยครับ เมื่อไหร่ที่ วุฒิตัดสินใจพูดออกไปแล้ว วุฒิ รับได้เลยครับ

สายป่าน : ก็เลยทำให้ ป่าน ไม่พูดคำนั้นอีกเลยคือพอเป็นแฟนกันจะแบบว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลิกกันเถอะมันจะมีคำแบบว่าไปต่อไม่ได้แล้วก็เลิกกันเถอะ  แล้วบางคนติดพูดคำนี้ พูดพล่อยๆพูดไปเรื่อยๆอย่างนี้ค่ะ เพราะป่านพูดคำนี้เขาเลยพูดออกมา

วุฒิ : ครั้งเดียวเลยครับ

สายป่าน : หลังจากนั้นก็ไม่เคยพูดว่าเลิกอีกเลย (หัวเราะ) เพราะคิดไงค่ะว่า ตายแล้ว !! ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วเลิกกันนี่ก็อยู่ไม่ได้แน่ๆเลยอะไรอย่างนี้ ก็เลยต้องคิดให้ดีก่อนที่จะพูดคำนี้ก็เลยค่อนข้างเป็นคำที่ถือว่าสำคัญมากๆสำหรับเรา หลังจากวันนั้นมา ป่าน ก็ไม่เคยพูดคำนี้อีกเลย

เรามีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปจากเดิมไหมหลังจากใช้ชีวิตคู่

สายป่าน : เปลี่ยนไปเยอะมากเลยค่ะ เปลี่ยนแบบ .. เปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงเลยคือจากคนที่คาดหวัง คนที่กดดันหมายถึงว่า ป่าน คาดหวังกับความรักมากๆแล้วก็กดันตัวเองมากๆ เป็นคนที่ดูซีเรียสกับทุกสิ่งอย่างไปหมดเลย ทำทุกอย่างต้องให้ดีทั้งหมด ทั้งงาน ทั้งเรียนทั้งหน้าที่ลูก หน้าที่พี่สาวคือป่าน เป็นคนเครียดกว่านี้เยอะมากๆแต่ว่าพอมาเจอ วุฒิ ค่ะกับความรักครั้งนี้ ป่าน รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่เบา ป่าน เป็นตัวเองได้แบบที่สุด โดยที่ ป่าน ไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งถ้าเกิด ป่าน มีด้านร้ายๆออกมาแล้วคนคนนี้จะหนีไป คือเราไม่ต้องกลัวอย่างนั้นคือตราบใดที่เรามีร้ายทุกคนก็มีร้ายอยู่แล้ว มันมีมุมร้ายๆมุมมืดๆอยู่แล้ว ป่าน แสดงอะไรออกไปปุ๊บ !!  เขาไม่เคยโกรธไม่เคยรังเกียจ แถมวันหนึ่งที่ป่าน อารมณ์ดีขึ้น เขาจะมาเตือนเรารู้สึก..นี่แหละ คืออาจจะเป็นความรักที่แบบเรารู้สึกสบายตัวที่สุดแล้ว

เคยได้ยินบางคนพูดว่าบางทีได้เจอคนที่ใช่แล้วทุกอย่างมันดูง่ายจริงๆนะ คือกับบางคนจะรู้สึกว่าทำไมฟังมันดูเหมือนมันง่ายขนาดนี้ ที่เหมือนจะต้องไปเจอคนคนนี้ และยอมรับได้ในความเป็นตัวตนของเรา แต่มันจะมีคนคนนั้นอยู่จริง ๆ

สายป่าน : นี่เลยค่ะ ป่าน รู้สึกแบบนี้จริงๆพอเราอธิบายไปปุ๊บ !! หลายคนอาจจะบอกว่าใช่เหรอ มีอยู่จริงเหรอ แต่แบบ ป่าน แค่รู้สึกแบบนั้นจริงๆเลย ณ วันนี้ ป่าน เป็นตัวเองได้แบบสบายใจแล้ว ป่าน ก็รู้ว่าต่อให้ ป่าน เป็นตัวเองมากแค่ไหนก็ยังมีคนคนหนึ่งที่รัก ป่าน ได้จริงๆ

มีมุมมองต่อความรักที่เปลี่ยนไปไหน

วุฒิ  : ถ้าเทียบกับแต่ก่อนเปลี่ยนไปเยอะมากเพราะว่า เมื่อก่อนเป็นคนมองความรักว่าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกอยากได้อะไรเราจะต้องได้สิ่งนั้นมา แต่พอเราคบกับเขาเรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ที่อยากให้เขาบ้าง อยากทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาอยู่กับเราที่เขาดูแลเราเราเห็นนะ เรารับรู้ถึงตรงนี้ได้เราก็อยากจะคืนให้เขาบ้างเพราะว่า.. วันหนึ่งชีวิตคู่มันไม่จากเป็นก็จากตายแล้วรู้สึกว่าถ้าวันนั้นมาถึงเราจะได้ไม่ต้องเสียดายว่าแบบเราไม่เคยทำอะไรอย่างนี้วันนี้เราเต็มที่แล้ว

ชีวิตคู่มาถึงตรงนี้แล้วมีอะไรอยากจะบอกกันและกันบ้าง ??

สายป่าน : (ยิ้ม) ขอบคุณ ขอบคุณนะคะที่ วุฒิ อยู่กับ ป่าน แล้วก็ขอบคุณที่คอยสนับสนุนในทุกสิ่งทุกอย่าง คือ วุฒิ ไม่เคยทำให้ ป่าน รู้สึกว่าแบบ ป่าย เสียใจที่เป็นแฟนเขาเลยเขาทำให้เรารู้สึกว่าเราดีใจจังโชคดีจังที่ได้เจอเขาขอบคุณมากๆนะคะ

วุฒิ : ก็อยากจะบอกว่าขอบคุณครับ ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้ แล้วก็มองเห็นทุกอย่างที่ทำให้แล้วก็จะอยู่แบบนี้เป็นกำลังใจให้ต่อไป

สามารถชมคลิป ย้อนหลัง ได้ในรายการ CLUB FRIDAY SHOW ผลิตโดย CHANGE2561 ทางยูทูป :

Only Monday โชว์เพลงใหม่ครั้งแรก! เซอร์ไพรส์แฟนเพลงแบบอบอุ่นใน มศว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/726310

Only Monday โชว์เพลงใหม่ครั้งแรก!  เซอร์ไพรส์แฟนเพลงแบบอบอุ่นใน มศว.

Only Monday โชว์เพลงใหม่ครั้งแรก! เซอร์ไพรส์แฟนเพลงแบบอบอุ่นใน มศว.

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.04 น.

เพิ่งปล่อยเพลงใหม่ไปไม่กี่วันOnly Monday ก็จัดมินิโชว์เปิดตัวซิงเกิลใหม่Only Monday Band Live at SWU เล่นเพลงใหม่ “บรรยากาศ”ในอคูสติกเวอร์ชั่นข้างสนามกีฬามศว.ประสานมิตรเต็มไปด้วยเหล่าแฟนเพลงที่ล้อมวงดูกันอย่างใกล้ชิดพร้อมแจกขนมโตเกียวแบบในมิวสิกวีดีโอเป็นกิมมิกน่ารักๆอีกด้วยนอกจากนี้ยังมีเพลงฮิตในแบบอคูสติกที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อนอาทิ “ทุกความทรงจำ”และ “ทิ้งไป”ปิดท้ายด้วย “ได้แต่นึกถึง”ที่แฟนๆพร้อมใจกันชูแฟลชไลท์โบกตามอย่างอบอุ่น

ดูOfficial MV ‘บรรยากาศ’ –  Only Monday

ได้แล้วที่>>https://youtu.be/w8I0_phB6Jw

#บรรยากาศ#OnlyMonday#GeneLab #GMMGrammy

ติดตามข่าวสารได้ที่

Facebook : Only Monday Band และ GeneLab

Instagram :Onlymonday.bandและ Genelabrecords

ทำเอาทึ่งทั้งกอง! เมื่อดีว่าแถวหน้าของเมืองไทย หยิบเพลง ‘เลือดกรุ๊ปบี’มาร้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/726307

ทำเอาทึ่งทั้งกอง! เมื่อดีว่าแถวหน้าของเมืองไทย  หยิบเพลง 'เลือดกรุ๊ปบี'มาร้อง

ทำเอาทึ่งทั้งกอง! เมื่อดีว่าแถวหน้าของเมืองไทย หยิบเพลง ‘เลือดกรุ๊ปบี’มาร้อง

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.01 น.

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ดีว่าแถวหน้าของเมืองไทยเป็นครั้งแรก  ที่เจ้าตัวนำบทเพลงคิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว” มาขับร้องได้อย่างเข้าถึงอารมณ์แบบสุดๆ กับเสียงร้องที่ทรงพลังขับกล่อมบทเพลงที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน และเป็นเพลงที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รู้จักกับเป็นเธอ และได้ร้องเป็นโชว์เปิดในรายการ Piano & I ที่มี โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และบรรเลงเปียโนให้โดยในช่วงแรกของรายการ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้ถ่ายทอดบทเพลง คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว ไม่ยอมหมดหวัง และ สายลม ในรูปแบบเมดเลย์ สามเพลงติดกัน รับรองว่าต้องถูกใจแฟนๆ รายการ Piano & I อย่างแน่นอน เพราะแฟนๆ รายการต่างเรียกร้องอยากเห็น เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาออกรายการนี้ ซึ่งครั้งนี้ก็สมใจแฟนๆ รายการซะที งานนี้ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ปากหวานชมอีกฝ่ายว่าสวยขึ้นด้วย ซึ่ง เจนนิเฟอร์ คิ้ม ก็ออกตัวเลยว่า นี่แหละเวอร์ชั่นที่สวยที่สุดของตนในวัยนี้นอกจากนี้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังเผยถึงจุดเริ่มต้นในการทำอาชีพนักร้อง รวมทั้งบอกสาเหตุที่ตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้ ซึ่งก็เป็นยุคสมัยที่เทเรซา เติ้ง หรือเติ้ง ลี่จวิน กำลังโด่งดัง เจนนิเฟอร์ คิ้ม จึงเลือกนำบทเพลงของนักร้องระดับตำนานท่านนี้มาขับร้องอีกครั้งร่วมกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นที่ยอมรับว่า เจนนิเฟอร์ คิ้ม สามารถร้องเพลงได้ทุกแนวจริงๆ เพราะอีกหนึ่งบทเพลงที่ได้เลือกมาขับร้อง ก็เป็นเพลงฮิตแห่งปีอย่าง เลือดกรุ๊ปบีโดยเจนนิเฟอร์ คิ้ม ออกตัวก่อนเลยว่า ถึงตนจะนำมาร้องในเวอร์ชั่นแบบ เจนนิเฟอร์ คิ้ม แต่ก็คงไม่เพราะเท่าเวอร์ชั่นต้นฉบับของเอิ๊ก ชาลิสา ซึ่ง เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังเผยเพิ่มเติมว่าเพลง เลือดกรุ๊ปบี นอกจากจะมีเมโลดี้ที่เพราะแล้ว เนื้อหายังโดนใจมากๆ เห็นได้ชัดเลยว่า เจนนิเฟอร์ คิ้ม คือนักร้องที่เข้าถึงทุกกลุ่มคนฟัง ซึ่งในรายการ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังเล่าถึงการได้เป็นพรีเซ็นเตอร์สกินแคร์ เข้าปีที่ 3 ปีแล้ว ซึ่งเหตุผลหลักๆ ก็เป็นเพราะชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ ได้ลองใช้จริง และเหตุผลอีกอย่าง ก็คือการได้ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่การเปิดใจทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ ทำให้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง สามารถติดตามรับชมได้ในรายการ Piano & I

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726361

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.24 น.

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย หนุนพัฒนาเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ ‘เอนก’ ชี้ไทยมีรากลึกศิลปะ สุนทรียะ แนะขุดตาน้ำในท้องถิ่น ต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

24 เมษายน 2565 ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงการพัฒนาเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ (Cultural and Creative Innovation Zone) ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องวางแผนว่าเราจะทำอะไรให้ชัดเจน และต้องจำแนกว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาใหม่ และอะไรสามารถต่อยอดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจนอกเหนือจากความคาดหมายของเรา เช่น ที่เชียงใหม่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเหมาะกับการทำเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มากที่สุด หรือในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดกระบี่ จังหวัดเชียงรายที่เป็นเมืองศิลปิน เราจะพัฒนาส่งเสริมอย่างไร ในส่วนกลาง ในกรุงเทพมหานคร อาจจะทำได้เช่นกันแต่อาจจะช้ากว่า เป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักตามความเหมาะสม 

“คนไทยมีดีเอ็นเอทางศิลปะสุนทรียะ อารยะ ซึ่งท้องถิ่นมีความหนามากกว่าศิลปะสุนทรียะ ของส่วนกลาง ดังนั้นจึงควรเร่งทำให้ท้องถิ่นบูม เนื่องจากมีความหลากหลายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น อีสาน ล้านนา ปักษ์ใต้ เป็นแหล่งตาน้ำสำคัญ เมื่อเราพัฒนาตาน้ำได้ น้ำก็จะไหลมาเป็นศิลปะของส่วนกลางได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจก่อนว่า ตาน้ำอยู่ที่ชุมชน ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนหรือสถาบัน แต่อยู่ในรากเหง้าที่ทำลายไม่ได้ ฝังลึกเป็นดีเอ็นเอ รากต้องเกิดจากเรา ซึ่งอาจจะแนวทางทำเป็นหลักสูตรสั้น ๆ โดยเอาพ่อครูทั้งหลายมาสอน มาคัดเลือก ต้องคิดไปข้างหน้าว่าเราจะต่อยอดรากเหง้านั้นอย่างไร” รมว.อว. กล่าว

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าในปี 2564 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย สร้างรายได้กว่า 322,261.52 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงร้อยละ 51 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มาจากทุนทางวัฒนธรรม มีมูลค่ารวม 815,320 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการสินค้าและบริการแบบใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของสินค้าจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย มาพัฒนาร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ประกอบด้วย Games Animation Films และ Digital Arts ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีแนวโน้ม การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากในปัจจุบัน ในปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 42,000 ล้านบาท และมีอัตราขยายตัวมากกว่าร้อยละ 7 ต่อปีและคาดการณ์ว่าปี 2567 จะมีมูลค่าถึง 62,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มในการเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ จากการศึกษาของ สอวช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยยังมีปัญหาสำคัญ คือ

1. นิเวศทางศิลปกรรมของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ไม่ชัดเจน ระบบกลไกไม่เกิดการไหลเวียนเป็นวงจรเดียวกันทั้งหมด

2.ขาดแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บางประเภท ได้แก่ ดิจิทัลอาร์ตและเทคโนโลยีที่ถือเป็น องค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญกับโลกอนาคต

3.แผนงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบันยังคงติดกับดักการให้มิติทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยึดอยู่กับประเด็นเรื่องของการท่องเที่ยว นำมาสู่การมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ในรูปแบบเชิงท่องเที่ยวทั้งหมด ทำให้ไม่พบแผนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

4.ขาดกลไกการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทำให้แนวทางการออกแบบและส่งเสริมงานวิจัยมีลักษณะที่คล้ายคลึง ตลอดจนบางแผนงานเกิดความซ้ำซ้อน

5.รูปแบบการเก็บข้อมูลภาคอุตสาหกรรมและการวิจัยมีลักษณะเป็นการเก็บเชิงปริมาณทั้งหมด ทั้งนี้ ยังขาดมิติของข้อมูลเชิงลึกและเชิงกว้างในการนำมาต่อยอดและพัฒนากรอบการออกแบบงานวิจัยในอนาคต

“สอวช. เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ผ่านกลไกสำคัญต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ การส่งเสริมให้เกิดศูนย์ผลิตสื่อสร้างสรรค์ Studio หรือ Multimedia Park ระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการทำงานอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ของประเทศ การพัฒนาพื้นที่ทาง วัฒนธรรมและการสร้างสรรค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสืบสานองค์ความรู้รากฐาน ศิลปะและวัฒนธรรมไทย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงความท้าทายที่สำคัญของธุรกิจ Cultural & Creative Content คือ การพัฒนากำลังคน เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรที่เปิดสอนส่วนมากยังเป็นหลักสูตรเก่า ขาดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ผู้จบการศึกษามีทักษะความสามารถไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ อีกทั้งผู้ประกอบการเองก็ยังขาดความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนและความสามารถทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญ ขาดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานสร้างสรรค์ และต่อยอดทางธุรกิจ

นอกจากนี้ งานวิจัยและนวัตกรรม ต้นทุนด้านเทคโนโลยีและสิทธิการใช้โปรแกรมในการผลิต ผลงานมีมูลค่าสูง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาเรื่องการละเมิดและการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในผลงาน ไม่มีการสร้างสรรค์และพัฒนา นวัตกรรมการผลิตคอนเทนต์ของตนเอง ขณะเดียวกัน นโยบาย กฎหมาย มาตรการ หรือระเบียบของภาครัฐยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและขาดความน่าเชื่อถือในตลาดต่างประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างชาติ

สำหรับแนวคิดและเป้าหมายเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์นั้น ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเชื่อมโยงกับภาคการศึกษา และการพัฒนาสตาร์ทอัพ Incubation & Accelerator ส่วนเป้าหมายใน 5 ปีนั้น ตั้งเป้าให้ไทยจะเป็นฐานการผลิต และบริการที่สำคัญของอุตสาหกรรม Digital & Creative Content ในภูมิภาคเอเชีย สร้างมูลค่าเพิ่ม 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 และไทยจะอยู่ใน 20 อันดับแรก ของ Global Soft Power index สามารถสร้างนักสร้างสรรค์ดิจิทัลได้ 5,000 ราย

ทั้งนี้ ดร.กิติพงค์ ได้รับข้อเสนอแนะจากที่ประชุมเพื่อที่จะนำไปหารือในการปรับแผนการดำเนินงาน โดยเชื่อมโยงไปยังตาน้ำชุมชน และทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมา

‘ตรีนุช’มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726313

'ตรีนุช'มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

‘ตรีนุช’มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.19 น.

“ตรีนุช”มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ ยืนยัน ศธ.ให้ความสำคัญการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ภาวะทุพโภชาการในเด็ก จึงผลักดันเพิ่มงบฯการศึกษาเด็ก-เยาวชน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์แบบเรียน “ภาษาพาที” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และตนได้มอบหมายให้ สพฐ.ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบบเรียนดังกล่าว และนำเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้ได้แบบเรียนที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ตนในฐานะ รมว.ศธ.ได้ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และภาวะทุพโภชาการในเด็ก จึงได้ผลักดันให้เพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก เยาวชน และนโยบายด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องโภชนาการที่ดีของเด็ก จึงได้อนุมัติให้เพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันของนักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ จากที่ได้รับ 21 บาทต่อคนต่อวัน เป็นปรับเพิ่มให้ตามขนาดของโรงเรียน โดยโรงเรียนขนาดเล็กได้ปรับเพิ่มสูงสุดที่ 36 บาทต่อคนต่อวัน และได้เริ่มจัดสรรงบประมาณลงไปแล้ว โดยตนได้เน้นย้ำไปว่าโรงเรียนต้องจัดอาหารให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีสุขภาพกายที่พร้อมต่อการเรียนรู้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาลเข้าใจภาระค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น จึงได้เพิ่มเงินงบประมาณการจัดการศึกษา ในส่วนของเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน โดยจัดงบประมาณส่งตรงถึงโรงเรียน เพื่อสนับสนุนค่าจัดการเรียนการสอน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และโรงเรียนส่งเงินส่วนหนึ่งให้ผู้ปกครองนักเรียนซื้อเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียนด้วยตนเอง ทำให้ในภาพรวมมีงบประมาณรายหัวเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้มีการยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ มีการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทั้งกลุ่มที่อยู่ในและนอกระบบโรงเรียน กลุ่มเปราะบางให้สามารถได้เรียนและมีอาชีพติดตัว รวมถึงลดภาระงานครู ลดการประเมินต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูให้มากขึ้น

“ตั้งแต่ดิฉันเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.มาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานของ ศธ.ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ประสบผลสำเร็จและได้รับการชื่นชมจากนานาชาติ สามารถพาเด็กตกหล่นและหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามามีโอกาสเรียนอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดมีเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้ามาเรียนมากถึง 79,318 คน และถึงแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่ ศธ.ก็ยังดำเนินการติดตามเด็กที่ยังไม่กลับมาให้กลับเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ผลักดันนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้ทั้งส่วนกลางและทุกสถานศึกษาตื่นตัวมีความตระหนักถึงความสำคัญ ซึ่งผลงานที่ปรากฏออกมาก็ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547509

25 เม.ย. 2566

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

Exclusive เลือกตั้ง66 : 3 บก. เปิดใจ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ แจงข้อกล่าวหา ‘พรรคก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

ศึกเลือกตั้ง 2566 ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษ ‘รายการนชั่นสุดสัปดาห์ โดย 3 บก.’

ต่อไปนี้เป็นคำตอบของพิธาบางส่วนที่อธิบายถึงจุดยืนของพรรค และนโยบายหาเสียงที่มั่นใจจะชนะการเลือกตั้ง

พิธีกร : จะแก้เกมอย่างไรที่เขาบอกว่าไม่เลือกพรรคก้าวไหลเพราะ 1) เลยป้าย 2) ทะลุฟ้า 3) คุมไม่ได้

พิธา : อันที่ 1 คือ ป้ายขยับแล้ว มั่นใจมากว่าปี 62 กับปี 66 ย้อนกลับไปเลย ป้ายขยับมีคนที่ต้องการ หากป้ายนั้นหมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมอนุมานเอานะ ไม่รู้ว่าจะใช่หรือไม่ แต่เชื่อว่าขณะนี้ทุกพรรค เวลาออกดีเบต และโดนถามมากขึ้น เริ่มมีคำตอบให้เห็นว่า ยอมรับว่า ป้ายมีปัญหา ยอมรับว่า ต้องมีการแก้ไข ไม่ให้มีใครให้โทษรุนแรงขนาดนี้ ไม่ใช่ให้ใครมาบอกว่า ป้ายอยู่นั้นอยู่นี่ จะฟ้องก็ได้

หลายพรรคก็จะบอกว่า หมิ่นประมาทกับอาฆาตมาดร้ายไม่เหมือนกัน บางพรรคบอกว่า ต้องขยับมากขึ้นไปอีก ก็โอเคผ่านกฎหมายผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ผ่านการพูดคุยในรัฐสภา ถ้าท่านบอกว่า อยากให้ป้ายใหญ่และหนักกดทับมากขึ้น เราคิดว่าไม่เหมาะสมและไม่เป็นคุณกับใครกับสถาบันไหนในประเทศนี้เหมือนกัน เราคิดว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ ก็ไปหารือกันในสภา ไปโหวตกันในสภา

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : ที่บอกเป็นพรรคสุดโต่ง

พิธา : สุดโต่ง ต้องอธิบายให้ฟังว่า สิ่งที่เราต้องการเป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างอะไรกับท่านผู้ชมที่ดูอยู่ เวลาเราไปต่างประเทศและชอบประเทศเขา นั่นแหละเราต้องการให้ระบบเศรษฐกิจให้คนที่จะเท่ากัน ต้องการให้แต่ละจังหวัดที่เราไปเจริญใกล้เคียงกัน ต้องการให้พลเรือนมีโอกาสทำงาน ไม่ต้องการให้มีการรัฐประหารทุกๆ 5 ปี อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ 

จึงถามกลับว่า ที่มันสุดโต่งอย่างที่บอก ระบบจากกระทรวง ทบวง กรม คนสนใจเรื่องประวัติศาสตร์รู้อยู่แล้วว่าระบบนี้มีมา 130 ปีที่แล้ว ผมถามความท้าทายของประเทศว่า 130 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ท้าทายหนัก ช่วงล่าอาณานิคมก็หนักพอสมควร กับความท้าทายโควิดที่ต้องรวดเร็ว PM2.5 ที่ต้องกระจายอำนาจในการตัดสินใจ

สรุปแล้วเราใช้ระบบเดิม 130 ปีที่แล้วในการแก้ไขปัญหาในปี 2566 อันนี้ไม่สุดโต่งเหรอ ในระบบเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับมหาศาล ตลาดยิ่งใหญ่มหาศาล แต่ในประเทศไทยมีผู้ผลิต 7 คน ในญี่ปุ่นมีผู้ผลิต 40,000 คน อันนี้ไม่สุดโต่งเหรอ

ในกฎหมายต่างๆ ที่มีเยอะแยะมากมายย้อนหลังไปหลาย 60-70 ปีและยังกลายเป็นโอกาสในการคอร์รัปชันแบบนี้ไม่สุดโต่งเหรอ

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : หากพูดถึงพรรคก้าวไกลนิยามคือซ้ายสุดขั้วจริงหรือไม่

พิธา : ต้องคิดว่าตอนนี้การเมือง ณ ปัจจุบันไม่มีซ้าย ไม่มีขวา เหมือนที่พวกเราเรียนมา อย่างที่ในรัฐสภาฝรั่งเศสบอกว่าใครที่หัวก้าวหน้าอยู่ฝั่งซ้าย ผมคิดว่าตอนนี้เป็นหนึ่งในบน 99% กับล่าง 1% (ที่ตอนนี้กำไรหลังจากโควิดฟื้นตัวมหาศาล) กับอีก 99% ที่โดนกดทับโดยตลอด

เพราะฉะนั้นเวลาคิดหากจะถามเชิงที่จะเป็นการเมืองรัฐศาสตร์แบบคลาสสิคสมัยก่อน ก็คงจะเป็นในเชิงที่เราคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น การรวมตัวของพี่น้องในการต่อรองที่ควรจะมี แล้วจริงๆ วิธีคิดแบบนี้ผมคิดว่า มีมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่โควิดเกิดขึ้น เรื่องรัฐสวัสดิการ เรื่องที่แต่ละประเทศไม่เคยเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นเพราะระบบโลกเปลี่ยนไป

แต่ผมคิดว่าเราเป็นตัวแทนของ 99% ที่โดนกดขี่มาอย่างนั้น แล้วก็ 1% นี้ไม่ได้ตัวเลขที่ผมพูดขึ้นมาสวยหรู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในมุมมองของรายได้ มั่งคั่ง เงินที่อยู่ในบัญชี ที่ดินที่กระจุกตัว ผมว่าทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาเราคิดไม่ได้คิดว่าเขาเป็นขวาแล้วเราไม่สนใจ ผมไม่เอานามสกุลใส่ให้คนอื่น ไม่บอกว่าคนนี้อนุรักษ์นิยม อย่างนั้นไม่ใช่ แต่นี่คือคนที่โดนกดขี่ 

คนที่กดขี่กับคนที่โดนกดขี่ คนที่อยู่ข้างล่าง ทำอย่างไรให้สามเหลี่ยมมันกลับ ตรงกับโลโก้พรรคก้าวไกล (สามเหลี่ยมหัวกลับ)

พิธีกร  : ใครอยู่ซ้ายใครอยู่ขวา แต่สนใจว่า วันนี้กำลังถูกเอาเปรียบ

พิธา : คำว่าใครคืออะไร ถ้าใครเป็นของประชาชน ผมเป็นนักการเมืองเป็นตัวแทนที่รับสมัครลงเลือกตั้ง คนที่เสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าความเชื่อทางการเมืองเขาเป็นแบบไหน ความเชื่อศาสนาเขาเป็นแบบไหน เพศวิถีคืออะไร ผมมีวิธีทำหน้าที่ให้เขากินดีอยู่ดีในประเทศนี้ ส่วนคำว่าใครที่หมายถึงนักการเมือง หรือชนชั้นนำ แน่นอนผมไม่สามารถเข้าร่วมกับชนชั้นอนุรักษ์นิยมแบบนั้นได้

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : ถึงวันนี้คุณพิธาพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง

พิธา : พร้อมครับ ผมพยายามทำงานเต็มที่พร้อมกับทีมงาน ด้วยความร่วมสมัยของผมที่เข้าใจประชาชนที่มาก่อนและประชาชนที่ตามหลังผมมา ด้วยความที่เข้าใจทั้งต่างประเทศและชนบทในต่างจังหวัด ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมาก และการทำงานในภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในรัฐบาล ในกระทรวง จนกระทั่งมาเป็น สส. เริ่มต้นตั้งแต่เป็นเลขานุการ กรรมาธิการ จนมาเป็นประธานกรรมาธิการด้วยตัวเอง ก็คิดว่าสามารถทำได้

ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง มีประสบการณ์ที่ถูกต้องกับประสบการณ์ที่ไม่ถูกต้อง กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโควิด ฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่ไม่มีใครมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เผลอๆ หากคุณเอาประสบการณ์ผิดๆ คุณอาจจะคิดว่าแก้ปัญหาไข้หวัดนกได้สำเร็จและเอาวิธีคิดแบบนั้นมาแก้กับโควิดยิ่งไปกันใหญ่

คุณอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่เด่นในเรื่องความมั่นคง แต่วันนี้ความมั่นคงเป็นเรื่อง Cyber Security (ความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์) เขาทำงานเขาหยุดโรงพยาบาลคุณได้ เขาทำงานเขาจะหยุดโรงไฟฟ้าคุณได้ เขาทำงานเขาจะหยุดแท่นเจาะ ปตท.ได้  คนที่จะทำหรือสู้กับเรื่องนี้ไม่มีใครมีประสบการณ์มาก่อนทั้งนั้น 

พิธีกร : เขา (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) บอกต้องไปต่อ ถ้าไม่ไปต่อ…สะดุด

พิธา : ไปที่ไหนล่ะครับ ไปต่อที่ไหนครับ ไปกับงบประมาณ 28 ล้านล้านที่ใช้ไป แต่คนไทยยังจนเหมือนเดิม หรือการกู้มากขึ้น ที่ทำอะไรไม่ได้ 

พิธีกร : เหลืออีก 3 สัปดาห์ไปสู่การโหวต หาเสียงมาแล้ว เมื่อกี้บอกพร้อม ชาวบ้านบอกจะให้ไหม

พิธา : ให้ครับ เขาว่าให้ทั้ง 2 ใบด้วย มีตั้งหลายแบบการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนคิดว่าพรรคก้าวไกลเสียเปรียบ เราคุยกันครั้งแรกตอนช่วงปีใหม่ ก็ได้วิเคราะห์ถูกเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าครั้งนี้ก้าวไกลได้เปรียบด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • คนเขาเห็นการทำงานของพรรคก้าวไกลมีประสบการณ์ 4 ปี ในสภา เขาเห็นว่า ตรงไปตรงตา ตอบโจทย์ชัดเจน มันคืออะไร ตั๋วช้างก็ดี สว.ทรงเอก็ดี IO ก็ดี เรื่องงบประมาณต่างๆ ที่เราพูดถึงก็ดี และการทำงานในกรรมาธิการทำให้กลายเป็นชนวนได้ด้วย 
  • ในอีกรูปแบบหนึ่งก็อาจจะมีที่บอกว่าไหนๆ คราวนี้มีบัตร 2 ใบเปลี่ยนนามสกุลให้ยังทำใจไม่ได้ แต่ สส.พื้นที่ไม่เคยลงพื้นที่เลย และไม่ค่อยทำงานเลย บอกจะเอา ส.ป.ก.มาเป็นโฉนดตั้ง 4-5 สมัยก็ยังทำไม่ได้ นี่ยังจะเอาลูกมาลงอีก การเมืองเป็นมรดกเหรอ ไม่ใช่ – เอาคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวไกล เพราะฉะนั้น เขตฉันจะให้คุณ 
  • ในทางกลับกัน ยังมีอีกหลายพื้นที่บอกว่า พรรคจะให้ แต่เขตไม่ให้ เพราะเขตเนี่ยเขาอุดหนุนแผงปลาทูฉันมาตลอด ฉันคงต้องขอเลือกคนเดิม แต่เขาย้ายพรรคแล้ว แต่พรรคที่ย้ายไปฉันรับไม่ได้ เขตฉันเลือกเขา แต่พรรคฉันจะเลือกก้าวไกล 
  • เพราะฉะนั้นในเมื่อเกมยุทธศาสตร์เปลี่ยน ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่เห็นด้วย ตอนที่เราอภิปรายในสภา แต่เมื่อมันจบแล้ว เราก็จบ สิ่งที่เราต้องทำคือสิ่งที่เราควบคุมได้คือ การทำยุทธศาสตร์ให้เข้ากับบริบทใหม่ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของพรรคก้าวไกลที่ต้องการให้เป็นพรรคมวลชน ซึ่งการเป็นพรรคมวลชนก็ต้องมี สส.เขตเยอะ 400 เขต และบัญชีรายชื่ออีก 100
Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : การเลือกตั้งปี 62 กับปี 66 ที่จะเกิดขึ้นมีความต่างทั้งในแง่กติกาและบรรยากาศอย่างไร

พิธา : วิเคราะห์ให้เห็นภาพแบบตรงไปตรงมา เอาแบบในสภากับนอกสภา นอกสภาผมคิดว่าสังคมเปลี่ยนไปเยอะมากชัดเจน ภายใน 4 ปีมันแสดงให้เห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภายังสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในหลายๆ

เรื่อง อาทิ สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้าแม้แพ้ไป 2 คะแนน เรื่องพระราชฐานะ พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ปี 62 ไม่ต้องคุย ไม่มีเรื่องนี้ในดีเบตแน่นอน แต่ปี 66 ไม่ว่าจะช่องไหนก็ต้องถามถึงจุดยืนว่า จะทำอย่างไรต่อไปกับทุกพรรค ฉะนั้นนอกสภาผมคิดว่า สังคมเปลี่ยนไปเยอะพอสมควร 

แต่ในสภา ผมคิดว่าการทำงานโดยเฉพาะของพรรคก้าวไกลเปลี่ยนแปลงไปเยอะโดยเฉพาะ 2-3 ประเด็น คือ ตอนอนาคตใหม่มีเวลา 2 เดือน ตอนนี้มีเวลา 2 ปีในการทำงานและคัดเลือก ตอนนั้นพอมี 2 เดือน คุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกุิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ณ เวลานั้น) บอกผมว่า ต้องการเป็นพรรคระดับชาติ ต้องส่งให้ครบ 350 เขตให้ได้ ณ ตอนนั้น 

แต่ตอนนี้เราต้องการที่จะให้ครบ 400 เขตปุ๊บ จะมีประตูขึ้นมา 4 ด่านที่อนาคตใหม่ไม่มี คือ ส่งใบสมัครมา สอบสัมภาษณ์ 7-8 คน ต้องมีหลักสูตรการเมืองแบบพรรคก้าวไกล ซึ่งคุณจะโดนทดสอบทั้งอุดมการณ์และประสิทธิภาพอย่างหนัก และคุณต้องออกไปให้ประชาชนสแกนเอ็กซเรย์เลย และเราก็อยากให้เป็นสถาบันด้วย

ให้เป็นโมเดลด้วยว่า เลือกตั้งคราวต่อไปจะเข้าฝักมากขึ้น ทรัพยากรก็จะมีมากขึ้น ให้มีการบริจาคจากประชาชน ปัจจุบันก็เป็นโมเดลในการสร้างทรัพยากรในการทำการเมือง ทำให้เรามีอิสรภาพในการทำงานและหลีกเลี่ยงการเกรงใจเมื่อเขาขอร้อง แต่ครั้งนี้หากประชาชน (บริจาค) ให้เฉลี่ยคนละ 500 บาท เป็นการทำงานแบบสถาบันมวลชน 


ไม่ใช่แค่มองกลับไปในอดีตและเทียบกับอนาคตใหม่ แต่ผมมองไปในอนาคตด้วยว่า ครั้งนี้ก็ฉุกละหุกพอสมควร เป็นแบบ start up สส.เขตก็ต้องให้เขตตัดสินใจขึ้นมา และหากหัวหน้าวีโต้ แล้วเกิดการปะทะกัน ภาคสถาบันเสียหายนะ ไม่ได้ คุณต้องหาวิธีทำอย่างไรด้วยเหตุผล พอคุณออกไปประชาชนก็ตรวจสอบว่า เคยพูดแบบนี้ ทำแบบนี้มาก่อน จะเปลี่ยนตัวได้ด้วยเงื่อนไขอะไร 

ครั้งนี้พอเป็นระบบขึ้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างในการเลือกตั้งครั้งหน้า เราจะยิ่งเข้าฝักมากขึ้น เป็นสถาบันทางการเมืองมากขึ้น อีกหน่อยถ้าไม่มีธนาธร ไม่มีพิธาก็ไปต่อได้ และที่สำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นผู้นำขององค์กร ไม่ว่าจะเอกชน สื่อมวลชนหรือพรรคการเมืองต้องสร้าง challenge ใหม่ๆ คุณจะเห็นว่า คนรุ่นใหม่อายุรุ่น 20-30 ที่เพิ่งเข้ามาอาจจะเข้ามาเป็นผู้ช่วย สส.ก่อน คราวนี้เป็น สส. เป็นผู้เขียน speech (ร่างคำปราศรัยหรือภิปราย) อยู่ข้างหลัง ตอนนี้กลายมาเป็นคนดีเบต ตอนนี้คุณก็จะเห็นภาพแบบนี้เข้ามา

พิธีกร : อายุเฉลี่ยผู้สมัครพรรคก้าวไกลทั้งประเทศเท่าไร

พิธา : กทม. 36 เขต 41 บัญชีรายชื่อ 43 

พิธีกร : ลงสนามในระยะที่ผ่านมาคู่แข่งของก้าวไกลเป็นใคร พรรคไหน

พิธา : ในแต่ละพื้นที่คู่แข่งไม่เหมือนกัน หากไปอีสานใต้ก็ต้องแบบหนึ่ง ไปภาคใต้ก็อีกแบบหนึ่ง ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อีกพรรคหนึ่ง

พิธีกร : เหมือนก้าวไกลเป็นคู่แข่งของทุกพรรค เพราะเป็นพรรคที่ใครๆ ก็ไม่รักใครๆ ก็ไม่อยากร่วมงานจริงหรือไม่

พิธา : แต่ผมคิดว่าเป็นจุดเด่น เป็นจุดต่างของพรรคก้าวไกลที่ต่างจากทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคร่วมรัฐบาล

Exclusive : ‘พิธา’ แจงข้อกล่าวหา ‘ก้าวไกล’ สุดโต่ง ย้ำต้องการทำให้คนเท่ากัน

พิธีกร : เคยได้ยินหรือไม่ที่ใครๆ ก็บอกว่าไม่รัก

พิธา : ดีใจเลย ดีใจในลักษณะที่แสดงว่า เรามาถูกทางและจะใช้เวลาที่เหลือในการซื้อใจเขาให้ได้ว่า ที่ไม่เหมือนคนอื่น ที่คุณเคยคิดว่าเป็นแกะดำ จริงๆ แล้วเป็นแกะขาว เป็นแกะปกติที่ต้องการทำให้การเมืองปกติ ทำให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไทยปกติ ให้การบริหารจัดการข้าราชการปกติ ซึ่งแน่นอนว่าการเป็นนักการเมืองต้องพร้อมรับทุกคำวิจารณ์


พิธีกร : ในมิติทางนโยบายเดิมทีก้าวไกลวิพากษ์วิจารณ์คนและพรรคอื่นว่าดีแต่แจก ตอนนี้ทำไมก้าวไกลถึงมาเน้นการแจกเงินด้วย

พิธา : นิยามของคำว่า แจกไม่เหมือนกัน 1) ที่มาของเงิน ถ้าเป็นประชานิยม คือ กู้มาแจกและแจกครั้งเดียวจบ เมื่อจะมีการเลือกตั้งเข้ามา จึงมีการแจกอีกทีหนึ่ง แต่ของเรา คือ แจกแบบรัฐสวัสดิการ ต่างจากประชานิยมตรงที่มีพลวัต ผมอายุ 42 ผมข้างบนมีพ่อแม่ให้ดูแล ข้างล่างมีลูกรักที่จะต้องดูแลอยู่ เงินที่จะมามีที่มาที่ไป คือ การรีดไขมันของกองทัพ ระบบราชการ งบกลาง เพิ่มรายได้จากรัฐวิสาหกิจ เก็บภาษีคนรวย ลดภาษีคนจน หวยขึ้นมาบนดิน

ดังนั้น 6-7 อย่างนี้ไม่ใช่คาดการณ์อนุมานว่าเดี๋ยวเศรษฐกิจจะโต 10% และจะเอาเงินจากอนาคตมาใช้ หรือแม้ต้องการกู้เพิ่มเพื่อที่จะเอามาแจก ไม่ว่าจะเป็นในรูปของพืชผลทางการเกษตรก็ดี เบี้ยก็ดี และอีกอย่างเป็นการแจกแบบไม่พิสูจน์ความจน เพราะหากคุณพิสูจน์ความจน ตกหล่นตลอด เด็กผู้ใหญ่ก็ตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงโควิดที่ผมใส่หน้ากากลงไป เบี้ยคนพิการก็ไม่ได้ เบี้ยผู้สูงอายุก็ไม่ได้ เราถึงต้องแจกแบบถ้วนหน้า

พิธีกร : หากได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกบัตรคนจนหรือไม่ 

พิธา : ต้องให้มีอยู่ และก็ให้มีทางเลือกมากขึ้น ทำให้เป็นมากขึ้น ในที่สุดก็ต้องเอาออก เราจะหักแบบนี้ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการแก้กฎหมายก่อน มีการขึ้นภาษีก่อนเพื่อที่จะให้ทำได้ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำได้ทันทีภายใน 100 วันแรก คือ เบี้ยเด็กเล็ก อายุ 0 ถึง 6 ขวบ 1,200 บาทต่อเดือนต่อคนใช้งบประมาณทั้งหมด 32,000 ล้านบาท โดยจ่ายถ้วนหน้า

พิธีกร : หากเป็นรัฐสวัสดิการแนวทางของก้าวไกล อนาคตของประเทศไทยจะไปแบบไหนจะเป็นประเทศที่สวัสดิการทั้งนโยบายเต็ม 100% หรือเป็นประเทศที่เสรีทางการค้า

พิธา : จะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตด้วย และความเหลื่อมล้ำลดลง โดยระบบรัฐสวัสดิการอย่าไปมองด้านเหรียญ ต้นทุนคุณอยู่ที่ไหนคุณต้องมองด้านพลวัตของมันด้วย ความเป็นผู้ประกอบการผมอยากจะมีอาชีพมีความฝันของผมเอง อยากจะเปิดร้านของผมเอง แต่ผมไม่กล้า ใครจะดูแลพ่อแม่ ใครจะเลี้ยงลูกหลาน ตอนนี้ผมเป็นลูกจ้างอยู่ เงินเดือนแค่จ่ายค่าเช่า ค่ารถก็หมดแล้ว แต่หากรัฐดูแลตั้งแต่ข้างบนคือพ่อแม่และดูข้างล่างคือลูก ผมมีความรู้สึกมีความกล้าที่จะกล้าทำสตาร์ทอัปอะไรมากๆ มีอิสระมากขึ้นและเงินเก็บเงินออมที่ไม่เคยมีก็จะเริ่มมีแล้ว ไม่ต้องให้พ่อให้แม่ตรงนี้ก็จะเริ่มมีการสะสมทุนมากขึ้น 

ตอนนี้มีหลายประเทศที่ทำ อเมริกาใต้ก็ทำ ไม่ใช่แค่ประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาเก็บภาษีสูงอย่างเดียว แต่อย่างที่บอกงบประมาณของประเทศไทยทำได้ และต้องถามกลับว่า ทำไมแต่ก่อนซื้อเรือดำน้ำ กระสุนปืนขึ้นมา 15 เท่าไม่เคยมีใครถามว่าเอางบประมาณมาจากไหน พอผมอยากจะลงทุนคนของประเทศไทย อยากจะลงทุนกับประชาชน… แต่ตรงนี้ที่บอกมีตั้งหลายอย่างไม่ได้มาจากภาษีอย่างเดียว ภาษีก็ได้เอางบประมาณนอกระบบ

อย่างเช่น สนามกอล์ฟ 74 แห่งทั่วประเทศไทย โรงแรมรีสอร์ทต่างๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าเอามาเป็นในส่วนของกระทรวงการคลังซะ งบประมาณค่าสนามม้า สนามมวย ก็ยังเข้ามาได้อีกและอีกหลายอย่างที่เราสามารถรีดไขมันได้สามารถ จัดกระดูกได้ คราวนี้พอพรรคก้าวไกลอยู่ในสภา 4 ปี งบประมาณ 33 ล้านล้าน ผมสามารถสแกนได้ เช่น ผ้าม่าน หลอดไฟ ในสถานทูตเท่าไร จัดสัมมนากี่ครั้ง ผมก็จะเห็นว่าไขมันอยู่ตรงไหนบ้าง และทำอะไรให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้บ้าง 

พิธีกร : รองวิษณุ (เครืองาม รองนายกฯ) บอกว่ามีเหลือให้ 200,000 ล้านล้านบาท

พิธา : เราจะเป็นรัฐบาลได้ เราจะต้องรู้ว่าวาระ 100 วันแรกของเราคืออะไร hundred day agenda ของเราคืออะไร ทุกสิ่งทุกอย่างใน 100 วันแรก ต้องไม่เบียดเบียนงบประมาณก่อนและไม่ต้องผ่านกฎหมาย เช่น เรื่องเกี่ยวกับการทลายผูกขาด สุราก้าวหน้า ทำให้เกษตรกรลุกขึ้นมาเปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์

เมื่อวานไปหนองคายมา ถ้าราคาสับปะรดดีขายเป็นสับปะรด หากราคาตก ขายเป็นบรั่นดี อันนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มหรือผ่านสภาทำได้แน่นอน 100 วัน ส่งคุณศิริกัญญา ตันสกุล เป็นรัฐมนตรีคลัง แก้ปุ๊บทำได้เลย เรื่องเกี่ยวกับหวย SME ก็ไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มคือ หวยของรัฐบาลที่มีอยู่แล้ว หากท่านชอบรายย่อย ลุ้นเงินล้าน

เช่น จะซื้อของมีให้เลือก ร้านกาแฟทุนกับร้านกาแฟของเพื่อนที่มีทางสะสมแต้ม ราคาถูก มีอะไรให้ผมเลือกไปซื้อเจ้านายทุน ซึ่งรัฐบาลไต้หวันเขาคิดมาก่อน และผมให้เครดิตลอกเขามาเลย ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม เพราะหมุนจากระบบเศรษฐกิจที่มันเพิ่มขึ้นมาอยู่แล้ว

การเมืองคือแก้รัฐธรรมนูญ 100 วัน, ที่ดินมีหลายประเภท มีอยู่ประเภทหนึ่งที่ชื่อว่า นิคมสหกรณ์กับนิคมสร้างตนเอง เป็นกฎหมายที่มี พ.ร.บ.อยู่แล้วตั้งแต่ปี 2511 ที่ไม่ต้องแก้กฎหมาย ขอแค่รัฐบาลมีเจตจำนงผลักดันให้เป็นนิคมสหกรณ์ 14 ป่า 1.5 ล้านไร่ ทำได้เลยภายใน 100 วัน ถ้า ครม.ให้ผ่านก็กระจายได้เลย ส่วนนิคมสร้างตัวเองอีก 5 ล้านไร่ ฉะนั้น 6.5 ล้านไร่ ภายใน 100 วันแรก เราสามารถติดกระดุมเม็ดแรกให้กับประชาชน

ตรงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ การเมืองระดับสากล ประธานาธิบดีสหรัฐ นายกฯญี่ปุ่น นายกฯ ในยุโรป ทุกคนเขาก็ประกาศกับพี่น้องประชาชนทั้งนั้นว่า 100 วันแรกเขาทำอะไร ภายใต้เงื่อนไขไม่ต้องเอางบประมาณเพิ่มและไม่ผ่านกฎหมาย

พิธีกร : หากพูดถึงกฎหมายหลายพรรคก็บอกว่ามีกฎหมายกิโยติน (ทบทวนกฎหมาย) ต่างๆ ก้าวไกลมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร

พิธา : เราแตกต่างจากพรรคอื่น เขาถามข้าราชการ แต่เราถามเอกชน หากถามราชการเขาก็จะบอกว่าสำคัญหมด กฎหมายนี้ปี 2494 ก็ยังสำคัญ ส่วนเอกชนก็จะทราบดีว่าบางอันซับซ้อนใช้เวลานานมีต้นทุน ร้ายที่สุดเปิดทางส่วยอีก แต่ของผม ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจ จึงตั้งอนุฯ กิโยตินขึ้นมาเลย

คราวนี้อนุฯ นี้ก็เรียกราย sector เอกชนมาและบอก 1,047 ฉบับ ตัดตรงไหนได้บ้าง ศิริกัญญาก็เลยวางแผน แบ่งเป็นครึ่งๆ ครึ่งแรกแทบไม่ได้ใช้ ทิ้งได้เลย 700 กว่า แต่อีก 500 กว่า ต้องมีการเปลี่ยนผ่าน  อาจจะต้องใช้เวลาเพิ่มในการบริหารจัดการ และผมคิดว่า เรื่องพวกนี้เราทำได้ เพราะเวลาดีเบต พรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคจะพูดเหมือนกัน คุณหญิงสุดารัตน์ (เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย) ก็จะมีชุดของเขา เฉพาะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าเอกชนเป็นคนคิด มีสตรีมไลน์ เจตจำนงทางการเมืองก็ทำได้ 

พิธีกร : จะเข้าสู่ 100 วันต้องได้กี่เสียง

พิธา : น้ำหนักทางการเมืองมากที่สุด ตอนนี้เป้าขยับขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้น่าจะทะลุร้อย คิดว่ามีน้ำหนักทางการเมืองพอที่จะทำให้ฝ่ายค้านร่วมกันตั้งรัฐบาลได้ 

พิธีกร : จำเป็นหรือไม่ว่าจะต้องเป็นพรรคที่ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล 

พิธา : หวังว่าจะเป็นพรรคที่ 1 แต่หากไม่ได้เป็นพรรคที่ 1 ก็ควรที่จะให้สิทธิ์ที่พรรคเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้มาเป็นที่ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล และเสนอเขาเป็นนายกรัฐมนตรี

พิธีกร : หากพรรคลุงตู่ (รวมไทยสร้างชาติ) ได้เป็นที่หนึ่ง

พิธา : ผมคิดว่าเป็นการอนุมานที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เอาให้ถึง 25 ก่อนเถอะ 

พิธีกร : เขาก็ประเมินเป็น 100 นะ

พิธา : ต่างคนต่างประเมิน แบบนี้ต้องเชิญลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มานั่ง เพราะพิธาก็จะประเมินอีกแบบหนึ่ง 

พิธีกร : ส่วนแนวคิดประชาธิปไตยคิดเห็นอย่างไรกับการที่คนอาสาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ลงทั้งปาร์ตี้ลิสต์ไม่ลงเขต 

พิธา : ในมุมมองของพรรคก้าวไกลเราต้องการที่จะสื่อเจตนารมณ์ตั้งแต่ 2535 พฤษภาทมิฬ มาจาก สส.ยึดโยงทั้งสภาและฝ่ายบริหาร เวลาถามกระทู้ก็ต้องมา เพราะหน้าที่ปกติในการที่จะทำแบบนั้น แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าไม่จำเป็น แต่อย่างน้อยมีแคนดิเดตนายกฯ และได้สัญญากับประชาชนว่าคนคนนี้จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ แม้จะนอกสภา แต่ไม่ได้นอกกติกา แต่ที่เรารับไม่ได้ในระบบประชาธิปไตยคือลอยมาพวกที่ลอยมา คนนอกกับคนกลางไม่สนใจ อยู่ๆ เหมือนกับตอนแก้รัฐธรรมนูญปี 60

ตอนนั้นเราก็รู้สึกไม่ตรงปก ประชาชนเลือกตั้งไปแล้ว และอย่างน้อยไม่ได้เป็นทั้ง สส.และบัญชีรายชื่อ มันจะมีระบบยึดโยงของพรรคการเมืองมันก็จะยากหน่อย และการบริหารก็สำคัญ พอผ่านกฎหมายผ่านงบประมาณ ก็ต้องมี สส.อยู่ในมือ อยู่ในสภา ถึงแม้จะเป็นฝ่ายบริหารถ้าเกิดเป็นนายกฯ ขาลอย ไม่ได้เป็น สส.ด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะคุมสส.ในสภาได้หรือไม่ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาก็ลำบาก พรรคเราก็เลยตัดสินใจแบบนี้ เป็นทางแคนดิเดต และเป็น สส. 

พิธีกร : สู้ระบบอุปถัมภ์ได้หรือไม่เพราะยังไงเมืองไทยก็ยังเป็นสองนครา

พิธา : ได้ เพราะตอนนี้ผมมีหัวคะแนนธรรมชาติ ผมมีบอกเก้าเล่าสิบ เวลาไปหาเสียงในตลาดผมขอบคุณเขา แนะนำเสร็จ บอกเขาว่า ต้องขออภัยจุดอ่อนของพรรคก้าวไกล คือ ทรัพยากร เพราะเราไม่เอาจากทุนใหญ่ ป้ายอาจจะน้อยหน่อย แต่ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปกับพรรคก้าวไกลได้ มีพี่บอกพี่มีพ่อบอกพ่อ มีน้องบอกน้อง ช่วยกันบอกไปเลือกตั้งอย่าไปคนเดียว

ไปให้เหมือนกับไปกินหมูกระทะถึงจะสนุก ไปคนเดียวไม่สนุก เอาพ่อแม่ไปเลือกกันด้วย หรือถ้าท่านถ่ายคลิปถ่ายรูปเราอยู่ ท่านเก่งเรื่อง social อัปใน tiktok ให้ผมหน่อย อัปใน LINE ให้ผมหน่อย 

เพราะหากพูดในภาษานักธุรกิจ การค้ามีทั้งการค้าปลีกและการค้าส่ง ถ้าเป็นแบบหัวคะแนนธรรมชาติ คุณไม่ต้องไปเจอลูกค้า คุณไม่เข้าใจหรอกว่า ตอนนี้ลูกค้าลำบากขนาดไหน ปากกัดตีนถีบ ชักหน้าไม่ถึงหลังขนาดไหน คุณจะไปแค่ระบบหัวคะแนน ระบบอุปถัมภ์ของคุณ พอคุณได้แล้วคุณก็ลืมลูกค้า ของผมไม่ใช่อย่างนั้น ปฏิเสธระบบอุปถัมภ์ตรงหาลูกค้าใช้ดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ใช้ทรัพยากรใหม่ๆ ให้เป็นประโยชน์ อันนี้เกมพลิกการเมืองแบบที่เป็นอยู่

แต่ยังคิดว่ากฎหมายการเลือกตั้งยังต้องแก้อีกเยอะ การหาระดมทุนอะไรสักอย่างยังมีปัญหาเช่น 164 ที่ท่านบริจาคให้ผม 47 ล้าน เป็นอันดับ 1 มา 4 ปีซ้อนเอามาใช้เลือกตั้งไม่ได้ ตอนแรกดูเหมือนมีเงิน กกต.บอกให้เอามาเลือกตั้ง พอเลือกตั้งก็มาระดมทุนกันใหม่ทุกครั้ง แต่เป็นจุดอ่อนของผมที่กลายมาเป็นจุดแข็งตรงที่ทำให้ผมมีอิสระ

การอภิปรายในการเสนอกฎหมายและโอกาสที่ผมจะเข้ามาพลิกคอร์รัปชันทีหลัง เพราะเป็นหนี้บุญคุณใครก็ไม่มี 
 

…..
รายการเนชั่นสุดสัปดาห์ ดำเนินรายการโดย 3 บก. ประกอบด้วย สมชาย มีเสน รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ธนาธร ระบุการเลือกตั้งต้องแข่งขัน ชี้ ก้าวไกล มีความพร้อม ยันแนวทางชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547522

25 เม.ย. 2566

ธนาธร ระบุการเลือกตั้งต้องแข่งขัน ชี้ ก้าวไกล มีความพร้อม ยันแนวทางชัดเจน

ธนาธร ระบุ ก้าวไกลมีความพร้อมในการเป็นรัฐบาล ผลงาน4ปีในสภาโดดเด่น ชี้หมดเวลาเจียมเนื้อเจียมตัว ย้ำจุดยืน ไม่อ่อนข้อ เป็นแกนนำผลักดันนโยบายเป็นจริง

ก้าวไกลในเวลานี้ ตามโพลและกระแส เรียกได้ว่า ไล่บี้พรรคเพื่อไทย ทำให้คอการเมืองต่างจับตาดูสถานการณ์การเลือกตั้ง2566 อย่างใกล้ชิด 
รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล  อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ส่งไม้ต่อให้ก้าวไกล ประเด็น ยุทธศาสตร์ “ก้าวไกล” แก้เกมแลนด์สไลด์

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ธนาธร กล่าวในการเริ่มต้นการสัมภาษณ์ว่า สิ่งที่เห็นจากอนาคตใหม่ถึงก้าวไกล ในปี 2562 ประชาชนมีศรัทธาแต่ยึดติดตัวบุคคลเป็นหลัก แต่ในขณะนี้ ความเปลี่ยนแปลงคือการมองพรรคในฐานะพรรคการเมืองมากขึ้น ประชาชนตอบรับ พรรคก้าวไกลไม่ใช่ธนาธร กลายเป็นปรากฎการณ์การการขยายตัวของความคิด มากกว่าพรรคการเมือง เห็นความเติบโตของเพื่อนพ้องน้องพี่ในก้าวไกล และทำให้พรรคได้รับความนิยมจากประชาชน ไม่ใช่ตัวบุคคล 


ถึงเวลาให้พรรคก้าวไกลไปไกลกว่า ธนาธรและ พิธา มองสส.หลายคน ไม่ว่าจะเป็น รังสิมันต์ โรม สิริกัญญา เป็นต้น ทำให้สิ่งที่กระทำทำให้หลายคตนได้เติบฉโตและได้รับการยอมรับจากสังคม 

ต่อคำถามการโตเร็วของก้าวไกล มีข้อเสียไหม ธนาธร ตอบว่า มีข้อเสียแน่นอน ตอนตั้งอนาคตใหม่ มองว่าต้องเลือกตั้ง 3 รอบ สิ่งที่เราทำฝันใหญ่ สร้างการเมืองไทยที่ดีกว่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งเดียว เป็นการเดินทางที่มีการขับเคลื่อนต้องใช้พลังมหาศาล ในการสร้างประเทศ เรื่องเหล่านี้ใช้เวลา ที่ถามว่าโตเร็วไปไหม การเลือกตั้งครั้งแรกได้รับเสียงล้นหลาม ปัญหาของการเติบโตที่เร็ว เราทำงานความคิดทั้งในเชิงอุดมการณ์ สร้างประชาธิปไตย ทำไมต้องไม่มีรัฐประหารอีก ทำไมต้องต่อสู้กับทุนผูกขาด การเติบโตที่เร็วเกินไปทำให้เราไม่สามารถสร้างฐานความคิดที่รองรับคนที่เข้ามาได้เพียงพอ จึงเกิดปรากฏการณ์งูเห่า ส่วนจะเกิดปรากฏการณ์แบบ 4 ปีที่แล้ว ไม่สามารถตอบได้

ธนาธร ระบุการเลือกตั้งต้องแข่งขัน ชี้ ก้าวไกล มีความพร้อม ยันแนวทางชัดเจน

แต่มองว่าผู้สมัครครั้งนี้หนักแน่นกว่าเดิม และก้าวไกล 2566 พร้อมกว่าอนาคตใหม่ในทุกด้าน 4 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ได้เครือข่ายเยอะขึ้น ทำงานร่วมกับผู้สมัครก่อนเลือกตั้ง 2-3 ปี ผ่านการโจมตีต่างๆ 


การที่ก้าวไกลพร้อมเป็นรัฐบาล เพราะการเข้ามาอยู่ในระบบทำให้มองเห็นอำนาจหรือไม่ ธนาธร บอกว่า ที่ผ่านมาความพร้อมมีอยู่แล้ว ตนพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนนั้น แต่การเป็นพรรคการเมืองใหม่ แล้วชนะเลือกตั้งในครั้งแรกเป็นเรื่องที่ยาก เราจึงไม่เร่ง เพราะถ้าเร่งเกินไป เป้าหมายก็จะผิดพลาด ถ้าเป้าหมายอยู่ที่เพียงการเป็นรัฐบาลอย่างเดียว การประนีประนอมก็จะมีเยอะเกินไป จึงเชื่อว่าพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน 

นอกจากนี้ยังมีคำปรามาสมาจนถึงวันนี้ว่า พวกตนเป็นคนหน้าใหม่ บริหารประเทศไม่เป็น แต่ 4 ปีที่ผ่านมาเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ที่ผ่านมาพรรคไหนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้โดดเด่นที่สุด นั่นคือพรรคก้าวไกล ไม่มีประสบการณ์ยังทำได้ขนาดนี้ สนามเดียวกัน ปอนด์ต่อปอนด์ และพรรคก้าวไกล มีทั้งประสบการณ์ ความพร้อม ความเหนียวแน่นที่มากกว่าเดิม 

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลของก้าวไกล ในมุมมองของธนาธร บอกว่า การตั้งพรรคการเมืองมาเพื่อผลักดันวาระของตนเอง ถ้าไม่สามารถผลักดันแนวทางต่างๆของตัวเอง จะเป็นรัฐบาลทำไม เรามีความฝันที่จะผลักดันประเทศไปในจุดที่คาดหวัง ดังนั้น จึงมีวาระและนโยบาย ที่เราอยากจะเข้าไปผลักดัน ก้าวไกลยืนยันว่าถ้าได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะผลักดันนโยบายที่นำเสนอสังคมไปทำ ถ้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะขอให้นำแนวทางที่เสนอไป นำเข้าไปผลักดันให้เกิดขึ้นจริง  ส่วนเรื่องแก้ไขม.112 ไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล 


ในประเด็นการแก้เกมแลนด์สไลด์ของเพื่อไทย ด้วยการมองว่า ถ้าเลือกก้าวไกล ยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ส่วนเพื่อไทยมองว่าพรรคตนมีศักยภาพมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม ธนาธร บอกว่า เรายังไม่เคยเป็นรัฐบาล ไม่มีตัวเปรียบเทียบได้ แต่ถ้าวัดกันปอนด์ต่อปอนด์ในเทวีเดียวกัน เชื่อว่าก้าวไกลก็ไม่แพ้ใคร และเรื่องการจะชนะเลือกตั้ง การเลือกตั้งในปี 2562 หลายเขตที่เพื่อไทยก็ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้ง แต่อนาคตใหม่ก็สามารถชนะมาได้ และกรณีจะหลีกทางให้กันก็เป็นไปไม่ได้ ลงมาเป็นผู้สมัครแล้วก็ต้องทำการแข่งขัน ที่สำคัญการหลีกทางให้กันก็ทำไม่ได้เป็นเรื่องงผิดกฎหมาย 


การเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองก็ต้องเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว เพราะต้องแย่งคะแนนเสียง เมื่อการเลือกตั้งเริ่มขึ้น คนกลับมาสนใจการเมืองมากขึ้น การมองนโยบยาย การดีเบต ผู้สมัคร ของแต่ละพรรค เมื่อคนกลับมาสนใจ ก้าวไกลกำลังเบรกแลนด์สไลด์ฐานเสียงส่วนหนึ่งที่ก้าวไกลดึงมาได้คือคนที่ยังลังเลว่าจะเลือกพรรคไหนดี การทำงานของก้าวไกลในสภา4ปีที่ผ่านมาเป็นความเชื่อมั่นที่ทำให้คนสนับสนุน ส่วนการประกาศไม่จับมือกับรวมไทยสร้างชาติ และ พลังประชารัฐ ของเพื่อไทยเป็นการแก้เกมก้าวไกล หรือไม่ ธนาธร บอกว่า คงไม่สามารถตอบแทนใครได้  และเมื่อถามว่าหากมองศักยภาพของเพื่อไทยมีความพร้อมส่ง 3 ป.กลับบ้านมากกว่า ธนาธร ตอบว่า ยกตัวอย่างเรื่องค่าไฟฟ้าแพง เป็นเพราะการเอื้อประโยชน์นายทุนด้านพลังงาน มีใครที่มีอำนาจแล้วกล้าที่จะแก้ไขตรงนี้บ้าง มีใครกล้าที่จะสู้เพื่อประชาชน เพราะนายทุนเหล่านี้ได้ประโยชน์เป็นแสนล้านบาท การแก้ปัญหาไฟฟ้าแพงไม่ใช่การไปอุ้มราคาค่าไฟ 3 เดือน 6 เดือน ค่าไฟจะลดลงได้ไม่ใช้รัฐบาลนำภาษีไปอุ้มราคา แต่ต้องเป็นการให้รัฐบาลไปแก้ไขนโยบายด้านพลังงานที่ไปเอื้อให้กลุ่มทุน พรรคการเมืองทุกพรรคเคยมีโอกาสเป็นรัฐบาลมีเพียงก้าวไกล ลองให้โอกาส เราจะพาประเทศไปได้ไกลหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่มีหน้าจะไปหาเสียง ที่วันนี้กล้าพูดเพราะมีความมั่นใจ ความรู้ และความมุ่งมั่นตั้งใจ แน่วแน่ 


ภาพหวังที่ตั้งใจในการจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งปี 2570 ในมุมมองธนาธร ที่มีเรื่องของความเป็นแกะดำทางการเมืองของก้าวไกล เขาตอบว่า มีอะไรบ้างที่ก้าวไกลเสนอ ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วทำกัน เรื่องการกระจายอำนาจ การยกเลิกเกณฑ์ทหาร ไม่รวมศูนย์อำนาจอยู่ที่เมืองหลวง เวลานี้ไม่ใช่การเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่เวลานี้ไม่ใช่การหวาดกลัวอนาคต ไม่ใช่เวลาที่จะชินชากับการถูกเฆี่ยนตีด้วยแส่ของความอยุติธรรม และอยากให้มองว่าเวลานี้เราเดินช้าเกินไปหรือเปล่า 

เดือด ‘ป๋าเฉลิม’ ปราศรัยชำแหละ ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-จุรินทร์-สุดารัตน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547520

24 เม.ย. 2566

เดือด 'ป๋าเฉลิม' ปราศรัยชำแหละ 'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-จุรินทร์-สุดารัตน์'

‘ร.ต.อ.เฉลิม’ ฝันเห็น ‘พรรคเพื่อไทย’ ชนะเลือกตั้ง ซัดเรียงคน ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม-จุรินทร์-สุดารัตน์’ ไม่รู้จับมือใคร แต่ไม่เอา 2 ป.

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษากรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง ขึ้นเวทีปราศรัย “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ” บริเวณใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ระบุถึงกรณีเวทีดีเบตของเนชั่นทีวีที่จ.นครสวรรค์ที่ผ่านมา มีเสธคนนึง บอกว่า บิ๊กตู่ปฏิวัติ ขี่ม้าขาวมาช่วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ขี่ม้าขาว ไม่ใช่ แต่นั่งควายเผือกมา เสร็จแล้วควายดำทหารของบิ๊กตู่ ไปรับอีกคนนึงที่เป็นคนก่อกวนชวนให้เกิดการรัฐประหาร ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อขอปิดเป็นความลับ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมถามว่าวันนี้มาติดป้ายทำไม อยู่มา 4 ปี ไม่ทำ จะขอต่ออีก 2 ปี เป็น 10 ปี แต่ไม่มีทางเพราะ แพ้ เมื่อเช้าตนนอนฝันว่า พรรคที่ชนะ คือ พรรคเพื่อไทย ชนะทั้งเขตชนะทั้งเบอร์ผู้สมัคร 

ร.ต.อ.เฉลิม ได้พาดพิงถึงพรรคอื่น เริ่มจาก สงสาร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อยู่ๆมานั่งประชุมแล้วจะจัดตั้งรัฐบาล ถามกลับว่าจะจัดตั้งรัฐบาลทั้งหมดนี้ได้ไม่เกิน 40 ที่นั่งบวกลบ ถ้าออกเป็นร้อยแสดงว่าต้องนัด2 ครั้ง ตนไม่อยากโจมตีรัฐบาลนี้มากแต่ดูแล้ว บอกพี่น้องจริงๆมีตำแหน่งเกินความสามารถ จึงทำอะไรไม่ถูกระหว่าง บิ๊กป้อมไปนครราชสีมากลับมาให้สัมภาษณ์บอกไปนครศรีธรรมราช ก็ดูสิ แล้วแบบนี้ให้มาเป็นรองนายกเอาจริงๆผมเป็นเท่กว่า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) จะได้ไม่เกิน 35 ที่นั่ง 

ตอนนี้พรรคเพื่อไทยปาร์ตี้ลิสต์ได้แล้ว 35 ถ้าพี่น้องช่วยกันอีกไป บอกทุกคนให้เลือก ตนก็จะได้เข้าสภา บางคนไม่เจอกันนาน ถามไปอยู่ไหนมาตนก็อยู่บำรุงไง ส่วนพรรคเพื่อไทยจะจับมือใคร ตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของผู้บริหารพรรค เป็นไปได้อย่าเอาพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ ที่บอกความสงบจบที่ลุงตู่ ตนบอกว่าเศรษฐกิจไทยนิ่งสงบจบที่ลุงตู่ด้วย ยาเสพติดพนันออนไลน์…ก็เพราะลุงตู่ 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

นอกจากนี้ยังพูดอย่างดุเดือด ถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า บอกจะเป็นนายกฯ ตนไม่ได้ดูถูกคน แต่นายจุรินทร์ เป็นได้แค่นายกสมาคม พรรคนี้ได้ 45 บวกลบ ไปบอกว่าประชาธิปไตยทุจริต ประชาธิปไตยวิปริต จุรินทร์จบมาจากไหน ตนเรียนจากท้องพ่อท้องแม่มาไม่มี มีแต่ในระบอบประชาธิปไตย แล้วคนไปทุจริต ตัวหนังสือทุจริตไม่ได้

โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้วไปพูด บอกไม่ร่วมกับบิ๊กตู่ ไม่ร่วมกับบิ๊กป้อม พอเค้าถามร่วมรัฐบาลหรือไม่ เอาครับ พรรคนี้ต้องจำไว้ ปากหวานพูดเพราะ และขอสาปแช่งพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้น้อยที่สุด ให้อับอาย ให้อย่าได้เข้าสภา ให้ไปไหนคนไม่ชอบ นี่ก็ทะเลาะกัน ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 5 เบอร์ 10 เบอร์ 15 เผลอๆได้มีฆ่ากันตายในพรรคบ้าง

ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแครดิเดตนายกรัฐมนตรี มีคนมาบอกตนว่า คุณหญิงสุดารัตน์ ไปบอกชาวบ้านว่าเป็นพรรคพี่ พรรคน้อง ยืนยัน ไม่ใช่ ไม่ได้เป็น ตอนอยู่ก็อยู่ด้วยกัน แต่ตอนนี้เธอไปแล้ว เธอก็ไปบอกชาวบ้าน เป็นพรรคที่พักน้อง เลือกเพื่อไทย เหมือนไทยสร้างไทย จะเหมือนอย่างไร ก็ไทยสร้างไทยได้ยัยหน่อย เพื่อไทยได้เฉลิม

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงการปราบปรามยาเสพติดไม่มีใครถนัดเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยาบ้าเม็ดละ 400 ปัจจุบัน 4 เม็ด 100 บาท สมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ มอบให้ตนปราบยาเสพติด เหลือเม็ดละ 300 บาทลดลงมาหน่อย หากมีโอกาสจะทำให้พี่น้องเห็น

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547516

24 เม.ย. 2566

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

ศลต.ตร. เตือนประชาชน ป้องกันการทำผิดกฎหมายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เร่งทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจ

รู้ไว้ในข้อกฎหมาย พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกศูนย์รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร. )และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.และ ผอ.ศลต.ตร. มีความห่วงใยประชาชน ป้องกันการทำผิดกฎหมายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. ที่จะถึงนี้  และเลือกตั้งล่วงหน้าในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค.

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร. )พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร. )
ได้มีการสั่งการให้ ศลต.ตร.ประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายที่สำคัญ เพื่อเป็นการแจ้งเตือนประชาชนไม่ให้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตลอดจนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าใจถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะต้องใช้ในการดูแลรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในการจัดการเลือกตั้งนี้ ซึ่งข้อกฎหมายที่สำคัญๆ มีดังนี้
 

1. การนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง มีโทษจำคุกตั้งแต่1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

2. การนำเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตร เลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. การเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนน หรืองดเว้นไม่ลงคะแนน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

4. จงใจกระทำด้วยประการใดๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสียหรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธัเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 10 ปี

5. กรณีเผา ฉีก ทำลาย ทำให้เสียหาย มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ตร. เตือนประชาชนระวังทำผิดข้อกฎหมายเลือกตั้ง เร่งประชาสัมพันธ์

6. กรณีปลดป้ายหาเสียงไป มีความผิดฐานลักทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวก หรือพบเห็นการกระทำความผิด โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือ1599 หรือ สายด่วน กกต.1444 หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

‘เศรษฐา’ รับประกัน ครม. นัดแรก ‘เพื่อไทย’ ค่าไฟลดแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547515

24 เม.ย. 2566

'เศรษฐา' รับประกัน ครม. นัดแรก 'เพื่อไทย' ค่าไฟลดแน่นอน

‘เศรษฐา’ ปลุกพลังคนฝั่งธนฯ เลือก ‘เพื่อไทย’ ลั่น ครม. นัดแรกโชว์ฝีมือ ‘ค่าไฟ’ ลดแน่นอน ขอ ปชช. อย่าหลงกลพรรคร่วมรัฐบาลประกาศมาตราการลดค่าใช้จ่าย มีเวลา แต่ไม่ทำ

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยปราศรัย “คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ” ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. ฝั่งธนบุรี นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ,ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ปรึกษากรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง , นายดนุพร ปุณณกันต์ รองประธานรณรงค์หาเสียงพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นายเศรษฐา กล่าวปราศรัยหัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ” ระบุว่า ปัญหาค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าน้ำมัน เป็นปัญหาใหญ่ ของพี่น้องประชาชนขณะนี้ พรรคร่วมรัฐบาลที่มาหาเสียง และสัญญาต่างๆนานาว่าลดค่าไฟ ลดค่าพลังงาน ลดค่าน้ำมัน ขอให้ตั้งข้อสงสัย เป็นรัฐบาลปัจจุบัน ถ้าทำได้ทำไมไม่ทำไปเลยทำไมต้องมาคอยให้เป็นรัฐบาลใหม่ทำไมต้องคอยวันที่ 14 พ.ค. ที่ต้องไปเลือกตั้งเขาไม่ต้องคอยถ้าทำได้ทำไปนานแล้ว

 นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสินหากพรรคเพื่อไทยได้รับเข้ามาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกค่าไฟลดแน่นอน อยากให้เชื่อในพรรคเพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าไฟ ลดค่าเดินทาง รอรถโดยสารที่ไม่มาตรงเวลา จ่ายแพง ต่อหลายต่อ ไม่เป็นเส้นทางเดียวกัน ชัดเจนถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับการไว้วางใจจากประชาชน รถไฟไฟฟ้า 20 บาทตลอดทั้งสาย ถ้าต่อรถเมล์ก็อีก 10 บาท เบ็ดเสร็จ 30 บาทจบเลย เราคำนึงถึงความเดือดร้อน ความไม่สะดวกสบาย เพราะฉะนั้นไว้ใจพรรคเพื่อไทย

ส่วนค่าแรงขั้นต่ำ ภายใน 4 ปีต้องมีอย่างน้อย 600 บาท ปีแรก 400 บาทแน่นอน สำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานจบปริญญาตรีได้ 25,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะจัดสำรวจทันที ครอบครัวไหนมีรายได้ไม่ถึง 20,000 บาทเราจะเติมเต็มทันที 

ส่วนเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เราไม่ได้ให้ 500 มี 5 คนรับไป 50,000 บาทมี 10 คนรับไป 100,000 บาทต่อครอบครัว ไม่มีอีกแล้วการหยอดน้ำข้าวต้มครั้งละ 500 700 1,000 1,200 บาท ไม่มีแน่นอน เงิน 10,000 บาทสามารถตั้งตัวได้ ร้านค้าเล็กๆ SME ทุกคนก็ได้ผลประโยชน์เพราะประชาชนมีเงินเยอะมีเงินมากขึ้น ร้านค้าก็สามารถค้าขายได้ดีขึ้น ยืนยันจัดสรรหางบประมาณส่วนนี้มาได้แน่นอน ขอประชาชนอย่าเชื่อพรรคพูดกระแนะกระแหนแดกดันว่าจะทำไม่ได้ 

ด้านสาธารณสุขประชาชนต้องเสียเวลาทั้งวัน ไปพบแพทย์ 30 บาทรักษาทุกโรค เรามีนโยบายในการยกระดับขึ้นมาให้ท่านสามารถทำนัดล่วงหน้าได้ บัตรประชาชนใบเดียวไปรักษาที่ไหนก็ได้


“สส.กทม. มี 25 คน เป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาครั้งแรก ขอคะแนนเสียงจากประชาชน กระผมในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มาวันนี้ มาที่นี่ มาวินวอน ขอร้อง ขอคะแนนเสียงจากประชาชน ทุกคน เพื่อให้เลือก สส. รุ่นใหม่ที่ขยันทำงาน มีความตั้งใจจริง มารับใช้พี่น้องประชาชน ขอรบกวนให้เลือกทั้งคน ทั้งพรรค ให้พรรคเพื่อไทยเข้าสู่สภา” นายเศรษฐากล่าว

พรรคเพื่อไทยฝั่นธนบุรีพรรคเพื่อไทยฝั่นธนบุรีนายดนุพร ปุณณกันต์ นายดนุพร ปุณณกันต์